คนใช้รถเป็นประจำย่อมรู้ดีกว่าการทำความสะอาดรถนั้นสำคัญขนาดไหน ไม่ใช่แค่ให้รถดูสะอาด แต่หมายรวมถึงการบำรุงรักษา การดูแลรถให้ยังคงสภาพดีเพื่อที่จะขับขี่ไปได้อีกนานแสนนาน

ไม่นานมานี้ เราได้รู้จักผู้ให้บริการล้างรถเดลิเวอรี่ที่มีชื่อว่า ‘Instawash’ บริการล้างรถรูปแบบใหม่ที่เราเชื่อว่าน่าจะตอบโจทย์ปัญหาการล้างรถของใครหลายๆ คนได้

ความน่าสนใจประการแรกของ Instawash คือ บริการการล้างรถที่ไม่ต้องขับรถไปล้างที่คาร์แคร์ ไม่ต้องเสียเวลารอคิวและฝ่ารถติด ช่วยประหยัดเวลาชีวิตที่ปกติก็แสนจะยุ่งวุ่นวายไปได้เยอะ

และตื่นตาตื่นใจยิ่งกว่าเมื่อรู้ว่านี่คือบริการล้างรถที่ไม่ใช้สายยางฉีดน้ำ จึงทำให้ประหยัดน้ำล้างรถได้หลายเท่า แถมยังใช้เวลาล้างล้อ (ซึ่งปกติแล้วใช้เวลาล้างนานที่สุด) เพียงไม่กี่นาทีด้วยน้ำยาสูตรพิเศษที่แค่ฉีดแล้วเช็ดก็สะอาดหมดจด

ทำความเข้าใจอย่างง่ายก่อนลงรายละเอียดไปมากกว่านี้

Instawash คือการโคจรมาเจอกันระหว่าง 3 สิ่ง ได้แก่ การล้างรถ แอพพลิเคชัน และเทคโนโลยีสมัยใหม่ จนเกิดเป็นบริการล้างรถเดลิเวอรี่ที่ทันสมัย ประหยัดน้ำ ประหยัดเวลา และมีคุณภาพระดับพรีเมียมตั้งแต่น้ำยาที่เลือกใช้ล้างจนถึงคุณภาพการบริการของพนักงาน

เป็นเหตุผลให้ The Cloud มีนัดหมายพบกับ เอ็ม-เมหราน ซาห์รออี และ เจ-จักษวัชร์ อรรถสกุลชัย สองผู้บริหารหนุ่มไฟแรงที่ปลูกปั้น Instawash Thailand ให้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ นับจนถึงวันนี้เป็นเวลาเกือบ 2 ปีแล้วที่ Instawash ให้บริการล้างรถไปแล้วเกือบหมื่นคัน ซึ่งมาจากความเชื่อของพวกเขาที่กำลังบอกเราว่า จริงๆ แล้วการล้างรถเกิดขึ้นที่ไหนก็ได้และง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส

จุดเริ่มต้นของการทำ Instawash เกิดขึ้นได้อย่างไร

เอ็ม : เริ่มมาจาก Pain Point ของพวกเราเองครับ เรามีชีวิตประจำวันที่ค่อนข้างยุ่ง ถ้าวันไหนเราจะไปล้างรถก็ต้องขับรถไปล้างที่คาร์แคร์ ซึ่งบางทีเราก็ไม่รู้ว่าคิวนานเท่าไหร่ ยิ่งถ้ามีรถมากกว่า 1 คัน ก็ต้องขับรถกลับมาเพื่อสลับรถอีกคันไปล้าง ยิ่งต้องใช้เวลานานขึ้นไปอีก เป็นช่วงเดียวกับเจซึ่งมีเพื่อนชาวเกาหลีที่กำลังคิดแอพพลิเคชันบริการล้างรถนี้ขึ้นมา หลังจากนั้นเราก็คุยกันว่าอยากจะนำธุรกิจนี้เข้ามาในเมืองไทย อยากทำให้ทันสมัยขึ้นและมีระบบชัดเจน เราเห็นโอกาสที่จะเติบโตเพราะเป็นอะไรที่มากกว่าการล้างรถ

อะไรคือสิ่งที่เหมือนกันและแตกต่างกันระหว่าง Instawash ของไทยกับเกาหลี

เอ็ม : ระบบทุกอย่างเหมือนกันครับ มีแค่บางอย่างที่เราปรับปรุงให้เหมาะสมมากขึ้น เช่น ทีมล้างรถที่ไทยทุกคนจะขี่มอเตอร์ไซค์พร้อมสะพายกระเป๋าเป้ใส่อุปกรณ์ไปบริการถึงที่ ส่วนที่เกาหลีเขาจะขับรถยนต์ไปครับ

