มวลมนุษยชาตินั้นหรือ แท้จริงคือมวลบะหมี่

เคยมีคนพูดไว้ว่ายอดขายของมาม่าหรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป คือมาตรวัดของเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลานั้นๆ

“เนี่ย วันนี้เจ้าของหอพักผมส่งเมสเสจมาทวงค่าเช่าห้อง ผมยังไม่อยากอ่านเลย กลัวเขาจะรู้ว่าอ่านแล้ว แต่ไม่มีปัญหาจ่าย-ทุกวันนี้มีปัญญาซื้ออย่างเดียวคือมาม่า สองโหลตุนไว้” พี่คนขับ Grab ขากลับบ้านบ่นให้ผู้เขียนฟัง

บางคนก็กล่าวไว้ว่า เศรษฐกิจดี บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็ขายดี

เศรษฐกิจไม่ดี บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยิ่งขายดีเข้าไปใหญ่

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สิ่งประดิษฐ์ประจำศตวรรษของญี่ปุ่น ที่ออกแบบเพื่อยุติความหิวของโลก
ภาพที่คุ้นตา โดยเฉพาะช่วงสิ้นเดือน

วันนี้ วันที่คลื่นของความเดือดร้อนในเชิงเศรษฐกิจค่อยๆ แผ่ขยายไปทั่ว เช่นเดียวกับยอดผู้ติดเชื้อ COVID-19 คอลัมน์วัตถุปลายตาจะชวนท่านผู้อ่านต้มน้ำร้อน ตอกไข่ หั่นผักรอ แล้วเข้าไปสำรวจเรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์ที่สิงสถิตอยู่ใน ‘บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป’ ที่ไม่แน่ว่า ปีนี้มันอาจจะกลายมาเป็นเพื่อนรักที่สุดของคุณในเวลาอันใกล้ก็ได้ (เช็ดน้ำตา)

ที่สำคัญที่สุด เรื่องราวของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป จริงๆ แล้วมาจากวิสัยทัศน์ของผู้ชายคนหนึ่งที่เชื่อว่า “ถ้าคนท้องอิ่มเมื่อไหร่ โลกถึงจะสงบสุขเมื่อนั้น” แล้วใช้แป้งสาลีบวกกับเทคโนโลยีเป็นอาวุธในการ Democratize หรือปฏิรูป ‘ความเท่าเทียมทางท้อง’ ของโลกหลังสงคราม ซึ่งหวังว่าจะทำให้ท่านผู้อ่านอิ่มอก อิ่มใจ และบันดาลใจ ไปด้วยไม่มากก็น้อย

ผู้ชายคนนี้ ครั้งหนึ่งเคยกล่าวไว้อย่างอุกอาจ ว่า “Mankind is Noodlekind” หรือ “มวลมนุษยชาตินั้นหรือ แท้จริงคือมวลบะหมี่

ใกล้แค่ไหน คือไก่

หากเราย้อนเวลาอันไกลที่ ค.ศ. 1958 สิ่งหนึ่งที่เป็นผลผลิตจากการพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ของญี่ปุ่น ได้แก่ นวัตกรรมทางอาหารที่คิดค้นโดยอดีตเซลล์แมนขายถุงเท้า ขายเกลือ คือ โมโมฟุกุ อันโด (Momofuku Ando) ผู้ก่อตั้งบริษัทนิชชินในตำนาน เขาผสมผสานการทำให้สุก อบแห้ง ปรุงรส ของแป้งบะหมี่เข้าไว้ด้วยกัน จนสามารถต้มเส้นในน้ำร้อน รับประทานได้ภายใน 2 -3 นาที ซึ่งกลายเป็นกระแสโด่งดังชั่วข้ามคืน จนถึงขั้นมีชื่อเรียกว่า Magical Ramen หรือ บะหมี่มหัศจรรย์

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สิ่งประดิษฐ์ประจำศตวรรษของญี่ปุ่น ที่ออกแบบเพื่อยุติความหิวของโลก
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสแรกของโลกใบนี้

