การทำงานเป็นอาสาสมัครในภูฏาน ท่ามกลางธรรมชาติอันงดงาม เหมือนจะเป็นงานในฝันของใครหลายคน รวมถึง จิ๊บ-มัชฌิมาพร ส่องแสง เธอตั้งใจไปภูฏานด้วยเหตุผลนี้ แต่พอไปทำงานจริง โชคชะตากลับพาให้เธอไปพบกับความท้าทายที่ไม่คาดฝัน คำว่างานในฝันของเธอจึงมีความหมายที่เปลี่ยนไป

จิ๊บเห็นประกาศรับอาสาสมัครไปทำงานในต่างประเทศ ภายใต้ ‘โครงการอาสาสมัครเพื่อนไทย (Friends From Thailand – FFT)’ ของกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) กระทรวงการต่างประเทศ จากโพสต์ในเฟซบุ๊กที่เพื่อนแชร์มา เธอส่งใบสมัครไปเมื่อ พ.ศ. 2559

ซึ่งเธอผ่านการคัดเลือก แต่ว่าในขณะนั้นยังไม่พร้อมที่จะเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ เธอจึงขอสละสิทธิ์ ด้วยความที่สนใจงานนี้จริงๆ เธอจึงติดตามโครงการเรื่อยมา จนกระทั่ง พ.ศ. 2562 โครงการเปิดรับอาสาสมัครตรงกับสาขาที่เธอเรียนจบมาพอดี เธอจึงรีบส่งใบสมัคร และผ่านการคัดเลือกได้เป็นอาสาสมัครในปีนั้น

อาสาสมัครสาวไทยกับงานด่านหน้าในแล็บตรวจโควิด-19 แห่งเดียวของภูฏาน

จิ๊บเรียนจบจากสาขาวิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เธอเป็นอาสาสมัครตำแหน่งนักเทคนิคห้องปฏิบัติการ (Laboratory Technologist) ที่กรุงทิมพู เมืองหลวงของภูฏาน ทำงานในแล็บของโครงการวิจัยสำรวจไข้หวัดใหญ่ทั่วประเทศ ทำงานวิจัยร่วมกับองค์การอนามัยโลก (WHO) เกี่ยวกับโรคไข้หวัดใหญ่ในภูฏาน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวังและดูแลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากคนภูฏานที่ยังไม่ได้รับวัคซีน มีความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่ในอัตราที่สูงถึงร้อยละ 10 – 20 และภูฏานเพิ่งมีการฉีดวัคซีนป้องกันเมื่อ พ.ศ. 2562 ที่จิ๊บเดินทางไปนี่เอง

“เราเอาความรู้ที่เรียนมาไปสนับสนุนให้แล็บเขาแข็งแรงขึ้น เขาต้องการพัฒนาเทคโนโลยีในการตรวจ ต้องการความรู้ใหม่ๆ จิ๊บมองว่าเราไปทำงาน เราต้องทำให้ดีที่สุดไปเลย คนในแล็บเขาก็ไม่คิดว่าเราเป็นแค่อาสาสมัคร แต่เราเป็นหนึ่งในทีมของเขา” จิ๊บเล่าถึงโจทย์ที่เธอได้รับ

แต่เมื่อเข้าสู่ พ.ศ. 2563 ทั่วโลกล้วนได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ของโควิด-19 รวมถึงภูฏาน การทำงานในแล็บผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ของจิ๊บจึงเปลี่ยนไป

เธอกลายเป็นทีมด่านหน้าของภูฏานอย่างเต็มตัว

อาสาสมัครสาวไทยกับงานด่านหน้าในแล็บตรวจโควิด-19 แห่งเดียวของภูฏาน

ออกเดินทางสู่ภูฏาน

ก่อนที่จิ๊บจะออกเดินทาง เธอต้องไปเข้าค่ายอบรมเตรียมความพร้อม ซึ่งจัดโดย TICA และวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีรุ่นพี่อาสาสมัครตั้งแต่รุ่นแรกมาให้คำแนะนำ และแบ่งปันประสบการณ์อาสาสมัครที่หลากหลายอรรถรสให้ฟัง

ภาพที่เธอนึกในหัวตอนนั้นคือ “ภูฏานเป็นประเทศที่อยู่บนเทือกเขา โดยธรรมชาติของคนภูฏานจะทำงานช้าๆ สบายๆ ไม่รีบร้อน พี่ๆ บอกว่า วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ พวกพี่ว่างจนไม่รู้จะทำอะไรกันเลย ก็เอาโต๊ะไปนั่งจิบชากัน”

อาสาสมัครสาวไทยกับงานด่านหน้าในแล็บตรวจโควิด-19 แห่งเดียวของภูฏาน

หน้าที่หลักที่จิ๊บต้องทำคือ การเก็บตัวอย่างเพาะเลี้ยงเซลล์ไวรัสไข้หวัดใหญ่ เพื่อศึกษาวิจัยเพิ่มเติมที่กรมควบคุมโรคของภูฏาน ที่นั่นมีเครือข่ายโรงพยาบาลทั่วประเทศคอยเก็บตัวอย่างจากผู้ป่วยที่เข้าข่ายเป็นไข้หวัดใหญ่ แล้วก็ส่งตัวอย่างมาที่แล็บ เธอทดสอบตัวอย่าง สแกนหาไวรัสโดยนำเข้าไปในแล็บสกัด RNA แล้วใช้วิธีทางพันธุโมเลกุลวิทยาหรือ RT-PCR สแกนหาไวรัสไข้หวัดใหญ่ เมื่อพบเชื้อไข้หวัดใหญ่ ทางทีมก็มาสแกนอีกรอบว่า เป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ไหน

บางครั้งจิ๊บก็ลงพื้นที่โรงพยาบาลในต่างจังหวัด ให้ความรู้กับทีมเครือข่ายเรื่องการเก็บและส่งตัวอย่างให้แล็บ ข้อมูลจากการตรวจทั้งหมดจะถูกส่งรายเดือนให้องค์การอนามัยโลกและสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหารของไทย (สังกัดกรมการแพทย์ทหารบก) เพื่อขอทุนสำหรับทำวิจัยต่อไป

แต่เมื่อทำงานได้เพียง 4 เดือน การแพร่ระบาดครั้งใหญ่ของโควิด-19 ทำให้จิ๊บต้องย้ายจากแล็บไข้หวัดใหญ่ สู่แล็บด่านหน้าที่สำคัญที่สุดของประเทศทันที

