“เพราะเรียบง่าย จึงยิ่งยาก”

คำพูดนี้กล่าวโดย ทาเคชิ ยามาชิตะ ผู้สืบทอดร้านเต้าหู้ยามาชิตะ-โทฟุเต็น

ทาเคชิ ยามาชิตะ

ครอบครัวเขาเปิดร้านเต้าหู้เก่าแก่ในเมืองไซตามะมากว่า 150 ปี ในวัยเด็ก ยามาชิตะถูกบังคับให้ช่วยงานที่บ้านจนเขาเกลียดการทำเต้าหู้ โรงงานทำเต้าหู้เปียกและหนาวเหน็บเสมอ แถมอาชีพทำเต้าหู้ดูไม่เท่ในสายตาเด็กหนุ่มเลยด้วย ยามาชิตะจึงพยายามหนีจากร้านเต้าหู้โบราณด้วยการขยันเรียนจนสอบเข้ามหาวิทยาลัยวาเซดะในกรุงโตเกียวได้

ตอนเรียนจบ บริษัทเดินเรือเจ้าใหญ่จ้างให้เขาไปทำงาน ในจังหวะนั้น ยามาชิตะทบทวนว่าเขาจะทิ้งธุรกิจที่สืบทอดกันมากว่าร้อยปีของที่บ้านเช่นนี้ดีหรือ

ในที่สุด ยามาชิตะตัดสินใจปฏิเสธข้อเสนอจากบริษัทเดินเรือนั้น และสืบทอดธุรกิจครอบครัว โดยเป็นทายาทรุ่นที่ 5 แห่งร้านยามาชิตะ-โทฟุเต็น

ในช่วงแรกยามาชิตะก็ต้องช่วยครอบครัวทำเต้าหู้ทุกวัน ทุกวัน จนเขารู้สึกว่าตัวเองเหมือนเครื่องจักร งานทำเต้าหู้ไม่สนุกเลย เมื่อไม่ถนัดงานผลิต ทางครอบครัวจึงให้เขาไปทำงานขายแทน แต่เขาก็ไม่ชอบอีก ยามาชิตะก้มหน้าก้มตาทำงานตามคำสั่งทุกวัน ทุกวัน อย่างไร้ชีวิตจิตใจ…

ผ่านมาประมาณ 2 ปี วันหนึ่ง มีลูกค้าผู้สูงอายุท่านหนึ่งมาซื้อเต้าหู้ที่ร้าน และกล่าวกับยามาชิตะว่า

“สมัยก่อนเต้าหู้มันมีรสชาติเนอะ ก่อนสงครามโลกเต้าหู้มีรสชาติหวานและมีสัมผัสของถั่วมากกว่านี้”

ยามาชิตะจึงเกิดความรู้สึกสงสัยขึ้นมา เต้าหู้สมัยก่อนเป็นอย่างไร

ในสมัยนั้น ยังไม่มีอินเทอร์เน็ต เขาพยายามหาข้อมูลจากห้องสมุด แต่ก็ไม่พบวิธีการทำเต้าหู้แบบโบราณ เขาเดินทางไปลองชิมเต้าหู้ร้านต่างๆ แต่ก็ยังไม่พบเต้าหู้ที่มีรสชาติหอมหวานดังที่ผู้สูงอายุท่านนั้นบอก

เขาลองผิดลองถูกทำเต้าหู้อยู่หลายครั้ง จนในที่สุด เขาพบว่า นิการิ (สารที่ทำเต้าหู้แข็ง) จะทำให้เต้าหู้คงรสชาติเดิมไว้ได้

นิการิ เป็นผงแมกนีเซียมคลอไรด์ที่สกัดมาจากน้ำทะเล ช่วยให้เต้าหู้จับตัวกันได้

ในอดีต ร้านเต้าหู้ส่วนใหญ่ใช้ผงนิการินี้ แต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สารจากนิการิถูกนำไปใช้ผสมในอะลูมิเนียม เพื่อใช้เป็นอาวุธและอุปกรณ์ในสงคราม ร้านเต้าหู้ส่วนใหญ่จึงเปลี่ยนไปใช้แคลเซียมซัลเฟตนับจากนั้น

