หลายวันก่อนมีข่าวใหญ่น่าตกใจมาจากตุรกี นั่นคือรัฐบาลตุรกีมีแผนจะเปลี่ยนพิพิธภัณฑ์ฮาเกียโซเฟีย (Hagia Sophia) ให้กลับไปเป็นมัสยิดภายในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้ 

ข่าวนี้ค่อนข้างช็อกโลกพอสมควร ถึงขนาดองค์การยูเนสโกต้องส่งจดหมายประท้วง และสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสและองค์กรศาสนาคริสต์ต่างๆ ออกมาแสดงจุดยืนว่าไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้ แรกเริ่มเดิมทีมหาวิหารแห่งนี้เคยเป็นคริสตสถานของชาวกรีกนิกายออร์โธดอกซ์ใจกลางกรุงคอนสแตนติโนเปิล เมืองหลวงของอาณาจักรโรมันตะวันออก ที่ยืนหยัดมานับพันปีหลังอาณาจักรโรมันตะวันตกล่มสลายลงในคริสต์ศตวรรษที่ 5 

พอถึงคริสต์ศตวรรษที่ 11 ศาสนจักรในเมืองหลวงด้านตะวันออกก็แยกตัวออกจากสันตะสำนักที่กรุงโรม กลายเป็นนิกายออร์โธดอกซ์ ก่อนจะถูกกองทัพชาวออตโตมันนำโดยสุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 โจมตีจนแตกใน ค.ศ. 1453 (ใครสนใจเรื่องคอนสแตนติโนเปิลล่มไปชมซีรีส์ ออตโตมันผงาด (Rise of Empires Ottoman) ครับ สนุกและ CG สวยดี มีภาพฮาเกียโซเฟียตอนกรุงแตกด้วย) จากนั้น วิหารแห่งนี้ก็เปลี่ยนเป็นมัสยิด ภาพโมเสกไอคอนของพระเป็นเจ้าและนักบุญต่างๆ ก็ถูกโบกปูนทับหรือเอาม่านปิดไว้ 

เวลาต่อมา ใน ค.ศ.1935 ศาสนสถานแห่งนี้เปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ โดยนายคามาล อตาเติร์ก (Kemal Atatürk) รัฐบุรุษของตุรกีมีนโยบายสร้างรัฐฆราวาส พยายามแยกศาสนาออกจากการเมืองเพื่อนำชาติก้าวไปสู่โลกสมัยใหม่ ฮาเกียโซเฟียจึงเผยโฉมต่อสาธารณชนอีกครั้งในฐานะอาคารจัดแสดงที่เต็มไปด้วยกลุ่มทัวร์ ใส่รองเท้าและเดินชมได้ทุกซอกทุกมุม (รวมทั้งต้องต่อคิวยาวเหยียดเพื่อซื้อตั๋วด้วย) 

แต่เมื่อไม่กี่วันมานี้ เมื่อรัฐบาลตุรกีมีนโยบายสนับสนุนศาสนาอิสลามอีกครั้ง ฮาเกียโซเฟียจึงอาจพลิกโฉมตัวเองอีกรอบ แม้ว่าจะมีข้อตกลงว่าจะไม่มีการรบกวนงานศิลปกรรมโบราณ เช่น ภาพพระคริสต์ นักบุญ แม่พระ ที่ประดับด้วยโมเสกภายในก็ตาม แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าอาจมีการใช้ม่านคลุมทับ ทำให้ไม่สามารถมองเห็นจากมุมมองของสาธารณชนอีกต่อไป

Hagia Sophia มหาวิหารตุรกีที่เคยเป็นโบสถ์ มัสยิด พิพิธภัณฑ์ และกำลังกลับไปเป็นมัสยิดอีกที

มหาวิหารแห่งโรมันตะวันออก

มหาวิหารฮาเกียโซเฟีย อ่านตามสำเนียงเติร์กว่า อายาโซเฟีย (Ayasofya) มีความหมายว่า ‘พระปัญญาบริสุทธิ์’ หรือพระปัญญาศักดิ์สิทธิ์ (Holy Wisdom) ได้รับการตีความไปหลายความหมาย แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะหมายถึง ‘พระบุตร’ หรือพระเยซูคริสต์ ในฐานะที่ทรงเป็นพระปัญญา (Logos) ที่พระเป็นเจ้าทรงใช้สร้างโลกและจักรวาล ดังที่ปรากฏในบทแรกของพระวรสารนักบุญยอห์น 

มหาวิหารแห่งนี้สร้างขึ้นโดยพระจักรพรรดิจัสติเนียน มหาราชแห่งโรมันตะวันออกผู้มีความฝันว่าจะรื้อฟื้นอาณาจักรโรมที่ล่มสลายไปแล้วให้กลับคืนมา รัชสมัยของพระองค์เต็มไปด้วยความรุ่งเรือง การทำสงครามแผ่ขยายดินแดน การค้าทางไกล การปฏิรูปกฎหมาย (ที่เรียกกันว่ากฎหมายจัสติเนียน) และเรื่องราวฉาวโฉ่ในราชสำนักของพระมเหสีทีโอโดรา 

ความมั่งคั่งของพระองค์นำไปสู่อภิมหาโครงการขนาดยักษ์ที่ไม่เคยมีอาณาจักรใดทำได้มาก่อน คือการสร้างโดมขนาดมหึมาที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางกว่า 31 เมตรและสูงถึง 55 เมตร อาณาจักรอียิปต์อาจสร้างพีระมิดที่ใหญ่กว่านี้ แต่ไม่มีใครหาญกล้าทำห้องโถงด้วยอิฐกว้างใหญ่กินพื้นที่มากมายโดยไม่มีเสาค้ำตรงกลางได้ ในศตวรรษที่ 6 จักรพรรดิจัสติเนียนสถาปนาโดมแห่งสรวงสวรรค์แห่งนี้ เสมือนชะลอเอากรุงเยรูซาเล็มบนสวรรค์ตามรายละเอียดในพระคัมภีร์ไบเบิลลงมาไว้ในโลกมนุษย์ เป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าของสถาปัตยกรรมโลกไปอย่างสิ้นเชิง 

จักรพรรดิจัสติเนียนเลือกพื้นที่สร้างวิหารใหม่บนตำแหน่ง ‘มหาวิหารหลวง’ (Magna Ecclesia) ที่สร้างโดยจักรพรรดิคอนสแตนติอุสที่ 2 และจักรพรรดิเทโอโดสิอุสที่ 2 ดังนั้นมหาวิหารของพระองค์จึงนับได้ว่าเป็นหลังที่ 3 พระองค์เริ่มงานใน ค.ศ. 532 โดยจ้างนักคณิตศาสตร์และสถาปนิกชื่อดัง คนงานกว่าหมื่นคน และจัดหาหินอ่อนที่ดีที่สุดจากทั่วอาณาจักรโรมัน และใช้เวลาสร้างเพียง 5 ปีเท่านั้น โดมกลางห้องโถงที่ใหญ่ที่สุดในโลกโบราณกว้างกว่า 31 เมตร แต่บางเพียง 2 ฟุต ก็สำเร็จลงใน ค.ศ. 537 ที่นี่เป็นวิหารหลวงสำหรับประกอบพระราชพิธีต่างๆ เช่น งานบรมราชาภิเษก ทั้งยังเป็นที่ประทับของพระอัยกาแห่งคอนสแตนติโนเปิล ประมุขของศาสนจักรกรีกออร์โธดอกซ์ด้วย 

