เส-จารุทัศ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เป็นคนไทย 

เขาทำชีสสัญชาติไทย แบบใช้ภูมิปัญญาของคนไทยในทุกกระบวนการการผลิต เพราะเขาเชื่อว่าหากจะเรียกชีสสักชนิดว่าเป็นชีสไทย เขาก็อยากให้มันเกิดจากทรัพยากรในประเทศ ทั้งในแง่วัตถุดิบ ความรู้ด้านการผลิต การออกแบบเครื่องมือ อุปกรณ์ต่าง ๆ 

เสศึกษาวิธีการทำชีสด้วยตัวเองมาแล้ว 15 ปี เขาทดลอง ล้มเหลว และเรียนรู้ โดยอาศัยอินเทอร์เน็ต หนังสือ และคำแนะนำของเชฟจากประเทศเจ้าของตำรับชีส 

การทดลองทำชีสแบบไร้กระบวนท่า การไม่มีกรอบของวัฒนธรรมชีสดั้งเดิมมาเป็นข้อจำกัด และการออกแบบชีสจากการทำความเข้าใจที่มาในทุกมิติ ทำให้เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญและรู้จักชีสแบบหมดไส้หมดพุง จนสามารถแบ่งปันความรู้ให้คนจากทั่วโลกที่มาถามถึงเทคนิค หรือวิธีแก้ปัญหาในการทำชีสกับเขาได้

อดีตผู้ประสานงานพัฒนาผลิตผลอาหารและบริการของโครงการหลวง ซึ่งปัจจุบันเป็นนักทำชีสและเจ้าของแบรนด์ชีส Jartisann ต้อนรับเรา ณ บ้านของเขาที่อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเขาใช้เป็นทั้งโรงงานทำชีสเล็ก ๆ และร้านขายชีสลับ ๆ ที่มีลูกค้าเจ้าประจำแวะเวียนมาชิม มาช้อป ไปกิน ไปฝากอยู่ไม่ขาดสาย

แต่ก่อนจะเริ่มไปฟังเรื่องชีสไทยจากเส เราขอเอาความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับชีส 10 ข้อมาฝาก ให้ผู้ไม่สันทัดเรื่องชีสได้ปูพื้นฐานกันก่อน

Jartisan ชีสโลกใหม่ ออกแบบโดยคนไทยที่ตั้งใจไม่ทำให้เหมือนชีสที่มีอยู่แล้วบนโลก
  1. ชีสทำมาจากส่วนประกอบแค่ 4 อย่าง คือ น้ำนม เกลือ หัวเชื้อ และสารที่ทำให้น้ำนมจับตัวเป็นลิ่ม (Rennet)
  2. ชนิดของหัวเชื้อ น้ำหนักการกด ขนาดของลิ่มน้ำนม (Curd) และระยะเวลาการบ่ม เป็นปัจจัยที่ทำให้ชีสมีลักษณะแตกต่างกัน
  3. จริง ๆ แล้วชีสเป็นอาหารที่ชาวยุโรปทำกันเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน และมีวิธีการทำที่เรียบง่าย เพื่อเป็นการยืดอายุน้ำนมส่วนเกิน
  4. ชีสชนิดต่าง ๆ จึงแนบแน่นกับปัจจัยของถิ่นกำเนิดมาก ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศ ภูมิประเทศ หรือวัฒนธรรมของชนชาตินั้น ๆ
  5. แต่ปัจจุบันการทำชีสเป็นการใช้เทคโนโลยีควบคุมอุณหภูมิกันหมดแล้ว เราเลยผลิตชีสที่ไหนก็ได้ แต่ยังต้องใช้หัวเชื้อให้ถูกกับชนิดของชีส
  6. ชื่อเรียกของชีสแบ่งได้เป็น 2 แบบ คือเรียกตามถิ่นกำเนิด เช่น บรี, กามองแบร์, สติลตัน หรือไม่ก็เรียกตามลักษณะของมัน เช่น มอสซาเรลล่าที่หมายถึงชีสที่ยืดได้ (มอสซา แปลว่ายืด) หรือ คัชเชลคาวาโล่ ชีสลูกตุ้มที่มักเป็นอาหารที่ทหารม้าแขวนติดม้าเอาไปกิน (คาวาโล่แปลว่าทหารม้า) 
  7. ต่อมามีชีสที่ทำโดยคนยุคใหม่ กระบวนการและวัตถุดิบถูกดัดแปลง เพื่อให้ได้เนื้อสัมผัส หน้าตาและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ คนทำชีสก็เลยสถาปนาว่ามันเป็นชีสโลกใหม่ แล้วก็ตั้งชื่อสนุก ๆ เช่น Yarg Cheese เป็นชีสที่ห่อใบตำแย ทำโดยตระกูล Gray (เอานามสกุลมากลับตัวอักษรหน้าไปหลัง) หรือล้อชื่อของเดิมอย่าง คาโชะคาบาโระ ของญี่ปุ่น ซึ่งก็คือชีสที่คล้ายกับคัชเชลคาวาโล่ เป็นต้น 
  8. การแบ่งชีสอย่างกว้างที่สุดคือ แบ่งตามจำนวนเปอร์เซ็นต์น้ำในชีส ก็จะเรียกได้ว่าเป็น Fresh Cheese ที่มีน้ำมากที่สุด เพราะบ่มสั้น รสชาติไม่เข้มข้น ไล่ไปเป็น Aged Fresh Cheese ที่บ่มนานขึ้นอีกนิด เริ่มมีรสชาติมากขึ้นอีกหน่อย Soft Cheese ที่จะเริ่มมีราปกคลุมด้านนอกแต่ด้านในนิ่ม Semi Soft Cheese เนื้อจะแน่นกว่าและอาจมีเทคนิคการทำเปลือกด้านนอก (Wash Dry) ให้มีรสชาติพิเศษจากน้ำเกลือ เบียร์ หรือเหล้าเพื่อเพิ่มรสชาติ Hard Cheese คือชีสที่แข็งจนเอามาขูด ๆ ได้ และสุดท้ายคือ Blue Cheese ที่พิเศษกว่าเพื่อน เพราะมีรอยแตกให้ราสีฟ้า ๆ วิ่งไปทั่วเนื้อชีสได้
  9. วิธีจำชีสแบบง่าย ๆ สามารถอ้างอิงโดยจินตนาการไปถึงการทำชีสในอดีตกาลของประเทศนั้น ๆ เช่น ชีสอ่อน ๆ มักมาจากประเทศที่อากาศไม่ได้หนาวจัดอย่างอิตาลี เพราะบ่มนานไม่ได้ ส่วนชีสที่แข็ง กลิ่นแรง ก็มักจะมาจากประเทศที่หนาวและมีเทือกเขาเยอะ ๆ อย่างสวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส
  10. การเสิร์ฟ Cheese Platter หรือชีสบอร์ด ควรมีชีสครบทุกประเภท เพื่อให้ผู้กินสลับไปมาระหว่างรสชาติอ่อนเข้ม และเนื้อสัมผัสทั้งแบบแข็งและแบบนุ่ม

นักเข้าใจชีสที่ทำความรู้จักชีสผ่านศาสตร์การออกแบบ

เสเป็นนักทำชีสผู้ไม่มีประวัติชีวิตด้านไหนเกี่ยวพันกับการทำอาหาร จนกระทั่งเมื่อ 15 ปีที่แล้ว

ตอนนั้นเขาได้รับมอบหมายจาก หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี องค์ประธานมูลนิธิโครงการหลวงในขณะนั้นให้ศึกษาการแปรรูปอาหารต่าง ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้วัตถุดิบจากเกษตรกรและทดแทนการนำเข้า ในตำแหน่งผู้ประสานงานพัฒนาผลิตผลอาหารและบริการของโครงการหลวง

