วันก่อน มีเจ้าของกิจการท่านหนึ่งส่งข้อความมาปรึกษาดิฉัน

ธุรกิจของเขาไปได้ดีทีเดียว เป็นร้านเล็กๆ ที่ตั้งใจทำขนมอย่างเต็มที่ แต่ตัวเขาเอง ก็ไม่แน่ใจว่า จะทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างไร หากขยายสาขามากเกินไป อาจสูญเสียความคราฟต์ หากไม่ขยาย ตัวเลขผลประกอบการจะนิ่งเกินไปหรือเปล่า เขาควรกระโดดไปทำสินค้าอื่นนอกจากขนมบ้างไหม 

ดิฉันนึกถึงร้านเสื้อผ้าเล็กๆ แห่งหนึ่ง ที่ใช้เวลาบ่มเพาะธุรกิจตนเองกว่า 17 ปี ก่อนลุกขึ้นมาปกป้องรักษาเมืองอันเป็นบ้านเกิดของพวกเขา และขยายธุรกิจอย่างก้าวกระโดดในช่วง 10 ปีนี้ทีเดียว 

กลับบ้านเกิด 

เมื่อ ค.ศ. 1981 มีสองสามีภรรยาคู่หนึ่งตัดสินใจย้ายจากเมืองนาโกย่า กลับมายังบ้านเกิดของสามีที่จังหวัดชิมาเนะ 

สามีชื่อ ไดคิจิ มัตสึบะ (Daikichi Matsuba) ภรรยาชื่อ โทมิ มัตสึบะ (Tomi Matsuba) เมื่อ 40 ปีที่แล้ว เมืองโอโมริในจังหวัดชิมาเนะยังไม่มีอะไรเลย เป็นแค่เมืองในหุบเขาเล็กๆ ที่มีประชากรเพียง 400 คนเท่านั้น 

สองสามีภรรยามัตสึบะกลับมาด้วยความคิดถึงบ้านเกิด พวกเขาประทับใจธรรมชาติและความสงบที่นี่

“เมืองนี้มีประวัติศาสตร์ มีธรรมชาติ มีความอบอุ่นในบทสนทนา แบบที่คนในเมืองคงจะลืมเลือนไปแล้ว ดิฉันคิดว่าทุกอย่างที่นี่งดงามมากๆ ค่ะ ในชีวิตประจำวัน เรายุ่งจนลืมอะไรบางอย่างที่สำคัญในชีวิต อย่างความงดงามของฤดูกาล หรือการใช้ของเก่าแก่ ไลฟ์สไตล์คนญี่ปุ่นแบบโบราณ ยังมีอยู่ที่นี่ค่ะ” โทมิกล่าว

ในช่วงแรก ไดคิจิและโทมิช่วยกันเย็บผ้าและสินค้ากระจุกกระจิกขาย เช่น ผ้ากันเปื้อน อุปกรณ์ในครัว ตอนเริ่มทำกิจการใหม่ๆ นั้น ไดคิจิเป็นคนนำสินค้าไปตระเวนขายตามหน้าสถานีหรือที่ต่างๆ บ้าง เมื่อมีรายได้มากขึ้น ก็เริ่มนำสินค้าไปจำหน่ายร้านค้าส่ง 

Gungendo ร้านเสื้อผ้าเล็กๆ ในญี่ปุ่นที่ใช้เสื้อผ้าและเวลา 17 ปีรื้อฟื้นบ้านเกิดในหุบเขา
สองสามีภรรยามัตสึบะ 
ภาพ : greenz.jp

หลังจากนั้น 17 ปี ใน ค.ศ. 1998 ทั้งคู่ตัดสินใจสร้างแบรนด์ใหม่ชื่อ ‘Gungendo’ และตั้งชื่อบริษัทว่า ‘ศูนย์วิจัยวัฒนธรรมและวิถีชีวิตอิวามิกินซัง’ (ย้ำว่า นี่คือชื่อบริษัทจริงๆ) 

อิวามิกินซัง (Iwami Ginzan) เป็นชื่อบริเวณที่ได้รับการบันทึกเป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโก และเป็นที่ตั้งสำนักงานบริษัท 

ส่วนคำว่า Gungendo (群言堂) ซึ่งเป็นชื่อแบรนด์นั้น มาจากภาษาจีน หมายถึง การที่ทุกคนสามารถเล่าถึงสิ่งที่ตนเองชอบ และทำให้เกิดเรื่องดีๆ ได้ 

