ก่อนจะบูรณะอาคารเก่าอายุกว่า 200 ปี บนผืนดินที่ทิ้งร้างมานาน 40 ปี ให้กลายเป็นร้านกาแฟสุดฮิปในวันนี้ พี่สาวและน้องชายทั้งสองต้องผ่านอะไรกันมาบ้าง 

“กว่าคุณแม่จะยอมให้ทำร้านกาแฟ ผมใช้เวลาโน้มน้าวท่านเกือบ 10 ปีเต็ม” น้องชายเอ่ย มองไปทางคุณแม่ 

“ก็ที่ดินผืนนี้เป็นที่ดินในฝันที่ดิฉันตามหามาทั้งชีวิต จึงมีคุณค่าต่อจิตใจมาก ๆ จะลงมือทำอะไร ก็ต้องคิดดูให้ดี” คุณแม่ให้เหตุผล มองกลับมาที่ลูกชาย

“มีคนบอกว่าที่นี่เป็นขยะ เขาใช้คำนี้เลยนะครับ วันหนึ่งผมพากลุ่มเพื่อน ๆ มา หลายคนไม่กล้าเดินเข้าไป มันรกมาก ๆ ตัวเงินตัวทองขนาด 2 เมตรนอนอยู่ตรงที่ที่เรากำลังนั่งคุยกันอยู่” เมื่อน้องชายกล่าวประโยคนี้จบ ผมชักเท้าขึ้นโดยไม่รู้ตัว เกือบจะกรี๊ดออกมาแล้ว

ฮงเซียงกง : พลิกโฉมที่ดินเก่าและอาคาร 200 ปีในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่และร้านแอนทีกริมน้ำ
ฮงเซียงกง : พลิกโฉมที่ดินเก่าและอาคาร 200 ปีในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่และร้านแอนทีกริมน้ำ
ซ้ายไปขวา – คุณทอง คุณอิม (ยืนบนบันไดวน) คุณปุ่น และคุณตุ๊

“เหมือนบ้านผีสิงค่ะ อาคารทรุดโทรมมาก ๆ ฝาผนังมีรอยกราฟฟิตี้และน้ำมันเครื่อง กลิ่นเหม็นสุด ๆ โอย แทบแย่” พี่สาวเล่าต่อ ผมเผลอย่นจมูก

“ต้นไม้ขึ้นครึ้ม มีต้นไทรใหญ่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ ใบไม้ร่วงเต็มพื้น รกมาก ผมต้องให้ลูกน้องเอาไม้มาช่วยกันเขี่ย ๆ ไปตามทาง กลัวงูกัด ใครมาก็ส่ายหัว นี่คิดจะทำอะไรกันเหรอ” น้องชายบรรยายต่อ

เมื่ออ่านมาถึงบรรทัดนี้แล้วคุณจะเลือกถอดใจหรือไปต่อ ? แต่พวกเขาเลือกไปต่อ ด้วยพันธสัญญาทางใจที่ต้องการสร้างของขวัญชิ้นสำคัญให้สำเร็จก่อนที่จะสายเกินไป

“ผมดีใจมากที่ทำร้านกาแฟเสร็จทันก่อนพ่อเสีย อย่างเวลาพระอาทิตย์ตก เราจะเห็นโค้งแม่น้ำเจ้าพระยาที่สงบสวยงามมาก ๆ ท้องฟ้าเป็นสีส้ม ดวงอาทิตย์เป็นสีแดงเข้มตัดกับเงาเจดีย์จีนฝั่งตรงข้าม ผมดีใจที่พ่อได้มีโอกาสเห็นวิวนี้ก่อนท่านจะเสียไปเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว พ่อชอบที่นี่มาก ๆ ผมคิดว่าเป็นช่วง 6 เดือนสุดท้ายที่พ่อมีความสุขกับของขวัญชิ้นนี้” เมื่อจบประโยคนี้ ผู้สัมภาษณ์อย่างผมก็รู้สึกร้อนรื้นขึ้นที่ขอบตา

ฮงเซียงกง : พลิกโฉมที่ดินเก่าและอาคาร 200 ปีในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่และร้านแอนทีกริมน้ำ
ภาพพระอาทิตย์ตกดินที่ฮงเซียงกง
ภาพ : เกศรินทร์ แซ่เบ๊

“วันแรกที่ประตูร้านเปิดก็มีคนมารอแล้ว เป็นสิ่งที่ผมประทับใจมาก ลูกค้าบางคนบอกว่าฮงเซียงกงเป็นร้านกาแฟร้านหนึ่งที่สวยที่สุดในโลกเท่าที่เขาเคยไปมา” น้องชายจบประโยคนี้พร้อมกับรอยยิ้มภูมิใจของสมาชิกทุกคนในครอบครัว

น้องชาย คือ คุณตุ๊-เดชา แซ่เบ๊ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งร้านฮงเซียงกงร่วมกันกับพี่สาว คุณปุ่น-เกศรินทร์ แซ่เบ๊ และน้องชายคนเล็ก คุณทอง-ทองดี แซ่เบ๊ วันนี้ทั้งสามคนชวนคุณแม่ คุณอิม-เย็นจิตต์ แช่ตั้ง มาถ่ายทอดเรื่องราวอันน่าประทับใจของร้านกาแฟที่บูรณะขึ้นจากความเชื่อที่ว่า ความไม่สมบูรณ์คือความสมบูรณ์ – Imperfection is perfect

ผืนดินติดน้ำทรงน้ำเต้าที่เฝ้ารอ

“ตอนนั้นดิฉันหาซื้อที่ดิน ก็ใช้วิธีเดินหาไปเรื่อย ๆ พอเห็นที่ผืนนี้แล้ว รู้ทันทีว่าเป็นที่ดินในฝัน สามีชื่อว่าธารา แปลว่าน้ำ เลยอยากได้ที่ติดน้ำ ที่ดินผืนนี้นอกจากอยู่ติดน้ำแล้วยังมีรูปทรงเหมือนน้ำเต้าอีกด้วย คือปากเล็กแต่แผ่กว้างภายใน ซึ่งเป็นมงคล แถมอยู่ใกล้ศาลเจ้าโจวซือกงอีกด้วย พอดิฉันมาเห็นก็ยืนสงบใจนิ่งประมาณ 10 นาที เพื่อถามใจตัวเอง ในที่สุดก็ได้คำตอบว่าใช่ แต่กว่าจะซื้อสำเร็จก็นอนไม่หลับไปสองสามปีเลย (หัวเราะ)” คุณอิมเอ่ยถึงที่ดินที่เป็นดั่งรักแรกพบ

คุณธารา แซ่เบ๊ สามีคุณอิม ดำเนินธุรกิจร้านฮงวัตถุโบราณ (Hong Antiques) อยู่ที่ริเวอร์ซิตี้ แบงค็อก แต่ในวันนั้น ความฝันของคุณอิมยังไม่ได้รับการสนับสนุนแต่อย่างใด

“สามีไม่ชอบเลย เพราะต้องเข้าซอยลึก แต่ดิฉันยืนกรานว่าถ้าอยากได้ที่ติดน้ำ ก็ต้องยอมเข้าซอยหน่อยสิ (หัวเราะ) หลังจากวันที่ได้เห็น ดิฉันก็เฝ้าแต่คิดถึงที่ผืนนี้ตลอด หลับตาเห็นภาพแทบทุกวัน” คุณอิมรำลึกเหตุการณ์เมื่อสิบกว่าปีก่อน

ฮงเซียงกง : พลิกโฉมที่ดินเก่าและอาคาร 200 ปีในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่และร้านแอนทีกริมน้ำ
ภาพถ่ายในกรอบรูปคือคุณธารา

ประวัติความเป็นมาของที่ดินผืนนี้ สามารถสืบสาวไปสู่อดีตเมื่อกว่า 200 ปีที่แล้ว ด้วยเคยเป็นที่ตั้งบ้านเรือนของครอบครัวชาวจีนฮกเกี้ยนที่เดินทางเข้ามาตั้งรกรากในสยาม ขณะนั้นในบริเวณตลาดน้อยมีเจ้าสัวสำคัญอาศัยอยู่ 2 ท่าน ท่านหนึ่งคือเจ้าสัวสาด เจ้าของบ้านโซวเฮงไถ่ ชาวจีนฮกเกี้ยนผู้เป็นนายอากรรังนก ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระอภัยวานิช สันนิษฐานว่าบ้านโซวเฮงไถ่สร้างขึ้นราว พ.ศ. 2340 สมัยรัชกาลที่ 1 

ส่วนเจ้าสัวอีกท่านคือเจ้าของที่ดินผืนนี้ ซึ่งเป็นทำธุรกิจโรงเลื่อย ทายาทสันนิษฐานว่าบ้านในที่ดินผืนนี้สร้างขึ้นหลังจากบ้านโซวเฮงไถ่ประมาณ 20 ปี (ประมาณ พ.ศ. 2360 สมัยรัชกาลที่ 2)

“ตามข้อมูลที่พี่ได้รับทราบมาจากเจ้าของเดิมก็คือ บรรพบุรุษของท่านตั้งถิ่นฐานและดำเนินธุรกิจโรงเลื่อยจนประสบความสำเร็จเรื่อยมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 6 พอถึง พ.ศ. 2457 นายหลิมจุนเบง หรือนายลิ้ม ธรรมจรีย์ ผู้เป็นทายาทของท่านเจ้าสัว ได้ตัดสินใจละมือจากธุรกิจโรงเลื่อย หันมารับตำแหน่งกัมประโดของธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้” คุณปุ่นอธิบาย

คำว่ากัมประโดมีรากศัพท์มาจากคำว่า Comprador ซึ่งเป็นภาษาโปรตุเกส อ่านว่า กง-ประ-ดอรฺ แปลว่าผู้ซื้อ สนธิสัญญาเบาว์ริ่ง (Bowring Treaty) ได้เปิดโอกาสทางการค้าระหว่างสยามกับนานาประเทศ ส่งผลให้มีธนาคารต่างชาติเข้ามาตั้งกิจการเป็นจำนวนมาก กัมประโดทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างนายธนาคาร ซึ่งเป็นชาวต่างชาติ กับผู้กู้เงินที่มักเป็นชาวจีนหรือไทย ทั้งนี้เพราะนายธนาคารเหล่านั้นขาดความเชี่ยวชาญทางด้านภาษา ไม่รู้จักขนบธรรมเนียมปฏิบัติกับคนท้องถิ่น กัมประโดจึงเป็นผู้ช่วยประสานทั้งสองฝ่ายเข้าหากัน จนสามารถทำธุรกรรมได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

ฮงเซียงกง : พลิกโฉมที่ดินเก่าและอาคาร 200 ปีในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่และร้านแอนทีกริมน้ำ
สนธิสัญญาเบาว์ริง 
ภาพ : Thai Wikipedia

นายลิ้มได้รับการศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญ เคยทำงานเป็นเสมียนที่โรงเลื่อยจักรบอร์เนียว พูดภาษาต่างประเทศได้ดี จึงเป็นกัมประโดที่มีความสามารถ และอยู่ในอาชีพนี้ต่อเนื่องมาจนถึง พ.ศ. 2484 เมื่อเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา ซึ่งส่งผลให้ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ต้องหยุดกิจการในไทย ขณะนั้นรัฐบาลได้ตั้งธนาคารขึ้นใหม่ มีชื่อว่าธนาคารมณฑล และได้เชิญนายลิ้มให้ดำรงตำแหน่งผู้จัดการเป็นคนแรก ก่อนที่ท่านจะลาออกในเวลาต่อมา เมื่อเปลี่ยนชื่อเป็นธนาคารกรุงไทย

“บุตรชายของนายลิ้มคือคุณจุมพล ธรรมจรีย์ และลูกชายของท่าน เป็นผู้ที่ตัดสินใจขายที่ดินของบรรพบุรุษผืนนี้ให้คุณแม่ในเวลาต่อมา แต่ไม่ได้เป็นการตัดสินใจที่ง่ายเลยนะคะ” คุณปุ่นเล่าต่อ

“ตอนที่ติดต่อไป ท่านเจ้าของที่บอกว่ายังไงก็ไม่ขาย ไม่ต้องติดต่อมาอีก แต่ดิฉันก็หมั่นไปเยี่ยมท่านถึงบ้านอยู่บ่อย ๆ ถึงแม้จะไม่ขายก็ไม่เป็นไร ดิฉันแค่อยากมาหา มาคุย มาเป็นเพื่อนกัน ตอนนั้นดิฉันไม่เคยเอ่ยปากพูดถึงการซื้อที่ดินเลย ความที่สามีไม่สนับสนุน เวลาจะไปแต่ละที ก็ต้องออกอุบายบอกสามีและคนในร้านว่า “ขอไปตลาดหน่อยนะ” แต่ความจริงไปคุยกับท่านเจ้าของที่ ก่อนกลับ ดิฉันก็แกล้งไปหาซื้อผักผลไม้หิ้วกลับร้าน สามีจะได้ไม่สงสัย ก็บอกว่าไปตลาด จะให้กลับไปมือเปล่าได้ยังไง” คุณอิมเล่าให้ฟัง ส่วนผมฮาครืน

“ตอนนั้นคุณจุมพลท่านมีอายุ 90 กว่าแล้ว พอท่านเห็นดิฉันครั้งแรก ท่านก็ถูกชะตา ลูกชายท่านมาเล่าให้ฟังทีหลังว่าท่านเคยเปรยว่า ถ้าจะขายที่ ก็ให้ขายให้คนนี้” คุณอิมเล่าต่อ

“เมื่อคราวที่คุณจุมพลนอนป่วยอยู่โรงพยาบาล ดิฉันก็ไปเยี่ยม ท่านคุยกับดิฉันอยู่พักใหญ่ พอเล่าให้ลูกชายท่านฟัง ลูกชายท่านก็บอกว่าประหลาดมาก เพราะขณะนั้นท่านสื่อสารด้วยการกะพริบตา แทบไม่พูด จนวันหนึ่งท่านถามดิฉันว่าชอบที่ผืนนี้จริง ๆ ใช่ไหม ดิฉันตอบว่าใช่ ท่านจึงบอกกับลูกว่าจะขายที่ให้ดิฉัน แม้จะดีใจมากแต่ก็ไม่มีเงิน ทำได้แค่วางเงินมัดจำไว้ก่อน แล้วกำลังหาวิธีหยิบยืมใคร เพื่อจะได้ชำระเงินเต็มจำนวนและโอนได้ แต่เชื่อไหมคะว่าลูกชายท่านกรุณาโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้ดิฉัน โดยที่ไม่ทราบเลยว่าดิฉันจะชำระเงินเต็มจำนวนได้เมื่อไหร่ ลูกชายท่านบอกว่า “ผมโอนให้แล้วนะ หน้าที่ผมจบแล้ว พ่อสั่งไว้ให้ผมโอนให้คุณ” เป็นไปได้อย่างไร”