จักรพรรดิยังโปรดให้รวบรวมบรรดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพระธาตุที่เกี่ยวข้องกับพระคริสต์และบรรดานักบุญมารวบรวมไว้ที่นี่ เช่น สายคาดเอวของแม่พระ หรือโต๊ะอาหารค่ำมื้อสุดท้ายของพระเยซู ซึ่งมีตำนานว่า เรือที่บรรทุกโต๊ะศักดิ์สิทธิ์มานั้นได้ล่มลงในอ่าวก่อนจะถึงเมือง ทำให้คลื่นลมในทะเลของกรุงคอนสแตนติโนเปิลนั้นสงบอยู่เสมอ แม้ว่าสภาพอากาศเลวร้ายก็ตาม

Hagia Sophia มหาวิหารตุรกีที่เคยเป็นโบสถ์ มัสยิด พิพิธภัณฑ์ และกำลังกลับไปเป็นมัสยิดอีกที
 แผนผังของฮาเกียโซเฟีย
ภาพ : en.wikipedia.org
Hagia Sophia มหาวิหารตุรกีที่เคยเป็นโบสถ์ มัสยิด พิพิธภัณฑ์ และกำลังกลับไปเป็นมัสยิดอีกที
ภาพตัดขวางของฮาเกียโซเฟีย 
ภาพ : en.wikipedia.org
Hagia Sophia มหาวิหารตุรกีที่เคยเป็นโบสถ์ มัสยิด พิพิธภัณฑ์ และกำลังกลับไปเป็นมัสยิดอีกที
ภายในมหาวิหารฮาเกียโซเฟีย ยังเห็นภาพเทวดาเซราฟิมที่มุมทั้งสี่ของโดม
Hagia Sophia มหาวิหารตุรกีที่เคยเป็นโบสถ์ มัสยิด พิพิธภัณฑ์ และกำลังกลับไปเป็นมัสยิดอีกที
มุขด้านหน้าทางประตูหลวง ปูด้วยหินอ่อนขนาดใหญ่
Hagia Sophia มหาวิหารตุรกีที่เคยเป็นโบสถ์ มัสยิด พิพิธภัณฑ์ และกำลังกลับไปเป็นมัสยิดอีกที
ภายในโดมประธาน จะเห็นภาพ ‘พระมารดาพระเจ้า’ อุ้มพระกุมารเยซู ในฐานะ ‘บัลลังก์แห่งปัญญา’ อยู่ที่โดมบริวาร

ศิลปกรรมแห่งฮาเกียโซเฟีย

เมื่อปีที่แล้วผมยืนอยู่หน้าฮาเกียโซเฟีย ผมมองไปยังมหาวิหารขนาดยักษ์ เป็นความใฝ่ฝันมาตั้งแต่เนิ่นนานแล้วว่าจะเดินทางมาชม ‘โรมที่สอง’ เมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้ให้ได้ แต่ฮาเกียโซเฟียกลับดูเหมือนก้อนไอศกรีมเชอร์เบตขนาดยักษ์หลายๆ ก้อนกองรวมกันในจาน แม้ใหญ่โตแต่ไม่มีสง่าราศีใดๆ เลย ราวกับโรงนาขนาดยักษ์ที่ก่อด้วยอิฐและฉาบปูนทาสี แต่นี่คือปรัชญาของศาสนสถานสไตล์ไบแซนไทน์ของชาวกรีกออร์โธดอกซ์ 

ภายนอกของโบสถ์อาจดูธรรมดาไร้ความหรูหรา แต่เมื่อก้าวเท้าเข้าไปข้างใน เราเห็นการตกแต่งด้วยหินอ่อนที่คัดมาอย่างดี ปูเป็นพื้นและฉาบทั่วบริเวณผนัง สลับกับหินแกรนิตสีเขียวลายดำที่ขัดจนเป็นมันมะเมื่อม ภายในโถงกลาง โดมแห่งสรวงสวรรค์ลอยคว้างอยู่กลางอากาศ ปิดผิวพื้นด้วยโมเสกทองคำเคลือบแก้วต้องแสงระยิบระยับ ที่มุมทั้งสี่ของโดมรองรับด้วยแกนอิฐขนาดใหญ่ ประดับภาพเซราฟิมที่ใช้ปีกห่อตัว เพื่อป้องกันรัศมีที่แผ่ออกจากพระกายของพระเจ้าผู้ประทับอยู่กึ่งกลางโดม (แต่ต่อมาถูกเปลี่ยนเป็นศิลปะอักษรประดิษฐ์แบบอิสลาม) ที่มุมต่างๆ ของโบสถ์ จิตรกรได้รังสรรค์ภาพพระมารดามารีย์ประทับอุ้มพระบุตรบนตัก แสดงความเป็น ‘พระบัลลังก์แห่งปัญญา’ เพราะพระเจ้าผู้ทรงเป็นสติปัญญาแห่งจักรวาลประทับอยู่บนตักของพระนาง 

ตลอดเวลาพันปีที่ฮาเกียโซเฟียเป็นคริสตสถาน วิหารหลวงแห่งนี้ค่อยๆ ถูกประดับประดาทีละเล็กทีละน้อยด้วยกระเบื้องโมเสก มีภาพบรรดานักบุญ นักปราชญ์ ปิตาจารย์ จักรพรรดิองค์ต่างๆ ที่เคยครองนครโรมตะวันออก เช่น ภาพจักรพรรดิคอนสแตนตินผู้สร้างนครแห่งนี้ จักรพรรดิจัสติเนียนกำลังถือเครื่องบูชาน้อมกายเข้ามาสักการะพระคริสต์ หลายภาพก็มีความน่าสนใจเป็นพิเศษ เช่น 

1. ภาพโมเสกพระจักรพรรดินีโซอี ซึ่งเราได้เคยกล่าวถึงพระนางมาแล้วว่า ทรงหายประชวรจากการรบกวนของวิญญาณชั่วร้ายด้วยผ้าคาดเอวของแม่พระ ในฮาเกียโซเฟีย พระนางทรงชุดแต่งยศถือม้วนกระดาษประกาศการสนับสนุนศาสนจักร ขณะที่พระสวามีคือคอนสแตนตินที่ 9 ทรงถือถุงเงินแสดงการอุปถัมภ์มหาวิหารแห่งนี้

Hagia Sophia มหาวิหารตุรกีที่เคยเป็นโบสถ์ มัสยิด พิพิธภัณฑ์ และกำลังกลับไปเป็นมัสยิดอีกที
พระจักรพรรดิคอนแสตนตินที่ 9 กับพระนางโซอีถวายเครื่องบูชาแด่พระคริสต์
ภาพ : commons.wikimedia.org

ภาพพระจักรพรรดิลีโอที่ 6 ทรงหมอบอยู่เฉพาะพระพักตร์พระคริสต์ ซึ่งกำลังถือหนังสือมีข้อความว่า “สันติจงดำรงอยู่กับท่าน” ข้างๆ มีกรอบวงกลมบรรจุภาพแม่พระ อีกกรอบบรรจุภาพอัครเทวดากาเบรียล ภาพนี้เป็นโมเสกที่ใครๆ ก็ต้องเห็นก่อน เพราะประดับอยู่เหนือประตูกลางทางเสด็จ

