เคยสงสัยไหมว่า เวลาเรารู้สึกผ่อนคลายและเป็นตัวของตัวเองในสถานที่ที่เป็นธรรมชาติ ไม่ว่าริมชายหาด ในลำธารใส บนลานดินสะอาดหรือสนามหญ้าโล่งกว้าง เรามักอยากจะถอดรองเท้า ทำใจหลวม ๆ เพื่อเดินเท้าเปล่าไปเรื่อย ๆ แบบไม่ต้องคิดอะไร 

นี่น่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่เรามักเห็นเพื่อน ๆ เวลาที่ได้หลบไปพักร้อน ชอบเช็กอินเท้าเปล่าเปลือยของตัวเองกับสถานที่ธรรมชาติ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของวันพักผ่อนที่ได้สัมผัสและเชื่อมโยงกับธรรมชาติ

คอลัมน์นี้เราเลยอยากชวนกันมาสำรวจว่า ทำไมการที่ฝ่าเท้าและร่างกายได้สัมผัสเชื่อมต่อพื้นโลก ที่เรียกว่า ‘Grounding’ หรือ ‘Earthing’ จึงทำให้เรารู้สึกดี ผ่อนคลาย และมีความสุข ทั้งในเชิงสุขภาพและจิตวิญญาณภายใน กับอยากชักชวนกันเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ตัว เพื่อทำให้สถานที่ที่ใช้ชีวิตเป็นสถานที่ที่ทำให้เราเชื่อมโยงกับโลก และช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายโดยไม่ต้องหนีไปไกลถึงทะเลหรือเดินไปยอดสุดภูเขา

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

ในแง่หนึ่ง ร่างกายของเราอาจจะคล้าย ๆ บ้าน บ้านที่ดีและปลอดภัยต้องมีระบบสายดิน (Grounding System) เพื่อป้องกันกระแสไฟฟ้าที่อาจรั่วจากเครื่องใช้ไฟฟ้าไม่ให้ไหลผ่านตัวเรา แต่ไหลผ่านลงดิน เพื่อทำให้ประจุไฟฟ้านั้นเป็นกลาง พื้นดินจึงเป็นเหมือนแบตเตอรี่ก้อนใหญ่ ทำให้ประจุไฟฟ้าในระบบต่าง ๆ เกิดความสมดุล รวมทั้งประจุไฟฟ้าในร่างกายของเราด้วย 

การที่ร่างกายของเราได้แลกเปลี่ยนหรือนำเข้าประจุไฟฟ้าที่เป็นลบ ซึ่งมีอยู่อย่างไม่จำกัดบนพื้นผิวโลกหรือในธรรมชาติ อย่างเช่นทะเล น้ำตก ในป่า ก็มีส่วนช่วยทำให้ประจุไฟฟ้าในร่างกายกลับมามีสภาพเป็นกลาง และมีความคลื่นความถี่เดียวกับธรรมชาติ ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่เราจะรู้สึกสงบและไร้ความกังวลใด ๆ 

แต่ในวิถีชีวิตสมัยใหม่ที่เวลาส่วนใหญ่ของวันอยู่แต่ภายในอาคาร แวดล้อมไปด้วยเครื่องใช้ไฟฟ้า และแหล่งปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหลากยี่ห้อที่คอยเพิ่มประจุบวกให้กับร่างกาย โดยที่เราไม่ได้ถ่ายเทประจุบวกเหล่านั้นออกไป หรือรับประจุลบจากธรรมชาติเข้ามา จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เราอ่อนล้า เครียด และรู้สึกสับสนโดยไม่ทราบสาเหตุ

การแพทย์สมัยใหม่เริ่มค้นพบว่า สภาพแวดล้อมธรรมชาติเป็นยาชนิดหนึ่ง (Environmental Medicine) ซึ่งช่วยรักษาโรคที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ และเรียกการเดินเท้าเปล่าเพื่อให้ฝ่าเท้าสัมผัสพื้นดินเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 30 นาทีด้วยชื่อเล่นว่า การรับ Vitamin G ซึ่ง ‘G’ นั้นย่อมาจาก Grounding เพราะจากการทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง พบว่าผลการทดลองให้ผลบวกในการฟื้นฟูร่างกายอย่างมีนัยยะสำคัญ เช่น ทำให้หลับสบาย ความเครียดลดลง ลดอาการเจ็บปวดเรื้อรัง และการทำงานของระบบประสาทสั่งการอัตโนมัติดีขึ้น รวมทั้งยังช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนเซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความสุขอีกด้วย

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

สมัยเด็ก ๆ เรามักถูกสอนว่าอย่าเดินเท้าเปล่า เพราะเชื้อโรคจะเข้าเท้าและทำให้ไม่สบาย หรือสัตว์มีพิษอาจจะกัด หรือเศษแก้วจะบาดเท้า การเดินเท้าเปล่าในสมัยนั้นจึงเป็นเรื่องต้องห้าม ซึ่งในบางแง่มุมก็เป็นจริงตามนั้น แต่โลกทัศน์และคำตอบที่มีแบบเดียวและตัดตัวแปรอื่น ๆ ไป ก็ทำให้เราเสียโอกาสในการสัมผัสดินไปอย่างน่าเสียดาย ในยุคที่รองเท้ากลายเป็นสัญลักษณ์ของความมีอารยะ และพัฒนาจนกลายเป็นสินค้าที่บอกความชื่นชอบและไลฟ์สไตล์ ทำให้เราเดินได้สะดวกขึ้น สบาย และมั่นใจขึ้น การเดินเท้าเปล่าในที่สาธารณะจึงอาจถูกมองว่าเป็นเรื่องไม่ปกติ ยิ่งถ้าเป็นการเดินเท้าเปล่าในวิถีชีวิตจริง ๆ ที่ไม่ใช่กิจกรรมการบำบัดในสถานที่เฉพาะ คนเดินเท้าเปล่าคนนั้นก็อาจถูกเข้าใจผิด คิดว่าเป็นฮิปปี้หรือไม่ก็นักแสวงบุญ