“แล้วในช่วงเดียวกัน สามีของดิฉันก็ได้เปรยเรื่องซื้อให้เพื่อนฟัง เล่าว่ากำลังหาเงินไปชำระค่าที่ เพื่อนคนนั้นบอกว่าเอาเงินเขาไปจ่ายเลย แล้วค่อยมาผ่อนทีหลัง ก็เป็นอันว่าทางเราก็หาเงินชำระท่านได้ในเวลาไล่เลี่ยกัน เป็นไปได้อย่างไร”

นั่นสิครับ เป็นไปได้อย่างไร

ร้านกาแฟ แม่ไม่ปลื้ม

ครอบครัวคุณอิมได้รับกรรมสิทธิ์ถือครองที่ดินผืนนี้เมื่อ พ.ศ. 2554 ก่อนจะกลายมาเป็นร้านกาแฟฮงเซียงกงใน พ.ศ. 2564 ทั้งที่ดินและอาคารต่าง ๆ ล้วนตกอยู่ในสภาพรกร้างมานาน

“เมื่อที่ดินยังอยู่ในความครอบครองของทายาทท่านเจ้าสัว ก็ไม่มีใครอาศัยอยู่ประมาณ 30 ปี เพราะครอบครัวท่านย้ายออกไปอยู่ที่อื่นกันหมด อาจให้คนอื่นมาเช่าอยู่เป็นระยะสั้น ๆ เท่าที่ทราบคือมีผู้มาเช่าทำโกดังเก็บข้าวกับเก็บถ่านอยู่สักพัก เมื่อคุณแม่ซื้อมา คุณแม่ก็ไม่ได้ทำอะไรอีกนานราวสิบปี เบ็ดเสร็จแล้วที่ผืนนี้รกร้างไปนานถึงสี่สิบปี” คุณตุ๊กล่าว

ฮงเซียงกง : พลิกโฉมที่ดินเก่าและอาคาร 200 ปีในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่และร้านแอนทีกริมน้ำ
คุณตุ๊และคุณแม่

“ตอนแรก ๆ ก็เคยคุยกันว่าจะทำธุรกิจโรงแรมริมแม่น้ำ แต่ผมกลับมีความคิดว่าเราน่าจะทำร้านกาแฟ ย่านนี้จะเป็น Café Hopping ในอนาคต แล้วผมก็อยากนำวัตถุโบราณจากโกดังมาตั้งแสดงไว้ในร้านกาแฟด้วย เราเก็บวัตถุโบราณไว้เยอะมาก สวย ๆ ทั้งนั้น ผมอยากให้คนทั่วไปมีโอกาสศึกษา และเห็นว่าของเก่ามีคุณค่า เพื่อที่เขาจะกลายเป็นนักอนุรักษ์ที่ดีได้” คุณตุ๊เริ่มอธิบายภาพในใจ แต่คุณแม่ก็ยังไม่ปลื้มกับความคิดนี้

“ก็อาจจะไปโทษคุณแม่ไม่ได้นะครับ ผมอาจอธิบายไม่ชัด เวลาบอกว่าทำร้านกาแฟ คุณแม่อาจจินตนาการว่าเป็นร้านโกปี๊เล็ก ๆ (หัวเราะ)” ลูกชายโทษตัวเอง

แล้วการเลือกปรับปรุงอาคารเก่าเป็นร้านกาแฟนั้น เกิดขึ้นเพราะคุณตุ๊เป็นผู้ที่หลงใหลการดื่มกาแฟหรือไม่

“เอ่อ.. ไม่ใช่เลยครับ ผมแพ้กาแฟ ดื่มแล้วท้องเสีย” คุณตุ๊ส่ายหัวรัว ๆ ผมได้แต่ร้องอ้าว….. 

“แต่เมื่อตัดสินใจแล้ว ผมยอมท้องเสียเลยนะ เอาวะ ผมตะลุยดื่มกาแฟตามที่ต่าง ๆ ท้องเสียก็ช่างมัน ผมหันมาศึกษาและทดลองกาแฟประเภทต่าง ๆ ดื่มไป ท้องเสียไป จนเรียนรู้ว่ากาแฟที่ดีเป็นอย่างไร ทุกวันนี้ผมชนะเรียบร้อยแล้วนะครับ (หัวเราะ) แถมยังเป็นคนหลงใหลกาแฟเอามาก ๆ”

คุณตุ๊และพี่น้องพยายามโน้มน้าวคุณแม่และคุณพ่ออยู่นานเกือบ 10 ปี จนในที่สุดฟ้าก็เป็นใจ

“ถึงจุดหนึ่งคุณแม่ก็ใจอ่อน คงเห็นด้วยกับผมและพี่น้องว่าการสร้างให้เป็นอะไรสักอย่างดีกว่าปล่อยให้รกร้างไปเฉย ๆ ตอนนั้นเป็นช่วงโควิดระบาด ร้านที่ริเวอร์ซิตี้ก็ซบเซา เราเลยมีเวลาว่างมากขึ้น คุณแม่เห็นว่าควรไปลองหาอะไรใหม่ ๆ ทำ แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือคุณพ่อไม่สบาย และเปรยกับคุณแม่ว่าให้ตุ๊ทำร้านกาแฟไปเถอะ ฉันอยากเห็นที่นี่เสร็จก่อนตาย จากนั้นผมลุยเลย” 

ฮงเซียงกงคือของขวัญ

“ที่ผมอยากสร้างให้เป็นของขวัญสำหรับพ่อแม่ ก็เพราะว่าคุณแม่ผูกพันกับที่ดินแปลงนี้มาก และผมนำชื่อของคุณพ่อมาเป็นชื่อร้าน นั่นคือคำว่าฮงเซียงกง” 

คำว่า ฮง เป็นชื่อเล่นของคุณธารา และเป็นชื่อของร้านฮง วัตถุโบราณ อันเป็นธุรกิจของครอบครัว ส่วนคำว่า เซียงกง นั้น คุณตุ๊เล่าว่าเดิมออกเสียงว่า เซียนกง (น. หนู) ตามชื่อศาลเจ้าเซียนกง ศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์คู่ย่านตลาดน้อยมาร่วม 200 ปี แต่ต่อมาเกิดการกร่อนเสียง จึงกลายเป็น เซียงกง (ง. งู) เช่นปัจจุบัน

“การใช้ชื่อพ่อยิ่งเป็นสิ่งผลักดันให้ผมพยายามทำทุกอย่างให้สำเร็จ เพราะผมนำชื่อของท่านมาใช้ ต้องทำให้ดีที่สุด”

แต่ประสบการณ์การสำรวจพื้นที่ในวันแรก ๆ กลับตั้งคำถามว่า “จะไหวหรือ”

“ต้นไม้ขึ้นรกเหมือนป่า ข้างนอกอุณหภูมิ 35 แต่ข้างใน 20 อาคารเป็นปูนลุ่ย ๆ หลังคาโหว่ สังกะสีก็ผุ พอเดินลึกเข้าไปเรื่อย ๆ จนถึงบริเวณเรือนไม้ โอ้โห สุด ๆ เดินสำรวจไปก็คิดว่าไม้มันจะร่วงลงมาเสียบเราหรือเปล่า (หัวเราะ) ตอนนั้นเราพี่น้องก็หวั่น ๆ อยู่ว่าจะมีใครแอบอยู่ในนี้ จะเป็นโจรมาปล้นเราไหม (หัวเราะ) ความรู้สึกคือมือเย็นเท้าเย็นตลอดเวลา ความคิดอย่างหนึ่งที่แล่นเข้ามาในสมองก็คือ เราจะปรับปรุงที่นี่ให้สวยงามได้อย่างไร” คุณตุ๊และคุณปุ่นร่วมกันรำลึกความหลัง

ฮงเซียงกง : พลิกโฉมที่ดินเก่าและอาคาร 200 ปีในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่และร้านแอนทีกริมน้ำ

คุณตุ๊เองก็ไม่ใช่สถาปนิก แต่ต้องมารับหน้าที่สำคัญ ด้วยเป็นผู้ที่มีภาพร้านฮงเซียงกงอยู่ในจินตนาการแจ่มชัดที่สุด

“ผมเรียนทางด้านบริหารธุรกิจและมีธุรกิจค้าวัตถุโบราณเช่นเดียวกับคุณพ่อ ร้านผมชื่อว่า DECH Gallery ซึ่งผมเน้นการค้าวัตถุโบราณเพื่อนำมาตกแต่งสถานที่ เลยมีลูกค้ามากมายที่เป็นทั้งสถาปนิกและมัณฑนากรที่ต้องการสินค้าไปตกแต่งโรงแรม ออฟฟิศ หรืออาคารต่าง ๆ จากประสบการณ์ในอาชีพนี้ ทำให้ผมเรียนรู้เรื่องการจัดแบบแปลน การกำหนดพื้นที่ เรียกว่าเป็น On the Job Training (หัวเราะ) แล้วผมก็เข้ามาที่นี่แทบทุกวัน คือมาจนจำพื้นที่ได้หมดทุกซอกทุกมุม

ฮงเซียงกง : พลิกโฉมที่ดินเก่าและอาคาร 200 ปีในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่และร้านแอนทีกริมน้ำ

“ตอนบูรณะ ผมไม่มีแปลนนะครับ ไม่มีกระดาษเลยสักแผ่น แต่ผมมีช่างคู่ใจ นั่นคือพี่พร พี่พรไปไหนก็จะมีดินสอใหญ่ ๆ แท่งหนึ่ง ผมก็ใช้ดินสอนั้นร่างแบบลงบนพื้นซีเมนต์เลย (หัวเราะ) พี่พรก็เก่งสุด ๆ พอเห็นปั๊บก็บอกว่า “อ๋อ… คุณตุ๊ต้องการอย่างนี้ใช่ไหม” แล้วก็แกะแบบไปทำต่อ ออกมาก็เป๊ะเลย”

ฮงเซียงกง : พลิกโฉมที่ดินเก่าและอาคาร 200 ปีในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่และร้านแอนทีกริมน้ำ

คุณชุมพร ช่างคู่ใจคุณตุ๊ เกิดในครอบครัวช่าง คุณพ่อเป็นช่างไม้ที่ดำน้ำลงไปปักเสาเข็มตามวิธีโบราณ รวมทั้งเคยซ่อมบ้านริมแม่น้ำเจ้าพระยามาหลายหลัง ตัวคุณชุมพรเองก็เคยดำน้ำลงไปช่วยคุณพ่อปักเสาเข็มด้วยวิธีนี้มาแล้ว

แม้จะไม่มีแปลน แต่ก็มีช่างรู้ใจ และมีหลักการบูรณะที่กำหนดไว้ชัดเจนว่า “ความไม่สมบูรณ์คือความสมบูรณ์” หรือ Imperfection is perfect

“ตอนที่ผมซ่อม ก็มีหลายคนบอกว่า ทำไมทำทั้งทีไม่ทำให้กริบไปเลย ทำไมไม่ดัดอาคารให้มันตรงล่ะ หรือเก็บรายละเอียดให้เรียบร้อยกว่านี้อีกไหม ผมยืนยันคำเดียวเลยว่าไม่ ผมอยากได้ผนังหยาบ ๆ ผนังที่มองเห็นอิฐเดิมซ่อนอยู่ภายใน เห็นต้นไม้ขึ้นบนกำแพง อาคารจะเอียงก็ไม่เป็นไร แต่ต้องไม่เป็นอันตรายนะ ปูนจะแตก กระเบื้องจะวิ่น ปล่อยไว้แบบนั้น รักษาทุกอย่างให้คงสภาพเดิมมากที่สุด คือเรามีหน้าที่เพียงทำให้เขาแข็งแรงขึ้น อยู่ได้ต่อไปได้นาน ๆ เราต้องรักษาสิ่งที่ทั้งมนุษย์และธรรมชาติได้ร่วมกันสร้างสรรค์มาแต่เดิมให้ดีที่สุด”

ฮงเซียงกง : พลิกโฉมที่ดินเก่าและอาคาร 200 ปีในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่และร้านแอนทีกริมน้ำ

ฮงเซียงกงจัดเป็นการอนุรักษ์อาคารโบราณประเภท Adaptive Heritage หมายถึงการรักษาอาคารดั้งเดิมเอาไว้ให้คงอยู่ตามสภาพเดิมมากที่สุด แต่นำมาใช้ในวัตถุประสงค์ใหม่ ทั้งนี้เป็นเพราะว่าอาคารนั้นมีอายุและสภาพเสียหายเกินกว่าจะนำกลับมาใช้งานตามวัตถุประสงค์เดิมได้อีกต่อไป

“ส่วนการนำวัตถุโบราณมาประดับนั้น เป็นการตกแต่งให้อาคารสวยงามยิ่งขึ้น การอนุรักษ์ฮงเซียงกงคือการเปลี่ยนบ้าน เปลี่ยนโรงเลื่อยและโกดังโบราณ ให้กลายมาเป็นร้านกาแฟและแกลเลอรี่ วัตถุโบราณที่นำมาตกแต่งช่วยสร้างความรื่นรมย์ให้กับลูกค้าตามวัตถุประสงค์ใหม่ของที่นี่ด้วย” คุณตุ๊อธิบาย

ฮงเซียงกงประกอบไปด้วยอาคารโบราณ 6 หลังบนพื้นที่กว้าง การบูรณะใช้เวลาทั้งสิ้น 1 ปีเต็ม เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 สิ้นสุดลงในเดือนเดียวกันเมื่อ พ.ศ. 2564 แล้วจึงนำวัตถุโบราณเข้ามาตกแต่ง พร้อมเก็บรายละเอียดจนเรียบร้อยก่อนเปิดให้บริการในเดือนเมษายนปีเดียวกัน

เรามาเดินไปพร้อม ๆ กันกับคุณตุ๊ เพื่อชมของขวัญชิ้นงามนี้ไปด้วยกัน

ร้านกาแฟ (Coffee Building)

ฮงเซียงกง : พลิกโฉมที่ดินเก่าและอาคาร 200 ปีในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่และร้านแอนทีกริมน้ำ

เริ่มกันที่อาคารร้านกาแฟ อาคารสีครามฝรั่ง (Indigo Blue) ที่เป็นเสมือนห้องรับแขกของฮงเซียงกง

“อาคารกาแฟมีสภาพดีที่สุด เนื่องจากตั้งอยู่ห่างจากแม่น้ำ สิ่งแรกที่อยากชวนให้ชมคือผนังปูนซึ่งหนามาก ๆ ประมาณ 40 – 60 เซนติเมตร นี่คือลักษณะของอาคารสมัยก่อน”