เจ : นั่นเป็นเพราะที่เกาหลีรถไม่ติดเหมือนที่เมืองไทย และการใช้มอเตอร์ไซค์ก็คล่องตัวมากกว่าเพราะเรามีบริการเรียกด่วน ใช้เวลาประมาณ 30 – 45 นาที

อะไรคือความพิเศษของการล้างรถในแบบ Instawash

เจ : เราให้บริการล้างรถแบบ Eco-friendly นั่นคือ ใช้น้ำน้อยเป็นพิเศษ แค่ 3 – 5 ลิตร ถ้าเทียบกับล้างรถที่คาร์แคร์ต้องใช้น้ำมากถึง 200 – 300 ลิตร เป็นจุดแข็งสำคัญของเรา ซึ่งเรานำเอาเทคโนโลยีแบบที่ใช้ในการล้างรถ Formular1 มาใช้ คือแทบไม่ต้องใช้น้ำในการล้าง เพราะเทคโนโลยีใหม่ได้รวมทุกอย่างอยู่ในน้ำยา แค่ฉีดน้ำยาของเราลงไป ก็จะดูดซึมสิ่งสกปรกแล้วเช็ดออกได้เลย ซึ่งการเช็ดก็เป็นวิธีเฉพาะของเรา ผ้าที่ใช้เช็ดจะถูกสั่งผลิตขึ้นมาเฉพาะงานเช็ดแบบนี้โดยไม่ทำให้รถเกิดรอย ซึ่งผู้รักรถทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ได้ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 320 บาท รวมค่าการเดินทางเรียบร้อยแล้ว

ประหยัดเวลาไปพร้อมกับประหยัดทรัพยากร?

เอ็ม : ใช่เลยครับ ผมคิดว่าธุรกิจรูปแบบใหม่หรือสตาร์ทอัพจำเป็นต้องอำนวยความสะดวกให้ลูกค้า อันนี้คือจุดขายที่จะกลายเป็นจุดแข็งต่อไป ยิ่งปัจจุบันคนให้ความสำคัญกับการใช้เวลา และ Instawash ไม่เพียงตอบโจทย์เรื่องนี้ แต่ยังสร้างความไว้วางใจ ถ่ายรูปส่งให้ลูกค้าดูทางแอพพลิเคชันเมื่อทำงานเสร็จ

Instawash สร้างมาตรฐานการบริการและความไว้วางใจนั้นอย่างไร

เจ : เราคิดถึงตั้งแต่การรับพนักงานเข้ามาร่วมกับ Instawash หลังจากตรวจสอบประวัติพนักงานทุกคนอย่างละเอียด ก่อนเริ่มงานล้างรถ พวกเขาจะได้รับการฝึกอบรมราวๆ 50 ขั้นตอนเพื่อสร้างมาตรฐานการบริการ ทำให้รู้ว่ารถแบบไหน ต้องทำความสะอาดยังไง และเมื่อทำงานจริง ทุกคนจะมีกล้อง Go Pro ติดที่ศีรษะเพื่อบันทึกภาพตลอดเวลาการทำงาน นอกจากนี้ยังมี Insurance Cover ให้ด้วย

เอ็ม : เพราะใส่ใจทรัพย์สินและความรู้สึกของลูกค้าเป็นสำคัญจึงสร้างมาตรฐานการบริการ มี Customer Service พร้อมรับสายแก้ไขปัญหาตลอดเวลา ตอนช่วงแรกที่ทำเราคิดว่าลูกค้าจะเป็น Car Lover อย่างเดียว หรือกลุ่มลูกค้าผู้ชายที่ขับรถเป็นประจำ แต่สุดท้ายเราพบว่าลูกค้าเราคือคนรักความสะดวก ไม่ใช่แค่กลุ่มลูกค้าผู้ชาย ซึ่งตอนนี้กว่า 50 – 55 เปอร์เซ็นต์ของลูกค้าเราคือผู้หญิง