สภาพแวดล้อมในการอยู่อาศัยหรือพื้นที่ไว้ใช้เหยียบย่าง ไม่ว่าจะถนน ทางเดินทั้งภายในและภายนอกอาคาร จึงออกแบบแบบเหมารวมจากฐานคิดการใช้งานแบบล้อและพื้นยางพาราแทนฝ่าเท้าที่มีความรู้สึก การกลับมาเดินเท้าเปล่าของเราในบางโอกาส เพื่อให้ร่างกายได้ Grounding และได้รับการฟื้นฟูจากยาของโลกนั้น จึงต้องอาศัยความเข้าใจของเรา รวมทั้งสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรและปลอดภัยกับการเดินด้วยเท้าที่เปล่าเปลือย

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

องค์ประกอบเล็ก ๆ น้อย ๆ ในบ้านที่ชวนให้เรา Grounding

บ้านเรือนของผู้คนในอดีตโดยเฉพาะในเขตร้อน มักออกแบบให้มีลานดินรอบ ๆ บ้านเสมอ ลานที่เอาไว้ตากผลผลิตและทำกิจกรรมอเนกประสงค์ ลานที่ทำให้อากาศเย็นไหลผ่าน ให้บ้านได้หายใจไปพร้อมกับโลก และลานนี้บางครั้งก็จะไหลเลื้อยเข้าไปในพื้นที่สีเทา ๆ ของเงาจากชายคา เพื่อเชื่อมโยงความรู้สึกภายในอาคารกับสภาพแวดล้อมภายนอก บ้านในลักษณะนี้จึงมักมีบรรยากาศชวนให้เราอยากถอดรองเท้าเวลาเดินรอบบ้าน เพราะรู้สึกว่าพื้นที่รอบบ้านนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่เชื่อมต่อออกมาจากภายใน ยิ่งถ้าลานดินหรือลานทรายนั้นถูกกวาดให้สะอาดเนี้ยบ เราก็แทบอยากจะนั่งลงไปบนพื้นได้เลยโดยไม่ต้องกลัวเปื้อน

ครั้งหนึ่งผมมีโอกาสไปเยี่ยมหมู่บ้านพื้นถิ่นบนเกาะสมุย ลานรอบบ้านไม้ยกใต้ถุนเป็นทรายละเอียดขาว ได้เห็นยายนั่งบนก้อมไม้เล็ก ๆ กลางลาน เก็บหินหรือกรวดก้อนใหญ่ ๆ ลงถังสังกะสี เพื่อให้ลานแดดที่มีเงาทางมะพร้าวที่ปลิวไหวเดินสบายเท้า ลานทรายรอบบ้านจึงกลายเป็นพื้นที่ที่รื่นรมย์ พาผู้คนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้าน 

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

บ้านเรือนในหลายภูมิภาคที่ผมได้มีโอกาสไปเห็นก็มีโลกทัศน์ในลักษณะคล้าย ๆ กัน บ้านพื้นถิ่นของชาวอินเดียตั้งแต่ติ่งปลายสุดของแหลมกัลยากุมารี (Kanyakumari) ในมหาสมุทรอินเดียไปจรดเชิงเขาหิมาลัย ลานดินในบ้านมักฉาบไล้ด้วยขี้วัว เพื่อให้เมือกในกระเพาะวัวเคลือบพื้นคอร์ตกลางบ้านให้สะอาดและไม่มีฝุ่นติดเท้า และทุกเช้าผู้หญิงในบ้านจะเอาแป้งข้าวมาวาดลานดินหน้าประตูบ้าน ให้เป็นลวดลายเรขาคณิตที่ดูซับซ้อนแต่ทว่าเรียบง่ายสวยงาม เรียกว่า รังโกลี (Rangoli) หรือ โกลัม (Kolam) เพื่อเชื้อเชิญสิ่งดีงามเข้ามาในบ้าน และแป้งข้าวเหล่านี้ก็จะกลายเป็นอาหารให้มด แมลง หรือกระรอก ที่อยู่บริเวณนั้น 

พิธีกรรมในชีวิตเหล่านี้ไม่ต่างจากชาวบาหลี ที่เก็บดอกไม้หลากสีใส่ถาดใบตองมาวางไว้ตรงทางเข้าคอร์ตกลางบ้าน เพื่อทำให้พื้นที่ภายในลานบ้านที่ต้องเดินเท้าเปล่าสะอาดและศักดิ์สิทธิ์ สิ่งเหล่านี้ยังมีให้เห็นในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่โลกทัศน์ของคนยังเป็นไม่ได้ถูกตัดขาดจากธรรมชาติและสิ่งสูงสุด ความละเอียดประณีตแบบนี้ที่ทำให้คนเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ผ่านวัตรปฏิบัติอันเรียบง่ายโดยไม่ต้องมีราคาค่างวดใด ๆ และไม่ใช่กิจกรรมพิเศษที่แยกขาดจากทุกวันของชีวิต