 “สิ่งที่อยากชวนให้ใช้จินตนาการก็คือ เมื่อขุดลงไปใต้ดินจะเจอไหน้ำปลาวางเรียงไว้ทั่วบริเวณ เมื่อขุดลึกลงไปเรื่อย ๆ จะเจอท่อนซุงวางเรียงกันอยู่อีกด้วย เมื่อก่อนช่างจะวางท่อนซุงไว้ล่างสุด ตามด้วยไหน้ำปลา ก่อนจะถมดินและเทปูนทับ” 

“สำหรับการบูรณะอาคารนั้น ผมแค่ทำให้แข็งแรงขึ้น ภายในผนังปูนจะมีตะแกรงเหล็กเสริมด้านใน ก็นำมาเคลือบกันสนิม เพื่อให้ใช้ได้นาน ๆ ส่วนผนังปูนก็ทำความสะอาด ส่วนไหนที่สึกหรอ ก็ฉาบให้อยู่ในลักษณะเดิมมากที่สุด ตรงไหนที่มีปูนกะเทาะ เราก็จะทำความสะอาดแบบค่อย ๆ เช็ดเบา ๆ จากนั้นเคลือบด้วยสีล่องหน เพื่อรักษาสภาพพื้นผิวเอาไว้”

ฮงเซียงกง : พลิกโฉมที่ดินเก่าและอาคาร 200 ปีในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่และร้านแอนทีกริมน้ำ

“สิ่งที่ต้องเปลี่ยนใหม่ก็คือเสา 3 ต้น ซึ่งเดิมเป็นเสาขนาดเล็กมาก ผมก็ให้ช่างก่อเสาใหม่ เพื่อให้รองรับน้ำหนักได้มากขึ้น อีกอย่างคือกระเบื้องมุงหลังคา ซึ่งไม่อยู่ในสภาพที่ใช้การได้ ซึ่งผมเลือกใช้กระเบื้องว่าว โดยสั่งจากโรงงานที่ทำตามวิธีแบบโบราณ”

ส่วนสีครามฝรั่งที่ใช้ฉาบอาคารนั้น เป็นสีที่คุณตุ๊เลือกใช้เพื่อให้ได้เฉดสีที่ใกล้เคียงกับสีต้นฉบับมากที่สุด ซึ่งการสืบค้นนั้น ได้มาจากรอยแตกของสีที่ปรากฏอยู่บนประตูบานพับหน้าอาคารนั่นเอง

ฮงเซียงกง : พลิกโฉมที่ดินเก่าและอาคาร 200 ปีในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่และร้านแอนทีกริมน้ำ

“ผมถมพื้นที่ให้สูงขึ้นไปเมตรกว่า ๆ ซึ่งเดิมอาคารนี้จะมีช่องลมเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าขาดใหญ่ติดตั้งอยู่เหนือประตู แต่พอถมพื้นที่สูงขึ้นมากขนาดนั้น ก็เลยต้องแกะช่องลมออก ไม่อย่างนั้นทางเข้าร้านจะเตี้ยมาก ๆ ส่วนช่องลมโบราณนั้น ผมย้ายไปตั้งแสดงไว้ในร้าน เวลามาซื้อกาแฟหรือสั่งขนม ก็อย่าลืมสังเกตนะครับ หรือจะมองขึ้นไปบนชั้นสองก็ได้ ช่องลมแบบโบราณยังติดอยู่เหมือนเดิม” 

คุณตุ๊ชี้เป้าให้แล้วนะครับ หากไปเยี่ยมฮงเซียงกง ก็อย่าลืมสังเกตดูนะครับ

เรือนไม้ (Wooden Hall)

เมื่อสั่งเครื่องดื่มและขนมที่ร้านกาแฟเรียบร้อยแล้ว ลูกค้ามักจะเดินเข้ามานั่งในเรือนไม้ ซึ่งเป็นบริเวณโปร่งโล่ง ใต้เพดานสูง รับลมแม่น้ำเย็นสบาย บางเวลายังมีดนตรีสดบรรเลงเพลงเพราะ ๆ ให้ฟังกันอีกด้วย

ฮงเซียงกง : พลิกโฉมที่ดินเก่าและอาคาร 200 ปีในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่และร้านแอนทีกริมน้ำ

“บริเวณนี้เป็นส่วนที่ผมต้องรื้อออก เพราะผุพังเสียหายหมด สิ่งที่ผมอยากให้สังเกตคือเสาไม้จำนวน 18 ต้น ที่ค้ำหลังคาอยู่ล้อมรอบบริเวณนี้ เสาเหล่านี้เป็นเสาไม้แดง ขนาด 8 นิ้ว เป็นเสาที่ต้องสั่งมาใหม่ แต่วิธีฝังเสานั้น ผมขอเรียกว่าเป็นวิธีแฮนด์เมดครับ” คุณตุ๊อธิบาย 

วิธีการฝังเสาไม้นั้น ช่างพรได้เลือกใช้วิธีแบบโบราณ นั่นคือเปิดปากหลุมขนาดพอดีกับเสา แล้วค่อย ๆ โกยเศษดิน เศษอิฐ ฯลฯ ที่อยู่ในหลุมออกมาให้หมด แต่ละหลุมจะลึกราว ๆ 3 เมตร ที่สำคัญคือกระบวนการนี้ทำด้วยมือมนุษย์ทั้งสิ้น ปราศจากความช่วยเหลือจากเครื่องจักรใด ๆ จากนั้นจึงใช้รอกกดเสาลงไปในหลุม แล้วค่อยกลบดินอัดให้แน่น ก่อนโบกปูนรัดเสาอีกครั้ง

“ตอนผมเห็นพี่พรทำวิธีนี้ ผมยังถามพี่พรว่า “พี่ครับ นี่พี่จะไม่เอาเครื่องมาขุดหน่อยเหรอ ทำไมใช้มือล้วงล่ะครับ” (หัวเราะ) พี่พรก็บอกผมว่า “ไม่ต้องห่วง พ่อผมก็ทำแบบนี้เวลาสร้างและซ่อมบ้านโบราณ ทำวิธีนี้ดีแล้ว คุณตุ๊ไม่ต้องห่วงหรอก ไม่พังแน่ (หัวเราะ)” สมเป็นงานแฮนด์เมดจริง ๆ

เพดานของเรือนไม้นั้นอยู่สูง จึงต้องมีการต่อเสาค้ำให้สูงพอดีด้วย ซึ่งช่างพรก็เลือกใช้วิธีโบราณเช่นกัน นั่นคือบากเสาไม้เป็นตัว L (แอล) แล้วนำเสาทั้งสองต้นมาสบกันให้สนิท ก่อนใช้สลักเหล็กยึดเข้าไว้ด้วยกัน เท่านี้ก็จะได้เสาค้ำสูงจรดเพดาน

ส่วนวัตถุโบราณที่ประดับบริเวณเรือนไม้นั้น 

“ต้องบันไดวนเลยครับ เป็นวัตถุโบราณที่ลูกค้าชอบที่สุด บันไดวนนี้มาจากพม่า อายุกว่าร้อยปี เป็นไม้สักทอง ผมชอบบันไดวนอันนี้มาก ลักษณะเด่นคือเป็นงานโคโลเนียล (Colonial) ที่สร้างอย่างประณีต ขอให้สังเกตแผ่นปิดใต้ขั้นบันไดนะครับ ช่างจะค่อย ๆ เอาไม้สักทีละแผ่นมาตัด ดัด รีด แล้วนำมาเรียงต่อ ๆ กันอย่างประณีต พี่พรบอกผมว่าบันไดวนแบบนี้อาจใช้เวลาสร้างตั้งแต่ 6 เดือนถึง 1 ปี และเราอาจหาช่างทำงานไม้ลักษณะนี้ไม่ได้อีกแล้ว”

ฮงเซียงกง : พลิกโฉมที่ดินเก่าและอาคาร 200 ปีในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่และร้านแอนทีกริมน้ำ
ฮงเซียงกง : พลิกโฉมที่ดินเก่าและอาคาร 200 ปีในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่และร้านแอนทีกริมน้ำ

“บันไดวนจะเชื่อมกับระเบียง ซึ่งความจริงบริเวณนั้นไม่มีระเบียงมาแต่เดิมนะครับ ผมนำมาตกแต่งเพิ่มเติม โดยระเบียงนี้คุณพ่อคุณแม่ได้มาจากวังเก่า แล้วเข้ากันได้ดีกับดีไซน์ของบันไดวนมาก เมื่อจะนำระเบียงมาเชื่อมกับบันไดวนนั้น ตอนแรกผมก็กังวลกับเรื่องของความสูงว่าจะเข้ากันไหม ปรากฏว่าเกือบพอดี คือผมต้องเพิ่มบันไดวนขึ้นอีกเพียงขั้นเดียว ก็เชื่อมกับระเบียงได้อย่างลงตัว ผมไม่แน่ใจว่าควรจะเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Destiny หรือความฟลุ๊ก (หัวเราะ)”

บริเวณเรือนไม้เป็นมุมโปรดของลูกค้าหลายต่อหลายคน และเป็นบริเวณที่มีการบันทึกภาพและเผยแพร่กันในสื่อสังคมออนไลน์มากที่สุดบริเวณหนึ่งของร้าน

ฮงเซียงกง : พลิกโฉมที่ดินเก่าและอาคาร 200 ปีในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่และร้านแอนทีกริมน้ำ

ฮงเฮาส์ (Hong House)

ฮงเซียงกง : พลิกโฉมที่ดินเก่าและอาคาร 200 ปีในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่และร้านแอนทีกริมน้ำ

“ฮงเฮาส์เป็นอาคารเก่าแก่ที่สุดและอยู่ใกล้ริมน้ำ สิ่งแรกที่ผมให้ความสำคัญคือเรื่องน้ำท่วม ผมเกรงว่าถ้าน้ำท่วมหนัก ๆ จะกระทบอาคารนี้ ตอนแรกผมคิดว่าจะถมดินและเทปูนเพื่อเพิ่มระดับพื้นที่ให้สูงขึ้น แต่ถ้าทำเช่นนั้น ห้องด้านล่างจะเตี้ยมาก ใช้การไม่ได้ ช่างก็เลยแนะนำว่าไม่ต้องถม ปล่อยส่วนนี้ให้เป็นแหล่งเก็บน้ำตามธรรมชาติ ริมแม่น้ำมีกำแพงที่กรุงเทพมหานครสร้างอยู่แล้ว ดังนั้น น้ำที่ไหลจากแม่น้ำเข้าสู่พื้นที่ตรง ๆ เลยแทบจะไม่มี แต่น้ำที่ไหลเอ่อขึ้นมาจากใต้ดินหรือจากท่อจะมีโอกาสเกิดขึ้นแน่ ๆ ผมกับช่างก็เลยออกแบบระบบท่อให้ระบายน้ำลงสู่แม่น้ำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น”

ฮงเฮาส์เป็นอาคารประธานของพื้นที่ และเป็นบ้านหลังแรกที่เจ้าสัวสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย ดังนั้นจึงใช้ไม้สักทองคุณภาพดีเยี่ยม และไม้อายุกว่า 200 ปีก็ยังทำหน้าที่ได้อย่างดีจนทุกวันนี้ เช่นเดียวกับป้ายสีแดงประดับอักษรจีนอ่านออกเสียงว่า ‘ปอสือกี่’ ซึ่งเป็นป้ายประดับอาคารนี้มาแต่ดั้งเดิม

ฮงเซียงกง : พลิกโฉมที่ดินเก่าและอาคาร 200 ปีในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่และร้านแอนทีกริมน้ำ

ฮงเฮาส์เป็นอาคารสำคัญที่สุด และคุณตุ๊ก็เลือกแสดงวัตถุโบราณที่มีคุณค่าทางจิตใจของสมาชิกในครอบครัวมากที่สุด

“บานประตูโบราณขนาดแปดแผ่นอายุกว่าร้อยปี เป็นของสะสมที่คุณพ่อคุณแม่รักมาก เก็บรักษามา 40 ปี สันนิษฐานว่าเคยตั้งอยู่ในบ้านของคหบดีจีนที่เมืองเฉาโจว”

เบื้องหลังการบูรณะที่ดินรูปน้ำเต้าในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่ Adaptive Heritage ที่ปรับปรุงอาคารโบราณให้ใคร ๆ เข้ามาใช้งาน

เมืองเฉาโจวคือเมืองแต้จิ๋ว ตั้งอยู่ทางใต้ใกล้ ๆ มณฑลกวางตุ้ง บรรพบุรุษของชาวไทยเชื้อสายจีนเดินทางมาจากที่นั่นเป็นจำนวนมาก ดังนั้น พื้นที่ของฮงเฮาส์จึงเน้นจัดแสดงศิลปวัตถุจากเมืองนี้ เพราะมีความเกี่ยวเนื่องกับตึงหนังเกี้ยชาวไทย

เบื้องหลังการบูรณะที่ดินรูปน้ำเต้าในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่ Adaptive Heritage ที่ปรับปรุงอาคารโบราณให้ใคร ๆ เข้ามาใช้งาน
งานศิลป์จากเฉาโจว (แต้จิ๋ว)

“นอกจากประตูแล้วก็มีหน้าต่างและไม้แกะสลักอื่น ๆ ความโดดเด่นของงานเฉาโจวคือฝีมือสลักอันประณีต มักเป็นภาพสลักที่บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิตผู้คน หรือภาพอันเป็นมงคลอย่างมงคลแปดประการตามคติจีน แต้จิ๋วเป็นแหล่งไม้เอมซึ่งเป็นไม้เนื้ออ่อน แกะสลักง่าย จึงสามารถสร้างสรรค์งานละเอียดเช่นนี้ และเพื่อรักษางานศิลป์บนไม้ให้อยู่ทน จึงลงแลคเกอร์ เล่นสีดำแดงตัดสีทองให้เด่นชัด”

เบื้องหลังการบูรณะที่ดินรูปน้ำเต้าในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่ Adaptive Heritage ที่ปรับปรุงอาคารโบราณให้ใคร ๆ เข้ามาใช้งาน
งานศิลป์จากเวียดนาม

นอกจากงานศิลป์จากจีนแล้ว ยังมีเครื่องเรือนเป็นชุดโต๊ะเก้าอี้จากเวียดนามที่ทำจากไม้ปุ่มประดู่ เป็นงานฝังไม้แทนฝังมุก อย่างที่นักสะสมเรียกกันว่างานอินเลด (Inlaid) และเป็นงานศิลป์ชิ้นสวยควรคู่อาคารสำคัญอย่างฮงเฮาส์เช่นกัน