นั่นทำให้การรับมือกับลูกค้าหรือเปลี่ยนแผนธุรกิจอย่างไรบ้าง

เอ็ม : เมื่อก่อนผู้หญิงต้องพึ่งพาแฟน เพื่อน หรือคนในครอบครัว เพื่อที่จะพารถไปล้าง แต่ว่า Instawash ช่วยให้กลุ่มคนขับรถที่เป็นผู้หญิงได้รับบริการล้างรถที่ง่ายขึ้น สะดวกสบายมากขึ้น บางคนก็ชอบที่เราประหยัดน้ำมาก เราแคร์สิ่งแวดล้อม ส่วนกลุ่ม Car Lover เขาก็จะชอบที่เราใช้ผลิตภัณฑ์น้ำยาล้างรถที่เป็นระดับพรีเมียมถึง 10 สูตรที่แตกต่างกัน

อะไรคือเหตุที่แท้จริงของน้ำยาล้างรถนับสิบสูตร

เอ็ม : การล้างรถมีขั้นตอนและความซับซ้อนในตัวเอง เราจะเป็นต้องทำความสะอาดด้านนอกด้วยน้ำยาชนิดหนึ่ง และทำความสะอาดด้านในด้วยน้ำยาอีกชนิดหนึ่ง ผ้าที่ใช้ทำความสะอาดด้านนอกและด้านในก็เป็นผ้าแตกต่างกัน นอกจากนี้ยังมีน้ำยาและผ้าสำหรับใช้ทำความสะอาดล้อเดียวด้วยครับ

ในงานล้างรถที่พิถีพิถันขนาดนี้ อะไรคือสิ่งที่ทำให้พนักงานรักษามาตรฐานการบริการที่ดี ตามที่พวกคุณตั้งใจ

เอ็ม : สิ่งสำคัญคือทัศนคติของพวกเขาครับ เมื่อใดก็ตามที่เรามองว่าพวกเขาคือผู้เชี่ยวชาญการดูแลรถ ไม่ใช่แค่เด็กล้างรถ

อะไรคือความท้าทายที่ Instawash ต้องเจอและพวกคุณรับมือกับเรื่องเหล่านั้นอย่างไร

เอ็ม : อย่างแรกคือ การทำให้คนเข้าใจว่าการล้างรถไม่จำเป็นต้องล้างกับน้ำก็ได้ ล้างกับน้ำยาพิเศษหรือเทคโนโลยีใหม่ก็ให้ผลที่ดีเหมือนกัน หรืออาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ สองคือ คนยังไม่เข้าใจว่าแอพพลิเคชันใช้งานยังไง บ้างก็ยังไม่มั่นใจในชื่อเสียง ไม่แน่ใจว่าเป็นบริษัทรูปแบบไหน ไว้ใจได้หรือเปล่า ในระยะเวลาปีกว่าๆ ของ Instawash เราใช้มันไปกับการสร้างความไว้วางใจด้วยมาตรฐานการบริการระดับสูง จึงมั่นใจได้ว่ารถจะไม่เกิดริ้วรอย

สิ่งที่ได้เรียนรู้อะไรจากการทำสตาร์ทอัพ Instawash Thailand

เจ : ผมเรียนรู้ว่าบางทีสิ่งที่เราคิดอาจไม่ได้เป็นไปตามจริงเสมอไป แม้จะมีขวากหนามตลอดทาง แต่ว่าในที่สุดแล้วแค้เรามีความเชื่อมั่นในทีมเราก็ไปถึงจุดหมายได้

เอ็ม : ผมเชื่อเสมอว่าไม่มีอะไรเหนือความพยายาม การลุกขึ้นมาทำสตาร์ทอัพของเราคือการพาตัวเองไปเสี่ยงในจุดที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ทั้งสิ่งที่ทำนั้นแปลกใหม่ ไม่มีใครรู้ว่าคุณคือใคร ไม่มีใครรู้ว่าธุรกิจที่ทำจะตลอดรอดฝั่งหรือไม่ หลายครั้งที่เราต้องสู้กับตัวเอง เถียงกับตัวเองว่าเราทำสิ่งนี้เพื่ออะไรหรือจะไปยังไงต่อ จะทำยังไงให้ลูกค้าใช้บริการของเราซ้ำอีก

ถ้ามีคนรุ่นใหม่อยากทำสตาร์ทอัพของตัวเอง คุณจะแนะนำเขาว่าอย่างไร

เอ็ม : หลายคนคิดว่าทำสตาร์ทอัพแล้วเท่ จริงๆ มันมีอะไรมากกว่านั้นเยอะ คุณต้องทำสิ่งที่คุณรักจริงๆ ไม่ใช่เพราะเห็นว่ามีโอกาสที่จะทำเงินเป็นกอบเป็นกำ และผมกับเจทำ Instawash เพราะเป็นสิ่งที่พวกเราชอบจริงๆ

