มวลมนุษยชาตินั้นหรือ แท้จริงคือมวลบะหมี่

เคยมีคนพูดไว้ว่ายอดขายของมาม่าหรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป คือมาตรวัดของเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลานั้นๆ

“เนี่ย วันนี้เจ้าของหอพักผมส่งเมสเสจมาทวงค่าเช่าห้อง ผมยังไม่อยากอ่านเลย กลัวเขาจะรู้ว่าอ่านแล้ว แต่ไม่มีปัญหาจ่าย-ทุกวันนี้มีปัญญาซื้ออย่างเดียวคือมาม่า สองโหลตุนไว้” พี่คนขับ Grab ขากลับบ้านบ่นให้ผู้เขียนฟัง

บางคนก็กล่าวไว้ว่า เศรษฐกิจดี บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็ขายดี

เศรษฐกิจไม่ดี บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยิ่งขายดีเข้าไปใหญ่

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สิ่งประดิษฐ์ประจำศตวรรษของญี่ปุ่น ที่ออกแบบเพื่อยุติความหิวของโลก
ภาพที่คุ้นตา โดยเฉพาะช่วงสิ้นเดือน

วันนี้ วันที่คลื่นของความเดือดร้อนในเชิงเศรษฐกิจค่อยๆ แผ่ขยายไปทั่ว เช่นเดียวกับยอดผู้ติดเชื้อ COVID-19 คอลัมน์วัตถุปลายตาจะชวนท่านผู้อ่านต้มน้ำร้อน ตอกไข่ หั่นผักรอ แล้วเข้าไปสำรวจเรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์ที่สิงสถิตอยู่ใน ‘บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป’ ที่ไม่แน่ว่า ปีนี้มันอาจจะกลายมาเป็นเพื่อนรักที่สุดของคุณในเวลาอันใกล้ก็ได้ (เช็ดน้ำตา)

ที่สำคัญที่สุด เรื่องราวของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป จริงๆ แล้วมาจากวิสัยทัศน์ของผู้ชายคนหนึ่งที่เชื่อว่า “ถ้าคนท้องอิ่มเมื่อไหร่ โลกถึงจะสงบสุขเมื่อนั้น” แล้วใช้แป้งสาลีบวกกับเทคโนโลยีเป็นอาวุธในการ Democratize หรือปฏิรูป ‘ความเท่าเทียมทางท้อง’ ของโลกหลังสงคราม ซึ่งหวังว่าจะทำให้ท่านผู้อ่านอิ่มอก อิ่มใจ และบันดาลใจ ไปด้วยไม่มากก็น้อย

ผู้ชายคนนี้ ครั้งหนึ่งเคยกล่าวไว้อย่างอุกอาจ ว่า “Mankind is Noodlekind” หรือ “มวลมนุษยชาตินั้นหรือ แท้จริงคือมวลบะหมี่

ใกล้แค่ไหน คือไก่

หากเราย้อนเวลาอันไกลที่ ค.ศ. 1958 สิ่งหนึ่งที่เป็นผลผลิตจากการพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ของญี่ปุ่น ได้แก่ นวัตกรรมทางอาหารที่คิดค้นโดยอดีตเซลล์แมนขายถุงเท้า ขายเกลือ คือ โมโมฟุกุ อันโด (Momofuku Ando) ผู้ก่อตั้งบริษัทนิชชินในตำนาน เขาผสมผสานการทำให้สุก อบแห้ง ปรุงรส ของแป้งบะหมี่เข้าไว้ด้วยกัน จนสามารถต้มเส้นในน้ำร้อน รับประทานได้ภายใน 2 -3 นาที ซึ่งกลายเป็นกระแสโด่งดังชั่วข้ามคืน จนถึงขั้นมีชื่อเรียกว่า Magical Ramen หรือ บะหมี่มหัศจรรย์

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สิ่งประดิษฐ์ประจำศตวรรษของญี่ปุ่น ที่ออกแบบเพื่อยุติความหิวของโลก
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสแรกของโลกใบนี้

บะหมี่รสไก่หรือ Chicken Ramen คือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสแรกของโลก เติบโตมาพร้อมการขยายตัวทางวัฒนธรรมและการผลิตแบบอุตสาหกรรม เช่นเดียวกับวัฒนธรรมของสื่อโทรทัศน์ที่มีส่วนทำให้พฤติกรรมการบริโภคหรือรับประทานอาหารของผู้คนค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปด้วยอย่างช้าๆ