อาสาสมัครสาวไทยกับงานด่านหน้าในแล็บตรวจโควิด-19 แห่งเดียวของภูฏาน

อาสาด่านหน้าโควิด-19

เมื่อเข้าสู่เดือนมกราคม พ.ศ. 2563 โควิด-19 เริ่มแพร่กระจายเป็นวงกว้างในหลายประเทศ TICA รีบติดต่ออาสาสมัครเพื่อนไทยในภูฏานให้กลับมาทันที เนื่องจากไม่มีใครคาดเดาสถานการณ์ได้ แต่ช่วงนั้นสถานการณ์ในภูฏานยังไม่รุนแรง ทุกคนจึงตัดสินใจอยู่ทำงานต่อ เพราะงานที่แต่ละคนรับผิดชอบเป็นประโยชน์อย่างมากกับชาวภูฏาน

ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เช่นนี้ ทาง TICA เป็นห่วงอาสาสมัครทุกคนมาก จึงประเมินผลกระทบของสถานการณ์ต่อสวัสดิภาพ จิตใจ และข้อจำกัดในการทำงานของอาสาสมัคร โดยขอให้สถานเอกอัครราชทูตไทยในประเทศที่ดูแลอาสาสมัครประเมินสถานการณ์ เพื่อประกอบการพิจารณาความจำเป็นในการส่งอาสาสมัครกลับประเทศไทย 

การทำงานที่ภูฏานนั้น สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงธากา เป็นผูู้ประเมิน ประกอบกับรัฐบาลภูฏานมีหนังสือขอให้อาสาสมัครอยู่ปฏิบัติงานต่อ โดยรัฐบาลภูฏานจะดูแลอาสาสมัครไทยเป็นอย่างดี ดังนั้น จิ๊บและเพื่อนอาสาสมัครไทยอีก 2 คนที่ปฏิบัติงานในกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นบุคลากรด่านหน้าที่มีส่วนสำคัญในการร่วมต่อสู้กับโรคระบาด จึงได้รับการอนุมัติจากทาง TICA ให้อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อ และถือเป็นอาสาสมัครเพื่อนไทยกลุ่มเดียวที่ไม่ได้เดินทางกลับประเทศเมื่อเกิดโควิด-19

“ที่แล็บรู้ตัวล่วงหน้าแล้วว่า ถ้าโควิด-19 เข้ามาในภูฏานเมื่อไหร่ พวกเราต้องรับบทหนักแน่นอน เพราะทั้งประเทศมีแค่แล็บเราแห่งเดียวที่ตรวจโควิดได้” จิ๊บเล่าถึงความท้าทายใหม่ที่ทำให้เธออยู่ต่อ

ระบบสาธารณสุขของภูฏานมีขนาดเล็ก ทั่วประเทศมีโรงพยาบาลใหญ่แค่ 3 แห่ง มีหมอประมาณ 370 คน จากประชากรกว่า 700,000 คน และที่สำคัญที่สุดคือ มีเครื่อง RT-PCR สำหรับใช้สแกนหาไวรัสเพียงที่เดียว คือที่ตึกที่จิ๊บทำงานอยู่นั่นเอง

สาธารณสุขภูฏานจัดทัพทีมแล็บโควิด (National Covid Testing Team) ใหม่ แบ่งเป็น 2 ทีม คือ ทีมตรวจและทีมข้อมูล จิ๊บได้อยู่ในทีมตรวจ เธอต้องนั่งทำงานในห้องแล็บตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึงเที่ยงคืนเกือบทุกวัน

โควิด-19 เคสแรกของภูฏานพบเมื่อประมาณต้นเดือนมีนาคม พ.ศ. 2563 เป็นนักท่องเที่ยวชาวอเมริกัน การตรวจครั้งแรกๆ ทุกคนกดดันมาก ทางรัฐบาลก็รอผลอย่างใจจดใจจ่อ เพราะต้องการผลตรวจไปประเมินสถานการณ์และวางแผนมาตรการในประเทศ

“ทุกคนรอสายจากหัวหน้าแล็บเราว่าสรุปเขาติดเชื้อหรือเปล่า ตอนนั้นปล่อยผลประมาณตีสี่ ยังไม่ได้นอน ทำงานกันหามรุ่งหามค่ำกันมาก”

อาสาสมัครสาวไทยกับงานด่านหน้าในแล็บตรวจโควิด-19 แห่งเดียวของภูฏาน
มัชฌิมาพร ส่องแสง อาสาสมัครเพื่อนไทย จากนักเทคนิคแล็บไวรัสไข้หวัดใหญ่ สู่ทีมด่านหน้าสู้โควิด-19 ของภูฏาน

เนื่องจากการระบาดของโควิด-19 จะเป็นเรื่องที่ใหม่มาก แต่ทีมบริหารก็จัดการระบบสาธารณสุขได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เธอไว้ใจได้ว่า ตัวเองจะอยู่ช่วยคนที่นั่นอย่างปลอดภัย และพวกเขาก็ช่วยเหลือเธอด้วยเช่นกัน

“เขารู้ตัวว่าระบบสาธารณสุขของเขาเล็ก ถ้าเกิดการระบาดหรือคนติดเชื้อเยอะขึ้นมา เอาไม่อยู่แน่นอน เครื่องช่วยหายใจไม่พอ บุคลากรทางการแพทย์ก็ไม่พอ กลยุทธ์หลักของรัฐบาลภูฏานในการสู้กับโควิดคือ กันไว้ตั้งแต่ต้นน้ำ ไม่ปล่อยให้หลุดเข้ามาแล้วจัดการทีหลัง” จิ๊บเล่านโยบายการจัดการในภาพรวมของประเทศ

ชายแดนทางตอนใต้ของภูฏานติดต่อกับอินเดีย ไม่มีด่านตรวจคนเข้า-ออกประเทศ ทุกคนจึงเดินข้ามไป-มาระหว่างประเทศได้อย่างง่ายดาย แต่ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 รัฐบาลจำเป็นต้องปิดพื้นที่ไว้ก่อน

นอกจากนี้ แต่ละเมืองตั้งคลินิกตามสถานที่สาธารณะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสนามกีฬา โรงเรียนใกล้โรงพยาบาล ให้ชาวภูฏานเข้าไปปรึกษาหมอ เพื่อประเมินอาการโดยไม่ต้องเข้าไปที่โรงพยาบาล ลดความแออัด คนที่จะเข้าไปในโรงพยาบาลต้องเป็นผู้ป่วยสีแดงเท่านั้น ส่วนผู้ป่วยสีเหลืองและสีเขียวจะมีโรงแรมหรือที่พักที่จัดหาให้โดยรัฐบาล

“จิ๊บคิดว่าเราอยู่ด่านหน้า เขาไม่ทิ้งเราแน่นอน แม้กระทั่งประชาชนที่เดินตามท้องถนน เขาก็ยังเข้าถึงการตรวจ เข้าถึงการรักษาได้ เราก็ต้องได้รับสิ่งนั้นแน่นอน ก็เลยมั่นใจในระดับหนึ่ง”

ชีวิตส่วนใหญ่ของจิ๊บจึงเป็นการทำงานอยู่ในแล็บ และทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะระยะแรกที่ยังไม่มีการจัดหาบุคลากรเพิ่มเติม ทีมของเธอมี 6 คน ต้องทำงานวันละ 16 – 18 ชั่วโมง ถือว่ายาวนานและหนักมาก