บะหมี่รสไก่หรือ Chicken Ramen คือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสแรกของโลก เติบโตมาพร้อมการขยายตัวทางวัฒนธรรมและการผลิตแบบอุตสาหกรรม เช่นเดียวกับวัฒนธรรมของสื่อโทรทัศน์ที่มีส่วนทำให้พฤติกรรมการบริโภคหรือรับประทานอาหารของผู้คนค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปด้วยอย่างช้าๆ

อดีตเคยหรู

ถึงกระนั้น ไอ้เจ้า Chicken Ramen ของนายอันโดในท้องตลาดเวลานั้นก็ยังถือเป็นอาหารหรู หรือเป็น Luxury Item เพราะเมื่อเทียบกับบะหมี่สดในตลาดสดแล้ว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแพงกว่า 6 เท่า

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สิ่งประดิษฐ์ประจำศตวรรษของญี่ปุ่น ที่ออกแบบเพื่อยุติความหิวของโลก
นายโมโมฟุกุ อันโด สมัยหนุ่ม ผู้ซึ่งเปรียบเหมือน สตีฟ จ็อบส์ แห่งโลกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

ถึงกระนั้น ความแพงก็ไม่ได้หยุดความนิยมของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป รวมถึงวิสัยทัศน์ของนายโมโมฟุกุ อันโด ในการ Democratize ประสบการณ์การทำและทานอาหารแต่อย่างใด

“นี่พวกพี่หนีตายกันหมดอะน้อง พี่นี่ อีกนิดจะคิดถึงเชือกผูกคอตายแล้ว” ตัดมาที่เสียงตัดพ้อจากพี่คนขับ Grab ในขณะที่ผู้เขียนยังโดยสารอยู่อย่างใจจดใจจ่อ

การเมืองของบะหมี่

บ้านเมืองของญี่ปุ่นหลังสงครามโลกนั้น ผู้คนยังอดอยากและเดือดร้อนจากพิษสงคราม ในขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่นยังคงสนับสนุนให้คนบริโภคขนมปังและแป้งสาลี ซึ่งต้องนำเข้าจากสหรัฐอเมริกา จนนายอันโดถึงกับงุนงงว่า คนญี่ปุ่นจะกินขนมปังทำไม ในเมื่อบะหมี่เป็นรากฐานของสังคมญี่ปุ่นแท้ๆ

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สิ่งประดิษฐ์ประจำศตวรรษของญี่ปุ่น ที่ออกแบบเพื่อยุติความหิวของโลก
Let them Eat Noodles – บะหมี่เป็นรากของอาหารญี่ปุ่นมาช้านานอยู่แล้ว

คำตอบที่ได้จากกระทรวงคือ วงการบะหมี่ (สด) ในเวลานั้นเล็กเกินไป ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดและการบริโภคแบบแมสที่มีจำนวนมาก ซึ่งต้องมีอายุขัยบนชั้นวางสินค้ายืนยาวได้

นายอันโดจึงตัดสินใจคิดค้นบะหมี่สำหรับคนหมู่มาก ภายใต้ความเชื่อว่า ‘ถ้าท้องอิ่ม สันติสุขก็จะเกิด’ ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

ส้อมก็ไม่ต้องเช่า ถ้วยก็ไม่ต้องซื้อ

ค.ศ. 1971 ในวันที่ความนิยมของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเริ่มอิ่มตัว ลอยอืด ก็มีนวัตกรรมของการ ‘แถมถ้วย’ มาพร้อมบะหมี่และซองผงปรุงรสเลย ชนิดที่ว่าไม่ต้องล้าง ไม่ต้องจัดหาจาน ไม่ต้องหาส้อม แค่เปิดถ้วย เทน้ำร้อน รอสองสามนาที ก็อิ่ม แล้วก็โยนทิ้งถังขยะได้ทันที-นวัตกรรมนี้เราทุกคนรู้จักดีในฐานะ Cup Noodle

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สิ่งประดิษฐ์ประจำศตวรรษของญี่ปุ่น ที่ออกแบบเพื่อยุติความหิวของโลก
ภาพประวัติศาสตร์การบุกตลาดอเมริกาของ Cup Noodles จาก Nissin