Hagia Sophia มหาวิหารตุรกีที่เคยเป็นโบสถ์ มัสยิด พิพิธภัณฑ์ และกำลังกลับไปเป็นมัสยิดอีกที
ภาพจักรพรรดิเลโอที่ 6 หมอบต่อหน้าพระคริสต์
ภาพ : upload.wikimedia.org

ภาพ ‘ผู้เสนอคำวิงวอนต่อพระเจ้า’ หรือ Deesis เป็นภาพที่โด่งดังมาก เพราะเป็นรูปแรกๆ ที่ถูกค้นพบจากการลอกปูนทางชั้นลอยทิศใต้ ภาพนี้เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก พระคริสต์ประทับกลางภาพในฐานะผู้พิพากษาโลก แสดงพระพักตร์ถมึงทึง ขนาบข้างด้วยพระแม่มารีย์ทางขวา และนักบุญยอห์นผู้ประกอบพิธีล้างทางซ้าย ชาวออร์โธดอกซ์เชื่อว่า ทั้งสองท่านทำหน้าที่ทนายแก้ต่างให้มนุษย์ ขณะที่พระเป็นเจ้าทรงตัดสินโทษบาปของแต่ละคนในวันสุดท้าย

Hagia Sophia มหาวิหารตุรกีที่เคยเป็นโบสถ์ มัสยิด พิพิธภัณฑ์ และกำลังกลับไปเป็นมัสยิดอีกที
ภาพผู้เสนอคำวิงวอนต่อพระเจ้า หรือ Deesis
ภาพ : upload.wikimedia.org

2. รูปแม่พระอุ้มพระกุมารเยซูบนตัก เป็นภาพโมเสกที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 8 หลังการทำลายไอคอนครั้งใหญ่ ภาพนี้ซ่อมแซมทับของเดิม เคยมีภาพอัครเทวดามีคาแอลและกาเบรียลขนาบข้าง แต่ถูกทำลายไปแล้ว การที่ภาพนี้ยังคงหลงเหลืออยู่ อาจเป็นเพราะธรรมเนียมการให้เกียรติแก่ ‘พระนางมัรยัม’ ตามคัมภีร์อัลกุรอ่าน

Hagia Sophia มหาวิหารตุรกีที่เคยเป็นโบสถ์ มัสยิด พิพิธภัณฑ์ และกำลังกลับไปเป็นมัสยิดอีกที
ภาพ : en.wikipedia.org/wiki/

ลองจินตนาการถึงพิธีกรรมแบบออร์โธดอกซ์ ที่ห้องโถงเต็มไปด้วยตะเกียงชวาลาน้ำมัน เปลวไฟสะท้อนกับสีทองของกระเบื้องโมโค มีควันกำยานลอยจางๆ เป็นภาพที่เหมือนสวรรค์บนพื้นพิภพ นี่คือปรัชญาของกรีกออร์โธดอกซ์ อาคารภายนอกที่ดูเรียบง่ายเปรียบเสมือนร่างกายอันอนิจจังของมนุษย์ที่รอวันเสื่อมสลายไป ขณะที่จิตวิญญาณอันมีค่าซุกซ่อนอยู่ข้างในกายของเรา เปรียบเสมือนโมเสกทองที่ประดับอยู่ภายในอาคารนั่นเอง ศิลปะไบแซนไทน์และโรมาเนสก์จึงแสดงออกด้วยความหมายลึกซึ้งเช่นนี้เสมอ 

อย่างไรก็ตาม กระเบื้องโมเสกเหล่านี้ไม่ใช่ผลงานดั้งเดิมตั้งแต่สมัยจักรพรรดิจัสติเนียน เนื่องจากในศตวรรษที่ 8 เกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า ‘การทำลายรูปไอคอน’ (Iconoclast) เชื่อกันว่าเป็นแนวคิดที่ชาวคริสต์ได้รับอิทธิพลจากศาสนาอิสลามที่ปฏิเสธรูปเคาพ พวกนักบวชและจักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 5 และจักรพรรดิทีโอฟิลอส สั่งให้ทำลายล้างรูปพระเป็นเจ้าและนักบุญต่างๆ จนสิ้นซาก 

อย่างไรก็ตาม แนวคิดสุดโต่งเช่นนี้ดำเนินไปได้ไม่นาน ในที่สุดเมื่อเปลี่ยนรัชกาลและมีการสังคายนาความคิดกันใหม่ คณะสงฆ์มีมติให้ใช้รูปไอคอนของพระเป็นเจ้าและนักบุญได้ต่อไปใน ค.ศ. 843 เหตุการณ์นี้เรียกกันว่า ‘ชัยชนะของออร์โธดอกซ์’ และยังมีการเฉลิมฉลองเพื่อระลึกถึงการกลับมาใช้รูปไอคอนอยู่จนทุกวันนี้

เมื่อโรมล่ม วัดก็ล่ม

อาณาจักรไบแซนไทน์คอนสแตนติโนเปิลยืนหยัดท้ากระแสอนารยชนได้ไปอีกพันปีหลังโรมตะวันตกล่ม จนกระทั่งสุลต่านเมห์เม็ดที่ 2 แห่งอาณาจักรออตโตมัน ซึ่งขณะนั้นมีพระชนม์เพียง 21 ชันษา ได้กรีฑาทัพเข้าโจมตี ‘เมืองที่ไม่มีใครตีได้’ แห่งนี้ 

ก่อนหน้านี้ทัพมุสลิมจำนวนมากพยายามยึดครองคอนสแตนติโนเปิล เพื่อให้สำเร็จไปตามคำทำนายโบราณของมุสลิมว่า วันหนึ่งอิสลามจะมีชัยเหนือมหานครแห่งนี้ แต่ก็ไม่เคยสำเร็จด้วยชัยภูมิอันแข็งแกร่ง คอนสแตนตินที่ 11 จักรพรรดิโรมันองค์สุดท้ายทรงตั้งรับโดยมีกำแพงเมืองขนาดมหึมาและท้องทะเลขวางหน้า มีโซ่เหล็กขึงข้ามช่องแคบบอสฟอรัส ป้องกันกองทัพเรือทุกลำที่จะแล่นเข้าไปในอ่าว 

กระนั้นก็ดี สุลต่านเมห์เม็ดใช้กลทัพที่ไม่มีใครคาดคิดว่าเขาจะทำได้ คือชักลากเรือรบขึ้นทางบกข้ามป่า อ้อมไปใช้ปืนใหญ่ขนาดมหึมาระดมยิงจากในอ่าว สุลต่านปิดล้อมเมืองอยู่นาน 53 วัน จึงยึดมหานครโรมตะวันออกไว้ได้ในมือใน ค.ศ. 1453 จักรพรรดิคอนสแตนตินทรงหายตัวไปในการศึก บ้างเล่าลือว่าเทวดานำตัวพระองค์ไป และเกิดเป็นตำนานว่าพระองค์จะกลับมาอีกครั้งหากกรุงสแตนติโนเปิลกลับมาอยู่ในครอบครองของชาวคริสเตียน ส่วนสุลต่านเมห์เม็ดทรงม้าเข้าไปในมหาวิหาร เพราะไม่อาจเดินด้วยเท้าได้สะดวก เพราะในฮาเกียโซเฟียเต็มไปด้วยซากศพและเลือด พระองค์สั่งห้ามบรรดาทหารทำลายเครื่องประดับต่างๆ ภายในโบสถ์ และประกาศว่าสมบัติทั้งปวงรวมทั้งมหาวิหารแห่งนี้เป็นของพระองค์ แล้วเสด็จจากหลังม้าลงละหมาด เป็นการเปลี่ยนคริสต์สถานให้กลายเป็นมัสยิดอย่างสมบูรณ์

