วันก่อน มีเจ้าของกิจการท่านหนึ่งส่งข้อความมาปรึกษาดิฉัน

ธุรกิจของเขาไปได้ดีทีเดียว เป็นร้านเล็กๆ ที่ตั้งใจทำขนมอย่างเต็มที่ แต่ตัวเขาเอง ก็ไม่แน่ใจว่า จะทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างไร หากขยายสาขามากเกินไป อาจสูญเสียความคราฟต์ หากไม่ขยาย ตัวเลขผลประกอบการจะนิ่งเกินไปหรือเปล่า เขาควรกระโดดไปทำสินค้าอื่นนอกจากขนมบ้างไหม 

ดิฉันนึกถึงร้านเสื้อผ้าเล็กๆ แห่งหนึ่ง ที่ใช้เวลาบ่มเพาะธุรกิจตนเองกว่า 17 ปี ก่อนลุกขึ้นมาปกป้องรักษาเมืองอันเป็นบ้านเกิดของพวกเขา และขยายธุรกิจอย่างก้าวกระโดดในช่วง 10 ปีนี้ทีเดียว 

กลับบ้านเกิด 

เมื่อ ค.ศ. 1981 มีสองสามีภรรยาคู่หนึ่งตัดสินใจย้ายจากเมืองนาโกย่า กลับมายังบ้านเกิดของสามีที่จังหวัดชิมาเนะ 

สามีชื่อ ไดคิจิ มัตสึบะ (Daikichi Matsuba) ภรรยาชื่อ โทมิ มัตสึบะ (Tomi Matsuba) เมื่อ 40 ปีที่แล้ว เมืองโอโมริในจังหวัดชิมาเนะยังไม่มีอะไรเลย เป็นแค่เมืองในหุบเขาเล็กๆ ที่มีประชากรเพียง 400 คนเท่านั้น 

สองสามีภรรยามัตสึบะกลับมาด้วยความคิดถึงบ้านเกิด พวกเขาประทับใจธรรมชาติและความสงบที่นี่

“เมืองนี้มีประวัติศาสตร์ มีธรรมชาติ มีความอบอุ่นในบทสนทนา แบบที่คนในเมืองคงจะลืมเลือนไปแล้ว ดิฉันคิดว่าทุกอย่างที่นี่งดงามมากๆ ค่ะ ในชีวิตประจำวัน เรายุ่งจนลืมอะไรบางอย่างที่สำคัญในชีวิต อย่างความงดงามของฤดูกาล หรือการใช้ของเก่าแก่ ไลฟ์สไตล์คนญี่ปุ่นแบบโบราณ ยังมีอยู่ที่นี่ค่ะ” โทมิกล่าว

ในช่วงแรก ไดคิจิและโทมิช่วยกันเย็บผ้าและสินค้ากระจุกกระจิกขาย เช่น ผ้ากันเปื้อน อุปกรณ์ในครัว ตอนเริ่มทำกิจการใหม่ๆ นั้น ไดคิจิเป็นคนนำสินค้าไปตระเวนขายตามหน้าสถานีหรือที่ต่างๆ บ้าง เมื่อมีรายได้มากขึ้น ก็เริ่มนำสินค้าไปจำหน่ายร้านค้าส่ง 

Gungendo ร้านเสื้อผ้าเล็กๆ ในญี่ปุ่นที่ใช้เสื้อผ้าและเวลา 17 ปีรื้อฟื้นบ้านเกิดในหุบเขา
สองสามีภรรยามัตสึบะ 
ภาพ : greenz.jp

หลังจากนั้น 17 ปี ใน ค.ศ. 1998 ทั้งคู่ตัดสินใจสร้างแบรนด์ใหม่ชื่อ ‘Gungendo’ และตั้งชื่อบริษัทว่า ‘ศูนย์วิจัยวัฒนธรรมและวิถีชีวิตอิวามิกินซัง’ (ย้ำว่า นี่คือชื่อบริษัทจริงๆ) 

อิวามิกินซัง (Iwami Ginzan) เป็นชื่อบริเวณที่ได้รับการบันทึกเป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโก และเป็นที่ตั้งสำนักงานบริษัท 