หนึ่งในผลิตผลทางการเกษตรที่เสเห็นว่าควรนำมาเพิ่มมูลค่า คือ น้ำนมวัวที่มีมากมายล้นตลาด ประกอบกับตลาดชีสนำเข้าที่เติบโตจากรสนิยมการกินของคนไทยที่รู้จักอาหารยุโรปมากขึ้น

Jartisan ชีสโลกใหม่ ออกแบบโดยคนไทยที่ตั้งใจไม่ทำให้เหมือนชีสที่มีอยู่แล้วบนโลก

ปัจจุบันเขาเป็นนักทำชีสเจ้าของแบรนด์ Jartisann ร้านชีสเล็ก ๆ ในเชียงใหม่ที่ทั้งผลิตและขายในบริเวณบ้านของเขาเอง แม้จะมีอายุไม่ถึงปีดี แต่ก็มีชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือในหมู่เชฟร้านอาหารฝรั่งดัง ๆ ทั้งในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ต 

เชฟและลูกค้าที่มีพื้นเพมาจากประเทศต้นกำเนิดชีสยังติดใจและชื่นชมชีส Jartisann

แต่กว่าจะบ่มประสบการณ์จนออกรสออกชาติได้ขนาดนี้ เสเล่าว่าหนทางการทำชีสของเขาเริ่มต้นอย่างว่างเปล่า

“ตอนนั้นไม่มีความรู้อะไรเลย ได้รับมอบหมายงานมาให้ศึกษา หมายถึงไม่มีคนสอน (หัวเราะ) ก็เลยต้องหาข้อมูลและทดลองเอาเอง” เสเล่าความหลังวันที่ต้องงมชีสในมหาสมุทรข้อมูลให้ฟังพร้อมเสียงหัวเราะอย่างคนเปี่ยมสุข

ถึงเสจะไม่มีพื้นฐานด้านอาหาร แต่เขามีพื้นฐานด้านการออกแบบ 

เขาเรียนปริญญาตรีด้านการออกแบบอุตสาหกรรม และเคยผ่านห้องปฏิบัติการสมัยมัธยมมาบ้าง จึงใช้ความรู้และวิธีการเหล่านั้นมาลองทำชีส 

เขาบอกว่า “มันก็คล้าย ๆ กับงานดีไซน์ คือโจทย์ที่ได้ก็จะมาจากอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ในฐานะนักออกแบบ เราต้องรีเสริชเข้าไปในวงการนั้น ๆ ว่าแต่ละอย่างมันมีฟังก์ชันยังไง วัตถุประสงค์ที่คนใช้คืออะไร

“พอเป็นอาหาร มันก็เปลี่ยนองค์ความรู้จากวัสดุเป็นวัตถุดิบ แล้วก็จากกระบวนการการผลิตสินค้าชนิดต่าง ๆ เป็นกระบวนการผลิตอาหาร ผมเลยกลายเป็นคนที่ค้นคว้าเรื่องอาหารหลากหลายอย่าง และมักค้นคว้าไปจนถึงกรรมวิธีการผลิตแบบดั้งเดิม ซึ่งมักจะเป็นแบบที่เรียบง่ายที่สุดเพื่อลดต้นทุนการผลิต”

การศึกษาเรื่องชีสของเขาเกี่ยวข้องตั้งแต่ประวัติศาสตร์อาหาร ประกอบกับความรู้ด้านวัฒนธรรม เชื้อชาติ ภูมิศาสตร์ ความใกล้เคียงกันของอาหารแต่ละภูมิภาค เพื่อถอดรหัสความเป็นมาของชีสรูปแบบต่าง ๆ

และใบเบิกทางจากการทำงานให้โครงการหลวง ก็ทำให้เสได้รู้จักกับเชฟมากฝีมือมากมายมาช่วยชิมและให้คำแนะนำเรื่องชีส แถมยังได้โอกาสไปศึกษาการทำชีสจากประเทศต้นกำเนิด ซึ่งทำให้เขาค้นพบว่า ถ้าจะทำชีสในประเทศไทย เขาจะทำมันอย่างตรงไปตรงมาเหมือนที่เขียนไว้ในหนังสือไม่ได้

Jartisan ชีสโลกใหม่ ออกแบบโดยคนไทยที่ตั้งใจไม่ทำให้เหมือนชีสที่มีอยู่แล้วบนโลก

“เริ่มจากการได้รู้ว่า ชีสที่กินสด ๆ ไม่ผ่านการเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมานอนในตู้แช่ก่อนจะถึงมือเรานั้นมันอร่อยกว่ามาก” เขาเล่าให้ฟังถึงโมเมนต์ตาสว่าง

“อย่างชีสมอสเซเรลล่าสดที่คนทำชีสที่อิตาลีเอามาป้อนเข้าปาก ผิวข้างนอกมันตึง แต่กัดเข้าไปแล้วเนื้อข้างในเนียนและเข้มข้นมาก เป็นรสสัมผัสที่เราไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน ความเหนียวและยืดหยุ่นของผิวมอสเซเรลล่าจริง ๆ นั้นต้องถึงขนาดยืดแผ่จนเป็นลูกโป่งได้เลย”

แต่แม้จะจดเคล็ดลับที่ได้รู้เพิ่มเติม อย่างอุณภูมิที่เหมาะสมหรือค่า pH แม่นยำมามากแค่ไหน พอเอามาทำที่เมืองไทย เขาก็ยังไม่ประสบความสำเร็จอยู่ดี

เขาเล่าว่า “ตอนนั้นได้เรียนรู้ว่า การทำชีสคือการใช้ส่วนประกอบละเอียดอ่อนและไม่ตายตัว มีเชฟที่อิตาเลียนบอกว่าทำชีสต้องใช้ความรู้สึก จะมายึดติดกับเวลาหรือมาตรวัดไม่ได้

“ตั้งแต่นั้นผมเลยเลิกยึดติดกับสูตร แล้วหันมาทดลองทำชีสขึ้นมาเอง”

สนิท ชีส เชื้อ

“จะเก่งเรื่องชีสได้ ต้องเก่งเรื่องเชื้อ” เสยืนยัน

เขาอธิบายเพิ่มว่า “เชื้อที่ใช้ทำชีสคือ แลคติดแอซิดแบคทีเรีย ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ เทอร์โมฟิลิคที่ชอบอุณหภูมิร้อน และมีโซฟิลิคที่ชอบอุณหภูมิกลาง ๆ ซึ่งในแต่ละประเภทก็มีอีกเป็น 100 สายพันธุ์ แตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ทั่วยุโรป 

“เชื้อมีผลต่อเนื้อชีสอย่างมาก ผมมีแคตตาล็อกเชื้อ ที่อ่านแล้วจะรู้ว่าค่าความเป็นกรดของเชื้อแต่ละตัวว่าจะขึ้นช้าเร็วแค่ไหน และเนื้อมันจะออกมาเป็นยังไง ในทางกลับกัน เวลาผมเอามือแตะลงไปบนเนื้อชีสที่เจอ ผมก็จะรู้ว่าเนื้อแบบนี้ใช้เชื้อไหนเป็นหลัก แค่ได้กลิ่นก็รู้แล้วว่าเป็นเชื้อตระกูลไหน”

ในยุคปัจจุบัน เราสามารถหาซื้อหัวเชื้อมาทำชีสชนิดต่าง ๆ ได้ 

ชีสแต่ละชนิดจะต้องใช้เชื้อสายพันธุ์ที่ถูกต้อง ซึ่งโรงงานผลิตก็จะทำการสกัดเชื้อออกจากชีสชนิดต่าง ๆ มาทำการเพิ่มจำนวน ทำให้แห้ง และส่งออกขาย

ซึ่งเชื้อที่ว่าเมื่อมาอยู่ในคนละสิ่งแวดล้อม ใช้วัตถุดิบที่ต่างกัน ชีสก็ไม่มีทางจะออกมาเหมือนต้นกำเนิดอยู่ดี