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

ผู้คนในสมัยก่อนมักถอดรองเท้าเสมอ เวลาเข้าไปในสถานที่ที่ตนเองรู้สึกว่าศักดิ์สิทธิ์ สถานที่ที่ทำให้จิตใจสงบรำงับ หรือถูกยกระดับให้สูงขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเอง ในแง่ของการรับรู้ทางจิตใจ การได้เดินถอดรองเท้าทำให้เราเดินช้าลง มีสติกลับมาอยู่กับตัวเองมากขึ้น และสัมผัสสิ่งต่าง ๆ ได้ละเอียดมากขึ้น สิ่งมีชีวิตน้อยใหญ่ในพื้นที่ปกติเราไม่เคยสังเกตเห็น ความรู้สึกร้อนเย็น พื้นผิวของสิ่งที่เราเหยียบย่ำและสัมผัสนั้นล้วนแตกต่างกัน ไม่เหมือนกับเวลาใส่รองเท้าที่มีวัสดุสังเคราะห์คั่นกลางระหว่างเรากับโลก ทุกสัมผัสของก้าวย่างนั้นให้รู้สึกแทบไม่ต่างกัน รองเท้าทำให้เราเดินและวิ่งได้เร็วด้วยความมั่นใจ โดยแทบไม่รู้สึกว่าการมุ่งไปข้างหน้าของเรามีอะไรโอบอุ้มชีวิตอยู่ 

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

การได้กลับมาเดินเท้าเปล่าบนผืนโลกที่เราอยู่บ้าง ทำให้เกิดความรู้สึกว่าโลกธรรมชาติรอบตัวนั้นเป็นที่ที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์และมีชีวิต และหากโลกรอบ ๆ ตัวเราไม่สวยงามอลังการ เช่น โบสถ์เก่าแก่หรือวิหารอันศักดิ์สิทธิ์ ก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะช่วยกันเปลี่ยนแปลงพื้นที่เหล่านั้นให้งดงาม สะอาด และสวยงามขึ้น เพื่อให้เราได้รู้สึกกลับมาเชื่อมโยงกับโลกตรงนั้น โลกที่มีความรู้สึกและปัญญารับรู้ไม่ต่างจากเรา

น่าจะดีไม่น้อยเลยนะ ถ้าเราจะค่อย ๆ ปรับสภาพแวดล้อมรอบบ้านของเรา ที่ทำงาน หรือรวมทั้งเมืองของเรา ให้เอื้อกับการเดินเท้าเปล่าเพื่อต่อสายดินกับผืนโลก เราอาจจะเว้นที่ว่างรอบบ้านให้เป็นลานดินที่ไม่ต้องปูทับด้วยคอนกรีตทั้งหมด มีแปลงดอกไม้หรือพืชผักเพื่อให้มือของเราได้จับดินผ่านการทำสวน มีลานทรายลานดินให้ลูก ๆ ได้เล่น เพื่อให้เขาเติบโตมาแบบไม่คิดว่าดินเป็นสิ่งสกปรกและน่ารังเกียจ มีสนามหญ้านุ่ม ๆ เอาไว้ให้ครอบครัวได้ออกมานอนปูเสื่อนออกบ้าน เพื่อเพิ่มเวลาคุณภาพในการอยู่ด้วยกัน แทนเวลาที่เราใช้กับหน้าจอที่แผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เราอาจจะมีก๊อกน้ำหรือโอ่งน้ำเล็ก ๆ ใกล้ทางเข้าบ้านเพื่อล้างเท้าและมือให้สะอาดก่อนเข้าบ้าน 

ในเชิงการออกแบบสถาปัตยกรรม พื้นที่ระหว่างภายในและภายนอกบ้านนั้นสำคัญมาก ถ้าบ้านของเรามีพื้นที่แบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นระเบียง คอร์ตกลางบ้าน หรือชานแดด คุณภาพของที่ว่างในพื้นที่แบบนี้ จะเอื้อให้เราได้หยุดและช้าลง เพื่อที่เราจะค่อย ๆ พาตัวเองให้เชื่อมโยงกับพื้นที่ภายนอก มากกว่าการอยู่แต่ภายในบ้านโดยไม่เชื่อมโยงกับสิ่งใด

ครั้งสุดท้ายที่เราได้เดินเท้าเปล่าเปลือยบนพื้นดิน นองกลิ้งบนพื้นหญ้า หนุนรากไม้มองดูท้องฟ้าปล่อยความคิดไปเรื่อยเปื่อยแบบไม่ต้องมีแผนการ นี่มันเมื่อไหร่กันนะ

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

Writer & Photographer

ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร

สถาปนิกผู้ก่อตั้งใจบ้านสตูดิโอและคุณพ่อลูกหนึ่ง ที่สนใจงานฟื้นฟูธรรมชาติผ่านงานออกแบบ กำลังหัดเขียนสื่อสารเรื่องราวการเรียนรู้จากธรรมชาติ และประสบการณ์ rewilding

Rewilding 101

ออกเดินทางไปสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างเรากับโลกธรรมชาติรอบตัวผ่านเรื่องราวของการฟื้นคืนธรรมชาติ ...

