10 พฤศจิกายน 2564
2 K

ตั้งแต่เด็ก ผมเคยเห็นภาพของฝูงหมีสีน้ำตาล หรือ Alaskan Brown Bear ตัวใหญ่หลายสิบตัว ยืนคอยตะครุบปลาแซลมอนที่กำลังกระโดดข้ามน้ำตกทวนน้ำ เพื่อขึ้นไปวางไข่ในบริเวณที่เรียกว่า Brooks Falls ที่ตั้งอยู่ใน Katmai National Park and Preserve ในดินแดนห่างไกลของอลาสก้า ผ่านจากจอโทรทัศน์ในรายการสารคดีชีวิตสัตว์ของต่างประเทศ

ผ่านไปเกือบ 40 ปี ความฝันวัยเด็กคนหนึ่งจากประเทศอันห่างไกลนั้นก็เป็นจริงขึ้นมา

Katmai อุทยานในอลาสก้าที่เราจะได้ดูหมีสีน้ำตาลจับปลาแซลมอนแบบใกล้ชิด
Alaskan Brown Bear เคยถูกแยกสายพันธุ์ออกจากหมี Grizzlie เมื่อหลายทศวรรษก่อน หากในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์พบว่ามันเป็นสายพันธุ์เดียวกัน โดยที่หมี Kodiak ที่พบบนเกาะ Kodiak นั้นเป็น Subspecies ของ Alaskan Brown Bear อีกทีหนึ่ง

จากเมือง Anchorage ซึ่งเป็นเมืองหลวงของอลาสก้า ผมต้องนั่งเครื่องบินต่อมาลงเมือง King Salmon เมืองที่น่าจะเล็กที่สุดแห่งหนึ่งในอเมริกา มีประชากรเพียง 300 กว่าคนเท่านั้นเอง ในช่วงฤดูร้อนที่ท่าอากาศยานเล็กๆ สร้างจากเมทัลชีทแห่งนี้จะคราคร่ำไปด้วยคนอเมริกันแต่งตัวแปลกๆ ถ้าไม่ถือกล่องใส่ปืนยาวเพื่อมาล่าสัตว์ ก็จะต้องถือกล่องใส่คันเบ็ดเพื่อมาตกปลา

จาก King Salmon เราต้องขึ้นเครื่องบินน้ำของ Katmai Air เพื่อข้ามทะเลสาบ Naknek ไปยังปากทางเข้าทะเลสาบ Brooks ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Brooks Lodge ที่พักเพียงแห่งเดียวในบริเวณนี้ ก่อตั้งมาตั้งแต่ ค.ศ. 1950 เพื่อเป็นแคมป์สำหรับนักตกปลา ก่อนจะจัดตั้งอุทยานแห่งชาติ Katmai ขึ้นมาภายหลังใน ค.ศ. 1980

Brooks Lodge เป็นที่พักแบบ Log Cabin ง่ายๆ ขนาดเล็กๆ มีจำนวนเพียงแค่ 16 หลัง เรียงรายกันอยู่ในพื้นที่เล็กๆ กลางป่า ฝูงแซลมอนจะเดินทางมาถึงน้ำตก และหมีสีน้ำตาลจะมายืนรอดักตะครุบปลาแซลมอนกินในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงแค่ 2 สัปดาห์ ในช่วงครึ่งหลังของเดือนกรกฎาคม การจองห้องพักที่ Brooks Lodge ในช่วงเวลานั้นใช้ระบบ Lottery จับฉลากที่พักซึ่งมีจำกัด และให้พักแค่คนละไม่เกิน 3 คืนเท่านั้น (ผมลองเข้าไปดูสถานะปัจจุบันตอนเขียนบทความนี้ คือ วันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ. 2021 จะเปิดให้สมัคร สำหรับการจองที่พักใน ค.ศ. 2023 ส่วนใน ค.ศ. 2022 นั้นเต็มหมดแล้ว) 

มีอีกทางเลือกหนึ่งก็คือ ไปตั้งแคมป์ในพื้นที่ของอุทยานที่เรียกว่า Brooks Camp ที่จำกัดคนไว้เพียง 60 คนต่อวันเท่านั้น (ส่วนใหญ่จะเต็มตั้งแต่ชั่วโมงแรกที่เปิดจองในวันที่ 5 มกราคมของทุกปี ) การจัดการอุทยานแห่งชาติของอเมริกาส่วนใหญ่ใช้ระบบนี้ คือไม่เพิ่ม Capacity เพื่อรับนักท่องเที่ยวเกินไปกว่าจำนวนพื้นที่ที่ธรรมชาติจะรองรับได้ แต่การเดินทางนั้นจะต้องวางแผนการเดินทางกันข้ามปี เราจึงไม่มีโอกาสเห็นสภาพของค่ายผู้อพยพที่กางเต็นท์ชิดติดกันในแหล่งท่องเที่ยวในธรรมชาติของอเมริกา เนื่องมาจากระบบในการบริหารและการจัดการที่ดี