สองสามีภรรยาชอบความเรียบง่ายแบบชนบท ชอบชีวิตดีๆ ที่นี่ พวกเขาเริ่มเล่าผ่านสินค้าที่ตนเองถนัด นั่นคือ เสื้อผ้า

ไดคิจิต้องการทำเสื้อผ้าที่เข้ากับเมืองโอโมริ โทมิจึงเสนอว่า เสื้อผ้าสไตล์เมืองโอโมริ คือเสื้อผ้าที่ใส่ง่าย ดูสบายตา และดีต่อใจ พวกเขาพยายามเฟ้นหาวัตถุดิบที่ดีเพื่อทอผ้า เลือกใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่น และใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านในการย้อมผ้า ด้วยสไตล์ที่เรียบง่าย สีสันแปลกตา ทำให้เสื้อผ้าแบรนด์ Gungendo เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น เนื่องจากใส่สบาย และดูมีเอกลักษณ์

Gungendo ร้านเสื้อผ้าเล็กๆ ในญี่ปุ่นที่ใช้เสื้อผ้าและเวลา 17 ปีรื้อฟื้นบ้านเกิดในหุบเขา
ภาพ : www.gungendo.co.jp
Gungendo ร้านเสื้อผ้าเล็กๆ ในญี่ปุ่นที่ใช้เสื้อผ้าและเวลา 17 ปีรื้อฟื้นบ้านเกิดในหุบเขา
ป้ายที่ติดเสื้อ เขียนว่า เราย้อมด้วยพืชชนิดนี้ 
ภาพ : motokurashi.com

ไดคิจิและโทมิไม่ได้นำรายได้ส่วนนี้ไปขยายสาขาร้านเสื้อผ้าโดยทันที แต่กลับนำเงินไปรีโนเวตบ้านเก่าแก่ 200 กว่าปีหลังหนึ่ง ไปสร้างคาเฟ่ ร้านอาหาร และบ้านพักในเมืองแทน

อุตสาหกรรมไลฟ์สไตล์

เหตุใดแบรนด์เสื้อผ้าจากต่างจังหวัดถึงต้องการไปทำธุรกิจอื่น เช่น ร้านอาหารและที่พัก เช่นนี้ได้ 

ไดกิจิและโทมิมองว่า พวกเขาไม่ได้ทำธุรกิจร้านอาหารหรือทำโรงแรม แต่มองว่ามันคือการนำเสนอไลฟ์สไตล์วิถีชีวิตบางอย่าง และพวกเขาเพียงแค่เลือกเล่าเรื่องราวผ่านเสื้อผ้า อาหาร และที่พักอาศัย

ท่ามกลางการเติบโตของเศรษฐกิจและเมือง วิถีชีวิตชนบทที่เรียบง่าย อยู่กับธรรมชาติ กำลังหายไป และสองสามีภรรยากำลังพยายามรักษาไว้ 

Gungendo ร้านเสื้อผ้าเล็กๆ ในญี่ปุ่นที่ใช้เสื้อผ้าและเวลา 17 ปีรื้อฟื้นบ้านเกิดในหุบเขา
ภาพ : www.gungendo.co.jp 

ร้านอาหารที่นี่ เสิร์ฟข้าวซึ่งปลูกจากในท้องถิ่น พร้อมอาหารพื้นเมืองที่จัดมาอย่างงดงาม บางเมนูก็เป็นอาหารง่ายๆ อย่างข้าวปั้นรสต่างๆ กับผักดอง รสชาติของคนชนบทที่เรียบง่ายแต่ดี 

Gungendo ร้านเสื้อผ้าเล็กๆ ในญี่ปุ่นที่ใช้เสื้อผ้าและเวลา 17 ปีรื้อฟื้นบ้านเกิดในหุบเขา
ภาพ : www.gungendo.co.jp

ส่วนบ้านพัก ก็นำบ้านเก่าแก่กว่า 200 ปี กับ 150 ปีมารีโนเวต โดยรับแขกเพียงวันละ 3 คู่เท่านั้น (ช่วง COVID-19 เหลือเพียงวันละคู่) ตอนเย็น ไดคิจิ โทมิ หรือพนักงานร้าน Gungendo ก็จะแวะมานั่งทานข้าวกับแขกที่มาพักด้วย

