25 ธันวาคม 2562
13,566

หากหมุนเข็มนาฬิกาถอยหลังไป 100 ปี วันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมาจะไม่ใช่เพียงวันใดวันหนึ่ง แต่เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงจดจำว่าได้ทรงสูญเสียบุคคลที่พระองค์ทรงเรียกว่าเป็น ‘พี่’ และนับว่าเป็น ‘กัลญาณมิตร’ “ผู้มีความรักและภักดีหาที่เปรียบได้โดยยาก” ดังที่พระองค์ทรงว่าไว้ในพระราชนิพนธ์ พระบรมราโชวาทเสือป่า

พระรูปปั้นเหมือนพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประวิตรวัฒโนดม กรมหลวงปราจิณกิติบดี
พระรูปปั้นเหมือนพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประวิตรวัฒโนดม กรมหลวงปราจิณกิติบดี

บุคคลที่ว่าไม่ใช่เป็นเพียงใครคนหนึ่ง แต่เป็นฟันเฟืองสำคัญของงานราชการในราชสำนักสยามตั้งแต่รัชสมัยรัชกาลที่ 5 จวบจนรัชกาลที่ 6 ผู้ไม่เคยอยู่เบื้องหน้ายามสยามพลิกหน้าประวัติศาสตร์ประเทศ แต่ทุ่มทั้งพระชนม์ชีพทรงงานเบื้องหลังให้สยามประเทศพลิกผ่านหลายเหตุการณ์สำคัญ คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประวิตรวัฒโนดม กรมหลวงปราจิณกิติบดี 1 ใน 4 พระราชโอรสพระองค์โตและพระราชโอรสรุ่นแรกที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงส่งไปเรียนต่างประเทศ และเป็นล่ามภาษาฝรั่งเศสในพระองค์รัชกาลที่ 5 

พระองค์เจ้าประวิตรวัฒโนดม

ทั้งทรงเป็นราชเลขานุการในสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ และเลขานุการคณะรีเยนต์ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน องคมนตรี และราชเลขานุการในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ต้นราชสกุลประวิตร และเสด็จทวดที่ คุณสรวิช ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท พิพิธภัณฑ์สิงห์ จำกัด ไม่เคยได้เห็นหน้าค่าตาหรือแม้กระทั่งทันฟังเรื่องราวของพระองค์ยามเมื่อเป็นเด็กชาย หลานของท่านตา หม่อมเจ้าจิตร์ปรีดี ประวิตร พระโอรสพระองค์ที่ 2 ของพระองค์เจ้าประวิตรวัฒโนดมที่เกิดแต่หม่อมชื้น ประวิตร ณ อยุธยา

รัชกาลที่ 5 ทรงฉายพระรูปกับพระทายาทสายสกุลกัลยาณมิตร

ช่วง 100 ปีที่ผ่านมา หลังพระองค์เจ้าประวิตรวัฒโนดมสิ้นพระชนม์ นอกจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติที่มีพันธกิจอนุรักษ์เอกสารจดหมายเหตุของไทย น้อยนักที่จะมีใครบอกเล่าให้เรารู้จักหนึ่งในคนกลุ่มแรกๆ ที่ทรงนำองค์ความรู้ที่ทรงร่ำเรียนจากชาติตะวันตกมาปรับใช้พัฒนาสยามประเทศได้

คุณสรวิช ภิรมย์ภักดี ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์สิงห์

คุณสรวิชเองก็ตระหนักถึงข้อนี้ อดีตนักเรียนอังกฤษผู้สนใจประวัติศาสตร์นานาชาติเพราะความสนุกในห้องเรียนวิชาประวัติศาสตร์ ในฐานะเหลน จึงเริ่มตามหาเอกสารโบราณตามร่องรอยพระองค์เจ้าประวิตรวัฒโนดม และสะสมไว้กว่าร้อยชิ้น แล้วบันทึกความรักเป็นหนังสือ รฦกแห่งที่รัก จากเหลนแด่ทวด หนังสือที่รวมเอกสารชิ้นหายากที่เกินจะคิดว่าชีวิตนี้จะได้เห็น และถ่ายทอดความระลึกถึงเป็นตัวหนังสือที่เล่าเรื่องเสด็จทวดอย่างที่เสิร์ชเอนจิ้นไหนก็ให้คำตอบไม่ได้

เปิดเอกสารโบราณร้อยปีคุยกับ สรวิช ภิรมย์ภักดี เรื่องทวด 1 ใน 4 โอรส ร.5 รุ่นแรกที่ไปเรียนยุโรป
เปิดเอกสารโบราณร้อยปีคุยกับ สรวิช ภิรมย์ภักดี เรื่องทวด 1 ใน 4 โอรส ร.5 รุ่นแรกที่ไปเรียนยุโรป

หาที่ยึดให้มั่น เราจะพาคุณไปคุยกับคุณสรวิช ภิรมย์ภักดี หนึ่งในทายาทราชสกุลประวิตร เพื่อนั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลาไปเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว ทำความรู้จักต้นราชสกุลประวิตรผู้ไม่เคยถูกสถาปนาว่าเป็นบิดาแห่งสถาบันไหน แต่เป็นบุคคลที่เปี่ยมไปด้วยความเรียบง่ายและคุณงามความดีที่ไม่ควรถูกลืม

รูป-ร่าง

จุดเริ่มต้นของหนังสือเล่มหนานี้คือรูปรูปเดียว พระรูปของจริงของเสด็จทวดที่แม้กระทั่งทายาทราชสกุลประวิตรก็เพิ่งได้เห็นเป็นครั้งแรก ซึ่งคุณสรวิชได้รับจาก คุณอิศร ปกมนตรี เอกอัครราชทูตประจํากระทรวง เพื่อนร่วมงานสมัยทำงานกระทรวงการต่างประเทศ ของสะสมชิ้นแรกทำให้คุณสรวิชคิดตั้งแต่วันนั้นว่า เขาจะต้องทำหนังสือให้ได้

“สิ่งที่ดีใจที่สุดที่ได้มาอันแรกเลยคือพระรูปของจริง เพราะนอกนั้นก็เป็นรูปพิมพ์ใหม่ ที่เขียนเหมือนกันว่าพิมพ์จากฟิล์มกระจกเดิมก็จริง แต่ว่าเป็นของสมัยใหม่ และพอได้เอกสารเก่ามา ได้เห็นลายพระอภิไธย ลายพระหัตถ์ ของรัชกาลที่ห้ารัชกาลที่หกแล้วคือหนาวเลย คิดเลยว่าต้องทำหนังสือ”

คุณสรวิช ภิรมย์ภักดี ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์สิงห์

“ของชิ้นไหนหรือว่าเอกสารฉบับไหนที่ค้นพบแล้วทำให้คุณรู้จักเสด็จทวดมากที่สุด” เราสงสัยถึงสายสัมพันธ์ระหว่างทวดกับเหลนที่ไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน แต่ในอีกฟากหนึ่งของเวลา ทายาทรุ่นเหลนคนนี้กำลังทำความรู้จักคุณทวดผ่านกระดาษโบราณแผ่นแล้วแผ่นเล่า

ใบพระราชทานพระนามพระองค์เจ้าประวิตรวัฒโนดม

“ชิ้นเดียวนี่ไม่มี เพราะว่ามันต่อกันเหมือนจิ๊กซอว์จนกลายเป็นสามมิติขึ้นมาว่าพระองค์ทรงเป็นคนยังไง” คุณสรวิชตอบทันที