มัชฌิมาพร ส่องแสง อาสาสมัครเพื่อนไทย จากนักเทคนิคแล็บไวรัสไข้หวัดใหญ่ สู่ทีมด่านหน้าสู้โควิด-19 ของภูฏาน

ความเหนื่อยยากในแล็บตรวจ

เมื่อเวลาผ่านไป จิ๊บปฏิบัติภารกิจอาสาสมัครจนครบระยะเวลาตามสัญญา แต่ยังไม่มีทีท่าว่าสถานการณ์โควิด-19 จะคลี่คลายลง เธอจึงขอต่อสัญญาอีก 6 เดือน เพื่ออยู่ช่วยชาวภูฏานในช่วงเวลาที่ยากลำบาก และจัดการงานหลักที่ได้รับมอบหมายในตอนแรกให้เรียบร้อย

ปลาย พ.ศ. 2563 ภูฏานล็อกดาวน์รอบสอง ยาวนานถึง 45 วัน จิ๊บย้ายจากทีมตรวจหาเชื้อในแล็บ ไปทำงานทีมข้อมูล ที่เพิ่งเปลี่ยนระบบจากการบันทึกรายชื่อวันละพันกว่ารายชื่อด้วยปากกากระดาษ มาสู่การใช้แท็บเล็ต ทีมงานที่ไม่ชำนาญด้านเทคโนโลยีจึงต้องใช้เวลาเรียนรู้ระบบการทำงานรูปแบบใหม่อยูู่พักใหญ่

การทำงานในห้องแล็บยังคงดำเนินต่อไป ส่วนห้องแล็บอื่นๆ ในตึก ไม่ว่าจะเป็นห้องแล็บมาลาเรีย แล็บน้ำเหลือง แล็บภูมิคุ้มกันวิทยา ถูกเปลี่ยนเป็นห้องนอนให้ทีมงานได้พักผ่อน ทุกคนไม่ควรกลับบ้านเพราะมีความเสี่ยงที่จะนำเชื้อออกไปจากห้องแล็บ การใช้ชีวิตกินและนอนที่นั่นจึงเป็นทางเลือกที่รัดกุมมากกว่า พอตื่นขึ้นมาก็ทำงานต่อทันที นอนง่ายๆ กินง่ายๆ พร้อมทำงานตลอดเวลา จิ๊บเล่าว่า เธอได้กลับไปที่พักเพื่อไปหยิบข้าวของที่จำเป็นเพียงแค่ 2 ครั้งเท่านั้นในรอบ 45 วัน

“จิ๊บก็ไม่รู้ว่าตัวเองผ่านช่วงนั้นมาได้ยังไงเหมือนกัน มันเหนื่อยมากจริงๆ”

มัชฌิมาพร ส่องแสง อาสาสมัครเพื่อนไทย จากนักเทคนิคแล็บไวรัสไข้หวัดใหญ่ สู่ทีมด่านหน้าสู้โควิด-19 ของภูฏาน

กำลังใจระหว่างทาง

ถึงแม้การทำงานจะเหนื่อยยากแค่ไหน แต่จิ๊บไม่เคยรู้สึกโดดเดี่ยวเลยสักครั้ง ทุกคนรู้ว่าจิ๊บไม่คุ้นกับอาหารภูฏาน เมื่อทำงานอย่างหนักหน่วง น้ำหนักของเธอก็ลดลงถึง 6 กิโลกรัมในระยะเวลาสั้นๆ คนรอบข้างเลยช่วยดูแลเรื่องอาหารให้เธออย่างดี ราวกับเป็นสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว

“หลังกินข้าว เรามีช่วงเวลาพัก ห้านาที สิบนาที ทีมเราก็จะมานั่งคุยกัน หัวเราะกัน เล่นกีตาร์ ร้องเพลง เปิดเพลงเต้นกัน แล้วก็กลับเข้าไปทำแล็บต่อแบบนี้ทุกวัน เลยยังมีแรง มีกำลังใจทำต่อไป เรารู้สึกว่า เราไม่ได้สู้คนเดียว แต่สู้ไปด้วยกัน” จิ๊บเล่าถึงช่วงเวลาของความเหนื่อยยากด้วยรอยยิ้ม

มัชฌิมาพร ส่องแสง อาสาสมัครเพื่อนไทย จากนักเทคนิคแล็บไวรัสไข้หวัดใหญ่ สู่ทีมด่านหน้าสู้โควิด-19 ของภูฏาน

ช่วงที่จิ๊บทำงานในทีมข้อมูล เธอต้องพูดคุยกับคนหลายฝ่าย เธอไม่เคยเจอหน้าคนที่ต้องสื่อสารด้วยเลย โดยเฉพาะหมอบางคนที่อยู่ตามหน่วยเล็กๆ ในต่างจังหวัด แต่พอติดต่อกันทุกวัน ก็เริ่มสนิทกับหลายคน จนช่วงก่อนจิ๊บกลับไทยก็มีการนัดกินข้าวเลี้ยงส่งกัน

สิ่งที่จิ๊บประทับใจคือ ช่วงที่สถานการณ์โควิด-19 เริ่มดีขึ้น และเป็นช่วงที่จิ๊บใกล้จะกลับไทย เธอได้ไปพักผ่อนที่โรงแรมหนึ่ง เจ้าของโรงแรมจำได้ว่า เธอคืออาสาสมัครคนไทยที่มาช่วยภูฏาน เพราะได้อ่านบทสัมภาษณ์ของเธอในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในช่วงล็อกดาวน์ 45 วัน เจ้าของจึงขอตอบแทนเธอด้วยการไม่คิดค่าที่พัก 

และที่เธอรู้สึกภูมิใจอย่างมากคือ รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขภูฏาน ก็ให้จิ๊บกับเพื่อนๆ คนไทยเข้าไปพบเพื่อแสดงความขอบคุณ และมอบของขวัญให้พวกเราที่ช่วยอยู่ปฏิบัติงานมาตลอด ของขวัญที่ได้รับคือ กระเช้าที่บรรจุผลิตภัณฑ์ชุมชน ซึ่งเป็นผลผลิตจากโครงการ One Gewog One Product หรือ OGOP โครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่าง TICA กับสำนักงานโครงการสมเด็จพระราชินีเจตชุน เพมา วังชุก แห่งราชอาณาจักรภูฏาน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนของภูฏาน โดยนำประสบการณ์ของไทยที่พัฒนาสินค้า OTOP ไปประยุกต์ใช้ จนทำให้ภูฏานสามารถผลิตสินค้า OGOP จากชุมชนต่างๆ ได้มากกว่า 100 ชนิด และมีร้านค้าจำหน่ายสินค้า OGOP ในภูฏาน ถึง 3 แห่งด้วยกัน