ส่วนคำว่า Gungendo (群言堂) ซึ่งเป็นชื่อแบรนด์นั้น มาจากภาษาจีน หมายถึง การที่ทุกคนสามารถเล่าถึงสิ่งที่ตนเองชอบ และทำให้เกิดเรื่องดีๆ ได้ 

สองสามีภรรยาชอบความเรียบง่ายแบบชนบท ชอบชีวิตดีๆ ที่นี่ พวกเขาเริ่มเล่าผ่านสินค้าที่ตนเองถนัด นั่นคือ เสื้อผ้า

ไดคิจิต้องการทำเสื้อผ้าที่เข้ากับเมืองโอโมริ โทมิจึงเสนอว่า เสื้อผ้าสไตล์เมืองโอโมริ คือเสื้อผ้าที่ใส่ง่าย ดูสบายตา และดีต่อใจ พวกเขาพยายามเฟ้นหาวัตถุดิบที่ดีเพื่อทอผ้า เลือกใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่น และใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านในการย้อมผ้า ด้วยสไตล์ที่เรียบง่าย สีสันแปลกตา ทำให้เสื้อผ้าแบรนด์ Gungendo เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น เนื่องจากใส่สบาย และดูมีเอกลักษณ์

Gungendo ร้านเสื้อผ้าเล็กๆ ในญี่ปุ่นที่ใช้เสื้อผ้าและเวลา 17 ปีรื้อฟื้นบ้านเกิดในหุบเขา
ภาพ : www.gungendo.co.jp
Gungendo ร้านเสื้อผ้าเล็กๆ ในญี่ปุ่นที่ใช้เสื้อผ้าและเวลา 17 ปีรื้อฟื้นบ้านเกิดในหุบเขา
ป้ายที่ติดเสื้อ เขียนว่า เราย้อมด้วยพืชชนิดนี้ 
ภาพ : motokurashi.com

ไดคิจิและโทมิไม่ได้นำรายได้ส่วนนี้ไปขยายสาขาร้านเสื้อผ้าโดยทันที แต่กลับนำเงินไปรีโนเวตบ้านเก่าแก่ 200 กว่าปีหลังหนึ่ง ไปสร้างคาเฟ่ ร้านอาหาร และบ้านพักในเมืองแทน

อุตสาหกรรมไลฟ์สไตล์

เหตุใดแบรนด์เสื้อผ้าจากต่างจังหวัดถึงต้องการไปทำธุรกิจอื่น เช่น ร้านอาหารและที่พัก เช่นนี้ได้ 

ไดกิจิและโทมิมองว่า พวกเขาไม่ได้ทำธุรกิจร้านอาหารหรือทำโรงแรม แต่มองว่ามันคือการนำเสนอไลฟ์สไตล์วิถีชีวิตบางอย่าง และพวกเขาเพียงแค่เลือกเล่าเรื่องราวผ่านเสื้อผ้า อาหาร และที่พักอาศัย

ท่ามกลางการเติบโตของเศรษฐกิจและเมือง วิถีชีวิตชนบทที่เรียบง่าย อยู่กับธรรมชาติ กำลังหายไป และสองสามีภรรยากำลังพยายามรักษาไว้ 

Gungendo ร้านเสื้อผ้าเล็กๆ ในญี่ปุ่นที่ใช้เสื้อผ้าและเวลา 17 ปีรื้อฟื้นบ้านเกิดในหุบเขา
ภาพ : www.gungendo.co.jp 

ร้านอาหารที่นี่ เสิร์ฟข้าวซึ่งปลูกจากในท้องถิ่น พร้อมอาหารพื้นเมืองที่จัดมาอย่างงดงาม บางเมนูก็เป็นอาหารง่ายๆ อย่างข้าวปั้นรสต่างๆ กับผักดอง รสชาติของคนชนบทที่เรียบง่ายแต่ดี 

Gungendo ร้านเสื้อผ้าเล็กๆ ในญี่ปุ่นที่ใช้เสื้อผ้าและเวลา 17 ปีรื้อฟื้นบ้านเกิดในหุบเขา
ภาพ : www.gungendo.co.jp