แล้วพระองค์ทรงเป็นคนยังไง เราเชื่อว่าใครหลายคนคงสงสัยเช่นกัน

“ในฐานะเหลน ทราบอยู่แล้วว่าเราไม่เคยเจอกัน (หัวเราะ) เรื่องราวของท่านผมคิดว่าไม่ค่อยมีใครรู้จัก ไม่มีใครเล่าเรื่องของท่านเลย ผมก็เลยต้องไปค้นคว้าเองว่าท่านเป็นยังไง เท่าที่อ่านเอกสารหลายฉบับ ท่านดูจะเป็นคนเงียบๆ ทำงานอย่างเดียวจริงๆ ตื่นเช้าขึ้นมา ไปทำงาน ทำงานเต็มวันแล้วก็กลับบ้าน พอกลับมาถึงปุ๊บถ้าเกิดมีงานอะไรท่านก็วิ่งกลับไปอีก เรื่องงานรู้สึกว่ามาเป็นที่หนึ่ง

งานแปลเอกสารเกี่ยวกับกล้องบันทึกภาพของเยอรมนี

“ท่านจะค่อยๆ ทำงาน แต่ว่าละเอียดครับ เป็นคนที่ทำของท่านไปเรื่อยๆ แต่ทำเสร็จ ทำงานหลังฉากทั้งหมดเลย งานที่ไม่มีใครนึกถึงมาก แต่ถ้าเกิดขาดงานตรงนี้ทุกอย่างก็จะไม่เดิน ท่านเป็นตัวต่อ และท่านก็เป็นนักภาษาศาสตร์ รวมถึงเป็นนักโซเชียล ชอบเข้าสังคม รู้จักเจ้านายในราชวงศ์ต่างประเทศหลายพระองค์ ซึ่งเป็นบทบาทหน้าที่หนึ่งของลูกรัชกาลที่ห้า และเป็นคนที่รักครอบครัว อันนี้ลูกๆ เขาเขียนถึงว่าตอนเด็กๆ ได้ของอะไรจากพ่อบ้าง”

ไกลบ้าน

แล้วเป็นลูกกษัตริย์ต้องทำอะไรบ้าง… 

ด้วยยุคนั้นเป็นยุคที่สยามจำเป็นต้องพัฒนาประเทศให้เท่าทันประเทศยุโรป แน่นอนว่าการศึกษาจึงเป็นคำตอบ

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์ให้คนที่พระองค์ทรงไว้วางพระราชหฤทัยมาช่วยงานได้โดยเร็ว จึงทรงตัดสินพระราชหฤทัยส่งพระราชโอรส 4 พระองค์โต คือ พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ พระองค์เจ้าประวิตรวัฒโนดม และ พระองค์เจ้าจิรประวัตรวรเดช ไปเรียนหนังสือยังยุโรป

พระวรกายที่เล็กกว่านักศึกษาชาวอังกฤษ

โดยมีพระราชประสงค์แต่จะให้ได้วิชาความรู้ ไม่ทรงมุ่งหมายให้เป็นเกียรติยศชื่อเสียง วิชาชั้นต้นที่จำเป็นต้องเรียนให้ได้รู้จริงก็ต้องเป็นภาษา วิชาเลข เรียนภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน ให้เขียนหนังสือได้สองภาษาเป็นอย่างน้อย และเรียนเลขให้คิดใช้ได้ในการต่างๆ

คุณสรวิช ภิรมย์ภักดี ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์สิงห์

“ลูกสี่คนเกิดใกล้กัน แต่คนละแม่ พออายุไล่เลี่ยกันก็ไปด้วยกันเลย โตด้วยกันในวัง เริ่มเรียนพื้นฐานโรงเรียนในวังด้วยกัน แล้วในที่สุดก็ออกมาเรียนที่โรงเรียนข้างนอกกับครู ซึ่งต่อมาก็กลายมาเป็นโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยในปัจจุบัน ครูหนึ่งในนั้นก็คือเจ้าพระยายมราช จากนั้นก็บวช ชีวิตไปด้วยกันทั้งสี่คน

“จนมาถึงพระราชพิธีโสกันต์ที่เหลือสาม เอกสารทุกที่บอกว่ามีแค่สามพระองค์ ไม่มีพระองค์เจ้าประวิตรฯ เหลือสามเพราะอะไร ก็เพิ่งทราบเองว่าจะทำพิธีได้ต้องอายุเลขคี่ น้อยสุดคือเก้าขวบ โตสุดคือสิบสาม ถ้าผมจำไม่ผิดนะครับ ก็จะเป็นเก้า สิบเอ็ด สิบสาม เท่านั้นที่ทำพระราชพิธีได้

“ตอนที่ทำนี่องค์โตสองพระองค์อายุสิบเอ็ดแล้ว องค์เล็กสุด พระองค์เจ้าจิรประวัติฯ อายุเก้าพรรษา พระองค์เจ้าประวิตรฯ อายุสิบพรรษา จึงมีรูปแค่สามพระองค์ในพิธีนั้น แล้วพระองค์เจ้าประวิตรฯ นี่มาทำพิธีอีกปีหนึ่งตอนอายุสิบเอ็ดพรรษา มาเจอเอกสารทีหลัง กว่าจะหาเจอก็เหนื่อย แต่รูปยังไม่ได้นะ ต้องมี แค่ผมยังไม่เจอ”

คุณสรวิช ภิรมย์ภักดี ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์สิงห์

พระราชโอรส 4 พระองค์นี้เป็นรุ่นแรกที่รัชกาลที่ 5 ทรงส่งไปเรียนยุโรป การเดินทางออกนอกประเทศ โดยเฉพาะไปเรียนต่อ น่าจะเป็นเป็นเรื่องใหญ่ของยุคสมัยนั้นไม่น้อย

คุณสรวิชเล่าว่า ตอนเสด็จ บันทึกประจำวันของเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศได้อธิบายทุกอย่าง เพราะพระองค์ทรงบันทึกว่า เป็นเรื่องลำบากมาก สมัยก่อนต้องลงเรือออกแม่น้ำเจ้าพระยาไปที่สิงคโปร์ เพราะตอนนั้นสิงคโปร์เป็นจุดหลักในการเปลี่ยนเรือ

“ตอนที่สี่พระองค์นี้เสด็จก็ประทับเรือพระที่นั่งไปจากวังหลวงออกไปที่อ่าวไทย พอถึงอ่าวไทยก็เปลี่ยนไปลงเรือยนต์ที่วิ่งไป-กลับกรุงเทพฯ-สิงคโปร์ แล้วนั่งเรือจากสิงคโปร์ผ่านศรีลังกา อินเดีย อ้อมขึ้นไปทางอียิปต์เข้าคลองสุเอซ ไปออกเมดิเตอร์เรเนียน ใช้เวลาเป็นเดือน

รูปหมู่ที่อังกฤษ ถ่ายที่กรุงลอนดอน

“พอเข้ายุโรปแล้วก็หยุดที่อิตาลี พักที่ฝรั่งเศสนิดหนึ่ง เพราะว่ามีสถานทูตของเราอยู่ที่นั่น จากนั้นจึงจะข้ามไปอังกฤษ พอข้ามไปอังกฤษแล้วไม่ใช่ว่าเข้าโรงเรียนได้เลย เพราะว่าภาษาก็ยังไม่ได้ แล้วต้องมีคนตามเสด็จไปหลายคนด้วย เพื่อที่จะไปดูแล หนึ่งในนั้นก็คือเจ้าพระยายมราช เพื่อไปสอนภาษาไทย”