มัชฌิมาพร ส่องแสง อาสาสมัครเพื่อนไทย จากนักเทคนิคแล็บไวรัสไข้หวัดใหญ่ สู่ทีมด่านหน้าสู้โควิด-19 ของภูฏาน
มัชฌิมาพร ส่องแสง อาสาสมัครเพื่อนไทย จากนักเทคนิคแล็บไวรัสไข้หวัดใหญ่ สู่ทีมด่านหน้าสู้โควิด-19 ของภูฏาน

บทเรียนจากห้องแล็บที่ภูฏาน

ระยะเวลา 18 เดือนของการเป็นอาสาสมัครในภูฏาน จิ๊บได้เปลี่ยนแปลงตัวเองในหลายเรื่อง วันหนึ่ง มีรายชื่อจากการเก็บตัวอย่างตกหล่น เธอจึงบ่นคนที่ดูแลงานส่วนนี้ เขาก็ขอโทษและบอกว่า ตัวเองต้องวิ่งรวบรวมรายชื่อจากหลายพื้นที่และยังไม่ได้กินข้าวเลย

“มันทำให้เราคิดได้ว่า เราจะมองแค่มุมของเราไม่ได้ คนอื่นเขาก็ทำงานหนักเหมือนกัน เมื่อก่อน ถ้ามีอะไรผิดพลาด เราจะมุ่งหาต้นเหตุทันที โดยอาจจะไม่ได้มองว่า มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้งานผิดพลาดได้”

มัชฌิมาพร ส่องแสง อาสาสมัครเพื่อนไทย จากนักเทคนิคแล็บไวรัสไข้หวัดใหญ่ สู่ทีมด่านหน้าสู้โควิด-19 ของภูฏาน

นอกจากความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น นิสัยการกินของเธอก็เปลี่ยนไปด้วย

“เรื่องกินกลายเป็นเรื่องรองลงมาเลย คือกินแค่ให้อิ่มท้อง ไม่จำเป็นต้องกินทุกอย่างที่อยากกินก็ได้ ชีวิตเรียบง่ายขึ้นเยอะ ไม่จำเป็นต้องหวือหวา ไม่จำเป็นต้องไปห้าง ตื่นเช้ามานั่งดูภูเขา ดูหมอก จิบกาแฟหน้าบ้านก็พอแล้ว ชีวิตมันช้าลงมากๆ แล้วก็ทำให้เราได้อยู่กับตัวเองมากขึ้นด้วย” จิ๊บหยุดทบทวนว่ามีอะไรที่เธอเปลี่ยนไปอีก

“เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลย เรามองโลกกว้างขึ้น ใจเย็นลง ไม่รู้ว่าเพราะเราต้องไปจัดการงานที่มันยุ่งเหยิงมากๆ หรือเปล่า”

เมื่อถามว่างานอาสาสมัครแบบนี้เหมาะกับใคร จิ๊บมองว่าทุกคน ไม่ว่าคุณจะเพิ่งเรียนจบ เริ่มทำงาน ต้องการค้นหาตัวเอง หรือกำลังหมดไฟในชีวิต การได้เปลี่ยนบรรยากาศมาทำงานอาสาสมัครในพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคย จะมอบประสบการณ์แสนพิเศษให้คุณแน่นอน และถ้าสมัคร โครงการอาสาสมัครเพื่อนไทย แล้วไม่ผ่านการคัดเลือกก็อย่าเพิ่งท้อ ถ้ายังไม่เลิกล้มความตั้งใจ ยังไงวันหนึ่งโอกาสก็จะมาถึงแบบเดียวกับเธอ

มัชฌิมาพร ส่องแสง อาสาสมัครเพื่อนไทย จากนักเทคนิคแล็บไวรัสไข้หวัดใหญ่ สู่ทีมด่านหน้าสู้โควิด-19 ของภูฏาน
มัชฌิมาพร ส่องแสง อาสาสมัครเพื่อนไทย จากนักเทคนิคแล็บไวรัสไข้หวัดใหญ่ สู่ทีมด่านหน้าสู้โควิด-19 ของภูฏาน

ภาพ : มัชฌิมาพร ส่องแสง

โครงการอาสาสมัครเพื่อนไทย (Friends From Thailand – FFT)

โครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของไทย มีภารกิจส่งเยาวชนไทยไปเป็นอาสาสมัครในต่างประเทศ เพื่อทำงานด้านสาธารณสุข การเกษตร การศึกษา การพัฒนาฝีมือแรงงานและการพัฒนาชนบท เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและเป็นโอกาสในการพัฒนาศักยภาพคนหนุ่มสาวในระดับนานาชาติ ตั้งแต่เริ่มโครงการเมื่อ พ.ศ. 2546 ถึงปัจจุบัน ส่งอาสาสมัครไปทั้งสิ้น 163 คน ในหลายประเทศ เช่น กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม ภูฏาน ศรีลังกา ติมอร์-เลสเต และประเทศในแอฟริกา เช่น เลโซโท โมซัมบิก เบนิน ตอนนี้เปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการรุ่นต่อไป ตั้งแต่วันนี้ – วันที่ 20 สิงหาคม 2564 16.30 น. อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ของกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) หรือ คลิกที่นี่

Writer

ชลณิชา ทะภูมินทร์

นักเล่าเรื่องฝึกหัดกำลังตามหาความฝันที่หล่นหาย คนน่าน-เชียงใหม่ที่รักบ้านเกิดแต่ก็หลงรักการเดินทาง

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

5 พฤศจิกายน 2565

“วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า ฉันเจอนกตัวหนึ่ง มันถามฉันว่าจะไปไหน 

“ฉันจึงตอบ อยากไปให้ไกล ไกลเกินกว่าที่ฉันเคยไป โว้โหว…” 

วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2563 ผมกำลังนั่งฟังเพลงของ พี่แม็กซ์ เจนมานะ เพื่อปลุกขวัญกำลังใจของตนเอง ขณะกำลังปุเลง ๆ ในรถมินิบัสที่มีลูกทัวร์ 10 ชีวิต มุ่งหน้าสู่อุทยานแห่งชาติฟ็องญา-แก๋บ่าง (Phong Nha-Ke Bang) บริเวณภาคกลางของประเทศเวียดนามในจังหวัดกว๋างบิ่ญ (Quang Binh) จังหวัดที่มีพรมแดนติดกับ สปป.ลาว และเป็นที่ตั้งของถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือ ถ้ำเซิน ดุง (Son Doong) ซึ่งเพิ่งเปิดให้ท่องเที่ยวเมื่อ พ.ศ. 2556 นี้เอง