อดีตเคยหรู

ถึงกระนั้น ไอ้เจ้า Chicken Ramen ของนายอันโดในท้องตลาดเวลานั้นก็ยังถือเป็นอาหารหรู หรือเป็น Luxury Item เพราะเมื่อเทียบกับบะหมี่สดในตลาดสดแล้ว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแพงกว่า 6 เท่า

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สิ่งประดิษฐ์ประจำศตวรรษของญี่ปุ่น ที่ออกแบบเพื่อยุติความหิวของโลก
นายโมโมฟุกุ อันโด สมัยหนุ่ม ผู้ซึ่งเปรียบเหมือน สตีฟ จ็อบส์ แห่งโลกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

ถึงกระนั้น ความแพงก็ไม่ได้หยุดความนิยมของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป รวมถึงวิสัยทัศน์ของนายโมโมฟุกุ อันโด ในการ Democratize ประสบการณ์การทำและทานอาหารแต่อย่างใด

“นี่พวกพี่หนีตายกันหมดอะน้อง พี่นี่ อีกนิดจะคิดถึงเชือกผูกคอตายแล้ว” ตัดมาที่เสียงตัดพ้อจากพี่คนขับ Grab ในขณะที่ผู้เขียนยังโดยสารอยู่อย่างใจจดใจจ่อ

การเมืองของบะหมี่

บ้านเมืองของญี่ปุ่นหลังสงครามโลกนั้น ผู้คนยังอดอยากและเดือดร้อนจากพิษสงคราม ในขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่นยังคงสนับสนุนให้คนบริโภคขนมปังและแป้งสาลี ซึ่งต้องนำเข้าจากสหรัฐอเมริกา จนนายอันโดถึงกับงุนงงว่า คนญี่ปุ่นจะกินขนมปังทำไม ในเมื่อบะหมี่เป็นรากฐานของสังคมญี่ปุ่นแท้ๆ

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สิ่งประดิษฐ์ประจำศตวรรษของญี่ปุ่น ที่ออกแบบเพื่อยุติความหิวของโลก
Let them Eat Noodles – บะหมี่เป็นรากของอาหารญี่ปุ่นมาช้านานอยู่แล้ว

คำตอบที่ได้จากกระทรวงคือ วงการบะหมี่ (สด) ในเวลานั้นเล็กเกินไป ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดและการบริโภคแบบแมสที่มีจำนวนมาก ซึ่งต้องมีอายุขัยบนชั้นวางสินค้ายืนยาวได้

นายอันโดจึงตัดสินใจคิดค้นบะหมี่สำหรับคนหมู่มาก ภายใต้ความเชื่อว่า ‘ถ้าท้องอิ่ม สันติสุขก็จะเกิด’ ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

ส้อมก็ไม่ต้องเช่า ถ้วยก็ไม่ต้องซื้อ

ค.ศ. 1971 ในวันที่ความนิยมของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเริ่มอิ่มตัว ลอยอืด ก็มีนวัตกรรมของการ ‘แถมถ้วย’ มาพร้อมบะหมี่และซองผงปรุงรสเลย ชนิดที่ว่าไม่ต้องล้าง ไม่ต้องจัดหาจาน ไม่ต้องหาส้อม แค่เปิดถ้วย เทน้ำร้อน รอสองสามนาที ก็อิ่ม แล้วก็โยนทิ้งถังขยะได้ทันที-นวัตกรรมนี้เราทุกคนรู้จักดีในฐานะ Cup Noodle

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สิ่งประดิษฐ์ประจำศตวรรษของญี่ปุ่น ที่ออกแบบเพื่อยุติความหิวของโลก
ภาพประวัติศาสตร์การบุกตลาดอเมริกาของ Cup Noodles จาก Nissin

อันโดในวัย 60 ปี สังเกตเห็นพฤติกรรมการต้มบะหมี่ของลูกค้าชาวอเมริกัน พวกเขาหักเส้นแห้งๆ เป็น 2 ท่อน แล้วค่อยใส่ไว้ในถ้วยกระดาษ หลักจากนั้นจึงเติมน้ำร้อนให้สุก อีกทั้งยังไม่นิยมกินด้วยตะเกียบ แต่กินด้วยส้อมแทน ข้อสังเกตทั้งหมดนี้ถูกพัฒนาให้กลายเป็นจุดเด่นของ Cup Noodle จนถึงยุคปัจจุบัน