อันโดในวัย 60 ปี สังเกตเห็นพฤติกรรมการต้มบะหมี่ของลูกค้าชาวอเมริกัน พวกเขาหักเส้นแห้งๆ เป็น 2 ท่อน แล้วค่อยใส่ไว้ในถ้วยกระดาษ หลักจากนั้นจึงเติมน้ำร้อนให้สุก อีกทั้งยังไม่นิยมกินด้วยตะเกียบ แต่กินด้วยส้อมแทน ข้อสังเกตทั้งหมดนี้ถูกพัฒนาให้กลายเป็นจุดเด่นของ Cup Noodle จนถึงยุคปัจจุบัน

Cup Noodle เป็นการคิดค้นบรรจุภัณฑ์ที่สะดวกต่อการบรรจุอาหารทนความร้อน ในขณะเดียวกันก็วางไว้บนชั้นวางสินค้าสะดวก อีกทั้งยังง่ายต่อการรับประทาน ชนิดที่เรียกว่า ความ ‘กึ่งสำเร็จรูป’ ไม่เคยมีความ ‘เกือบสำเร็จรูป’ มากเท่านี้มาก่อน ซึ่งมันก็เปลี่ยนฐานะและสถานะของนายโมโมฟุกุ อันโด กับบริษัท นิชชิน ในระดับโลกเช่นเดียวกัน

แน่นอนว่ามันทำให้คนขี้เกียจขึ้น ในขณะเดียวกันก็ทำให้ประสบการณ์การปรุงอาหาร ทานอาหาร แพร่หลายได้รวดเร็วขึ้นด้วย

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สิ่งประดิษฐ์ประจำศตวรรษของญี่ปุ่น ที่ออกแบบเพื่อยุติความหิวของโลก
ถ้วยบะหมี่สำหรับโลกของคนขี้เหงา ต้องซดบะหมี่คนเดียวหน้าจอมือถือ

การแผ่ขยายของบะหมี่

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซึ่งเรียกว่าเป็นนวัตกรรมของชาวเอเชีย ค่อยๆ ได้รับความนิยม และแผ่ขยายไปยังประเทศตะวันตกมากขึ้น ในยุค 90 การเติบโตของตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นจาก 15 ล้านใน ค.ศ. 1990 จนไปถึง 100 ล้านภายใน ค.ศ. 2012

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สิ่งประดิษฐ์ประจำศตวรรษของญี่ปุ่น ที่ออกแบบเพื่อยุติความหิวของโลก
ดีไซน์ระดับตำนาน ขึ้นหิ้งบรรจุภัณฑ์ยอดเยี่ยมไปแล้ว

การเติบโตของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาจากปัจจัย 5 อย่างด้วยกัน คือ ราคาไม่แพง ความสะดวก ความสะอาด ปลอดภัย และเก็บไว้รับประทานได้นาน ทั้งหมดทั้งมวลเหมาะกับยุคแห่งโรคระบาดและเศรษฐกิจล่มสลายเป็นอย่างยิ่ง

ทุกครั้งที่ประชากรโลกเผชิญกับวิกฤตทางเศรษฐกิจ อาหารเหล่านี้จึงตอบโจทย์ทุกคนโดยปริยาย

ลอยไปในอวกาศ

Space Cup Noodle สำหรับนักบินอวกาศ

ใน ค.ศ. 2005 เกิดกระแสถกเถียงในวงการบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปครั้งใหญ่ เมื่อมีการคิดค้น ‘บะหมี่นอกโลก’ หรือบะหมี่ที่ต้มให้สุกได้ภายใต้อุณหภูมิเพียง 70 องศาเซลเซียส เพื่อความสะดวกของนักบินอวกาศในสภาพไร้น้ำหนักและมีพลังงานจำกัด ซึ่งเป็นมาตรวัดว่า ‘การพัฒนา’ ของบะหมี่พร้อมรับประทานยังไม่หยุดอยู่เพียงแค่นี้ หรือแค่บนโลกใบนี้แต่อย่างใด