ส่วนบ้านพัก ก็นำบ้านเก่าแก่กว่า 200 ปี กับ 150 ปีมารีโนเวต โดยรับแขกเพียงวันละ 3 คู่เท่านั้น (ช่วง COVID-19 เหลือเพียงวันละคู่) ตอนเย็น ไดคิจิ โทมิ หรือพนักงานร้าน Gungendo ก็จะแวะมานั่งทานข้าวกับแขกที่มาพักด้วย

Gungendo ร้านเสื้อผ้าเล็กๆ ในญี่ปุ่นที่ใช้เสื้อผ้าและเวลา 17 ปีรื้อฟื้นบ้านเกิดในหุบเขา
ภาพ : www.gungendo.co.jp

ข้าวที่บ้านพักนี้หุงจากเตาถ่าน ส่วนกับข้าว ก็ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นตามฤดูกาล แขกและพนักงานล้อมวงทานข้าวบนโต๊ะไม้โบราณ​ ที่นี่จึงมิใช่เพียงการมาพักบ้านเก่าแก่เพื่อหาประสบการณ์​ แต่คือการได้สัมผัสความรู้สึกสงบ และการได้กลับ ‘บ้าน’

Gungendo ร้านเสื้อผ้าเล็กๆ ในญี่ปุ่นที่ใช้เสื้อผ้าและเวลา 17 ปีรื้อฟื้นบ้านเกิดในหุบเขา
ภาพ : www.gungendo.co.jp

ไดคิจิและโทมิรู้ดีว่าพวกเขาทำธุรกิจเพื่ออะไร พวกเขาทำเสื้อผ้าที่ใช้วัตถุดิบธรรมชาติเพราะอยากให้คนใส่ผ้าดีๆ ใส่สบาย ทำที่อยู่อาศัยเพราะอยากให้คนได้สัมผัสวิถีชีวิตแบบชนบท ทำร้านอาหารสำหรับคนที่มาพักไม่ได้ แต่อย่างน้อย ได้ลองทานอาหารท้องถิ่นจริงๆ 

ทั้งร้านเสื้อผ้า ที่พัก ร้านอาหาร คาเฟ่ ล้วนอยู่ในบริเวณเดียวกันหมด

นอกจากนี้ สองสามีภรรยายังรีโนเวตบ้านโบราณในบริเวณนั้นอีก 10 หลัง บางหลังก็ใช้เวลาซ่อมแซมเป็นปีๆ 

มีหลังหนึ่งที่ทั้งคู่ตั้งใจไม่ติดตั้งไฟฟ้า น้ำประปา แก๊ส แต่เป็นบ้านที่เข้าไปนั่งพักแล้วใจสงบ เพราะได้ยินเสียงลำธารเล็กๆ ด้านหลัง เสียงลมพัด ตอนกลางคืนก็จุดเทียน 

บางหลังเป็นที่ให้พนักงานและคนในเมืองมานั่งทานข้าวหรือประชุมหารือกัน

หากพวกเขามุ่งแสวงหากำไรสูงสุด Gungendo ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเข้าไปซ่อมบ้านเก่าแก่เลย พวกเขาแค่ผลิตเสื้อผ้า และส่งจำหน่ายให้ได้มากที่สุดก็เพียงพอแล้ว

โทมิเล่าว่า “การที่เราทำธุรกิจเช่นนี้ ไม่มีใครเป็นคู่แข่ง และเราก็ทำตามสิ่งที่ใจปรารถนาได้ เราพยายามรีโนเวตบ้านโบราณไปแล้วสิบหลัง ซึ่งเราคงทำแบบนี้ไม่ได้ในเมืองใหญ่ เรากำลังพยายามทำสิ่งที่ทำไม่ได้ในเมืองใหญ่ หากต้องการสินค้าแฟชั่นหวือหวา หรือสินค้าราคาไม่แพง ลูกค้าเลือกไปซื้อตามเมืองใหญ่ๆ ได้ แต่การมาที่นี่ คือการได้สัมผัสเสน่ห์ของชนบท”

