จิงโจ้บกกับจิงโจ้น้ำต่างกันอย่างไร

อันดับแรก จิงโจ้บกเป็นสัตว์เดิน 2 ขา ขณะที่จิงโจ้น้ำมี 6 ขา อันดับต่อมา จิงโจ้บกมีกระเป๋าหน้าท้อง ส่วนจิงโจ้น้ำไม่มี และอันดับที่ 3 สำคัญมาก จิงโจ้บกอาศัยบนบก ส่วนจิงโจ้น้ำอาศัยในน้ำ

นี่คือความรู้สุดยอดจากผู้เขียนซึ่งจบดอกเตอร์ทางชีววิทยา

อืมม… ลองเขียนส่งไปแค่นี้ ดูซิท่าน บ.ก. จะว่ายังไง

เดี๋ยวสิฟระ! เป็นถึงขั้นดอกเตอร์จะเขียนแค่นี้ได้ไง ไม่เอา ขยำ ๆๆๆ ต้นฉบับ เอาให้แพะกิน จากนั้นรอแพะขี้ แล้วเก็บขี้แพะไปเป็นปุ๋ยใส่ต้นยูคาลิปตุส รอต้นยูคาลิปตุสโตแล้วโค่นมาทำกระดาษ A4 เอาล่ะ ได้กระดาษขาวแผ่นใหม่แล้ว

การตีท้ายครัวของจิงโจ้หนุ่ม เซ็กส์ประหลาดของจิงโจ้น้ำ และทำไมจิงโจ้ต้องโล้สำเภา
จิงโจ้น้ำระหว่างจับคู่ผสมพันธุ์
ภาพ : wikipedia.org

เริ่มต้นจากอย่างงี้ก็แล้วกัน คือวันก่อนผมไปอ่านเจอมาถึงพฤติกรรมที่น่าทึ่งของแมลงจิงโจ้น้ำ 

หากเราได้มีโอกาสเฝ้าดูจิงโจ้น้ำพลอดรักกัน เราจะเห็นตัวผู้ขึ้นไปขี่หลังตัวเมียแล้วเอาปลายขาทั้งหกดีดผิวน้ำเป็นจังหวะ ก่อเกิดวงคลื่นแผ่กระจายออกไปอย่างสวยงาม ผนวกรวมกับการโล้ไปข้างหน้าข้างหลังบนผิวน้ำของทั้งคู่ราวกับลีลาของนักสเก็ตน้ำแข็ง เราอาจจะมองแล้วคิดว่า โอ้ นี่มันระบำเริงรักที่แสนโรแมนติกอะไรเช่นนี้หนอ

ทว่า ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่จิงโจ้น้ำตัวผู้กำลังทำอยู่ คือมันกำลังข่มขู่ตัวเมียด้วยการดีดน้ำเรียกศัตรู “จะยอมให้ข้าปล้ำดี ๆ มั้ย ถ้าไม่ยอมข้าจะเรียกไอ้มวนกรรเชียงมาแล้วนะ!”

มวนกรรเชียงคือผู้ล่าใต้ผิวน้ำที่เซอเรียลมาก ลองจินตนาการว่าใต้ผิวน้ำนั้นเป็นโลกกระจกเงา จิงโจ้น้ำที่เกาะอยู่ฝั่งหนึ่ง มองลงไปเห็นท้องแมลงอีกตัวที่เกาะสลับด้านกับมันเหมือนเป็นเงาสะท้อนของตัวเอง แต่หาใช่ไม่ จริง ๆ แล้วเงานั้นเป็นปีศาจที่อาศัยอยู่อีกฝั่งหนึ่งของโลกกระจก มันเป็นแมลงที่สเก็ตช์ผิวน้ำจากอีกด้านในท่านอนหงาย (สาเหตุให้เรียกมวนกรรเชียง หรือภาษาอังกฤษ Backswimmer) 

เมื่อเจอเหยื่อ มวนกรรเชียงจะตะครุบแล้วดึงพรวดลงไปใต้น้ำเหมือนผีดึงเราเข้ากระจก จากนั้นก็ใช้ปากแหลมเจาะดูดเลือดเราจนหมดตัว และแน่นอน ตามสูตรสัตว์ประหลาดในหนังเป๊ะ สิ่งที่ดึงดูดให้มันตามมาหาเหยื่อจนเจอก็คือ ความสั่นสะเทือน 

เพราะฉะนั้นแล้ว จังหวะการดีดน้ำของแมลงจิงโจ้ตัวผู้จึงไม่ใช่บทเพลงบรรเลงพิณที่เอาไว้ขับกล่อมตัวเมียแต่อย่างใด แต่เป็นการสร้างความสั่นที่ล่อมวนกรรเชียงให้รู้ตำแหน่ง แน่นอน เจ้ามวนร้ายอาจจะไม่ได้อยู่แถวนั้นแต่แรก แต่อาจใช้เวลาสักพักกว่าจะเดินทางมาถึง (นึกดนตรีประกอบแบบหนัง Jaws) ระหว่างนั้นตัวเมียก็อาจจะเริ่มใจไม่ดี รีบยอมให้มันปล้ำให้เร็วที่สุดแล้วเผ่นดีกว่า ขืนมวนมานี่กูโดนก่อนเลยเพราะกูอยู่ข้างล่าง ส่วนมึงขี่หลังกูอยู่สบายจัด พูดง่าย ๆ ว่าเหมือนตัวผู้เอามีดจี้คอให้ยอมมีอะไรกับมัน ตัวเมียที่โดนข่มขู่ในที่สุดก็ต้องจำใจโดนข่มขืน อนิจจามนต์รักจิงโจ้น้ำมาถึงจุดขื่นขมนี้ได้อย่างไร