ตำนานเล่าลือกันว่า ก่อนคอนสแตนติโนเปิลจะเสียแก่ออตโตมัน มีลางบอกเหตุหลายประการ เช่น เกิดสุริยุปราคาซึ่งเป็นไปตามคำทำนายของฝ่ายมุสลิม หลังจากนั้น 4 วัน เมืองทั้งเมืองก็ถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาเป็นเวลา 3 วัน เหมือนเป็นลางร้ายคล้ายกับช่วงเวลามืดมิดขณะที่พระเยซูสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน และเมื่อหมอกจางลง ก็มีแสงประหลาดเหมือนฟ้าผ่าลอยอยู่เหนือมหาวิหารฮาเกียโซเฟียตลอดทั้งคืน ชาวบ้านต่างอื้ออึงกันว่าพระจิตของพระเจ้าหรือพระแม่มารีย์ทรงละทิ้งเมืองหลวงแห่งนี้ไปแล้ว ยิ่งทำให้กองทัพฝ่ายโรมันเสียกำลังใจมากขึ้น

หลังจากเมห์เม็ดยึดเมืองหลวงได้ 3 วัน ทรงมีบัญชาอภัยโทษให้ชาวเมือง ใครก็ตามที่หลบหนีก็ให้กลับมาอยู่บ้านของตนเสีย ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดก็ตาม เพราะตามกฎหมายอิสลามนั้นยังให้สิทธิ์การนับถือศาสนาแก่ชาวกรีกออร์โธดอกซ์อยู่ โดยต้องเสียภาษีพิเศษ ดังนั้นจึงยังคงมีโบสถ์และสังฆราชแห่งคอนสแตนติโนเปิลต่อไปได้ แต่ต้องย้ายออกจากฮาเกียโซเฟียไปประกอบพิธีในโบสถ์แห่งอัครสาวกอันมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองแทน แต่ตัวมหาวิหารใจกลางเมืองถูกเปลี่ยนไปเป็นมัสยิด

เสามินาเร็ต 4 ต้นถูกต่อเติมเข้าไปที่มุม เพื่อเป็น ‘หออะซาน’ หรือหอสำหรับส่งสัญญาณบอกเวลาละหมาด ภาพไอคอนของพระเจ้าและบรรดานักบุญถูกย้ายออกไป พระแท่นถูกรื้อทำลาย และบรรดากระเบื้องโมเสกถูกฉาบปูนปิดเอาไว้ (ยกเว้นบางภาพ เช่น ภาพพระนางมารีย์ ที่ชาวมุสลิมเองก็ให้ความเคารพในฐานะท่านหญิงมัรยัม มารดาของนบีอีซา หรือพระเยซู) และด้วยความที่ฮาเกียโซเฟียเป็นพระราชทรัพย์ของสุลต่านตั้งแต่สมัยเมห์เม็ด สภาพภายในจึงถูกรักษาไว้อย่างดี เพราะเป็นเขตพระราชฐานติดกับรั้วพระราชวังที่มิได้เปิดตลอดเวลา บริเวณชั้นลอยนั้นถูกปิดจากสาธารณชนอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะชาวต่างชาติ แทบไม่มีโอกาสเห็นความอัศจรรย์ของโดมห้องโถงที่ใหญ่ที่สุดในโลกโบราณอีกเลยเป็นเวลานานแสนนาน

ด้วยความมหัศจรรย์ของโครงสร้างสถาปัตยกรรมแบบไบแซนไทน์ ราชวงศ์ออตโตมันผู้พิชิตหลงใหลสิ่งก่อสร้างแบบนี้ และยังว่าจ้างช่างโรมันให้ก่อสร้างมัสยิดมีลักษณะและขนาดใกล้เคียงกันจำนวนมากในกรุงอิสตันบูล เช่น มัสยิดสุลต่านสุไลมาน มัสยิดบาเยซิดที่ 2 มัสยิดสุลต่านเมห์เม็ด หรือที่รู้จักในนาปัจจุบันว่า มัสยิดสีน้ำเงิน (Blue Mosque) มัสยิดใหญ่น้อยที่สร้างขึ้นภายหลัง ก็ออกแบบมาในลักษณะฮาเกียโซเฟียย่อส่วนทั้งสิ้น

Hagia Sophia มหาวิหารตุรกีที่เคยเป็นโบสถ์ มัสยิด พิพิธภัณฑ์ และกำลังกลับไปเป็นมัสยิดอีกที
Hagia Sophia มหาวิหารตุรกีที่เคยเป็นโบสถ์ มัสยิด พิพิธภัณฑ์ และกำลังกลับไปเป็นมัสยิดอีกที
มัสยิดสุลต่านเมห์เม็ดหรือมัสยิดสีน้ำเงิน ตั้งอยู่ใกล้ฮาเกียโซเฟีย

พิพิธภัณฑ์ในโลกสมัยใหม่ที่กำลังจะกลับไปเป็นมัสยิด

ฮาเกียโซเฟียคงสภาพเป็นมัสยิดหลวงเป็นเวลากว่า 500 ปี ความอลังการภายในถูกเก็บซ่อนไว้จากสายตาของสาธารณชน โดยเฉพาะคนต่างชาติ แต่ค่อยๆ เผยโฉมตนเองออกมาผ่านการซ่อมแซมทีละเล็กทีละน้อยในยุคสมัยใหม่ ใน ค.ศ. 1847 สุลต่านอับดุลเมยิดได้จ้างสถาปนิกชาวสวิสให้มาปฏิสังขรณ์ฮาเกียโซเฟีย ลอกปูนที่ฉาบทับกระเบื้องโมเสกทองคำออก เผยให้เห็นภาพไอคอนส่องประกายสดใส เมื่อช่างได้ถวายตัวอย่างกระเบื้องโมเสกให้สุลต่านทอดพระเนตร พระองค์โกรธมากเพราะคิดว่าสถาปนิกฝรั่งใช้เงินสร้างกระเบื้องทองคำโดยพลการ แต่เมื่อทราบความจริง ก็ทรงโกรธบรรพบุรุษของพระองค์ที่ฉาบปูนปิดทับกระเบื้องล้ำค่าเหล่านี้ไว้ 

อย่างไรก็ตาม ในฐานะของประมุขรัฐอิสลาม อับดุลเมยิดก็เกรงว่าการลอกปูนออกจะทำให้ชาวบ้านไม่พอใจ เขาจึงให้ช่างชาวสวิสฉาบปูนดังเดิม และให้เขียนลายพรรณพฤกษาแบบยุคจัสติเนียนและยุคโกธิกลงไปทับแทนที่ (ยังคงเห็นลวดลายอยู่จนทุกวันนี้) แต่พระองค์ก็อนุญาตให้สถาปนิกนำบันทึกเกี่ยวกับกระเบื้องโมเสกเหล่านี้ไปเผยแพร่ในทวีปยุโรปได้ จึงเป็นครั้งแรกที่ศิลปกรรมของฮาเกียโซเฟียเผยตัวตนให้ชาวโลกได้รับรู้ หลังจากถูกปิดบังมากว่า 500 ปี