เสจึงใช้วิธีลองเอาเชื้อประเภทต่าง ๆ มาเล่น เพื่อหาส่วนผสมที่ใช่สำหรับชีสของเขา ทั้งเล่นจับคู่ เล่นหาเชื้อประเภทเดียวกันจากในประเทศ หรือแม้แต่สร้างขึ้นมาใหม่เองจากจุลินทรีย์แถบหางดง

Jartisan ชีสโลกใหม่ ออกแบบโดยคนไทยที่ตั้งใจไม่ทำให้เหมือนชีสที่มีอยู่แล้วบนโลก
Jartisan ชีสโลกใหม่ ออกแบบโดยคนไทยที่ตั้งใจไม่ทำให้เหมือนชีสที่มีอยู่แล้วบนโลก

พอทดลองเล่นจนแตกฉาน เสก็เริ่มสร้างสรรค์สูตรชีสของตัวเองแบบไม่ต้องใช้ตำรา โดยการลองพลิกแพลง ดัดแปลง จากชีสดั้งเดิมในประเทศต่าง ๆ เช่น เอาเฟตต้าชีสที่ปกติจะทำแบบชีสสดแช่น้ำเกลือ มาบ่มแห้ง ได้เป็นชีสแบบใหม่ 

จะว่าไปก็เป็นวิธีเดียวกันกับการสร้างสรรค์ชีสขึ้นมาในยุโรป ก็คือบอกวิธีต่อ ๆ กันมา แล้วก็เอาสิ่งที่มีอยู่ในบ้านเมืองเขามาทำ เอาตามวิธีที่แต่ละคนสะดวก

“ผลลัพธ์คือการออกแบบชีสใหม่ขึ้นมา มีแรงบันดาลใจจากชีสชนิดที่มีอยู่เดิม แต่เราไม่ได้ทำตามสูตร หรือใช้เชื้อตัวดั้งเดิมของชีสชนิดนั้นแบบตรง ๆ” เสเล่าอย่างคนเล่นสนุก

เชื้อบางตัวเขาได้มาจากวัตถุดิบที่หาได้ง่ายในประเทศไทย เช่น ข้าวหมากและเหล้าขาว ที่เอามาทำซอล์ฟชีสชื่อซ่อนกลิ่น หรือ Hidden Agenda ชีสกลิ่นชัด และมีรสชาติซับซ้อนแบบไทย ๆ

แล้วก็ยังมีการใช้เชื้อท้องถิ่นที่เป็นตระกูลเดียวกับเชื้อที่เอามาทำบรี ซึ่งเป็นชีสยอดนิยมของคนไทย แต่ที่มาของหัวเชื้อนั้นเป็นวัตถุดิบที่เขาบอกว่าคนมักคิดไม่ถึง และเขาขออุบไว้ไม่ยอมบอก เขาเอาเชื้อตัวนั้นมาเอามาทำเป็นสันผักหวานบุรี (San Paquanburie) ซอล์ฟชีสซึ่งได้ชื่อตามตำบลสันผักหวาน อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ตำบลต้นกำเนิดของชีสชนิดนี้

Jartisan ชีสโลกใหม่ ออกแบบโดยคนไทยที่ตั้งใจไม่ทำให้เหมือนชีสที่มีอยู่แล้วบนโลก

ชีสไทย โดยคนไทย 100 เปอร์เซ็นต์

ความพิเศษของ Jartisann คือเป็นชีสที่ออกแบบเพื่อประเทศไทย ให้เป็นชีสที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ไม่ใช่แค่ทำเลียนแบบให้เหมือนกับชีสที่มีอยู่แล้ว 

“ตอนเริ่มศึกษาเรื่องชีส ผมได้อ่านหนังสือที่เล่าถึงชีสจากทั่วโลก ชื่อว่า World Cheese ในเล่มนั้นจะเล่าถึงชีสทั้งจากถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอย่างยุโรป และชีสที่เขาเรียกว่าชีสโลกใหม่ อย่างออสเตรเลีย อเมริกา แล้วก็มีของเอเชียด้วย เป็นชีสญี่ปุ่นกับจีน ผมเลยหมายมั่นปั้นมือตั้งแต่นั้นว่า อยากจะให้เมืองไทยมีชีสไทยของตัวเองให้ได้” เสเล่าความตั้งใจที่ทำให้เขาทุ่มเทเวลา ความรู้ความสามารถ และเงินทอง ไปกับการทำชีสให้เป็นแบบไทยแท้ ๆ

“ผมเห็นว่าเมืองไทยมีนม เมืองไทยทำชีสได้ คนกินชีสก็มี นับวันก็จะยิ่งเยอะและหลากหลายมากขึ้น ขอแค่มีองค์ความรู้ ซึ่งผมสามารถศึกษาเอาได้” 

เสเล่าว่าการทำชีสไทยแบบ Jartisann ไม่ใช่แค่การใช้วัตถุดิบในประเทศเท่านั้น 

“แต่มันเป็นชีสที่มีรากกำเนิดออกมาจากการที่เรามองว่า เราจะใช้ภูมิปัญญาที่เรามี อุปกรณ์ที่เรามี สภาพอากาศที่เรามี แล้วก็ทำชีสออกมา ให้เป็นเป็นชีสที่ผสมผสานองค์ความรู้ ความเข้าใจเรื่องชีส และกรรมวิธีการผลิตชีสจากทั่วยุโรป” 

พวกเครื่องจักร อุปกรณ์ และเทคนิคการทำทั้งหมด เสออกแบบเองกับมือ ด้วยวิธีการและวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น 

“ผมออกแบบตู้บ่มชีสจากตู้แช่ผัก ใช้เตาถ่านต้มน้ำนมดิบ ใช้ตะกร้ากระจูดขึ้นรูปชีสเป็นต้น ผมทำแบบนี้เพราะต้องการให้ใคร ๆ ก็ทำชีสได้ ฉะนั้นก็ไม่ใช้ของแพงและนำเข้าให้น้อยที่สุด พยายามใช้ทุกอย่างที่มีในเมืองไทย ไปซื้อในตลาดก็เอามาทำชีสได้ รู้แค่หลักการพอว่าเราต้องการทำอะไร ไม่ต้องการทำอะไร แล้วเลือกอุปกรณ์ในท้องตลาดที่มี ก็เอามาทำชีสได้หมด”

Jartisann มีชีสทุกประเภทเหมือนกับส่วนอื่นของโลก เพื่อรองรับความต้องการทั้งจากเหล่านักกินชีสที่ต้องการชีสที่หลากหลาย และเชฟร้านดังในโรงแรม 5 ดาวที่เสาะหาชีสดี ๆ ถึงมาตรฐาน มาเพิ่มเสน่ห์ให้อาหารโดยการใช้วัตถุดิบในประเทศ 

เส จารุทัศ นักทำชีสแห่งหางดง ผู้ทำ Jartisan ชีสสัญชาติไทยแบบไม่ใช้กรอบของการทำชีสแบบดั้งเดิม
เส จารุทัศ นักทำชีสแห่งหางดง ผู้ทำ Jartisan ชีสสัญชาติไทยแบบไม่ใช้กรอบของการทำชีสแบบดั้งเดิม

ชอบ ชื่อ ชีส

หนึ่งไฮไลต์ที่เราอยากเล่าเกี่ยวกับชีส Jartisann คือการตั้งชื่อที่เล่าความเป็นชีสไทยได้สนุกสุด ๆ เสทำชีสออกมาวางขายทั้งหมด 18 ชนิด แต่เราขอยกตัวอย่างมาเล่าพอสังเขปก็พอ