สำหรับใครบางคน ฤดูฝนอาจเป็นฤดูกาลที่ไม่ค่อยสะดวกสบาย รถติด น้ำขัง เสื้อผ้าอับชื้นไม่หอมแดด แต่สำหรับผู้คนและชุมชนเกษตรกรรมที่พึ่งพิงและดื่มกินน้ำจากสายฝน ฤดูฝนคือฤดูกาลของชีวิต ผืนดินและป่าตื่นจากหลับ กลิ่นหอมดินจากฝนแรกให้สัญญาณชีวิตกับกบเขียดในทุ่ง ปลามุดโคลนเพื่อว่ายหาน้ำใหม่ เห็ดหน่อโผล่พ้นดินที่หอมชื้นจากความตายของใบไม้ที่ถมทับในฤดูร้อน ผู้คนต่างมุ่งหน้าสู่ป่า นา หนอง ไม่ใช่เพื่อแค่หาอาหาร แต่เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมและฤดูกาลหนึ่งของชีวิต 

ชีวิตที่ความมีชีวิตหนึ่ง ๆ เชื่อมโยงกับชีวิตอื่น ๆ นับร้อยพัน ผ่านโยงใยของข้าวปลาอาหาร ความรื่นเริงสามัญของชีวิต และความเชื่อที่ไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบาย เพื่อเปลี่ยนความรู้สำคัญภายในให้กลายเป็นความคิดเชิงเหตุผลที่เรียบแบน

ฤดูฝนปีนี้ ผมอยากพาผู้อ่านเดินเลาะทุ่งนา ป่าหอ กระโดดข้ามลำเหมือง ขึ้นไปยังป่าขุนห้วย แวะพูดคุยกับผู้คน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ของตำบลแม่ทา อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเรียนรู้ให้รู้สึกถึงสายใยที่มองไม่เห็น ของสิ่งที่เรียกว่า ‘ผี’ ที่คนแม่ทาใช้ถักทอชุมชนตนเองเข้ากับผืนดินผืนป่า ป่าต้นธารที่น้ำหนึ่งหยดจากขุนห้วยแม่ทาจะกลายเป็นทะเลและมหาสมุทรที่ปลายน้ำ เมื่อเชื่อมโยงเข้ากับแม่น้ำสายอื่น ๆ

เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'

ฤดูกาลของผี

สำหรับผู้คนภาคเหนือ เดือน 9 ตามปฏิทินล้านนา (ถ้านับแบบสากลน่าจะอยู่ในช่วงเดือนมิถุนายน ต้นฤดูฝน) เป็นเดือนที่เรามีพิธีกรรมเกี่ยวข้องกับผีในหลากหลายระดับ ตั้งแต่ระดับภูมิทัศน์ เมือง หมู่บ้าน จนถึงผีบรรพบุรุษในครอบครัวของเรา

อย่างผีอารักษ์เมืองเชียงใหม่ที่มีหอผีอยู่ที่แจ่งศรีภูมิ ผีที่ดูแลดงดอยและนำพาความเป็นอยู่ที่ดีมาให้ เจ้าปู่กำแพงดินซึ่งเป็นผีที่ชาวชุมชนริมคลองแม่ข่ากลางเมืองเชียงใหม่นับถือ รวมทั้งผีปู่ย่าที่ดูแลคนในสายตระกูล และผีขุนน้ำของคนแม่ทาที่เรากำลังจะพูดถึง

พิธีกรรมเลี้ยงผีเพื่อบูชาเซ่นไหว้จะเกิดขึ้นในช่วงเดือนนี้ หากหลับตาย้อนกลับไปยังอดีต ก่อนที่ถิ่นฐานบ้านเมืองของเราจะพัฒนาและมาไกลขนาดนี้ ต้องนับว่าผีและจิตวิญญาณในธรรมชาติล้วนแล้วแต่มีอิทธิพลกำกับความคิด จิตใจ และความสัมพันธ์ของเราในการดูแลและจัดการสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ทั้งในเชิงกายภาพและมิติทางสังคม ภูมิทัศน์ในชนบทที่เราเห็นล้วนแล้วแต่เป็นผลงานของผู้คนและผี

หากลองหลับตาอีกครั้ง เพื่อเร่งเวลานับจากนี้ไปสู่อนาคตอีกสิบปี ร้อยปี สภาพธรรมชาติ แผ่นดินและนาผืนกระจกที่สะท้อนน้ำฟ้าให้เป็นน้ำในดิน รวมถึงที่อยู่อาศัยของเราจะเป็นอย่างไรบ้างนะ ผีจะยังมีบทบาทอยู่ไหมในการสร้างสมดุลระหว่างผืนดิน ฤดูกาลในธรรมชาติและความต้องการอันไม่สิ้นสุดของมนุษย์

เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'

ปีนี้ก็เช่นกันกับปีก่อน ๆ ที่คนตำบลแม่ทาทั้ง 7 หมู่บ้าน ต่างก็เลี้ยงผีขุนน้ำในป่าขุนห้วยที่แต่ละหมู่บ้านใช้ร่วมกัน สำหรับบ้านป่านอต ที่กินน้ำร่วมกันจากห้วยปงกา ปีนี้อาจจะแตกต่างไปจากปีก่อน ๆ ที่สมาชิกส่วนใหญ่ซึ่งเข้ามามีบทบาทในการจัดงานเป็นคนรุ่นใหม่ หมูดำอ้วนพีถูกอุ้มใส่ในรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างเพื่อเป็นของเซ่นไหว้ พี่น้องหลายคนอยู่ในชุดทะมัดทะแมง ตัดหญ้า เตรียมสถานที่ ซ่อมศาลเก่าที่ใช้เมื่อปีก่อนให้มีสภาพแข็งแรงขึ้น