การตีท้ายครัวของจิงโจ้หนุ่ม เซ็กส์ประหลาดของจิงโจ้น้ำ และทำไมจิงโจ้ต้องโล้สำเภา
คู่จิงโจ้น้ำที่กำลังผสมพันธุ์ กับมวนกรรเชียงที่กำลังมาตามความสั่นสะเทือน
ภาพ : www.discovermagazine.com

ปกติจิงโจ้น้ำเพศเมียไม่ใช่สัตว์ที่จะยอมตัวผู้ง่าย ๆ ตัวเมียผสมพันธุ์ครั้งเดียวหรือไม่กี่ครั้งก็เก็บสเปิร์มไว้ใช้ได้ตลอดชีวิต ผสมเพิ่มไปอีกก็ไม่ได้อะไรนอกจากเสียเวลาเสียพลังงาน 

ขณะที่ตัวผู้นั้นมีแรงขับดันทางวิวัฒนาการให้ผสมกับตัวเมียตัวใหม่เพิ่มเรื่อย ๆ เพราะยิ่งผสมได้มากก็ยิ่งทิ้งลูกไว้มาก และตัวมันเองก็เป็นลูกที่สืบทอดพันธุกรรมมาจากพ่อหื่นที่ประสบความสำเร็จทางด้านนี้นั่นแหละ ความต้องการที่ไม่เท่ากันของตัวผู้กับตัวเมีย คือความขัดแย้งขั้นรากฐานระหว่างเพศ ซึ่งคลาสสิกมากในโลกของสัตว์ 

ในกรณีของจิงโจ้น้ำ เมื่อสงครามระหว่างเพศดำเนินมาถึงจุดหนึ่ง ตัวเมียก็เริ่มมีวิวัฒนาการแก้เกมตัวผู้หื่นด้วยการเกิดอวัยวะปิดฝาโยนีขึ้นมา ซึ่งผมจะเรียกฝาปิดนี้ว่า ‘จะปิ้ง’ ตามชื่อแผ่นปิดจุดซ่อนเร้นของคนโบราณก็แล้วกัน ปกติแผ่นจะปิ้งปิดโยนีจิงโจ้น้ำจะอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของตัวเมียเท่านั้นว่าวันนี้จะเปิดหรือจะปิดร้าน หากตัวเมียไม่ยอม ตัวผู้ก็หมดสิทธิจะทำอะไรทั้งสิ้น ต่อให้ลึงค์แข็งแรงแค่ไหนก็ไม่สามารถใช้กำลังทะลุทะลวงปราการเหล็กด่านสุดท้ายของอิสตรีเข้าไปได้

นั่นจึงเป็นที่มาของวิธีสกปรก 

วิวัฒนาการแก้เกมของตัวผู้ก็คือกลยุทธ์ข่มขู่ดังที่เล่าไป “ถ้ากลัวก็รีบเปิดจะปิ้งเสียดี ๆ ไม่อย่างนั้นเจอไอ้มวนกุนเชียงจกพุงไม่รู้ด้วยนะ!”

แน่นอน ในทางวิทยาศาสตร์เราเล่าเป็นตุเป็นตะอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องพยายามทดลองด้วยว่ามีหลักฐานสนับสนุนคำอธิบายของเราหรือไม่ ซึ่งงานวิจัยหลักในหัวข้อนี้ทำไว้โดยทีมจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล (Seoul National University) ประเทศเกาหลีใต้ (ตามไปอ่านได้ที่ www.nature.com/articles/ncomms1051

ผลวิจัยพบว่ากลยุทธ์การใช้ความกลัวได้ผลดีมาก หลังจากตัวผู้เริ่มดีดน้ำขู่ไม่กี่นาที ตัวเมียก็ยอมเปิดจะปิ้งให้เลย ขณะที่ถ้านักวิจัยทดลองบล็อกตัวผู้ไม่ให้ดีดถึงน้ำ ตัวผู้จะต้องขี่หลังตัวเมียนานเฉลี่ยถึง 20 นาทีหรือบางครั้งนานเป็นชั่วโมง ตัวเมียถึงจะรำคาญจนยอมเปิดจะปิ้งให้ในที่สุด แสดงว่าการขู่ล่อมวนช่วยลดเวลาในการยินยอมของตัวเมียได้ ที่น่าสนใจมาก ๆ คือตัวเมียที่เคยผ่านประสบการณ์โดนมวนกรรเชียงทำร้ายมาก่อนแล้วรอดชีวิตมาได้ จะยิ่งรีบเปิดจะปิ้งให้ตัวผู้แทบจะในทันที คล้ายว่าเป็นความกลัวฝังใจของนางมาก ไม่อยากโดนมวนจกอีกแล้ว จะให้ทำอะไรก็ยอมทั้งนั้น ซึ่งนี่เองเป็นสิ่งที่ตัวผู้ฉกฉวยประโยชน์

ผลการทดลองสุดท้ายที่ทำให้การตีความเรื่องทั้งหมดดูน่าจะเป็นจริงและไม่ใช่เรื่องบังเอิญ คือทุกครั้งที่มีมวนกรรเชียงอยู่ในละแวกใกล้ ๆ ตัวผู้ที่ขี่หลังตัวเมียอยู่จะยิ่งดีดน้ำถี่ขึ้น แรงขึ้น เหมือนกับเป็นการจงใจตะโกนเรียก “มาทางนี้! ไอ้กุนเชียงมาทางนี้!” และมวนก็จะรีบว่ายมาตามความสั่นนั้นจริงๆ