“สอนภาษาไทย” ไม่ใช่ไปเมืองนอกแล้วต้องเรียนภาษาต่างประเทศเหรอ-เราคิด

“ใช่ ต้องมีครูภาษาไทยไปด้วย ไม่ให้ลืมภาษาของตัวเอง ระหว่างอยู่อังกฤษก็เรียนภาษาไทย รวมทั้งภาษาและวิชาของอังกฤษด้วยในเวลาเดียวกัน” คุณสรวิชตอบ 

“ที่นั่นทั้งสี่พระองค์ประทับที่บ้านพักหลังหนึ่ง มีครูมาสอนตั้งแต่เช้ายันเย็นเพื่อให้เข้าระบบอังกฤษ พูดง่ายๆ พอเข้าระบบอังกฤษแล้วก็ดูอายุ ถึงจะดูว่าจะสอบเข้าโรงเรียนไหนได้ จะสอบหรือไม่สอบ แล้วแต่ว่าจะไปทางไหน เพราะครูก็จะเป็นคนบอกอีกว่าแต่ละพระองค์เหมาะกับสายไหน พาไปดูทุกอย่างที่ควรจะต้องดู แม้กระทั่งเรื่องการเมืองการปกครอง แล้วให้นำของพวกนั้นกลับมาพัฒนาประเทศ สมัยรัชกาลที่ห้าถึงได้มีการสร้างพิพิธภัณฑ์ มีห้องสมุด มีอะไรต่ออะไรเกิดขึ้นตามแบบโลกพัฒนาแล้ว

ร.6 และคณะที่อังกฤษและฝรั่งเศส

“รัชกาลที่ห้ามีพระราชประสงค์หาคนมาทำงานด้านไหน ก็จะทรงดูว่าคนไหนเหมาะสมกับงานไหนมากที่สุด ไม่ใช่แค่ลูกนะฮะ สมัยก่อนมีข้าราชบริพาร ลูกของข้าราชบริพารก็ส่งไปด้วย มีการเขียนรายงานว่าคนไหนเหมาะด้านไหน ทรงส่งคนใกล้ตัวทั้งหมดไปเปิดโลก พูดง่ายๆ

“และพอเรียนแล้วไม่จำเป็นต้องจบ เรียนไปเรียนมาทรงตรัสว่าพอแล้ว ใช้เงินหลวงเยอะไปแล้ว ถึงเวลากลับมาทำงานได้แล้ว ไอ้ปริญญาบัตรอะไรพระองค์ไม่ได้สนพระราชหฤทัย นี่ยุคแรกนะฮะ ยุคที่สองหลังจากที่ทุกคนทำงานลงตัวหมดแล้ว พระราชโอรสพระองค์เล็กๆ ก็เริ่มมีปริญญาบัตรทางด้านนั้น เรียนด้านนี้ เข้าโรงเรียนดังๆ แบบอีตัน แฮร์โรว์ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ออกซ์ฟอร์ด แต่ว่ารุ่นแรกคือให้ไปเปิดโลกทัศน์”

กลับบ้าน

พระที่นั่งอมรพิมานมณี

วันที่ ๑๕ กันยายน รศก๒๘ ๑๑๔

(พ.ศ. ๒๔๓๘)

ถึง ประวิตร

ได้รับหนังสือเมื่อวันที่ ๙ สิงหาคมนั้นแล้ว รพีได้กลับมาถึงนี่แล้วดูแขงแรงสบายดี เว้นแต่เพราะพ่อต้องการคนใช้เต็มที จึงได้ลงมือทำงานตั้งแต่วันรุ่งขึ้น ดูเขาทำงานขยันมาก

แต่ถึงทำมากก็เหมือนทำได้น้อย เพราะต้องมาเรียนใหม่ ในการที่เป็นการพัวพันกันยืดยาวมา ต้องมาเรียนคำไทยที่เป็นคำใหม่ๆ มาก แต่ภาษาเก่าไม่ได้ลืมเลย ทำให้พ่อมีใจค่อยแขงแรงขึ้น นึกว่าสักสามเดือนเป็นอย่างช้าคงจะปล่อยมือได้ ปรารบอยู่แต่เรื่องกลัวจะเจ็บไข้ งานที่ทำนั้นตั้งอยู่ในที่นักเรียนราชเลขานุการ พระกิติกรพึ่งได้เข้ารับการเป็นไดเร็กเตอร์ศึกษาธิการในเดือนนี้เหมือนกัน ได้ทราบจากรพีว่า เจ้าบอกว่าจะตามเข้ามาในเร็วๆ นี้ ก็เปนที่พอใจ

ขออย่าให้รออยู่ที่ล่วงกำหนดที่ได้ผัดไว้แต่ก่อน จะได้มาฝึกหัดทำการได้เรวๆ ด้วยการของเรามากขึ้นมากนัก แต่คนไม่ใคร่จะพอใช้เลย มีแต่ตัวคนมากแต่ไม่เอาการ ฤาทำการไม่ได้เป็นพื้น ในหมู่นี้พ่อค่อยห่างเจ็บไข้ ดูดีขึ้น เว้นแต่เมื่อสบายขึ้น การงานก็มากขึ้นเหมือนกัน เราต้องการล่ามฝรั่งเศษเสียจริงๆ ในเวลานี้ ถึงจะมีผู้รู้อยู่บ้างก็พูดไม่ออก หาคนไว้ใจก็ยาก พวกเราถึงว่าเข้าใจตัวหนังสืออยู่บ้าง ก็ฟังพูดไม่ทัน แลโปรเนาวสไม่ใคร่ถูก ทั้งเรื่องที่มันมาพูดนั้น ก็มักนอกลู่นอกทางเป็นพื้นด้วย จึงเป็นการลำบากแลต้องการตัวเจ้านัก ถ้าจะมาเมื่อใดขอให้บอกล่วงน่าสำหรับเรื่องที่อยู่จะได้จัดให้พรักพร้อม

จุฬาลงกรณ์

พระองค์เจ้าประวิตรฯ ทรงมีครูมาถวายการสอนที่บ้านพัก และช่วงหนึ่งเสด็จเข้าเรียนที่ Newington Academy ที่เอดินบะระ สกอตแลนด์ จากนั้นก็เสด็จกลับมาศึกต่อที่ลอนดอน โดยคณะที่ปรึกษาด้านการศึกษาในรัชกาลที่ 5 ต่างเห็นพ้องว่าควรเรียนด้านภาษาเพื่อกลับไปช่วยงานด้านอักษรแด่พระราชบิดา และในช่วงสุดท้ายทรงไปศึกษาภาษาที่ฝรั่งเศสและเยอรมนี

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเล็งเห็นว่างานมีเยอะกว่าคน เรื่องหนึ่งคือ ภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาฝรั่งเศสและอังกฤษ จึงได้มีพระราชหัตถเลขาถึงพระองค์เจ้าประวิตรฯ เรียกตัวกลับสยาม เพราะทรงเห็นว่าศึกษาพอเพียงแล้ว ไม่ทรงสนเรื่องปริญญาบัตร ขอเพียงมีความรู้ความสามารถพอทำงานพัฒนาประเทศ

คุณสรวิช ภิรมย์ภักดี ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์สิงห์

“รัชกาลที่ห้าจึงมีพระราชหัตถเลขาถึงพระองค์เจ้าประวิตรฯ ว่ามีพระราชประสงค์ให้รีบกลับมาเพื่อมาคุยกับพวกฝรั่งเศส เพราะว่าครึ่งหนึ่งพระองค์ไม่เข้าใจ ทูตฝรั่งเศสมาเข้าเฝ้าท่านเนี่ย ประมาณแปดสิบเปอร์เซ็นต์ที่นั่งคุยกันออกนอกเรื่องหมดเลย และอีกยี่สิบเปอร์เซ็นต์คือเรื่องที่จริงๆ แล้วรัชกาลที่ห้ามีพระราชประสงค์จะคุย 