พ่อเฒ่า 2 – 3 คนช่วยกันเตรียมขันไหว้บอกเจ้าที่อย่างสงบ รอพระสงฆ์ในหมู่บ้านมาสวดเป็นประธานให้ ลุง ๆ ผู้มีประสบการณ์ช่วยกันล้มหมูดำตัวนั้นข้างอ่างเก็บน้ำ ในขณะที่พี่ผู้หญิงช่วยกันตั้งหม้อก่อไฟ ทำความสะอาดเครื่องในและเนื้อหมูดำตัวนั้น ให้เป็นแกงอ่อมและลาบเพื่อไหว้บูชาผีขุนน้ำ โดยมีสายตาของเด็ก ๆ ร่วมรับรู้ในพิธีกรรม เพื่อรอวันข้างหน้าที่เขาจะมีหน้าที่มากกว่าวันนี้

เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'
เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'

ป่าต้นน้ำที่นี่สมบูรณ์ขึ้นทุกปีตั้งแต่หมดยุคสัมปทานไม้สัก น้ำเต็มอ่างเก็บน้ำจนไหลล้นลงทางน้ำล้น แล้วไหลไปตามลำเหมือง แบ่งเข้าแปลงนาที่อยู่ล่างป่าขุนน้ำผ่านลำเหมืองและฝาย นาที่ลดหลั่นเป็นขั้นบันไดในหุบที่เราเห็น ล้วนเชื่อมโยงกับป่าต้นน้ำที่ใดสักแห่ง

สำหรับคนที่นี่ การได้มาอยู่ร่วมกันและเป็นส่วนหนึ่งของพิธีเลี้ยงผีขุนน้ำ มีความสัมพันธ์หลากมิติที่ซ้อนกันอยู่ในช่วงเวลานี้ การเปลี่ยนแปลงบทบาทของคนจากรุ่นหนึ่งถ่ายทอดไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง การได้มาเห็นพื้นที่ต้นธารของชีวิตร่วมกัน รักษาแนวกันไฟด้วยกัน คุยกันสัพเพเหระแบบไม่ต้องมีวาระ แต่มีเรื่องสำคัญของทุกคนอยู่ในนั้น อย่างเรื่องการแบ่งน้ำเข้านาของแต่ละพื้นที่หรือลำดับก่อนหลัง หรือการได้ล้อมวงกินข้าวด้วยกันในวันอันศักดิ์สิทธิ์

เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'
เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'

มองจากสายตาคนนอกอย่างเรา ช่วยทำให้คำพูดของอ้ายสมพรที่เราเจอที่ป่าหอ บอกกับเราว่า 

“เฮากิ๋นน้ำห้วยเดียวกัน ก่อเป๋นคนบ้านเดี๋ยวกั๋น มีอะหยังก็ต้องอู้จ๋ากัน จ่วยกั๋น” (เราดื่มกินน้ำจากลำห้วยเส้นเดียวกัน เราจึงถือว่าเราเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน มีอะไรก็พูดคุยกัน ช่วยเหลือกัน) 

นั่นชัดเจนในความรู้สึกว่า สิ่งที่เรียกว่า ‘ผี’ ที่เป็นจิตวิญญาณในธรรมชาติ ไม่ได้ทำให้เราเพียงหวาดกลัว แต่ช่วยสร้างสำนึกบางอย่างที่ทำให้เราเป็นส่วนหนึ่งของชิ้นส่วนที่ใหญ่กว่าตัวเรา และชิ้นส่วนเล็ก ๆ นั้นจะมีความหมายร่วม เมื่อถูกนำมาประกอบกันด้วยความสัมพันธ์และสำนึกร่วมลักษณะนี้

เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'

ผีที่มีในคนและคนที่เป็นส่วนหนึ่งของผี

พ่อหลวงเจ๋ง (ศิลป์ชัย นามจันทร์) ผู้ใหญ่บ้านหนุ่มรุ่นใหม่ เล่าให้เราฟังว่านอกจากการเลี้ยงผีขุนน้ำแล้ว ปีนี้ชาวบ้านบ้านป่านอต ยังเอากล้าไผ่ไปปลูกไว้ตรงแนวชายป่าระหว่างป่าชุมชนกับป่าอนุรักษ์ของตำบลอีกด้วย เพราะไผ่เป็นทั้งอาหารและแนวกันไฟที่ดี การที่คนในชุมชนได้ไปเห็นต้นสักอายุหลายปีที่ช่วยกันปลูกไว้เมื่อหลายปีก่อน และกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของป่าใหญ่เพื่อรักษาขุนห้วยที่ทุกบ้านดื่มกินร่วมกัน สิ่งนี้อาจจะเป็นการทำบุญที่ไม่ต้องรอชาติหน้า แต่เป็นการกระทำร่วมกันที่เห็นผลชาตินี้ เหมือนอย่างน้ำที่ไหลเข้าระบบประปาภูเขาของหมู่บ้านวันนี้ ก็เพราะคนรุ่นพ่อของเขารักษาป่าขุนห้วยมาตั้งแต่ปิดสัมปทานป่า

เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'