กอล์ฟ ความฝัน และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

จากผลสำรวจประจำชาติใน ค.ศ. 2000ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่า หนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่เยี่ยมยอดประจำศตวรรษของชาติญี่ปุ่นคือ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สิ่งประดิษฐ์ประจำศตวรรษของญี่ปุ่น ที่ออกแบบเพื่อยุติความหิวของโลก
นายอันโดกับชีวิตการกินบะหมี่ทุกวัน

“The fundamental misunderstanding of humanity is believing that we can achieve all our desires without limitation.” หรือที่แปลเป็นไทยได้ว่า “ความเข้าใจผิดขั้นพื้นฐานของมนุษย์ คือความเชื่อที่ว่า เราทำความฝันทุกอย่างให้เป็นจริงได้โดยไม่มีข้อจำกัด” คำพูดนี้ ไลฟ์โค้ชไม่ได้กล่าวไว้ แต่เป็นนายโมโมฟุกุ อันโด นั่นเอง

ย้อนกลับมาที่พี่คนขับ Grab ซึ่งกำลังเล่าสถานการณ์ของแกต่อ คุณพ่อเขาเป็นมะเร็ง คุณแม่เป็นอัลไซเมอร์ ทั้งหมดนี้ต้องดูแลด้วยลูกชายที่น่าจะอายุเกือบ 50 ปลายๆ แล้วเพียงคนเดียวในยุคแห่ง COVID-19

“ผมมีเงินอยู่ในบัญชีสามร้อยบาท ผมยังไม่รู้เลยว่าเดือนนี้ผมจะผ่านมันไปได้ยังไง” พี่คนขับรถรุ่นฟอร์จูนเนอร์ เล่าต่อ

วันนี้ผู้เขียนคอลัมน์วัตถุปลายตาเองไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า ค.ศ. 2021 เป็นปีที่มีข้อจำกัดวางรายล้อมรออยู่ข้างหน้ามากมายตั้งแต่ต้นปี และเชื่ออย่างยิ่งว่า หลายคนเองก็สัมผัสได้ถึงความทุกข์ร้อนของโรคระบาดและพิษเศรษฐกิจที่พวกเราทุกคนกำลังเผชิญร่วมกันในฐานะมวลมนุษยชาติ

ถึงกระนั้น หากเงินในกระเป๋าสตางค์เรากำลังจะร่อยหรอ และเราอาจจะต้องอยู่กับมวลบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปเป็นระยะเวลายาวนาน อย่างน้อยทุกครั้งที่เราต้มน้ำร้อน รอเวลาบะหมี่สุก-ผู้เขียนขอเตือนใจสั้นๆ ว่า แป้งกึ่งสุกกึ่งดิบที่อยู่ในถ้วยกระดาษในมือเรานั้น ครั้งหนึ่งมันก็เป็นความฝันและวิสัยทัศน์ของผู้ชายวัยกลางคนคนหนึ่ง ซึ่งค่อยๆ เติบโตภายใต้ข้อจำกัดของสังคม เศรษฐกิจ หลังสงครามที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังและชวนให้หดหู่ เช่นเดียวกับบรรยากาศของ ค.ศ. 2021 นี้

‘ความสุข’ ของปีอาจจะใช้เวลานานกว่า 2 -3 นาที แต่หากเราอดทนรอได้ การันตีว่ามวลมนุษยชาติในเวลานี้คงจะดำเนินต่อไปไม่มากก็น้อย-ผู้เขียนขอมอบบทความนี้เป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่กำลังสิ้นหวังกับ ค.ศ. 2021

ผู้เขียนลงจากรถโดยไม่กล้าใช้คำว่า Happy New Year กับพี่คนขับ ได้แต่อวยพรให้ทุกอย่างคลี่คลาย และให้พี่มีสติ อดทน เท่าที่การพบเจอกันสั้นๆ จะช่วยให้กำลังใจเขาได้

ส่วนนายโมโมฟุกุ อันโด เสียชีวิตเมื่อ ค.ศ. 2007 ด้วยอายุ 96 ปี และตัวเขาอ้างว่าเคล็ดลับของอายุยืนยาวมาจากการเล่นกอล์ฟและทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทุกวัน จนกระทั่งวินาทีสุดท้าย