“เหมือนเป็นเกมการคุย คนที่ไม่คุ้นเคยกับภาษาก็จะงง ต้องนั่งเพ่งความสนใจว่าตกลงเขาพูดว่าอะไร คนที่แปลแปลผิดแปลถูกแค่ไหนเราก็ไม่รู้ และพระองค์ก็ไม่ทรงรู้ว่าเขาพยายามจะแอบแฝงเรื่องอะไร เพราะตอนนั้นเราเพิ่งผ่าน รศ. 112 ที่ฝรั่งเศสบุกเข้ามา แล้วความสัมพันธ์ก็ยังไม่ดี ถ้าเกิดเราด้อยกว่าเขาเขาก็จะเอาเปรียบได้ งานหลักของพระองค์เจ้าประวิตรฯ ที่ผมเห็นจึงทั้งเป็นล่าม แปลเอกสาร เขียนหนังสือ ฯลฯ” คุณสรวิชเล่า

รูปหน้าหนังสือพิมพ์ Le Monde ข่าว ร.ศ. 112

Work for Home

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิรูประบบการปกครองเพียงปีเดียวก่อนที่พระองค์เจ้าประวิตรฯ เสด็จกลับจากยุโรป งานแรกของพระองค์เจ้าประวิตรฯ อยู่ในกรมราชเลขาธิการ และเป็นงานเดียวตลอดพระชนม์ชีพ รวม 23 ปี ภายใต้ 2 รัชกาล ทรงเริ่มต้นจากช่วยทรงพระอักษรให้รัชกาลที่ 5 จนได้รับพระราชทานตราตั้งเป็นสภานายกกรรมสัมปาทิกหอพระสมุดวชิรญาณ ถ้าจะเปรียบกับสมัยนี้ ก็เป็นประธานกรรมการหอสมุดแห่งชาติ

พระองค์เจ้าประวิตรฯ ทรงถ่ายรูปบนเรือพระที่นั่งมหาจักรี

ทั้งยังได้ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวครั้งเสด็จประพาสเมืองบันดุง เมืองโซโล ในชวา และครั้งเสด็จประพาสแหลมมลายูครั้งที่ 4

พอถึง ร.ศ. 115 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ประทับเรือพระที่นั่งมหาจักรีออกจากท่าราชวรดิฐเสด็จประพาสยุโรปเป็นครั้งแรก ในครั้งนั้นทรงแต่งตั้งสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน พร้อมคณะรีเยนต์ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน โดยมีพระองค์เจ้าประวิตรฯ ทรงหน้าที่เลขานุการคณะฯ

คณะรีเยนต์

พระองค์เจ้าประวิตรฯ ถวายงานในกองราชเลขานุการรับใช้เบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัวจนสวรรคต จากนั้นก็ได้รับแต่งตั้งเป็นราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระองค์ยังทรงเป็น 1 ใน 2 สมาชิกราชวงศ์ที่ได้เป็นสมาชิกจิตรลดาสโมสร กลุ่มที่รวมบุคคลซึ่งรัชกาลที่ 6 ทรงไว้วางพระราชหฤทัยมากที่สุด

ร.6 กับพระองค์เจ้าประวิตรฯ และข้าราชบริพาร

“เหตุการณ์สำคัญไหนของประเทศที่คนไทยควรรู้ว่าพระองค์เจ้าประวิตรฯ อยู่เบื้องหลังบ้าง” เราถาม

“ผมไม่มีหลักฐานว่ามันเป็นเหตุการณ์ไหน แต่เผอิญโชคดีผมเคยอยู่กระทรวงการต่างประเทศ แล้วก็เคยอยู่ในส่วนงานเลขาอธิบดีและรัฐมนตรีช่วงหนึ่ง งานทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น หน่วยงานนั้นๆ ต้องมาคุยกับเราในฐานะเลขา แล้วเราก็ต้องไปบรีฟทุกอย่างให้นายฟังว่ามันเป็นยังไง ผมจึงได็รู้ว่างานเลขาฯ ค่อนข้างสำคัญมากๆ เพราะว่าคือตัวเชื่อมของงานทุกอย่าง”

คุณสรวิช ภิรมย์ภักดี ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์สิงห์

แล้วบุคคลที่ต้องทรงเป็นตัวเชื่อมในนานางานราชการของราชสำนักสยามในยุคที่เร่งรุดพัฒนาประเทศจะต้องแบกรับขนาดไหน-เราคิดตาม

ตลอดเวลาที่พระองค์เจ้าประวิตรฯ ทรงดำรงพระชนม์ชีพ ทรงอุทิศเวลาทุกนาทีแก่งานราชการ จนเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยของทั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเฉพาะกับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีความสนิทสนมกัน เมื่อถึง พ.ศ. 2462 พระองค์เจ้าประวิตรฯ ก็สิ้นพระชนม์ด้วยพระวักกะพิการ (ไตวาย) สิริพระชันษาได้ 44 ปี และตอนหนึ่งของพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวกล่าวว่า

“พอข้าพเจ้าได้ทราบข่าวว่า กรมหลวงปราจิณกิติบดีได้สิ้นพระชนม์ลงแล้ว, รู้สึกตัวชาและนั่งตลึงอยู่เป็นครู่ใหญ่. ทั้งนี้เปนเพราะข่าวอันนั้นได้มาถึงโดยมิได้คาดหมายเลยว่าจะมีมา, นับว่าเปนของปัจจุบันทันด่วนอย่างยิ่ง…นอกจากที่พระองค์ท่านเปนพี่ ยังได้เป็นกัลยาณมิตร์ผู้มีความรักและภักดี หาที่เปรียบได้โดยยาก…หนังสือนี้ข้าพเจ้าขออุทิศถวายเปนพลี และเปนพยานแห่งความรักใคร่ไมตรีอันข้าพเจ้ามีอยู่ในพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงปราจิณกิติบดี…”

A Book’s Publishing

97 ปีให้หลังจากวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2462 คุณสรวิชใช้เวลารวบรวมภาพถ่ายและเอกสารโบราณเกี่ยวกับพระองค์เจ้าประวิตรฯ กว่า 2 ปี จนได้ลงมือเรียงเอกสารทั้งหมดนั้นแล้วเรียบเรียงเขียนเป็นหนังสือเล่มหนาชื่อ รฤกแห่งที่รักจากเหลนแด่ทวด ด้วยตัวเองทุกหน้าเมื่อ พ.ศ. 2561 หนังสือเล่มนี้ใช้ใจทำทุกขั้นตอนและใช้เวลากว่า 1 ปี 

เปิดเอกสารโบราณร้อยปีคุยกับ สรวิช ภิรมย์ภักดี เรื่องทวด 1 ใน 4 โอรส ร.5 รุ่นแรกที่ไปเรียนยุโรป

“มันเกิดจากการที่เราเริ่มหาว่ามีคำถามอะไร พอหาไม่เจอ ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ก็เลยยิ่งทำให้อยากรู้จักท่านมากขึ้น เอกสารส่วนใหญ่ก็ได้จาก คุณปรก อัมระนันทน์ ซึ่งเกี่ยวกับการแต่งตั้งท่าน ทั้งพระราชหัตถเลขารัชกาลที่ห้าตอนตั้งชื่อ การ์ดอวยพรวันเกิดตอนอายุสามสิบ แล้วก็พวกเอกสารที่ได้เหรียญตรา เครื่องราชย์ต่างๆ