‘San paquanburie หรือ สันผักหวานบุรี’ ซอล์ฟชีสที่ใช้เชื้อในประเทศประเภทเดียวกันกับบรี ซึ่งเกิดที่แคว้นบรี ทางตอนเหนือของประเทศฝรั่งเศส (ปัจจุบันไม่มีแล้ว) และสันผักหวานบุรีก็เกิดที่ตำบลสันผักหวาน ทางตอนเหนือของประเทศไทย (ปัจจุบันยังมีอยู่)

‘Forrest Tale หรือ หางดง’ ชีสสีดำดูน่าค้นหาจากการทาด้วยขี้ผึ้งและน้ำมันมะกอก ได้ชื่อจาก อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ที่เป็นต้นกำเนิดชีสชนิดนี้

‘La Loubere หรือ ลาลุแบร์’ ได้แรงบันดาลใจจากกามองแบร์ ชีสฝรั่งเศสที่เป็นตัวเบิกทางให้กับชีสฝรั่งเศสตัวอื่น ๆ เข้ามาในไทย เลยได้ชื่อเป็นจดหมายเหตุที่เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ราชทูตฝรั่งเศสคนแรกที่มาเมืองไทย นำมาถวายแด่สมเด็จพระนารายมหาราช

‘ตระกูล Saltara หรือ ซอลธารา’ Salt แปลว่าเกลือ และ Tara แปลว่าน้ำ หมายถึง ชีสที่เอาน้ำเกลือมาทาให้เชื้อมันขึ้น เป็นสีส้ม ๆ ที่ผิว มีกลิ่นคาว ๆ คล้ายน้ำปลา

เสเสริมว่า “บางคนคิดว่าเป็นรา ก็เป็นอีกความหมายของ Salt ทา รา” 

ซอลธารานี้เป็นชีสที่เสทำขึ้นมาเป็นตัวแรก ๆ หลังจากได้กินชีสตระกูลภูเขาจากออสเตรียแล้วติดใจ

“ทางยุโรปแถบเทือกเขาแอลป์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส ออสเตรีย เยอรมนี จะทำชีสเป็นสไตล์เดียวกัน เพราะภูมิประเทศใกล้เคียงกัน เราก็อยู่ทางภูเขา เลยลองทำชีสเป็นสไตล์นั้นดู” 

เสจากเทือกเขาถนนธงชัย ได้แรงบันดาลใจจากนักทำชีสที่เทือกเขาแอลป์ 

ความพิเศษที่สุดของซอลธาราคือ เป็นตระกูลชีสที่เสทำออกมาทั้งหมด 3 ตัว โดยใช้เชื้อหลักตัวเดียวกัน ต่างกันที่การเชื้อบางตัวที่เพิ่มเข้ามาพิเศษ กรรมวิธีการทำ ขนาดของลิ่มน้ำนม อุณหภูมิ รูปทรง น้ำหนักกด เวลาบ่ม แล้วก็อุณหภูมิของการเลี้ยงชีสในหม้อ ทำให้ความแน่น รสชาติ เนื้อสัมผัสของซอลธาราแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน

“ซอลธาราเฟรารี (Saltara Ferari) ได้ชื่อเฟรารีมาเพราะเชฟร้าน Chez Marco กินแล้วเขาบอกว่านี่มันเป็นตัวท็อปของยูเลย ก็เลยเรียกมันว่าเป็นเฟรารี ตัวที่สองคือ ซอลธาราเถระ (Saltara Tera) ที่แปลว่าใหญ่ อยู่มานาน และเข้มข้น อันนี้จะทำเป็นก้อนใหญ่และบ่มนาน และตัวสุดท้ายคือ ซอลธารามัจฉิมา (Saltara Machima) ที่แปลว่ากลาง ๆ คือรสชาติกลาง ๆ ชิ้นไม่ใหญ่มาก เนื้อเป็น Semi-hard ไม่แข็งเท่าสองตัวก่อนหน้า”

‘The Royal Bleu’ ก็เป็นชีสอีกชนิดที่พิเศษมาก เพราะเป็นบลูชีสตัวแรกของประเทศไทย และเสได้มีโอกาสนำบลูชีสที่ทำได้นั้นไปทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้เป็นแรงบันดาลใจของเสให้ไปทำงานที่โครงการหลวง และเป็นคนทำชีสมาจนถึงทุกวันนี้

เสเล่าว่า “สีน้ำเงิน (Bleu / Blue ) เป็นสีของพระมหากษัตริย์ และพ้องกับ H.M. Blues ชื่อวงดนตรีของพระองค์ท่าน ผมได้ถวายชีสตัวนี้กับพระหัตถ์ ตอนที่พระองค์ประทับอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช พระองค์ทอดพระเนตรแล้วก็บอกว่า น่าสนใจ คำเดียวสั้น ๆ ตอนนั้นพระองค์ประชวรมากแล้ว แทบจะตรัสไม่ได้ แต่ยังตรัสว่าน่าสนใจ ผมก็เลยตั้งชื่อทีหลังว่า Royal Bleu เพื่อระลึกถึงพระองค์ท่าน”

เส จารุทัศ นักทำชีสแห่งหางดง ผู้ทำ Jartisan ชีสสัญชาติไทยแบบไม่ใช้กรอบของการทำชีสแบบดั้งเดิม

Writer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

คนกรุงเทพฯ ที่มีความสนใจหลากหลายตั้งแต่เรื่องมนุษย์ไปจนถึงเรื่องนอกโลก ทำงานโฆษณาเป็นอาชีพ แต่ก็ยังอยากทำอะไรอีกหลายอย่าง ชอบบทสนทนาดีๆ ที่มากับกาแฟอุ่นๆ เป็นที่สุด

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

ถ้าเริ่มหยดแรก ด้วยการบอกว่าเรากำลังจะเล่าเรื่องของบัณฑิตนิติศาสตร์ ก็คงเป็นกลิ่นธรรมดาทั่วไป 

ถ้าเพิ่มหยดสอง ว่าจะเล่าเรื่องบัณฑิตนิติศาสตร์ ที่ผันตัวไปเป็นแอร์โฮสเตส จะทำให้กลิ่นน่าสนใจขึ้นมาไหม

แต่เราเชื่อว่าถ้าเติมส่วนผสมสุดท้าย อย่างการเป็นบัณฑิตนิติศาสตร์ ที่ผันตัวไปเป็นแอร์ฯ และมีอาชีพปัจจุบันเป็นครูสอนเกี่ยวกับน้ำมันหอมระเหย ไม่มากก็น้อย คงมีคนอยากรู้ว่ากลิ่นนี้จะออกมาเป็นอย่างไร

เรากำลังพูดถึง น้ำ-กันต์นที นีระพล ลิ้มวิรัตน์ ชื่อคุ้นหูที่อาจได้ยินบ่อยในระยะหลัง เพราะเธอเป็นเจ้าของหนังสือ ‘Nose Note บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูก ฝนตกข้างบ้าน ถึงจักรวาลอันไกลโพ้น’ หนังสือที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าจนต้องพิมพ์ซ้ำรอบสอง 

วันนี้เราเดินทางมาเยี่ยมเยือนเธอถึงสตูดิโอ เพื่อฟังเธอเล่าเรื่องสิ่งที่มองไม่เห็นได้ด้วยตา และดมกลิ่นที่เกิดจากการหมักบ่มตลอด 30 กว่าปีของเธอ

บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูกของ น้ำ กันต์นที กูรูน้ำมันหอมระเหยคนเดียวในประเทศ

ซ่อนกลิ่น

‘กลิ่นหอม’ เพียงเปิดประตูเข้ามา นั่นเป็นอย่างแรกที่เราทักทาย ก่อนจะพบกับหญิงสาวที่ไม่ได้เล่าเรื่องเก่งแค่บนกระดาษ แต่เธอยังพูดถึงกลิ่นได้เห็นภาพไม่ต่างกัน