เจ : คุณต้องทำการบ้านให้ดี แต่บอกได้เลยนะว่าต่อให้ทำมาดีแค่ไหนก็อาจจะพลาด นอกจากนั้น ต้องหน้าทนนิดหนึ่ง หนังต้องหนา อีโก้ต้องต่ำ เพราะว่าคุณอาจจะถูกคนอื่นตำหนิติเตียนทุกวัน ซึ่งอยู่ที่ว่าคุณจะยอมแพ้หรือสู้ต่อเพื่อก้าวขึ้นไปอีกขั้นมั้ย ถ้า 3 ข้อนี้ไม่ผ่านผมว่าประสบความสำเร็จยาก สำคัญเลยคือ Vision ถ้าไม่เชื่อมั่นในจุดหมายปลายทางจริงๆ ผมว่าไปลำบาก

อะไรจุดหมายปลายทางต่อไปของ Instawash

เจ : นอกจากเกาหลีและไทยแล้ว เราอยากเห็น Instawash เกิดขึ้นในอินเดียและตะวันออกกลางด้วยครับ

เอ็ม : เราอยากเป็นสตาร์ทอัพไทยที่เติบโตได้โลดแล่นอยู่บนเวทีโลก อยากพิสูจน์ให้เห็นว่าคนไทยก็ทำได้ ไปจนถึงพวกเราอยากไปสู่จุดยูนิคอร์นสักวันหนึ่ง

Writer

Avatar

นิภัทรา นาคสิงห์

ตื่นเช้า ดื่มอเมริกาโน เลี้ยงปลากัด นัดเจอเพื่อนบ่อย แถมยังชอบวง ADOY กับ Catfish and the bottlemen สนุกดี

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

ตั้งสติก่อนสตาร์ท

มาตั้งสติจากแนวคิดและบทเรียนน่ารู้ของสตาร์ทอัพที่น่าจับตา

The Cloud x Startup Thailand

ใครๆ ก็อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง

นับวันความฝันนี้เริ่มกลายมาเป็นความฝันร่วมสมัยสำหรับคนยุคใหม่ หากแต่พอจะเริ่มทำธุรกิจอะไรสักอย่าง ความเป็นไปได้ที่เจ้าของกิจการมือใหม่จะไม่ต้องวุ่นวายและใช้เวลายาวนานกับการทำความเข้าใจตัวเลข บัญชี และระบบหลังบ้านต่างๆ รวมไปถึงงานเดินเอกสาร วางบิล และใบแจ้งหนี้ นั้นเป็นไปได้แค่ไหน?

กฤษฎา ชุตินธร หนึ่งในผู้ก่อตั้ง FlowAccount ร่วมกับพี่และเพื่อนเข้าใจปัญหานี้ดี เมื่อเขาเริ่มทำธุรกิจของตัวเองแล้วพบว่า นอกจากจะต้องรู้ลึกรู้จริงในธุรกิจที่ตัวเองทำ เขายังต้องเจียดเวลาไม่น้อยมาทำความเข้าใจกับเรื่องบัญชี ไม่ว่าจะเป็นทำบัญชีด้วยมือ ออกแบบการบันทึกบัญชีด้วยตัวเอง หรือแม้แต่การซื้อโปรแกรมทำบัญชีสำเร็จรูปมาใช้งาน แต่ทุกทางล้วนมีปัญหา ไม่ยากเกินไป ก็ไม่สะดวกต่อการใช้งาน

“มันควรมีบัญชีเบื้องต้นที่ใครๆ ก็ทำเองได้ ที่เหลือส่งให้สำนักงานบัญชีทำ เมื่อบริษัทขยับขยายใหญ่ขึ้นค่อยหาโปรแกรมที่ซับซ้อนขึ้นมาใช้” กฤษฎาเล่าที่มาที่ไปของ FlowAccount สตาร์ทอัพที่พัฒนาเครื่องมือทางธุรกิจ ผู้เป็นเหมือนเพื่อนคู่ใจเจ้าของกิจการมือใหม่ทุกคน

นอกจาก FlowAccount จะออกแบบหน้าตาการใช้งานให้ง่ายและเป็นมิตรสมกับความตั้งใจแล้ว สตาร์ทอัพใจดีนี้ยังมีทีมงานนั่งคอยรับโทรศัพท์เป็นสายด่วน คอยให้คำปรึกษา สร้างความกระจ่าง ให้ทุกคนที่เคยมืดแปดด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบัญชี ภาษี รวมไปถึงการทำธุรกิจ