เต้าหู้ เต้าหู้

ครั้งแรกที่ยามาชิตะลองใช้นิการิ เต้าหู้รสชาติดีมาก แต่ตัวเต้าหู้กลับเหลวเละ หลังจากนั้นทุกวัน เขาทดลองผสมนิการิหลายแบบ จนค้นพบการผสม 2 ครั้ง กล่าวคือ ครั้งแรก ค่อยๆ เทนิการิลงไปและคนน้ำเต้าหู้อย่างรวดเร็ว จากนั้นทิ้งไว้สักพัก แล้วจึงค่อยผสมนิการิครั้งที่ 2 ความยากของการใช้นิการิคือการกะจังหวะที่จะเทนิการิในแต่ละครั้ง ความเร็วในการคนน้ำเต้าหู้ และปริมาณนิการิที่ใช้

ทั้งๆ ที่ยามาชิตะเคยเกลียดการทำเต้าหู้จับใจ แต่เมื่อได้ทดลองคิดสูตรเต้าหู้ใหม่ เขาก็ค่อยๆ ตกหลุมรักการทำเต้าหู้ขึ้นเรื่อย ๆ

เต้าหู้

www.kamuro.com

ขั้นตอนการทำเต้าหู้มีเพียง 3 ขั้นตอนเท่านั้น

หนึ่ง บดถั่วเหลืองแล้วนำไปต้ม

สอง คั้นน้ำเต้าหู้

สาม ใส่สารที่ทำให้เต้าหู้แข็งตัว (นิการิ)

ยามาชิตะพิถีพิถันกับ 3 ขั้นตอนทุกครั้งที่เขาทำเต้าหู้ และเขาเลือกใช้นิการิจากเกาะอาโอกะชิมะ

ในแต่ละวัน สภาพของเมล็ดถั่วเหลือง ตลอดจนอุณหภูมิ ก็แตกต่างกัน ยามาชิตะก็ปรับวิธีการทำเต้าหู้ของเขาเล็กน้อยเพื่อให้เต้าหู้แต่ละก้อนสำหรับแต่ละวันนั้นออกมาดีที่สุด

เต้าหู้

www.kamuro.com

นอกจากใส่ใจในนิการิแล้ว วัตถุดิบสำคัญของเต้าหู้คือ ถั่วเหลือง

ยามาชิตะทดลองปลูกถั่วเหลืองกว่า 260 พันธุ์เพื่อทดลองว่าพันธุ์ใดเหมาะกับการนำไปทำเต้าหู้บ้าง

แม้แต่การปลูกถั่วเหลืองยามาชิตะก็พิถีพิถัน เขาไม่ใช้ปุ๋ย สารอนินทรีย์ หรือยาฆ่าแมลงใดๆ ทั้งสิ้น เขาปลูกถั่วด้วยวิธีธรรมชาติ ใช้แค่เศษใบไม้และกากเต้าหู้เป็นปุ๋ยเท่านั้น เพื่อให้ถั่วรสชาติอร่อย และดีต่อสุขภาพมากที่สุด

ต้นถั่วเหลือง ต้นถั่วเหลือง

แต่จุดประสงค์ในการปลูกถั่วหลากหลายสายพันธุ์นั้น มิใช่การค้นหาถั่วเหลืองที่นำมาทำเต้าหู้ได้อร่อยที่สุด

“ถั่วเหลืองแต่ละพันธุ์ก็มีเสน่ห์ในแบบของมันเอง

“หน้าที่ของผม ไม่ใช่การหาถั่วเหลืองที่จะทำเต้าหู้ได้อร่อยที่สุด

“แต่เป็นการดึงเสน่ห์ของถั่วเหลืองแต่ละแบบให้ดีที่สุดต่างหาก

ผู้ที่ได้ชิมเต้าหู้ของยามาชิตะนั้นต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า รสชาติหวาน กลมกล่อม มีกลิ่นหอมของถั่วเหลืองอ่อนๆ และทานสดๆ โดยไม่ต้องจิ้มอะไรเลยก็ได้

