23 กุมภาพันธ์ 2564
5 K

ฉันเป็นคนหนึ่งที่เชื่อว่าชาติที่แล้วตัวเองคงเคยเกิดเป็นแขกอินเดียมาก่อน เป็นที่มาของหนังสือเล่มแรกที่ชื่อ ชาติที่แล้วคงเกิดเป็นแขก ในช่วงระหว่างการซื้อขายหนังสือ ฉันพบว่ามีคนอีกจำนวนมากมายเหลือเกินที่มีความสัมพันธ์พิเศษกับประเทศอินเดีย คือกลับไปเที่ยวซ้ำๆ อยู่นั่นล่ะ บ่นว่าเขาอย่างนั้นอย่างนี้ แต่สุดท้ายก็ต้องกลับไป รวมทั้งผู้หญิงคนนี้ด้วย 

แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ เดินทางไปใช้ชีวิตและเรียนเต้นกถัก นาฏศิลป์เก่าแก่ของอินเดียที่เมืองเดลี ประเทศอินเดีย เข้าสู่ปีที่ 8 ปีแล้ว แพรว่า กถักคือเหตุผลหลักที่พาเธอไป แต่ความสัมพันธ์กับผู้คนในอินเดียจนก่อเกิดเป็นความรัก ทำให้เธอแอบเชื่อว่า ชาติที่แล้วเธอก็คงเคยเกิดเป็นคนอินเดียกับเขาเหมือนกัน

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

‘กถัก’ (Kathak) คือนาฏศิลป์ทางภาคเหนือของอินเดีย ที่ถักทอเรื่องราวของเทพทางศาสนาฮินดู และเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของอินเดีย ผ่านท่าทางการเต้นที่ต้องใช้ทั้งความแข็งแรงและความอ่อนโยนของผู้เต้นในเวลาเดียวกัน สมัยเริ่มแรก ชาวฮินดูจะนิยมเต้นกถักกันตามสถานที่มงคล เช่น วัดหรือในพระราชวัง เพื่อเป็นการถวายเทพเจ้า โดยชาวฮินดูมีความเชื่อว่า การเต้นกถักนี้ เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 4 แล้ว

องค์ประกอบหลักในการเต้นกถักคือการแสดงสีหน้า (Abhinaya) การตบเท้าที่รัวและเร็ว ลีลาการวาดมือที่มีลักษณะคล้ายกับการเต้นรำร่วมสมัย การฝึกลมหายใจ การหมุนตัว ที่ยิ่งหมุนได้จำนวนรอบมากเท่าไหร่ โดยยังสามารถควบคุมจังหวะการตบเท้าให้ประสานกับจังหวะของดนตรีได้ โดยไม่คร่อมจังหวะ ก็ยิ่งแสดงถึงความแข็งแรงและสมาธิของผู้เต้นได้มากเท่านั้น 

ในช่วงของการเต้นกถักร่วมกับการบรรเลงจังหวะจากคณะวงดนตรีสด ผู้เต้นจะเต้นสลับกับการพูดออกเสียงนับจังหวะ (Padhant) เช่น ตา เถย เถย ตั๊ต อา เถย เถย ตั๊ต โดยการออกเสียงนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการนับจังหวะเพื่อการเต้น แต่ยังเป็นการเปล่งเสียงเพื่อทำความเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพระแม่ธรณี เพื่อให้การแสดงที่เกิดขึ้นมีความราบรื่น 

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

หนึ่งองค์ประกอบของเครื่องแต่งกายในการเต้นกถักที่ถือเป็นของสูง และยังเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ผู้เต้นสื่อสารกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ คือกระพรวนที่พันไว้บริเวณข้อเท้าทั้งสองข้าง การใส่กระพรวนข้อเท้าจากวัสดุทองเหลืองนี้มีตั้งแต่ข้างละ 10 – 20 ลูก ไปจนข้างละ 150 ลูก หรือ 200 ลูก ก็มี ชาวฮินดูเชื่อกันว่า เสียงกระพรวนที่ดังก้องกังวานจะช่วยปัดเป่าโชคร้าย และยังเป็นการสื่อสารกับทวยเทพ ยิ่งจำนวนลูกกระพรวนมากเท่าไหร่ เสียงที่เกิดขึ้นก็ยิ่งแน่น แต่นั่นหมายถึงผู้เต้นเองก็ต้องมีกำลังข้อเท้าและกำลังขาที่แข็งแรง ในการแบกรับน้ำหนักของจำนวนลูกกระพรวนเหล่านี้ไว้ด้วย

“จำนวนลูกกระพรวนที่ใส่ก็แล้วแต่กูรูจี (ครู) ค่ะ ว่าจะให้นักเรียนแต่ละคนใส่เท่าไหร่ เพราะสรีระแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ข้างละหนึ่งร้อยเก้าเขาถือว่าเป็นเลขสิริมงคล อย่างของแพร ใส่ข้างละร้อยห้าสิบบ้าง สองร้อยบ้าง “

แพรบอกฉันขณะกำลังแต่งตัวในชุดกระโปรงยาว เธอกรีดอายไลเนอร์สีดำเข้มไว้บริเวณขอบตา เส้นวาดขอบตาคบกริบที่เกิดขึ้น ทำให้ฉันนึกถึงคณะนางรำในช่วงเทศกาล ตามท้องถนนของอินเดียทางภาคใต้ 

โอ้ย คิดถึงอินเดีย

เธอแปะบินดิไว้ตรงดวงตาที่ 3 บริเวณหว่างคิ้ว และทาสีแดงบนฝ่ามือฝ่าเท้าด้วยอารตะ (ดอกชบา บดเป็นสี) ซึ่งเป็นการเลียนแบบมาจากพระแม่เทพแห่งฮินดู เธอพันลูกกระพรวนไว้ที่ข้อเท้าทั้งสองข้าง เดินไปมา เสียงดังกุ๊งกิ๊ง กุ๊งกิ๊ง 