ใน ค.ศ. 1931 สถาบันไบแซนไทน์นำโดย โทมัส วิตต์มอร์ (Thomas Whittemore) ได้รับอนุญาตจากคามาล อตาเติร์ก ผู้นำคนแรกของสาธารณรัฐตุรกี ซึ่งขณะนั้นมีความโน้มเอียงไปทางรัฐฆราวาส ได้เสนอให้มัสยิดแห่งนี้เปลี่ยนเป็นมิวเซียม และบูรณะฮาเกียโซเฟียครั้งใหญ่ เพื่อเปิดให้สาธารณชนเข้าชมอีกครั้งในฐานะพิพิธภัณฑ์ จนกระทั่ง ค.ศ. 1935 ก็ได้เปิดพิพิธภัณฑ์ฮาเกียโซเฟียเป็นครั้งแรก 

พรมปูพื้นถูกยกออกไป เผยให้เห็นแนวทางเดินหินอ่อนกลางโบสถ์ มีการกะเทาะเอาปูนที่ฉาบทับกระเบื้องโมเสกออกไป ภาพพระคริสต์ ‘ผู้ทรงสรรพานุภาพ’ กลับมาเผยพระพักตร์อีกครั้ง มีผู้เข้าชมมากมายมหาศาลกว่าปีละ 3.3 ล้านคน ฮาเกียโซเฟียกลายเป็นสมบัติกลางของมนุษยชาติ มิใช่คนในศาสนาใดศาสนาหนึ่งอย่างสง่างาม อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นมีความพยายามจากศาสนิกทั้งคริสต์และอิสลาม ที่ต้องการให้มิวเซียมแห่งนี้กลับไปเป็นศาสนสถานอีกครั้ง เช่น เรียกร้องให้มีการประกอบพิธีทางศาสนา หรือตั้งแต่ พ.ศ. 2556 ก็เริ่มมีการเปิดเสียงอาซานจากหอมินาเร็ตวันละ 2 ครั้ง และหลังจากนั้น กระแสการเรียกร้องให้เปลี่ยนมิวเซียมให้เป็นมัสยิดก็แรงขึ้นเรื่อยๆ 

Hagia Sophia มหาวิหารตุรกีที่เคยเป็นโบสถ์ มัสยิด พิพิธภัณฑ์ และกำลังกลับไปเป็นมัสยิดอีกที
การปฏิสังขรณ์สมัยคามาล อตาเติร์ก นักบูรณะลอกปูนออก แสดงให้เห็นภาพไอคอนของบรรดาปิตาจารย์ที่สร้างขึ้นสมัยไบแซนไทน์
ภาพ : www.pallasweb.com

จวบจนกระทั่งเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2563 นี้เองที่รัฐบาลตุรกี นำโดยประธานาธิบดีเรเจป ไตยิป แอร์โดอัน (Recep Tayyip Erdoğan) ร่วมกับสมาคมปกป้องสิ่งแวดล้อมและอนุสรณ์ทางประวัติศาสตร์ มีมติเปลี่ยนมิวเซียมแห่งนี้ให้กลายเป็นมัสยิดอีกครั้ง ภายในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้ ท่ามกลางความระแวดระวังของคนรุ่นใหม่ว่า ประเทศตุรกีที่ดำเนินนโยบายรัฐฆราวาสมาตลอดจะกลับไปเป็นรัฐอิสลามอีกหรือไม่ สถานะและรูปลักษณ์ของฮาเกียโซเฟียที่กลับไปเป็นมัสยิดจะมีหน้าตาอย่างไร จะสื่อสารกับผู้ชมได้เหมือนบรรยากาศเดิมๆ หรือไม่ ต้องคอยดูกัน

ภาพเปิดบทความ : Abdullah Öğük

Writer

Avatar

ปติสร เพ็ญสุต

เป็นนักรื้อค้นหอจดหมายเหตุ ชอบเดินตรอกบ้านเก่าและชุมชนโบราณ สนใจงานศิลปะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเภท รวมทั้งคริสตศิลป์ด้วย ปัจจุบันกำลังติดตามธรรมาสน์ศิลปะอยุธยาและเครื่องไม้จำหลักศิลปะอยุธยา เคยคิดจะเป็นนักบวช แต่ไม่ได้บวช

ครุ่นคริสต์

เรื่องสนุกเกี่ยวกับคริสตศาสนาในประเทศไทย

คืนวันที่ 22 พฤษภาคม ค.ศ. 2015 เวลาประมาณ 2 ทุ่มเศษ คุณพ่อเจ้าอาวาสวัดกาลหว่าร์ในสมัยนั้นพร้อมกับกลุ่มคริสตังบางส่วนและผมได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลเซ็นต์หลุยส์

การเดินทางไปโรงพยาบาลครั้งนี้ไม่ได้มีใครป่วยหรือไม่สบาย แต่เราไปเพื่อนำ ‘รูปพระตาย’ ของวัดกาลหว่าร์ไปทำการเอกซเรย์ภายใต้คำแนะนำของคุณโรแบร์ต ซึ่งเมื่อเราไปถึงที่โรงพยาบาลบุรุษพยาบาลได้เตรียมเตียงเข็นคนไข้ออกมารับ ‘รูปพระตาย’ พวกเราเชิญรูปพระตายไปขณะคลุมผ้าอยู่

เราเลือกที่จะเข้าประตูด้านหลังโรงพยาบาลเพื่อให้ใกล้กับห้องเอกซเรย์มากที่สุดเพื่อไม่ให้ใครตกใจและไม่เป็นการรบกวนการทำงานของโรงพยาบาล เมื่อมาถึงห้องซีทีสแกนและเปิดผ้าคลุมออก เจ้าหน้าที่และพยาบาลดูเหมือนจะมีสีหน้าตกใจเล็กน้อย

วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
คุณโรแบร์ตและเจ้าหน้าที่ขณะนำรูปพระตายเข้าเครื่องซีทีสแกน

ด้วยขนาดของ ‘รูปพระตาย’ ที่มีขนาดและสัดส่วนเท่ากับมนุษย์จริง อีกทั้งรอยช้ำต่าง ๆ ที่ปรากฏบนร่างกายดูเหมือนเป็นร่างของมนุษย์ที่เพิ่งผ่านการทรมานอย่างสาหัส ใบหน้าที่สิ้นใจจากความทรมานพร้อมกับเลือดที่ยังคงปรากฏอยู่ สามารถสื่อความหมายให้กับสายตาทุกคู่ที่มองเห็นได้โดยไม่ต้องมีคำอธิบาย