เอาล่ะ ดูจิงโจ้น้ำไปแล้ว มาดูจิงโจ้บกกันบ้าง

ถึงตอนนี้หลายคนอาจจะเดาไม่ถูกแล้วว่าบทความนี้มันจะไปทางไหนต่อ

แต่เอาเป็นว่าเรามาคั่นรายการกันด้วยเรื่องที่มาของชื่อจิงโจ้ก่อนละกัน

จิงโจ้บก ภาษาอังกฤษเรียก แกงการู (Kangaroo) ซึ่งรากศัพท์นั้นเล่ากันว่าเริ่มมาจากกัปตันคุกล่องเรือไปถึงออสเตรเลีย แล้วก็ถามชาวบ้านอะบอริจินแถวนั้นว่า “ไอ้โดดโหยง ๆ สองขานี่ตัวอิหยัง” ชาวบ้านคนนั้นทำหน้าหล่อแล้วตอบกลับไปว่า “แกงการู” ซึ่งหลังจากฝรั่งเรียกตามไปทั่วโลกแล้ว ถึงค่อยมาค้นพบทีหลังว่าแกงการูในภาษาท้องถิ่นแปลว่า “กูฟังมึงไม่รู้เรื่อง”

แน่นอน เรื่องนี้เป็นที่มาเท็จ คงประมาณเดียวกับตำนาน “แมงโก้ส้นตีน” ของเมืองไทย ซึ่งทุกคนน่าจะเคยได้ยินนะ ในความเป็นจริง แกงการู ภาษาถิ่นแถวนั้นก็แปลว่าจิงโจ้นั่นแหละถูกแล้ว คนฝรั่งที่จดบันทึกมาก็เรียกถูกแล้ว ซึ่งคนที่จดก็คือนักธรรมชาติวิทยาชื่อ เซอร์ โจเซฟ แบ็งค์ (Sir Joseph Banks) หนึ่งในลูกเรือที่ไปกับกัปตันคุกนั่นเอง โดยวันที่ที่ลงในบันทึกก็คือ 12 กรกฎาคม ค.ศ. 1770

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 (ค.ศ. 1861) คณะทูตไทยได้ไปเยือนสวนสัตว์ที่ฝรั่งเศสแล้วได้จดบันทึกการเห็นจิงโจ้ตัวเป็น ๆ ครั้งแรกของคนไทย โดย พระณรงค์วิชิต (จอน บุนนาค) ได้บรรบายไว้ว่า

“สัตว์อีกอย่างหนึ่งเป็นของประหลาด ไม่มีในเขตแดนสยาม เท้าหน้าสั้น เท้าหลังยาว รูปคล้ายชะมด มีถุงอยู่ที่ท้อง เมื่อเวลาเที่ยวหากิน ลูกก็ออกจากถุง เที่ยวเดินตามแม่ คนที่ไปดูตบมือให้ตกใจ ลูกก็วิ่งเข้าในถุงท้องแล้วเยี่ยมหน้าออกมา แม่ก็พาวิ่งไป ฝรั่งเศสเรียกว่า กังกูลู เป็นสัตว์บก”

อย่างไรก็ตาม ในพจนานุกรมไทยสมัยรัชกาลที่ 5 (ค.ศ. 1896) กลับมีการบัญญัติให้เรียกสัตว์ชนิดนี้ว่า ‘จิงโจ้’ แทนที่จะเรียก ‘กังกูลู’ ตามต้นฉบับ อยู่ดี ๆ ทำไมถึงเปลี่ยนมาใช้คำนี้

ที่น่าสนใจยิ่งกว่า คำว่า ‘จิงโจ้’ ปรากฏอยู่ในพระราชนิพนธ์ อิเหนา ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ซึ่งมีมานานก่อนชาวสยามจะรู้จักจิงโจ้ที่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีกระเป๋าหน้าท้องเสียด้วยซ้ำ

กระลุมพู จับกระลำพักพ้อ

จิงโจ้ จับจิงจ้อแล้วส่งเสียง

ในบทชมนกของอิเหนาบทนี้ กระลุมพูเป็นชื่อนกชนิดหนึ่ง ส่วนกระลำพักเป็นชื่อต้นไม้

ท่อนต่อมาก็เช่นกัน จิงโจ้เป็นชื่อนกชนิดหนึ่ง ส่วนจิงจ้อเป็นชื่อต้นไม้

ปรากฏว่าก่อนจิงโจ้จะแปลว่าจิงโจ้ จิงโจ้ในสมัยนั้นเคยเป็นชื่อนกมาก่อน แต่ก็ไม่มีใครแน่ใจว่าหมายถึงนกอะไรในปัจจุบัน รู้แต่มันอาจจะร้องเสียง จี-โจ้ จี-โจ้ และเมื่อร้องก็อาจจะโยกหัวและตัวไปมา แลดูยงโย่ยงหยก จึงเหมาะกับชื่อ จิง-โจ้ จิง-โจ้

อีกหลักฐานความเก่าแก่ของคำว่าจิงโจ้ คือบทเพลงกล่อมเด็กที่มีมาแต่โบราณจนไม่ทราบที่มาดั้งเดิม

จิงเอ๋ยจิงโจ้ มาโล้สำเภา

หมาในไล่เห่า จิงโจ้ตกน้ำ

หมาในไล่ซ้ำ จิงโจ้ดำหนี

เอากล้วยสองหวี รับขวัญจิงโจ้

ไม่มีใครรู้เหมือนกันว่าทำไมจิงโจ้ในเพลงต้องไปโล้สำเภา แต่ปรากฏว่าในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้มีการเอาบทกลอนนี้ไปถ่ายทอดเป็นภาพจิตกรรมฝาผนังที่วัดโพธิ์ และศิลปินก็ได้ตีความวาด ‘จิงโจ้โล้สำเภา’ ออกมาเป็นลักษณะ ผู้ชายเกือบเปลือยเกาะยงโย่อยู่ที่หัวเรือสำเภา และถ้าดูดี ๆ จะเห็นตีนนางเป็นตีนนก แถมมีขนนกอุย ๆ ปกคลุมตรงแขนด้วย สรุป จิงโจ้เวอร์ชันนี้คือเบิร์ดแมนนั่นเอง และเป็นเบิร์ดแมนที่ชอบทำบัดสีกับเรือสำเภาด้วยเหตุผลบางประการ