เต้าหู้

www.kamuro.com

เด็กหนุ่มที่ชื่อยามาชิตะผู้เคยมองว่างานทำเต้าหู้เป็นงานธรรมดาๆ ต้องทำอะไรซ้ำๆ ไม่ต่างกับเครื่องจักรนั้น เมื่อเติบโตขึ้นมา เขากลับรู้สึกหลงใหลในการทำเต้าหู้ และมุ่งมั่นพัฒนาการทำเต้าหู้ให้รสชาติดียิ่งๆ ขึ้นไปอย่างไม่หยุดยั้ง

คนที่เป็นช่างฝีมือนั้นต้องเป็นคนที่แก้ปัญหาหนึ่งได้ แต่ก็ยังพบสิ่งที่ท้าทายให้แก้ไขอีก มืออาชีพจริงๆ นั้นคือคนที่ทำตามเป้าหมายได้สำเร็จ และสามารถตั้งเป้าหมายต่อไปได้” ยามาชิตะกล่าวทิ้งท้าย

งานทำเต้าหู้ก็เป็นงานคราฟต์ได้ หากเราใส่ใจลงไป

เต้าหู้

ข้อมูลร้าน:   www.kamuro.com
ราคาเต้าหู้: 250-500 เยน (แพงกว่าปรกติประมาณ 2-3 เท่า)

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

6 มิถุนายน 2565
3.37 K

ใคร ๆ ก็มักเรียกบริษัทแห่งนี้ว่า เป็นบริษัทที่จำหน่ายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์ แต่พวกเขาไม่ค่อยพึงพอใจกับคำนี้สักเท่าไร พวกเขาไม่ชอบคำว่า ‘การขายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์’ หรือ ‘ธุรกิจขายแคตตาล็อก’ พวกเขานิยามตนเองว่าเป็นบริษัทที่ทำการตลาดทางตรง โดยมีความเชื่อว่า พวกเขาจะสร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน 

จุดเริ่มต้น 

บริษัท Felissimo ก่อตั้งเมื่อปี 1965 เป็นบริษัทที่นำสินค้าแปลกใหม่ หรือสินค้าครีเอทีฟมาขายในญี่ปุ่น 

เมื่อลูกชายคนโตเข้ามาบริหาร เขาเห็นโอกาสในการจำหน่ายสินค้าผ่านแคตตาล็อก ทางบริษัทเริ่มแจกแคตตาล็อกสินค้าฟรี ลูกค้าคนไหนสนใจก็โทรสั่งสินค้าได้ เมื่อบริษัทเริ่มเป็นที่รู้จัก ทางบริษัทจึงเริ่มเปลี่ยนมาจำหน่ายแคตตาล็อกสินค้านั้นตามร้านหนังสือแทน 

คำว่า ‘Felissimo’ มาจากคำว่า ‘Felicity’ ที่แปลว่า มีความสุขมาก แต่ดัดแปลงคำแบบภาษาอิตาลี เพิ่ม Simo เข้าไป โดยแฝงความหมายว่า ‘ความสุขที่ยิ่งใหญ่และยิ่งยวด’ 

ปรัชญาของบริษัท คือ สร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน

จุดเด่นประการหนึ่งของ Felissimo คือ การทำ Subscription Model กล่าวคือ หากผู้อ่านสนใจสินค้าซีรีส์ไหน ก็สมัครคอร์สต่อเนื่อง เช่น ซีรีส์ตะกร้าจัดบ้าน ซีรีส์กระเป๋าใส่เครื่องสำอาง อย่างซีรีส์ถ้วยน้ำชาลายดอกไม้ อาจมีระยะเวลา 5 ครั้ง เดือนแรกอาจเป็นถ้วยลายดอกไม้สีแดงมาส่ง เดือนถัดไปเป็นลายสีเหลือง สีเขียว สีฟ้า ไล่ไปจนครบ 5 ครั้ง นั่นทำให้ลูกค้ารู้สึกตื่นเต้นว่า เดือนนี้ตนเองจะได้รับสินค้าลายอะไร สีไหน ดีไซน์แบบไหน ยิ่งสะสมครบ ก็ยิ่งจัดเป็นเซ็ตสวยงาม 