‘รูปพระตาย’ ของวัดกาลหว่าร์อยู่คู่กับวัดมาอย่างยาวนาน และเป็นที่รู้กันว่าตลอด 365 วันใน 1 ปี จะมีเพียงคืนเดียวเท่านั้น ที่ ‘รูปพระตาย’ นี้จะปรากฏสู่สายตาของผู้คน ซึ่งก็คือ ‘คืนวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ของทุกปี’ โดยในแต่ละปีวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ (Good Friday) จะเวียนมาบรรจบไม่ตรงกันตามปฏิทินแบบจันทรคติที่ชาวคริสต์ยึดถือ ซึ่งในคืนวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์นี้เองเหตุการณ์จำลองมหาทรมานของพระเยซูเจ้าจะถูกเล่าขานขึ้นอีกครั้งผ่านข้อความที่ปรากฏในพระคัมภีร์ไบเบิล บาทหลวงผู้ประกอบพิธีจะร่วมกับผู้อ่านพระวรสารเล่าเรื่องราวการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูเจ้าให้กับผู้คนที่มาร่วมพิธีได้ฟัง

เมื่อภายหลังพิธีกรรมต่างๆ สิ้นสุดลง ก็เป็นเวลาของความเงียบเพื่อเตรียมที่จะเชิญ ‘รูปพระตาย’ ซึ่งประดิษฐานอยู่ในบุษบกขนาดใหญ่ประดับประดาด้วยดอกไม้หอมนานาชนิด แห่ออกไปบริเวณโดยรอบวัดและพื้นที่ที่เคยเป็นชุมชนกาลหว่าร์ในอดีต

ชาววัดกาลหว่าร์ปฏิบัติประเพณีสืบต่อกันมาเนิ่นนานแค่ไหนแล้วไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่จากคำบอกเล่าของคนในครอบครัวผม ตั้งแต่สมัยอากงเดินทางจากเมืองจีนมาอยู่ที่วัดกาลหว่าร์ เรื่องราวการแห่ ‘รูปพระตาย’ ก็เป็นที่เล่าขานอยู่ก่อนหน้าแล้ว

จากอายุของเรื่องเล่าก็ไม่เท่ากับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่ทำให้พวกเราคนในยุคปัจจุบันต้องไปถึงโรงพยาบาลเซ็นต์หลุยส์ในค่ำคืนนั้น คุณโรแบร์ต บูแกรง ดูบูร์ก (Robert Bougrain-Dubourg)เป็นนักอนุรักษ์ชาวฝรั่งเศสที่มีประสบการณ์การทำงานในสถานที่สำคัญหลายแห่งในประเทศฝรั่งเศส กรีซ คิวบา และอียิปต์ ระหว่างที่คุณโรแบร์ตดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการหลักสูตรด้านการอนุรักษ์ภาพจิตรกรรมที่ École des Beaux Arts d’Avignon ในประเทศฝรั่งเศสนั้น คุณโรแบร์ตได้ก่อตั้งองค์กรอนุรักษ์ไร้พรมแดนขึ้น หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า ‘Restaurateurs Sans Frontieres’

จากองค์กรที่คุณโรแบร์ตก่อตั้งนี้เอง ใน ค.ศ. 2001 ประเทศไทยภายใต้ความร่วมมือจากสถานทูตฝรั่งเศสและมหาวิทยาลัยศิลปากร จึงได้เชิญคุณโรแบร์ตเข้ามาดำเนินการบูรณะภาพวาดฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยตั้งแต่ ค.ศ. 2001 เป็นต้นมา ประเทศไทยดูเหมือนจะเป็นบ้านหลังที่ 2 ของคุณโรแบร์ต

จากประสบการณ์ของคุณโรแบร์ตนั้น การไขปริศนา ‘รูปพระตาย’ ดูเป็นสิ่งที่ไม่เกินเอื้อมมือ

วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
ภาพซีทีสแกนเมื่อมองจากจอของเจ้าหน้าที่

ผลจากซีทีสแกนปรากฏภาพแรกบนจอคอมพิวเตอร์ที่ถ้าคนจะมองว่าเป็นร่างกายมนุษย์ก็ดูจะไม่ผิด คุณโรแบร์ตเองก็ดูจะให้ความสนใจกับสิ่งที่ค้นพบจากภาพนี้อย่างมาก แต่ในคืนนั้นพวกเราก็ไม่ได้วิเคราะห์อะไรมากนักเนื่องจากต้องรอฟิล์มเอกซเรย์และซีทีสแกนทั้งหมดจากทางโรงพยาบาล เพื่อจะได้ทำการวิเคราะห์อย่างละเอียดอีกครั้ง

ในการอนุรักษ์รูปพระตายนั้น คุณโรแบร์ตได้แบ่งการวิเคราะห์เพื่อหาแนวทางในการบูรณะออกเป็น 2 ส่วนคือ การวิเคราะห์โครงสร้างวัสดุจากภาพฉายรังสี และการวิเคราะห์ชั้นสี (Stratigraphic Analysis) โดยก่อนหน้าที่จะนำ ‘รูปพระตาย’ ไปที่โรงพยาบาลนั้น คุณโรแบร์ตได้เดินทางมายังวัดกาลหว่าร์เพื่อทำการศึกษาชั้นสีไปในเบื้องต้นแล้ว ภายหลังกลับจากโรงพยาบาลเซ็นต์หลุยส์คุณโรแบร์ตจึงแนะนำให้เชิญ ‘รูปพระตาย’ ไปยังแล็บของเขาเพื่อการบูรณะ โดยสาเหตุหลักของการบูรณะคือรอยแตกที่ปรากฏอยู่กลางพระรูปและชั้นสีที่ถลอกรวมถึงเสื่อมสภาพจากการบูรณะครั้งก่อนหน้า

วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
คุณโรแบร์ตขณะพิสูจน์ชั้นสีรูปพระตายที่วัดกาลหว่าร์
วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
คุณโรแบร์ตอธิบายข้อมูลเบื้องต้นจากการวิเคราะห์ให้กลุ่มคริสตังวัดกาลหว่าร์ที่ตามไปส่งรูปพระตายฟัง
วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
รอยแยกกลางรูปพระตายบริเวณหน้าอกที่นำไปสู่การบูรณะ
ภาพ : ขัตติยา เล้ากอบกุล
วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
ภาพเอกซเรย์และซีทีสแกนแสดงโครงสร้างและองค์ประกอบของรูปพระตาย
ภาพ : Restaurateurs Sans Frontieres
วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
คุณหลุยส์ได้นำไฟล์ซีทีสแกนเข้าสู่โปรแกรมทางการแพทย์เพื่อสร้างภาพสามมิติดูภายในรูปพระตาย
ภาพ : Restaurateurs Sans Frontieres

จากภาพซีทีสแกนคุณโรแบร์ตได้อธิบายว่า ‘รูปพระตาย’ นั้นแกะสลักจากไม้ทั้งท่อน คว้านเนื้อไม้บริเวณหลังออกและปิดเข้าด้วยไม้อีกแผ่นหนึ่ง หลังจากนั้นจึงทาสีทับลงบนเนื้อไม้ นอกจากนี้ ภาพซีทีสแกนยังสามารถบอกได้อีกว่าที่มาของรอยแตกบริเวณกลางรูปพระตายนั้นเกิดจากการหดขยายตัวของเนื้อไม้บริเวณตาไม้มาเป็นเวลานาน

จากการวิเคราะห์ภาพซีทีสแกนและภาพเอกซเรย์นั้นให้ข้อมูลที่น่าสนใจยิ่งกว่า เพราะมีการค้นพบตะปูขนาดเล็กที่ใช้ยึดชิ้นส่วนไม้เข้าด้วยกัน ซึ่งตะปูนี้เรียกว่า Hand Wrought Nail เป็นตะปูทำมือที่มีปลายแหลมหัวแบนใหญ่ ซึ่งตะปูชนิดนี้ใช้กันอย่างแพร่หลายในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 17

วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
รูปตะปู Hand Wrought Nail ที่พบจากภาพเอกซเรย์
ภาพ : Restaurateurs Sans Frontieres

แขนที่กางออกได้

นอกจากตะปูที่ค้นพบแล้ว ยังได้ค้นพบข้อต่อไม้บริเวณหัวไหล่

จากภาพซีทีสแกน พบว่ามีข้อต่อไม้ของไหล่ด้านซ้ายชำรุดไป ด้วยเหตุนี้คุณโรแบร์ตจึงได้ตัดสินใจร่วมกับทางโบสถ์ในการเปิดบริเวณหัวไหล่ของรูปพระตายออก ทำให้ทราบว่าข้อต่อไม้บริเวณไหล่ถูกคลุมด้วยหนังสัตว์ทาสีและเย็บปิดข้อต่อไม้ไว้และค้นพบว่า ‘รูปพระตาย’ นั้นสามารถกางแขนออกได้ทั้งสองข้าง

ศิลปะรูปแบบนี้มีชื่อเรียว่า ‘Cristo Yacente’ ซึ่งเป็นศิลปะที่นิยมสร้างกันตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 บริเวณคาบสมุทรไอบีเรียเพื่อประกอบพิธีสำคัญในวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ โดยในพิธีจะมีการตรึงรูปพระเยซูไว้บนไม้กางเขน และเมื่อดำเนินพิธีมาจนถึงช่วงเวลาที่พระเยซูเจ้าสิ้นพระชนม์ รูปพระเยซูจะถูกปลดลงจากกางเขน และอัญเชิญในลักษณะของรูปพระตายแห่ไปทั่วเมือง

ในปัจจุบันประเพณีดังกล่าวยังคงดำเนินอยู่ทุกปีทางตอนใต้ของประเทศสเปนและโปรตุเกส รวมถึงอาณานิคมโปรตุเกสและสเปนอย่างมาเก๊าและฟิลิปปินส์อีกด้วย

วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
ภาพซีทีาแกนแสดงข้อต่อส่วนที่หักในอดีต
ภาพ : Restaurateurs Sans Frontieres
วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
หนังสัตว์ทาสียึดติดกับไม้บริเวณไหล่ด้วยตะปูและเย็บด้วยเชือกโบราณเพื่อปิดข้อต่อไหล่ของรูปพระตาย
ภาพ : ขัตติยา เล้ากอบกุล
วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
บริเวณหัวไหล่เมื่อถอดหนังเก่าเดิมออกเผยให้เห็นถึงตะปูโบราณ และข้อต่อไม้บริเวณไหล่ของรูปพระตาย
ภาพ : ขัตติยา เล้ากอบกุล

ชั้นสีเล่าเรื่อง

ในส่วนของการวิเคราะห์ชั้นสีนั้น ก่อนการบูรณะมีความจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจชุดสี ตั้งแต่ชุดสีปัจจุบันไปถึงครั้งเมื่อแรกสร้างพระรูปนี้ขึ้น ดังนั้น คุณโรแบร์ตจึงขูดชั้นสีเป็นพื้นที่ขนาดเล็กใน 3 ส่วนคือ ใบหน้า แขนขวา และขาขวา ของพระรูปเพื่อหาข้อมูลชุดสีดั้งเดิม ซึ่งจากชั้นปัจจุบันลงไปถึงชั้นเนื้อวัสดุ ค้นพบชั้นสีทั้งหมด 7 ชั้น

จากผลการวิเคราะห์ชั้นสี คุณโรแบร์ตจึงได้เลือกเปิดพื้นที่บางส่วนเพื่อให้เห็นสีในชั้นก่อนหน้ามากขึ้น โดยเลือกใช้สารเคมีละลายชั้นสีปัจจุบันบางส่วนออกเพื่อกลับไปยังสีชั้นที่ 4 ซึ่งค่อนข้างมีความสมบูรณ์และสามารถเห็นงานช่างในยุคก่อนหน้าได้

วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
ตัวอย่างชุดสีที่พบจากการวิเคราะห์ชั้นสีรูปพระตาย
ภาพ : Restaurateurs Sans Frontieres
วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
ตัวอย่างชั้นสีที่เปิดออกบริเวณใบหน้าของรูปพระตาย
ภาพ : ขัตติยา เล้ากอบกุล

อย่างไรก็ตาม จากผลการวิเคราะห์การบูรณะจึงดำเนินไปภายใต้การตัดสินร่วมกันระหว่างคุณโรแบร์ตกับคริสตังวัดกาลหว่าร์ที่จะเก็บรักษาชั้นสีในปัจจุบันไว้ และบูรณะเฉพาะส่วนที่เสียหายของพระรูป อาทิ รอยแตกกลางพระรูป และข้อต่อหัวไหล่ที่หักไป รวมถึงชั้นสีปัจจุบันในบางส่วนที่เสียหาย ซึ่งผลการตัดสินใจบูรณะครั้งนี้ทางโบสถ์เห็นว่าอาจไม่ใช่แนวทางที่ดีที่สุดที่ทำให้งานศิลปะทรงคุณค่าในยุคก่อนหน้าปรากฏสู่สายตาผู้คน หากแต่การเก็บรักษาชั้นสีปัจจุบันไว้ เป็นการคงการแสดงออกผ่านงานบูรณะในอดีต และเมื่อวันหนึ่งที่โอกาสที่เหมาะสมมาถึง ชั้นสีโบราณอันงดงาม อาจได้มีโอกาสเผยแสดงสู่สายตาของผู้คนอีกครั้งหนึ่ง

ในช่วงเวลาที่งานบูรณะพระตายใกล้จะเสร็จสิ้น เป็นโอกาสที่ดีที่ทางคุณโรแบร์ตและชาววัดกาลหว่าร์ได้มีโอกาสต้อนรับ คุณใหม่-สิริกิติยา เจนเซน และคณาจารย์จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้ให้เกียรติมาพูดคุยและชมงานครั้งนี้

วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
คุณโรแบร์ตได้ขณะอธิบายการบูรณะรูปพระตายให้คุณใหม่ คณาจารย์ และคริสตังวัดกาลหว่าร์ ได้ฟัง
วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
คุณโรแบร์ตกำลังแนะนำ ‘พี่สืบ’ นักอนุรักษ์ที่ทำการบูรณะข้อต่อบริเวณหัวไหล่ของรูปพระตาย