Gungendo ร้านเสื้อผ้าเล็กๆ ในญี่ปุ่นที่ใช้เสื้อผ้าและเวลา 17 ปีรื้อฟื้นบ้านเกิดในหุบเขา
ภาพ : www.gungendo.co.jp

ข้าวที่บ้านพักนี้หุงจากเตาถ่าน ส่วนกับข้าว ก็ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นตามฤดูกาล แขกและพนักงานล้อมวงทานข้าวบนโต๊ะไม้โบราณ​ ที่นี่จึงมิใช่เพียงการมาพักบ้านเก่าแก่เพื่อหาประสบการณ์​ แต่คือการได้สัมผัสความรู้สึกสงบ และการได้กลับ ‘บ้าน’

Gungendo ร้านเสื้อผ้าเล็กๆ ในญี่ปุ่นที่ใช้เสื้อผ้าและเวลา 17 ปีรื้อฟื้นบ้านเกิดในหุบเขา
ภาพ : www.gungendo.co.jp

ไดคิจิและโทมิรู้ดีว่าพวกเขาทำธุรกิจเพื่ออะไร พวกเขาทำเสื้อผ้าที่ใช้วัตถุดิบธรรมชาติเพราะอยากให้คนใส่ผ้าดีๆ ใส่สบาย ทำที่อยู่อาศัยเพราะอยากให้คนได้สัมผัสวิถีชีวิตแบบชนบท ทำร้านอาหารสำหรับคนที่มาพักไม่ได้ แต่อย่างน้อย ได้ลองทานอาหารท้องถิ่นจริงๆ 

ทั้งร้านเสื้อผ้า ที่พัก ร้านอาหาร คาเฟ่ ล้วนอยู่ในบริเวณเดียวกันหมด

นอกจากนี้ สองสามีภรรยายังรีโนเวตบ้านโบราณในบริเวณนั้นอีก 10 หลัง บางหลังก็ใช้เวลาซ่อมแซมเป็นปีๆ 

มีหลังหนึ่งที่ทั้งคู่ตั้งใจไม่ติดตั้งไฟฟ้า น้ำประปา แก๊ส แต่เป็นบ้านที่เข้าไปนั่งพักแล้วใจสงบ เพราะได้ยินเสียงลำธารเล็กๆ ด้านหลัง เสียงลมพัด ตอนกลางคืนก็จุดเทียน 

บางหลังเป็นที่ให้พนักงานและคนในเมืองมานั่งทานข้าวหรือประชุมหารือกัน

หากพวกเขามุ่งแสวงหากำไรสูงสุด Gungendo ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเข้าไปซ่อมบ้านเก่าแก่เลย พวกเขาแค่ผลิตเสื้อผ้า และส่งจำหน่ายให้ได้มากที่สุดก็เพียงพอแล้ว

โทมิเล่าว่า “การที่เราทำธุรกิจเช่นนี้ ไม่มีใครเป็นคู่แข่ง และเราก็ทำตามสิ่งที่ใจปรารถนาได้ เราพยายามรีโนเวตบ้านโบราณไปแล้วสิบหลัง ซึ่งเราคงทำแบบนี้ไม่ได้ในเมืองใหญ่ เรากำลังพยายามทำสิ่งที่ทำไม่ได้ในเมืองใหญ่ หากต้องการสินค้าแฟชั่นหวือหวา หรือสินค้าราคาไม่แพง ลูกค้าเลือกไปซื้อตามเมืองใหญ่ๆ ได้ แต่การมาที่นี่ คือการได้สัมผัสเสน่ห์ของชนบท”

ไดคิจิและโทมิไม่ได้ทำธุรกิจเพื่อหวังเงิน แต่ทำเพื่อรักษาเมืองนี้ไว้ ทั้งคู่อยากให้คนที่อาศัยในเมืองนี้มีชีวิตที่ดีขึ้น พวกเขาเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า จะต้องมีสักวันที่ผู้คนเห็นคุณค่าของชนบท พวกเขาฝันเห็นหนุ่มสาวย้ายมาทำงานที่นี่ แต่งงาน มีครอบครัวที่นี่ โดยยังคงวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมอยู่ 

ปัจจุบัน Gungendo มีร้านในโตเกียวและตามหัวเมืองใหญ่กว่า 30 ร้าน เพื่อนำเสนอไลฟ์สไตล์แบบเรียบง่าย และมีสินค้าฝากวางตามร้านต่างๆ เพื่อให้คนเมืองเข้าถึงความเป็น Gungendo ง่ายขึ้น