ผมได้ที่พักที่ Brooks Lodge ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แซลมอนส่วนใหญ่จะเดินทางข้ามน้ำตกขึ้นไปแล้วแม้จะไม่ใช่ช่วงพีก ที่มีหมีสีน้ำตาลหลายสิบตัวมายืนบนน้ำตก แต่ก็ยังคงมีหมีหลายตัวเดินวนเวียนอยู่ในบริเวณลำธารและรอบๆ ที่พัก

Katmai อุทยานในอลาสก้าที่เราจะได้ดูหมีสีน้ำตาลจับปลาแซลมอนแบบใกล้ชิด
เนื่องจากไม่มีถนน พาหนะอย่างเดียวที่จะนำเรามาที่ Katmai ได้ก็คือเครื่องบินน้ำที่บินออกมาจาก King Salmon

สิ่งแรกที่เราต้องทำเมื่อก้าวลงจากเครื่องบินน้ำก็คือ เจ้าหน้าที่อุทยานจะเดินมารับเราที่ประตูเครื่องบิน พร้อมกับเจ้าหน้าที่ของ Lodge และพาเราตรงไปยังห้องที่ทำการของอุทยาน เพื่อให้เรานั่งฟังกฎ กติกา มารยาท ที่เราจะต้องปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัด ตลอดช่วงเวลาที่เราพักและทำกิจกรรมในบริเวณนี้ 

Katmai อุทยานในอลาสก้าที่เราจะได้ดูหมีสีน้ำตาลจับปลาแซลมอนแบบใกล้ชิด
เมื่อเดินทางมาถึง นักท่องเที่ยวทุกคนต้องเข้าไปนั่งฟังกฎเกณฑ์และข้อปฏิบัติตัว เพื่อความปลอดภัยในการเผชิญหน้ากับหมีนานกว่าครึ่งชั่วโมง และทุกคนจะได้รับแจกเข็มไว้ติดเสื้อ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าได้ผ่านการอบรมแล้ว

รวมถึงการปฏิบัติตัวเมื่อเผชิญหน้ากับหมีสีน้ำตาลว่าเราจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร เช่น การแขวนกระดิ่งไว้ที่กระเป๋า เพื่อเตือนให้หมีรู้ว่าเรากำลังเดินมา การตะโกนทักทายหมีว่า Hey bear! ก่อนจะเดินผ่านโค้งที่ลับตา หรือเวลาเจอหมีบนเส้นทางเดินจะต้องทำตัวอย่างไร กฎ กติกา มารยาท เวลาเดินบนสะพานหรือบนแพลตฟอร์มที่ดูหมีในบริเวณน้ำตก เราจะต้องปิดประตูรั้วทุกครั้งเมื่อเข้าไปใช้พื้นที่ หรือแม้แต่การเผชิญหน้ากับหมีในระหว่างตกปลาในลำธาร แล้วหมีจะเดินเข้ามาหาเราเพื่อแย่งปลาที่ติดเบ็ดไปกิน เขาก็จะให้ดึงสายเบ็ดให้ขาดไปก่อนหมีจะเข้ามาแย่งปลาเรา เพราะถ้าหากมันเรียนรู้ว่าหาปลากินง่ายๆ มันจะคอยเฝ้าเดินตามนักตกปลาซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายได้

Katmai อุทยานในอลาสก้าที่เราจะได้ดูหมีสีน้ำตาลจับปลาแซลมอนแบบใกล้ชิด
Alaskan Brown Bear ในขณะยืนขึ้นด้วยขาหลังตอนเดินข้ามน้ำลึก เมื่อยืนขึ้นสองขาจะมีความสูงถึง 3 เมตร ทำให้มันเป็นนักล่าที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 บนผืนแผ่นดินของโลก มีขนาดไล่เลี่ยกับหมีขาว (ส่วนนักล่าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกคือ Sperm Whale)

ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นต้นแบบของการจัดการอุทยานแห่งชาติ การตกปลาเพื่อการกีฬาในอุทยานแห่งชาติเป็นเรื่องปกติที่ทำได้ โดยแต่ละอุทยานแห่งชาตินั้นจะมีกฎเกณฑ์ที่เหมาะสม และรายละเอียดในการจัดการแตกต่างกันไป บางแห่งก็ใช้ Fishing License ทั่วไปของรัฐที่ออกโดย Fish and Wildlife ซึ่งเป็นอีกหน่วยงานหนึ่งในการจัดการออกใบอนุญาตควบคุมการตกปลาและล่าสัตว์ โดยมีเจ้าหน้าที่ที่เรียกว่า Warden คอยดูแล หรือในบางอุทยานแห่งชาติก็จะออก License พิเศษเฉพาะของตนเองขึ้นมา เช่นที่ Yellowstone National Park การออก License นี้จะกำหนดสายพันธุ์ ขนาด และจำนวนของปลาที่เราเก็บได้ ในขณะที่บางสายพันธุ์ซึ่งเป็น Alien Species จะไม่มีการกำหนด แต่แนะนำให้เก็บมาทำอาหาร หรือแม้กระทั่งกำจัดออกไปไม่ให้มารบกวนสายพันธุ์ท้องถิ่น