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

“วันนี้แพรใส่ข้างละร้อยห้าสิบลูก เพราะช่วงหนึ่งแพรขาดวิตามินดี ทำให้กระดูกเปราะ หมอเคยบอกให้แพรหยุดเต้นกถักไปเลยนะคะ เพราะถ้าฝืนต่อไปอาจจะร้าวไปถึงส่วนอื่นได้ ช่วงนั้นแพรใส่เฝือกอ่อนอยู่ระยะหนึ่ง ใช้วิธีฉีดสปเรย์ช่วยเอา จากกระพรวนที่แต่ก่อนเคยใส่ข้างละสองร้อยลูก กูรูจีก็เลยให้ลดมาเหลือข้างละร้อยห้าสิบลูก

“สมัยลองหัดเต้นอินเดียใหม่ๆ แพรก็แยกไม่ออกหรอกค่ะ ว่าการเต้นอินเดียแต่ละแบบมันต่างกันยังไง”

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า
8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

เธอแค่เป็นคนคนหนึ่งที่ชอบดูหนังอินเดียมาตั้งแต่เด็ก เมื่อไหร่ที่หมู่มวลตัวละครลุกขึ้นมาเต้นกัน เธอก็จะพยายามเต้นตาม โดยที่ไม่รู้เลยว่า นั่นเขาเรียกการเต้นแบบบอลลีวูด จากนั้นมา ตั้งแต่อายุ 12 ที่ไหนมีสอนเต้นบอลลีวูด เธอก็ยอมเสียเงินเสียทองไปเรียนมันทุกที่ จนวันหนึ่ง มีคนแนะนำให้เธอไปเข้ากลุ่ม Indian Women’s Club ซึ่งที่นี่จะมีชั่วโมงสอนเต้นอินเดียให้กับคนไทยที่สนใจ 

พอได้ลองเต้นอินเดียหลายรูปแบบเข้า แพรก็รู้สึกว่า เอาล่ะ ฉันมาถูกทางแล้ว เธอเลยไปลงเรียน ภารตนาฏยัม (Bharatanatyam) ซึ่งเป็นหนึ่งในนาฏศิลป์อินเดียเก่าแก่ที่ Indian Council for Cultural Relations, Thailand (ICCR) จนพอเข้าอายุ 16 เธอมีโอกาสได้เรียนเต้นกับอาจารย์ท่านหนึ่ง ที่ทำให้เธอได้รู้จักกับโลกของการเต้นกถักแบบดั้งเดิม

“ตบเท้าแตกแค่ไหน ก็ต้องเต้นต่อไปค่ะ” แพรอธิบายสั้นๆ ถึงการเต้นกถักตามวิถีโบราณ 

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า
8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

 เริ่มแรกของชีวิตเด็กนักเรียนทุน แพรได้ทุน 5 ปี จาก ICCR เพื่อไปเรียนเต้นกถัก ที่สถาบัน Shriram Bharatiya Kala Kendra ในเมืองเดลี เวลาเรียกสถาบันเก่าแก่ที่เปิดสอนนาฏศิลป์อินเดีย คนอินเดียเขาจะไม่ใช้คำว่าสถาบันหรือโรงเรียน แต่เขาจะใช้คำเรียกว่าสำนัก และเรียกครูผู้สอนว่ากูรูจี โดยแพรเป็นนักเรียนไทยเพียงคนเดียวที่เรียนเต้นกถักอยู่ที่นั่น

“เราชอบอินเดียอยู่แล้ว พอได้ไปเรียนถึงที่นั่นมันก็เลยยิ่งอิน เพราะโดยธรรมชาติ เราเป็นคนทำอะไรเร็ว ซึ่งการเคลื่อนไหวโดยมากของการเต้นกถักเอง มันรัวและเร็ว แต่ก็มีบ้างที่ผสมด้วยจังหวะช้าและปานกลาง เลยตอบโจทย์เรามาก ภาษาอังกฤษเราตอนนั้นห่วยแตกสุดๆ เวลาเรียนก็เลยมีปัญหาบ้าง แต่ข้อโชคดีคือเราเรียนจบวิทยาลัยนาฏศิลป์มา ซึ่งท่าทางของการเต้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มันสัมพันธ์กันหมด เราเลยพอจะมีสกิลล์ในการคัดลองท่า การรู้องศา แต่ไอ้การปาดันต์ (ออกเสียงนับจังหวะ) ตา เถย เถย ตั๊ต อา เถย เถย ตั๊ต แบบรัวๆ เร็วๆ นี่ ตอนนั้นเรายังทำไม่ได้นะคะ มันยากมาก”

ถ้าใครเคยไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ คงเข้าใจดีว่าเรื่องภาษามีความสำคัญมากขนาดไหนในชีวิตประจำวัน ยิ่งสำเนียงการพูดภาษาอังกฤษของคนอินเดียด้วยแล้ว เวลาฟังเขาพูดทีนี่ ต้องใช้ทั้งพื้นฐานด้านภาษาที่เราแต่ละคนมีติดตัวมา บวกด้วยสติ เวลาไปอินเดีย ฉันเจอประจำกับเรื่องค่าโดยสารรถตุ๊กตุ๊ก ประเภทก่อนขึ้นรถบอกเรามาว่า Fifteen แต่พอถึงที่ เอ้า จะมาเนียน เก็บ Fifty 

“ในช่วงเริ่มเรียนครั้งแรก สิ่งที่ต้องฝึกคือจังหวะการตบเท้าและการปาดันต์ การตบเท้าเป็นทักษะที่ฝึกแบบไม่มีที่สิ้นสุด ฝึกไปทั้งชีวิตของการเต้น ส่วนการปาดันต์เป็นเรื่องของการหายใจ และมีคณิตศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย บอกเลยค่ะว่ายากมาก”