เมื่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซเริ่มเป็นที่นิยม Felissimo ก็หันมาจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์ด้วยเช่นกัน 

เมื่อต้องทบทวนกลยุทธ์ใหม่

ในช่วงแรกของการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการจำหน่ายสินค้าเก๋ ๆ ผ่านทางแคตตาล็อก ตลอดจนการให้ลูกค้าสมัครโปรแกรมซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง ทุกอย่างดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภค แต่เมื่อระยะเวลาผ่านมา 40 ปี มีคู่แข่งรายใหม่ ๆ เข้ามา ทั้งจากบริษัทญี่ปุ่นเองและบริษัทต่างประเทศ ยิ่งเมื่อผู้บริโภคค้นหาและซื้อสินค้าทางอีคอมเมิร์ซได้อย่างคล่องแคล่ว สินค้า Felissimo อาจไม่ได้ดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภคอีกต่อไป

สิ่งนี้สะท้อนในยอดขายของ Felissimo ที่ค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ ยอดขายช่วงปี 2010 เหลือเพียงแค่ 2 ใน 3 ของยอดขายเมื่อ 5 ปีก่อนเท่านั้น

ทาง Felissimo ก็พยายามปรับบริการต่าง ๆ เช่น การเพิ่มสินค้าหมวด ‘Just One’ หรือซื้อเพียงแค่ครั้งเดียว แต่บริษัทก็พบว่า การทำเช่นนี้อาจไม่ได้ใช้จุดแข็งของบริษัทสักเท่าใด 

ทางออก คือ การตั้ง ‘ชมรม’

ในปี 2010 พนักงานกลุ่มหนึ่งคุยกันว่า อยากแก้ปัญหาแมวจรจัดที่โดนกำจัดทิ้ง เมื่อพูดคุยกัน ทุกคนก็รู้ว่า พวกเขารักแมวกันมาก ๆ พนักงานกลุ่มนี้จึงตั้ง ‘ชมรมแมว’ โดยร่วมกันคิดไอเดีย พัฒนาสินค้าสำหรับคนรักแมว เพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งไปบริจาคมูลนิธิ จะได้ช่วยเหลือเหล่าแมวเหมียวได้ 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.projectdesign.jp

เมื่อคนรักแมว คิดสินค้าเพื่อคนรักแมวด้วยกัน สินค้าจึงออกมาชวนอมยิ้มมาก ไม่ว่าจะเป็นหมอนกอดแมว หมอนข้างที่วางบนตักแล้วทรงคล้ายแมวหนุนตัก หรือที่นอนแมวที่ทำเป็นรูปทาร์ตผลไม้ หากแมว (สีครีม) ไปนอน ก็จะดูเหมือนทาร์ตน่าทานไปโดยปริยาย (น่าร๊ากกก! เอาเงินดิฉันไป!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

สินค้าจากชมรมแมวขายดิบขายดีเป็นอย่างมาก ทุกเดือนแฟนคลับแมวแมวก็จะตั้งตารอว่า มีสินค้าเกี่ยวกับแมวอะไรออกมาอีกบ้าง 

บริษัทจึงเริ่มเห็นทางสว่างว่า แทนที่จะจำหน่ายสินค้าตามหมวดสินค้า เช่น หมวดแฟชั่น หมวดของแต่งบ้าน ลองทำสินค้าตาม ‘ความสนใจ’ ของคน

ทุกวันพุธช่วงเช้า พนักงาน Felissimo จะรวมตัวกัน และช่วยกันคิดว่า ‘พวกเขาเอง’ อยากทำสินค้าธีมไหน สนใจอะไร 

ในปีถัดมา ก็เกิด ‘ชมรมสาวรัก DIY’ สำหรับสาว ๆ ที่ชอบทำงานฝีมือหรือตกแต่งห้องเอง ปัจจุบัน Felissimo มีชมรมเกือบ 30 ชมรมในบริษัท เช่น ชมรมนกน้อย ชมรมเต่าและทะเล ชมรมเวทมนตร์ (มีจำหน่ายชุดแม่มดน่ารัก ๆ สร้อยคอนำโชค กระเป๋าเครื่องสำอางที่หน้าตาเหมือนหนังสือเวทมนตร์)