สื่งที่น่าสนใจที่สุดในเรื่องการจัดการอุทยานแห่งชาติของอเมริกา คือกฎทุกอย่างมีพื้นฐานมาจากการวิจัย และมีเหตุผลที่อธิบายได้ในทางวิทยาศาสตร์รองรับทุกอย่าง บางปีอาจจะมีการปรับเพิ่มหรือลดตัวเลข Bag Limit หรืออาจประกาศห้ามจับปลาบางสายพันธุ์ที่พบว่ามีจำนวนลดน้อยลง โดยไม่ใช้ความรู้สึกของผู้ปฏิบัติงานหรือผู้มีอำนาจในการออกกฎหมายเพียงอย่างเดียวในการตัดสินใจ

สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ในแต่ละพื้นที่มีรายละเอียดแตกต่างกันออกไป ไม่ได้มีคำตอบว่าห้ามหรือปล่อยให้ทำอะไรก็ได้ แต่การจัดการก็คือการหาพื้นที่ตรงกลางที่เป็นหัวใจของคำว่า การอนุรักษ์ ซึ่งแปลว่าการนำมาใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนเป็นหัวใจสำคัญ

หลังจากเก็บของเข้าที่พักเรียบร้อยแล้ว ผมก็แบกกล้องเดินไปตามเส้นทางเดินป่า ข้ามลำธารไปตามเส้นทางเดินป่า เพื่อไปเฝ้ารอดูหมีสีน้ำตาลในบริเวณ Viewing Platform ที่อยู่ห่างไปประมาณ 2 กิโลเมตรจากที่พัก ในช่วงเย็นวันนั้นหมีสีน้ำตาลตัวใหญ่ตัวหนึ่งพยายามวนเวียนไล่จับปลา Sockeye Salmon สีแดงสดที่ลอยตัวอยู่ในลำธารน้ำอยู่นานนับชั่วโมง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ อลาสก้าในช่วงฤดูร้อนพระอาทิตย์จะตกในช่วงราวๆ 4 – 5 ทุ่ม 

เราเฝ้ารอลุ้นให้หมีจับปลาแซลมอน จนลืมไปว่าอาหารเย็นที่ Lodge นั้นจะเปิดให้บริการตั้งแต่ช่วงเวลา 5 โมงเย็นถึง 2 ทุ่ม ผมลืมดูเวลา กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็เกือบ 3 ทุ่มเข้าไปแล้ว เป็นอันว่าวันแรกเราอดข้าวเย็นไปตามระเบียบ เพราะหลัง 2 ทุ่มเขาจะเก็บอาหารทุกอย่างตามกฎที่วางไว้อย่างเคร่งครัด

Katmai อุทยานในอลาสก้าที่เราจะได้ดูหมีสีน้ำตาลจับปลาแซลมอนแบบใกล้ชิด
บรรยากาศก่อนพลบค่ำ ในช่วงเวลาประมาณ 4 ทุ่ม จากบนสะพานในบริเวณปากอ่าวของ Brooks Lake

เข้าวันที่สอง ผมเดินเข้าไปยังที่ทำการของ Lodge เพื่อติดต่อจ้างไกด์ตกปลาที่จะพาเราเดินตกปลาในลำธาร สำหรับที่ Katmai National Park and Preserve มีกฎเกณฑ์ในการตกปลาว่า จะต้องใช้อุปกรณ์ Fly Fishing เพื่อตกปลาเท่านั้น ห้ามใช้อุปกรณ์ในรูปแบบอื่น และปลาที่ตกได้ทุกตัวในเขตเหนือสะพานที่เข้ามาจากปากแม่น้ำขึ้นไปถึงต้นน้ำ จะต้องปล่อยกลับลงไปในน้ำทุกตัว

Katmai National Park and Preserve อุทยานแห่งชาติที่มี 2 สัปดาห์ทองให้เราได้ดูหมีสีน้ำตาล นักล่าใหญ่อันดับ 2 ของโลกจับปลาแซลมอน
Fly Fishing เป็นกิจกรรมที่นิยมมากที่สุด รองลงไปจากการไปเฝ้าชมและถ่ายภาพพฤติกรรมของ Alaskan Brown Bear ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติ Katmai