ริเวอร์ รูม 1 และ 2 (River Room 1 & 2)

เบื้องหลังการบูรณะที่ดินรูปน้ำเต้าในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่ Adaptive Heritage ที่ปรับปรุงอาคารโบราณให้ใคร ๆ เข้ามาใช้งาน

อาคารริเวอร์ รูม 1 เป็นอีกอาคารที่ใคร ๆ มาเห็นเข้าก็อยากบันทึกภาพ เพราะมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นคลุมทั้งกำแพงและตัวตึก ดูสวยงามโดดเด่น ส่วนอาคารริเวอร์ รูม 2 นั้น มีจุดเด่นอยู่ที่ผนังปูนดั้งเดิม ซึ่งเป็นผนังปูนฉาบ เผยให้เห็นก้อนอิฐโบราณอยู่ภายใน การบูรณะอาคารริเวอร์ รูม ทั้ง 1 และ 2 นั้นถือว่าไม่ยาก เพียงแต่เสริมอาคารให้แข็งแรง และรักษาผนังดั้งเดิมเอาไว้ให้คงสภาพที่สุด สิ่งที่ท้าทายคือการผลิตหน้าต่างที่ปรับแต่งให้มีขนาดพิเศษ พอเหมาะสำหรับนำไปใส่บนผนัง ระหว่างแนวรากไม้อันระเกะระกะ

สิ่งที่น่าสนใจคือวัตถุโบราณที่นำมาจัดแสดง ซึ่งมาไกลจากอินเดียเลยทีเดียว

“เสาทั้งหมด 14 ต้นในริเวอร์ รูม 1 และ 2 เป็นวัตถุโบราณที่ผมก็ทึ่งว่านำมาประดับได้ลงตัวมาก ดูไม่ขัดตาเลย ทั้ง ๆ ที่ศิลปวัตถุอินเดียไม่น่าจะใช้ประดับอาคารแบบจีนได้ เสาอินเดียกลุ่มนี้มีส่วนประกอบ 3 ส่วน คือฐานเป็นหินแข็งมาก ๆ แล้วก็เสาไม้ทรงกลมมนท่อนใหญ่และหนักมาก ๆ ด้านบนสุดคือหัวเสา ซึ่งทำจากไม้สลักลวดลายละเอียดงดงาม ในอดีตเมื่อนำมาใช้งานจริง ๆ นั้น เขาก็แค่นำฐานมาตั้ง แล้ววางเสากับหัวเสาไว้บนฐานหิน ปล่อยให้น้ำหนักของหลังคากดทับลงมาเท่านั้น ไม่ต้องยึดส่วนประกอบด้วยเดือยแต่อย่างใด” 

เบื้องหลังการบูรณะที่ดินรูปน้ำเต้าในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่ Adaptive Heritage ที่ปรับปรุงอาคารโบราณให้ใคร ๆ เข้ามาใช้งาน

“แต่เมื่อผมตัดสินใจนำเสาอินเดียมาตั้งประดับไว้ตรงนี้ ความสูงของอาคารนั้นเกินความสูงของเสา ผมก็เลยให้ช่างใช้เดือยเหล็กขนาดใหญ่เชื่อมฐานกับเสา และเชื่อมเสากับหัวเสาไว้ด้วยกัน ซึ่งตอนที่เจาะหินเพื่อใส่เดือยนั้นยากมาก เพราะเป็นหินที่แข็งสุด ๆ ช่างบอกผมว่ากว่าจะเจาะหินฝังเดือยได้สำเร็จ หัวเจาะหักไปไม่รู้เท่าไหร่ (หัวเราะ)” 

เบื้องหลังการบูรณะที่ดินรูปน้ำเต้าในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่ Adaptive Heritage ที่ปรับปรุงอาคารโบราณให้ใคร ๆ เข้ามาใช้งาน

หน้าริเวอร์ รูม มีบริเวณให้ลูกค้านั่งเล่นมองแม่น้ำเจ้าพระยาเพลิน ๆ อยากกระซิบว่าโต๊ะและเก้าอี้ไม้ที่เตรียมไว้รับรองลูกค้านั้นก็ทำมาจากไม้โบราณที่ค้นพบอยู่ในพื้นที่ขณะทำการบูรณะ 

เรือนปั้นหยา (Gallery)

เบื้องหลังการบูรณะที่ดินรูปน้ำเต้าในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่ Adaptive Heritage ที่ปรับปรุงอาคารโบราณให้ใคร ๆ เข้ามาใช้งาน

เรือนปั้นหยาเป็นอีกบริเวณที่เมื่อขุดลงไปใต้ดินแล้วพบไหน้ำปลาและซุงวางเรียงอยู่ทั่วไป อาคารนี้ถือว่าเป็นอาคารที่ใหญ่ที่สุด ชั้นล่างจัดสรรเป็นพื้นที่ใช้สอยสำหรับลูกค้า อย่างเช่นห้องน้ำ ส่วนชั้นบนเป็นแกลเลอรี่แสดงงานศิลป์

“การบูรณะเรือนปั้นหยาค่อนข้างยาก เพราะมีกำแพงที่อยู่ติดกับเรือนไม้ (Wooden Hall) แล้วมีต้นโพธิ์ขึ้นแทรกระหว่างกลาง เป็นต้นโพธิ์ที่ดันกำแพงจนแทบจะล้ม และปรากฏรอยร้าวไปทั่ว พี่พรเสนอว่าให้เสริมเหล็กเส้นใส่ไว้ในแนวกำแพง ช่วงที่รื้อกำแพงเพื่อเสริมเหล็กเส้นก็เก็บอิฐเดิมเอาไว้ด้วย แล้วพอใส่เหล็กเส้นเสร็จแล้ว จึงค่อย ๆ นำอิฐเดิมมาก่อคืนกลับไปทีละก้อน แล้วค่อยฉาบปูนทับให้แข็งแรงขึ้น”

สิ่งที่ควรสังเกตนั้นคือระเบียงบนชั้นสอง ซึ่งคุณตุ๊บอกว่าเป็นระเบียงที่ทำขึ้นพิเศษเพื่ออาคารโบราณหลังนี้

เบื้องหลังการบูรณะที่ดินรูปน้ำเต้าในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่ Adaptive Heritage ที่ปรับปรุงอาคารโบราณให้ใคร ๆ เข้ามาใช้งาน

“ผมเลือกนำกระเบื้องปรุสีเขียวมาประดับบนระเบียงไม้ เป็นกระเบื้องปรุที่คุณพ่อสะสมมานานกว่า 50 ปี กระเบื้องปรุลักษณะนี้พบได้ทั่วไปในสถาปัตยกรรมจีน ทั้งหมดเป็นงานทำมือ จึงมีขนาดใกล้เคียงกัน แต่ไม่เท่ากันเป๊ะ ๆ นอกจากนี้ยังมีน้ำหนักมาก เวลานำมาอัดลงบนเนื้อไม้ จำเป็นต้องเจียไม้และกระเบื้องให้มีขนาดพอดีกันทุก ๆ แผ่น เพื่อถ่ายน้ำหนักได้พอดี” 

เบื้องหลังการบูรณะที่ดินรูปน้ำเต้าในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่ Adaptive Heritage ที่ปรับปรุงอาคารโบราณให้ใคร ๆ เข้ามาใช้งาน

ในแกลเลอรี่ยังแสดงโบราณวัตถุที่น่าสนใจอีกหลายชิ้น สิ่งที่เตะตาผมมากที่สุดคือดาวเพดาน ซึ่งมีลักษณะคล้ายดอกไม้ และเคยประดับเพดานวัดในพม่ามาก่อน

เบื้องหลังการบูรณะที่ดินรูปน้ำเต้าในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่ Adaptive Heritage ที่ปรับปรุงอาคารโบราณให้ใคร ๆ เข้ามาใช้งาน
ดาวเพดานตั้งเรียงอยู่ด้านซ้าย

เมนูแนะนำตำรับฮงเซียงกง

เมื่อดื่มด่ำกับอาคารเก่าและโบราณวัตถุที่นำมาแสดงอยู่ทั่วบริเวณฮงเซียงกงแล้ว ก็ไม่ควรพลาดที่จะดื่มด่ำกับเมนูเครื่องดื่มและขนมที่มีไว้พร้อมบริการอยู่หลากหลายละลานตา

“เราพยายามสร้างสรรค์เมนูเครื่องดื่มและอาหารที่ช่วยเล่าเรื่องราวย่านตลาดน้อย รวมทั้งความเป็นลูกหลานไทยเชื้อสายจีน ซึ่งเป็นผู้ที่ตั้งถิ่นฐานและอาศัยอยู่ในย่านนี้เป็นหลัก ที่สำคัญคือครอบครัวเราชอบทานของอร่อย เราจึงทดลองเมนูต่าง ๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก จนแน่ใจว่าได้รสชาติที่ลงตัวที่สุด” คุณปุ่นและคุณทอง ผู้เป็นพี่สาวและน้องชายคุณตุ๊ ช่วยกันเล่า และผมก็เลยขอให้ช่วยคัดสรรเมนูเด็ดเพื่อแนะนำผู้อ่าน The Cloud สักหน่อย

เบื้องหลังการบูรณะที่ดินรูปน้ำเต้าในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่ Adaptive Heritage ที่ปรับปรุงอาคารโบราณให้ใคร ๆ เข้ามาใช้งาน
กาแฟที่รินลงในถ้วยบรรจุเกล็ดน้ำแข็งที่ทำจากนมสด คือเมนู Icy Dirty พร้อมด้วยเครื่องดื่มและขนมต่าง ๆ
  • Taladnoi Orange Coffee น้ำส้มมะปี๊ดในโซดาซ่า ท็อปอัปด้วยอเมริกาโนช็อต เครื่องดื่มยอดฮิตที่ช่วยเรียกความสดชื่นได้ดี ส้มมะปี๊ดคือส้มลูกเล็ก มีรสเปรี้ยวนำ ที่เราคุ้นเคยกันดีในนาม ‘ส้มจี๊ด’ มีถิ่นกำเนิดจากจีน ชาวแต้จิ๋วเรียกส้มชนิดนี้ว่ากำกั๊ดหรือกิมกิก นอกจากรสอร่อยแล้ว ส้มยังเป็นผลไม้มงคลตามคติความเชื่อจีนอีกด้วย
  • Sieng Kong Pudding Tea เครื่องดื่มสุดป๊อปที่ลูกค้ารักลูกค้าหลง พุดดิ้งเต้าฮวยรสละมุน ผลิตจากวัตถุดิบระดับออร์แกนิก เข้ากันได้ดีกับชาไทยที่ใส่ไซรัปขิงหอมชื่นใจสไตล์จีน โรยหน้าด้วยน้ำตาลทรายแดงและปาท่องโก๋ตัวเล็กให้กรุบกรอบสะดุ้งลิ้น เมนูเครื่องดื่มสร้างสรรค์ใหม่ที่ยังรักษาจุดเด่นดั้งเดิมของย่านตลาดน้อย
  • Sparkling Red Peach Tea ใครไม่ใช่คอชาหรือกาแฟคราวนี้มีเฮ น้ำเชื่อมสีแดงเข้มรสพีชจะนำความหวานหอมมาให้ เมื่อคนเคล้าให้ละลายเป็นเนื้อเดียวกันกับพรายฟองโซดา พีชคือผลท้ออันสื่อถึงความเป็นอมตะตามคติความเชื่อจีน สีแดงคือสีมงคลและเป็นสีที่เป็นภาพจำของย่านตลาดน้อยด้วยเช่นกัน
  • Icy Dirty คือเครื่องดื่มที่คอกาแฟผู้แคร์การถ่ายรูปลง IG จะต้องกรีดร้อง กาแฟคั่วกลางหอมกำลังดี มาในช็อตแก้วแยกต่างหากจากนมสดเข้มข้นที่แช่แข็งจนเกิดประกายเกล็ด เมื่อเทกาแฟระอุให้ไหลเอื่อย ๆ ลงสู่เกล็ดฟู ๆ ของนมสด ภาพที่สวยงามจะปรากฏจนอยากจะบันทึกเอาไว้ จะใช้เวลาถ่ายหรือโพสต์กันกี่รูปก็สบายใจ เพราะเกล็ดนมสดเย็นยะเยือกจะยังไม่ละลายหายไปง่าย ๆ เมื่อโพสต์ภาพเสร็จเรียบร้อยแล้วค่อยมาละเลียดทีละคำ ความรู้สึกเหมือนดื่มด่ำไอศกรีมชั้นดี แถมยังนึกถึงร้านโกปี๊ กาแฟแบบโบราณคู่ย่านตลาดน้อยอีกด้วย
  • Flourless Orange Cake เค้กส้มไร้แป้งสาลีเพราะมีแป้งอัลมอนด์เป็นตัวชูโรง อัลมอนด์เป็นวัตถุดิบหลักในการทำเห่งยิ้ง เต๊ หรือน้ำอัลมอนด์ที่มีรสและกลิ่นเป็นเอกลักษณ์ ชาวจีนนิยมดื่มเพื่อสุขภาพกันมารุ่นสู่รุ่น เมื่อนำเค้กเนื้ออัลมอนด์มาผสมผสานกับส้มหอมหวานจะน่าทานขนาดไหน แล้วส้มยังเป็นผลไม้ที่ใคร ๆ ก็มักนำมาไหว้ศาลเจ้ากันเสมอ เมนูนี้คือความอร่อยที่แฝงร่องรอยแห่งวัฒนธรรม
  • Custard Tart ด้วยแรงบันดาลใจจากทาร์ตไข่หน้าเหลืองนวล ที่มักเสิร์ฟมาเป็นของหวานล้างปากหลังติ่มซำมื้ออร่อยแบบแต้จิ๋ว ทางฮงเซียงกงจึงเลือกประดิดประดอยออกมาเป็นเมนู Custard Tart โดยคัดสรรไข่สด ๆ ทั้งฟองมาผสมกับน้ำเชื่อมวานิลลาที่จะพารสหวานหอมละมุนละไมมาให้คุณได้ดื่มด่ำ
  • Croffle with Cream Cheese นำแป้งครัวซองต์จากฝรั่งเศสมาผสมผสานกับวัตถุดิบชั้นดี แล้วอบในพิมพ์รวงผึ้งให้กลายร่างเป็นวาฟเฟิล เมื่อได้ที่แล้วเสิร์ฟร้อน ๆ ทันที เพื่อให้ได้ลิ้มรสสัมผัสกรอบนอกนุ่มใน เวลาทานให้ประจงป้ายครีมชีสนัว ๆ แล้วตัดรสด้วยมิกซ์เบอร์รี่ซอส พร้อมผลไม้สด เมนูนี้ต้องสั่งก่อนแล้วถึงลงมือทำเท่านั้น เพื่อการันตีความสด
เบื้องหลังการบูรณะที่ดินรูปน้ำเต้าในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่ Adaptive Heritage ที่ปรับปรุงอาคารโบราณให้ใคร ๆ เข้ามาใช้งาน
Custard Tart