มีแบรนด์ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ชื่อ Medu โดยมีคอนเซปต์ว่า ‘วันที่ดี เริ่มต้นตั้งแต่ยามค่ำคืน’ วัตถุดิบมาจากยีสต์ที่เกิดจากการหมักดอกบ๊วยในหมู่บ้าน 

มีแบรนด์เสื้อผ้าชื่อ Gungendo Laboratory ซึ่งจำหน่ายเสื้อผ้าเช่นกัน แต่เน้นแนวแฟชั่นและสไตล์วัยรุ่นขึ้น 

มีคนหนุ่มสาวสมัครมาทำงานกับบริษัทมากขึ้น ย้ายมาอยู่เมืองนี้มากขึ้นทีละนิดๆ

ปรัชญาของ Gungendo คือ ‘รักษาเก่า-สร้างใหม่’ (復古創新) กล่าวคือ การให้ความสำคัญกับวิถีชีวิตและภูมิปัญญาสมัยก่อน ขณะเดียวกันก็ปรับตัวตามยุคสมัย เพื่อให้วิถีชีวิตแบบชนบทญี่ปุ่นยังคงสืบทอดไปสู่คนรุ่นหลัง 

พวกเขาไม่ได้พยายามปกปักษ์รักษาของเดิม แต่ปรับเปลี่ยนสิ่งของ อาหาร ที่พัก ให้เข้ากับยุคสมัย โดยไม่ขัดแย้ง

นี่คือวิถีของ Gungendo และบริษัทศูนย์วิจัยวัฒนธรรมและวิถีชีวิตอิวามิกินซัง

“ชีวิตนี้ เกิดมาแค่ครั้งเดียว คงน่าเสียดายที่เราจะทำอะไรเพียงแค่เพราะได้กำไรนะ ดิฉันทำงานนี้แล้วมีความสุข ดีใจเวลาเห็นใครสักคน หยิบสินค้าเรา ใช้สินค้าเราอย่างสุขใจ พวกเราอยากถ่ายทอดวิถีชีวิตเช่นนี้ให้กับสังคม ผ่านธุรกิจของเรา เพราะฉะนั้น เวลาเราขายสินค้าอะไร เราก็จะแนบไปรษณียบัตรที่เล่าถึงวิถีชีวิตที่เมืองนี้บ้าง เขียนข้อความเล่าถึงความตั้งใจของพวกเราในบรรจุภัณฑ์บ้าง โชคดีที่มีคนเห็นด้วยกับวิธีคิดของพวกเรา และทำให้ธุรกิจเราค่อยๆ เติบโตถึงทุกวันนี้” โทมิกล่าวทิ้งท้าย 


เราทำธุรกิจเพื่ออะไร

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

หากแบรนด์เราเคยมีอดีตที่รุ่งเรือง (มาก) แต่กาลเวลาผ่านไป มีสิ่งท้าทายที่ต้องเผชิญมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น คู่แข่ง พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป แม้แต่คู่แข่งเราก็ยังรับมือไม่ได้ แบรนด์เราควรทำอย่างไรดี 

ธุรกิจที่เริ่มจากแพสชัน

BEAMS เป็นร้านจำหน่ายเสื้อผ้าแฟชั่น ก่อตั้งโดย Etsuzo Shitara เมื่อปี 1976 ก่อนทำธุรกิจนี้ เขาทำโรงงานผลิตลังกระดาษมาก่อน แต่เมื่อต้องเผชิญกับภาวะวิกฤตน้ำมันโลก ราคากระดาษพุ่งสูงขึ้นมาก ทำให้แทบไม่มีลูกค้าเจ้าไหนต้องการสั่งลังกระดาษอีก ทำให้ Etsuzo ทำธุรกิจต่อไม่ไหว เขาจึงตัดสินใจพับกิจการ แล้วหันมาทำธุรกิจที่ตนเองสนใจ นั่นคือแบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นแทน

ในสมัยนั้น วัยรุ่นญี่ปุ่นชื่นชอบดูหนังอเมริกา แต่แทบไม่มีสินค้าแฟชั่นสไตล์ตะวันตกจำหน่ายในญี่ปุ่นสักเท่าไร Etsuzo เห็นโอกาสนั้น และตั้งใจนำสินค้าประเภทกางเกงยีนส์ แจ็กเก็ตหนัง เสื้อยืด จนถึงรองเท้าไนกี้เข้ามาขาย