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

การเต้นกถักต้องใช้ทั้งสมาธิ ร่างกายที่แข็งแรง การเกร็งข้อเท้าอยู่ตลอดเวลาในจังหวะของการตบพื้น และสำหรับผู้เต้นกถักแล้ว อาการเลือดตกยางออกที่บริเวณเฝ่าเท้าถือเป็นเรื่องปกติที่ต้องเจอแน่ๆ

“ใช่ค่ะ ตบเท้ากันจนเลือดออกอยู่บ่อยๆ เลย พอเท้ามันเสียดสีกับพื้นมากๆ เข้า มันพอง ชิ้นเนื้อก็หลุด พอตบลงไปซ้ำ แผลมันก็จะใหญ่ขึ้น แต่ก็ยังต้องฝืนเต้นกันต่อไป เพื่อจะได้ชิน”

แพรว่า กูรูจีของแพรเองก็ใช้ชีวิตแบบนี้มาตลอดค่ะ แผลที่เท้าไม่ใช่อุปสรรคในการหยุดเต้น จนทำให้ผู้เต้นกถักหลายคนกลายเป็นคนเท้าด้านไปเสียแล้ว เมื่อไหร่ก็ตามที่เท้าแตก ผู้เต้นกถักจะรู้กันเองว่าให้ใช้วาสลีนป้ายลงไป จากนั้นเอากระดาษทิชชูหรือสำลีมาปิดไว้และใช้สก็อตช์เทปพัน บางคนก็เอาเท้าไปแช่น้ำอุ่นที่ผสมด้วยเกลือ บางคนก็ปล่อยไว้แบบนั้นล่ะ ไม่ทำอะไรเลย

 อินเดี๊ย อินเดีย ประเทศที่สก็อตช์เทปใช้ได้กับทุกสถานการณ์

ตั้งแต่เรียนเต้นกถัก จนเข้าสู่ปีที่ 8 แพรก็ยังไม่เคยเห็นใครต้องไปหาหมอจากอาการเท้าแตก เพราะผู้เต้นกถักทุกคนรู้วิธีในการรักษาตัวเอง

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า
8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

การหมุนตัวเป็นอีกทักษะที่สำคัญของผู้เต้นกถัก ความยากคือจะหมุนเป็นสิบๆ รอบยังไงไม่ให้อาเจียน ไม่ให้ล้มหน้ามืดไปเสียก่อน โดยการหมุนตัวในการเต้นกถักมี 2 แบบหลักๆ ถ้าหมุนตัวแบบไจปูร์ (Jaipur) ก็จะอย่างหนึ่ง ถ้าหมุนตัวแบบลัคเนา (Lucknow) ก็จะอีกอย่าง เพราะลัคเนาเองก็รับรูปแบบนาฏศิลป์กถักมาจากไจปูร์ ซึ่งเป็นต้นทาง โดยอาจมีการตัดหรือดัดแปลง เพื่อสร้างเอกลักษณ์เฉพาะกลุ่มขึ้นมา

“ช่วงฝึกแรก ๆ หมุนสามสี่รอบก็จะตายแล้วค่ะ คนเต้นกถักนี่ ใครยิ่งหมุนได้เยอะ เขายิ่งมองว่าเก่ง แข็งแรง เวลาฝึกหมุนตัวในห้องเรียน พอครูเขาสั่งให้เราหมุน เราก็ต้องหมุนไปเรื่อยๆ จนกว่าเขาจะบอกให้หยุด แรกๆ ที่เริ่มเรียนก็นับรอบในใจนะคะ แต่หลังๆ เลิกนับแล้ว เมื่อไหร่ที่หมุนจนรู้สึกอยากอาเจียน จะมีเสียงกูรูจีคอยดังอยู่ในหัวเราว่า You have to push yourself! เราก็อะ โอเค แพร I have to push myself. นะ ที่ผ่านมายังไม่เคยอาเจียนนะคะ จะมีแค่เลือดกำเดาไหล ช่วงแรกที่ฝึกมีปัญหาบ้างเรื่องจังหวะการหายใจ หลังๆ พอได้ฝึกสมาธิ ฝึกลมปราณ ก็เลยหายใจถูกจังหวะ หมุนพริ้วเลยคราวนี้”

ในภาษาฮินดี Guru Shishya Parampara หมายความถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างกูรูจีและศิษย์ ที่เหมือนเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน เรียกหากันได้ตลอด 24 ชั่วโมง แพรว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่ครูเรียกไปซ้อมเต้นนอกเวลาเรียน จะดึกดื่นเที่ยงคืนแค่ไหนก็ต้องไป 

กูรูจีในวัฒนธรรมของชาวอินเดียยังเปรียบได้กับตัวแทนของพระเจ้า การทำความเคารพระหว่างศิษย์กับครู คือการที่ศิษย์ก้มลง ใช้มือแตะเท้าครู แต่ถ้าเป็นระดับครูของครูขึ้นไปอีกขั้น ศิษย์บางคนจะใช้หน้าผากลงไปแตะที่เท้าของครูผู้นั้น สิ่งที่ผู้เต้นกถักห้ามลืมเด็ดขาดในช่วงเริ่มต้นของทุกการแสดง คือการกล่าวชื่อของของกูรูจีผู้สอน เพราะถือเป็นการให้เกียรติ (ถ้าใครลืม นี่เรื่องใหญ่มาก)

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

.. My Guru ‘s name is…

“การก้มแตะเท้า มันเป็นการลดอัตตาด้วยละค่ะ เมื่อคุณเรียนกับคนคนนี้ คุณก็ต้องยอม แม้จะต้องเอาหน้าผากตัวเอง ก้มลงไปแตะที่เท้าของเขา หรืออย่างบางที ถ้ากูรูจีป่วย เราก็ต้องดูแลเขา กูรูจีของแพรเคยเป็นไทฟอยด์ แพรกับเพื่อนคนไต้หวันก็ต้องคอยดูแลเช็ดตัวให้ ตอนเช็ดตัว ด้วยความที่กูรูจีท่านนี้แกเป็นผู้ชาย แกก็มีเขินแพรกับเพื่อนบ้าง ไม่ยอมให้เช็ด เราบอกกูรูจีว่า ถ้ายูไม่อยากป่วยมากไปกว่านี้ อย่าเพิ่งมาเขินอะไรพวกเรา มันไม่ใช่เวลา ตอนนั้นกูรูจีตัวร้อนมากค่ะ สุดท้ายท่านก็ยอมให้เช็ด เพราะเห็นว่าเราเป็นนักเรียนต่างชาติ คงไม่ถือ”