“การมีทีมให้คำปรึกษาผู้ใช้บริการเป็นความตั้งใจแรกของเราอยู่แล้ว เพราะตอนเราทำกิจการเองเรามั่วมาก เราเลยเอาความรู้สึกตรงนั้นมาว่าถ้ามีคนตอบคำถามเราได้คงดีนะ

“เวลาจะทำเครื่องมือแก้ปัญหาอะไร ให้พัฒนามาจากประสบการณ์ของตัวเองในฐานะผู้ใช้มาก่อน ถ้าเราไม่ใช่ผู้ใช้ มันยากที่จะเข้าใจปัญหาจริงๆ” กฤษฎาแนะนำ

“เรามองว่า FlowAccount มีโอกาสขยายฐานผู้ใช้ไปได้อีกมาก เพราะแนวโน้มของคนที่อยากเริ่มต้นทำธุรกิจส่วนตัวมีมากขึ้น หรือแม้แต่คนที่ทำงานฟรีแลนซ์ที่อาจจะผันเป็นเจ้าของบริษัทด้วยเหตุผลทางภาษี

“เราหวังว่าสตาร์ทอัพนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบกิจการหน้าใหม่มีเวลาโฟกัสกับสิ่งที่ตัวเองกำลังจะทำมากขึ้น เพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จในสิ่งที่เขาทำ” กฤษฎาเล่าถึงความตั้งใจของเขา

FlowAccount เพื่อนคู่ใจเจ้าของกิจการมือใหม่

FinTech สตาร์ทอัพสายป๊อป

แม้สตาร์ทอัพที่เกี่ยวข้องกับบัญชีได้รับการจัดหมวดหมูให้อยู่ในสตาร์ทอัพ FinTech ที่กำลังมาแรง แต่สำหรับกฤษฎาแล้วเขาไม่ได้เลือกที่จะทำธุรกิจสายนี้เพราะกระแสนิยมนั้น

“ตอนที่เราเริ่มทำ เราไม่ได้สนใจมาก่อนว่า FlowAccount เป็น FinTech เราเพียงแค่อยากทำในสิ่งที่เชื่อและสนใจ แต่โชคดีที่มีกระแสเข้ามาด้วยพอดี” กฤษฎาขยายความถึงสิ่งสำคัญอย่างความตั้งใจจริง เพราะหากไม่ได้มีแพสชันในสิ่งที่ทำก็อาจไม่คุ้มกับความเสี่ยงทางอุปสรรคต่างๆ และอาจจะพบกับความไม่ยั่งยืน “การทำสตาร์ทอัพต้องลงทุนทั้งเวลาและเงินถึงจะสำเร็จ ดังนั้นหากตั้งใจจะทำอะไรก็ควรเป็นสิ่งที่เราอยากทำจริงๆ” กฤษฎากล่าว

ทั้งนี้ กฤษฎามองว่าการเริ่มทำสตาร์ทอัพในปัจจุบันนั้นค่อนข้างจะถูกที่ ถูกเวลา เนื่องจากมีเวทีให้พิสูจน์ตัวมาก เช่นเดียวกับเขาที่ได้รับทั้งโอกาส เงินทุนและการสนับสนุนผ่านการประกวดจากหลายสนาม

“สิ่งที่เราทำพิสูจน์ว่าไอเดียง่ายๆ ที่ไม่ได้พิสดาร และใครๆ ก็สามารถคิดได้ ก็มีโอกาสได้รับการสนับสนุน เพียงแค่ต้องลงมือทำ และถ้าเราพิสูจน์ได้ว่าเราทำจริงจังอย่างต่อเนื่องและทุ่มเท ทำด้วยความตั้งใจ ทำดีที่สุดเท่าที่ความสามารถเรามี เราก็มีโอกาสได้รับการสนับสนุนซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากต้องลงทุนทำเองทั้งหมดเราอาจมาไม่ถึงวันนี้”

มาถึงตอนนี้ FlowAccount เดินทางมาถึงปีที่ 3 ซึ่งสิ่งที่คอยชุบชูใจให้เขามีความสุขกับสิ่งที่ทำคือเสียงตอบรับจากผู้ใช้งาน