Cup Noodle เป็นการคิดค้นบรรจุภัณฑ์ที่สะดวกต่อการบรรจุอาหารทนความร้อน ในขณะเดียวกันก็วางไว้บนชั้นวางสินค้าสะดวก อีกทั้งยังง่ายต่อการรับประทาน ชนิดที่เรียกว่า ความ ‘กึ่งสำเร็จรูป’ ไม่เคยมีความ ‘เกือบสำเร็จรูป’ มากเท่านี้มาก่อน ซึ่งมันก็เปลี่ยนฐานะและสถานะของนายโมโมฟุกุ อันโด กับบริษัท นิชชิน ในระดับโลกเช่นเดียวกัน

แน่นอนว่ามันทำให้คนขี้เกียจขึ้น ในขณะเดียวกันก็ทำให้ประสบการณ์การปรุงอาหาร ทานอาหาร แพร่หลายได้รวดเร็วขึ้นด้วย

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สิ่งประดิษฐ์ประจำศตวรรษของญี่ปุ่น ที่ออกแบบเพื่อยุติความหิวของโลก
ถ้วยบะหมี่สำหรับโลกของคนขี้เหงา ต้องซดบะหมี่คนเดียวหน้าจอมือถือ

การแผ่ขยายของบะหมี่

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซึ่งเรียกว่าเป็นนวัตกรรมของชาวเอเชีย ค่อยๆ ได้รับความนิยม และแผ่ขยายไปยังประเทศตะวันตกมากขึ้น ในยุค 90 การเติบโตของตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นจาก 15 ล้านใน ค.ศ. 1990 จนไปถึง 100 ล้านภายใน ค.ศ. 2012

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สิ่งประดิษฐ์ประจำศตวรรษของญี่ปุ่น ที่ออกแบบเพื่อยุติความหิวของโลก
ดีไซน์ระดับตำนาน ขึ้นหิ้งบรรจุภัณฑ์ยอดเยี่ยมไปแล้ว

การเติบโตของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาจากปัจจัย 5 อย่างด้วยกัน คือ ราคาไม่แพง ความสะดวก ความสะอาด ปลอดภัย และเก็บไว้รับประทานได้นาน ทั้งหมดทั้งมวลเหมาะกับยุคแห่งโรคระบาดและเศรษฐกิจล่มสลายเป็นอย่างยิ่ง

ทุกครั้งที่ประชากรโลกเผชิญกับวิกฤตทางเศรษฐกิจ อาหารเหล่านี้จึงตอบโจทย์ทุกคนโดยปริยาย

ลอยไปในอวกาศ

Space Cup Noodle สำหรับนักบินอวกาศ

ใน ค.ศ. 2005 เกิดกระแสถกเถียงในวงการบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปครั้งใหญ่ เมื่อมีการคิดค้น ‘บะหมี่นอกโลก’ หรือบะหมี่ที่ต้มให้สุกได้ภายใต้อุณหภูมิเพียง 70 องศาเซลเซียส เพื่อความสะดวกของนักบินอวกาศในสภาพไร้น้ำหนักและมีพลังงานจำกัด ซึ่งเป็นมาตรวัดว่า ‘การพัฒนา’ ของบะหมี่พร้อมรับประทานยังไม่หยุดอยู่เพียงแค่นี้ หรือแค่บนโลกใบนี้แต่อย่างใด

กอล์ฟ ความฝัน และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

จากผลสำรวจประจำชาติใน ค.ศ. 2000ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่า หนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่เยี่ยมยอดประจำศตวรรษของชาติญี่ปุ่นคือ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สิ่งประดิษฐ์ประจำศตวรรษของญี่ปุ่น ที่ออกแบบเพื่อยุติความหิวของโลก
นายอันโดกับชีวิตการกินบะหมี่ทุกวัน

“The fundamental misunderstanding of humanity is believing that we can achieve all our desires without limitation.” หรือที่แปลเป็นไทยได้ว่า “ความเข้าใจผิดขั้นพื้นฐานของมนุษย์ คือความเชื่อที่ว่า เราทำความฝันทุกอย่างให้เป็นจริงได้โดยไม่มีข้อจำกัด” คำพูดนี้ ไลฟ์โค้ชไม่ได้กล่าวไว้ แต่เป็นนายโมโมฟุกุ อันโด นั่นเอง

ย้อนกลับมาที่พี่คนขับ Grab ซึ่งกำลังเล่าสถานการณ์ของแกต่อ คุณพ่อเขาเป็นมะเร็ง คุณแม่เป็นอัลไซเมอร์ ทั้งหมดนี้ต้องดูแลด้วยลูกชายที่น่าจะอายุเกือบ 50 ปลายๆ แล้วเพียงคนเดียวในยุคแห่ง COVID-19