ผมฟังคุณปุ่นและคุณทองร่ายมนต์เมนูเด็ดจนเคลิ้ม และแล้วก็มาถึงคำถามสุดท้ายที่ผมถามสองพี่น้องว่า อะไรคือประสบการณ์ของร้านฮงเซียงกงที่หาจากที่อื่นไม่ได้

“ฮงเซียงกงเป็นพื้นที่ที่เชื่อมคนหลายวัยเข้าด้วยกัน มาที่นี่จะพบคนทุกรุ่น ตั้งแต่อากง อาม่า ที่มากับพ่อ แม่ ลูก-หลานวัยรุ่น จนกระทั่งเด็กทารก อากงอาม่ามาเล่าให้ลูกหลานฟังถึงความทรงจำที่มีต่อสิ่งของต่าง ๆ ที่ท่านเคยใช้มาก่อน อย่างรถเจ๊กหรือรถลากที่เราจัดแสดงอยู่ มารำลึกถึงวันวานเมื่อวิ่งเล่นในย่านเยาวราช ตลาดน้อย เป็นการถ่ายทอดความทรงจำจากรุ่นสู่รุ่น” 

“โต๊ะหรือเก้าอี้แต่ละตัวเป็นของเก่าทั้งนั้น และเป็นของจริง เวลานั่งอาจมีโยกมีคลอนกันได้บ้าง เพราะเป็นเครื่องเรือนโบราณที่ยังใช้วิธีเข้าลิ่ม ไม่ได้ตอกตะปู และเราอยากให้ลูกค้าได้สัมผัสสิ่งของเหล่านี้ ถ้าโต๊ะหรือเก้าอี้ตัวไหนเริ่มคลอนมากเข้า ก็ฝากมาบอกเราด้วย จะได้รีบไปซ่อมให้ (หัวเราะ)” คุณทองกับคุณปุ่นช่วยกันตอบ

เบื้องหลังการบูรณะที่ดินรูปน้ำเต้าในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่ Adaptive Heritage ที่ปรับปรุงอาคารโบราณให้ใคร ๆ เข้ามาใช้งาน
คุณปุ่น พี่สาวคนโต คุณทอง น้องชายคนเล็ก

ฮงเซียงกงบูรณะขึ้นโดยยึดหลักการที่ว่า “ความไม่สมบูรณ์คือความสมบูรณ์ – Imperfection is perfect” วันนี้ผมคิดว่าลูก ๆ ทั้งสามคนได้มอบของขวัญอันงดงามสมบูรณ์แบบให้กับคุณพ่อคุณแม่แล้ว ย่อมจะนำความภาคภูมิใจมาสู่ท่านอย่างแน่นอน

เบื้องหลังการบูรณะที่ดินรูปน้ำเต้าในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่ Adaptive Heritage ที่ปรับปรุงอาคารโบราณให้ใคร ๆ เข้ามาใช้งาน
ฮงเซียงกงคือของขวัญสำหรับคุณพ่อและคุณแม่

“คุณแม่มาที่นี่แทบทุกวัน มานั่งดูผู้คน ซึมซับบรรยากาศ มาจนเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของร้านไปแล้ว” วันนี้ฮงเซียงกงคือร้านกาแฟที่คุณแม่ปลื้มที่สุด ผมขออนุญาตบอกใบ้ให้นิดหนึ่งว่า ที่ประจำของคุณแม่นั้นอยู่ตรงบริเวณโถงเรือนไม้นะครับ ไปพบปะสนทนากับท่านได้”

นอกจากนี้ฮงเซียงกงยังเป็นของขวัญสำหรับผู้ที่หลงใหลในสถาปัตยกรรมเก่าอันงดงาม รวมทั้งโบราณวัตถุที่ทรงคุณค่าอีกด้วย สำหรับผม ฮงเซียงกงคือกรณีศึกษาเรื่อง Adaptive Heritage ที่สมควรได้รับคะแนนระดับ Perfect 10 !

เบื้องหลังการบูรณะที่ดินรูปน้ำเต้าในตลาดน้อย เป็นคาเฟ่ Adaptive Heritage ที่ปรับปรุงอาคารโบราณให้ใคร ๆ เข้ามาใช้งาน

ขอขอบพระคุณผู้ให้สัมภาษณ์

1. คุณเย็นจิตต์ แช่ตั้ง – คุณอิม เจ้าของพื้นที่ฮงเซียงกง

2. คุณเดชา แซ่เบ๊ – คุณตุ๊ ผู้ก่อตั้งฮงเซียงกง

3. คุณเกศรินทร์ แซ่เบ๊ – คุณปุ่น ผู้ร่วมก่อตั้งฮงเซียงกง 

4. คุณทองดี แซ่เบ๊ – คุณทอง ผู้ร่วมก่อตั้งฮงเซียงกง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

1. บทสัมภาษณ์ของคุณนวพร เรืองสกุล กรรมการสาขาเศรษฐศาสตร์ สภาวิจัยแห่งชาติ ในวีดิทัศน์เรื่องก้าวแรกสู่เส้นทางสายใหม่ จัดทำและเผยแพร่โดยธนาคารไทยพาณิชย์ เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2018 (www.youtube.com/watch?v=qjEQRdSBmQc)

2. บทความเรื่อง “นายหลิมจุนเบง” ผู้ใจบุญที่มั่งคั่ง ผจก.คนแรกของธนาคารมณฑล ก่อนเป็น “ธนาคารกรุงไทย” โดยคุณธงชัย ลิขิตพรสวรรค์ เผยแพร่ในนิตยสารออนไลน์ศิลปวัฒนธรรม เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ.2564 (นายหลิมจุนเบง ผจก.คนแรกของธนาคารมณฑล ก่อนเป็น ธนาคารกรุงไทย (silpa-mag.com))

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Heritage House

สถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่เล่าประวัติศาสตร์บนแผ่นดินไทย

ใคร ๆ ก็รู้จัก คุณสมชัย กวางทองพานิชย์ ในฐานะนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นย่านสำเพ็ง ผมเองก็เช่นกัน ขณะที่ใคร ๆ เรียกคุณสมชัยว่าอาเจ็กบ้าง อาเฮียบ้าง แต่ผมกลับถนัดที่จะเรียกท่านว่า ‘พี่สมชัย’ ด้วยความเคารพตั้งแต่แรกพบ

“ดี ๆ เรียกพี่ทำให้เฮียรู้สึกหนุ่มขึ้นมาหน่อย” พี่สมชัยหัวเราะเสียงก้องอย่างอารมณ์ดี แต่ยังแทนตัวเองว่าเฮีย

เมื่อตึงหนังเกี้ยอย่างผมกำลังเสาะหา Heritage House ในย่านสำเพ็ง เพื่อจะนำมาถ่ายทอดให้ชาว The Cloud ได้อ่านกันเพลิน ๆ ในคอลัมน์นี้ คนแรกที่ผมนึกถึงคือพี่สมชัย ผู้สืบทอดกิจการร้านค้าเชือก ‘ก้วงเฮงเส็ง’ อันเก่าแก่ของครอบครัว พี่สมชัยเป็นคนสำเพ็งอย่างแท้ทรู เพราะเกิดในสำเพ็ง โตที่สำเพ็ง อาศัยอยู่ในสำเพ็ง และรักสำเพ็งอย่างที่สุด

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี

ผมเคยได้ฟังพี่สมชัยพูดใน TED Talks และเวทีอื่น ๆ อีกหลายครั้ง เนื้อความที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผมมากที่สุดคือ เมื่อพี่สมชัยกล่าวถึงการให้คุณค่ากับสรรพสิ่งเล็ก ๆ รอบตัวด้วยการตั้งคำถาม ตามด้วยการศึกษาเพื่อค้นหาคำตอบจนเกิดการเรียนรู้ สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้อาจช่วยไขปริศนาและบอกเล่าเรื่องราวสำคัญ ๆ ให้กับเรามากมาย

ปรากฏการณ์ ผม x พี่สมชัย ครั้งนี้จึงเกิดขึ้น โดยผมขอให้พี่สมชัยช่วยเลือก Heritage House สักแห่งที่อาจซ่อนตัวหลบเร้นอยู่ในสำเพ็ง แต่กลับมีสรรพสิ่งต่าง ๆ ที่ช่วยขานไขเรื่องราวที่น่าสนใจมุมใหม่ ๆ ได้

“ไทยย่งฮั่วเชียง ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็ง” คือคำตอบ

ซอยต่างขนาด

พี่สมชัยนัดผมที่บริเวณซอยวานิช 1 ก่อนที่เราจะเดินไปร้านไทยย่งฮั่วเชียง ซึ่งตั้งอยู่ในซอยเดียวกัน

“เมื่อก่อนซอยวานิช 1 มีสถานะเป็นถนน ถือว่าเป็นถนนสำคัญนอกกำแพงเมืองสายแรกที่ทอดตัวยาวตลอดย่านสำเพ็ง เรียกว่าเป็นทางสัญจรหลักเลยทีเดียว สำเพ็งถือว่าเป็นย่านนอกเมือง เมื่อก่อนมีกำแพงเมืองปิดล้อมบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ ประตูเมืองด้านใต้อยู่ไม่ไกลจากคลองโอ่งอ่าง เดิมมีสะพานสำหรับชักขึ้น-ลง เพื่อกันคนไม่ให้เข้า-ออกเมืองในเวลาค่ำ นั่นคือบริเวณสะพานหัน” พี่สมชัยเริ่มเล่า

ในอดีตสำเพ็งเป็นพื้นที่สวนริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีลักษณะเป็นบาง คำว่าบางหมายถึงพื้นที่ที่ประกอบด้วยคลองแยกย่อยออกมาจากแม่น้ำสายใหญ่ ลัดเลาะเข้าไปในแผ่นดิน เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ทรงปราบดาภิเษกและขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ. 2325 ได้ทรงมีพระราชดำริที่จะข้ามมาสร้างพระบรมมหาราชวังและพระนครขึ้นใหม่ทางคุ้งแม่น้ำเจ้าพระยาฟากตะวันออก ซึ่งเป็นบริเวณที่มีชุมชนชาวจีนอาศัยอยู่มาแต่เดิม จึงโปรดเกล้าฯ พระยาราชาเศรษฐีนำคนจีนที่เคยอาศัยอยู่บริเวณนั้น ออกมาตั้งหลักแหล่งตั้งแต่บริเวณระหว่างคลองวัดสามปลื้มจนถึงคลองวัดสามเพ็ง

“แล้วทำไมถึงเรียกย่านนี้ว่าสำเพ็งน่ะเหรอ เฮียคิดว่าเป็นเพราะถนนสายหลักสายนี้ไปสิ้นสุดที่วัดสามเพ็ง ก็เลยเรียกชื่อถนนตามจุดหมายปลายทางว่าถนนสามเพ็ง แล้วก็เลยเรียกย่านนี้ทั้งย่านว่าสามเพ็งตามไปด้วย ต่อมาจึงกร่อนเสียงเหลือเพียง ‘สำเพ็ง’ วัดสามเพ็งเป็นวัดเก่าที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาเชียวนะ ปัจจุบันคือวัดปทุมคงคา” พี่สมชัยอธิบาย

ถนนเป็นสิ่งใหม่ที่คนไทยไม่คุ้นเคยเพราะคนไทยมักอาศัยอยู่ริมแม่น้ำ มีวิถีชีวิตเกี่ยวข้องกับสายน้ำ คนไทยมักปลูกบ้านเรือนอยู่ริมคลองหรืออาศัยอยู่บนแพ ถนัดแจวเรือมากกว่า แต่สำหรับชาวจีน โดยเฉพาะในย่านสำเพ็งนั้น เป็นคนค้าคนขาย ต้องการสร้างบ้านและตั้งร้านอยู่บนบก ลำคลองมีไว้สำหรับขนส่งสินค้ามากกว่าเป็นวิถีชีวิต จึงทำให้เกิดถนนสำเพ็งขึ้น จากบันทึกของชาวตะวันตกเมื่อ พ.ศ. 2373 – 2382 ได้กล่าวถึงถนนสำเพ็งว่า มีขนาดกว้างประมาณ 2 – 3 เมตร เพื่อให้คนเดินสวนกันไปมาเท่านั้น เป็นทางให้เกวียนละรถลากแล่นผ่านไปได้ ทอดตัวผ่านที่พักอาศัยและร้านค้าที่ปลูกเรียงชิดติดกันไปทั่วทั้งย่าน ปัจจุบันถนนสำเพ็งถูกลดฐานะมาเป็นซอยวานิช 1

“แต่ที่เฮียอยากให้ดูคือตรงนี้” พี่สมชัยชี้ไปยังแนวทางเดินที่ทอดยาวไปตามซอยวานิช 1 ถ้าสังเกตดี ๆ จะพบว่าจากที่แคบ ๆ อยู่นั้น ก็พลันกว้างขึ้นทันที แล้วก็กลายเป็นซอยขนาดกว้างทอดยาวขนานถนนทรงวาดไปจนจรดถนนทรงสวัสดิ์

“อ้าว ทำไมอยู่ดี ๆ ซอยแคบ ๆ ก็บานออกมาแบบนี้ครับพี่” ผมเริ่มสังเกตเห็นสิ่งเล็ก ๆ บางอย่าง

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
ซอยวานิช 1 ในอดีตคือถนนสำเพ็ง เป็นซอยที่พื้นทางเดินมีความกว้างไม่เท่ากัน ส่วนที่ไม่โดนไฟไหม้เมื่อ พ.ศ. 2449 ยังคงความแคบ ส่วนที่โดนไฟไหม้และสร้างขึ้นใหม่จะกว้างขึ้น

“ไฟไหม้” พี่สมชัยเริ่มเล่า “สำเพ็งเติบโตเร็วมาก ประชากรอยู่อาศัยหน่าแน่นขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเป็นศูนย์กลางการค้าของประเทศและระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีการค้าสำเภากับจีนในสมัยรัชกาลที่ 3 และหลังจากสนธิสัญญาเบาว์ริงในสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งส่งผลให้การค้าขยายตัวมากยิ่งขึ้น บ้านในสำเพ็งแต่ละหลังมักก่อสร้างด้วยไม้ไผ่ หลังคามุงจาก คนใช้ตะเกียงให้แสงสว่าง เลยทำให้เกิดอัคคีภัยบ่อยครั้ง ครั้งสำคัญก็คือ พ.ศ. 2449 ซึ่งเกิดไฟไหม้ถึง 2 ครั้งในปีเดียวกัน กินพื้นที่กว้างมาก และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ” พี่สมชัยชี้ให้ผมดูสำเนาภาพแผนที่ซึ่งระบุวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2449 เราจะเห็นพื้นที่บริเวณกว้างที่ลงสีน้ำเงินไว้เพื่อแสดงบริเวณที่มอดไหม้ในอัคคีภัยครั้งนั้น