“อีกชุดหนึ่งได้จาก คุณไพศาลย์ เปี่ยมเมตตาวัฒน์ นักประวัติศาสตร์คนจริงคนหนึ่งที่สะสมของเก่าเยอะมาก แกมีสำเนาเอกสารที่เป็นพระราชหัตถเลขาจากรัชกาลที่ห้าถึงพระองค์เจ้าประวิตรฯ สมัยที่ท่านเสด็จไปยุโรปครั้งแรก อันนั้นคือตัวที่ให้เนื้อหาหนแรกเลยที่ทำให้ผมเริ่มรู้ว่าพระองค์ทรงเป็นคนยังไง เพราะว่ามันมีสำนวนของการเขียน ตัวเอกสารพวกนี้เลยทำให้เรารู้จักท่านมากขึ้น” คุณสรวิชเล่าถึงการทำความรู้จักเสด็จทวดผ่านตัวหนังสือให้เราฟัง

พระราชหัตถเลขา

“ในหนังสือคุณสรวิชบอกว่า ‘ไม่ต้องครอบครองตัวจริงก็ได้ เนื้อหาเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง’ นี่เป็นเหตุผลที่ทำหนังสือรึเปล่า” เราถาม

คุณสรวิช ภิรมย์ภักดี ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์สิงห์

“เหตุผลที่จะทำก็คืออยากจะทำอยู่แล้ว เพราะว่าอยากจะเผยแผ่เกี่ยวกับพระองค์เจ้าประวิตรฯ เพราะเป็นหนึ่งในสี่พระราชโอรสพระองค์โตของรัชกาลที่ห้าแต่ไม่มีคนรู้จัก ที่รู้เพราะว่าอะไร เพราะถ้าเข้าไป sanook.com นี่ทุกคนถามกันหมดเลย ผมเห็นหลายที่มากที่เขียน พอไปหาเอกสารในห้องสมุดก็ยิ่งยากอีก นึกว่าในห้องสมุดน่าจะมีเยอะ ปรากฏว่ามีน้อยมาก พอได้เอกสารของคุณไพศาลย์มาก็เลยรู้สึกว่าทำหนังสือได้”

“แล้วทำไมถึงเลือกทำหนังสือ ไม่เลือกทำสิ่งอื่น”

“ผมคิดว่ามันเป็นอะไรที่อยู่นานกว่าอย่างอื่น” คุณสรวิชตอบ

ในช่วงหนึ่งของบทสนทนา คุณสรวิชบอกเราว่า “ผมชอบมาสาย พอสนใจอะไรปุ๊บ คนที่บอกเล่าได้ก็มักจะเสียชีวิตไปแล้ว หนังสือเล่มนี้ก็เหมือนกัน พระองค์สุดท้ายที่ใกล้ชิดเสด็จทวดที่สุดที่เหลืออยู่และพอจะบอกเล่าได้คือพระธิดาของพระองค์ หม่อมเจ้าสวาสดิ์วัฒโนดม ประวิตร ซึ่งท่านเป็นนักเขียนนามปากกา ‘ดวงดาว’

หม่อมเจ้าสวาสดิ์วัฒโนดม ประวิตร ภาพ : http://www.soravij.com/

“ผมก็เจอท่านนะ แต่ตอนนั้นยังไม่ได้สนใจเลย ไม่เคยคิดอยู่ในหัวว่าจะถาม จนท่านเสียชีวิตไป ยายตัวเองก็เหมือนกัน ยายแต่งงานเข้ามาในประวิตร แม้ไม่ทันเจอพระองค์เจ้าประวิตรฯ เพราะตอนแต่งงานก็ท่านสิ้นไปนานแล้ว แต่ก็อาจจะเคยได้ยินเรื่องเล่าอะไรต่ออะไรมาเหมือนกัน

“มีอีกคนก็คือพี่เลี้ยงแม่ ซึ่งเลี้ยงผมและน้องด้วย นั่นก็อีกคนที่รู้เรื่องราวเยอะเพราะอยู่ในวังของประวิตรมาตั้งแต่ต้น แต่ผมไม่ได้ถามอะไรเลย และคนสมัยก่อนจะไม่ค่อยเล่าถ้าไม่ถาม เสียดายเหมือนกันที่อย่างน้อยมีสามคนที่น่าจะถามได้แต่ไม่ได้คุยกัน แล้วทางลูกหลานของแต่ละคนก็ไม่ได้ถาม ไม่มีใครสนใจเหมือนกัน ก็เลยเป็นศูนย์”

นอกจากเพื่อทำความรู้จักเสด็จทวดผู้ทรงมีพระชนม์ชีพเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว อีกเหตุผลหนึ่งของการทำหนังสือเล่มนี้จึงเพื่อให้ลูกหลานราชสกุลประวิตรได้รู้ที่มาของตัวเอง คุณสรวิชว่า หากไม่ได้ทำ รุ่นต่อไปก็ยิ่งไม่รู้ อย่างน้อยๆ ก็จะได้มีอะไรที่ส่งต่อกันไปได้

คุณสรวิช ภิรมย์ภักดี ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์สิงห์

นอกจากหนังสือเล่มนี้จะทำให้รู้จักพระองค์เจ้าประวิตรฯ มากขึ้น เราจะได้อะไรหลังได้อ่าน รฦกแห่งที่รัก จากเหลนแด่ทวด บ้าง-เราถามเจ้าของตัวหนังสือของหนังสือเล่มที่ว่าทิ้งท้าย

“เรื่องรู้จักท่านผมว่าเรื่องเล็ก เพราะว่าอย่างที่บอก ท่านไม่ได้มีบทบาทเด่นมากในระดับระเทศ ผมเลยใส่เรื่องราวหรือรูปภาพเกี่ยวกับประเทศไทยสมัยนั้นให้ดูด้วยว่า เฮ้ย คนเมืองนอกสมัยก่อนมาเที่ยวเมืองไทยเขาไปเที่ยวไหนกัน ดูอะไรกัน พระเจ้าอยู่หัวทรงจัดเลี้ยงให้ยังไงบ้าง ที่ไหนบ้าง พาไปไหนบ้าง มันจะเห็นภาพของเมืองไทยอีกแบบหนึ่งที่เราไม่เคยเห็น

“นอกจากนั้น สิ่งที่ผมหวังก็คืออยากให้สร้างความสนใจที่จะรู้เกี่ยวกับสมัยนั้นมากขึ้น หรือเกี่ยวกับประเทศของเรามากขึ้น เพราะว่าประเทศของเรารวยทุกด้านนะ ทั้งด้านวัฒนธรรม ด้านประวัติศาสตร์ ทุกอย่างเลย แล้วผมว่าคนสมัยนี้ไม่เห็นคุณค่า หรือภาษาฝรั่งเขาเรียกว่า Take it for granted บางทีเรารู้สึกว่ามันอยู่ตรงนี้ใกล้ตัว จะไปเมื่อไหร่ก็ได้ รู้เมื่อไหร่ก็ได้ สรุปแล้วอีกสิบปีต่อมาก็ยังไม่ได้ทำหรือยังไม่ได้รู้ ยังไม่ได้ไป”

ภาพ : คุณสรวิช ภิรมย์ภักดี และ หอสมุดแห่งชาติ

สำหรับท่านที่สนใจสามารถหาซื้อหนังสือ รฦกแห่งที่รัก จากเหลนแด่ทวด ได้ที่ Open House Bookshop by Hardcover ชั้น 6 ศูนย์การค้า CENTRAL EMBASSY ศูนย์หนังสือจุฬาฯ ร้านหนังสือคิโนะคุนิยะ (Kinokuniya) เอเชียบุ๊คส (Asia Books) หรือสั่งซื้อผ่านเว็บไซต์ www.singhaonlineshop.com ในราคา 679 บาท