กลับสู่บ้าน

ภายหลังการบูรณะเสร็จสิ้น รูปพระตายได้ถูกอัญเชิญกลับวัดกาลหว่าร์ในปี 2018 ก่อนวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ อันที่จริงไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าในอดีตรูปพระตายมาถึงวัดกาลหว่าร์เมื่อไร แต่คุณพ่อวิกเตอร์ ลาร์เก มิสชันนารีชาวฝรั่งเศสได้รวบรวมเอกสารบันทึกของมิสชันนารีในอดีตแปลเป็นหนังสือ ประวัติย่อวัดซางตาครู้สและวัดกาลหว่าร์ ซึ่งตีพิมพ์ระหว่าง ค.ศ. 1982 – 1989 มีข้อความตอนหนึ่งระบุว่า “…พวกคริสตังชาวโปรตุเกส หรือชาวญวนที่ไม่ถูกฆ่าตาย หรือมิได้ถูกจับเป็นนักโทษ ต่างก็หลบหนี และไปหาที่หลบซ่อนในที่ต่าง ๆ มีกลุ่มหนึ่งไปกับคุณพ่อกอร์ ส่วนคนอื่น ๆ ส่วนมากมุ่งไปบางกอก กลุ่มพวกชาวโปรตุเกสที่ไม่ยอมรับอำนาจของประมุขมิสซัง ต่างก็นำเอาทรัพย์สมบัติไปอย่างปลอดภัย มีรูปปั้นมีค่ายิ่งสองรูป รูปแรก ซึ่งจะเป็นชื่อกับสถานที่ที่ไปตั้งอยู่ที่บางกอก คือ รูปแม่พระลูกประคำ ซึ่งยังคงอยู่ในวัดหลังปัจจุบัน ส่วนอีกรูปหนึ่งนั้นเป็นรูปซึ่งวันหนึ่งในปี 1787 ได้ให้ชื่อที่รู้จักกันแพร่หลายมากต่อวัดกาลหว่าร์หลังแรก: เป็นรูปพระเยซูคริสตเจ้าถูกตรึงบนกางเขน (calvário ภาษาโปรตุเกส)…”

มีข้อความที่น่าสังเกตในบันทึกที่กล่าวว่า “…รูปพระตายเป็นรูปพระเยซูคริสตเจ้าถูกตรึงบนไม้กางเขน…” อาจเป็นไปได้ว่าในอดีตครั้งหนึ่งรูปพระตายเคยกางแขนออกได้ เพื่อประกอบพิธีโบราณตามอย่างชาวโปรตุเกสในดินแดนต่างๆ เป็นแน่ ซึ่งในปัจจุบันไม่มีพิธีดังกล่าวอีกแล้ว มีเพียงพิธีแห่พระตาย โดยประเพณีนี้เองถือเป็นประเพณีที่ตกทอดมายาวนานของวัดกาลหว่าร์ คำว่า ‘กาลหว่าร์’ นั้นจริง ๆ แล้วมาจากรากศัพท์ภาษาละตินว่า ‘Calvariæ’ แปลว่า ‘หัวกะโหลก’ ซึ่งเป็นชื่อของเนินเขาที่พระเยซูเจ้าถูกตรึงกางเขนแต่ถูกเรียกเพี้ยนมาเป็นคำว่า ‘กาลหว่าร์’ ดังในปัจจุบัน

ในอดีตชาวโปรตุเกสคงอยากที่ถวายเกียรติในการตั้งชื่อโบสถ์หลังแรกให้กับรูปพระตายนี้ เวลาที่ผ่านมากว่า 232 ปี ‘กาลหว่าร์’ และ ‘รูปพระตาย’ ก็ยังคงอยู่ผ่านกาลเวลามาจนถึงปัจจุบัน ซ้ำยังทำให้ระลึกถึงบรรดาครอบครัวชาวโปรตุเกสที่ได้ปกป้องสมบัติอันล้ำค่านี้จากการถูกทำลายให้กลายเป็นเรื่องเล่าขานและยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คนในปัจจุบันและอนาคตต่อไป

วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
‘รูปพระตาย’ ในพิธีแห่คืนวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ ค.ศ. 2018 ณ วัดกาลหว่าร์
ภาพ : สุเรนทร์ สุวดินทร์กูร

หากใครที่อยากจะมีโอกาสที่จะได้เห็นรูปพระตายสักครั้งในชีวิต ในปีนี้วันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ตรงกับคืนวันที่ 19 เมษายน ค.ศ. 2019 โดยที่วัดกาลหว่าร์พิธีจะเริ่มเวลา 19.30 น. และหลังพิธีเวลาประมาณ 20.30 น. จะเป็นช่วงเวลาของการแห่รูปพระตาย ผู้สนใจสามารถมาร่วมพิธีได้โดยการแต่งกายชุดสุภาพสีขาว-ดำ และสามารถนำดอกมะลิมาถวายรูปพระตายก่อนพิธีและภายหลังพิธีแห่ ทุกท่านสามารถรอจูบรูปพระตายและรับดอกมะลิกลับบ้าน อันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบทอดมายาวนานของวัดกาลหว่าร์

วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
ภาพเอกซเรย์บริเวณพระบาทของรูปพระตายบริเวณที่พระเยซูถูกตอกตะปู ถือเป็นเครื่องหมายที่สำคัญในคริสตศาสนาที่แสดงถึงความรักของพระเยซูที่ยอมตายเพื่อไถ่บาปให้กับมนุษย์ทุกคน
ภาพ : Restaurateurs Sans Frontieres
ข้อมูลเพิ่มเติม
Facebook : วัดแม่พระลูกประคำ (กาลหว่าร์) Holy Rosary Church
1318 ซอยวานิช 2 ถนนโยธา เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 10100
โทร 0814886140

RSF Asia

คุณโรแบร์ตเปิดบริษัททำงานด้านการอนุรักษ์ในประเทศไทยตั้งแต่ ค.ศ. 2007 ได้รวบรวมนักอนุรักษ์ชาวไทยที่มีฝีมือในงานช่างต่างๆ เช่น ช่างไม้ ช่างปั้น ช่างเขียนลาย ช่างลงรักปิดทอง มาร่วมทีมด้วย โดยงานที่ทำนั้นมีตั้งแต่งานบูรณะโบราณวัตถุขนาดเล็ก ตั้งแต่งานเขียนสีลงบนกระดาษ ภาพเขียน ภาพพิมพ์ ประติมากรรม ไปจนถึงโบราณสถานที่ต้องเชิญคุณโรแบร์ตไปดูถึงที่

ที่ผ่านมาคุณโรแบร์ตได้มีโอกาสถวายงานในการบูรณะภาพจิตกรรมภายในพระราชวังหลายแห่งในกรุงเทพฯ นอกจากนั้นคุณโรแบร์ตยังได้รับความไว้วางใจจากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติในการบูรณะโบราณวัตถุต่างๆ ซึ่งถ้าหากใครมีสมบัติล้ำค่าส่วนตัวอยากที่จะรักษาหรือไขปริศนา ก็สามารถติดต่อไปตามที่อยู่ด้านล่างนี้ได้ หรือหากใครจะไปด้วยตนเอง ที่ทำงานคุณโรแบร์ตนั้นก็ตั้งอยู่ข้างๆ บ้านจิม ทอมป์สัน ในซอยเกษมสันต์ 2 ซึ่งใช้เวลาเดินเพียง 10 นาทีจากหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

Restauranteurs Sans Frontieres

เวลาเปิด-ปิด : 09.00 – 17.00 น. วันจันทร์-ศุกร์
ที่ตั้ง : RSF Asia The Jame H.W. Thompson Foundation
6 ซอยเกษมสันต์ 2 ถนนพระราม 1 10300
อีเมล : [email protected]
โทร 0875516543

Writer & Photographer

Avatar

อภิชาติ กิตติเมธาวีนันท์

โตมากับวัดกาลหว่าร์ หลงใหลในประวัติศาสตร์ คริสตศาสนา และการอนุรักษ์สถาปัตยกรรม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load