การตีท้ายครัวของจิงโจ้หนุ่ม เซ็กส์ประหลาดของจิงโจ้น้ำ และทำไมจิงโจ้ต้องโล้สำเภา
ภาพจากบทความ คนไทยเห็น “จิงโจ้” ครั้งแรกเมื่อใด? ทำไม “แกงการู” ในไทยถึงเรียกว่า “จิงโจ้”?
ภาพ : ศิลปกรรมวัฒนธรรม www.silpa-mag.com/history/article_32945

จะอย่างไรก็ตามแต่ แอคชันโล้สำเภากับการที่มีน้ำอยู่ในเรื่องด้วย ก็ชวนให้ผมคิดอย่างไม่มีมูลเลยแม้แต่น้อยว่า ไม่แน่จิงโจ้น้ำก็อาจจะเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจให้เกิดเนื้อเพลงกับภาพนี้ขึ้นมาด้วยก็ได้นะ ไม่แน่แอคชันโล้สำเภานั่นแหละคือพฤติกรรมขย่มตัวดีดน้ำเรียกมวนกรรเชียงของตัวผู้เวลาขึ้นขี่ตัวเมีย ซึ่งคนโบราณอาจจะสังเกตเห็นมาตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว และไม่แน่ชื่อจิงโจ้น้ำอาจจะมีมาก่อนจิงโจ้บก โอ้ว… อันนี้ผมมั่วนะครับ แต่ก็น่าสนใจ 

ท้ายที่สุด จิงโจ้ช่างเป็นคำที่ใช้เรียกสัตว์หลากหลายเหลือเกิน ทั้งนกจิงโจ้ แมลงจิงโจ้ จิงโจ้แบบเบิร์ดแมนแฟนทาสติกบีสต์ จนนักประวัติศาสตร์หลายท่านเชื่อกันว่า พอถึงสมัยรัชกาลที่ 5 มันอาจจะกลายเป็นคำที่ไว้เรียกสัตว์ประหลาดแบบกว้าง ๆ และพอคนไทยเริ่มรู้จักแกงการูซึ่งมีความประหลาด แถมยังเคลื่อนไหวยงโย่ยงหยก คงคอนเซปเดียวกับพวกที่เคยใช้ชื่อนี้มาก่อนด้วย ชื่อจิงโจ้ก็เลยตกเป็นสมญาของแกงการูในภาษาไทยไปโดยปริยาย 

ผมไม่รู้หรอกนะว่าแกงการูอร่อยมั้ย แต่แกงกาหรี่นั้นอร่อยแน่นอน

กลับมาปิดท้ายกันด้วยคำถามที่ว่า จิงโจ้บกกับจิงโจ้น้ำต่างกันอย่างไร

เอาจริง ๆ มันจะเด็ดมากถ้าหากว่าผมค้นคว้าเจอพฤติกรรมวิตถารหื่นโหดของจิงโจ้บกตัวผู้มาแข่งกับจิงโจ้น้ำที่เล่าไปได้ แต่ปรากฏว่าเท่าที่ค้นดู จิงโจ้บกตัวผู้นี่ไม่ค่อยมีอะไรวิตถารเท่าไหร่เลย ตัวเมียของมันก็ชิลล์มาก สาเหตุที่เกิดความสงบสุขทางเพศเช่นนี้ได้ อาจเป็นเพราะระบบผสมพันธุ์ของจิงโจ้บกเป็นแบบมีจ่าฝูงตัวเดียวครอบครองกรรมสิทธิ์ตัวเมียทั้งหมด ถ้าเป็นในสังคมมนุษย์ก็ไม่ใช่ค่านิยมที่ควรยกย่องเท่าไหร่ แต่อย่างน้อยในกรณีของจิงโจ้บก ตัวเมียที่อยู่ภายใต้การดูแลของพี่เบิ้มก็ไม่ต้องทนรำคาญตัวผู้ตัวเล็กตัวน้อยที่หื่นจัด แล้วคอยจ้องจะเข้ามาปล้ำมันตลอดเวลา สมมติถ้ามีไอ้เปี๊ยกตัวไหนคิดจะเข้ามาลวนลาม ตัวผู้จ่าฝูงก็จะโดดเข้ามาต่อยทันที ไม่ก็โน้มคอถีบ (มีงานวิจัยบอกด้วยว่าตัวผู้ที่กล้ามแขนใหญ่ยิ่งต่อสู้เก่ง) 

การตีท้ายครัวของจิงโจ้หนุ่ม เซ็กส์ประหลาดของจิงโจ้น้ำ และทำไมจิงโจ้ต้องโล้สำเภา
จิงโจ้บกตัวผู้สู้กัน
ภาพ : BBC Earth

การเป็นจิงโจ้บกตัวผู้ ถ้าอยากได้เมียกับเขาบ้างก็ต้องกินเยอะ ๆ โตไว ๆ และฝึกฝนหมัดมวยจนเก่งกล้าพอจะล้มจ่าฝูงตัวเก่าให้ได้ก่อน ศึกแห่งการผสมพันธุ์ในจิงโจ้บกจึงเป็นศึกระหว่างตัวผู้กับตัวผู้เป็นหลัก ไม่ได้มาซวยตัวเมียเหมือนอย่างในจิงโจ้น้ำ 