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
สำเนาแผนที่ฉบับวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2449 ที่นำมาลงสีให้เห็นชัดเจน พื้นที่สีแดงคือพื้นที่ที่รอดจากเหตุการณ์ไฟไหม้ พื้นที่สีน้ำเงินคือพื้นที่ที่โดนไฟไหม้ เส้นตรงที่ลากยาวเป็นเส้นคู่คือถนนทรงวาด 
ภาพ : สมชัย กวางทองพานิชย์

สืบเนื่องจากการสนทนาของเราในวันนั้น พี่สมชัยได้แนะนำให้ผมไปอ่านหนังสือ ‘นิทานชาวไร่เล่มที่ 4’ เขียนโดย นาวาเอกสวัสดิ์ จันทนี ในหน้า 107 มีคำอธิบายเหตุการณ์และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไว้อย่างกระชับและเข้าใจง่ายที่สุด ผมจึงขอคัดข้อความดังกล่าวมาช่วยอธิบายไว้ดังนี้

“ไฟเกิดไหม้ที่สำเพ็ง เจ๊กวิ่งหนีไฟกันวุ่น แต่จะวิ่งไปไหน ตรอกแคบนิดเดียวยากแก่การสัญจร ยิ่งเวลาไฟไหม้ด้วยแล้ว อัดกันเป็นปลาซาร์ดีนนั่นเทียว ถานพระวัดเกาะก็ถูกบูชาพระเพลิงไปด้วย กองกาบมะพร้าวกลายเป็นปุ๋ยไป ทุกอย่างโล่งโถงไปหมด แทนที่เจ๊กจะหนีไปปลูกสร้างที่อื่น กลับคิดปลูก ณ ที่เดิม”

“พระพุทธเจ้าหลวงเสด็จมาดู พระยาราชรองเมือง ปลัดทูลฉลอง กระทรวงนครบาล ตามเสด็จฯ ในหลวงทอดพระเนตรเห็นเจ้าของที่ดินปักเขตกันกลุ้มไป จึงดำรัสว่า ถ้าปล่อยให้ปลูกสร้างอย่างเดิม ตึกรามก็จะแน่นหาทางเดินไม่ได้ จึงดำริจะทำถนน ได้รับสั่งหากระดาษดินสอมาวาดภาพเส้นตรงจากท่าน้ำราชวงศ์ เลียบแม่น้ำไปจรดวัดปทุมคงคา รับสั่งให้เบิกเป็นถนน รถราจะได้มีโอกาสแล่น ไม่ต้องแออัดอย่างที่แล้วมา ถนนสายนี้จึงมีนามว่าทรงวาด เพราะในหลวงทรงวาดไว้กลางแจ้งนี่เอง” 

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
แผนที่แสดงแนวถนนทรงวาด สังเกตจากเส้นตรงสองเส้นที่ลาดยาวจากราชวงศ์ไปวัดปทุมคงคา และซอยวานิช 1 (อดีตเรียกว่าถนนสำเพ็ง) ถนนที่เป็นเส้นโค้งขนานกับทรงวาด 
ภาพ : สมชัย กวางทองพานิชย์

ถนนที่ทำขึ้นใหม่ให้มีขนาดกว้างขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงถนนทรงวาดเท่านั้น ถนนดั้งเดิมอย่างถนนสำเพ็งก็ได้รับอานิสงส์ไปด้วย ส่งผลให้พื้นที่ที่รอดจากอัคคีภัยยังคงแคบตามแบบต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ส่วนที่ไม่รอดก็ขยายออกกว้างขึ้นอย่างในสมัยรัชกาลที่ 5

“พอดูพื้นแล้ว คราวนี้เงยหน้าขึ้นดูตึกกันครับ” พี่สมชัยเปลี่ยนมุมให้ผมมอง มีสิ่งอะไรที่ควรสังเกตอีกหนอ

“ลักษณะตึกในซอยนี้เหมือนกันหมดตรงที่เป็นตึกก่ออิฐถือปูน เพราะได้มีการตราพระราชบัญญัติขึ้น โดยกำหนดให้สร้างเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนทั้งหมดแทนอาคารไม้หลังคามุงจาก ถ้าสังเกตดี ๆ เราจะเห็นพัฒนาการของสถาปัตยกรรมหลายอย่างที่น่าสนใจ” 

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
อาคารปูนกลุ่มที่ยังปลูกติดกันเรียงเป็นพรืด

“อาคารกลุ่มแรกมีจำนวนประมาณ 40 ห้อง จะยังเป็นอาคารปูนเรียงต่อ ๆ กันไปเป็นพรืดตามเดิม กลุ่มอาคารต่อมาอีก 10 ห้อง จะสังเกตได้ว่ามีการสร้างคันกันไฟเพิ่มขึ้น” พี่สมชัยชี้ให้ผมสังเกต

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
อาคารปูนที่มีคันกันไฟ แบ่งห้องแถวออกเป็นช่วง ๆ ช่วงละ 2 ห้อง และคันกันไฟจะเป็นแนวปูนที่สูงตั้งแต่ฐานอาคารจนเลยหลังคา

คันกันไฟคือแนวปูนหนาที่สร้างขึ้นเพื่อแบ่งอาคารออกเป็นช่วง ๆ ช่วงละ 2 ห้อง แนวปูนนี้จะมีความสูงตลอดอาคาร ตั้งแต่ฐานจนสูงเลยหลังคา เพื่อทำหน้าที่แยกอาคารไม่ให้เรียงติดกันเป็นพรืด หากเกิดอัคคีภัยขึ้นเมื่อใด คันกันไฟก็จะช่วยประวิงเวลาไม่ให้ไฟลามจากอาคารหนึ่งสู่อาคารหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
อาคารปูนอีกกลุ่มที่เพิ่มคันกันไฟเหนือหน้าต่างด้วย

“กลุ่มอาคารอีกกลุ่ม นอกจากมีคันกันไฟช่วยแยกอาคารแล้ว ยังเพิ่มคันกันไฟเหนือหน้าต่างเข้าไปด้วย ลองสังเกตดี ๆ เราจะเห็นขอบปูนเหนือบานหน้าต่างอย่างชัดเจน ทั้งนี้เพื่อกันไม่ให้เปลวไฟลามจากตัวอาคารขึ้นไปติดหลังคาได้ง่าย จะเห็นว่าเหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นอยู่เสมอในสำเพ็ง ส่งผลต่อการกำหนดรูปแบบสถาปัตยกรรมของย่านนี้ในเวลาต่อมา โดยมีจุดประสงค์หลักคือแก้ปัญหาอัคคีภัยนั่นเอง” ขอสารภาพว่าผมมาเดินเที่ยวซอยวานิช 1 หลายครั้งหลายหน แต่วันนี้ผมเพิ่งสังเกตเห็นสิ่งเล็ก ๆ ที่พี่สมชัยกำลังเล่าให้ฟัง

ไฟมีทั้งทำลายล้าง พร้อมกับสร้างสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมาด้วยเช่นกัน และสิ่งนั้นเกิดขึ้นแล้วกับสำเพ็ง

ตึกฝรั่งในย่านจีน

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี

เราเดินตามซอยวานิช 1 ไปเรื่อย ๆ จนไปหยุดอยู่หน้าอาคารปูนสีเหลือง ซึ่งก่อสร้างโดยได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมตะวันตก มีลายปูนปั้นประดับสวยงาม

“เราอยู่ในสำเพ็ง ซึ่งเป็นย่านที่ประชากรส่วนมากเป็นคนจีน แต่อาคารหลังนี้และอาคารอื่น ๆ กลับเป็นตึกที่ผสมผสานสถาปัตยกรรมตะวันตกแทบทั้งนั้น อาคารที่เห็นในบริเวณนี้ล้วนสร้างขึ้นหลังเหตุการณ์ไฟไหม้เมื่อ พ.ศ. 2449 พร้อม ๆ กับถนนทรงวาด ช่วงสมัยรัชกาลที่ 5” พี่สมชัยเล่า

สถาปัตยกรรมตะวันตกเริ่มแพร่เข้ามาสู่สยามตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังจากการทำสนธิสัญญาเบาว์ริง ซึ่งก่อให้เกิดการติดต่อกับชาติตะวันตกมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันคณะมิชชันนารีที่เดินทางเข้ามาเผยแผ่ศาสนาก็ทวีจำนวนขึ้นด้วย ในระยะแรกนั้น อิทธิพลของสถาปัตยกรรมตะวันตกยังจำกัดอยู่ในวงแคบ เฉพาะกลุ่มบุคคลชั้นสูง และมีการรับเอาเฉพาะองค์ประกอบบางอย่างและวัสดุบางชนิดมาปรับใช้เท่านั้น 

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 สถาปัตยกรรมตะวันตกได้รับความนิยมและแพร่หลายเป็นอย่างมาก อาคารขนาดใหญ่ ไม่ว่าพระราชวัง วัง บ้านขุนนางและเสนาบดี ตลอดจนอาคารสำคัญทางราชการ รวมทั้งอาคารที่ทำการของเอกชนหลายแห่ง ล้วนก่อสร้างตามแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกมากขึ้นเรื่อย ๆ ต่อมาได้แพร่หลายไปยังบ้านเรือนราษฎร พ่อค้าวาณิชที่มีฐานะด้วยเช่นกัน

“ว่ากันว่าตอนที่สร้างอาคารปูนหลังจากเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนถนนทรงวาด ในหลวงรัชกาลที่ 5 โปรดฯ ให้ช่างไปดูแบบอาคารจากปีนัง ก็เลยมีอาคารที่ได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตกเข้ามาด้วย สำเพ็งเป็นย่านที่เจริญ เพราะเป็นย่านการค้า คนมีฐานะ ก็เลยมีการแข่งขันกันอยู่ในทีว่าบ้านใครจะสวยกว่ากัน” พี่สมชัยเล่า

หนังสือ ‘สำเพ็ง : ประวัติศาสตร์ชุมชนชาวจีนในกรุงเทพฯ’ ได้บรรยายภาพสำเพ็งในเวลานั้นไว้อย่างน่าสนใจว่า

“การค้าในย่านสำเพ็งเป็นไปอย่างคึกคัก สำเพ็งเป็นแหล่งกำเนิดเจ้าสัวหน้าใหม่ ๆ อยู่เสมอ กิจการค้าขายต่าง ๆ ในสำเพ็งมักรวมตัวกันอยู่เป็นย่าน ๆ ซึ่งขายสินค้าหลากหลายชนิด เช่น ย่านข้าวสารและธัญพืช พืชไร่อยู่บริเวณถนนทรงวาด ย่านอาหารแห้ง อย่างกระเพาะปลา ปลาแห้ง กุ้งแห้ง และปลาหมึกแห้ง อยู่บริเวณตรอกโรงโคมและซอยอิศรานุภาพ ย่านสินค้าประเภทเชือกอยู่บริเวณถนนวานิช 1 หรือถนนสำเพ็งเดิม ช่วงระหว่างถนนเยาวพานิชกับถนนทรงสวัสดิ์ขนานไปกับถนนทรงวาด ซึ่งนับเป็นย่านเพชรพลอยและเครื่องประดับอยู่บริเวณต้นถนนสายเดียวกันด้วย” 

ข้อความที่กล่าวว่าสำเพ็งเป็น “แหล่งกำเนิดเจ้าสัวหน้าใหม่ ๆ อยู่เสมอ” ช่วยอธิบายถึงอิทธิพลของสถาปัตยกรรมตะวันตกในสำเพ็งได้เป็นอย่างดี และไม่ได้จำกัดอยู่เพียงถนนทรงวาดเท่านั้น แต่ซอยวานิช 1 ก็ได้รับอิทธิพลนี้มาประปรายด้วยเช่นกัน

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี

ไทยย่งฮั่วเชียง ร้านเชือกคู่สำเพ็ง

พี่สมชัยพาผมไปแนะนำตัวกับ คุณแสง ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้จัดการร้านไทยย่งฮั่วเชียง บุคคลสำคัญที่เราอยากคุยด้วยอีกท่านหนึ่งในเช้าวันนี้ คุณแสงเป็นคนคุยสนุก และกรุณามอบความเป็นกันเองให้กับผม จนการสนทนาในเช้านี้ ผมได้รับอนุญาตให้เรียกท่านว่า ‘เฮียแสง’ 

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี

“ผมว่าไทยย่งฮั่วเชียงตั้งมาเกินร้อยปีแล้วล่ะ ปัจจุบันผมอายุ 70 กว่าปี ร้านนี้มีมาตั้งแต่รุ่นปู่ เป็นร้านเชือกคู่สำเพ็ง” เฮียแสงเริ่มเล่า

บรรพบุรุษของเฮียแสงเป็นคนไหหลำ เดินทางเข้ามาสู่สยามในรุ่นปู่เพื่อมาเริ่มธุรกิจที่นี่

“คนจีนเข้ามาเพื่อค้าขาย ต้องมั่นใจว่ามีผู้ซื้อ ผมคิดว่าสำเพ็งเป็นย่านการค้า มีท่าเรือและโกดังริมแม่น้ำเจ้าพระยายาวตลอดตั้งแต่ท่าน้ำราชวงศ์มาจนถึงทรงวาด มีเรือขนส่งสินค้าหลายชนิด โดยเฉพาะผลผลิตทางเกษตรกรรม เชือกเป็นสินค้าที่ใคร ๆ ก็ต้องการ เพราะต้องนำไปใช้โยงเรือไว้ด้วยกันหรือผูกเรือไว้กับท่า ยิ่งมีเรือเข้ามาเทียบท่าเป็นจำนวนมาก ยังไงเชือกก็ขายได้อยู่แล้ว นอกจากผูกโยงเรือแล้ว เรายังใช้เชือกมัดสินค้าให้เป็นหมวดหมู่สำหรับชั่งขาย และนำส่งกระจายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ การขนส่งสินค้าทางเรือก็มีการเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในภูมิภาคนี้ เชือกจึงเป็นสินค้าส่งออกไปยังเมืองท่าต่างประเทศได้”

คุณปู่ของเฮียแสงเดินทางมาด้วยกันหลายคนพี่น้อง สร้างธุรกิจหลายแขนงแตกต่างกัน นอกจากการค้าเชือกแล้วยังมีธุรกิจทำแหอีกด้วย ซึ่งแต่เดิมเฮียแสงเติบโตมากับธุรกิจแห

“ปู่ผมอีกคนเป็นคนค้าแห ถือว่าเป็นธุรกิจที่ใกล้เคียงกับธุรกิจค้าเชือก ผมโตในบ้านคุณปู่คนนี้ แต่ผมแค่เดินมาไม่กี่ห้องแถวก็มาถึงร้านเชือกละ ครอบครัวเรามีห้องแถวสามสี่ห้องที่ตั้งอยู่บนถนนสายนี้ คุณพ่อส่งผมไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา ผมไปอยู่ที่ออเรกอน (Oregon) ไปเรียนทางด้านบริหาร ก่อนกลับมาทำงานที่ธนาคาร เริ่มที่ฝ่ายธุรกรรมต่างประเทศ ต่อมาถึงย้ายมาอยู่ฝ่ายสินเชื่อ ส่วนไทยย่งฮั่วเชียงนั้นมีคุณอาผมเป็นผู้ดูแล ต่อมาผมตัดสินใจลาออกมาช่วยคุณอาทำธุรกิจเชือก อย่างน้อยก็มีสมาชิกในครอบครัวในรุ่นผมที่เข้ามาช่วยสืบสานธุรกิจดั้งเดิมนี้เอาไว้”

เฮียแสงก็ค้าเชือก พี่สมชัยก็ค้าเชือก แล้วต่างกันอย่างไรบ้างไหมครับ ?