Writer

ศกุนตลา แย้มปิ๋ว

นักเรียนวรรณคดีที่มักเรื่องอาหาร ท้องถิ่น วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ การเดินทาง และเด็กจิ๋ว มีความฝันสามัญว่าอยากมีเวลาทำอาหารรสที่ชอบด้วยตัวเอง ตัวอยู่กรุงเทพฯ อัมพวา หรือเมืองกาญจน์ แต่ใจและภาพอินสตาแกรมอยู่ทุกที่ที่ไปเที่ยว

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

30 พฤศจิกายน 2564

มีธุรกิจไหนบ้างที่เกี่ยวข้องกับคน

แทบไม่ต้องคิด… คำตอบก็เห็นตรงกันว่า ทุกธุรกิจมีทรัพยากรมนุษย์เป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่ทำให้องค์กรเติบโตไปข้างหน้าได้ ตราบเท่าที่ยังมีสังคมมนุษย์ดำรงอยู่ ยิ่งเป็นองค์กรขนาดใหญ่ระดับโลกอย่างกลุ่ม ปตท. ที่ไม่เพียงการบริหารจัดการพนักงานจำนวนมากจะเป็นเรื่องท้าทายเท่านั้น แต่โจทย์ใหญ่กว่านั่นคือการเปลี่ยนผ่านคนไปสู่ทักษะใหม่ ธุรกิจใหม่ที่ไกลกว่า เพื่อรองรับกับธุรกิจที่กำลังจะเปลี่ยนไป และไม่ได้หยุดแต่เพียงที่ธุรกิจพลังงานเหมือนที่ผ่านมา

สุชาติ ระมาศ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารศักยภาพองค์กรและธรรมาภิบาล บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) แม่ทัพใหญ่ที่ก้าวจากบทบาทผู้บริหารธุรกิจน้ำมันและธุรกิจค้าปลีกมาสู่การบริหารคน ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีค่ามากที่สุดขององค์กร เขายอมรับว่าต้องผ่อนคันเร่งที่ร้อนแรงจากโลกธุรกิจลง เพื่อให้สอดรับกับศิลปะการจัดการทรัพยากรบุคคลที่ต้องเร่งเครื่องขึ้น เพื่อให้พอดีกับก้าวแต่ละก้าวที่ ปตท. จะไป โดยยังรักษาวัฒนธรรมองค์กรที่เชื่อเรื่องการต่อสู้ แข่งขัน และพร้อมเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอเอาไว้

หน้าที่ของฝ่ายทรัพยากรบุคคลในโลกยุคใหม่ควรจะเป็นอย่างไร

ภาพจำแบบเดิมที่เคยเจอเลือนหายไปเรื่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยบทบาทของทีมที่พร้อมจะเติบโตไปกับธุรกิจ หรือต้องเป็นคู่คิดทางธุรกิจที่พร้อมก้าวเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ไปด้วยกันกับองค์กร ซึ่งต่างจากอดีตที่ถือว่าเราเป็นหน่วยกองหลัง ฝ่ายทรัพยากรบุคคลจึงต้องเข้าใจโจทย์ให้ตรงกัน เพื่อตอบสนองต่อลูกค้าคนสำคัญที่สุด นั่นคือ ‘พนักงานทุกคน’ เพื่อสร้างรากฐานที่ยั่งยืนให้กับองค์กรไปด้วยกัน

The Cloud ชวนผู้อ่านติดตามบทสัมภาษณ์ของผู้บริหารคนนี้ เพื่อให้เข้าใจวิถีของ ปตท. ดียิ่งขึ้น และรับรู้ว่ายังมีพื้นที่ที่เปิดกว้างเสมอ ไม่ว่าคุณจะเป็นคนรุ่นใหม่ รุ่นกลาง รุ่นเก๋า หรือรุ่นไหนก็ตามที

เพิ่งมารับตำแหน่งสำคัญนี้ไม่นาน รู้สึกอย่างไรบ้าง

ผมถือว่านี่เป็นงานใหม่ เป็นภารกิจที่สำคัญ เรื่องคนเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ผมมองว่าหน้าที่ที่รับผิดชอบอยู่คือการที่กำลังดูแลสินทรัพย์ที่มีค่ามากที่สุดในองค์กรเลย เราต้องพัฒนาหรือเสาะแสวงหาผู้ที่มีความสามารถมาร่วมงาน ถือว่าท้าทายไปอีกแบบหนึ่ง องค์กรขับเคลื่อนโดยคน ผมอยู่สายธุรกิจมาสามสิบปี พอเปลี่ยนมาดูคน ก็ถือเป็นอีกบทบาทหนึ่งที่น่าสนใจและท้าทาย

ต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง

ต้องปรับตัวในเรื่องการบริหารจัดการ ผมจะเร็วเกินไปไม่ได้ เพราะเรื่องคนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่คนในทีมก็ต้องเดินให้เร็วขึ้นด้วย เพราะว่าธุรกิจไม่รอเรา ต้องเพิ่มความเร็วให้ก้าวไปพร้อมกับผมที่เดินช้าลงหน่อย เหมือนการทำงานแบบไฮบริดนั่นล่ะ หัวใจของการทำงานคือการประสานความร่วมมือระหว่างกันใน ปตท. ทั้งหมด นอกจากนี้ งานทรัพยากรบุคคลยังมีส่วนสนับสนุนเรื่องนวัตกรรม และเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงความสามารถ โดย ปตท. ต้องเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ อย่างผมเองก็เคยอยู่ในกลุ่มธุรกิจมาก่อน ตอนนี้มาจัดการคน ก็นำความรู้ที่เรามีมาแบ่งปันต่อยอดได้

ทำงานในองค์กรนี้มา 30 ปี คิดว่าคน ปตท. เป็นคนแบบไหน

คน ปตท. ถูกฝึกให้แข่งขันและต่อสู้มาตั้งแต่ในยุคแรกๆ แล้ว ผู้บริหารรุ่นเก่าฝึกให้เราแข่งขัน ต่อสู้ พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง อย่างผมเคยขายน้ำมันสู้กับบริษัทต่างชาติ ลูกค้าตอนนั้นก็บอกว่า คุณเป็นใคร จะไปขายแข่งกับบริษัทข้ามชาติใหญ่ๆ ได้ยังไง แต่เราก็ต้องแข่ง เราถูกฝึกให้ดิ้นรนต่อสู้ตลอดเวลา เลยเป็นวัฒนธรรมของคน ปตท. ที่ต้องปรับตัว แข่งขันกับสิ่งต่างๆ และพร้อมปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ สิ่งเหล่านี้ได้อยู่ในสายเลือดของพวกเรามานาน

แล้วอีก 30 ปีข้างหน้า คน ปตท. ควรจะเป็นอย่างไร

วันนี้เราก็ยังต้องรักษาวัฒนธรรมที่ต่อสู้ ดิ้นรน พร้อมเปลี่ยนแปลง และเรียนรู้อยู่เสมอ และการต่อสู้ไปข้างหน้าจะเป็นรูปแบบใหม่ที่คน ปตท. ต้องพร้อมรับมือกับการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์การใช้พลังงานในอนาคต และอาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจ ดังนั้นในจุดนี้ คน ปตท. ต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกครั้ง ต้องมีการ Upskill /  Reskill จากความรู้ ทักษะเดิมที่มีอยู่ ไปสู่ความรู้ใหม่ ทักษะใหม่ เพื่อต่อยอดธุรกิจใหม่ๆ ของ ปตท. ในอนาคต ซึ่ง ปตท. ได้มีการเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้ที่จะเกิดขึ้นไว้แล้ว