แต่ก็อีกนั่นแหละ เมื่อมีการแข่งขันที่เข้มข้น ก็ย่อมเกิดวิวัฒนาการวิธีเล่นสกปรกนอกกติกาขึ้นมาอีกแล้ว (หัวข้อนี้เรียกว่า Alternative Mating Tactics เป็นหัวข้อใหญ่ในวิชาพฤติกรรมศาสตร์ที่สักวันผมอยากเปิดคอร์สสอนมาก) เพียงแต่จิงโจ้บกตัวผู้ไม่ได้ตุกติกด้วยการทำร้ายข่มขู่ตัวเมีย แต่อาศัยทีเผลอของลูกพี่จ่าฝูงแอบเข้าไปเล่นชู้กับตัวเมียอย่างรวดเร็ว ไม่มีใครทันเห็น ซึ่งตัวเมียเองก็สมยอมและไม่ได้ขัดขืนอะไรด้วย อาจจะเป็นเพราะการเข้ามาของเด็กหนุ่มในลักษณะนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความถี่กำลังดี ไม่มากเกินไปจนรำคาญ และตัวเมียเองก็อาจจะได้ประโยชน์จากการเพิ่มความหลากลายทางพันธุกรรมให้กับลูกที่เกิดมาบ้าง ไม่ใช่ว่ามีแต่ลูกที่ปฏิสนธิด้วยสเปิร์มของตัวจ่าฝูงอยู่ตัวเดียว 

สรุปแล้ว อาจกล่าวได้ว่า จิงโจ้บกต่างจากจิงโจ้น้ำตรงที่ตัวผู้ของจิงโจ้น้ำเลวกับตัวเมียมากกว่าเยอะ

การที่มันใช้ความกลัวเป็นเครื่องมือ ดีดน้ำเรียกปีศาจร้ายมากดขี่ให้ตัวเมียต้องยอม ถ้าเป็นคนก็เข้าข่ายแบล็กเมลข่มขู่ “คอยดูนะ ถ้าเธอไม่ยอม ฉันจะปล่อยคลิปเรียกพวกมวนกรรเชียงมารุม” 

พฤติกรรมมนุษย์อาจจะมีต้นตอมาจากสัญชาตญาณธรรมชาติทั้งนั้น แต่นั่นไม่ใช่ข้ออ้างที่เราจะหยุดวิวัฒนาการในระดับสติปัญญาและจริยธรรม

และเมื่อได้อ่านบทความตอนนี้แล้ว เราควรเลิกด่าผู้ชายเหี้ยว่า ไอ้เหี้ย

แต่เราควรด่ามันว่า ไอ้จิงโจ้น้ำ

อ้างอิงข้อมูล

th.wikipedia.org/wiki/จิงโจ้_(เทพปกรณัม)

www.silpa-mag.com/history/article_32945

www.discovermagazine.com/planet-earth/male-water-striders-summon-predators-to-blackmail-females-into-having-sex

www.atlasobscura.com/articles/the-sexual-intimidation-tactics-of-the-male-water-strider

www.youtube.com/watch?v=mUm7b5_UGZ0

slll.cass.anu.edu.au/centres/andc/borrowings-australian-aboriginal-languages

Writer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

เมฆนม

งานเขียนเบาๆ ว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตกับสรรพสิ่ง โดยแทนไท ประเสริฐกุล

เอาล่ะ เรามาจัดอันดับ Top 5 สัตว์โลกที่มีความสามารถเหมือนสัตว์ประหลาดในหนังกันเถอะ!

อันดับที่ 5 สัตว์ที่พ่นน้ำลายเป็นกรด

แน่นอน ถ้าพูดถึงสัตว์ประหลาดในหนังที่สามารถพ่นน้ำลายเป็นน้ำกรดสีเขียว ๆ ได้ ท่านอาจจะนึกถึงตัวเอเลียน หรือ Xenomorph จากภาพยนตร์เรื่อง Alien ก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งถ้าท่านคิดแบบนั้น ท่านจำผิดเหมือนกับผม

Top 5 สัตว์โลกที่มีความสามารถเหมือนสัตว์ประหลาดในหนัง

เอเลี่ยนมันมีเลือดเป็นกรดต่างหากเล่าเฟ่ย! เออว่ะ ตอนแรกที่จะเขียนถึงเรื่องนี้ ผมก็ดันเอาฉากน้ำลายเยิ้มย้อยของมัน ไปจำผสมกับฉากที่มีของเหลวสีเขียวพุ่งจากแผล แล้วไม่ว่าของเหลวนั้นจะพุ่งกระฉูดไปโดนอะไร มันก็จะกัดรุนแรงมาก ถ้าโดนหน้าก็หน้าเละละลาย ขนาดโดนเหล็ก เหล็กยังควันขึ้นฟู่แล้วกลายเป็นรูโบ๋เลย

Top 5 สัตว์โลกที่มีความสามารถเหมือนสัตว์ประหลาดในหนัง

สรุปแล้ว เอเลียนไม่ได้พ่นน้ำลายเป็นกรด แค่มีเลือดเป็นกรด ซึ่งสัตวแพทย์เสนอแนะว่าให้มันกินน้ำด่างเยอะ ๆ เพื่อช่วยรักษาสมดุลร่างกายไม่ให้เป็นมะเร็ง จะอย่างไรก็ตาม สัตว์อีกตัวหนึ่งที่ผมนึกถึงก็คือเจ้าไดโนเสาร์แผงคอในเรื่อง Jurassic Park ซึ่งชื่อของมันคือไดโลโฟซอรัส (Dilophosaurus) ในชีวิตจริงไม่มีใครรู้หรอกว่ามันมีพฤติกรรมยังไง แต่ในหนังจินตนาการไว้ว่ามันจะจู่โจมด้วยการพ่นน้ำกรดเหนียว ๆ ใส่หน้าคนที่เข้าใกล้