“เรื่องกลิ่นอยู่กับเรามาตั้งแต่เด็ก เพราะที่บ้านขายดอกไม้ เราจะรู้ว่ากลิ่นนี้ชอบ กลิ่นนี้ไม่ชอบ กลิ่นนี้เป็นของอะไร แต่ไม่เคยหาคำตอบในตัวมัน” กันต์นทีเริ่มต้นเล่าเรื่องด้วยวัยเด็กของเธอ

บอกตามตรงว่าไม่แปลกใจเท่าไรนัก หากกูรูด้านกลิ่นผู้นี้มีความเกี่ยวโยงกับกลิ่นหอมมาตั้งแต่เด็ก เพียงแต่กลิ่นของดอกไม้คงกรุ่นได้แค่ในใจเท่านั้น เพราะเมื่อเติบใหญ่ เธอเลือกเดินทางออกจากบ้านเกิด จังหวัดกาญจนบุรี ด้วยการเรียนนิติศาสตร์ ตามรอยคุณพ่อที่ทำงานด้านกฎหมาย แม้เรียนได้ดีจนมีตำแหน่งงานในสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา น้ำก็ยังเป็นตัวเองไม่ได้เต็มที่ ความสนใจด้านภาษาคือสิ่งที่เธอนึกถึง น้ำสานฝันวัยเด็ก ติดปีกบินเป็นแอร์โฮสเตสในวัย 24 ปี หลังผ่านการสมัครมากว่า 10 ครั้ง

ตลอด 6 ปีในการเป็นแอร์ฯ ฝ่าลม ฟ้า อากาศ ผ่านการท่องเที่ยวมาแล้วทั่วโลก สิ่งที่เธอได้มากกว่าความสุขสันต์คือน้ำมันหอมระเหยขวดเล็กจิ๋วที่นอนแอ้งแม้งอยู่ในกระเป๋าเดินทาง ด้วยความเชื่อว่าแต่ละสถานที่มีบรรยากาศแตกต่างกัน น้ำมันหอมระเหยเลยกลายเป็นของสะสมอย่างเดียวที่นานวันเข้าก็เยอะมากพอจนมีมุมส่วนตัวเป็นของมันเอง

บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูกของ น้ำ กันต์นที กูรูน้ำมันหอมระเหยคนเดียวในประเทศ

น้ำอาจดูเหมือนคนรู้ตัวช้า เธอใช้เวลาเรียนนิติศาสตร์กว่า 4 ปีเพื่อค้นพบว่า ‘ไม่ชอบ’ และมีอาชีพบนเครื่องบินจนเจอกับวิกฤตโรคระบาดครั้งใหญ่ เพื่อให้แน่ใจว่ากลิ่นร้านดอกไม้ของแม่ไม่เคยจางหายไปไหน แม้ชีวิตจะพลิกผันมาสักกี่ครั้ง เธอยังคงเป็นน้ำคนเดิมที่หลงใหลในกลิ่นไม่เปลี่ยน และมีการดมเป็นสัญชาตญาณพิเศษติดตัวมา

“ตอนเด็ก ๆ มีคนเรอในรถเราก็รู้ หรือตอนทำงานเราได้จับเงินต่างประเทศบ่อย เรารู้ว่าเงินสกุลไหนมีกลิ่น เคยพูดว่าเงินประเทศนี้เหม็นมาก เพื่อนยังไม่รู้เลย ตอนแรกคิดว่าเราน่ารำคาญ ใส่รายละเอียดเยอะเกินไปรึเปล่า แต่เรื่องอื่นก็ไม่ได้ใส่ใจมาก พอเป็นเรื่องกลิ่น รู้สึกว่าเราชอบ เราแยกแยะได้ คนเริ่มทักเยอะ ก็เลยรู้สึกว่าจมูกดี”

ชวนให้สงสัยว่าอะไรทำให้ ‘กลิ่น’ สิ่งที่ลอยล่องอยู่ในอากาศ ถูกใจเธอนัก

“กลิ่นมองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ ชอบมาก ๆ อยากเก็บไว้ก็ยังทำไม่ได้ เลยน่าสนใจมากว่าทำไมกลิ่นทำให้คนรู้สึกแบบนี้” น้ำให้ความสงสัยคืนมาเป็นคำตอบ

ด้วยความเป็นคนที่อยากรู้อะไรต้องได้รู้ เธอหาโอกาสไปเวิร์ปช็อปเรื่อง Essential Oil ระหว่างไปบินที่ลอนดอน เป็นเวลาสั้นเพียง 2 – 3 ชั่วโมง แต่เหมือนเธอต้องมนตร์สะกด ยิ่งเปิดประสบการณ์ ยิ่งเห็นว่าเธอชอบดมกลิ่นมากเพียงไร บวกกับการตระเวนซื้อหนังสือภาษาอังกฤษมาศึกษาด้วยตนเอง ในตอนนั้น ประเทศไทยไม่ให้ความสนใจกับน้ำมันหอมระเหยเท่าที่ควร ทั้งที่สกัดจากจากธรรมชาติ น้ำให้ความเห็นว่าชาวไทยส่วนใหญ่เข้าใจว่าน้ำมันหอมระเหยเป็นเรื่องของสมุนไพร มีราคาสูง นอกจากนี้ การเป็นหนึ่งในประสาทสัมผัสที่ไม่ค่อยน่าตื่นตาตื่นใจ ก็ทำให้กลิ่นสำคัญน้อยลงมาด้วย

บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูกของ น้ำ กันต์นที กูรูน้ำมันหอมระเหยคนเดียวในประเทศ

“ในประสาทสัมผัสทั้ง 5 กลิ่นเป็นตัวที่เบาที่สุด คนแทบไม่ใส่ใจ ถ้าตามองไม่เห็น เรื่องใหญ่นะ แตะต้องไม่ได้ก็เรื่องใหญ่ แต่เรารู้สึกว่าถ้าไม่ได้กลิ่นขึ้นมา รสชาติของชีวิตหายไปเยอะมาก เช่น กลิ่นอาหาร ดมแล้วหอมก็อยากกิน กลิ่นดอกไม้ กลิ่นตัวเอง ทุกคนคงเหมือน ๆ กันไปหมด ไม่มีลักษณะพิเศษออกมา เราพยายามไม่ติดโควิด เพราะกลัวว่าจะดมกลิ่นไม่ได้ สมมติเราได้กลิ่นไม่เหมือนเดิม คงแย่มาก กินข้าวไม่อร่อย ไม่อยากไปดมชา กาแฟที่ชอบ หลายคนค่อยมาเห็นความสำคัญของกลิ่นตอนที่เป็นโควิดแล้ว

“เราว่าไม่มีอะไรทดแทนกลิ่นได้ กลิ่นสัมผัสได้ทางเดียวคือจมูก แล้วจมูกก็ทำอย่างอื่นไม่ได้นอกจากดม”

เธออาศัยช่วงเวลาปรับตัวยุควิกฤต หยิบเอาความหลงใหลและนิสัยส่วนตัว ที่หากเริ่มพูดเมื่อไร คนก็จะให้ความสนใจเมื่อนั้น มาพัฒนาเป็นงานที่หล่อเลี้ยงชีพ เกิดเป็น Qraft by AQUA สตูดิโอสอนเรื่องกลิ่นจากธรรมชาติ ด้วย Essential Oil กว่า 60 กลิ่นทั่วโลก หลังผ่านการเรียนรู้และกินอยู่กับกลิ่นหอมจนเชี่ยวชาญ เธอแบ่งปันความรู้ความชำนาญด้วยสถิติการสอน 100 คลาสใน 6 เดือน