สอดคล้องกับในปีที่ผ่านมา ปตท. ได้เปลี่ยนวิสัยทัศน์ใหม่เป็น ‘Powering Life with future energy and beyond’ นั่นคือการขับเคลื่อนทุกชีวิตด้วยพลังแห่งอนาคต และเติบโตในธุรกิจใหม่ที่ไกลกว่าพลังงาน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับวันข้างหน้า

สุชาติ ระมาศ กับงานบริหารทรัพยากรบุคคลของ ปตท. ในยุคไฮบริด

องค์กรที่ยั่งยืนในมุมคุณสุชาติเป็นอย่างไร

สำหรับผม องค์กรที่ยั่งยืนคือองค์กรที่มีความพร้อมในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ตลอดเวลา และสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตด้วย อย่างเช่นวันนี้เราปรับตัวเพื่ออนาคต เห็นได้ชัดจากการบริหารจัดการ ซึ่ง ปตท. พยายามสมดุลระหว่างธุรกิจ ควบคู่ไปกับการดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันคุณค่าหลักของเราคือความมั่นคงด้านพลังงาน ซึ่งเป็นสิงที่เราทิ้งไม่ได้เลย เพราะเป็นภารกิจหลักที่จะต้องดำเนินควบคู่ไปพร้อมๆ กับการดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

ดังนั้น องค์กรจึงต้องมีวิสัยทัศน์และเป้าหมายที่ชัดเจนในการวางรากฐาน เพื่อให้องค์กรเติบโตในระยะยาว ภายใต้ค่านิยม SPIRIT ที่แข็งแกร่ง ที่จะเป็นตัวยึดโยงบุคลากรขององค์กรให้ทำงานสอดประสานกันเป็นอย่างดี ไม่ว่าสถานการณ์ภายในหรือภายนอกองค์กรจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ปตท. จะยังคงมีความแข็งแกร่งจากภายใน ซึ่งเกิดจากความเชื่อมั่นและร่วมมือกันของผู้บริหารและพนักงาน รวมถึงการได้รับแรงสนับสนุนจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม เพื่อให้องค์กรสามารถขับเคลื่อนและเติบโตไปได้อย่างยั่งยืน

ในอนาคต ปตท. อยากจะรับคนแบบไหน

ทุกวันนี้พนักงาน ปตท. มีความหลากหลายอยู่แล้ว โดยเฉพาะการทำธุรกิจในอนาคต ธุรกิจที่องค์กรจะเข้าไปดำเนินการก็จะมีความหลากหลายขึ้น อย่างคำว่า Beyond ในวิสัยทัศน์ ตอกย้ำว่า ปตท. จะไม่ได้ทำแค่เรื่องของพลังงานแบบเดิม แต่จะมุ่งไปยังพลังงานแห่งอนาคต อย่างเช่น ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV นอกจากนี้ อีกส่วนหนึ่งก็เข้าไปสู่ธุรกิจค้าปลีกและอาหาร รวมถึงการจับมือในการทำธุรกิจเกี่ยวกับ  Life Science  ซึ่งดำเนินธุรกิจด้านผลิตภัณฑ์ยา อุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ และอาหารเพื่อสุขภาพ เป็นต้น

ดังนั้น ปตท. จึงต้องการคนที่หลากหลาย มีความสามารถในการขับเคลื่อนธุรกิจอนาคตที่จะเดินไปข้างหน้า โดยเริ่มจากการพัฒนาทักษะคนที่มีอยู่เดิม และในส่วนของการทำธุรกิจใหม่ จึงมีความจำเป็นใช้คนที่มีความเชี่ยวชาญมาช่วยด้วย และนับจากนี้จะเป็นการผสมผสานกันระหว่างคนเก่าที่มีอยู่และคนใหม่ที่เรารับเข้ามา เพื่อทำงานร่วมกันไปสู่เป้าหมายที่องค์กรได้วางไว้

คนต่างรุ่นก็มองต่างมุม จัดการปัญหาเรื่องนี้อย่างไร

อย่างที่ทราบว่า ปตท. มีคนทำงานที่หลากหลายวัย และเมื่อคนต่างวัยมาทำงานร่วมกัน เราใช้ความเป็นพี่เป็นน้องแบบคนในครอบครัวเดียวกัน เคารพและยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างของกันและกัน ทุกวันนี้ ปตท. มีพนักงานที่อยู่ใน Gen Y และ Gen Z รวมกันเกินครึ่งหนึ่งขององค์กร ที่ผ่านมาเราเปิดโอกาสให้พวกเขาได้แสดงความคิดเห็น แสดงความสามารถ และเอาประสบการณ์ของคนรุ่นเก่าที่เรามีไปช่วยเสริม ผมเชื่อว่าแนวคิดหรือรูปแบบการทำงานที่หลากหลาย จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในแง่มุมที่จะช่วยให้ ปตท. สามารถดำเนินภารกิจใหม่ๆ ที่ท้าทายได้ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้

สุชาติ ระมาศ กับงานบริหารทรัพยากรบุคคลของ ปตท. ในยุคไฮบริด

ทุกวันนี้เทคโนโลยีมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วคนยังสำคัญที่สุดอยู่หรือเปล่า

เทคโนโลยีอาจจะยังไม่สามารถเข้ามาทดแทนแรงงานคนได้ทั้งระบบ แต่จะแทนแรงงานคนได้ในส่วนที่เป็นงานที่ผ่านกระบวนการคิด วิเคราะห์ มาจนเกิดเป็นแพตเทิร์นที่แน่นอนแล้ว เพื่อเพิ่มความถูกต้อง แม่นยำ ลดต้นทุน ลดเวลาในการทำงานที่ซ้ำๆ กัน

ปัจจุบัน ปตท. อยู่ในช่วงการมุ่งสู่การแสวงหาธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งก้าวไปไกลกว่าที่จำกัดอยู่เพียงธุรกิจพลังงาน การที่จะอยู่กับเทคโนโลยีให้ได้ พนักงานก็ต้องปรับตัวและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ด้วยเช่นกัน เพราะแม้เทคโนโลยีหรือคอมพิวเตอร์จะประมวลผลได้รวดเร็วหรือแม่นยำขนาดไหน แต่ก็ยังไม่สามารถทำหน้าที่แทนคนในเรื่องการตัดสินใจ วิเคราะห์ และแปลความหมายได้ทั้งหมด

และการที่จะมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้น ล้วนเกิดขึ้นจากความชาญฉลาดของมนุษย์ ดังนั้น จึงถือเป็นโอกาสที่เปิดให้คนของเราได้ใช้ศักยภาพในการวิเคราะห์ลงไปในงานใหม่ๆ ธุรกิจใหม่ๆ ไม่อยากให้คิดหรือกลัวกันไปว่าเทคโนโลยีจะเข้ามาแทนแรงงานคน แต่ให้คิดว่า ‘คนต้องรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี’ เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่ดีขึ้นมากกว่า

ปตท. จูงใจให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานได้อย่างไร

คนรุ่นใหม่ไม่ได้ตัดสินใจ หรือให้ความสำคัญกับขนาดหรือความใหญ่ขององค์กร แต่พวกเขาต้องการทำงานที่ท้าทาย สนุก ได้มีโอกาสคิดนอกกรอบ สามารถแสดงศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่ มีระบบการทำงานที่ยืดหยุ่น คล่องแคล่ว รวดเร็ว และบรรยากาศการทำงานที่ดี เราก็กำลังออกแบบกันอยู่ จากวิสัยทัศน์ที่เรากำลังมุ่งสู่การแสวงหาธุรกิจใหม่ ๆ  มีการตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาสักแห่งให้พวกเขาทำงาน ถ้าผลตอบแทนของบริษัทนี้สูง คุณก็ได้ค่าตอบแทนสูงขึ้นตามไปด้วย เราอาจทำเป็นกลุ่มเฉพาะ อย่างเช่น สตาร์ทอัพที่เราทำเองหรือคนที่ทำของใหม่ ให้เขาได้ลุยเลย แล้ววัดกันที่ผลงานและผลตอบแทนก็ต้องดีตามกันด้วย อันนี้ถือว่าตอบโจทย์ทั้งคนรุ่นใหม่และธุรกิจใหม่ๆ ที่เราจะไปในอนาคต