ผมชอบตอนหนึ่งที่พ่อหลวงแลกเปลี่ยนความเชื่อเรื่องการเลี้ยงผีกับคนนอกอย่างเรา

“สำหรับผม ผมเชื่อว่ามีผีจริง ๆ อย่างการเลี้ยงผี เราอาจจะอธิบายว่ามันเป็นกุศโลบายในการสร้างการจัดการดูแลป่า เหมืองฝาย หรืออะไรก็ตาม ตามอย่างนักวิชาการอธิบาย แต่ถ้าถามคนที่นี่ คนรุ่นพ่อผม แม่ผม มันมีจริง ๆ นะ และตอนนี้ผมเชื่ออย่างนั้น ตอนเด็ก ๆ เราอาจจะไม่รู้สึกมาก แต่เมื่อถึงเวลาที่เราต้องเผชิญกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เราต้องการความรู้จากรุ่นพ่อเรา ปู่ย่าตายายเรา เราจะรู้ได้เอง”

เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'

ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของ เดวิด อับราม (David Abram) ในหนังสือ The Spell of the Sensuous: Perception and Language in a More-Than-Human World ที่บอกว่าเราต่างมีสัมผัสในระดับจิตวิญญาณที่ใช้สื่อสารกับสิ่งต่าง ๆ ได้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ สัตว์ หรือโลกทางวิญญาณที่ไม่ปรากฏ แต่วัฒนธรรมใหม่ที่เราใช้ภาษาเขียนในการสื่อสาร และสารที่ผลิตจากการเขียนและเรียบเรียงผ่านภาษา ทำให้การสื่อสารจากการสัมผัสโดยตรงบิดเบือนไป

คำพูดของพ่อหลวงเจ๋ง ยังคล้ายเรื่องเล่าของ โรเบิร์ต วูลฟฟ์ (Robert Wolff) ในหนังสือเรื่อง Original Wisdom : Stories of An Ancient Way of Knowing มาก ๆ เพราะประสบการณ์ของพ่อหลวงเจ๋งไม่ต่างอะไรเลยจากชาวพื้นเมืองรุ่นใหม่ทั่วโลก ที่กำลังเผชิญกับความท้าทายในการส่งผ่านความรู้ภายใน Inner Wisdom จากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง ไม่ได้เป็นการเรียนรู้ในห้องเรียนที่เปลี่ยนความรู้ให้กลายเป็นข้อมูล และเชื่อว่าข้อมูลนั้นคือความรู้ที่ผลิตซ้ำและส่งต่อได้ผ่านการอ่านและเขียน อย่างความรู้เรื่องการหายาสมุนไพรในป่า การหาทิศผ่านดวงดาวและกระแสลมของชาวโพลินีเซียนเวลาออกทะเล

ในบันทึกที่ว่าด้วยการเข้าถึงความรู้ภายในของชาว Sng’oi ชนเผ่าพื้นเมืองในป่าของเมเลย์ ของ โรเบิร์ต วูลฟฟ์ ทำให้เราเห็นว่า โลกทัศน์ของสิ่งที่เรียกว่าการพัฒนาในแบบที่เป็นอยู่นั้น ทำให้เราสูญเสียความรู้สำคัญในการสื่อสารกับโลกไปมากแค่ไหน และทางเดียวที่จะกลับไปฟื้นคืนความรู้เหล่านั้นขึ้นมาได้ใหม่ คือการไปร่วมมีประสบการณ์จริง ๆ กับสิ่งนั้น โดยไม่แยกตัวตนของเรากับสิ่งที่เราร่วมเรียนรู้

เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'

ทุ่งนา – ป่า – ฝน จิตวิญญาณที่ปรากฏรูป

หลังฝนตกห่าใหญ่ติดกันหลายวันหลังพิธีเลี้ยงผีขุนน้ำ ชาวบ้านไถนาเตรียมเอาน้ำเข้านาของตัวเอง นาแปลงที่ได้น้ำก่อนเริ่มหว่านกล้าข้าวขึ้นเป็นแปลงเขียว มีหุ่นไล่กาแกว่งแขนไหวไปมาตามสายลม บางแปลงเริ่มดำนาแล้ว ด้วยแรงกำลังของผู้คนที่ผลัดเปลี่ยนเอาแรงช่วยกัน บางแปลงเลือกที่จะหว่านหรือใช้เครื่องพ่นเมล็ดข้าวเพื่อประหยัดแรงงานในการดำนา เพราะขาดแรงงานจากคนรุ่นใหม่เข้ามาช่วยซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของปัจจุบัน สภาพของคันนาและความประณีตบรรจงของนาหลายแปลงที่นี่บอกอะไรได้มากมาย นาที่ยังมีปู มีปลา มีกบเขียดตัวเล็ก ๆ ทำให้เราเห็นถึงความวิริยะและกำลังกายของผู้เป็นเจ้าของนาผืนนั้น ต่างจากคันนาที่มีรอยไหม้จากการใช้ยาฆ่าหญ้า ทำให้นาไร้เสียงเขียด ทำให้ปูนานอนตายหงายกระดอง เพราะขาดแรงงานในการดูแลหญ้าในนาข้าว

กลุ่มเกษตรอินทรีย์แม่ทา เชียงใหม่ พาเดินป่าหน้าฝน ตามหาจิตวิญญาณของผู้คนที่ดื่มกินแม่น้ำสายเดียวกัน
กลุ่มเกษตรอินทรีย์แม่ทา เชียงใหม่ พาเดินป่าหน้าฝน ตามหาจิตวิญญาณของผู้คนที่ดื่มกินแม่น้ำสายเดียวกัน