“ผมมีเงินอยู่ในบัญชีสามร้อยบาท ผมยังไม่รู้เลยว่าเดือนนี้ผมจะผ่านมันไปได้ยังไง” พี่คนขับรถรุ่นฟอร์จูนเนอร์ เล่าต่อ

วันนี้ผู้เขียนคอลัมน์วัตถุปลายตาเองไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า ค.ศ. 2021 เป็นปีที่มีข้อจำกัดวางรายล้อมรออยู่ข้างหน้ามากมายตั้งแต่ต้นปี และเชื่ออย่างยิ่งว่า หลายคนเองก็สัมผัสได้ถึงความทุกข์ร้อนของโรคระบาดและพิษเศรษฐกิจที่พวกเราทุกคนกำลังเผชิญร่วมกันในฐานะมวลมนุษยชาติ

ถึงกระนั้น หากเงินในกระเป๋าสตางค์เรากำลังจะร่อยหรอ และเราอาจจะต้องอยู่กับมวลบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปเป็นระยะเวลายาวนาน อย่างน้อยทุกครั้งที่เราต้มน้ำร้อน รอเวลาบะหมี่สุก-ผู้เขียนขอเตือนใจสั้นๆ ว่า แป้งกึ่งสุกกึ่งดิบที่อยู่ในถ้วยกระดาษในมือเรานั้น ครั้งหนึ่งมันก็เป็นความฝันและวิสัยทัศน์ของผู้ชายวัยกลางคนคนหนึ่ง ซึ่งค่อยๆ เติบโตภายใต้ข้อจำกัดของสังคม เศรษฐกิจ หลังสงครามที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังและชวนให้หดหู่ เช่นเดียวกับบรรยากาศของ ค.ศ. 2021 นี้

‘ความสุข’ ของปีอาจจะใช้เวลานานกว่า 2 -3 นาที แต่หากเราอดทนรอได้ การันตีว่ามวลมนุษยชาติในเวลานี้คงจะดำเนินต่อไปไม่มากก็น้อย-ผู้เขียนขอมอบบทความนี้เป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่กำลังสิ้นหวังกับ ค.ศ. 2021

ผู้เขียนลงจากรถโดยไม่กล้าใช้คำว่า Happy New Year กับพี่คนขับ ได้แต่อวยพรให้ทุกอย่างคลี่คลาย และให้พี่มีสติ อดทน เท่าที่การพบเจอกันสั้นๆ จะช่วยให้กำลังใจเขาได้

ส่วนนายโมโมฟุกุ อันโด เสียชีวิตเมื่อ ค.ศ. 2007 ด้วยอายุ 96 ปี และตัวเขาอ้างว่าเคล็ดลับของอายุยืนยาวมาจากการเล่นกอล์ฟและทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทุกวัน จนกระทั่งวินาทีสุดท้าย

ขอให้ทุกท่านอายุมั่นขวัญยืน ท้องไม่หิว ปราศจากโรคภัย – สวัสดีปีใหม่ครับ


ข้อมูลอ้างอิง

instantnoodles.org

www.cupnoodles-museum.jp

www.vox.com/

www.nissin.com

www.huffpost.com

Writer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

วัตถุปลายตา

ออกสำรวจและเก็บสะสมเรื่องราวของ ‘ข้าวของ’ คุ้นตาในวัฒนธรรมไทยที่ถูกทอดทิ้ง

แตงโมลูกโตๆ รสขม – ไม่ใช่เพลงแปลงของ จินตหรา พูนลาภ แต่เป็นชื่อบทความที่ 3 ของคอลัมน์วัตถุปลายตา ที่ครั้งนี้ไม่ได้จะมาบอกเล่าความหวานของแตงโม หรือชวนถกเถียงว่าน้ำแตงโมปั่นที่อร่อยนั้น ควรจะใส่หรือไม่ใส่น้ำแดงกันแน่ แต่จะชวนผู้อ่านชาวไทย เข้าไปสำรวจความหมายขมขื่นที่ฝังอยู่ในเนื้อแตงโมสีแดงฉ่ำ กับประวัติศาสตร์ของการเหยียดสีผิวของคนผิวดำในอเมริกา 

แตงโม ผลไม้รสหวานฉ่ำที่เป็นความขมขื่นของคนผิวสีในสหรัฐอเมริกา, การเหยียดสีผิว
ตัวละครจากหนังการ์ตูนเรื่อง Scrub Me Mama with a Boogie Beat ใน ค.ศ. 1941