ภรรยาเขาคัดค้านการเปลี่ยนธุรกิจไป 360 องศาครั้งนี้สุดฤทธิ์ แต่ก็ไม่เป็นผล Etsuzo ไม่ฟัง แถมยังดึงลูกชายที่เพิ่งเข้าทำงานในบริษัทเอเจนซี่มาช่วยอีกแรง 

Etsuzo เลือกตัวอักษร「光」ซึ่งมีความหมายว่า ‘แสงสว่าง’ จากชื่อบริษัทเดิมคือ Shinko (新光) แล้วแปลเป็นภาษาอังกฤษ เขาตั้งชื่อร้านว่า BEAMS และวางคอนเซ็ปต์ว่า เป็นร้านที่นำเสนอแฟชั่นแบบอเมริกัน

การปรับตัว เปลี่ยนคอนเซ็ปต์

แบรนด์ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จนในยุคหนึ่ง เด็กวัยรุ่นเกินครึ่งที่มาเดินย่านฮาราจูกุ พร้อมใจกันใส่เสื้อแจ็กเกตสูทหรือสเวตเตอร์จากร้านนี้ 

ทางบริษัทเริ่มนำเข้าแบรนด์อเมริกัน เช่น Brooks Brothers และ Lacoste เข้ามาขายในร้าน

ทว่า ในช่วงปลายยุค 80 แฟชั่นอเมริกันไม่ได้เป็นกระแสหลักอีกต่อไป วัยรุ่นเริ่มมีตัวเลือกหลากหลายขึ้น ทั้งจากแบรนด์ดีไซเนอร์ญี่ปุ่นและแบรนด์ยุโรป อีกทั้งแบรนด์ใหญ่จากอเมริกา ก็ตัดสินใจเข้ามาเปิดร้านจำหน่ายในญี่ปุ่นกันมากขึ้น 

จึงปรับคอนเซ็ปต์ร้านตนเอง จากแฟชั่นอเมริกัน มาเป็นร้าน Selected Shop หมายถึง ทางร้านจะคอยมองหาเสื้อผ้าแฟชั่นดี ๆ ไอเท็มใหม่ ๆ จากหลายแห่งมานำเสนอวัยรุ่น 

วิกฤตใหญ่ที่แม้แต่แบรนด์ใหญ่ก็รับมือแทบไม่ได้

แบรนด์ค่อย ๆ สังเกตและปรับตัวเช่นนี้มาเสมอ จนดำเนินธุรกิจมาได้ 40 ปี ก็กำลังเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่อีกครั้ง 

หนึ่ง โลกอินเทอร์เน็ตทำให้ผู้บริโภคทั่วโลกเชื่อมถึงกันง่ายขึ้น พวกเขามีข้อมูลล้นเหลือเกี่ยวกับสไตล์การแต่งตัวในแบบต่าง ๆ และซื้อหาเสื้อผ้าจากทุกมุมของโลกได้ด้วยปลายนิ้วคลิก 

สอง Influencer หลายคนเริ่มหันมาทำแบรนด์ของตนเอง หรือสร้าง Selected Shop ในแบบของตนเอง ทำให้เสน่ห์ของ แบรนด์ลดลงไป 

สาม กระแส Fast Fashion (เช่น Zara, H&M) ที่เป็นที่นิยม เสื้อผ้าดีไซน์สวย ๆ แต่ราคาย่อมเยา ทำให้ลูกค้าซื้อเสื้อผ้าใส่บ่อย ๆ ได้ 

เมื่อมองแบรนด์แฟชั่นที่เคยเป็นคู่แข่ง หรือแบรนด์แฟชั่นอเมริกันหลายแบรนด์ก็ล้มละลาย เช่น Brooks Brothers และ FOREVER 21

Yo Shitara ลูกชายของ Etsuzo ได้เข้ามาบริหาร เขามองว่า ในอดีตร้าน Selected Shop มีหน้าที่ ‘หาสินค้าแปลกใหม่ที่ลูกค้าไม่เคยเห็นมาก่อน มานำเสนอให้กับลูกค้า’ แต่ปัจจุบัน มีแบรนด์แฟชั่นจำนวนมหาศาล มีข้อมูลวิธีแต่งตัวล้นเหลือตามอินเทอร์เน็ต เขาจึงสร้างคุณค่าใหม่ให้แบรนด์ นั่นคือ ‘การช่วยลูกค้าคัดกรองข้อมูล และนำเสนอสิ่งที่เหมาะกับลูกค้าจริง ๆ’ ให้วัยรุ่นยุคใหม่ 