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

พนักงานจัดอีเวนต์ทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ของคนรักสิ่งต่าง ๆ ในชมรมนั้น โดยที่ตัวพนักงานเองก็สนุก มีความสุข เพราะได้ทำในสิ่งที่ตนเองสนใจ และรู้เรื่องนั้น ๆ ดีอยู่แล้ว แถมได้ทำงานกับเพื่อนร่วมงานที่มีเรื่องคุยกันถูกคอด้วย

สิ่งที่น่าสนใจ คือ เวลาตั้งชมรม พนักงานจะต้องตั้งเสาธง (Flag) หลักก่อน กล่าวคือ พวกเขาต้องการสร้างสังคมแบบไหน เช่น ชมรมแมว ต้องการสร้างสังคมที่มนุษย์กับแมวจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข โดยมุ่งมั่นที่จะช่วยแมวที่อาจโดนกำจัดได้

นอกจากนี้ Felissimo กำหนดเงื่อนไข 3 ประการ คือ หนึ่ง สิ่งนั้นมีโอกาสพัฒนาเป็นธุรกิจได้ สอง มีความเป็นเอกลักษณ์ สาม เป็นประโยชน์แก่สังคม ถึงจะสร้างเป็นชมรมได้ (แค่ความชอบอย่างเดียวนั้นยังไม่พอ) 

เมื่อพนักงานได้ทำในสิ่งที่พวกเขารัก

มีพนักงานกลุ่มหนึ่ง ชอบไปดูละครเวที ดูคอนเสิร์ต ซึ่งหลายครั้ง ก็ต้องไปต่างจังหวัดไกล ๆ พวกเธอเคยใช้กระเป๋าลาก แต่ลากขึ้นลงรถไฟ ก็ไม่ค่อยสะดวกสักเท่าไร พวกเธอจึงออกแบบกระเป๋าขนาดมหึมา ที่สะพายหลังได้ ใส่รองเท้าอีก 1 คู่ ชุด เสื้อผ้า เครื่องแต่งหน้า แท่งไฟนีออนได้

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : style.nikkei.com

ส่วนชมรมมิวเซียม เป็นการรวมตัวของพนักงานที่ชอบไปชมงานนิทรรศการ ก็ออกแบบสินค้าสำหรับคนที่รักการไปมิวเซียม เช่น รองเท้าที่เหมาะกับการไปดูงานแกลเลอรี่ศิลปะ เดินนาน ๆ ก็ไม่เมื่อย ส้นรองเท้าเป็นยาง เดินแล้วเสียงไม่ดังรบกวนผู้อื่น ตัวสายรูปตัว T ที่ยึด ทำให้รองเท้าเกาะกับเท้าได้ง่าย ส้นสูงเพียง 3.5 เซนติเมตร ก็กำลังพอเหมาะกับการทำให้ขาดูยาว แต่ไม่เมื่อยเมื่อเดินนาน ๆ (อยากได้!!!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : note.com

ส่วนสินค้าที่มีประโยชน์เชิงอารมณ์ เช่น กระเป๋าเครื่องสำอางที่รูปทรงคล้ายพัดของเจ้าหญิงยุคเฮอัน

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
เจ้าหญิงยุคไหน ๆ ก็ต้องสวยงาม
ภาพ : note.com

สำหรับคนทั่วไป เมื่อเห็นสินค้าเหล่านี้แล้วอาจรู้สึกเฉย ๆ แต่สำหรับคนที่ชอบทำกิจกรรมนั้น ๆ หรือมีไลฟ์สไตล์ตรงกับสมาชิกชมรม ก็จะรู้สึกถูกใจ และค่อย ๆ เข้ามาอยู่ในวงของ Felissimo ในที่สุด