แล้วคุณอาจจะแปลกใจว่า ผลไม้รสหวานที่ทุกคนรับประทานอย่างถูกอกถูกใจนั้น มันสร้างความเจ็บปวดให้กับเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกด้วยกันได้เพียงนี้เลยหรือ

เจ๊แม่ ก็ยังโดนทัวร์ลง

สัญลักษณ์แห่งความขมขื่นที่แฝงอยู่ในแตงโม คือสิ่งที่คอลัมน์วัตถุปลายตาพยายามจะสื่อสารอยู่เสมอ นั่นก็คือ ของหนึ่งชิ้น ไม่ว่าจะเป็นที่สนใจหรือเป็นของนอกสายตา มีพลังในการสื่อสาร และมีเรื่องราวฝังแนบติดอยู่กับมันแทบทุกชิ้น

แตงโม ผลไม้รสหวานฉ่ำที่เป็นความขมขื่นของคนผิวสีในสหรัฐอเมริกา, การเหยียดสีผิว
มาดอนน่ากับภาพลูกๆ ผิวดำของเธอกับแตงโมก่อนโดนทัวร์ลง

เพียงแต่ครั้งนี้ เรื่องราวที่ฝังอยู่ในผลไม้ชนิดนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและเต็มไปด้วยความหลังที่เจ็บปวด เจ็บปวดชนิดที่ว่ามาดอนน่า นักร้องดังที่อุตส่าห์อุปถัมภ์ลูกบุญธรรมผิวดำของเธอเองมาจากประเทศแอฟริกา แต่ดันโพสต์รูปลูกของเธอกินแตงโมอยู่ ก็ยังโดน ‘ทัวร์ลง’ แบบไม่ไว้หน้าแม่ใดๆ

แล้วทำไม ‘แตงโม’ กับ ‘คนผิวดำ’ ถึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน? 

ผลไม้สองความหมาย

แตงโมคือผลไม้ที่ครั้งหนึ่งทาสผิวดำในอเมริกาถูกบังคับให้ปลูก เช่นเดียวกับฝ้ายและงานในไร่ในฟาร์มอื่นๆ อีกมายมาย และหลังจากสงครามการเมืองที่มีการเลิกทาสนั้น ชาวผิวดำก็ใช้แตงโมเป็นสินค้าในการค้าขายและดำรงชีวิตอย่างเสรีเช่นเดียวกัน

แก่นของสัญลักษณ์ที่ฝังอยู่ในแตงโม ซีกหนึ่งจึงว่าด้วยการเป็นตัวแทนทางเสรีภาพทางการเงิน จากที่เคยต้องรับใช้เจ้านายผิวขาว อดีตทาสผิวดำเหล่านี้จัดจำหน่ายผลผลิตจากฟาร์ม ซึ่งโดยมากคือแตงโมอย่างเสรีในท้องตลาด ทั่วทุกหัวระแหงหลังการเลิกทาส 

แตงโม ผลไม้รสหวานฉ่ำที่เป็นความขมขื่นของคนผิวสีในสหรัฐอเมริกา, การเหยียดสีผิว
ภาพของการค้าขายในสมัยหลังการเลิกทาสอเมริกาที่แตงโมคือสินค้าหลักของอดีตทาสผิวดำ

แต่สัญลักษณ์ที่ฝังอยู่อีกซีกนั้น มาจากความหวั่นกลัวของคนขาว ซึ่งหวั่นเกรงในอิสระของคนผิวดำและการประกอบอาชีพอย่างเสรีแบบพอเพียง (แค่ขายแตงโมก็เลี้ยงชีพได้แล้ว) จึงเริ่มที่จะมีการผูกโยงและดัดแปลงความพอเพียง สมถะ ของคนผิวดำกับการขายแตงโมว่าเป็นความยากแค้น ยากจน แตงโมที่เนื้อหวานฉ่ำ สีแดง ก็ค่อยๆ เริ่มขมขึ้นในเชิงสัญลักษณ์ ซึ่งเกิดมาจาก ‘ความกลัว’ ล้วนๆ 

สกปรก ขี้เกียจ และไม่รู้จักโต

แตงโม ซึ่งเริ่มใช้เป็นผลผลิตแห่งการกดขี่นั้นถูกผูกติดเข้ากับความเชื่อว่า อดีตทาสผิวดำนั้นไม่สะอาด ไม่ขยัน วันๆ นอนกลิ้งกินแตงโม (ขายไป กินไป) 