นาของครอบครัว พรานต๋อง (สาคร สุทธนิล) พรานหนุ่มของแม่ทาที่ทำนาริมห้วยแม่ปงกา น่าจะเป็นตัวอย่างของนาในอุดมคติ นาอินทรีย์ที่มีวิถีใกล้เคียงกับสมัยบุพกาล แม้จะใช้เครื่องมือสมัยใหญ่อย่างเครื่องตัดหญ้าและรถไถนาขนาดเล็กมาทุ่นแรง แต่สายสัมพันธ์ระหว่างป่า นา ห้วย และชีวิตของผู้ลงแรงดูแลที่ดินผืนนี้ ล้วนสอดประสานกันเป็นหนึ่งเดียว

นาที่ดื่มกินน้ำและธาตุอาหารจากป่าขุนน้ำ น้ำที่ไหลผ่านเหมืองฝายที่ผู้คนกินน้ำจากห้วยเดียวกันช่วยกันดูแล ลำเหมืองดินแข็งแรงและสะอาดใส บอกถึงได้ความใส่ใจของผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าที่รักษาโครงสร้างนี้ไว้ โครงสร้างทางสังคมที่มีจิตวิญญาณช่วยโอบอุ้มผู้คนในการดูแลเหมืองฝาย โครงสร้างทางภูมิทัศน์ที่ออกแบบสลักเสลาด้วยน้ำและจอบไถ

เราเห็นแมงอีนิ่วหรือตัวอ่อนของแมลงปอในนาข้าวและลูกอ๊อด กำลังจะกลายมาเป็นอาหารเที่ยงซึ่งครอบครัวกินร่วมกันในห้างนา เราเห็นและรู้สึกถึงการเฉลิมฉลองที่เรียบง่ายของชีวิตในฤดูฝน แรงกายที่ได้จากข้าวปลาอาหารหล่อเลี้ยงชีวิต ที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งในการกลับไปดูแลภูมิทัศน์ด้วยโลกทัศน์ ของเรื่องเล่าและตำนาน บนระบบโครงสร้างสังคมที่ยังคงงดงาม แต่ทว่าท้าทายจากแรงผลักของระบบเศรษฐกิจใหม่

กลุ่มเกษตรอินทรีย์แม่ทา เชียงใหม่ พาเดินป่าหน้าฝน ตามหาจิตวิญญาณของผู้คนที่ดื่มกินแม่น้ำสายเดียวกัน
กลุ่มเกษตรอินทรีย์แม่ทา เชียงใหม่ พาเดินป่าหน้าฝน ตามหาจิตวิญญาณของผู้คนที่ดื่มกินแม่น้ำสายเดียวกัน

ดอกเอื้องหมายนายังคงบานอยู่ข้างลำห้วย มองจากตรงนี้ไปยังดอยรอบหุบแม่ทานี้ ดอกตะแบกป่าบานสะพรั่งขึ้นแซมช่อดอกสักตรงเชิงเขา นับจากนี้อีก 3 – 4 เดือน ที่แห่งนี้ยังน่าจะมีฝน วัวที่ถูกต้อนขึ้นไปอยู่ในห้วยลึก จะกลับลงมาอีกครั้งหลังเกี่ยวข้าวเสร็จ เพื่อจะทำหน้าที่ของมันอีกรอบ และถ่ายทอดประสบการณ์ที่มันเรียนรู้ผ่านฤดูกาลให้กับลูกของมัน ไม่ต่างจากผู้คนที่นี่

บ้านที่ใหญ่และสว่างเกินไป

วันที่พวกเราเดินขึ้นเขาเข้าไปในห้วยแม่แทนบนอ่างเก็บน้ำแม่บอนด้วยกัน เพื่อหวังจะไปดูตาน้ำเล็ก ๆ ที่กลายเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่เลี้ยงคนครึ่งตำบล ในวันฝนตกป่ายิ่งลึกนั้นยิ่งมืด รากไม้หงิกงอและหินผาในหุบห้วยดูราวภูตพรายที่มีชีวิต

การได้เดินเข้าไปในป่าฤดูฝน ทำให้เราเห็นและรู้สึกถึงอีกด้านหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า ‘ธรรมชาติ’ ธรรมชาติที่มีผี ธรรมชาติที่ไม่ได้ถูกลดทอนดัดแปลงให้มนุษย์พอใจในความงดงามและน่ารัก การได้เดินออกมาจากที่สว่าง ชัดเจน เข้าไปสู่ความมืดของราวป่าในช่วงเวลาสั้น แม้จะเทียบไม่ได้กับคนท้องถิ่นที่เข้าป่าไปเพื่อเลี้ยงชีพหาอยู่หากิน ก็ช่วยทำให้เรารู้สึกถึงเค้าร่างของปัญญาอีกด้านหนึ่งที่เมืองของเราได้สูญเสียมันไปแล้ว