FlowAccount เพื่อนคู่ใจเจ้าของกิจการมือใหม่

“เราเชื่อว่าสิ่งที่เราทำ ทำให้ผู้ประกอบการรู้สึกดี เขาโทรมาบอกว่า ‘ใช้งานง่าย แม้จะไม่เคยใช้งานมาก่อน’ หรือ ‘ทำธุรกิจมาแล้วสิบกว่าปีเพิ่งเริ่มใช้ FlowAccount ทำให้เห็นว่ามีรายได้เท่าไหร่ในแต่ละเดือน’ ผลตอบรับเหล่านี้ทำให้เรามีแรงตั้งใจทำต่อไปมากขึ้น”

แม้เรื่องราวของ FinTech จะได้รับการพูดถึงอยู่บ่อยครั้ง เมื่อถามถึงโอกาสของสตาร์ทอัพหน้าใหม่ในสายนี้ กฤษฎาเห็นว่ายังมีโอกาสอยู่อีกมาก

“มีความเป็นไปได้อีกเยอะมาก ข้อดีที่สุดของ FinTech คือการที่ทำให้ผู้ใช้เข้าถึงเครื่องมือทางการเงินเร็วขึ้น สะดวกขึ้น ด้วยต้นทุนที่ถูกลง เช่น สามารถกู้เงินได้โดยไม่ผ่านโครงสร้างเดิม” กฤษฎาขยายความต่อถึงวิธีหาไอเดียเริ่มต้นสตาร์ทอัพที่สามารถทำได้ง่ายๆ โดยมองหาช่องทางจากต่างประเทศว่าสิ่งใดที่เมืองนอกมีแล้วเมืองไทยไม่มี ทั้งนี้ก่อนตัดสินใจต้องมองไปถึงบริบทของประเทศและความสนใจของตนเองด้วย

อย่างไรก็ตามแต่ละสตาร์ทอัพล้วนมีความเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน

สำหรับ FinTech นั้น กฤษฎามองว่าความท้าทายหลักอยู่ที่ผลงานต้องมีความน่าเชื่อถือเพียงพอ เนื่องจากเรื่องที่เกี่ยวกับการเงินเรื่องที่อ่อนไหวเป็นพิเศษ อีกทั้ง FinTech เป็นสายที่มีการควบคุมด้านนโยบายซึ่งต้องมีใบอนุญาตจึงจะดำเนินการได้

สำหรับโอกาสในการขยายธุรกิจต่อไปของ FlowAccount กฤษฎาเล่าให้ฟังว่า “เราต้องประเมินศักยภาพของตัวเองว่าเราทำได้แค่ไหน ส่วนใหญ่สตาร์ทอัพมักเริ่มในกลุ่มเป้าหมายเล็กๆ ของตัวเองแล้วค่อยขยาย ซึ่งสำหรับเรา เรายังคงเชื่อว่าเป้าหมายหลักเป็นการช่วยเหลือคนที่อยากเริ่มต้นธุรกิจ การช่วยเหลือเจ้าของกิจการมือใหม่คือสิ่งที่เราทำแล้วมีความสุข เราจึงอยากสนับสนุนลูกค้ากลุ่มนี้ที่เข้ามาใหม่ในตลาดเรื่อยๆ” แม้กลุ่มเป้าหมายยังคงเป็นกลุ่มเดิม แต่ FlowAaccount ก็ยังมีภารกิจมองหาโซลูชันใหม่ๆ ที่จะช่วยให้ผู้ใช้งานลดเวลาในการทำบัญชีได้ไม่รู้จบ

FlowAccount เพื่อนคู่ใจเจ้าของกิจการมือใหม่

Startup Thailand Entrepreneurs Under 35
สาขาการเงิน (FinTech)

กฤษฎา ชุตินธร, Co-founder of FlowAccount

Website: FlowAccount.com

Writer

Avatar

ภัทรมน สุขประเสริฐ

เคยทำงานข่าว ยังขีดเขียนบ้างบางคราว ชอบสำรวจบ้านเมืองสังเกตผู้คน กินง่ายมาก อยากเล่นบอร์ดเกมทุกอาทิตย์

Photographer

Avatar

กานต์ ตันติวิทยาพิทักษ์

เป็นช่างภาพ เป็นผู้ชาย เป็นลูกคนเดียว เป็นคนหลับง่าย เป็นคนใจเย็น เป็นคนพูดไม่สุภาพ เป็นคนขี้เซา เป็นคนเดินเร็ว เป็นคนไม่ฉลาด เป็นคนธรรมดา เป็นคนไทย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load