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

ใน ค.ศ. 2019 แพรเป็นผู้หญิงไทยเพียงคนเดียวที่ได้เข้าร่วมการแข่งขันการเต้นกถักในงาน Pratibha Sangeet Kala Sansthan ที่เมือง Ujjain ทางภาคใต้ของอินเดีย ซึ่งมีผู้เต้นชาวอินเดียเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนั้น จำนวนหลายร้อยคน

ในช่วงก่อนขึ้นแข่งขัน แพรเกิดอาการป่วยจากไข้ไทฟอยด์ที่ติดเชื้อมาจากกูรูจี ซึ่งถ้าใครเคยผ่านประสบการณ์การป่วยในอินเดีย ก็คงเข้าใจดีว่ามันทรมานขนาดไหน 

ไหนจะความร้อนของอุณหภูมิ พลังที่ถดถอย ไหนจะเชื้อโรครอบตัวที่พร้อมจะเข้าสู่ร่างกายในยามที่เรากำลังอ่อนแอ ส่วนแพร ต้องบวกเพิ่มเข้าไปด้วยความกดดันในช่วงของการเตรียมตัวขึ้นแข่งขัน แต่สุดท้าย แพรก็ติดเข้าไปอยู่ในรอบ 4 คนสุดท้ายของการแข่งขันในรอบแรก และเข้าสู่รอบที่ 2 ซึ่งเป็นรอบของการตัดสิน

“ตอนนั้นยืนอยู่ข้างเวที คิดอย่างเดียว นี่เราจะต้องเต้นจนตายที่นี่เลยไหมวะเนี่ย เพราะนอกจากไข้แล้ว ช่วงนั้น เรามีภาวะกระดูกเปราะอยู่แล้วด้วย”

แต่ก็นั่นละค่ะ จะเจ็บปวดปางตายยังไงก็ตาม พลังแห่งความอึดถึกของกูรูจีได้ถูกส่งผ่านไปยังศิษย์ ด้วยคำพูดกรอกหูที่หน้าเวทีว่า “แพร ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เธอต้องขึ้นไปเต้น”

“แล้วไม่ใช่แค่ขึ้นไปเต้นนะคะ กูรูจีบอกว่า เธอต้องขึ้นไปเต้นให้แรงกว่ารอบแรกด้วย แพรนึกในใจ Oh My God จะให้แรงกว่าเก่าอีกเหรอ แรงก็มีแค่นี้ล่ะ” (แพรหัวเราะอย่างเมามัน)

ด้วยแรงเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่ ตายเป็นตายว่างั้นเถอะ เพราะถึงจะต้องตายที่นี่ ก็ถือว่าตายในชุดสวยๆ เนอะ แพรขึ้นไปเต้นต่อเนื่อง 10 นาทีในรอบตัดสิน ทั้งหมุนตัว ตบเท้า ออกเสียงนับจังหวะ ในที่สุด เธอได้รางวัลที่ 4 จากการแข่งขันในครั้งนั้น ซึ่งไม่ได้ตัดสินแค่เพียงลีลาในการเต้น แต่ผู้แข่งขันจะต้องตอบคำถามเพื่อทดสอบภูมิความรู้ในเรื่องนาฏศิลป์อินดียด้วย

“หลังรับรางวัล เราก็นั่งโทรมๆ อยู่ตรงนั้นละค่ะ คือรู้สึกว่าไม่อยากทำอะไรอีกแล้ว”

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

ถามแพรว่า เคยเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับผู้เต้นกถักชาวอินเดียที่อยู่รอบตัวไหม เพราะคนอินเดียกับศาสตร์การเต้นนี่มันอยู่ในสายเลือด แต่สำหรับแพร มันแทบจะเป็นการเริ่มต้นนับศูนย์ใหม่

“ไม่มีใครเต้นเป็นมาตั้งแต่เกิดหรอกค่ะ อย่างถ้าให้คนอินเดียมารำไทย เขาก็คงทำไม่ได้เหมือนกัน แพรคิดว่า ไหนๆ เราก็พาตัวเองมาเรียนถึงประเทศต้นตำหรับแล้ว เราก็ต้องไปให้ถึงที่สุด ฝึกตบเท้าในช่วงแรกๆ แพรตบไม่ดัง แพรก็ต้องฝึกตบให้มากกว่าคนอื่น ภาษาอังกฤษเราไม่ดี ก็ต้องฝึกพูดมันไปเรื่อยๆ พูดผิดพูดถูกก็ต้องพูด หรืออย่างการออกเสียงนับจังหวะนี่ แพรใช้เวลาฝึกสามปีนะคะกว่าจะทำได้ เรามาเจอเทคนิคว่า ที่คนอินเดียเขาออกเสียงนับกันได้เร็วๆ เพราะเวลาออกเสียง เขาเอาลิ้นออกมาแตะที่ฟัน ขณะที่เวลาพูดปกติในชีวิตประจำวัน เราจะเคยชินกับการเก็บลิ้นไว้ข้างใน”

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

ปัจจุบัน แพรเรียนเต้นกถักเข้าสู่ปีที่ 8 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายแล้ว เธอเรียนอยู่ที่ 2 สำนัก ทั้งที่ Shiram Bharatiya Kara Kendra ในระดับผู้เชี่ยวชาญการเต้นกถัก (Specialisation) และที่สำนัก Prayag Sangeet Samiti ในระดับปริญญาตรี เธอมีความตั้งใจว่า วันหนึ่งจะนำความรู้ที่ได้มาประกอบวิชาชีพในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการเต้นกถัก โดยเธอก็ตอบไม่ได้ว่าเมื่อเรียนจบแล้ว เธอจะกลับมาอยู่ที่ประเทศไทยแบบถาวรหรือเปล่า เพราะสำหรับเธอ อินเดียเป็นเหมือนบ้านไปเสียแล้ว เธออยากใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น