อาจเป็นเพราะเราอยู่ในที่ที่สว่างเกินไป ชีวิตของเราจึงปราศจากความมืดและเชื่อมโยงกับความศักดิ์สิทธิ์ เราจึงมั่นใจในตัวเองเกินไป ว่าปัญญาที่เรามีควบคุมสิ่งต่าง ๆ ได้ ผ่านการคิดและการจัดการสมัยใหม่ เราแทบไม่รู้สึกสงสัยเลยว่าน้ำที่ใช้ดื่มกินนั้นมาจากไหน เราดื่มกินแม่น้ำร่วมกันกับใครบ้าง เพราะทุก ๆ วันน้ำก็ยังไหล ไฟก็ยังคงสว่าง และถ้ามีสักวันที่มันจะไม่ไหล ก็เป็นหน้าที่ของใครสักคนที่ไม่เกี่ยวกับเราที่มีหน้าที่ต้องดูแล

เราไม่จำเป็นต้องคุยกับใคร เพราะในเมืองที่เราอยู่ สิ่งต่าง ๆ แบ่งขาดออกจากกันอย่างชัดเจนด้วยสิทธิ หน้าที่ และกฎหมาย ไม่มีอะไรเป็นทรัพย์สินสาธารณะร่วมที่เราต้องช่วยกันดูแล แบ่งปันกันใช้ ชีวิตเราจึงเงียบสงบ แต่ทว่าอาจจะเรียบแบน เพราะไร้ซึ่งความสัมพันธ์ใด ๆ กับสิ่งที่มีชีวิตและไร้ชีวิต

กลุ่มเกษตรอินทรีย์แม่ทา เชียงใหม่ พาเดินป่าหน้าฝน ตามหาจิตวิญญาณของผู้คนที่ดื่มกินแม่น้ำสายเดียวกัน
กลุ่มเกษตรอินทรีย์แม่ทา เชียงใหม่ พาเดินป่าหน้าฝน ตามหาจิตวิญญาณของผู้คนที่ดื่มกินแม่น้ำสายเดียวกัน
กลุ่มเกษตรอินทรีย์แม่ทา เชียงใหม่ พาเดินป่าหน้าฝน ตามหาจิตวิญญาณของผู้คนที่ดื่มกินแม่น้ำสายเดียวกัน

อั๋น-อภิศักดิ์ กำเพ็ญ เกษตรกรหนุ่มสมาชิกกลุ่ม Maetha Organic เล่าให้ฟังระหว่างที่เดินลัดนาไปยังป่าหอ หย่อมป่าศักดิ์สิทธิ์กลางทุ่งนา ที่มีศาลสถิตจิตวิญญาณของเจ้าอาจยาบอน ผีผู้ดูแลขุนห้วยแม่บอนร่วมกับหอผีอื่น ๆ ว่า

กลุ่มเกษตรอินทรีย์แม่ทา เชียงใหม่ พาเดินป่าหน้าฝน ตามหาจิตวิญญาณของผู้คนที่ดื่มกินแม่น้ำสายเดียวกัน
กลุ่มเกษตรอินทรีย์แม่ทา เชียงใหม่ พาเดินป่าหน้าฝน ตามหาจิตวิญญาณของผู้คนที่ดื่มกินแม่น้ำสายเดียวกัน

“เป็นไปไม่ได้เลย ถ้าครอบครัวหนึ่งจะทำนาของตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพิงกับใคร เพราะน้ำที่ไหลเข้านานั้นเชื่อมโยงถึงกันหมด และเราต้องช่วยกันพูดคุยวางแผนการจัดการแบ่งสรรปันน้ำ รวมทั้งแรงงานที่จะช่วยกัน”

ในโลกธรรมชาติที่สำนึกเรื่องการพึ่งพิงอาศัยซึ่งกันและกันนั้นสำคัญต่อการมีอยู่ของความเป็นทั้งหมด โจทย์ใหญ่ที่สำคัญในยุคสมัยของเรา คือเราจะสร้างเรื่องเล่าใหม่ ๆ ทางวัฒนธรรมได้อย่างไร วัฒนธรรมที่จะถักทอปัจเจกที่แตกสลายให้กลายเป็นข่ายโครงของระบบนิเวศใหม่ มีแบบแผนสอดคล้องกับโลกธรรมชาติได้อย่างกลมกลืนแนบสนิทมากกว่าเดิม

ข้อมูลเพิ่มเติม

หากใครสนใจเข้าไปเรียนรู้วิถีเกษตรกรรมอินทรีย์และการจัดการป่าโดยชุมชนของตำบลแม่ทา อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ติดต่อได้ที่เพจ Maetha Organic หรือ คุณอั๋น-อภิศักดิ์ กำเพ็ญ 08 7191 5595

Writer

ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร

สถาปนิกผู้ก่อตั้งใจบ้านสตูดิโอและคุณพ่อลูกหนึ่ง ที่สนใจงานฟื้นฟูธรรมชาติผ่านงานออกแบบ กำลังหัดเขียนสื่อสารเรื่องราวการเรียนรู้จากธรรมชาติ และประสบการณ์ rewilding

Photographers

เจษฎา เปี้ยทา

ช่างภาพหนุ่มอารมณ์ดีชาวเชียงใหม่ พูดไม่ค่อยเก่ง รักเสียงดนตรีเเละการท่องเที่ยว แถมยังหลงรักโกลเด้นรีทรีฟเวอร์เป็นที่สุด

โสภิดา จิตรจำนอง

นกอพยพจากชายฝั่งทะเลใต้ ผู้ปักหลักเป็นอินทีเรียอยู่เชียงใหม่ หลงใหลงานทำมือ รักการเดินป่า และมีสมุนเป็นแมวไทย 2 ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load