ขอให้ทุกท่านอายุมั่นขวัญยืน ท้องไม่หิว ปราศจากโรคภัย – สวัสดีปีใหม่ครับ


ข้อมูลอ้างอิง

instantnoodles.org

www.cupnoodles-museum.jp

www.vox.com/

www.nissin.com

www.huffpost.com

Writer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

วัตถุปลายตา

ออกสำรวจและเก็บสะสมเรื่องราวของ ‘ข้าวของ’ คุ้นตาในวัฒนธรรมไทยที่ถูกทอดทิ้ง

ชีวิตก็เหมือนม้วนกระดาษทิชชูบนฝาผนังส้วม – ยิ่งใช้จนใกล้หมดม้วน มันก็ยิ่งหมุนเร็วขึ้นเท่านั้น”

ท่ามกลางยุคที่ผู้คนเทขายทอง หุ้น แต่กลับกว้านซื้อทิชชูหรือกระดาษชำระจนเกลี้ยงชั้นวางในซูเปอร์มาร์เก็ต วันนี้เราคงรู้แล้วว่าผู้คนทั่วโลกล้วนมอง ‘กระดาษชำระ’ หรือ ‘กระดาษทิชชู’ เป็นของสามัญประจำบ้าน ที่มีความสำคัญไม่แพ้แอลกอฮอล์ล้างมือและหน้ากากอนามัย

ถึงกระนั้น กระดาษชนิดหนึ่งที่ชวนให้ศึกษา ในวันที่เราทุกคนยังไม่รู้ว่าการออกไปร้านจิ้มจุ่ม ชาบู กับเพื่อนหลายๆ คนพร้อมหน้ากันจะมาถึงวันไหน ได้แก่กระดาษที่เรามักเห็นตามสวนอาหารต่างจังหวัด และนิยมเอามาเช็ดจานเมลามีนก่อนรับประทานอาหาร ด้วยความกังวลว่าจานนั้นจะไม่สะอาด หรือที่เราเรียกกันว่า ‘ทิชชูชมพู’

ทิชชูก็มีอดีต

ย้อนอดีต 'ทิชชูชมพู' ความเป็นไทยคู่สวนอาหารต่างจังหวัด ว่าทำไมต้องเป็นสีชมพู, กระดาษทิชชูสีชมพู

หลายคนหารู้ไม่ว่า ทิชชูชมพูในกล่องไม้จิ้มฟันที่แสนคุ้นตาคนไทยนั้นผลิตมาจากสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยไม่สะอาดมาก่อนเช่นกัน

ทิชชูหรือกระดาษชำระแทบทั้งหมด ผลิตจากส่วนผสมของเยื่อไม้และกระดาษรีไซเคิลในสัดส่วนที่มากน้อยต่างกัน เจ้ากระดาษทิชชูชมพูของเราด้วยเช่นกัน ซึ่งส่วนมากมีอดีตชาติเป็นเอกสาร A4 ที่เปื้อนหมึกแล้ว และถูกนำมาผ่านกระบวนการ ‘ดีอิงก์’ (De-ink) หรือการต้มในอุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส เพื่อขจัดหมึกและคาร์บอนออกไป หลังจากนั้นจึงจุติเป็นทิชชูคู่สวนอาหารที่เราคนไทยทุกคนคุ้นตา

ถึงตอนนี้ เราอาจจะพอเดาได้ว่า การที่ทิชชูสีชมพูต้องมีสีสันก็เพื่อปกปิดความไม่ขาวเนียนของมัน เนื่องจากส่วนผสมของกระดาษ A4 เปื้อนหมึกถูกทิ้งมาจากทุกหนทุกแห่ง และอาจเป็นได้ตั้งแต่จดหมายรัก จดหมายเขียนถึงมหาเศรษฐี จนไปถึงใบเสร็จสั่งซื้อเรือดำน้ำ