Top 5 สัตว์โลกที่มีความสามารถเหมือนสัตว์ประหลาดในหนัง

ใครจะไปคิดว่าสัตว์ที่ทำใกล้เคียงกับแบบนี้ในชีวิตจริงคือ อัลปาก้า

Top 5 สัตว์โลกที่มีความสามารถเหมือนสัตว์ประหลาดในหนัง

น้อนอัลปาก้าที่หน้าตาน่ารักใสซื่อนี่แหละ มีพฤติกรรมป้องกันตัวโดยการถุยน้ำลายใส่ศัตรู ซึ่งบ่อยครั้งน้ำลายนี้จะไม่ใช่น้ำใส ๆ ธรรมดา แต่จะมีการขย้อนหญ้าที่ย่อยแล้วออกมาปนด้วย ทำให้มีลักษณะเป็นเมือกสีเขียว และก็เนื่องจากเป็นของเหลวที่ขย้อนออกมาจากกระเพาะ เลยทำให้มีกรดปนออกมาด้วยเต็ม ๆ

Top 5 สัตว์โลกที่มีความสามารถเหมือนสัตว์ประหลาดในหนัง
สภาพแขนคนที่โดนอัลปาก้าพ่นใส่
ภาพ : aubreyoaksalpacas.com

สรุปสัตว์ที่พ่นน้ำกรดสีเขียวใส่ศัตรูไม่ใช่งูเห่า แต่เป็นอัลปาก้า

ให้ตายเถอะ… ข้อมูลเพิ่มเติมบอกด้วยว่าพวกเครือญาติของมันเช่นอูฐหรือลามะก็มีพฤติกรรมแบบนี้เช่นกัน (ลามะที่เป็นสัตว์นะ ไม่ใช่ลามะธิเบต) คือชอบขากถุยใส่หน้าคนที่เข้ามาชมว่ามันนั่ลล๊าคคค ในยูทูบมีคลิปทำนองนี้ให้ชมเพื่อความบันเทิงอยู่มากมาย ลองเสิร์ชดูได้

ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าถ้าเป็นในธรรมชาติ อัลปาก้าหรือลามะตัวเมียมักจะถุยน้ำลายใส่ตัวผู้ที่เข้ามาตื๊อเยอะเกินแล้วมันไม่ชอบ ส่วนถ้าเป็นในกรณีที่ไม่เกี่ยวกับ Sexual Harassment ทั้งสองเพศก็มักจะถ่มถุยใส่กันเวลาทะเลาะวิวาททั่วไป เช่น แย่งอาหาร เหม็นขี้หน้า ฯลฯ

ที่น่าสนใจคือก่อนจะถุยมันมักจะมีท่าเตือนก่อน คือเชิดหน้าขึ้น แล้วทำหูลู่ไปข้างหลัง เห็นอย่างนี้คือมันเริ่มไม่พอใจแล้ว หลบได้หลบก่อน แต่ต้องหลบให้ไกลพอสมควรด้วยนะ เพราะว่ากันว่ามันถุยได้ไกลเป็น 10 ฟุต แถมแม่นด้วย โชคดีอยู่อย่างตรงที่มันโหลดกระสุนช้า ไม่สามารถยิงรัว และเจ้าตัวเองก็ไม่อยากใช้อาวุธนี้บ่อยด้วย เพราะขย้อนน้ำย่อยออกมาแต่ละทีก็เหมือนกับคนสำรอกกรดไหลย้อน ทั้งแสบคอ ทั้งรสชาติไม่พึงประสงค์ หากไม่จำเป็นจริง ๆ ก็ไม่ทำดีกว่า

แหม่ พอพูดถึงพฤติกรรมพ่น ๆ เลยนึกถึงสัตว์อื่นได้อีกเยอะเลย งั้นไม่จัดอันดับ Top 5 ต่อแล้ว เปลี่ยนมาเขียนเรื่องนี้แทนดีกว่า

เมื่อพูดถึงสัตว์พ่นน้ำ อีกตัวหนึ่งที่ผมนึกถึงก็คือปลาเสือพ่นน้ำ

Top 5 สัตว์โลกที่มีความสามารถเหมือนสัตว์ประหลาดในหนัง
ภาพ : Kim Taylor / naturepl.com

สมัยเด็ก ผมมีความทรงจำที่ดีกับมันมาก ในวัยมัธยมต้น พ่อสอนให้ผมหัดเลี้ยงปลา ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทำให้ผมเริ่มหลงใหลในธรรมชาติและเรื่องราวเกี่ยวกับพฤติกรรมสัตว์

ตอนนั้น หนึ่งในปลาที่พ่อเลือกให้เลี้ยงแล้วผมชอบมากก็คือปลาเสือพ่นน้ำ พ่อบอกว่าสมัยพ่อเด็ก ๆ เห็นเยอะแยะตามป่าชายเลนที่อยู่รอบบ้านพ่อ ผมรู้สึกมหัศจรรย์มากกับการที่มันล่าแมลงซึ่งเกาะอยู่ตามรากไม้กิ่งไม้บนบกได้ โดยอาศัยวิธีพ่นน้ำใส่ราวกับสไนเปอร์ที่เล็งยิงมาจากต่างมิติ ครั้งหนึ่งผมอยากเห็นพฤติกรรมนี้กับตาบ้าง เลยไปจับแมลงวันมาปล่อยเข้าไปในตู้ของตัวที่เลี้ยงไว้ ปรากฏว่าน้องเสือพ่นน้ำใส่แมลงวันจริงๆ ! แต่ช็อตที่ตามมาก็คือมันกระโดดพุ่งขึ้นมาจะฮุบแมลงวันที่กำลังร่วง แล้วปรากฏว่าฝาตู้ปลามันเตี้ยไปนิด น้องเสือเลยหัวโขกเข้าจัง ๆ ตั้งแต่นั้นมาผมก็ไม่เล่นแบบนั้นกับมันอีก