ก่อนหน้านั้น 2 เดือน โควิด-19 กำลังเริ่มระบาดและสถานการณ์ยิ่งน่ากังวลมากขึ้นเรื่อย ๆ ชาวเวียดนาม ชาวไทย และต่างชาติ ต่างพากันตื่นตระหนกตกใจ และพยายามเดินทางกลับประเทศตัวเอง หลายประเทศทยอยปิดประเทศ ห้ามเดินทางเข้าออกอย่างเคร่งครัด เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่เริ่มดำเนินนโยบาย Zero Covid อย่างเข้มข้น

ขณะที่กำลังเหนื่อยล้าจากภารกิจประสานงานช่วยเหลืออพยพนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ตกค้างอยู่ในเวียดนามกลับประเทศ โฆษณาในเฟซบุ๊กก็เด้งขึ้นมาว่า การท่องเที่ยวถ้ำเซินดุงประจำปีนี้กำลังจะเปิด มีส่วนลดถึง 10% ! เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 สนนราคาประมาณ 2,700 ดอลลาร์สหรัฐ (จากราคาเต็ม 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ) พอคลิกเข้าไปดูก็แปลกใจเป็นอย่างมากว่า มีที่เหลือเยอะมาก ๆ 

หากใครติดตามทัวร์ถ้ำแห่งนี้ จะทราบดีว่า 1 ปีเปิดรับแค่ 50 – 100 รอบ รอบละ 10 คน ระหว่างเดือนมีนาคม-สิงหาคม (นอกฤดูฝน) เท่านั้น ต้องจองกันข้ามปี สวดมนต์กันข้ามคืน แถมต้องควักกระเป๋าจ่ายเงิน 100% ล่วงหน้าถึงจะได้คิว แต่ปีนี้นักท่องเที่ยวจำนวนมากยกเลิกการจองเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในหลายประเทศ

ครุ่นคิดคำนวณต้นทุนค่าเสียโอกาสอยู่สักพัก ก็กระดกเบียร์ไซง่อนจนหมด บีบกระป๋อง และตัดสินใจว่า เอาวะ! ถ้าจะต้องบินจากไทยมาลงนี่ 2 – 3 ต่อ ลางานรวม ๆ อย่างน้อย 1 สัปดาห์ (เวลาเดินเทรกกิ้ง 4 วัน 3 คืน บวกกับเวลาเดินทางมาและกลับอีก 2 วัน 2 คืน) และยังไม่นับคิวที่จองยากโคตร ๆ โอกาสนี้จึงน่าจะเหมาะสมที่สุดแล้ว ผมจึงไม่รีรอ รีบกดลงทะเบียน พร้อมโพสต์หาเพื่อนร่วมชะตากรรมในเฟซบุ๊กทันที ไม่นานพี่สาวผู้ใหญ่ใจดี 2 ท่านที่ทำงานอยู่ในเวียดนามด้วยกันก็ทักแสดงความสนใจมา 

พี่แหม่ม และ พี่ปุ๊ก ท่านหนึ่งในขณะนั้นเป็นผู้จัดการธนาคารไทยแห่งหนึ่งในประเทศเวียดนาม ส่วนอีกท่านเป็นนักธุรกิจสาว พูดเวียดนามคล่องกว่าไทย และอาศัยอยู่เวียดนามมากกว่า 20 ปี ผมก็อุ่นใจระดับหนึ่งว่า อย่างน้อยถ้าพลาดพลั้งเป็นอะไรไปจากการเข้าถ้ำครั้งนี้ ก็ยังมีคนรู้จักที่บอกเล่าตำนานการตกหน้าผาแบบเท่ ๆ ให้กับคนรุ่นหลังต่อไป 

ฟิตร่างกายก่อนเข้าถ้ำ

พวกเรา 3 ใบเถา มีเวลาเตรียมตัวก่อนเข้าถ้ำประมาณ 1 เดือน ต้องบอกก่อนว่าก่อนจ่ายเงินค่าทัวร์ เซลส์ประจำตัวที่คอยให้คำปรึกษาจะส่งแบบทดสอบและประเมินสมรรถนะความฟิตของร่างกายและสุขภาพ เพื่อดูว่าร่างกายของเราเหมาะสมสำหรับกิจกรรมหรือไม่ หรือจำเป็นต้องฝึกฝนทักษะด้านใดเพิ่มเติม ซึ่งประสบการณ์เทรกกิ้งของผมนั้นเรียกว่าขี้หมูขี้หมามาก ๆ เคยเดินเทรกกิ้งเข้าถ้ำ Hang En (ห่างเอ๊น) 2 วันถ้วน ซึ่งเป็นถ้ำขนาดกลางบริเวณอุทยานเดียวกันกับเซินดุงเมื่อปีก่อนหน้า จึงได้รับคำแนะนำให้ลองไปเทรกกิ้งขึ้นภูเขาในจังหวัดบริเวณรอบ ๆ นครโฮจิมินห์สัก 2 – 3 ครั้งดูก่อน 

ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม

พี่แหม่มผู้ชื่นชอบการท่องเที่ยวสายเขียว (ธรรมชาติ) เป็นชีวิตจิตใจรีบจ้างเทรนเนอร์มาเพิ่มความแข็งแกร่งของร่างกาย พี่ปุ๊กก็เช่นกัน ทั้งวิ่ง ทั้งต่อยมวย พวกเรา 3 คน ไปเทรกกิ้งขึ้นภูเขาลูกเตี้ย ๆ บริเวณรอบนคร พยายามเพิ่มความแข็งแรงและความอึดของร่างกาย เพื่อให้มีสมรรถนะพอฟัดพอเหวี่ยงกับการเข้าถ้ำที่มีความยากลำดับ 6 ตามมาตรฐานการเดินถ้ำ ซึ่งเป็นลำดับที่ยากที่สุด 

ที่ขาดไม่ได้คือ Shopping Day พวกเรานัดไปช้อปอุปกรณ์ปีนเขา เข้าร้านแล้วตาลายมาก ๆ เสียหายกันหลายล้าน (ด่ง) เพราะของมันต้องมี! เมื่อกายพร้อม ใจพร้อม อุปกรณ์พร้อม เราออกเดินทางจากนครโฮจิมินห์ไปลงที่เมืองด่งเฮ๋ย (Dong Hoi) เมืองเอกของจังหวัดกว๋างบิ่ญ ใช้เวลา 2 ชั่วโมง เมื่อถึงสนามบินปลายทาง มีพนักงานจากบริษัท Oxalis Adventure บริษัทที่ได้รับอนุญาตให้บริการทัวร์ถ้ำเซินดุงแต่เพียงผู้เดียวมาถือป้ายรอรับอยู่ที่สนามบิน และพาเราขึ้นรถตู้มุ่งตรงไปยังโรงแรมที่พักใกล้อุทยาน ก่อนจะนัดรวมตัวกันที่ออฟฟิศใหญ่ของบริษัท Oxalis ช่วงเย็นเพื่อฟังบรีฟข้อมูลทั้งหมด