“กถักคือเหตุผลที่พาเรามาอินเดีย แต่อินเดียคือโรงเรียนในโลกกว้างที่สอนให้เราได้เห็นคุณค่าในสิ่งต่างๆ รอบตัว โดยเฉพาะคุณค่าของการได้มีข้าวกิน อินเดียสอนให้เราไม่สนใจเสียงตัดสินตามบรรทัดฐานของสังคม อยู่ที่นั่น เราจะใส่เสื้อซ้ำกันอาทิตย์ละสามสี่ครั้งก็ไม่มีใครว่า จนพอกลับมาทำที่เมืองไทยเท่านั้นล่ะ เดี๋ยวก็เจอทักแล้ว อ้าว แพร ไม่มีเสื้อใส่เหรอไง ไอ้ตัวเราเองก็ไม่เคยได้ทันคิดหรอก ว่าตัวไหนใส่ซ้ำหรือไม่ซ้ำ ตัวไหนใส่บ่อยหรือไม่บ่อย หรือเวลาเห็นคนอาบน้ำในคลองดำๆ ตามข้างทางรถไฟที่อินเดีย เราจะรู้สึกขอบคุณชีวิตตัวเองมากเลยว่า เท่าที่เรามีอยู่ทุกวันนี้มันก็ดีมากแล้ว รอยยิ้มของพวกเขาเหมือนกระจกเงาบานใหญ่ที่สะท้อนให้เราเห็นความสุขจากสิ่งที่อยู่รอบตัวมากขึ้น”

อ่านมาถึงตรงนี้ เชื่อว่าผู้อ่านจำนวนหนึ่งก็คงมีความผูกพันกับประเทศอินเดียอยู่บ้างไม่มากก็น้อย และบางคนอาจถึงขั้นรู้สึกเหมือนกับฉันและแพรว่า 

ชาติที่แล้วคงเกิดเป็นแขก

ขอบคุณสถานที่ถ่ายภาพ The Factory of Inspiration

Writer & Photographer

Avatar

พัทริกา ลิปตพัลลภ

นักเขียนและนักเดินทาง เจ้าของหนังสือชาติที่แล้วคงเกิดเป็นแขก ที่ชาตินี้ยังคงใช้เวลาเดินทางไปกลับอินเดียอยู่บ่อยๆ จนเป็นเหมือนบ้านที่สอง

แขกมา

วิถีการใช้ชีวิต ไลฟ์สไตล์ และพาไปรู้จักกับมุมแปลกๆ ของคนอินเดีย

เฮดสแตนด์ (Headstand) หรือท่ายืนด้วยศีรษะ เป็นท่าที่หลายคนบอกว่าคือราชาของท่าทางในการฝึกโยคะ (The King of Yoga Poses) ผู้ฝึกโยคะหลายคนที่ฝึกแบบเน้นท่าจะพยายามฝึกท่านี้ให้ได้ สำหรับพวกเขา ท่าเฮดแสตนด์คือความสำเร็จอันสูงสุด ขณะที่ถ้าใครเคยไปฝึกโยคะตามอาศรมในประเทศอินเดีย ความสำเร็จในการฝึกโยคะของโยคีทั้งหลายไม่ใช่เรื่องของท่ายาก อุปกรณ์ หรือเสื้อผ้าเนื้อเบาสบายใดๆ แต่เป็นเพียงการหยุดความเคลื่อนไหวของจิตด้วยอาสนะที่เรียบง่าย มีแค่ลมหายใจกับกายที่เคลื่อนไหวไปด้วยกันอย่างมีสติ 

Headstand หนังโยคะนอกกระแสของผู้หญิงธรรมดาที่ถ่ายทำในเมืองฤาษีเกศ ต้นกำเนิดศาสตร์โยคะ

“โลกของการใช้ชีวิตทุกวันนี้ เราต้องต่อสู้ฝ่าฟันเพื่อให้เป็นที่ยอมรับเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายชีวิตที่เราต้องการ บางคนอยากได้เงินทอง บางคนอยากได้ชื่อเสียง ระหว่างเส้นทางเหล่านี้มันต้องแลกมาด้วยหลายอย่าง ในทางพุทธเขาว่า สิ่งที่จะทำให้ใจเราเป็นสุขจากสิ่งเหล่านี้ได้คือวิปัสสนา แต่วิปัสสนาเองก็ต้องใช้ความอดทนและความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ส่วนถ้าเป็นสายโยคะ อาสนะกับการฝึกปราณคือวิธีที่จะพาคุณไปถึงจุดของความนิ่งได้อย่างแท้จริง

“เฮดแสตนด์เองไม่ใช่ท่าที่ทุกคนจะทำได้ มันต้องใช้ความพยายาม ฝึกฝนซ้ำๆ จริงๆ เฮดแสตนด์มันเหมือนกล้องรูเข็มสมัยก่อนเหมือนกันนะ เมื่อมองผ่านกล้องเราจะเห็นภาพที่สะท้อนมาแบบกลับหัว เฮดแสตนด์อาศัยความนิ่งและความแข็งแรงในการฝึก ถ้าจิตเราไม่นิ่งพอหรือหลุดโฟกัสแค่นิดเดียวในขณะเข้าท่า เราก็ล้มลงมา หนังเรื่องนี้มันเป็นการเปรียบเทียบโลกสองใบระหว่างการใช้ชีวิตของมนุษย์ปกติโดยทั่วไปกับโลกใบเล็กในสตูดิโอและในรั้วของวัดป่าที่เป็นเหมือนหลุบหลบภัยชั่วขณะ” 