การออกเดินท่องลำน้ำตกปลาในลำธารกับไกด์เป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นสำหรับผม เพราะระหว่างที่เดินตกปลาในลำธารนั้น เราจะพบกับหมีสีน้ำตาลตัวใหญ่เดินท่องน้ำเพื่อหาปลาเป็นปกติ บางครั้งไกด์ก็จะพาเราเดินผ่านหมีไปแบบหน้าตาเฉย ในระยะที่ห่างออกไปเพียงไม่ถึง 10 เมตรเพียงเท่านั้น ก่อนที่จะเดินเข้าไป ไกด์กำชับว่าให้ทำตัวปกติ เดินตามหลังเขาไว้ และที่สำคัญคือ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อย่าวิ่งเป็นอันขาด

Katmai National Park and Preserve อุทยานแห่งชาติที่มี 2 สัปดาห์ทองให้เราได้ดูหมีสีน้ำตาล นักล่าใหญ่อันดับ 2 ของโลกจับปลาแซลมอน
ลูกหมีสีน้ำตาลเดินสวนมาบนทางเดิน ลูกหมีที่น่ารักมักจะขี้เล่นและขี้สงสัย ในบางครั้งอาจจะเดินเข้ามาหาคน และบางครั้งตัวแม่ก็มักจะวนเวียนอยู่ไม่ห่าง จากคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ ให้พยายามหลีกเลี่ยงหมีแม่ลูกอ่อน แม้ว่าลูกหมีจะดูน่ารักแค่ไหนก็ตาม

ในลำธารแห่งนี้เต็มไปด้วยปลาแซลมอนหลากหลายสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็น Sockeye Salmon Pink Salmon และ Rainbow Trout แต่ปลาที่น่าสนใจมากที่สุดชนิดหนึ่งก็คือ Arctic Grayling ที่มีครีบหลังสวยงาม

Katmai National Park and Preserve อุทยานแห่งชาติที่มี 2 สัปดาห์ทองให้เราได้ดูหมีสีน้ำตาล นักล่าใหญ่อันดับ 2 ของโลกจับปลาแซลมอน
Sockeye Salmon ในขณะที่กระโดดขึ้นมาบน Brooks Fall ในช่วงฤดูอพยพ ระหว่างเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมของทุกปี

ช่วงเวลาที่ประทับใจผ่านไปอย่างรวดเร็ว ผมใช้เวลาช่วงเช้าในการตกปลา ช่วงบ่ายก็เดินไปเฝ้าหมีในบริเวณ Viewing Platform รับประทานอาหารเย็น ก่อนลงไปตกปลาจนมืดค่ำในเวลาประมาณ 4 ทุ่มจึงกลับมาที่ห้องพัก

สำหรับคนที่รักธรรมชาติแล้ว ผมคิดว่า Katmai ในช่วงฤดูร้อนนั้นคือประสบการณ์และความทรงจำ เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิตของผมเลยทีเดียว

สารคดีสัญชาติไทย

Writer & Photographer

นัท สุมนเตมีย์

ช่างภาพใต้น้ำมืออาชีพที่เรียกได้ว่าคนแรกๆ ของประเทศไทย เริ่มต้นจากการเป็นช่างภาพและนักเขียนให้กับนิตยสาร อ.ส.ท. และ อีกหลากหลายนิตยสารทั้งในและต่างประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 ปัจจุบันนอกเหนือจากการถ่ายภาพแล้ว นัท ยังถ่ายภาพยนต์สารคดีใต้ท้องทะเล และบันทึกภาพทางอากาศให้กับทีมงานสารคดีหลายทีม

Life on Earth

เรื่องราวสรรพชีวิตที่อยู่บนโลกใบเดียวกับเรา

ใครบางคนเคยบอกผมไว้เมื่อนานมาแล้วว่า แม่น้ำมีชีวิต…

ชีวิตที่เริ่มต้นจากหยดน้ำเล็ก ๆ ที่ไหลรวมกันมาบนสันเขา เป็นลำห้วยลำธารสายเล็ก ๆ กลางผืนป่าที่เดินทางทอดยาวมารวมกันเป็นสายน้ำ ก่อนเริ่มต้นการเดินทางโดยใช้ความลาดชันและไหลไปตามแรงโน้มถ่วงของโลก เดินทางผ่านผืนป่า สร้างอารยธรรม ก่อให้เกิดเป็นชุมชนและเมืองใหญ่น้อย ผ่านเรื่องราวและชีวิตผู้คนบนรายทาง ก่อนจะไปสิ้นสุดการเดินทางอันยาวไกลที่ท้องทะเล

มนุษย์ทุกคนล้วนแต่ผูกพันกับสายน้ำ เพราะสายน้ำคือสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตบรรพบุรุษของเรามาตั้งแต่บรรพกาล แรกเริ่มมีชุมชนขึ้นมา คนสมัยโบราณก็สร้างบ้านแปงเมืองกันริมสายน้ำ ใช้แม่น้ำเป็นเส้นทางคมนาคม ตักน้ำจากแม่น้ำขึ้นมาใช้ในชีวิตประจำวัน ก่อนจะมีการพัฒนาระบบท่อประปาส่งน้ำไปตามบ้านเรือนอย่างทุกวันนี้