“ของเฮียแสงเป็นเชือกในระดับอุตสาหกรรม ใช้กับเรือใหญ่ ๆ หรือโรงงาน ของเฮียเป็นค้าปลีก ถือว่าคนละตลาด” พี่สมชัยช่วยอธิบาย

“คนในย่านนี้มีหลายเชื้อชาติ บรรพบุรุษผมเป็นไหหลำ แล้วยังมีแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน แคะอีก เลยไปต้นถนนก็เป็นแขก ต่างคนต่างประกอบอาชีพที่ตนถนัด แล้วก็ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องแย่งอาชีพกัน” เฮียแสงช่วยเสริม ผมชักอยากรู้แล้วล่ะสิว่าแต่ละเชื้อชาติเขาประกอบอาชีพอะไรกันมาตั้งแต่อดีต

“อย่างแขก เขาเคยเป็นอาณานิคมอังกฤษ เขาทำเรื่องผ้า นำเข้าจากอินเดีย ตั้งแต่สมัยเป็นบริติชอินเดีย บางทีเขาก็นำเข้ามาจากอังกฤษ อย่างผ้าตัดสูทนี่ผมต้องไปวัดตัวตัดกับเขานะครับ เพราะเป็นผ้าวูลชั้นดีจากอังกฤษ นอกจากผ้าก็มีอัญมณี ผมสันนิษฐานว่ามาจากพม่า เพราะพม่าก็เป็นอาณานิคมของอังกฤษด้วยเหมือนกัน

“ไหหลำนี่ อย่างครอบครัวผมก็มาทางเชือกและแห นอกจากนี้ที่ผมทราบก็มีทำถังไม้หลาย ๆ ขนาด เมื่อก่อนต้องใช้ถังไม้ลำเลียงน้ำจืดขึ้นเรือก่อนออกเดินทางรอนแรมในทะเล แล้วแถวนี้ขายข้าวสารเยอะ เทกระสอบข้าวเก็บไว้ในถังจะช่วยถนอมข้าวได้นานขึ้น ไม่มีมอด ถ้าเก็บไว้ในกระสอบข้าวจะเสื่อมคุณภาพ เสียราคา เวลาคนมาซื้อปลีก ก็ตักขายจากถังไม้นี่แหละ” 

นอกจากถังไม้ พี่น้องไหหลำยังเก่งธุรกิจโรงแรมอีกด้วย เป็นยังไงมายังไงครับเนี่ย 

“คนไหหลำเป็นคนชอบเงินสด (หัวเราะ) สำเพ็งเป็นแหล่งค้าขายใหญ่มาเป็นร้อยปี มีคนต่างถิ่นเดินทางเข้ามาเสมอ คือขนของมาขายแล้วก็มาซื้อกลับไปด้วย ลงรถไฟหรือเรือมาก็ต้องมองหาที่พักระยะสั้น ๆ ตื่นเช้ามาก็ออกเร่ขายของ พอขายหมดก็ซื้อของจากที่นี่กลับไปขายที่บ้านเมืองตัวเอง พ่อกับอาผมนี่เป็นตัวอย่างเลยนะ นอนดึกแค่ไหน เช้ามาต้องเปิดร้านแล้ว เพราะมักจะมีคนต่างถิ่นเดินเร่เข้ามาถามหาซื้อสินค้าในร้านของเรา แล้วที่ว่าโรงแรมเป็นธุรกิจเงินสดก็เพราะมาถึงจ่ายค่านอนเลย จะกี่วันก็ว่ากันไป เมื่อก่อนเก็บทันทีตอนเช็กอิน เงินสดไหมล่ะ”

พี่สมชัยช่วยเล่าเรื่องคนแคะ ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องเครื่องหนังมาแต่โบราณ เพราะอาศัยอยู่ในแถบกวางตุ้ง มีภูมิประเทศเป็นป่า จึงชำนาญเรื่องการล่าสัตว์และการจัดการกับสัตว์ มีทักษะในการแล่ ตัด และฟอกหนัง จนนำมาผลิตเป็นสินค้าเครื่องหนังชนิดต่าง ๆ

  “เดิมทีแถวนี้ร้านรองเท้าเครื่องหนังเป็นของคนแคะทั้งนั้น ส่วนคนแต้จิ๋วเป็นเกษตรกร ประมง คนแต้จิ๋วอาศัยอยู่ใกล้ทะเลพร้อม ๆ กับอยู่ในดินแดนที่มีภัยจากธรรมชาติรุนแรง เช่น มีภาวะแล้งหรืออุทกภัยอยู่บ่อย ๆ อย่างเมืองเฉาโจว คนแต้จิ๋วจำเป็นต้องเอาตัวรอดในทุกสภาวะ เลยมีทักษะในการเพาะปลูก เก็บเกี่ยว และรักษาผลผลิตที่ได้มาในฤดูกาลนั้น ๆ ให้คงอยู่ พร้อมเตรียมเมล็ดพันธุ์เพื่อหว่านเพาะในฤดูกาลถัดไป”

การเปิดประเด็นเรื่องร้านเชือกกับทั้งสองท่าน พาผมไปรับทราบเรื่องราวอื่น ๆ อีกมากมายและน่าสนใจทั้งสิ้น

เรียนรู้จากเชือก

เมื่อก้าวเท้าเข้ามาในร้านไทยย่งฮั่วเชียง สิ่งที่เห็นเป็นอันดับแรก คือเชือกขดใหญ่ที่วางกองสุมอยู่ในร้าน รวมทั้งเชือกหลายชนิดที่แขวนไว้กับเสากลางร้าน สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้บอกอะไรกับเราบ้าง

“สมัยก่อนเชือกมีความสำคัญในเชิงพาณิชย์มากอย่างที่เล่าไป และเชือกก็มีวิวัฒนาการตามการเปลี่ยนแปลงด้วย เชือกยุคแรก ๆ คือเชือกมะพร้าว ตอนเด็ก ๆ ผมทันเห็นวางจำหน่ายในร้าน เมื่อก่อนเชือกมะพร้าวคุณภาพดีจะนำเข้ามาจากอินเดียกับพม่านะครับ แล้วเราขายกันเป็นก้อน ๆ เป็นขด ๆ ม้วนใหญ่ ๆ เพราะเราไม่ได้ขายปลีก ความยาวแต่ละม้วนจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่ว่าส่งไปขายที่ไหน ส่วนมากเริ่มที่ความยาวม้วนละ 200 เมตร บางประเทศก็ 220 เมตร บางที่ก็ 240 เมตร ขึ้นอยู่กับมาตรฐานของแต่ละพื้นที่” เฮียแสงเอ่ย

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี

“แล้วก็มาสู่ยุคของเชือกมะนิลาครับ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่ามาจากประเทศเกาะอย่างฟิลิปปินส์ แน่นอนว่าต้องอาศัยการเดินเรือเป็นหลัก เชือกมะนิลาเป็นเชือกที่ทำจากเส้นใยซึ่งมาจากพืชประเภทป่าน เรียกว่าเส้นใยอะบาก้า พื้นฐานของพืชประเภทนี้ต้องปลูกในดินร่วนปนทราย ระบายน้ำได้ดี อย่างบริเวณที่ดินใกล้ชายหาด ดังนั้นจึงมีปลูกมากในฟิลิปปินส์ ในขณะที่ป่านชนิดนี้ปลูกได้เพียงพื้นที่แห่งเดียวในประเทศไทย นั่นคือหัวหิน จึงต้องนำเข้ามาจำหน่าย แล้วก็จำหน่ายเป็นม้วนใหญ่ ๆ ยาวหลายร้อยเมตรเช่นเดียวกัน”

คนไทยเรียกเส้นใยอะบาก้า (Abaca) ว่าป่านมะนิลา ปลูกและเจริญเติบโตได้ดีในประเทศเกาะอย่างฟิลิปปินส์ ใยอะบาก้ามีทั้งความเหนียวแลความหยุ่น ทนต่อจุลินทรีย์ในน้ำเค็มได้เป็นอย่างดี จึงเป็นเชือกที่อยู่คู่อุตสาหกรรมเดินเรือมานาน

“เชือกยุคแรกจึงเป็นเชือกที่ทำจากใยธรรมชาติ (Natural Fiber) แล้วก็เป็นสินค้าหลักของไทยย่งฮั่วเชียงอยู่นานจนกระทั่งเข้าสู่ยุคใยสังเคราะห์ (Synthetic Fiber) อย่างพวกเชือกโพลีเอทิลีน (Polyethylene) หรือไนลอน (Nylon) ซึ่งกลายมาเป็นกลุ่มสินค้าหลักของร้านในปัจจุบัน”

ระหว่างที่เดินสำรวจร้านไปเรื่อย ๆ สายตาผมก็ไปปะทะกับดุ้นเชือกที่แขวนอยู่บนผนังข้างไม้ไผ่ดุ้นใหญ่

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“เมื่อก่อนสำเพ็งเต็มไปด้วยคนหาบของ จะว่าจ้างหาบสินค้าเพื่อขนส่งจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่ง หรือหาบเพื่อนำของไปเร่ขายไปตามที่ต่าง ๆ ก็ตาม ทุกหาบใช้เชือกหมด เพราะต้องใช้เกี่ยวสิ่งของโยงกับคานก่อนขึ้นบ่าหาบไปไหนต่อไหน ถ้าหาบคนเดียว ก็เรียกว่า ‘โพยตา’ ถ้าหาบคู่ก็เรียก ‘เต๊กทุย’ เชือกกับพลองไม้ไผ่ที่เห็นนี้เป็นเต๊กทุยคือหาบคู่ คุยเสร็จเรียบร้อยแล้วไปดูรูปจากคลิปที่ร้านเฮียได้” 

ตกเย็นวันนั้นผมตามพี่สมชัยไปชมคลิปวีดิทัศน์เรื่อง Bangkok in the 1920’s: Tourists Film a Busy Market Scene และนี่คือภาพเต๊กทุย ที่เราพยายามบันทึกจากภาพเคลื่อนไหวเป็นเป็นภาพนิ่ง

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ผมเชื่อว่าคุณผู้อ่านได้เรียนรู้เรื่องราวจากเชือกมากมาย ผมเกิดคำถามหนึ่งขึ้นในใจว่าทุกวันนี้สำเพ็งเปลี่ยนไป แล้วธุรกิจค้าเชือกในย่านนี้ต้องปรับตัวอย่างไรบ้างหรือไม่

“ทุกวันนี้เรือที่ใช้ในการพาณิชย์เป็นเรือใหญ่ นั่นหมายถึงว่าเชือกก็ต้องพัฒนาให้แข็งแรงขึ้นด้วย อย่างเชือกร้านผมก็พัฒนาให้มีเชือกขนาด 3 เกลียว 4 เกลียว หรือ 8 เกลียว ฯลฯ ที่มีขนาดใหญ่และมีความแข็งแรงมากขึ้นด้วย เรามีลูกค้าที่เป็นกลุ่มเดินเรือที่ยังสั่งเชือกประเภทต่าง ๆ ที่มีขนาดและความแข็งแรงแตกต่างกัน ซึ่งเราก็จะ Made to Order ร้านเรามีพื้นที่จำกัด เราไม่สามารถสต็อกสินค้าไว้ในร้านไว้ได้มาก เชือกก็มีขนาดใหญ่ขึ้น แต่เรารับออเดอร์และจัดส่งไปได้ นอกจากนี้ยังมีเชือกที่ใช้ในกระบวนการอุตสาหกรรม เช่น ใช้ในโรงงานสำหรับยกของหรือมัด อันนี้ก็เป็นอีกกลุ่มลูกค้า

“ส่วนเชือกที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ อาจไม่มีบทบาทในเชิงอุตสาหกรรม แต่ก็เป็นเชือกที่นิยมนำไปประกอบเครื่องเรือน อย่างเตียง โต๊ะ ตู้ โซฟา ฯลฯ หรือใช้ประดับตกแต่งภายในอาคาร บ้านเรือน โรงแรมและรีสอร์ตต่าง ๆ เพื่อสร้างบรรยากาศแบบย้อนยุค บรรยากาศใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น”

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

เฮียแสงเป็นผู้สืบต่อธุรกิจค้าเชือกที่คุณปู่สร้างไว้ และดูแลต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน แล้ววันหน้าเฮียแสงคาดหวังว่าใครจะมาทำหน้าที่นี้ต่อไป 

“ผมไม่ได้คาดหวังว่าลูกชายจะต้องมาดูแล เป็นสิทธิของเขาเลยว่าจะเลือกอย่างไร ผมอาจเป็นรุ่นสุดท้ายในครอบครัวก็ได้ พ่อเป็นคนให้ผมมีโอกาสเลือกอนาคตของตัวเอง ผมก็ให้อิสระลูกเช่นนั้นเหมือนกัน”

การเลือกทำในสิ่งที่ชอบ ย่อมจะทำได้ดีที่สุด เหมือนเฮียแสงที่เลือกดูแลร้านไทยย่งฮั่วเชียงมานานกว่า 40 ปี 