Headstand หนังโยคะนอกกระแสของผู้หญิงธรรมดาที่ถ่ายทำในเมืองฤาษีเกศ ต้นกำเนิดศาสตร์โยคะ

กุ๊ก-อุบลสิริ พชรวรรณ เจ้าของโยคะสตูดิโอ Roots8 yoga บอกฉันถึงที่มาของการสร้างหนังนอกกระแส Headstand ที่กำลังจะเข้าฉายที่เฮาส์ สามย่าน ในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ (พ.ศ. 2563) โดยตัวเธอเองเป็นทั้งผู้สร้างและผู้เขียนบทภาพยนตร์ มี ครูวิเวก-ซิงค์ ราวัต ครูโยคะชาวอินเดียจากหมู่บ้านเล็กๆ ชื่อบาร์ปูร์ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองฤาษีเกศ (Rishikesh) ออกไปประมาณ 60 กิโลเมตร เป็นหนึ่งในผู้แสดงนำ และได้ ฮาเมอร์ ซาลวาลา ศิลปินและช่างภาพ มารับหน้าที่ในการกำกับภาพและกำกับการแสดง ครูวิเวกพูดให้ฉันฟังว่า สำหรับชาวอินเดียโดยเฉพาะที่เมืองฤาษีเกศแล้ว โยคะเริ่มเข้ามาในชีวิตพวกเขาตั้งแต่เล็ก มันซึมซับผ่านวิถีชีวิตประจำวันโดยที่พวกเขาแทบไม่รู้ตัว

“เด็กต่างจังหวัดในอินเดียที่มีบ้านอยู่ใกล้อาศรมจะเรียนรู้อาสนะกันตั้งแต่เด็กๆ อย่างตัวผมเองผมเรียนปอหนึ่งที่โรงเรียนชื่อ Saraswati Vidya Mandir เป็นโรงเรียนเอกชนของชาวฮินดู เช้ามาพวกเราจะต้องรวมตัวกันสวดมันตรา พอเที่ยงก็นั่งกินข้าวด้วยกันอย่างสงบเงียบ มีสติในการกิน เราถูกสอนมาให้รู้ตัวทุกขณะว่ากำลังทำอะไรอยู่ ก่อนกลับบ้านเด็กทั้งหมดจะเข้าแถวเรียงหนึ่งเพื่อทำความเคารพครูที่ยืนเป็นเวรอยู่ตรงหน้าประตู วิธีทำความเคารพของเราคือการใช้มือก้มลงไปแตะไปที่เท้าของครูอย่างนอบน้อม ส่วนครูก็จะเอามือแตะกลับมาที่ศีรษะของพวกเราเพื่อเป็นการให้พร วิถีการใช้ชีวิตเหล่านี้มันเป็นเรื่องของโยคะทั้งหมดเลยโดยไม่ต้องเข้าท่าอาสนะ”

Headstand หนังโยคะนอกกระแสของผู้หญิงธรรมดาที่ถ่ายทำในเมืองฤาษีเกศ ต้นกำเนิดศาสตร์โยคะ

ตัวฉันเอง เมื่อพูดถึงโยคะ ภาพที่มักจะแวบเข้ามาในหัวเป็นภาพแรกๆ คือลุงโยคีเครายาวในเมืองพุชการ์ที่กำลังทำท่าไหว้พระอาทิตย์ (Surya Namaskar) อยู่ที่ริมทะเลสาบศักดิ์สิทธ์ Pushkar Lake ลุงคนนี้แกอายุ 80 แล้วแต่ยังดูแข็งแรงอยู่เลย อาจเป็นเพราะพุชการ์เองเป็นเมืองมังสวิรัติด้วย กินแต่พืชผักเลยทำให้ผิวพรรณของลุงแกเปล่งปลั่ง เห็นทีแรกนึกว่าอายุสักห้าหกสิบ เวลาแกไหว้พระอาทิตย์ทีแกจะไหว้วนต่อเนื่องหลายสิบรอบ ไม่มีอาการเหนื่อยหรือหอบ ทุกเช้าแกจะมาประจำอยู่ที่ริมทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์นี้ โดยมีเสียงสวดมนต์จากเครื่องขยายเสียงดังมาจากวัดที่อยู่ใกล้ๆ คลอบรรยากาศในการฝึกโยคะของแก 

พุชการ์เป็นเมืองที่มีเสน่ห์สำหรับฉันเสมอ

คุณกุ๊กเล่าไอเดียของการทำหนัง Headstand ว่า ในฐานะของการเป็นเจ้าของธุรกิจโยคะสตูดิโอ หลายปีที่ผ่านมาตัวเธอเองมีโอกาสได้คลุกคลีกับผู้ฝึกโยคะจำนวนมาก ซึ่ง 98 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่มาฝึกเป็นผู้หญิง สำหรับผู้หญิงแล้วโยคะเป็นเหมือนหลุบหลบภัย เป็นช่วงเวลาเพียงไม่กี่นาทีของการได้อยู่กับกายและใจของตัวเองอย่างแท้จริง เป็นพื้นที่ปลอดคำตัดสิน

6 ปีก่อนหน้าที่จะมาเปิดโยคะสตูดิโอ คุณกุ๊กเคยทำธุรกิจร้านอาหารชื่อร้านกาแฟบางรัก การทำธุรกิจของเธอในช่วงเวลานั้นเต็มไปด้วยความเครียด ทั้งการบริหารคนบริหารเงิน การรับมือกับลูกค้าหลายรูปแบบ 

Headstand หนังโยคะนอกกระแสของผู้หญิงธรรมดาที่ถ่ายทำในเมืองฤาษีเกศ ต้นกำเนิดศาสตร์โยคะ