ไดคิจิและโทมิไม่ได้ทำธุรกิจเพื่อหวังเงิน แต่ทำเพื่อรักษาเมืองนี้ไว้ ทั้งคู่อยากให้คนที่อาศัยในเมืองนี้มีชีวิตที่ดีขึ้น พวกเขาเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า จะต้องมีสักวันที่ผู้คนเห็นคุณค่าของชนบท พวกเขาฝันเห็นหนุ่มสาวย้ายมาทำงานที่นี่ แต่งงาน มีครอบครัวที่นี่ โดยยังคงวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมอยู่ 

ปัจจุบัน Gungendo มีร้านในโตเกียวและตามหัวเมืองใหญ่กว่า 30 ร้าน เพื่อนำเสนอไลฟ์สไตล์แบบเรียบง่าย และมีสินค้าฝากวางตามร้านต่างๆ เพื่อให้คนเมืองเข้าถึงความเป็น Gungendo ง่ายขึ้น

มีแบรนด์ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ชื่อ Medu โดยมีคอนเซปต์ว่า ‘วันที่ดี เริ่มต้นตั้งแต่ยามค่ำคืน’ วัตถุดิบมาจากยีสต์ที่เกิดจากการหมักดอกบ๊วยในหมู่บ้าน 

มีแบรนด์เสื้อผ้าชื่อ Gungendo Laboratory ซึ่งจำหน่ายเสื้อผ้าเช่นกัน แต่เน้นแนวแฟชั่นและสไตล์วัยรุ่นขึ้น 

มีคนหนุ่มสาวสมัครมาทำงานกับบริษัทมากขึ้น ย้ายมาอยู่เมืองนี้มากขึ้นทีละนิดๆ

ปรัชญาของ Gungendo คือ ‘รักษาเก่า-สร้างใหม่’ (復古創新) กล่าวคือ การให้ความสำคัญกับวิถีชีวิตและภูมิปัญญาสมัยก่อน ขณะเดียวกันก็ปรับตัวตามยุคสมัย เพื่อให้วิถีชีวิตแบบชนบทญี่ปุ่นยังคงสืบทอดไปสู่คนรุ่นหลัง 

พวกเขาไม่ได้พยายามปกปักษ์รักษาของเดิม แต่ปรับเปลี่ยนสิ่งของ อาหาร ที่พัก ให้เข้ากับยุคสมัย โดยไม่ขัดแย้ง

นี่คือวิถีของ Gungendo และบริษัทศูนย์วิจัยวัฒนธรรมและวิถีชีวิตอิวามิกินซัง

“ชีวิตนี้ เกิดมาแค่ครั้งเดียว คงน่าเสียดายที่เราจะทำอะไรเพียงแค่เพราะได้กำไรนะ ดิฉันทำงานนี้แล้วมีความสุข ดีใจเวลาเห็นใครสักคน หยิบสินค้าเรา ใช้สินค้าเราอย่างสุขใจ พวกเราอยากถ่ายทอดวิถีชีวิตเช่นนี้ให้กับสังคม ผ่านธุรกิจของเรา เพราะฉะนั้น เวลาเราขายสินค้าอะไร เราก็จะแนบไปรษณียบัตรที่เล่าถึงวิถีชีวิตที่เมืองนี้บ้าง เขียนข้อความเล่าถึงความตั้งใจของพวกเราในบรรจุภัณฑ์บ้าง โชคดีที่มีคนเห็นด้วยกับวิธีคิดของพวกเรา และทำให้ธุรกิจเราค่อยๆ เติบโตถึงทุกวันนี้” โทมิกล่าวทิ้งท้าย 


เราทำธุรกิจเพื่ออะไร

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

8 พฤศจิกายน 2565
587

ในญี่ปุ่น มีบริษัทที่อายุยืนเกิน 100 ปีกว่า 20,000 บริษัท ที่น่าตกใจคือ กว่าร้อยละ 98 เป็นธุรกิจครอบครัว อาจจะเป็นร้านมิโสะเก่าแก่ ร้านชาขึ้นชื่อ หรือร้านขนมญี่ปุ่นที่คนนิยมซื้อไปฝากเป็นของฝากติดไม้ติดมือกัน 