How (old) are you? 6519 

ในค่ำคืนวันแรก ลูกทัวร์รอบเดียวกันถูกเรียกมารวมตัว เพื่อฟังบรรยายสรุปก่อนทานข้าวเย็นมื้อจัดเต็มที่สุดที่สำนักงานของบริษัท Oxalis ริมแม่น้ำกอน (Song Con) เราพบลูกทัวร์ที่เหลืออีก 7 คน ประกอบด้วยคู่สามีภรรยาชาวฮานอย คู่รักหนุ่มสาวชาวเวียดและฝรั่งเศส สาวไซง่อนกูรูผู้ฝึกสอนโยคะและการออกกำลังทุกประเภท คู่รักไซง่อนอีกคู่ซึ่งมีอาชีพเป็นผู้กำกับในวงการมายาอีก 2  คน 

หลังจากเริ่มทำความรู้จักกันเบื้องต้นแบบเขิน ๆ ลุง Howard Limbert (ต่อไปขอเรียกว่าลุงโฮเวิร์ด) ผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินถ้ำชาวบริติชก็เผยตัว โชคดีมาก ๆ ที่ลุงร่วมทริปนี้ด้วย เพราะลุงเป็นบุคคลแรก ๆ ที่ร่วมสำรวจถ้ำเซินดุงกับลุง Ho Kanh ชาวบ้านที่ค้นพบปากทางเข้าถ้ำโดยบังเอิญเมื่อ พ.ศ. 2534 

ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม

ลุงโฮเวิร์ดเริ่มบรรยาย ครอบคลุมเนื้อหาถึงข้อควรระวัง การปฏิบัติตัวเมื่อเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เส้นทางการเดินในแต่ละวัน วันไหนเท้าเปียก วันไหนปีนผา ลุยน้ำ โรยตัว โดยเฉลี่ยแล้วพวกเราเทรกกิ้งวันละ 6 ชม. รวมระยะทาง 25 กม. มีการปีนป่ายมุดถ้ำ 8 กม. ข้ามลำธารหลายครั้งและว่ายน้ำในถ้ำ ส่วนไฮไลต์คือการปีนกำแพงเมืองเวียด (Wall of Vietnam) ความสูง 100 เมตรเพื่อออกสู่ปากถ้ำ นอนตามจุดตั้งแคมป์ต่าง ๆ 3 คืน ในทริปนี้เราไม่ไปแค่ถ้ำเซินดุงเพียงอย่างเดียว แต่ผ่านถ้ำน้อยใหญ่ เช่น Hang En และ Hang Tien ด้วย พอฟังบรีฟจบก็แอบหวั่นใจ จะไหวไหมนะ ขาก็สั้น มือก็เล็ก ท่าจะเหนื่อย แต่พอหันไปดูน้องหน้าละอ่อนทีมงานลูกหาบที่ตัวเล็กพอกันก็ใจชื้นขึ้นมาบ้าง ฮึบ ๆ น่าจะพอได้

“Has anyone died from Son Doong expedition before?” ผมกระซิบถามลุงโฮเวิร์ดเบา ๆ หลังจบการบรรยาย ลุงมองหน้าผมด้วยความเอ็นดูขำ ๆ แล้วตบไหล่เบา ๆ พร้อมตอบว่า คนอายุน้อยที่สุดที่เคยเข้าถ้ำอายุ 18 ปี และมากที่สุดคือ 80 ปี, How old are you? ยังไม่มีใครตายนะ มีแต่เจ็บหนัก ลุงพูดจบก็หัวเราะ พร้อมมอบสติกเกอร์ติดกระเป๋าเลขที่ 6519 หมายถึงคนที่ 6519 ที่เดินเข้าถ้ำนี้ 

เท่าที่สืบทราบ ผมน่าจะเป็นคนไทยไม่เกินคนที่ 10 ที่เคยเข้าถ้ำนี้

ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม

ลืมบอกว่าการเทรกกิ้งครั้งนี้เป็นการเดินอย่างพระราชา กินอย่างเศรษฐี และเข้าห้องน้ำแบบส่วนตัวสุด ๆ มีห้อง (เต็นท์) เปลี่ยนเสื้อผ้าด้วย แม้เรามีลูกทัวร์ 10 คน แต่มีทีมงานคุณภาพถึง 29 คน!! ใช่ครับ หนุ่มน้อยชาวเวียดนามร่างกายกำยำอายุ 20 ต้น ประกอบด้วยลูกหาบ 18 คน เชฟ 2 คน เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย 5 คน ผู้ช่วยถ่ายภาพ 1 คน ไกด์นำเที่ยว 1 คน นายพราน 1 คน และนักเดินถ้ำชาวบริติชสังกัดสมาคมเดินถ้ำโลกอีก 1 คน ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งคือ ทุกคน (ยกเว้นชาวบริติช) ใส่รองเท้าแตะลุงโฮฯ (รองเท้าแตะหุ้มข้อเท้าทำจากยางล้อรถยนต์ คู่ละ 300 บาท) 

ในการเดิน 4 วัน ยังไม่เคยเห็นทีมงานคุณภาพท่านใดลื่นล้ม มีแต่ลูกทัวร์รองเท้าเทรกกิ้งแบรนด์ดังคู่ละ 6,000 บาทขึ้นไปที่ลื่นแล้วลื่นอีก ไม่ว่าพื้นยางจะใช้เทคโนโลยี Nano Grip สูงขนาดไหนก็ตาม แต่ทุกคนต้องมีท่าลื่นไถลเท่ ๆ โดยทั่วกัน

การเดินทางของร่างกายและจิตใจ 

วันแรกน่าจะชิวที่สุด พวกเราเริ่มต้นจากอุทยานแห่งชาติฟ่องหย่า (Phong Nha) ไกด์หนุ่มหน้ามนพูดภาษาอังกฤษคล่องนาม หยุง มาทักทายพร้อมชี้ให้ดูทากที่กำลังกระดึ๊บ ๆ บนพื้นแล้วพร่ำว่า ฝนเริ่มลงแล้ว ทากออกมาเล่นน้ำ เป็นการต้อนรับลูกทัวร์ทั้ง 10 ด้วยความตื่นเต้น พวกเราเดินลัดเลาะริมลำธาร น้ำใสเย็นฉ่ำ ผีเสื้อหลากสีบินมาทักทายเป็นระยะ เมื่อถึงหมู่บ้านบันดุง (Ban Doong Village) ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ดุงตามชื่อถ้ำ อาศัยอยู่ใกล้ชายแดน สปป.ลาว เวียดนาม พวกเราแวะแจกขนมน้อง ๆ ในหมู่บ้านและเดินเล่นก่อนรับประทานอาหารกลางวันกันใต้ถุนบ้านของผู้นำหมู่บ้าน