ลูกค้าหลักและเป็นลูกค้าประจำของร้านกาแฟบางรักคือชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเมืองไทย นิสัยการใช้ชีวิตของลูกค้าฝรั่งกลุ่มนี้คือ เข้ามานั่งที่ร้านตั้งแต่ร้านเปิดในช่วง 10 โมงเช้าและนั่งยาวไปจนร้านปิดตอน 4 ทุ่ม คืนไหนถ้าลูกค้านั่งติดลมไม่ยอมกลับ คุณกุ๊กก็กลับไม่ได้ ต้องนั่งเฝ้าจนเที่ยงคืนตีหนึ่ง การอดหลับอดนอนอยู่เป็นประจำ และความรู้สึกเบื่อหน่ายค่อยๆ สั่งสมยาวนานหลายปีจนกลายเป็นความเครียด ทำให้ตัวเองเป็นหนึ่งในผู้หญิงที่ขี้เหวี่ยงและหงุดหงิดง่าย

“มันได้เงินนะ แต่ขณะเดียวกันเราก็ถามตัวเองว่านี่เราต้องทำขนาดนี้เลยเหรอ ทำไมเราต้องมานั่งเฝ้าลูกค้าจนดึกจนดื่น คอยชงเหล้าชงมิกเซอร์ให้เขาทั้งๆ ที่มันก็เลยเวลางานของเรามาตั้งนานแล้ว 

“โลกของเราในช่วงสิบสามปีที่เปิดร้านกาแฟบางรักห้อมล้อมไปด้วยกลุ่มผู้ชายกินเหล้า เราเองต้องวางตัวให้ดีไม่ให้ใครมาจับมือถือแขนหรือลวนลาม ต้องสร้างระยะห่าง แต่ลูกค้าดีๆ ก็มีเยอะนะ หรืออย่างช่วงเที่ยงที่ลูกค้าเข้ามากินข้าวเวลาเดียวกันหมด ในหนึ่งชั่วโมงเราต้องออกอาหารให้ครบ เพราะพอบ่ายโมงลูกค้าก็ต้องกลับไปทำงานที่ออฟฟิศแล้ว ทุกอย่างมันรีบมันรนไปหมด 

“ไอ้เราก็เหวี่ยงลูกน้องทุกวัน จนวันหนึ่งความหงุดหงิดสะสมที่มันเกิดขึ้นก็เริ่มลามไปถึงคนที่บ้าน บางทีแค่คำพูดสั้นๆ ของแม่ที่เขานั่งรอเรากลับบ้าน เขาถามว่ากินข้าวมาหรือยัง พอได้ยินแบบนั้นเรากลับรู้สึกโมโหรำคาญ ไม่อยากตอบ เพราะเราพูดเราฟังมาทั้งวันแล้ว เราไม่อยากได้ยินเสียงอะไรแล้ว ตอนหลังก็มานั่งคิดว่า เอ๊ะ นี่เราบ้าหรือเปล่า แม่ไม่ได้ทำอะไรให้เลย ทำไมเราถึงไปรู้สึกกับเขาแบบนั้น เรารู้สึกแย่กับตัวเองมาก ไม่ชอบตัวเองเลย

Headstand หนังโยคะนอกกระแสของผู้หญิงธรรมดาที่ถ่ายทำในเมืองฤาษีเกศ ต้นกำเนิดศาสตร์โยคะ
Headstand หนังโยคะนอกกระแสของผู้หญิงธรรมดาที่ถ่ายทำในเมืองฤาษีเกศ ต้นกำเนิดศาสตร์โยคะ

“จนวันที่เราได้รู้จักกับโยคะเป็นครั้งแรก ตอนนั้นเราตื่นเต้นมาก มันมีโลกแบบนี้ด้วยเหรอ โลกที่ทำให้เราหยุดคิดเรื่องอื่นและกลับมาอยู่กับตัวเองจริงๆ ตั้งแต่นั้นมาเราเลยใช้โยคะเป็นเครื่องมือในการจัดการตัวเอง ฝึกๆ ไปรู้สึกว่าเฮ้ย ทำไมไอ้ความเจ็บปวดบางช่วงขณะของการเข้าอาสนะมันถึงทำให้เราหยุดคิดเรื่องที่อยู่นอกผืนเสื่อได้ มันมหัศจรรย์”

จากวันที่คุณกุ๊กเริ่มต้นฝึกโยคะกระทั่งเปิดโยคะสตูดิโอของตัวเอง เธอเป็นเหมือนผู้สังเกตการณ์ที่มีโอกาสได้ใช้เวลากับเรื่องราวของผู้หญิงต่างอาชีพต่างวัยที่เดินเข้ามาฝึกโยคะในสตูดิโอ จนวันหนึ่งเธอรู้สึกว่า ถ้านำเรื่องราวชีวิตเหล่านี้มาสร้างเป็นหนัง มันน่าจะเป็นหนังโยคะดีๆ สักเรื่องที่สามารถส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับผู้คนอีกมากมายที่กำลังมองหาทางออกให้กับชีวิตโดยเฉพาะผู้หญิง 

การทำหนังเรื่องนี้ไม่ใช่การนำชีวิตส่วนตัวของใครมาตีแผ่ แต่เป็นการผสมผสานแง่มุมจากชีวิตจริงของผู้ฝึกโยคะเพศหญิงที่ต่างเข้ามาฝึกโยคะด้วยเหตุผลที่ต่างกัน โยคะสำหรับบางคนคือการหนี บางคนคือการมารักษา และสำหรับบางคนโยคะคือการบำบัด

“คนที่มาฝึกโยคะมีทั้งคนปกติทั่วไป คนที่ป่วยกายป่วยใจ แต่จากประสบการณ์ของเรา คนที่มาฝึกส่วนมากจะเป็นเรื่องของการป่วยกายมากกว่า ออฟฟิศซินโดรม มะเร็ง ซึมเศร้า วิตกจริต หรือมีกรณีของนักปั่นจักรยานข้ามประเทศที่ประสบอุบัติเหตุและเลือกใช้โยคะเป็นหนทางรักษา 

Headstand หนังโยคะนอกกระแสของผู้หญิงธรรมดาที่ถ่ายทำในเมืองฤาษีเกศ ต้นกำเนิดศาสตร์โยคะ