แต่คำถามที่สำคัญคือ ‘ทำไมเลือกสีชมพู’ ตรงนี้ต่างหากที่เป็นจุดเริ่มต้นของบทความที่กำลังจะชวนคนไทยไปสำรวจทิชชูสีชมพูและความเป็นไทยสไตล์สวนอาหารต่างจังหวัดร่วมกัน

ทำไมต้องชมพู

หากเราหลับตานึก ‘ภาพข้าวของสีชมพู’ ในชีวิตคนไทย เราจะค้นพบว่า สีชมพูเป็นสีที่คุ้นตาในชีวิตประจำวันของเรา ตั้งแต่สีชมพูหวานๆ ของน้ำยาอุทัยทิพย์ จนเป็นถึงสีชมพูเผ็ดร้อนของเย็นตาโฟ

ทิชชูก็เช่นกัน ท่ามกลางสีสันสะอาดตามากมายที่มีให้เลือกผสม ‘สีชมพู’ กลับเป็นสีที่ถูกเลือกให้ผสมกับอดีตเศษกระดาษเปื้อนหมึก จนกลายมาเป็นไอคอนแห่งทิชชูตามร้านอาหารไทยจนถึงทุกวันนี้

คำตอบของคำถามที่ว่า ทำไมทิชชูไทยๆ ต้องใส่สีชมพู อาจจะไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทยเสมอไป

ย้อนอดีต 'ทิชชูชมพู' ความเป็นไทยคู่สวนอาหารต่างจังหวัด ว่าทำไมต้องเป็นสีชมพู, กระดาษทิชชูสีชมพู

ย้อม-ยุค

ย้อนกลับไปในยุค 50 กระดาษทิชชูไม่ได้มีแค่สีขาวอย่างเดียว แต่ผู้คนในยุคนั้นนิยมเลือกใช้ทิชชูให้แมตช์เข้ากับสีของกระเบื้องห้องน้ำและสุขภัณฑ์เป๊ะๆ ทิชชูจึงมีหลากหลายสี ตั้งแต่สีม่วงลาเวนเดอร์ สีส้มพีช สีฟ้าอ่อน ตามกระแสนิยมของงานตกแต่งภายในในยุคนั้น ซึ่งนิยมใช้สีพาสเทลกันทั่วบ้านทั่วเมือง (และทั่วทุกห้องน้ำ)

ย้อนอดีต 'ทิชชูชมพู' ความเป็นไทยคู่สวนอาหารต่างจังหวัด ว่าทำไมต้องเป็นสีชมพู, กระดาษทิชชูสีชมพู

ความนิยมของกระดาษชำระสีลูกกวาดค่อยๆ เสื่อมไปในยุค 80 ด้วยหลายปัจจัย ตั้งแต่ความกังวลที่คนมีต่อสีย้อมเคมี จนไปถึงงานดีไซน์ที่เปลี่ยนแปลงไป พูดง่ายๆ ว่า เมื่อโถส้วม อ่างล้างมือ สีลูกกวาด เอาต์! ทิชชูสีพาสเทลก็เอาต์ไปพร้อมๆ กัน

ย้อนอดีต 'ทิชชูชมพู' ความเป็นไทยคู่สวนอาหารต่างจังหวัด ว่าทำไมต้องเป็นสีชมพู, กระดาษทิชชูสีชมพู

ความแมนของสีชมพู

สีชมพูที่ทุกวันนี้ถูกผูกเข้ากับวัฒนธรรมและความรู้สึกต่างๆ มากมาย ตั้งแต่ความอีโรติก ความเป็นเพศหญิง หรือแม้กระทั่งความรัก แท้ที่จริงแล้วในเชิงประวัติศาสตร์ สีชมพูไม่ได้เป็นสีหวานๆ ของตุ๊กตาบาร์บี้มาตั้งแต่อ้อนแต่ออก

“สีชมพู เป็นสีที่แสดงออกถึงการเปลี่ยนผ่าน และเป็นกระจกสะท้อนให้เห็นทัศนคติของคนในสังคมในยุคนั้นๆ เสมอมา” 

วาเลรี่ สตีล (Valerie Steele) ผู้เขียนหนังสือ Pink: The History of a Punk, Pretty, Powerful Color กล่าวตอนให้สัมภาษณ์กับ CNN