ทุกวันนี้คนในเมืองใหญ่แค่เปิดน้ำจากก็อกก็มีน้ำประปาไหลออกมา ชีวิตของคนเมืองกับสายน้ำก็ยิ่งห่างกันออกไปไกลขึ้นทุกที เมื่อไฟฟ้าและน้ำประปากลายเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตของเราในเมืองใหญ่ ในบางครั้งเราแทบไม่รู้สึกและไม่เคยได้สนใจเลยว่าน้ำนั้นมาจากที่ไหน เหมือนกับเนื้อหมู เนื้อไก่ หรือปลาที่มาเป็นแพ็ก ๆ ในซูเปอร์มาร์เก็ต 

ผมจะพาไปรู้จักกับแม่น้ำเล็ก ๆ สายหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าเป็นแม่น้ำสายที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย

‘แม่น้ำเงา’ มีต้นกำเนิดในบริเวณต้นน้ำในป่าสูงในเขตจังหวัดเชียงใหม่ ก่อนที่จะไหลลงมาผ่านเขตรอยต่อระหว่างจังหวัดตากและแม่ฮ่องสอน ระยะทางที่ยาวมากกว่า 50 กิโลเมตรแรกของแม่น้ำสายนี้อยู่ใจกลางป่า และแทบไม่มีเมืองหรือชุมชนขนาดใหญ่ มีเพียงหมู่บ้านเล็ก ๆ กระจัดกระจายกันอยู่ตามริมน้ำมาตั้งแต่บรรพกาล

ครั้งแรกที่ผมเห็นแม่น้ำสายนี้เมื่อสิบกว่าปีก่อน ผมก็หลงรักแม่น้ำสายนี้ทันที

ล่องแคนู แคมป์ปิ้ง Fly fishing ตกปลาศึกษาธรรมชาติที่แม่เงา แม่น้ำกลางป่ายาว 50 กม.

เพื่อนของผมผู้เคยเข้าไปเยือนแม่น้ำสายนี้ก่อนผมหลายปี เคยเล่าให้ฟังว่าครั้งแรกที่เขาเข้ามาเยือนแม่น้ำเงา ยังไม่มีถนนที่ตัดผ่านป่าเข้าไป การเดินทางเข้าไปสัมผัสสายน้ำแห่งนี้มีได้ 2 ทาง คือเดินเท้าเข้าไป หรือว่านั่งเรือสวนน้ำขึ้นไปในช่วงฤดูน้ำหลาก น้ำที่นี่ใสราวกับกระจกเกือบทั้งปี เพราะว่าพื้นแม่น้ำเป็นกรวดเป็นหิน พืชพรรณไม้ริมน้ำเต็มไปด้วยแมลงและสรรพชีวิตริมสายน้ำและฝูงปลาใต้ผืนน้ำ คือสมดุลทางธรรมชาติที่อยู่กันอย่างกลมกลืนกับผู้คนและชุมชนเล็ก ๆ ริมสายน้ำมาแสนนาน ราวกับหมู่บ้านในนิทาน

ผมไปแม่เงาครั้งแรก เมื่อเริ่มมีการตัดถนนดินขึ้นไปถึงหมู่บ้านสบโขงเมื่อสิบกว่าปีก่อน ถนนเส้นเล็ก ๆ ที่ใช้งานได้เฉพาะในช่วงหน้าแล้ง และรถขนาดใหญ่แทบจะวิ่งสวนกันไม่ได้ หลายปีผ่านไปถนนเส้นเล็ก ๆ นั้นก็เริ่มขยายขึ้น หลายช่วงเริ่มมีการก่อสร้างเป็นคันคูคอนกรีตขนานไปกับลำน้ำ เพื่อให้ใช้เส้นทางสัญจรได้ทั้งปี

ชีวิตของผู้คนก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อมีถนนเข้ามา จากการทำไร่ ทำนา เพื่อหากินเลี้ยงชีวิต เริ่มขยับขยายพื้นที่ทำกิน ปลูกพืชเชิงเดี่ยว และเริ่มใช้ยาฆ่าแมลง หลาย ๆ บ้านออกรถกระบะมือสองมา เพื่อใช้ขนผลิตผลทางการเกษตรนำออกไปขายในเมือง จนเริ่มเกิดปัญหาความไม่เข้าใจกันในการจัดการพื้นที่ที่จะประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ ซึ่งทับซ้อนกับพื้นที่ทำกินของชาวบ้านที่อยู่กันมาหลายชั่วคน จนในที่สุดก็มาสู่หนทางแก้ไข ในรูปแบบโครงการพัฒนาป่าไม้ตามแนวพระราชดำริ บ้านจือทะ-สบโขง ที่จะแบ่งพื้นที่กันดูแล อุทยานดูแลพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าต้นน้ำ ส่วนพื้นที่ทำกินและหมู่บ้านที่อุทยานกันออกนั้น โครงการพัฒนาป่าไม้จะเป็นผู้ดูแล เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของชาวบ้านให้อยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน และเพื่อไม่ให้บุกรุกพื้นที่ป่าไปมากกว่านี้