100 ร้าน 100 แบบ

กลยุทธ์หลักที่ดำเนิน คือ การทำให้พนักงานมีแฟนคลับเป็นของตนเอง 

อันดับแรก ร้านแต่ละร้านจะมีสไตล์เสื้อผ้าแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับผู้จัดการร้านและพนักงานร้านนั้น ๆ เช่น บางสาขาเป็นสไตล์ Boyish (เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายที่ผู้หญิงใส่ได้)​ บางร้านก็เน้นสไตล์เสื้อผ้า Street ร้าน 100 สาขา ก็จะแตกต่างกันไปเป็น 100 สไตล์ ตามแต่พนักงานร้าน

ลำดับถัดมา คือ แบรนด์เริ่มสร้างแพลตฟอร์มบนเว็บ ให้พนักงานทุกคนหยิบเสื้อผ้าในร้านมาถ่ายภาพ แล้วอัปภาพขึ้นแพลตฟอร์มนี้ได้ 

BEAMS จากผู้ผลิตลังกระดาษ สู่แบรนด์แฟชั่นที่ปั้นให้พนักงานร้านมีแฟนคลับของตนเอง
ทั้งหมดในภาพนี้คือพนักงานหน้าร้าน BEAMS 

พนักงานกรอกโปรไฟล์ เช่น ชื่อ อายุ ส่วนสูง สาขาที่ประจำ จากนั้นก็อัปภาพแฟชั่นตนเองได้ง่าย ๆ ลูกค้าก็เสิร์ชได้ว่าสนใจข้อมูลแบบใด เช่น ค้นหาจากสาขา ค้นหาจากส่วนสูงพนักงาน หรือไอเท็มที่พนักงานใส่ (เช่น แจ็กเก็ต เสื้อโค้ต ผ้าพันคอ) เพื่อศึกษาวิธีแต่งตัวที่ตรงกับตนเองมากขึ้น 

BEAMS จากผู้ผลิตลังกระดาษ สู่แบรนด์แฟชั่นที่ปั้นให้พนักงานร้านมีแฟนคลับของตนเอง
หน้าที่โชว์โปรไฟล์พนักงานแต่ละคน มีการเขียนคำแนะนำตัวเองย่อ ๆ ด้วย 

สมมติว่าเราเจอสไตล์พนักงานที่ชอบ เราคลิกชื่อพนักงานท่านนี้ได้ แล้วติดตามเขา/เธอในโซเชียลมีเดีย เพื่อดูสไตล์การแต่งตัวของพนักงานคนนั้นได้ 

BEAMS จากผู้ผลิตลังกระดาษ สู่แบรนด์แฟชั่นที่ปั้นให้พนักงานร้านมีแฟนคลับของตนเอง

แน่นอนว่า จุดประสงค์หลักคือ อยากให้ลูกค้ากรี๊ดพนักงานจนตามไปเจอที่ร้านนั่นเอง เมื่อลูกค้า FC ได้เจอพนักงานในดวงใจ ได้พูดคุยกัน พนักงานก็แนะนำสไตล์การแต่งตัวให้ลูกค้าได้ ทำให้ลูกค้ายิ่งผูกพันกับพนักงานและร้านจนอยากกลับมาบ่อย ๆ นั่นเอง 

แบรนด์ช่วยเสริมความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานกับลูกค้าอีกขั้น ด้วยการออกนิตยสาร BEAMS AT HOME นำเสนอไลฟ์สไตล์ของพนักงาน ไปถ่ายภาพห้องพนักงาน ผู้อ่านจะได้เห็นว่า พนักงาน (ที่เรากรี๊ด) อยู่ห้องแบบไหน แต่งห้องอย่างไร มีรสนิยมอย่างไร หรือลูกค้าที่ไม่เคยรู้จักพนักงานคนนั้น ๆ มาก่อน แต่เผอิญอ่านเจอบทสัมภาษณ์ในนิตยสาร ก็อาจสนใจและตามไปเจอพนักงานคนนั้นที่ร้านก็เป็นได้ 