ปรุงกลิ่น

Qraft by AQUA เป็นสตูดิโอขนาดเล็ก แน่นอนว่ามีกลิ่นหอมโชย เราจึงขออนุญาตถามว่าเธอใช้กลิ่นอะไรในการปรุงบรรยากาศให้หอมชื่นขนาดนี้ แต่คำตอบที่ได้คือไม่มี ความหอมที่เราได้กลิ่นอยู่นี้เล็ดลอดออกมาจากน้ำมันหอมระเหยทั้ง 60 ขวดที่วางเรียงรายอยู่บนชั้นโชว์ เป็นความรู้ใหม่อย่างแรกที่เราประทับใจ ก่อนจะฝากตัวเป็นลูกศิษย์อีกคนของเธอในวันนี้

บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูกของ น้ำ กันต์นที กูรูน้ำมันหอมระเหยคนเดียวในประเทศ

Essential Oil แบ่งออกเป็น 7 กลุ่มกลิ่น ประกอบด้วย 

Citrus เป็นกลิ่นที่ให้ความรู้สึกสดชื่น เปรี้ยว กระปรี้กระเปร่า เช่น เบอร์กามอต ส้ม มะนาว

Floral กลิ่นนี้ให้ความรู้สึกหอมหวานเหมือนดอกไม้ นวลเหมือนแป้ง จะพบมากในน้ำหอม เช่น กลิ่นดอกกุหลาบ กลิ่นดอกกระดังงา

Spice กลิ่นเครื่องเทศเผ็ดร้อน ให้ลองนึกถึงกลิ่นพริกไทยดำ ผักชีล้อม หรือเบนไปทางอบเชย

Woody เป็นกลิ่นของเปลือกไม้ กลิ่นควัน กลิ่นหนัง ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นแต่หนักแน่น

Earthy ไม่ใกล้ไม่ไกลจาก Woody นัก เพียงแต่เย็นและชื้นมากกว่า เช่น กลิ่นป่า กลิ่นดิน กลิ่นทะเล

Mint รู้จักกันดีในส่วนผสมของยาดม ยาหม่อง ให้ความรู้สึกเย็นแสบ เช่น เปปเปอร์มินต์ วินเทอร์กรีน

Herb ตรงตามชื่อคือสมุนไพรที่มีความเขียว คล้ายเครื่องเทศแต่เย็นกว่า เช่น กลิ่นใบกระวาน

หากแบ่งตามระดับของกลิ่น มี 3 ระดับด้วยกัน คือ

Top Note เป็นกลิ่นที่เมื่อดมจะพุ่งออกมาก่อน แต่ก็จางหายไวกว่าใครเพื่อน เนื่องจากมีโมเลกุลที่เล็กและเบามาก 

Middle Note เป็นกลิ่นที่ใส่ปริมาณเยอะที่สุดในการทำน้ำหอม เพราะเป็นกลิ่นที่ไม่พุ่งแรง หอมโดยไม่รบกวนกลิ่นระดับอื่น

Base Note เป็นกลิ่นที่หนัก ลุ่มลึก มีโมเลกุลใหญ่และระเหยช้า เราจึงได้กลิ่นนี้ช้าที่สุด 

แต่หากถามถึงลูกศิษย์ของเธอ น้ำแบ่งได้เป็น 3 ประเภท

หนึ่ง ต่อยอด เป็นจำนวนมากที่สุดกว่าครึ่งเลยก็ว่าได้ นักเรียนของเธอส่วนมากมีธุรกิจเป็นของตนเอง เช่น ทำร้านเทียนหอม ทำสปา อยากมาเรียนรู้เรื่องกลิ่นเพิ่มเติม เพื่อออกแบบกิจการให้น่าสนใจและมีเรื่องราวมากยิ่งขึ้น แต่บางครั้งก็เป็นธุรกิจที่เธอไม่คาดฝัน

“เราเซอร์ไพรส์มาก มีหมอดูอยากเรียนกับเรา เพราะจะเอาไปทำน้ำมันเจิมที่หอมกว่าน้ำมันโบราณ หรือคลินิกศัลยกรรมก็มีมาถามว่ามีกลิ่นไหนที่กลบกลิ่นเลือดได้บ้าง เพราะทุกครั้งที่มีดกรีด กลิ่นเลือดทำให้หัวใจคนไข้ใจเต้นเร็วมาก และกลิ่นคาวก็ทำให้คนข้างนอกกลัว”

สอง หาแรงบันดาลใจ กลุ่มนี้รวมคนมีใจรักแต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง ทำให้มองภาพสิ่งที่อยู่ในจินตนาการ เป็นรูปเป็นร่างมากยิ่งขึ้น 

“มีคู่รักสถาปนิก-มันฑนากร อยากออกแบบกลิ่นให้บ้านตัวเอง พวกเขารู้สึกว่ากลิ่นช่วยเปลี่ยนบรรยากาศได้ เหมือนกับที่เราไปดูบ้านตัวอย่างแล้วอยากซื้อเพราะมีกลิ่นช่วย”

สาม เพื่อความสนุกสนาน ไม่ต้องการมากไปกว่าการใช้เวลาว่างไปกับการดมกลิ่นหอม น้ำพบว่าเธอมีหมอเป็นลูกศิษย์มากพอสมควร ทำให้เห็นว่ากลิ่นช่วยบรรเทาความเครียดและอาการเหนื่อยล้าได้จริง 

บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูกของ น้ำ กันต์นที กูรูน้ำมันหอมระเหยคนเดียวในประเทศ

ดมกลิ่น

น้ำนำความมหัศจรรย์ของกลิ่นมาประยุกต์ใช้กับการสอน เธอไม่มีสูตรตายตัว ไม่เคยบอกว่าผิดหรือไม่ได้ การเรียนรู้ไปกับเธอคือการหยิบเอาประสบการณ์และความทรงจำมาใช้ 

“พูดถึงทะเล ทุกคนนึกถึงไม่เหมือนกัน คนนี้นึกถึงความเค็ม คนนี้นึกถึงใต้น้ำ คนนี้นึกถึงชายหาด หรือปาร์ตี้ริมทะเล กลิ่นเดียวกัน คนสามคนยังดมแล้วรู้สึกไม่เหมือนกันเลย คนเดิม ดมกลิ่นเดิม ก็ยังรู้สึกไม่เหมือนเดิม วันนี้เหม็น พรุ่งนี้หอม”

เราเองเชื่อว่ากลิ่นเป็นสิ่งมหัศจรรย์ กลิ่นทำให้เราสนิทสนมกับคนไม่คุ้นหน้าได้ง่าย ๆ เพียงเพราะมันพาเราย้อนกลับไปยังความทรงจำที่คุ้นเคย กลิ่นทำให้เราพูดภาษาเดียวกัน ไปที่เดียวกัน เห็นภาพเดียวกัน ด้วยประสบการณ์ที่ไม่ได้ทำร่วมกัน แต่บังเอิญมีเหมือนกัน เราว่าหากพูดถึงกลิ่นถุงมือของหมอฟัน คงมีหลายคนทำหน้าเหยเกไม่ต่างกันเท่าไร 

น้ำอธิบายว่าเพราะกลิ่นทำงานกับ Limbic System ระบบควบคุมอารมณ์ในสมองที่บรรจุความทรงจำระยะยาวของเราเอาไว้ เมื่อสูดกลิ่นเข้าจมูกจะถูกส่งต่อไปยังลิมบิก กุญแจห้องแห่งความลับขนาดมหึมาจึงถูกไข บางกลิ่นทำให้นึกย้อนอดีต บางกลิ่นทำให้คิดถึงคนที่นานมาแล้วไม่ได้เจอ เราทุกคนจึงเชื่อมโยงถึงกันได้ไม่ยาก เธอบอกว่าสิ่งที่น่าสนใจของกลิ่นคือการจับคู่ น้ำหนักของโมเลกุล เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ แต่ผสมออกมาแล้วจะชอบหรือไม่ นับเป็นศิลปะที่ต้องใช้ความรู้สึกตัดสิน

บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูกของ น้ำ กันต์นที กูรูน้ำมันหอมระเหยคนเดียวในประเทศ

“แม่ที่ชอบกลิ่นของลูกตัวเองมาก ๆ ทั้งที่บางทีเป็นกลิ่นอ้วก กลิ่นแพมเพิส แต่กลิ่นลูกแท้จริงแล้วคือกลิ่นน้ำคร่ำของตัวเขาเอง ส่งผลให้แม่อยากเลี้ยงลูกตัวเอง เพราะเป็นกลิ่นของเขา หรือกลิ่นของคนรัก ทำไมเราชอบดม ชอบหอมแฟน ผู้หญิงถ้าได้กลิ่นหรือสัมผัสแฟนเวลาเครียด ฮอร์โมนแห่งความเครียด ‘คอร์ติซอล’ จะลดลง หรือเราเป็นคนคลั่งรัก (หัวเราะ)

“นอกจากตัวบุคคล สมาธิก็ด้วย เช่น ทำไมต้องจุดกำยาน เพราะฤทธิ์ของกลิ่นกำยานทำให้รู้สึก Slow Down หัวใจเต้นช้าลง หายใจลึกขึ้น ศาสนาจึงเอาเข้าไปใช้” เธอยกตัวอย่างการทำงานของกลิ่นกับความรู้สึกให้เข้าใจ 

มีกลิ่นหอมแล้วก็ต้องมีกลิ่นเหม็น คราวนี้จำเลยเป็นต้นตีนเป็ด ที่บางคนส่ายหน้า บางคนยิ้มหวาน เพราะห้องแห่งความลับของทุกคนบรรจุเรื่องราวแตกต่างกันไป การเรียนรู้และเข้าใจกลิ่น จึงทำให้เข้าใจตัวเองและผู้อื่นได้มากขึ้น น้ำบอกกับเราว่าเธอรู้จักตัวตนของลูกศิษย์ได้ 80 เปอร์เซ็นต์ผ่านกลิ่นที่พวกเขาผสม เพราะทุกคนมักจะเลือกกลิ่นตามบุคลิกที่แสดงออก อีก 20 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือเว้นไว้ให้คนมีกำแพงที่อาจไม่สะดวกใจเปิดเผยตัวตนให้เห็นในกลิ่นแรก แต่เมื่อได้ลองดมเรื่อย ๆ ก็จะเริ่มเข้าใจเขา บางคนชอบกลิ่น Floral แต่เลือกโซนที่ตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงก็มี บทสรุปคือดมอย่างไรก็ไม่ถูกใจเสียที น้ำคิดว่าคงเป็นจิตใต้สำนึกส่วนลึกที่แสวงหาความหลากหลาย พยายามหนีออกจากการเป็นตัวเอง 

“ความชอบของเราจะไม่ได้แตกแถวออกไปได้เยอะหรอก ถ้าคนชอบกลิ่นหวาน ทำยังไงก็ออกมาหวาน เพราะความชอบไม่ได้เปลี่ยนได้ภายใน 10 นาที ถ้าชอบแล้ว แปลว่าโอเคแล้ว อาจจะไม่ดีสำหรับคนอื่น แต่ดีสำหรับเรา ความชอบกับความถูกต้องอาจจะไปคนละทาง” 

เป็นอีกครั้งที่เธอไม่ได้พูดถึงการเป็นลูกผสมของศิลปะกับวิทยาศาสตร์โดยตรง แต่คงไม่มีอะไรอธิบายได้ชัดเท่านี้ นักเรียนส่วนมากมาเรียนด้วยความไม่รู้ น้ำยืนยันว่าไม่ต้องกลัวว่าจะไม่หอม สูตรในการผสมจะทำให้ออกมาหอม แต่ทำเสร็จแล้วจะชอบไหม อาจต้องใช้หัวใจ เหมือนที่เรากำลังประสบอยู่ตอนนี้

แค่ขวดแรกที่น้ำหยิบยื่นให้เราดม เธอก็รู้ได้ทันทีว่าเราชอบกลิ่นโซนไหน ไม่ต้องใช้เวลาไตร่ตรอง เพียงเสี้ยววินาที กลิ่นต่อไปที่เข้าคู่กันแล้วหอมอย่างประหลาดก็ถูกหยิบยื่นมาขวดแล้วขวดเล่า น้ำจะทวนถามเสมอว่า เราดมแล้วชอบไหม รู้สึกอย่างไร เป็นไปในทางบวกหรือลบ

กลิ่นรอบตัว กลิ่นรอบโลก และกลิ่นชีวิต ของ กันต์นที นีระพล ลิ้มวิรัตน์ ครูสอนปรุงน้ำหอมที่เชื่อว่ากลิ่นทำให้ชีวิตละเอียดขึ้น

สำหรับเธอ การสอนคนไม่มีพื้นฐานไม่ยากเท่าคนที่ไม่ตัดสินใจ เคยมีนักเรียนที่นั่งตั้งแต่บ่ายยันเย็นก็ยังให้คำตอบไม่ได้ว่าชอบหรือไม่ สิ่งที่ครูสอนเรื่องกลิ่นหอมต้องการคือการสื่อสารอธิบาย เพราะเราต่างก็รู้กันดีว่ากลิ่นสัมผัสไม่ได้ 

“กลิ่นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ปุบปับตัดสินใจได้ทันทีหรอก แต่เราให้เลือกจากการเอากลิ่นที่ชอบมารวมกัน ดมแล้วถ้าใช่มันคือใช่ ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะอะไร คนที่ไม่ตัดสินใจคือไม่รู้ชอบรึเปล่า เราก็ไม่รู้ไง (หัวเราะ) ถ้าลังเลเราจะถามว่ารู้สึกอะไร พูดออกมาเลย เปรี้ยวไป หวานไป เราช่วยได้ แต่ต้องลงดีเทลนะ อาจจะดูยาก แต่ทุกคนมีคำตอบอยู่แล้วแหละ”

จริงที่เธอแยกแยะกลิ่นได้ทันที ขณะที่คนอื่นรู้จักแค่คำว่า เหม็นกับหอม แต่ความสนุกที่เธอค้นพบระหว่างทางคือการเรียนรู้ร่วมกันกับลูกศิษย์ ค้นพบกลิ่นใหม่ ๆ นิยามใหม่ ๆ เสมอ จาก 60 ขวดที่ตั้งตรงอยู่บนโต๊ะที่เดิมเกือบทุกวัน นอกเสียจากจะมีใครแก้สมการการผสมกลิ่นได้ครบ จนเธอค้นพบสิ่งใหม่ไม่ได้อีกนั่นแหละ

จากที่เราคิดว่าตัวเองจัดอยู่ในหมวดสาม เป็นลูกศิษย์จำเป็น ที่เรียนรู้วิชาน้ำมันหอมระเหยฉบับเร่งรัดเพื่อความสนุก หลังประกอบร่างน้ำหอมประจำกายออกมาได้สำเร็จ ก็คิดว่าคงต้องย้ายตัวเองไปหมวดสองทันที น้ำส่งมอบแรงบันดาลใจให้เราโดยไม่รู้ การชอบเล่าเรื่อง นิสัยช่างพูดช่างเจรจาของเธอคล้ายกับการแสดงตัวตนไม่ผิดแน่ แต่กลิ่นเองก็เป็นการแสดงออกถึงตัวตนของผู้ฉีดมันเช่นกัน 

เราขอยืนยันว่าเธอจมูกไวเหลือเชื่อ และทายลักษณะนิสัยเราถูกเผงจากน้ำหอมเพียง 8 กลิ่น 30 หยดเท่านั้น

กลิ่นรอบตัว กลิ่นรอบโลก และกลิ่นชีวิต ของ กันต์นที นีระพล ลิ้มวิรัตน์ ครูสอนปรุงน้ำหอมที่เชื่อว่ากลิ่นทำให้ชีวิตละเอียดขึ้น