ครั้งนี้ ดิฉันมีธุรกิจครอบครัวญี่ปุ่นรายหนึ่งที่อายุยืน 100 ปีพอดี และมีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 ในตลาดซอสโอโคโนมิยากิ (พิซซ่าญี่ปุ่น) รวมถึงมีผลิตภัณฑ์จำหน่ายในไทยด้วย นั่นคือ บริษัท โอตาฟุกุโฮลดิ้งส์ 

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200
โอโคโนมิยากิ

กลุ่มผู้บริหารบริษัทนี้มองการณ์ไกลไปอีก 100 ปีข้างหน้า จะทำอย่างไรให้บริษัทอยู่ไปได้ถึง 200 ปี จากนั้นก็ตัดสินใจเริ่มทำธรรมนูญครอบครัว  

เชิญติดตามอ่านการบริหารครอบครัวและการบริหารธุรกิจฉบับบริษัทซอส 100 ปีได้ ณ บัดนี้

บริษัทที่ไม่โฆษณาเลย

โอตาฟุกุก่อตั้งขึ้นในปี 1922 โดยเริ่มจากการจำหน่ายซีอิ๊วและเหล้าสาเกในเมืองฮิโรชิม่า ทางร้านมีซีอิ๊วสูตรต่าง ๆ ที่นำเสนอแตกต่างตามความชอบของลูกค้า จากนั้นก็เริ่มผันตัวมาเป็นผู้ผลิตน้ำส้มสายชู

ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มมีกระแสการรับประทานอาหารตะวันตก กอปรกับเมืองฮิโรชิม่าขึ้นชื่อด้านอาหารโอโคโนมิยากิ ตอนนั้นซอสที่ทายังเป็นซอสเหลวใส ทางบริษัทจึงพยายามคิดสูตรซอสที่เข้ากับแป้ง กะหล่ำ หมูในโอโคโนมิยากิยิ่งขึ้นไปอีก และกลายเป็นเจ้าแรกที่ผลิตซอสข้น รสกลมกล่อม เป็นเจ้าแรกในญี่ปุ่น

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200

โอตาฟุกุ ไม่ใช้สื่อโฆษณาหลักเลย แต่เน้นไปที่การสร้างแฟนคลับและการบอกปากต่อปาก โดยการออกบูทตามซูเปอร์มาร์เก็ต หรือนำเสนอร้านโอโคโนมิยากิต่าง ๆ ให้ลองใช้ ทางบริษัทให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับลูกค้าโดยตรงมากกว่า เมื่อสินค้าดี รสชาติโดนใจ ลูกค้าก็จะชี้ชวนกันให้ซื้อซอสโอตาฟุกุเอง 

แม้ธุรกิจจะดำเนินมา 100 ปี ปัจจุบัน โอตาฟุกุก็ยังพัฒนาสินค้าใหม่เสมอ โดยมีสินค้ากว่า 2,336 อย่างแล้ว (สินค้าใหม่ออกเฉลี่ยปีละประมาณ 100 กว่าชนิด) เช่น แป้งสำหรับทำชิจิมิ (พิซซ่าเกาหลี) ซอสโอโคโนมิยากิสำหรับเด็กหย่านม (ส่วนผสมปลอดภัยและรสชาติไม่จัดเกินไป) 

การบริหารแบบญี่ปุ่น

ผู้บริหารบริษัทโอตาฟุกุกล่าวอย่างชัดเจนว่า บริษัทตนดำเนินการบริหารแบบญี่ปุ่น 

“บริษัทเราเป็นผู้ผลิต สิ่งสำคัญของบริษัทผู้ผลิตอย่างเรา คือคนครับ สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้พนักงานทำงานกับเรานาน ๆ และทำให้พวกเขายิ่งเก่งขึ้น” ชิเกขิ ซาซากิ ท่านประธานรุ่นที่ 6 กล่าว 