ที่สุดของความเชื่อเกี่ยวกับแตงโมและคนผิวดำในยุคนั้น สรุปง่ายๆ ได้ 3 คำ คือสกปรก ขี้เกียจ และไม่รู้จักโต

แตงโม ผลไม้รสหวานฉ่ำที่เป็นความขมขื่นของคนผิวสีในสหรัฐอเมริกา, การเหยียดสีผิว
โปสการ์ดโบราณใน ค.ศ. 1900

สกปรก เพราะการกินแตงโมน้ำฉ่ำๆ ให้สะอาดนั้นยากอยู่
ขี้เกียจ เพราะการปลูกแตงโมง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก แถมเป็นผลไม้ที่ยากต่อการกินไป ทำงานไป และต้องนั่งพักกินจริงๆ จังๆ
ไม่รู้จักโต เพราะรสชาติหวานและสีสันที่สดใสของมันนั้น มีคุณค่าทางสารอาหารน้อยมาก เหมือนกับขนมของเด็กๆ 

และ 3 ความเชื่อที่ผูกติดอยู่กับแตงโมก็ถูกเอาไปผูกติดกับผู้ปลูก ผู้ขาย หรืออดีตทาสผิวดำง่ายๆ แบบนั้น

การเมือง + แตงโม = การโม

แตงโม ผลไม้รสหวานฉ่ำที่เป็นความขมขื่นของคนผิวสีในสหรัฐอเมริกา, การเหยียดสีผิว
โปสการ์ดโบราณ

จริงๆ แล้วแตงโมในยุโรปสมัยโบราณเป็นผลไม้ที่ถูกมองว่าคือ ‘อาหารคนจน’ เช่นคนงานชาวอิตาลีหรือชาวอาหรับมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว จนกระทั่งมีการเลิกทาสในอเมริกา แตงโมจึงกลายเป็นผลไม้ที่ถูกมองในเชิงสัญลักษณ์

ความเป็นอิสระของอดีตทาสผิวดำนั่นเอง ความเกลียดชังในแตงโมที่คนชั้นนำผิวขาวเริ่มนำมาใช้เป็นอาวุธในการเหยียดสีผิว เหมารวม ถึงขนาดที่เคยมีคนฉีดยาพิษไว้ในแตงโมเพื่อจะฆ่าเพื่อนบ้านผิวดำ เพียงแค่คิดไปเองว่า “คนดำก็ต้องทานแตงโมสิ!” ก็เคยมีมาแล้ว

“คนดำเหล่านี้ยังไม่พร้อมกับอิสระหรอก” นั่นคือการเหมารวมและป้ายสี ซึ่งในช่วงการเลือกตั้ง ค.ศ. 1880 นั้น พรรคเดโมแครตกล่าวหารัฐเซาท์แคโรไลนา (South Carolina) ว่าใช้เงินภาษีของรัฐบาลไปกับแตงโมและความเอร็ดอร่อยส่วนตัว เพียงเพราะว่ารัฐนั้นเต็มไปด้วยประชากรผิวดำ และในหนัง The Birth of a Nation ที่ปล่อยมาใน ค.ศ. 1915 นั้น คนผิวขาวสนับสนุนให้คนดำเลิกทำงาน แล้วมานั่งกินแตงโมเฉยๆ เพราะเชื่อว่าคนดำที่พวกเขามองว่าเกียจคร้านนั้น “ยังไม่พร้อมกับอิสรภาพ” 

แตงโม ผลไม้รสหวานฉ่ำที่เป็นความขมขื่นของคนผิวสีในสหรัฐอเมริกา, การเหยียดสีผิว
ภาพถ่ายในสมัยโบราณใน ค.ศ. 1895

ยาสีฟัน รสแตงโม

แตงโมในเชิงประวัติศาสตร์จึงถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของอาหารกินกันตายของชนกลุ่มน้อยเรื่อยมา แต่ถ้าคุณคิดว่าคนกลุ่มน้อย คือคนกลุ่มที่ไม่มีพลังอำนาจในการต่อสู้กับความเหยียดที่ซ่อนไว้ในแตงโมแล้ว คุณกำลังคิดผิด

“โอบาม่าแปรงฟันด้วยยาสีฟันรสแตงโม” 