ล่องแคนู แคมป์ปิ้ง Fly fishing ตกปลาศึกษาธรรมชาติที่แม่เงา แม่น้ำกลางป่ายาว 50 กม.
พื้นที่ริมน้ำของแม่น้ำเงาเริ่มเปลี่ยนแปลงไป เมื่อมีการเปิดพื้นที่ทำกินในบริเวณริมน้ำเพื่อทำการเกษตรเชิงเดี่ยวระยะยาวอย่างต่อเนื่องมาหลายปี การท่องเที่ยวในธรรมชาติที่จัดตั้งขึ้นในรูปแบบวิสาหกิจชุมชนอาจเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยรักษาลำน้ำนี้ให้มีชีวิต

การล่องเรือแคนูไปตามลำน้ำกลางป่ายาวไกลเกือบ 50 กิโลเมตรนี้ คือการเดินทางที่ดีที่สุด ที่เราจะค้นหาความหมายจากลำน้ำสายนี้ นอกเหนือไปจากความใสสะอาดของน้ำที่ใสราวกับกระจกไหลผ่านป่าไปแล้ว สัมผัสหนึ่งที่เราไม่อาจหาได้จากการเดินทางด้วยพาหนะอื่นใด ก็คือความเงียบ เราจะได้ยินเพียงเสียงพายที่จ้วงน้ำไปเป็นระยะ ๆ เสียงของน้ำที่ไหลผ่านแก่งและโตรกหิน เสียงของป่าจากแมลงและนกต่างชนิด รวมไปถึงเสียงของสายลมที่พัดผ่านยอดไม้ และเสียงของหัวใจของเราที่เป็นอิสระเพียงเท่านั้น

ล่องแคนู แคมป์ปิ้ง Fly fishing ตกปลาศึกษาธรรมชาติที่แม่เงา แม่น้ำกลางป่ายาว 50 กม.
กิจกรรมพายเรือแคนูในลำน้ำตลอดระยะทางเกือบ 50 กิโลเมตรของลำน้ำเงาในช่วงแรกที่ไหลผ่านป่า เป็นกิจกรรมที่ทำให้เราสัมผัสกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด และส่งผลกระทบต่อธรรมชาติน้อยมาก
ล่องแคนู แคมป์ปิ้ง Fly fishing ตกปลาศึกษาธรรมชาติที่แม่เงา แม่น้ำกลางป่ายาว 50 กม.
เรือแคนูที่ใช้ล่องตามลำน้ำของวิสาหกิจชุมชนขุนน้ำเงานั้นได้มาตรฐานความแข็งแรงและปลอดภัย ลำหนึ่งบรรทุกคนได้ 2 คน ไม่รวมคนคัดท้ายซึ่งเป็นชาวบ้านผู้นำทาง และสัมภาระส่วนตัวที่จำเป็นในการแคมป์ปิ้งตลอดระยะเวลา 2 คืนบนลำน้ำระหว่างการเดินทาง

นอกเหนือไปจากการล่องเรือไปตามลำน้ำแล้ว การเดินทางครั้งนี้เราได้แวะพักตามจุดต่าง ๆ เพื่อตกปลาในรูปแบบ Fly Fishing ซึ่งเป็นการตกปลาโดยใช้เหยื่อปลอมที่ทำขึ้นจากวัสดุต่าง ๆ เลียนแบบอาหารในแต่ละช่วงที่ปลาเลือกกินตามช่วงเวลาและฤดูกาลของลำน้ำสายนี้ ไม่ว่าจะเป็นแมลง ตัวอ่อนของแมลงที่เรียกว่า Nymph ไปจนถึงลูกปลา หรือเหยื่อปลอมเลียนแบบลูกไม้สุกที่ตกลงมาจากต้นไม้ตามริมน้ำ Fly Fishing ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การตกปลา แต่เป็นการศึกษาธรรมชาติในรูปแบบหนึ่งที่เราต้องศึกษาเรื่องราวของแมลงชนิดต่าง ๆ รวมไปถึงลักษณะระบบนิเวศของสายน้ำ ช่วยให้เรามองเห็นสายน้ำด้วยสายตาที่แตกต่างไป ทำให้เรารู้จักสังเกตและมองเห็นธรรมชาติได้อย่างมีจุดมุ่งหมายนานกว่าที่เคย เพราะคงไม่มีใครยืนมองสายน้ำ เพื่อค้นหาว่าปลาในธรรมชาติเหล่านั้นซุกซ่อนตัวอยู่ตรงไหน และหากินอะไรในธรรมชาติได้ทั้งวันเหมือนกับคนที่ตก Fly Fishing 