การที่พนักงานทำงานกับบริษัทนาน ๆ ข้อดีคือไม่ต้องสื่อสารกันมาก ทำงานรู้ใจกัน ไม่ต้องเสียเวลาอบรมพนักงานใหม่ แต่ข้อเสียที่มักเกิดขึ้นกับองค์กรทั่วไป คือพนักงานอาจขาดความกระตือรือร้น ทำงานไปเรื่อย ๆ 

ทางผู้บริหารไม่เห็นด้วยกับแนวทางการพยายามสร้างผลงานหรือสร้างการแข่งขันให้เกิดขึ้นในองค์กร สิ่งที่โอตาฟุกุพยายามสร้าง คือทำให้พนักงานเห็นคุณค่าของตนเอง เห็นคุณค่าของงาน และมีใจเอื้อเฟื้อแก่ผู้อื่น 

โอตาฟุกุ จึงมักพาพนักงานไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่แตกต่างไปจากชีวิตการทำงานเดิม ๆ เช่น ไปอบรมนอกสถานที่ ไปเที่ยวสถานที่ทางประวัติศาสตร์ แล้วร่วมแลกเปลี่ยนความคิดและความประทับใจกัน 

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200

นอกจากนี้ โอตาฟุกุ ยังมีกิจกรรมสำคัญกิจกรรมหนึ่ง คือกิจกรรมแบ่งปัน Mission เป็นการให้พนักงานต่างแผนก ต่างโปรเจกต์ มานั่งพูดคุยกันถึงปรัชญาและพันธกิจของบริษัท เพื่อให้พนักงานเข้าใจถึงความสำคัญของบริษัท รวมถึงคุณค่าของงานที่ตนทำ

กิจกรรมนี้จะจัดขึ้นที่อาคารพิเศษชื่อ ‘เซรินคัง’​ ซึ่งห่างจากออฟฟิศ บริเวณห้องโถงตรงกลางมีโต๊ะเรียงยาว ตรงกลางเป็นพื้นที่เตาเล็ก ๆ เสียบปลาหรือเนื้อย่างได้ ให้บรรยากาศล้อมวงทานข้าวกัน 

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200
Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200

บรรยากาศเช่นนี้ทำให้พนักงานเปิดใจกันคุยเรื่อง Mission องค์กร และจดจำได้ง่ายขึ้น 

นอกจากนี้ บริษัทยังสนับสนุนให้พนักงานสอบ ‘วุฒิโอโคโนมิยากิ’ โดยพนักงานจะได้เรียนเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานในการทำโอโคโนมิยากิ ประเภทของโอโคโนมิยากิ ตลอดจนวิธีการบริหารร้าน ที่สำคัญ มีการตั้งแผนกที่รับผิดชอบเรื่องการกระตุ้นให้พนักงานสอบวุฒิโดยเฉพาะ ชื่อแผนก ‘โอโคโนมิยากิ’ 

วุฒินี้มี 3 ระดับ ตั้งแต่ระดับ Instructor, Coordinator จนถึง Meister (อย่างเช่น ระดับกลาง ระดับ Coordinator จะต้องทำโอโคโนมิยากิ 3 จานพร้อมกันได้) 

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200

ปัจจุบัน พนักงานบริษัทโอตาฟุกุกว่าร้อยละ 70 มีวุฒิการทำโอโคโนมิยากินี้ 

ธรรมนูญครอบครัว

กิจการโอตาฟุกุ ดำเนินมาอย่างราบรื่นตลอด จน ชิเกขิ ซาซากิ ท่านประธานรุ่นที่ 6 ได้เข้าฟังสัมมนาการบริหารธุรกิจครอบครัว 

ข้อดีของธุรกิจครอบครัว คือการตัดสินใจที่ฉับไวและปรับตนเองให้เข้ากับยุคสมัยได้อย่างรวดเร็ว แต่ข้อเสียคือหากวางโครงสร้างองค์กรไม่ดี พนักงานในบริษัทอาจขาดแรงจูงใจในการทำงานได้ เพราะคิดว่าไม่ว่าตนจะมีความสามารถอย่างไร ก็คงสู้ทายาทในตระกูลในการดำรงตำแหน่งประธานบริษัทหรือผู้บริหารระดับสูงไม่ได้