ปตท. ยังมี Employee Happiness Journey เป็นแพลตฟอร์มเก็บข้อมูลการทำงานของพนักงานตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำงานจนถึงวันที่เขาเกษียณ เพื่อดูพัฒนาการของเขาในองค์กรนี้ ช่วยให้ตัวพนักงานได้สำรวจตัวเอง และผู้บังคับบัญชาก็จะเห็นด้วย ครอบคลุมตั้งแต่ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลสำหรับการบริหารงาน และข้อมูลสนับสนุนการทำงาน ที่เฉพาะเจาะจงเป็นรายบุคคล

พอเข้ามามาทำงาน พวกเขาต้องเรียนรู้องค์กรสักระยะหนึ่ง จากนั้นพอขยับมาเป็นหัวหน้างาน ก็ต้องเรียนรู้เรื่องการจัดการคน ข้อมูลของแต่ละคนจะถูกจัดการแบบเฉพาะตัว (Personalization) เพราะแต่ละคนมีข้อมูลที่ไม่เหมือนกัน ความสามารถต่างกัน เราใช้ข้อมูลช่วยสนับสนุนพนักงานได้ตามความสามารถที่เขามี รวมถึงเติมเต็มสิ่งที่เขาต้องการได้ หรืออย่างบางคนที่มีศักยภาพจะเป็นหัวหน้างานในอนาคต เราจะเห็นว่าเขายังขาดทักษะอะไรบ้าง เราก็ให้เขาไปเรียนรู้เพื่อเตรียมพร้อมได้

การทำงานของฝ่ายทรัพยากรบุคคลยุคใหม่ควรจะเป็นอย่างไร

ต้องทำงานเชิงรุก วันนี้การทำงานของทีมต้องคล่องตัว รวดเร็ว และตอบโจทย์ธุรกิจ ในอนาคต ปตท. จะไม่ใช่แค่บริษัทพลังงาน เราจะทำทั้งยา อาหาร และธุรกิจอื่นๆ ดังนั้น HR ยุคใหม่ต้องเตรียมพร้อมและปรับเปลี่ยนตนเองอยู่ตลอดเวลา มีการทำงานในเชิงรุก กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง และต้องมีความรู้ความเข้าใจธุรกิจ HR ต้องมองให้ออกว่าองค์กรกำลังจะทำธุรกิจอะไร และมีอะไรที่เป็น Key Success Factors เกี่ยวกับพนักงานที่จะช่วยผลักดันให้ธุรกิจนั้นประสบความสำเร็จ HR ต้องเป็นคู่คิดให้ธุรกิจได้ ต้องคิดล่วงหน้า และบอกได้ว่าถ้าองค์กรจะเดินไปทางนั้น ควรบริหารจัดการกับคนในองค์กรอย่างไร ถึงจะทำให้องค์กรบรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งไว้ 

ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีบางหน่วยต้องการคนพูดภาษาจีนได้ ข้อมูลพนักงานต้องพร้อมดึงขึ้นมา เพื่อหาคนที่ต้องการได้โดยเร็ว และอาจให้เขาเริ่มงานอาทิตย์หน้าเลย ต้องเป็นแบบนั้น ช่วงโควิดสองปีที่ผ่านมา เราเปิดธุรกิจใหม่มาเยอะ แต่ไม่ขาดคนเลย เพราะเราหาคนไปเติมได้หมด กระจายคนจากสายงานเดิมมาใส่ก่อน และรับสมัครคนนอกเข้ามาเพิ่มเติม

คน ปตท. ในยุค Next Normal ต้องเข้าออฟฟิศหรือไม่

ปตท. ได้นำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้งาน เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำงานร่วมกันจากพื้นที่ต่างๆ รวมถึงการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานเพื่อรองรับการทำงานในรูปแบบ New normal อาทิ ระบบประชุมออนไลน์ การปรับรูปแบบการเรียนรู้ของพนักงานผ่านห้องเรียนเสมือนจริง (Virtual Classroom) การอบรม Online / E-Learning  การจัดเก็บข้อมูลใน One Drive (Cloud system) เพื่อความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลไม่ว่าจะทำงานที่ไหนก็ตาม

รูปแบบการทำงานต้องปรับให้เหมาะสมกับธุรกิจ จำนวนคนเราอาจจะเพิ่มในบางธุรกิจที่กำลังเติบโตไปข้างหน้า แต่ไม่ต้องเพิ่มพื้นที่สำนักงานก็ได้ เราคงไม่ได้กลับไปทำงานเหมือนเดิม เพราะว่าตอนนี้มันเปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว สำคัญคือบริหารจัดการอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด บางอย่างยังต้องใช้คนก็ใช้ บางอย่างใช้ระบบเข้ามาทำแทนได้

จากการสำรวจความเห็นผู้บริหารและพนักงานต่อรูปแบบการทำงานแบบ New Normal ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ต้น พ.ศ. 2563 พบว่าผู้บริหารและพนักงานมีความเห็นไปในทางเดียวกันว่า การทำงานในรูปแบบนี้ยังคงประสิทธิภาพการทำงานได้ไม่ต่างจากการทำงานในสภาวะปกติ ต้องถือได้ว่า ปตท. ปรับตัวรองรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี

ในฐานะพี่ใหญ่คนหนึ่ง อยากจะบอกอะไรกับน้องๆ ที่เพิ่งเริ่มทำงาน

ผมคิดว่าช่วงแรกของการทำงาน เราต้องทำเต็มความสามารถ ต้องเหนื่อยที่สุด เพราะเป็นการเรียนรู้เพื่อสั่งสมประสบการณ์ ผมจะบอกพนักงานเข้าใหม่ว่า สิบปีแรกของคุณจะต้องทำงานหนักมาก เพื่อเติบโตจากฐานความรู้และความสามารถที่มี คนเก่งถ้ามีประสบการณ์ด้วย จะทำให้เขาตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและแม่นยำ เรามีเด็กรุ่นใหม่ที่เป็นกลุ่มเด็กทุนของ ปตท. ให้เวียนไปเรียนรู้แต่ละธุรกิจ พวกเขาก็ทำงานหนักเลยนะ เราให้เขาลงสนามจริงเลย เพื่อให้เขารู้จักลูกค้า ได้เห็นธุรกิจ เพราะพวกเขาจะเป็นคนที่ดูแลองค์กรต่อไปในอนาคต

ผมว่าเรื่องการทำงานขึ้นอยู่กับเป้าหมายของแต่ละคน ตอนนี้ผมมีความสุขกับงาน ทุกครั้งที่ทำสำเร็จก็ยังมีความภูมิใจ ที่นี่เป็นเหมือนบ้าน เวลาผ่านไปไวมาก จริงๆ ปตท. เป็นองค์กรที่ให้โอกาสทุกคน ซึ่งเราเองก็ต้องคว้าโอกาสนั้นมา พยายามทำผลงานที่ดีเพื่อก้าวและเติบโตไปพร้อมกันกับองค์กร

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load