คำว่า ‘พังก์’ ที่นำมาเชื่อมโยงกับสีชมพูเป็นเรื่องน่าประหลาดใจ

แต่อาจจะไม่น่าแปลกใจเท่ากับการที่ในยุคอดีตกาลนั้น สีชมพูไม่ใช่สีที่ใช้บ่งบอกเพศใดเพศหนึ่ง เพราะในยุค 1700 แม้กระทั่งเครื่องแบบทหารก็ยังเป็นสีชมพูจางๆ เช่นเดียวกับการใส่สีชมพูคู่กับลายดอกของขุนนางชาย ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ

ย้อนอดีต 'ทิชชูชมพู' ความเป็นไทยคู่สวนอาหารต่างจังหวัด ว่าทำไมต้องเป็นสีชมพู, กระดาษทิชชูสีชมพู
ย้อนอดีต 'ทิชชูชมพู' ความเป็นไทยคู่สวนอาหารต่างจังหวัด ว่าทำไมต้องเป็นสีชมพู, กระดาษทิชชูสีชมพู

การป้ายความเป็นสตรีให้กับสีชมพูนั้น เริ่มขึ้นในช่วงกลางยุค 1900 ที่ทหารและขุนนางชายเริ่มหันมาใส่สีเข้มขรึม และปล่อยให้สีโทนอ่อนเป็นตัวเลือกของเพศตรงข้ามแทน

ชนชั้นของสีชมพู

สีชมพูเริ่มถูกนำไปใช้แพร่หลายในทุกชนชั้น ตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่สีย้อมเฉด Magenta ราคาถูก และนำไปผสมสร้างเฉดสีชมพูต่างๆ ได้ไม่รู้จบ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสิ่งทอ สีชมพูที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสีของชนชั้นสูง ก็ถูกหยิบไปใช้ในชนชั้นกรรมมาชีพ จนไปถึงโสเภณี พูดง่ายๆ คือ สีชมพูเป็นสีแห่งความยั่วยวนชวนยิ้มได้สำหรับคนทุกหย่อมหญ้า

และการเตรียมทาห้องนอนของลูกด้วยสีชมพูถ้าเป็นผู้หญิง หรือสีฟ้าถ้าเป็นผู้ชาย ก็เริ่มกลายมาเป็นธรรมเนียมปฏิบัติยอดนิยมในยุค 50 ยุคเดียวกันกับการก่อกำเนิดของทิชชูสีลูกกวาดนั่นแล

ย้อนอดีต 'ทิชชูชมพู' ความเป็นไทยคู่สวนอาหารต่างจังหวัด ว่าทำไมต้องเป็นสีชมพู, กระดาษทิชชูสีชมพู

พิงก์ = พังก์

ในโลกศิลปะไทย หนึ่งในงานสีชมพูที่น่าจะเป็นที่รู้จักแพร่หลายมากที่สุด ได้แก่งานชื่อ Pink Man ของ มานิต ศรีวานิชภูมิ น่าจะถูกรวมอยู่ในการใช้สีชมพูที่แสบสันที่สุดงานหนึ่ง

ย้อนอดีต 'ทิชชูชมพู' ความเป็นไทยคู่สวนอาหารต่างจังหวัด ว่าทำไมต้องเป็นสีชมพู, กระดาษทิชชูสีชมพู

งานชุด Pink Man เป็นรูปถ่ายของผู้ชายคนหนึ่งในชุดผ้าไหมแวววาวสีชมพูทั้งตัว เดินทางและปรากฏตัวไปทั่ว พร้อมกับรถเข็นซูเปอร์มาร์เก็ต (สีชมพูเช่นกัน) ถือเป็นการวิพากษ์ระบบบริโภคนิยม ซึ่งเกิดขึ้นหลังวิกฤตเศรษฐกิจ พ.ศ. 2540 ซึ่งทำออกมาได้อย่างเจ็บแสบ ยียวน ใช้สีชมพูซึ่งเป็นตัวแทนของรสนิยมราคาถูกและชนชั้นในวัฒนธรรมการบริโภคของไทยเสมอมาได้พังก์มากๆ จนชวนให้เราคิดว่า พิษเศรษฐกิจหลังยุค COVID-19 Pink Man จะใส่หน้ากากผ้าไหมเข้าชุดกัน (เหมือนท่านนายกฯ) แล้วออกมาเดินในโลกแบบไหน