ชิเกขิเริ่มสนใจแนวคิดการสร้างธรรมนูญครอบครัว และเชิญผู้เชี่ยวชาญมาที่บริษัทเดือนละครั้ง ครั้งละครึ่งวัน แต่ละครั้ง สมาชิกครอบครัวซาซากิที่บริหารจะร่วมกันหารือและตกลงประเด็นต่าง ๆ แน่นอนว่าเกิดการถกเถียงในรายละเอียดปลีกย่อยตลอดทุกครั้ง 

“ตอนแรกทุกคนในบ้านถามผมว่า ทำไมต้องทำล่ะ ทำไมต้องสร้างกฎในตระกูล พวกเรารักกันดี กิจการก็ไปได้ดี แต่ผมก็พยายามอธิบายและชี้ให้เห็นว่า ควรกันก่อนแก้ ควรวางรากฐานก่อนจะเกิดปัญหา เช่น ตอนเปลี่ยนผู้บริหารหรือการสืบทอดกิจการ” 

ตระกูลซาซากิเริ่มคุยเรื่องธรรมนูญครอบครัวเมื่อปี 2013 และทำเสร็จในปี 2015 ใช้เวลา 2 ปีเต็มในการหารือรายละเอียดต่าง ๆ 

ตัวอย่างธรรมนูญครอบครัว มีตั้งแต่เรื่องกิจกรรมในตระกูลที่จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ของสมาชิก เช่น จัดงานเลี้ยงทานข้าวหรือสัมมนาเพื่อการเรียนรู้ปีละ 4 ครั้ง ช่วงเทศกาลโอบ้ง การไปเที่ยวพร้อมหน้าพร้อมตา 3 วัน 2 คืน จัดการแข่งขันตีกอล์ฟ 

นอกจากนี้ ยังระบุวิธีแบ่งหุ้น ค่าตอบแทน ตลอดจนวิธีเลือกผู้สืบทอดกิจการด้วย 

ตระกูลซาซากิมีทั้งหมด 8 ครอบครัว มีการกำหนดกฎขึ้นมาว่า ทุกครอบครัวส่งตัวแทนมาบริหารบริษัทได้เพียงครอบครัวละ 1 คนเท่านั้น และยังมีกฎโหดว่า หากใครถือหุ้น ต้องเป็นพนักงานบริษัทด้วย ไม่มีการให้ถือหุ้นและรับเงินปันผลเฉย ๆ ผู้ถือหุ้นจากตระกูลต้องเข้ามาทำงานในบริษัท เป็นการป้องกันบางครอบครัวที่อยากขายหุ้นส่วนของตนเองออกไป 

ในธรรมนูญครอบครัวยังกำหนดจำนวนกรรมการบริหารว่า ห้ามมีคนจากตระกูลซาซากิเกินครึ่ง เพื่อให้เกิดความหลากหลายและมีการบริหารอย่างเหมาะสม กฎอีกข้อคือ คนในครอบครัวทำงานได้ถึงอายุ 65 ปี จากนั้นถึงค่อยเป็นที่ปรึกษา 

ส่วนเงินเดือนแยกเป็น 2 ส่วน คือ เงินเดือนพื้นฐานที่ทุกคนไม่ว่าตำแหน่งใดก็ได้เท่ากัน กับเงินประจำตำแหน่ง ซึ่งสัดส่วนเป็นไปตามตำแหน่งและเนื้องาน 

หากมีสิ่งใดที่ต้องตกลงกันในตระกูล ห้ามใช้เสียงข้างมากตัดสิน ต้องหารือกันจนทุกคนเห็นด้วยทั้งหมด 

ท่านประธานชิเกขิยังมองการณ์ไกล จัดตั้งนิติบุคคลเพื่อเข้ามาดูแลตระกูล หน้าที่คืออบรมและเผยแพร่ปรัชญาบริษัท ตลอดจนประวัติศาสตร์ให้แก่คนในตระกูล อบรมทายาทผู้สืบทอด รวมถึงการบริหารทรัพย์สินของตระกูล 