มุกตลกที่ไม่ตลก ในหนังสือพิมพ์ Boston Herald ที่แซะอดีตประธานาธิบดีไว้ ซึ่งมุกแฝงนัยของการเหยียดสีผิวด้วยแตงโมนี่เอง เป็นหลักฐานว่าขนาดคนที่มีอำนาจและเป็นถึงผู้นำประเทศอย่างโอบาม่าเอง ก็หนีการถูกเหยียดไม่พ้น ในทางกลับกัน ผู้นำประเทศแคนาดาอย่าง จัสติน ทรูโด (Justin Trudeau) ก็เคยตกเป็นจำเลยของสังคม ในข้อหาที่เขาเคยทาสีผิวตัวเองให้กลายเป็นสีดำ ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นคนขาวถึงสองครั้งสองครา ซึ่งไอ้เจ้าการทา ย้อม หรือดัดแปลง สีผิวตัวเองให้เป็นสิ่งที่ตัวเองไม่ได้เป็น หรือที่เรียกกันว่า Black Face นั้น ถือเป็นเรื่องไม่ควรทำอย่างยิ่ง 

แตงโม ผลไม้รสหวานฉ่ำที่เป็นความขมขื่นของคนผิวสีในสหรัฐอเมริกา, การเหยียดสีผิว
หนังการ์ตูน Song of the South ของดิสนีย์ ที่ทางค่ายยังอยากลบออกไปจากประวัติศาสตร์ของตัวเอง

ดิสนีย์ ค่ายหนังการ์ตูนสุดคลาสสิก ก็ลบประวัติศาสตร์การเหยียดผิวในหนังแอนิเมชันของตัวเองหลายต่อหลายเรื่องไม่ได้ ซึ่งหากจะกล่าวถึงในบทความนี้ก็คงสาธยายไม่หมด แต่ความบอบช้ำที่ดิสนีย์น่าจะอับอายที่สุด น่าจะเป็นหนังการ์ตูนซึ่ง Romanticize หรือเอาความโลกสวย ทุ่งแตงโมสีหวาน ไปครอบไว้กับการเป็นทาสผิวดำ ในหนังเรื่อง Song of the South เล่าเรื่องของทาสผิวดำที่มีความสุขในการทำไร่ ทำนา อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว หัวอ่อน ร้องรำทำเพลงกับฝูงสัตว์ หรือพูดง่ายๆ ว่า เป็น ‘ทาสที่แฮปปี้’ นั่นเอง ซึ่งหนังเรื่องนี้ขึ้นอันดับหนึ่ง Hall of Shame หรือแท่นแห่งความอัปยศอดสูของดิสนีย์อย่างไม่มีข้อโต้เถียง

แตงโม ผลไม้รสหวานฉ่ำที่เป็นความขมขื่นของคนผิวสีในสหรัฐอเมริกา, การเหยียดสีผิว
ทาส อีส แฮปปี้ (ขอแค่มีแตงโม) โปสการ์ดใน ค.ศ. 1909

ผลไม้ไทย? 

ในประวัติศาสตร์ไทยเราเองนั้นก็ใช่ว่าจะไร้ซึ่งปัญหาการเหยียดสีผิว ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ในระดับชาติพันธุ์ แต่หากเรามองย้อนกลับไป ในวรรณคดีไทยหรือละครไทยหลายๆ เรื่อง ‘ความดำ’ คือสิ่งไม่สวยงามทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น เงาะป่า ที่ต้องถอดรูป ข้าวนอกนา จนไปถึงจรกา รูปชั่วตัวดำ ปากหนา จมูกโต ใน อิเหนา ซึ่งเต็มไปด้วยพรรณนาโวหาร ที่ส่งเสริมค่านิยมการดูแคลนความงามที่ไม่ตรงตามพิมพ์นิยมทั้งสิ้น จนถึงวันนี้ค่านิยมในความขาวใสของคนไทยก็ยังฝังรากลึกและพบเห็นได้ในทุกมิติของชีวิต

ถึงแม้เราอาจจะหลับตานึกผลไม้ที่ใช้เป็นอาวุธของการเหยียดในไทยไม่ได้ทันที แต่การเหมารวม ซึ่งเป็นรากที่ก่อกำเนิดนัยของการเหยียดนั้นอาจมีอยู่ในข้าวของชิ้นอื่นๆ เช่น มันคงไม่แฟร์ที่จะเหมารวมว่าคนอีสานชอบทานข้าวเหนียว ปลาร้า ปลาแดก ทานข้าวเหนียวแล้วดั้งแหมบ หรือวาทกรรม “จน เครียด กินเหล้า” เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งไม่ว่าคนอีสานจะชอบทานหรือไม่ชอบทานอะไร หรือใครจน ไม่จน ใครเครียด ไม่เครียด ใครชอบกินเหล้า หรือไม่ชอบกินนั้น การ ‘เหมารวม’ ถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำในยุคที่กลุ่มคน บุคคล และความเชื่อ เต็มไปด้วยความหลากหลายแบบทุกวันนี้อย่างยิ่ง

เหมารวม ถูกกว่า?