ล่องแคนู แคมป์ปิ้ง Fly fishing ตกปลาศึกษาธรรมชาติที่แม่เงา แม่น้ำกลางป่ายาว 50 กม.
เหยื่อ Fly ที่ทำขึ้นเลียนแบบแมลงและตัวอ่อนของแมลงชนิดต่าง ๆ ซึ่งเป็นอาหารหลักของปลาหลายชนิดที่อาศัยอยู่ในลำน้ำกลางป่า
แก้ปัญหาเกษตรเชิงเดี่ยว ชวนชาวบ้านทำวิสาหกิจชุมชนจัดเดินป่าระยะไกล ล่องเรือแคนู และแคมป์ปิ้ง สัมผัสความงามของ 'แม่เงา'
Fly Fishing ไม่ใช่เป็นเพียงการตกปลา หากเป็นการศึกษาธรรมชาติในอีกรูปแบบหนึ่ง ทำให้เรามองสายน้ำด้วยสายตาและมุมมองที่เปลี่ยนแปลงไป
แก้ปัญหาเกษตรเชิงเดี่ยว ชวนชาวบ้านทำวิสาหกิจชุมชนจัดเดินป่าระยะไกล ล่องเรือแคนู และแคมป์ปิ้ง สัมผัสความงามของ 'แม่เงา'
ปลาพลวงเป็นปลาที่พบได้ทั่วไปตลอดลำน้ำเงา อาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูง กินอาหารจำพวกแมลงและตัวอ่อนของแมลง รวมไปถึงลูกปลาและผลไม้ที่ร่วงหล่นลงมาในแม่น้ำ หลายพื้นที่ในแถบเทือกเขาหิมาลัย ปลาในกลุ่มนี้คือ Golden Mahseer ได้รับสมญานามว่า เสือแห่งสายน้ำหรือ Tiger of the River เพราะชื่อของมันมาจากคำว่า Mahi ที่แปลว่าปลา และ Sher ที่แปลว่าเสือ ในภาษากลุ่ม Indo-persian

ที่สำคัญไปกว่านั้น Fly Fishing ยังมีส่วนช่วยอนุรักษ์พื้นที่ต้นน้ำและพื้นที่ชายฝั่งทะเลในหลายส่วนของโลกจากการเปลี่ยนแปลงสภาพธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นหลายพื้นที่ในสหรัฐอเมริกา มองโกเลีย รัสเซีย อาร์เจนตินา ภูฏาน ปากีสถาน อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และหลายพื้นที่อันห่างไกลบนโลกใบนี้ ที่ชาวบ้านและชุมชนจะได้มีส่วนร่วมและมีรายได้จากการเป็นไกด์ รวมไปถึงที่พักและกิจกรรมอื่น ๆ ภายใต้การควบคุมและการจัดการเพื่อรักษาสภาพธรรมชาติเอาไว้ แทนที่จะไปเปลี่ยนแปลงเพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวในรูปแบบอื่นซึ่งส่งผลกระทบกับธรรมชาติโดยรวม โดยปลาทุกตัวที่นักตกปลาตกได้ จะต้องปล่อยกลับลงไปในน้ำและรักษาไว้ให้คงอยู่อย่างยั่งยืนตลอดไป

แก้ปัญหาเกษตรเชิงเดี่ยว ชวนชาวบ้านทำวิสาหกิจชุมชนจัดเดินป่าระยะไกล ล่องเรือแคนู และแคมป์ปิ้ง สัมผัสความงามของ 'แม่เงา'
บรรยากาศแคมป์ปิ้งยามค่ำคืนบริเวณริมแม่น้ำ มีจุดแคมป์ปิ้งบริเวณริมน้ำมากมายตลอดสองข้างทางเกือบ 50 กิโลเมตรของลำน้ำเงา

มูลนิธิธรรมชาติไม่จำกัด ก่อตั้งขึ้นโดยกลุ่มนักเดินทางหลายคนที่เคยมาสัมผัสความงดงามของสายน้ำแห่งนี้ และปรารถนาให้สายน้ำแห่งนี้ยังคงอยู่ตลอดไป ได้จัดทำโครงการหลายอย่างร่วมกับโครงการพัฒนาป่าไม้ตามแนวพระราชดำริ บ้านจือทะ-สบโขง โดย สำรวจและจัดทำเส้นทางเดินป่าระยะไกล ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ของการเดินป่า 

นักเดินทางทุกคนบนเส้นทางนี้จะต้องแบกสัมภาระและรับผิดชอบตนเองตลอดการเดินทาง ร่วมไปกับชาวบ้านที่จะเป็นเพื่อนและผู้นำทาง ไม่ใช่ลูกหาบคอยแบกสัมภาระให้ การล่องแพไม้ไผ่เพื่อผจญภัยในระยะทางสั้น ๆ ตลอดไปจนถึงการทำเส้นทางล่องเรือแคนูและแคมป์ปิ้ง ตลอดเส้นทางที่ยาวไปเกือบ 50 กิโลเมตรของลำน้ำเงา