“ธุรกิจครอบครัวมักมีความสัมพันธ์ที่ดีกับท้องถิ่น บางทีพนักงานอาจจะไม่เข้าใจว่า ทำไมเราต้องบริจาคเงินเพื่อช่วยวัดหรือศาลเจ้ามากขนาดนั้น ซึ่งตรงนี้ นิติบุคคลของตระกูลจะเข้ามาช่วยรับบทบาทในการสานความสัมพันธ์กับท้องถิ่นแทน” 

เห็นได้ว่าธรรมนูญครอบครัวฉบับนี้ช่วยรักษาความสัมพันธ์ในครอบครัว ขณะเดียวกันก็พยายามลดข้อขัดแย้งหรือข้อกังขาจากฝั่งพนักงานบริษัท อีกทั้งป้องกันมิให้คนในตระกูลบริหารตามอำเภอใจเพียงอย่างเดียว 

การสืบทอดประธาน

สำหรับบริษัทโอตาฟุกุ สิ่งสำคัญอีกประการ คือการกำหนดผู้สืบทอดกิจการ 

ทางตระกูลมีเกณฑ์พิจารณาดังต่อไปนี้ 

หนึ่ง บุคคลนั้น ๆ ได้ริเริ่มทำอะไรบ้าง 

สอง บุคคลนั้น ๆ ได้เปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง

สาม บุคคลนั้น ๆ ได้ทำให้ใครเติบโตหรือสอนงานใครอย่างไรบ้าง 

แม้ว่าประธานคนปัจจุบัน (รุ่นที่ 8) ยังเป็นคนในตระกูลอยู่ แต่ในอนาคต ทางกรรมการก็จะพิจารณาคนนอกตระกูลให้ขึ้นเป็นประธานบริหารด้วย โดยยึดถือตามเกณฑ์ 3 ข้อข้างต้น

หากมองเผิน ๆ สิ่งที่ประธานบริษัทโอตาฟุกุทำ อาจเป็นการลดผลตอบแทนหรืออำนาจของคนในตระกูล ไม่ว่าจะเป็นการจำกัด 1 ครอบครัว 1 ตัวแทนบริหาร หรือการบังคับให้ผู้ถือหุ้นต้องเป็นพนักงานบริษัทด้วย 

“ผมขึ้นมาเป็นประธานตอนอายุ 46 ปี และผมคิดไว้ตั้งแต่ตอนนั้นว่า จะดำรงตำแหน่งนี้เพียงแค่ 10 ปีเท่านั้น เหตุผลประการแรก คือ พ่อผมเสียตอนอายุ 55 ปี ผมคิดว่าผมอาจจะมีโอกาสจากโลกนี้ไปในวัยเดียวกันก็ได้ นั่นคืออีก 10 ปีข้างหน้า เหตุผลข้อสอง คือ ประธานบริษัทเป็นตำแหน่งที่ไม่มีการย้ายไปทำงานแผนกอื่นหรือเมืองอื่น อยู่สภาพเดิมตลอด ผมเกรงว่าผมจะไม่มีแรงบันดาลใจในการริเริ่มทำอะไรใหม่ ๆ ครับ” 

หากเหลือเวลาแค่ 10 ปี ในฐานะผู้นำองค์กร ตนเองจะทำอะไรบ้าง…

คำถามนี้ทำให้ ชิเกขิ ซาซากิ ตัดสินใจเริ่มทำธรรมนูญครอบครัว มุ่งมั่นปลูกฝังแนวคิดและปรัชญาดี ๆ ให้กับคนในครอบครัวและพนักงานบริษัท ตลอดจนทุ่มเทวางรากฐานโครงสร้างองค์กรให้เป็นระบบ ซึ่งนั่นทำให้เขาพาธุรกิจครอบครัวไปสู่ความมั่นคงยิ่งขึ้น เป็นมืออาชีพมากขึ้น และพร้อมจะก้าวเข้าสู่การเป็นบริษัท 200 ปี

ภาพ : www.otafuku.co.jp

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load