ทำไมคนเราถึงเหมารวม

การ Stereotype การเหมารวม หรือการตัดสินคนนั้น เป็นสัญชาตญาณหนึ่งของมนุษย์ โดยพื้นฐานแล้ว เราทุกคนต้องการรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม มีพวกพ้อง และรู้สึกมีพื้นที่ที่เป็นของตัวเองเสมอ ซึ่งการแยกแยะเพื่อนออกจาก ศัตรู หรือความเหมือนออกจากความต่างนั้น เป็นจิตวิทยาพื้นฐานซึ่งมีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน

แต่การตัดสินของคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน และมักจะอ้างอิงจากสิ่งแวดล้อม การเลี้ยงดู ประสบการณ์ส่วนตัว ไปจนถึงค่านิยม ความเชื่อ วัฒนธรรมต่างๆ ที่มีความหลายหลากเสมอ นั่นหมายความว่า ‘การเหมารวม’ ที่ครั้งหนึ่งเคยใช้เป็นเครื่องมือในการทำความเข้าใจคนและชุดความคิด อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง แม่นยำ และเที่ยงตรง อีกต่อไป

ผลไม้พิสดาร

แตงโม ผลไม้รสหวานฉ่ำที่เป็นความขมขื่นของคนผิวสีในสหรัฐอเมริกา, การเหยียดสีผิว
ภาพประกอบในหนังสือพิมพ์ภาพแรกที่มีการใช้รูปคนผิวดำกับแตงโมใน ค.ศ. 1869

บิลลี่ ฮอลิเดย์ (Billie Holiday) เขียนพรรณนาถึงซากศพของคนผิวดำที่ถูกแขวนคอและเผาทิ้งไว้บนต้นไม้ ในยุคที่เต็มไปด้วยความเหยียดสีผิวและความเกลียดชังต่อคนดำไว้ในเพลง Strange Fruit หรือหากจะแปลเป็นไทย ก็คงแปลได้ว่า ผลไม้พิสดาร ที่ส่งกลิ่นเนื้อมนุษย์เหม็นไหม้คละคลุ้ง

หากความตายของคนผิวดำบนต้นไม้เปรียบเสมือนผลไม้ รากของต้นไม้ต้นนั้นน่าจะหยั่งลึก ยึดเกาะ อยู่บนชุดความคิดที่ไม่ยอมรับในความแตกต่างและเท่าเทียมของมนุษย์ กลุ่มคน ความเชื่อ และชนชั้น ที่หลากหลาย และต้นไม้แห่งความเกลียดชังนี้ก็น่าจะเติบโตด้วยปุ๋ยแห่งการเหมารวม และอาจจะแตกหน่อ ขยายพันธุ์ ด้วยเกสรแห่งการลิดรอนซึ่งสิทธิ อิสระ เสรี และความเสมอภาค ของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศเดียวกัน

ในยุคที่น้ำแตงโมปั่นยังมีหลายสูตร ตั้งแต่การใส่น้ำเชื่อม จนไปถึงน้ำแดง ผัดกะเพราเองก็ถูกวิวัฒน์ดัดแปลงจนมีส่วนผสมที่หลากหลาย และเป็นที่ถกเถียงมาโดยตลอดว่าผัดกะเพราแท้ที่ดีคืออะไร แต่ไม่ว่าความแตกต่างจะถูกขยายกว้างไปในสเปกตรัมใด ไม่มีความต่างอันไหนที่ควรค่าแก่การคร่าชีวิตเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เพียงเพราะความต่างของเมลานินหรือความเชื่อใดๆ

หากยังมีคนที่เชื่อว่า “อิสรภาพและความเท่าเทียมไม่ใช่สำหรับทุกคน” ต้นไม้แห่งความเกลียดชังก็จะยังคงออกดอกออกผลงอกงาม เหม็นไหม้ พิสดาร ต่อไปอีกนานแสนนาน

แตงโม ผลไม้รสหวานฉ่ำที่เป็นความขมขื่นของคนผิวสีในสหรัฐอเมริกา, การเหยียดสีผิว
ภาพปกนิตยสาร LIFE ใน ค.ศ. 1937

ข้อมูลอ้างอิง

Writer & Photographer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load