ด้วยพฤติกรรมพ่นน้ำของมัน ปลาเสือเลยเป็นที่นิยมในหมู่นักวิจัย มีบางคนฝึกให้มันพ่นน้ำใส่เฉพาะวัตถุที่มีรูปทรงบางอย่าง บ้างศึกษาความแม่นยำของมันในการยิงเป้าเคลื่อนที่ บ้างดูว่ามันจะเรียนรู้และปรับปรุงทักษะจากการดูเพื่อนยิงได้ไหม แต่ที่เด็ดสุดผมว่าน่าจะเป็นงานวิจัยที่ฝึกให้มันจดจำใบหน้ามนุษย์ แล้วพ่นน้ำใส่เฉพาะหน้าบางคนเท่านั้น

เช่นสมมติเป็นหน้านายยี หลังจากผ่านการฝึกมาแล้ว ไม่ว่าหน้านายยีจะปรากฏขึ้นพร้อมกับหน้านายยูน นายยัม หรือนายยวน หรือจะสลับตำแหน่งกันยังไง ปลาเสือก็จะเลือกพ่นใส่แต่หน้านายยีคนเดียวรัว ๆ ด้วยอัตราความถูกต้องสูงถึง 80 – 90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทุกครั้งที่มันเลือกถูกก็จะได้รับรางวัลตอบแทนเป็นอาหาร

ที่น่าทึ่งเข้าไปใหญ่คือ เมื่อมีการเปลี่ยนองศาจากหน้าตรงเป็นหน้าก้ม หน้าเงย หรือหน้าหันข้างในแบบที่มันไม่เคยผ่านการฝึกมาก่อน ปลาเสือก็ยังเลือกพ่นใส่หน้านายยีได้อย่างถูกต้องอยู่ดี แสดงให้เห็นความสามารถการประมวลภาพและหมุนรูปทรง 3 มิติในหัว เทียบเคียงกับมนุษย์ ลิง และนก ทั้งที่สถาปัตยกรรมสมองของมันเป็นคนละแบบกันเลย

ไอ้งานวิจัยจำหน้านี่ ผมแอบเชียร์ให้เขาทดลองโดยการเอาอาสาสมัครที่เป็นคนจริง ๆ มายืนเรียงหน้าให้ปลาพ่นน้ำใส่ คงจะฮาไม่น้อย แต่ในความเป็นจริงแล้ว เขาเพียงโชว์รูปจากจอคอมพิวเตอร์ให้มันเลือกเท่านั้น ดูคลิปได้ที่นี่

จะอย่างไรก็ตาม ท่านนำผลวิจัยนี้ไปประยุกต์ใช้เองได้ ด้วยการเอารูปหน้าเพื่อนบางคนให้ปลาเสือที่บ้านดูประกอบกับสอนให้มันพ่นน้ำใส่ หลังจากนั้นจึงเชิญเพื่อนคนนั้นมาเที่ยวชมตู้ปลาที่บ้าน แล้วสังเกตและบันทึกผลการทดลอง

Top 5 สัตว์โลกที่มีความสามารถเหมือนสัตว์ประหลาดในหนัง
ภาพจากงานวิจัยสอนให้ปลาเสือพ่นน้ำจำหน้าคน
ภาพ : doi.org/10.1016/j.anbehav.2018.09.002

ในวัยที่เติบโตขึ้นมาอีกหลายหน่อย นั่นคือระหว่างที่ศึกษาระดับปริญญาโท ผมได้มีโอกาสไปเข้าค่ายนิเวศวิทยาทางทะเลที่ภูเก็ต แล้วได้ประสบพบรักกับสัตว์ที่ป้องกันตัวเองโดยการพ่นอีกชนิดหนึ่ง นั่นก็คือปลิงทะเล

ปลิงทะเลที่กำลังหากินอย่างรีแลกซ์จะอยู่ในสภาพอ่อนหยุ่น ย้วยย้อยเล็กน้อย แต่เมื่อโดนลูบคลำ มันจะเริ่มตื่นตัว และแข็งเกร็ง ความดันในตัวจะเพิ่มขึ้น สักพักเริ่มพ่นน้ำปี๊ด ๆ และเมื่อถึงจุดหนึ่งก็จะระเบิดเมือกเหนียวสีขาวออกมาเป็นยวงใยใหญ่โต

บ่ายวันหนึ่งของฤดูร้อนปีนั้น ผมชวนเพื่อนผองผู้ชายห้าหกคนไปถ่ายคลิปเพื่อการศึกษากันที่ชายหาด ให้แต่ละคนจับปลิงมาถือกันไว้คนละตัว ในระดับตำแหน่งที่เหมาะสม จากนั้นรูดปลิงขึ้นลง ๆๆๆ จนกระทั่งมันแข็งตัวและพ่นเมือกสีขาวออกมาอย่างเร้าใจ ผมนำวิดิโอนี้ไปตัดต่อใส่เพลงสวนสยาม ตึด ตึด ตึด ตื๊น ตืน ตื่นนน… สมัยนั้นยังไม่มี TikTok ขอบคุณพระเจ้า ไม่เช่นนั้นพวกผมอาจจะกลายเป็นคนดังไปแล้วไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง 