สินค้าที่คนอยากซื้ออย่างต่อเนื่อง

นอกจากสินค้าจากชมรมต่าง ๆ แล้ว Felissimo ยังคงรักษาเป้าหมายในการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เมื่อบริษัทมีจุดเริ่มต้นจาก Subscription Model ทำอย่างไรให้ลูกค้ารักและอยากซื้อสินค้าจาก Felissimo อย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้เป็นสิ่งที่บริษัทคิดเสมอในการพัฒนาสินค้า ตลอดจนแบรนด์ใหม่ ๆ 

ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์​ You + More ซึ่งหากออกเสียงไว ๆ ก็จะกลายเป็นคำว่า ‘Humour’ นั่นเอง 

คอนเซ็ปต์แบรนด์ คือ สร้างรอยยิ้มและความสนุกสนานให้กับชีวิตประจำวันที่ผู้คนคุ้นชิน

ยกตัวอย่างเช่น หมอนข้างหัวไชเท้าน้อย เวลาโอบกอด จะเหมือนอุ้มเด็ก แต่หน้าตาเป็นหัวไชเท้า น่ารักน่าเอ็นดู

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หรือร่มเทมปุระ ที่ปลอกเป็นเปลือกกุ้งทอด ส่วนตัวร่ม เป็นลายกุ้ง ด้ามจับ ก็ทำเป็นหางกุ้ง (ฮ่า ๆ ๆ) 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ภาพ : www.felissimo.co.jp

เป็นแบรนด์ที่ชวนอมยิ้มสมชื่อ 🙂 

ส่วนอีกแบรนด์ ชื่อ 1/d (อ่านว่า Once a day) คอนเซปต์ คือ ‘The housekeeping brand that makes daily living easy.’ ทำให้การทำความสะอาดบ้านเป็นเรื่องง่าย ทำพื้นที่ให้สะอาด แทนที่จะเก็บกวาดเมื่อสกปรก 

แบรนด์นี้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เช่น สเปรย์ทำความสะอาดห้องน้ำ สบู่ขัดอ่างล้างจาน แปรงล้างขวด ผ้าขนหนูแห้งไว เป็นตัวช่วยที่จะทำให้บ้านสะอาดอย่างง่ายดาย และที่สำคัญ บรรจุภัณฑ์ดูเรียบง่าย ไม่กินที่ ยิ่งใช้เป็นเซ็ต ก็จะยิ่งดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำให้บ้านดูเป็นระเบียบ เพียงแค่จากการวางขวดเท่านั้น 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สเปรย์ทำความสะอาด
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สบู่ขัดอ่างล้างจาน 
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
แปรงอเนกประสงค์
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ผ้าขนหนูแห้งไว
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ถุงมือแอลกอฮอล์
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หากมองชีวิตประจำวันของเรา 

ในการดำเนินธุรกิจ อาจมีช่วงเวลาที่ธุรกิจไปได้ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป โมเดลความสำเร็จนั้น อาจไม่เหมาะกับบริบทในยุคใหม่ 

Felissimo ได้ลองผิดลองถูก จนพบว่า สิ่งที่พวกเขาปรับเปลี่ยนได้ คือ การออกสินค้าแนวใหม่ ที่ตอบโจทย์ชีวิตและไลฟ์สไตล์ผู้คนในยุคสมัยปัจจุบันยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน พวกเขายังคงมุ่งมั่นในการสร้างแฟนคลับ ทำให้ลูกค้าชื่นชอบและผูกพันกับ Felissimo ซึ่งแนวคิดนี้ สะท้อนในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างชมรม ตลอดจนการคิดสินค้าที่ผู้บริโภคอยากกลับมาซื้อบ่อย ๆ อย่างน้ำยาทำความสะอาดนั่นเอง

ค้นหาให้เจอว่า อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจควรรักษา อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลง 

“ผมคิดว่า หลักคิดแบบ Economy of Scale หมดยุคสมัยไปแล้ว สิ่งที่สำคัญในอนาคต คือ เศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ เราจะสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างไร นั่นต่างหาก เป็นสิ่งสำคัญต่อการอยู่รอดของธุรกิจ”คาซึฮิโกะ ยาซากิ ประธานรุ่นที่ 3 

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load