BEAMS จากผู้ผลิตลังกระดาษ สู่แบรนด์แฟชั่นที่ปั้นให้พนักงานร้านมีแฟนคลับของตนเอง
หน้าปกนิตยสาร BEAMS AT HOME
BEAMS จากผู้ผลิตลังกระดาษ สู่แบรนด์แฟชั่นที่ปั้นให้พนักงานร้านมีแฟนคลับของตนเอง
BEAMS จากผู้ผลิตลังกระดาษ สู่แบรนด์แฟชั่นที่ปั้นให้พนักงานร้านมีแฟนคลับของตนเอง
ภายในเล่ม
ภาพ : www.beams.co.jp

เมื่อเผชิญกับโควิด-19

ปี 2020 เป็นปีที่ธุรกิจนี้ขาดทุนเป็นครั้งแรก วิกฤตโควิด-19 ทำให้ห้างร้านต้องปิด ผู้คนทำงานอยู่ที่บ้าน จึงไม่ค่อยซื้อเสื้อผ้าแฟชั่นสักเท่าไร ทำให้ธุรกิจขาดทุน แต่หลังจากนั้นเพียงปีเดียวก็กลับมาทำกำไรอีกครั้ง (อย่างรวดเร็ว) 

สิ่งที่ทำให้พวกเขากลับมาพลิกฟื้นสถานการณ์ได้ ก็คือสายสัมพันธ์ระหว่างพนักงานกับลูกค้านั่นเอง พนักงานของแบรนด์ใช้โซเชียลมีเดียของตนเอง อัปคลิป อัปภาพสไตล์การแต่งตัวให้แฟน ๆ ได้เห็น หรือมีการทำไลฟ์ แนะนำวิธี Mix & Match เสื้อผ้า 

นอกจากนี้ อีกธุรกิจหนึ่งที่ช่วยไว้ คือ การทำธุรกิจ B2B มีบริษัทหลายแห่งที่ติดต่อเข้ามาขอให้แบรนด์ช่วยออกแบบชุดพนักงานบริษัทหรือตกแต่งออฟฟิศ ซึ่งระหว่างช่วงโควิด-19 ลูกค้าองค์กรยังคงสนับสนุนอยู่ ทำให้แบรนด์มีรายได้ประคับประคองกิจการต่อไปได้ 

BEAMS จากผู้ผลิตลังกระดาษ สู่แบรนด์แฟชั่นที่ปั้นให้พนักงานร้านมีแฟนคลับของตนเอง
ตัวอย่างคลินิกที่ BEAMS เข้าไปช่วยออกแบบภายนอก
ชุดและรองเท้าที่ BEAMS ช่วยออกแบบ
ภาพ : www.fashionsnap.com

ธุรกิจแฟชั่นเป็นธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงเร็ว คู่แข่งเข้ามาได้ง่าย การที่ธุรกิจยืนหยัดมาได้ 46 ปี มาจากการคอยสังเกต ‘คุณค่าธุรกิจ’ ของตนเองเสมอ ๆ 

คุณค่า ‘การนำเสนอแฟชั่นสไตล์อเมริกัน’ อาจตอบสนองผู้บริโภคยุคหนึ่งได้ดี แต่เมื่อผู้คนเริ่มหาเสื้อผ้าแบรนด์ต่างประเทศใส่ได้ง่ายขึ้น BEAMS ก็ปรับคุณค่าเป็น ‘การเลือกสินค้าแฟชั่นเด็ด ๆ แปลกใหม่’ มาให้ลูกค้า ในยุคสมัยนี้ เมื่อลูกค้าหาซื้อเสื้อผ้าทางออนไลน์ได้ง่าย ก็ปรับมาอาสา ‘คัดกรองข้อมูลและนำเสนอสิ่งที่เหมาะกับลูกค้าท่านนั้น’ แทน 

อีกสิ่งหนึ่งที่ธุรกิจในระยะหลังให้ความสำคัญมาก และเป็นสิ่งที่ช่วยธุรกิจในภาวะวิกฤต คือ การพยายามสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้า สินค้าแฟชั่นมาไวไปไว เปลี่ยนแปลงเร็วก็จริง แต่หากบริษัททำให้ลูกค้ามาซื้อเสื้อผ้า ไม่ใช่เพราะจะมาซื้อเสื้อผ้า แต่เพราะจะซื้อ ‘BEAMS’ ได้ ไม่ว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ลูกค้าก็จะยังคิดถึงและกลับมาหาเสมอ

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load