ย้อนอดีต 'ทิชชูชมพู' ความเป็นไทยคู่สวนอาหารต่างจังหวัด ว่าทำไมต้องเป็นสีชมพู, กระดาษทิชชูสีชมพู

สี = สังคม

สังคม เป็นผู้ตัดสินว่า ‘สี’ สื่อถึงอะไร

เราเริ่มเห็นการเดินทางของสีชมพู ที่เดินออกมาจากภาพจำหวานๆ ของสตรีเพศมากขึ้นในวัฒนธรรมร่วมสมัย ตั้งแต่สี Rose Gold ของ iPhone จนถึงมิวสิกวิดีโอ Hotline Bling ของ Drake แร็ปเปอร์ชายหนุ่มขวัญใจสาวๆ ที่ขึ้นอันดับหนึ่งของชาร์ตเพลง ปีเดียวกันกับสี Rose Quartz ที่เป็นสียอดนิยมของแพนโทนในปีนั้น

อาจจะพูดได้ว่า เด็กๆ ชาวมิลเลนเนียลไม่กลัวสีชมพู ถึงขั้นมีเทรนด์ Millennial Pink ผุดขึ้นมาทุกหนทุกแห่ง ตั้งแต่ร้านอาหาร บาร์ ที่ชวนให้ถ่ายรูปลงอินสตาแกรม จนไปถึงบนรันเวย์เสื้อผ้าผู้ชายของ Gucci ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า เรากำลังเดินทางมาถึงยุคที่สีชมพูกำลังจะเปลี่ยนความหมายจากสายตาของผู้ถูกมองอีกครั้ง

เคนดัลล์ เจนเนอร์ (Kendall Jenner) กล่าวอ้างถึงสีชมพูที่ชื่อว่า Baker Miller Pink ซึ่งเป็นการทดลองทาสีชมพูในคุกของนักโทษชายในยุค 70 ว่ามันทำให้เธอรู้สึกสงบ เช่นเดียวกับผลทดลองในยุคนั้นที่ค้นพบว่า นักโทษชายที่ถูกกักขังในกรงสีชมพูมีอาการก้าวร้าวและความเครียดน้อยกว่ากรงสีปกติ

ชีวิตก็เหมือนม้วนกระดาษทิชชูบนฝาผนังส้วม ยิ่งใช้ใกล้หมดม้วน มันก็ยิ่งหมุนเร็วขึ้นเท่านั้น”

เป็นไปได้ไหมว่า ชีวิตเราสั้นเกินกว่าที่จะให้ ‘สังคม’ เป็นตัวบ่งบอกว่า เราควรจะรู้สึกกับสีใดสีหนึ่งอย่างไร โดยเฉพาะในโลกที่หมุนเร็วขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน

ในสังคมไทยที่สีของเสื้อมีนัยมากกว่าแฟชั่น ลามไปถึงจุดยืนทางการเมือง ไม่แน่ว่าครั้งหน้า ตอนที่เราทุกคนออกจากบ้านไปกินจิ้มจุ่มกับเพื่อนพร้อมหน้าพร้อมตา ในกล่องไม้จิ้มฟัน ทิชชูราคาถูกอาจกลายเป็นสีอื่นไปแล้ว หรือถ้ามันยังเป็นสีชมพูเหมือนเดิมอยู่  มุมมองของเราที่มีต่อสีชมพู ไม่ว่าจะเป็นทิชชู วันอังคาร จนไปถึงหัวนม อาจจะเปลี่ยนไปพร้อมๆ กับโลกใบใหม่ก็เป็นได้

ข้อมูลและภาพประกอบ

blog.toiletpaperworld.com/where-did-all-the-colored-toilet-paper-go/

www.theatlantic.com/sexes/archive/2013/08/pink-wasnt-always-girly/278535/

Writer & Photographer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load