สุดท้ายคลิปนั้นได้แค่ถูกถ่ายทอดลงวีซีดี แล้วส่งต่อให้น้อง ๆ ที่เข้าค่ายรุ่นถัด ๆ ไปได้เอาไว้ศึกษาดูธรรมชาติ เพื่อนที่อยู่ในคลิปนั้นทุกวันนี้ แต่ละคนก็น่าจะก้าวหน้าในอาชีพการงานจนเป็นใหญ่เป็นโตกันไปหมดแล้ว แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่าในฮาร์ดดิสก์ของผมยังคงมีคลิปนี้ซุกซ่อนอยู่ และสามารถเก็บไว้แบล็กเมลพวกเขาได้ทุกเมื่อ ในยามที่ค่าต้นฉบับไม่พอยาไส้

เอาจริง ๆ หากมีโอกาสได้เจอปลิงอีกผมคงไม่ไปเล่นกับมันแบบนั้นแล้ว เพราะสงสาร สิ่งที่มันพ่นออกมาเพื่อป้องกันตัวไม่ใช่แค่น้ำลายเหนียว ๆ น่ารัก ๆ ที่พ่นจากปาก แต่เป็นส่วนหนึ่งของลำไส้ที่เบ่งทะลักออกมาจากรูตูด แถมเบ่งแรงจนรูตูดฉีกขาดอีกด้วย แน่นอน ทั้งหมดนี้เยียวยาได้ ไม่ใช่ความเสียหายถาวร แต่ก็ต้องใช้เวลาหลายวัน ถ้าหากมันเจอภัยอันตรายระหว่างนั้น ก็อาจจะเสียท่าเพลี่ยงพล้ำได้ สู้เก็บไว้ให้มันใช้พ่นใส่ศัตรูจริง ๆ ดีกว่า ปลาหรือปูที่มาตอดปลิงอาจจะโดนใยเหนียวสีขาวนี้หนึบติดปาก หรือไม่ก็มัวแต่ไปสนใจใยที่พ่นออกมา จนตัวปลิงมีเวลาคลานหนีเอาชีวิตรอด เช่นเดียวกับคอนเซ็ปต์ของหางจิ้งจกนั่นเอง

ปลิงทะเลป้องกันตัวเองโดยการพ่นใยเหนียว ๆ สีขาว
ภาพ : Pierre Pouliquin / Flickr

เอาล่ะ สุดท้ายสำหรับวันนี้ เราจะไม่พูดถึงกิ้งก่าที่พ่นเลือดเป็นลำออกจากลูกกะตาได้ แต่เราจะจบกันด้วยพืชพ่นน้ำ

ผมลองเสิร์ชเน็ตเล่น ๆ ว่าในโลกนี้มีพืชที่ได้ชื่อว่า Spitting Plant หรือพืชถุยน้ำลายบ้างมั้ย ปรากฏว่ามีจริง ๆ วัทเดอะ! ชื่อวิทยาศาสตร์ของมันคือ Anneslea fragrans และที่พีกคือมันเป็นต้นไม้ที่ขึ้นอยู่แถวบ้านเรานี่เอง มีชื่อไทยด้วยเรียกว่า ‘สารภีป่า’

ตามคำบอกเล่าของนักพฤกษศาสตร์ ตรงกลางดอกของต้นสารภีป่าที่ว่าจะมีโครงสร้างลักษณะเป็นเหมือนกระเปาะอะไรสักอย่างที่มียอดเป็นท่อชี้แหลมออกมา ดอกนี้จะปล่อยกลิ่นหอมรัญจวน ล่อมวลหมู่ภมรให้มาดอมดม ซึ่งพอภมรดอมดมไปเรื่อย ๆ จนโดนตรงปลายท่อ การสัมผัสก็จะไปกระตุ้นกลไกบางอย่างภายในดอก คล้าย ๆ กับเวลาเราเอานิ้วแตะใบไมยราบ ดอกสารภีป่าจะพ่นน้ำสีเหลืองใส่หน้าภมร ปิ๊ด… ซึ่งน้ำนี้ก็คือน้ำเกสรตัวผู้นั่นเอง

รายละเอียดว่าพ่นแรงขนาดไหน เยอะขนาดไหน ภมรหน้าเยิ้มขนาดไหน ข้าพเจ้ายังหาข้อมูลไม่เจอเลย และพยายามหาวิดีโอตอนพ่นดูก็ไม่มีด้วย มีแต่ภาพนิ่งที่นักพฤกษศาสตร์สาธิตกระตุ้นให้น้ำสีเหลืองนั้นหยดแหมะใส่มือตัวเอง

ดอกสารภีป่า Anneslea fragrans กับน้ำเกสรตัวผู้ที่พ่นออกมา
ภาพ : talkingplants.blogspot.com

ในธรรมชาติคาดว่าภมรที่โดนน้ำนี้เข้าไป ก็น่าจะบินต่อไปดอมดมดอกถัดไปตามประสา แล้วก็นำเกสรตัวผู้ของดอกที่แล้วติดไปผสมกับตัวเมียของดอกใหม่ด้วยโดยปริยาย เป็นวัฏจักรให้กำเนิดชีวิตเด็กน้อยสารภีต้นเล็ก ๆ สืบต่อไป ขึ้นเพลงไลอ้อนคิง

จากสัตว์พ่นน้ำลาย สู่พืชพ่นน้ำรัก

โลกนี้ยังมีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะแยะ จนมิอาจจัดอันดับได้

ข้อมูลอ้างอิง

Writer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load