“บ้านเขาอยู่สวนพลู เขาเดินจากสวนพลูมาที่สตูฯ เราด้วยขาที่กะเผลกข้างหนึ่ง เขาต้องเดินข้ามสะพานสาทรมา จากนั้นเดินเข้าซอยและเดินขึ้นบันไดมาที่สตูฯ มันไม่ง่ายเลยสำหรับเขา เขาต้องเอาชนะร่างกาย เอาชนะใจตัวเอง สุดท้ายหลังจากฝึกโยคะ Private ผ่านไปได้ 6 – 7 เดือนผสมด้วยการฝังเข็ม ตอนนี้สมาชิกท่านนี้กลับไปปั่นจักรยานได้แล้ว”

โครงเรื่องหลักของหนัง Headstand พูดถึงผู้หญิงในยุคปัจจุบันที่มีปัญหาชีวิตและพยายามหาทางออกให้กับตัวเองจนได้มาเจอกับครูสอนโยคะชาวอินเดีย ประตูบานสำคัญที่ทำให้พวกเธอได้ค้นพบกับความลับของศาสตร์โยคะแบบอินเดียโบราณ โดยส่วนหนึ่งของหนังเรื่องนี้ไปถ่ายทำที่เมืองฤาษีเกศด้วยวิถีการถ่ายทำแบบกองโจร 

เมืองฤาษีเกศตั้งอยู่บริเวณเนินเขาหิมาลัยทางตอนเหนือของประเทศอินเดียในรัฐอุตตราขัณฑ์ (Uttarakhand) เป็นเมืองต้นกำเนิดแห่งศาสตร์โยคะและเป็นแหล่งรวมอาศรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในอดีตเป็นเมืองที่มีฤาษีอาศัยอยู่มากที่สุด 

“ทำหนังเรื่องนี้ เราไม่ค่อยมีเงินหรอกนะคะ เงินเราน้อยมาก ”

คุณกุ๊กพูดสั้นๆ ก่อนจะหันไปรินชาอินเดียใส่แก้วเพิ่มให้ฉัน 

“เงินส่วนหนึ่งที่เอามาลงทุนเป็นเงินจากร้านอาหาร ซึ่งตอนนี้ร้านปิดไปแล้ว อีกส่วนเป็นเงินจากกองทุนที่เราตั้งขึ้นมา และได้การรับเงินสนับสนุนมาจากสมาชิกของสตูดิโอที่ช่วยกันลงขัน หนังเรื่องนี้เลยมีโจทย์ว่า ด้วยเงินลงทุนไม่กี่ล้านบาทนี้ เราจะทำยังไงที่จะผลิตหนังคุณภาพดีอย่างที่เราตั้งใจไว้ออกมาให้ได้ ค่าตัวทีมงานแต่ละคนน้อยมากเลยนะแต่ทุกคนตั้งใจมาก ทำงานเต็มกำลัง คนหนึ่งทำหลายหน้าที่”

ถามว่าการที่ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งลุกขึ้นมาสร้างหนังนอกกระแสที่พูดเรื่องของโยคะจากทุนส่วนตัวเป็นล้านๆ บวกด้วยเงินกองทุนที่ตั้งขึ้นมาอีกประมาณ 4 แสนกว่าบาท เธอคาดหวังอะไร เธอกลัวเจ็บตัวบ้างไหม

Headstand หนังโยคะนอกกระแสของผู้หญิงธรรมดาที่ถ่ายทำในเมืองฤาษีเกศ ต้นกำเนิดศาสตร์โยคะ

“ก่อนหน้านี้เราตั้งคำถามกับตัวเองบ่อยครั้ง ว่าตกลงโยคะมันคืออะไรกันแน่ มันแค่อาสนะกับลมหายใจ แค่นั้นจริงๆ เหรอ จนวันหนึ่งเมื่อเราได้คำตอบจากมันแล้วว่า มันเป็นเครื่องมือในการเยียวยาปัญหาและสภาวะภายในของเรา คือหลุมหลบภัยจากดงระเบิดชีวิตท่ามกลางสนามมากมายในโลกของความจริงที่พยายามจะทดสอบวุฒิภาวะทางอารมณ์ของเรา 

“สมัยก่อนนี่เหยียบกับดักระเบิดทุกวันเลยนะ ซึ่งทุกวันนี้เราเข้าใจมันแล้ว แต่ไอ้ความเข้าใจที่เกิดขึ้นนี่มันก็ยังไม่จบ เรายังคงหาคำตอบเพิ่มเติมอยู่ ในแง่ของคนดูเอง เราเชื่อว่าหลายคนที่เคยตั้งคำถามเหมือนเราหรือยังตั้งคำถามอยู่ การดูหนังเรื่องนี้น่าจะทำให้ได้พบคำตอบ ได้เห็นความหมายของโยคะที่ลึกซึ้งขึ้นแบบจับต้องได้”

ครั้งหนึ่ง ในวันที่ฉันพยายามฝึกจิตของตัวเองด้วยการสานสัมพันธ์ระหว่างกายกับใจให้มันสอดคล้องกัน ไม่เคลื่อนไหวกันไปคนละทิศละทาง เพื่อให้ตัวเองได้ใช้ชีวิตอย่างรู้ตัวและมีสติในทุกขณะ เพื่อนคนหนึ่งพูดกับฉันว่า “กายกับใจที่เคยเหลื่อมกันมากๆ เมื่อไหร่ก็ตามที่มันเริ่มเข้ามาใกล้กันแล้ว ยิ่งใกล้กันเท่าไหร่ก็ยิ่งดี”

ประโยคนี้นี่มันใช่จริงๆ นะ

Writer

Avatar

พัทริกา ลิปตพัลลภ

นักเขียนและนักเดินทาง เจ้าของหนังสือชาติที่แล้วคงเกิดเป็นแขก ที่ชาตินี้ยังคงใช้เวลาเดินทางไปกลับอินเดียอยู่บ่อยๆ จนเป็นเหมือนบ้านที่สอง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load