ร้านเล็ก ๆ และเรื่องราวจากสรรพสิ่ง

“ตึกนี้เป็นตึกโบราณ ผมเกิดมาเห็นเป็นอย่างไร ทุกวันนี้ก็เป็นอย่างนั้น” เฮียแสงบอก

ในพื้นที่ไม่กี่ตารางเมตรของร้านเชือกดั้งเดิมแห่งนี้ มีอะไรบอกเล่าให้เราได้เรียนรู้กันบ้าง ลองตามเฮียแสง พี่สมชัย และผม ไปกันดูนะครับ

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“ดูเพดานนะครับ จะเห็นว่าเพดานมีช่องโหว่เปิดไว้สำหรับลำเลียงของขึ้นด้านบน ถ้ามองรอดระแนงไม้ขึ้นไปจะเห็นขื่อที่มีรอกเกี่ยวอยู่ เอาไว้สำหรับชักม้วนเชือกขึ้นไปเก็บไว้ด้านบน เมื่อก่อนร้านในสำเพ็งจะใช้ด้านล่างเป็นหน้าร้าน ส่วนด้านบนเก็บของ จะเห็นว่าฝ้าเพดานจะตีไม้ระแนงติด ๆ กันไว้ค่อนข้างถี่เพื่อให้แข็งแรงและรับน้ำหนักได้มาก ขื่อบางช่วงมีแผ่นไม่ประกบซ้อนสองชั้นเพื่อเสริมความแข็งแรงให้มากขึ้นไปอีก แต่ปัจจุบันผมแทบไม่ได้ใช้พื้นที่ชั้นบนแล้ว เพราะเชือกมีขนาดใหญ่ขึ้น น้ำหนักก็มากขึ้น จึงวางไว้ด้านล่างแทน”

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

เฮียแสงใช้สีเป็นตัวบ่งบอกว่าอะไรเป็นของเดิม อะไรเป็นสิ่งที่เสริมเข้าไปใหม่ สีเขียวอ่อนคือสีเดิมของอาคารและเป็นวัสดุต้นฉบับ ส่วนสีเขียวเข้มใช้สำหรับไม้ที่เปลี่ยนหรือเสริมเข้าไปทีหลัง

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“ที่ดับเพลิงนี้อยู่กับร้านมาแต่แรก มีคนค้าของเก่ามาขอซื้อจากผม เขาบอกว่าเครื่องอื่น ๆ ที่เขาเคยเจอมาไม่อยู่ในสภาพสมบูรณ์เท่านี้ แต่ผมไม่ขายเพราะมันช่วยเล่าเรื่องของสำเพ็งได้ คุณคงทราบว่าสำเพ็งนี่กลัวไฟไหม้ที่สุด กลัวมาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน เบี้ยประกันอัคคีภัยที่สำเพ็งแพงที่สุด (หัวเราะ) ผมคิดว่าปู่กับอาผมก็ห่วงเรื่องไฟเหมือนกัน เลยซื้อเอาไว้ตั้งแต่แรก ๆ” เฮียแสงชี้ให้ดูอุปกรณ์ที่ช่วยอธิบายว่าคนสำเพ็งระวังอัคคีภัยกันแค่ไหน

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน
มุมออฟฟิศ สังเกตคอกไม้ล้อม มีประตูปิดเป็นส่วนตัว
สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน
มุมออฟฟิศเห็นความเคลื่อนไหวได้ทั้งร้าน

“มุมนี้เป็นมุมออฟฟิศ ตั้งอยู่ในคอกไม้ล้อมรอบเป็นสัดส่วน และอยู่ตรงมุมหลังร้าน ซึ่งเป็นลักษณะของร้านในสำเพ็ง ผมไม่คิดว่าร้านอื่น ๆ จะรักษาคอกไม้ลักษณะนี้ไว้อีกแล้ว ส่วนโต๊ะตัวนี้ทำจากไม้เพียงชิ้นเดียว อยู่คู่ร้านมาแต่รุ่นคุณปู่ เป็นที่ทำเอกสารซื้อขาย ทำบัญชี งานเอกสารอื่น ๆ ผู้จัดการก็นั่งมองดูสินค้า และความเคลื่อนไหวทั่วไปภายในร้านจากมุมนี้” 

ในมุมออฟฟิศยังมีสรรพสิ่งสนุก ๆ ที่เห็นแล้วต้องอ้าปากค้างด้วยความตื่นเต้น

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน
ตู้เซฟและก๊อกน้ำด้านบน ประดิษฐกรรมเพื่อต่อสู้อัคคีภัย ทั้งสำเพ็งมีร้านนี้ร้านเดียว

“นี่คือตู้เซฟเหล็กโบราณ เนื้อหนา ที่ผมอยากให้สังเกตคือด้านบนมีก๊อกน้ำด้วย เป็นการต่อท่อประปามาเหนือตู้เซฟตู้นี้เลย งงไหมครับว่ามีทำไม เพื่อนผมหลายคนถามผมว่ามีทำไมวะก๊อกน้ำ มันเกี่ยวกันตรงไหน อย่างที่บอกว่าคนสำเพ็งนี่ห่วงเรื่องไฟไหม้ที่สุด เวลาไฟไหม้ก็ต้องตัดไฟ แต่เขาไม่ตัดน้ำแน่ ๆ ดังนั้นถ้าไฟลามมาถึงร้าน เราก็จับของสำคัญที่ขนไปไม่ทันโยนเข้าเซฟ ล็อกเซฟ เปิดน้ำทิ้ง แล้ววิ่งหนีออกไปได้เลย (หัวเราะ) น้ำช่วยกันไฟไม่ให้ไหม้ ลดโอกาสที่ตู้เซฟจะโดนเผาทำลาย ผมเชื่อว่าเหลือเซฟและก๊อกน้ำแบบนี้ทีมีที่ร้านนี้ร้านเดียว”

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“ตู้ไม้บนผนังนี้ก็เป็นของเดิม สั่งมาจากเบลเยี่ยม คุณลองดูกระจก มันจะไม่ราบเสมอกัน มีความโป่งนูนเป็นบางช่วง นั่นคือไม่ใช่กระจกที่ทำจากโรงงาน แบบที่เป็น Mass Production แต่เป็นกระจกที่ทำขึ้นทีละชิ้นเพื่อตู้ไม้ตู้นี้โดยเฉพาะ หรือกระจกสีที่ประดับเหนือหน้าต่างกับประตู เป็นกระจกสีที่ไม่เรียบ จึงน่าจะสั่งทำพิเศษด้วยวิธีเดียวกัน สีที่เห็นก็เป็นสีเดิม ถ้าแตกหักเสียหาย ผมก็ไม่รู้ว่าจะไปหามาทดแทนจากไหนเหมือนกัน”

นอกจากของสนุกในมุมออฟฟิศแล้วก็ยังมีของสนุกในมุมอื่น ๆ ภายในร้านอีก

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“ป้ายย่งฮั่วเชียงป้ายนี้เป็นป้ายแรก ๆ ของร้าน ความจริงเดิมร้านชื่อว่าย่งฮั่วเชียง ไม่มีคำว่าไทย เรามาเติมคำว่าไทยเอาตอนหลังในยุคนิยมไทย” เฮียแสงชี้ให้ผมชมป้ายไม้ดั้งเดิม

“ผมอยากให้สังเกตลักษณะตัวอักษรที่ปรากฏบนป้าย ไม่ว่าตัวอักษรจีนหรือไทยซึ่งมีเอกลักษณ์ ผมสันนิษฐานว่าให้ช่างจีนที่เขียนภาษาไทยได้เป็นคนเขียนตัวอักษรชุดนี้ สังเกตจากลักษณะของลายเส้นที่เกิดจากการตวัดลายตัวอักษร การเกร็งมือ สะท้อนให้เห็นเลยว่าเป็นการเขียนโดยใช้พู่กันจีน แล้วป้ายรุ่นนี้จะมีลักษณะคล้ายกันคือ เขียนด้วยตัวอักษรซ้อน 2 ชั้นเป็น 2 สี เช่นดำซ้อนแดงอย่างที่เห็น” พี่สมชัยชวนชมลักษณะของตัวอักษรสวย อันเป็นเอกลักษณ์ที่ปรากฏบนป้าย

นอกจากป้ายดั้งเดิมที่ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ภายในร้านแล้ว ป้ายหน้าร้านก็ปรากฏชุดตัวอักษรมี่เขียนขึ้นจกพู่กันจีนในลักษณะเดียวกัน และเป็นป้ายโบราณที่นำขึ้นติดตั้งในสมัยนิยมไทยตามนโยบายสร้างชาติช่วงรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“ป้ายหน้าร้านไทยย่งฮั่วเชียงป้ายนี้เป็นป้ายที่มีลักษณะพิเศษ คือใช้สีน้ำเงินเป็นสีพื้น ซึ่งปกติเราจะพบแต่ป้ายสีแดงตัวทอง หรือป้ายดำตัวทอง หรือถ้าโบราณหน่อยก็ป้ายแดงตัวดำ แต่จะหาป้ายสีน้ำเงินตัวทองเช่นนี้แทบหาไม่ได้เลย” พี่สมชัยชวนผมสังเกต มีเรื่องราวหนึ่งที่น่าสนใจของป้ายสำคัญป้ายนี้เกิดขึ้นในอดีต ช่วงนั้นเกิดกรณีโจรปล้นป้ายกันสนั่นสำเพ็ง เรื่องราวเป็นมาอย่างไร ไปฟังทั้งพี่ทั้งสองเล่าให้ฟังกันดีกว่า

“พวกนี้จะเอาป้ายไวนิลประเภทป้ายโฆษณาเทศกาลกินเจ ป้ายโฆษณาน้ำมันพืชอะไรพวกนี้มาบังป้ายร้านที่หมายตาเอาไว้ก่อน เหมือนมาขอแขวนป้ายโปรโมตเทศกาลอะไรบางอย่าง ตอนแรกเราก็คิดว่าคงจะเป็นพวกรับจ้างมาติดป้ายโฆษณาที่มีทั่ว ๆ ไปเป็นปกติ” พี่สมชัยเริ่มเล่าแผนขโมยป้าย

 “แต่ความจริงแล้วเขาทำทีเป็นมาแขวนป้ายโฆษณา แต่แอบมาถอดป้ายหน้าร้านต่าง ๆ เพื่อเอาไปขาย ตอนนั้นโดนกันไปเป็นสิบ ๆ ร้านเลย ส่วนมากเป็นป้ายไม้เก่าแก่ที่อยู่ควบคู่กับกิจการมานาน บ้างก็เป็นป้ายไม้สักดี ๆ เขียนตัวอักษรสวยงาม มีลายฉลุประณีต ก็โดนถอดไปหมด รวมทั้งป้ายร้านไทยย่งฮั่วเชียง” 

โอย… แสบมาก ผมเพิ่งทราบเรื่องแก๊งโจรขโมยป้ายในสำเพ็งก็วันนี้

แล้วไปตามคืนมาได้อย่างไรครับ ผมอยากรู้ถึงขีดสุด คราวนี้เฮียแสงกรุณาเฉลยให้ฟัง

“ผ่านไปร่วมสิบปีได้มั้งครับ มีรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งพาไปเที่ยวร้านขายของเก่า ปรากฏว่าผมดูโทรทัศน์อยู่ก็เห็นป้ายร้านของเราอยู่รายการนั้นด้วย วันรุ่งขึ้นผมขับรถไปตามหาเลยนะ ผมจะไปขอซื้อคืน ว่าจะให้ราคา 2,000 ผมถือว่าร้านเขาคงไม่รู้และไม่ได้ตั้งใจ ปรากฏว่าพอไปถึง ร้านปิดไปแล้ว เหมือนกับว่าในร้านนั้นมีของเก่าที่มีคดีความเยอะมากจนตำรวจต้องมาปิด แล้วตอนหลังผมก็ได้รับป้ายหน้าร้านคืนมาจากตำรวจ”

ผมทั้งอึ้ง ทั้งลุ้น แต่ก็ร่วมดีใจที่ได้ป้ายสำคัญกลับคืนมาในที่สุด

เมื่อร้านที่ตั้งอยู่ในอาคารโบราณเช่นนี้ เฮียแสงดูแลอย่างไร

“ผมก็ซ่อมร้านอยู่เรื่อย ๆ นะครับ อาคารเก่าก็มีเสื่อมสภาพชำรุดเสียหายกันบ้าง ผมก็เปลี่ยนเท่าที่จำเป็น เช่น หลังคา แต่เป็นการซ่อมแบบประคับประคอง คือให้อาคารยังคงสภาพแข็งแรงและใช้งานต่อไปได้ ผมไม่คิดที่จะเปลี่ยนสภาพจากเดิมแต่อย่างใด และอุปกรณ์อะไรที่ยังใช้ได้ ผมก็นำมาใช้” เฮียแสงเล่าพร้อมชี้ให้ผมชมเครื่องชั่งน้ำหนักโบราณที่อยู่คู่ร้านมาตั้งแต่แรก และเป็นเครื่องชั่งน้ำหนักที่สั่งทำพิเศษเพื่อให้ตัวเลขบอกน้ำหนักเป็นตัวเลขไทย

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“ผมคิดว่าการอนุรักษ์ของเก่าวิธีหนึ่งคือการนำมาใช้งานอยู่เสมอ ในเมื่อยังอยู่ในสภาพดีและใช้การได้ ทำไมจะไม่นำกลับมาใช้”

พี่สมชัยกับผมอำลาเฮียแสงในตอนบ่ายด้วยความซาบซึ้งใจ ที่เฮียแสงกรุณาสละเวลามาพูดคุยและนำชมร้านเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยข้าวของมากมายล้วนน่าสนใจ ผมเข้าใจแล้วว่าการให้คุณค่ากับสรรพสิ่งเล็ก ๆ ด้วยการศึกษาเรื่องราวต่าง ๆ นั้นทำให้ผมได้รับประโยชน์อย่างไร

“ขอบพระคุณพี่สมชัยมากครับ วันนี้ผมสนุกมาก ว่าแต่ว่าพี่มีที่ไหนในสำเพ็งที่บอกเล่าเรื่องราวสนุก ๆ แบบนี้อีกไหมครับ” ผมกล่าวขอบคุณพี่สมชัย ในใจไม่อยากให้ปรากฏการณ์ x ของเราจบลงเพียงบทความนี้บทความเดียว

“มี” พี่สมชัยเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม

“อ้าว ไหนล่ะครับ” 

ตามผมไปคราวหน้านะครับ

ขอขอบพระคุณ

  • คุณสมชัย กวางทองพานิชย์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดก้วงเฮงเส็ง และบริษัท ก้องเกษม (1959) จำกัด
  • คุณแสง ลิ้มเจริญรัตน์ บริษัทไทยย่งฮั่วเชียง จำกัด

เอกสารและข้อมูลอ้างอิง

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load