ตามกลิ่น

เมื่อพูดถึง The Cloud แม้จะนึกถึงก้อนเมฆเป็นอย่างแรก แต่ไม่มีใครรู้ว่าเมฆมีกลิ่นอะไร น้ำจึงนึกถึงกลิ่นเย็น ๆ ของมินท์ ความกระปรี้กระเปร่า ผสมกับความ Earthy ที่ดูนิ่ง สุขุม ด้วยความเป็นสีน้ำเงิน 

เมื่อพูดถึงตัวเอง น้ำบอกว่ากลิ่นของเธอไม่หวานมาก อยู่ด้วยแล้วสบายใจ แต่ก็มีความจุกจิกซ่อนอยู่ตามประสา สำคัญคือกลิ่นของเธอต้องเพิ่มพลังงานดี ๆ ให้คนอื่นได้ 

เสียงกลั้วหัวเราะตลอดการสนทนาในวันนี้ คงหนุนเสริมได้อีกทางว่ากลิ่นของน้ำเป็นจริงอย่างที่เธอคิด

เราถามเธอถึงสิ่งที่ได้หลังจากตัดสินใจตามกลิ่นมา 

“กลิ่นทำให้เรารู้จักตัวเองเยอะขึ้นมาก ค้นพบศักยภาพที่เราทำได้ เจอคนเยอะขึ้น เข้าใจผู้คน เข้าใจโลกที่เรามองเห็นในมุมแตกต่างไป มีหลาย ๆ อย่างเข้ามาในชีวิต ได้สอน ได้เขียนหนังสือ ซึ่งต่อยอดให้คนอ่านได้อีก ต่อยอดชีวิตเรา ตอนนี้กลายเป็นลังเลว่าจะกลับไปบินดีไหม 

“กลิ่นทำให้เรามีจุดยืนของตัวเองโดยที่เราไม่ต้องกลัวเรื่องความไม่แน่นอน ได้สร้างตัวตนของเราขึ้นมาจากสิ่งนี้ กลิ่นพาเรามาเจอประสบการณ์ชีวิต จากคน จากการตัดสินใจของเราเอง”

กลิ่นรอบตัว กลิ่นรอบโลก และกลิ่นชีวิต ของ กันต์นที นีระพล ลิ้มวิรัตน์ ครูสอนปรุงน้ำหอมที่เชื่อว่ากลิ่นทำให้ชีวิตละเอียดขึ้น

หนังสือ ‘Nose Note บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูก ฝนตกข้างบ้าน ถึงจักรวาลอันไกลโพ้น’ หากใครได้อ่านก็คงต้องรู้สึกเหมือนกัน ว่านอกจากจะเป็นตัวอักษรที่มีกลิ่น น้ำยังเขียนสนุกราวกับมีเสียงของเธอเล่าให้ฟัง เอกลักษณ์ของเธอคือการถ่ายทอดที่เรียบง่าย เป็นกันเอง ดึงเอาความทรงจำและประสบการณ์ที่คล้ายกันของผู้คนมาอธิบายสิ่งที่มองไม่เห็น เช่น กลิ่นของฝน ใบเตยในรถแท็กซี่ จนถึงกลิ่นของนักบินในอวกาศ นับเป็นก้าวใหญ่ ๆ ที่พลิกผันชีวิตน้ำอีกครั้ง 

เธอเองเคยฝันอยากมีหนังสือของตัวเอง เพียงแต่ไม่รู้จะเขียนเรื่องอะไร สิ่งที่เธอทำได้คือการเขียนสเตตัสบนเฟซบุ๊กส่วนตัวด้วยความยาวระดับกำแพงวัด จนเพื่อน ๆ ออกปากว่าถ้าวันไหนอยากอ่านไดอารี่ของเธอ คงต้องแคปเก็บไว้เพราะเปลืองเน็ต มาถึงวันนี้ที่เธอมีความรู้มากมายเต็มกระบุง จากทั้งการศึกษา เติบโตไปพร้อม ๆ กับนักเรียนที่เธอสอน หนังสือเปิดตัวด้วยยอดขายเกินกว่าที่เธอหวังไว้ กระแสตอบรับก็ดีเสียจนยิ้มแก้มปริ ส่งผลให้เธอต้องพยายามสร้างตัวเองให้เป็นผู้เชี่ยวชาญจริงแท้ เพื่อตอบคำถามคนอ่านและคนในชีวิตหลายร้อยพันให้ได้ว่ากลิ่นนั้น ๆ หมายความว่ายังไง ในอนาคตน้ำจึงอยากพากลิ่นไปให้ไกลกว่าแค่โพ้นจักรวาล

“เรากำลังจะเรียน Aroma Therapist เป็นกลิ่นที่เน้นเรื่องการบำบัด เราอยากให้กลิ่นเข้าไปอยู่ในสุขภาพ ในชีวิตผู้ป่วย ในโรงพยาบาล แล้วเราสนใจเรื่องจิตวิทยามาก ๆ ถ้ามีโอกาสก็อยากไปเรียนเป็นนักจิตบำบัด มองไปถึงการเปิดศูนย์ที่ใช้กลิ่นในการบำบัด มีนักจิตวิทยามานั่งคุย กลิ่นไหนช่วยเขาได้บ้าง ถ้าเราเป็นนักออกแบบกลิ่นเพื่อผู้ป่วยได้จริง มันคงเวิร์กกับประเทศเรามากนะ แล้วก็เป็นอีกสเต็ปในชีวิตของเรา

“เราคิดแค่อยากทำของเราให้ดี แต่ก็มีในใจว่าอยากเป็นอันดับหนึ่งเรื่องน้ำมันหอมระเหยในไทย ซึ่งจริง ๆ ตอนนี้ยังไม่มีใคร เราเลยยังเป็นที่หนึ่ง (หัวเราะ) เราเป็นคนทะเยอทะยานตั้งแต่เด็กแล้ว แต่หนึ่งอย่างที่ขอบคุณมาก ๆ คือคนรอบข้าง เพราะครอบครัว แฟน เพื่อน เขาสนับสนุนเรามาก ๆ”

เป็นอย่างที่น้ำว่าไว้ในตอนต้น ถ้าเราใส่ใจกลิ่นมากขึ้น ความละเอียดในชีวิตก็จะมีมากขึ้นตาม เหมือนที่เธอย้อนกลับมาสำรวจตัวเองก่อนจะสาย กลิ่นร้านดอกไม้ของแม่ยังคงหอมกรุ่นไม่ว่าอยู่ที่ใด กลิ่นของป่าเขาเมืองกาญจน์ กลิ่นของร้านหนังสือร้านประจำที่บ้านเกิด กลิ่นของแอร์เย็น ๆ บนเครื่องบิน มีทั้งวันที่หอมจนสูดดมได้เต็มปอด มีทั้งวันที่เหม็นหืนจนไม่อยากหายใจ ผสมกันเป็นน้ำมันหอมระเหยของชีวิตที่ใช้เวลาหยด 30 กว่าปี เป็นกลิ่นที่คนรอบข้างดมแล้วมีความสุข เธอเองก็มองเห็นตัวเองได้อย่างทะลุปรุโปร่ง 

น้ำทำให้เราเข้าใจกลิ่นในแง่มุมใหม่ ว่ามันไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ของส่วนผสมทางเคมีใด ๆ และความเหม็นหอมที่แตกต่างกันทุกขวด ก็คงไม่ต่างอะไรกับรอยยิ้มและน้ำตา

นั่นคือความมหัศจรรย์

กลิ่นรอบตัว กลิ่นรอบโลก และกลิ่นชีวิต ของ กันต์นที นีระพล ลิ้มวิรัตน์ ครูสอนปรุงน้ำหอมที่เชื่อว่ากลิ่นทำให้ชีวิตละเอียดขึ้น

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load