ในปัจจุบันนี้ กิจกรรมเดินป่าและล่องเรือแคนูแคมป์ปิ้งเพื่อสัมผัสความงดงามของลำน้ำเงา ได้รับการจัดตั้งในรูปแบบวิสาหกิจชุมชน ชาวบ้านมีความรู้และความสามารถจัดการดูแลระบบ มีเรือของตนเองในจำนวนที่พอเหมาะสมกับพื้นที่ มีระบบจัดการและดูแลนักท่องเที่ยวได้โดยไม่ต้องพึ่งพาบุคคลภายนอก ทำรายได้ในช่วงฤดูท่องเที่ยวให้กับชุมชนเพียงไม่กี่เดือน และแต่ละบ้านที่เข้าร่วมในแต่ละฤดูกาลมากกว่าการทำการเกษตรเชิงเดี่ยวระยะยาวอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี 

แก้ปัญหาเกษตรเชิงเดี่ยว ชวนชาวบ้านทำวิสาหกิจชุมชนจัดเดินป่าระยะไกล ล่องเรือแคนู และแคมป์ปิ้ง สัมผัสความงามของ 'แม่เงา'
การเดินป่าระยะไกลเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่จะพาเราไปรู้จักกับขุนเขา ป่าต้นน้ำ และสันปันน้ำ ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของสายน้ำ

กิจกรรมเหล่านี้ส่งผลต่อสภาพธรรมชาติในระยะยาว น้อยกว่าการทำการเกษตรเชิงเดี่ยวในพื้นที่ขนาดใหญ่ริมน้ำ ทั้งเรื่องตะกอนทรายจากการเปิดพื้นที่เพื่อทำเกษตรที่ลงมาทับถมก้อนหิน ก้อนกรวด และสารเคมีต่าง ๆ รวมไปถึงยาฆ่าแมลงที่ไหลปะปนลงมาในแม่น้ำ อาจส่งผลระยะยาวต่อระบบนิเวศแมลง ซึ่งเป็นพื้นฐานของชีวิตในลำน้ำและในธรรมชาติที่ต้องอาศัยก้อนกรวด ก้อนหิน สำหรับขยายพันธุ์ในลำน้ำ และจะส่งผลต่อไปยังฝูงปลาและระบบนิเวศของลำน้ำทั้งสาย การเปลี่ยนแปลงทิศทางของการไหลของแม่น้ำและผลจากตะกอนทรายอาจทำให้แม่น้ำตื้นเขินลงและอาจหยุดไหล เปลี่ยนสภาพจากสายน้ำที่มีชีวิต กลายไปเป็นแม่น้ำที่ตายแล้วซึ่งเต็มไปด้วยตะกอนทราย

สิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราจะรักษาธรรมชาติไว้ได้ ไม่ใช่การเฝ้ามองอยู่ห่าง ๆ ผ่านทางโลกโซเชียลหรืออินเทอร์เน็ต แต่คือการเข้าไปสัมผัส รู้จัก และเข้าใจ

จากที่เรารู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงลำน้ำทั้งสายนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเรา อาจจะเปลี่ยนแปลงไปเมื่อเราได้มีโอกาสสัมผัสและรับรู้ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ในธรรมชาติ ที่จะส่งต่อความรู้สึกรักและหวงแหนนี้ต่อไปยังคนรุ่นหลัง

หลายคนอาจคิดว่าการอนุรักษ์เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยการขับเคลื่อนทางสังคมมากมาย

ในขณะที่ผมคิดว่าการอนุรักษ์ที่ดีที่สุด ก็คือต้องให้คนในพื้นถิ่นได้รู้จัก ได้รัก และที่สำคัญคือ ได้รับผลประโยชน์จากธรรมชาติ ผ่านงาน ผ่านอาชีพที่ยั่งยืนของพวกเขาเอง

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการล่องเรือแคนูหรือเดินป่าระยะไกล ติดต่อได้โดยตรงที่ Facebook : เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงา

Writer & Photographer

นัท สุมนเตมีย์

ช่างภาพใต้น้ำมืออาชีพที่เรียกได้ว่าคนแรกๆ ของประเทศไทย เริ่มต้นจากการเป็นช่างภาพและนักเขียนให้กับนิตยสาร อ.ส.ท. และ อีกหลากหลายนิตยสารทั้งในและต่างประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 ปัจจุบันนอกเหนือจากการถ่ายภาพแล้ว นัท ยังถ่ายภาพยนต์สารคดีใต้ท้องทะเล และบันทึกภาพทางอากาศให้กับทีมงานสารคดีหลายทีม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load