วันนี้อากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝน พวกเราเดินสบาย ๆ ถ้าเป็นการวิ่งก็ถือเป็น Easy Run และแล้วก็มาถึงถ้ำเอ๊น (Hang En) ช่วงบ่ายแก่ ๆ ซึ่งเป็นไฮไลต์ของวันนี้ เพราะมันคือสถานที่ตั้งแคมป์คืนแรกของพวกเราที่ตั้งอยู่บนชายหาดภายในถ้ำ! เมื่อไปถึงก็พบว่าเต็นท์เอย ครัวเอย ห้องน้ำเอย รวมถึงห้องเปลี่ยนเสื้อเอย ถูกจัดเตรียมไว้อย่างเรียบร้อยโดยเหล่าลูกหาบที่เดินมาถึงล่วงหน้าหลายชั่วโมง

ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม

หันไปทางครัวเห็นเชฟกำลังหุงข้าวควันขโมง เชฟนามว่า กวาง ได้ยินเราพูดภาษาไทยก็เข้ามาเว้าลาวทักทายด้วยความดีใจ เธอเล่าว่าเคยไปทำงานใน สปป.ลาว หลายปี เลยพูดลาวได้ พี่สาวคนสวยของผมผู้มีพื้นเพจากอุบลฯ เลยเว้าอีสานกันสนุกสนาน ผูกมิตรอย่างสนิทสนม ผลบุญกุศลครั้งนี้ทำให้พวกเราได้กินอาหารลาวประเภทยำแซ่บ ๆ เสริมมื้ออาหารด้วยเสมอ เพราะเชฟกวางอยากแสดงฝีมือการทำอาหารลาวที่เก็บกดมานาน ต้องบอกว่ากับข้าวแต่ละมื้อมีประมาณ 7 – 8 อย่าง ต้ม ผัด แกง ทอด ครบครัน 

ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม


วันนี้พระอาทิตย์ตกแล้ว ผมมองลอดช่องเขายุบในถ้ำเหนือชายหาดขึ้นไปเห็นดวงดาวเต็มฟ้า เป็นฉากที่แปลกตามาก เพราะนั่งอยู่ในถ้ำแต่เห็นชายหาดและดวงดาว เหลือบตาลงมาที่ท่าน้ำบริเวณหาดเห็นสาวห่มสไบยืนอยู่! ใช่ครับ พี่สาวคนสวยของผมเอง ชีเอาสไบมาด้วย ชาวไทย-ชาวเวียดทุกคนผลัดกันถ่ายรูปอย่างสนุกสนานที่ท่าน้ำ ก่อนจะอาบน้ำในแอ่งน้ำที่แสร้งว่าเป็นชายหาด ซึ่งอุณหภูมิเย็นเจี๊ยบ เป็นการอาบแบบล้างเนื้อล้างตัวโดยไม่ใช้สบู่ เพราะเป็นกฎสำคัญสำหรับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ 100% In and Out แม้แต่ของเสียทั้งหมดของมนุษย์ ลูกหาบก็ต้องแบกออกมาทิ้งนอกอุทยานทุกครั้ง

ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม

ผมกลับเข้ามาในเต็นท์ หลับตาลง แฮมสตริงตึงเล็กน้อย ได้ยินเสียงน้ำไหลเบา ๆ จากซอกหิน พร้อมเสียงนกบินเล่นในท้องฟ้าเหนือถ้ำวนไปมาอย่างไม่รู้เหนื่อย รู้สึกสบายตัวและสบายใจ 

เด็กกรุงเทพฯ อย่างผมไม่เคยหายใจแล้วเป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติแบบนี้มาก่อน 

อีกชั่วลมหายใจก็พลันรู้สึกตัวว่า พรุ่งนี้ฉันต้องลืมตาตื่นและเดินต่ออีกกี่โลหนา 

เราทุกตนต่างเป็นมนุษย์ถ้ำ

เช้าวันที่ 2 เราออกเดินทางจากถ้ำเอ๊น ลึกเข้าไปผ่านผาหินแหลมคมเพื่อทะลุออกหลังถ้ำ เดินเทรกกิ้งริมลำธารไปเรื่อย ๆ ราว 3 ชม. ในที่สุดก็มาถึงปากถ้ำเซินดุงที่รอคอย หลังจากทานอาหารกลางวัน น้องทีมรักษาความปลอดภัยก็นำเข็มขัดปีนผาหรือฮาร์เนสมาสวมให้ลูกทัวร์ทุกคน ซึ่งชายฉกรรจ์ทุกคนในกลุ่มต่างบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้ารัดแน่นกว่านี้อีกนิดหนึ่งจะกลายเป็นหมันหมู่เป็นแน่แท้

ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม

เราฝึกการใช้ฮาร์เนสและคลิปออนอยู่สักพัก ก็พร้อมหย่อนตัวลงไปที่หน้าผาสูงชันทางปากถ้ำเพื่อเข้าถ้ำเซินดุง ขาหยั่งกำแพง แขนตึง ตัวเอียง 60 องศา ถีบตัวออกจากผนังถ้ำพร้อมผ่อนมือเป็นระยะ ทะลุหมอกที่ลอยในถ้ำเหมือนกำลังก้าวข้ามไปอีกภพ อากาศในถ้ำเย็นชื้น ไม่มีกลิ่นอับ แสงไฟฉายบนหมวกกันน็อกฉายไปในความมืดที่ไม่สิ้นสุด ฝ่าผงฝุ่นละอองนับล้านที่มองด้วยตาเปล่าคงไม่ทันสังเกตเห็น

ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม

พวกเราเทรกกิ้งต่อในถ้ำจนมาถึงจุดที่เรียกว่า Hand of God หินงอกยินย้อย 3 ล้านปี มีลักษณะคล้ายมือ (อย่างน้อยในทัศนคติผู้ค้นพบ) ทีมถ่ายรูปนำไฟสปอตไลต์ขนาดใหญ่วางทิ้งไว้ 3 จุด สำหรับให้ลูกทัวร์ถ่ายรูป โดยมีน้องทีมงานอีก 1 คน รีบรุดหน้าเดินไปยืนส่องไฟตัวเองกลางฉากเพื่อสร้างมิติระยะชัดลึก เปรียบเทียบความยิ่งใหญ่ของถ้ำกับมนุษย์อย่างรู้งาน ทัวร์ลูกเป็ดข้ามน้ำลำธารในถ้ำที่เย็นเจี๊ยบและเชี่ยวกราดอีกหลายครั้ง ก่อนจะมาถึงเนินที่ผมเรียกว่า เนินดาวอังคาร เพราะเต็มไปด้วยหินฟอสซิลที่ถูกกัดกร่อนโดยน้ำที่หยดจากผนังถ้ำและลมที่พัดภายในถ้ำ จนกลายเป็นหินทรายก้อนกลมเหมือนกระดูกมนุษย์ต่างดาว มีดาษดื่นละลานตาไปหมด หินเหล่านี้อยู่มานานกว่ามนุษยชาติเสียอีก 

ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม
ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม

ข้าง ๆ มีบ่อน้ำ ไกด์หยุงชี้ให้ดูปลาเผือกสีขาวขนาดเท่าฝ่ามือที่ว่ายไปมา ปลาไม่มีตาและลำตัวไม่มีสี เพราะไม่จำเป็นต้องใช้ – นี่มันจูราสสิกชัดๆ ผมคิดในใจ พวกเรายังคงเดินลึกเข้าไปในถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก จนมาถึงสถานที่ตั้งแคมป์ บนเนินทรายริมชะง่อนหน้าผาหลุมยุบ มองทะลุเพดานถ้ำเห็นท้องฟ้า พวกเราจัดแจงนำของออกจากกระเป๋าที่ลูกหาบนำมาให้ล่วงหน้า จากนั้นไกด์พาเราไปอาบน้ำ ต้องเดินเทรกลงไปอีก 1 – 2 กิโลเมตรเพื่อลงไปเล่นลำธารใต้ดินในถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นการอาบน้ำที่อินดี้สุด ๆ น้ำเย็นใสแจ๋ว คงเป็นเพราะผ่านการกรองจากชั้นหินและแร่ธาติธรรมชาติมาหลายชั้นกว่าจะมาถึงชั้นนี้ สนุกสนานกันพักใหญ่ก็ลืมนึกไปว่าต้องเดินกลับไปเบสแคมป์อีก เอ้า เหงื่อออกอีกแล้วหรอ ฮ่า ๆ

บันทึกการเดินทาง 4 วัน กิน นอน เทรกกิ้ง พิชิตถ้ำเซินดุง สัมผัสบรรยากาศจูราสิกปาร์กที่ยังมีชีวิตในประเทศเวียดนาม

เย็นนั้นอาหารค่ำยังคงอร่อยเช่นเคย เพิ่มเติมคือมิตรภาพที่เริ่มถูกคอ เราเล่นไพ่และแลกเปลี่ยนเรื่องราวมากมายจนดึกดื่น ผมรู้แล้วว่าในโลกแห่งความเป็นจริงแต่ละคนสวมหัวโขนทำอาชีพอะไร แต่วันนี้เราคือคนประเภทเดียวกัน คนถ้ำที่มีเป้าหมายร่วมกัน เผลอคิดไปว่าถ้ารู้จักคนเหล่านี้ข้างนอก เราจะกล้าถอดหัวโขนแล้วมาเป็นมนุษย์ถ้ำเหมือนกันหรือไม่ ในโลกนอกถ้ำ มนุษย์ไม่เคยมีอิสระอย่างแท้จริง เพราะถูกจองจำอยู่กับการไล่ล่าความฝันและเป้าหมายสูงสุดที่อนุญาตให้ใช้ชีวิตได้ตามความจำเป็น

ค่าของฝุ่น

ผมตื่นมาฉีกซองกาแฟดริปแบรนด์ดังของเวียดนาม เอากาดริปจิ๋วออกมาจากกระเป๋า ใช่ครับ ผมพกกาดริปมาเดินถ้ำ บรรจงดริปกาแฟสายพันธุ์คารติมอร์จากที่ราบสูงในจังหวัดเลิมด่ง เมืองดาลัด พร้อมหมอกจาง ๆ ลอยเหนือปล่องถ้ำ ลำแสงที่เล็ดลอดเข้ามาเผยให้เห็นสีเขียวของต้นไม้ที่ขึ้นแซมในชะง่อนผาหิน วันนี้เป็นไฮไลต์ของทริป น้องหยุงบอกว่าวันนี้เดินน้อย ถ่ายรูปเยอะ โอ้โห เข้าทางพวกเราชาวสยาม

บันทึกการเดินทาง 4 วัน กิน นอน เทรกกิ้ง พิชิตถ้ำเซินดุง สัมผัสบรรยากาศจูราสิกปาร์กที่ยังมีชีวิตในประเทศเวียดนาม

เราเดินเทรกกิ้งลึกเข้าไปในถ้ำ อากาศหนาวขึ้น มืดขึ้น แต่หัวใจพวกเรานั้นพองโต ระหว่างทางผ่านช่องหินที่ลูกหาบสถาปนาให้เป็นรูเจมส์บอนด์ เพราะเป็นช่องกลมขนาดพอดีคนยืน พื้นหินลายดำตัดขาวคล้ายหินอ่อนทำให้รูปที่ถ่ายออกมาดูน่าสนใจเหมือนพระเอกในหนังสายลับอังกฤษ เดินต่อราว 2 ชั่วโมงก็ถึง Garden of Eden และ Wedding Cake หลุมยุบในถ้ำขนาดใหญ่ที่แสงสาดส่องเข้ามาถึงพื้นดิน เกิดระบบนิเวศต้นไม้เขียวน้อยใหญ่ เฟิร์นและหญ้ามอสเคลือบชั้นหินสลับซับซ้อนขึ้นไปเป็นชั้น ๆ ถ้าเปรียบกับจูราสสิก คงเป็นจังหวะที่มองไปแล้วเห็นไดโนเสาร์คอยาวใจดี (Apatosarus) กำลังเล็มยอดไม้

บันทึกการเดินทาง 4 วัน กิน นอน เทรกกิ้ง พิชิตถ้ำเซินดุง สัมผัสบรรยากาศจูราสิกปาร์กที่ยังมีชีวิตในประเทศเวียดนาม

พวกเราผลัดกันปีนขึ้นไปยัง Wedding Cake หรือชั้นหินที่ซ้อนกันเป็นชั้น ๆ อยู่ตรงกลางช่องปล่องหลุมยุบ น่าจะเป็นจุดที่ผู้คนถ่ายรูปกันมากที่สุดและสวยที่สุดในทริป พี่แหม่มไม่รีรอหยิบธงชาติไทยที่แบกมา 3 วันออกมาจากกระเป๋า ส่วนพี่ปุ๊กคว้าสไบออกมาห่มตัว พร้อมหัวใจอันแรงกล้าในการปักธงความเป็นไทยกลางถ้ำล้านปี นี่แหละ! Soft Power ไทยไปไกลถึงถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกในเวียดนาม 

บันทึกการเดินทาง 4 วัน กิน นอน เทรกกิ้ง พิชิตถ้ำเซินดุง สัมผัสบรรยากาศจูราสิกปาร์กที่ยังมีชีวิตในประเทศเวียดนาม

ผมไต่ชั้นหินที่เคลือบด้วยน้ำและมอสขึ้นไปบนจุดสูงสุดแล้วมองไปรอบ ๆ 

ผมรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ส่วนมนุษย์เป็นเพียงแค่เศษฝุ่นของจักรวาลเท่านั้นเอง

ปราการด่านสุดท้าย กำแพงเมืองเวียดนาม

การเทรกกิ้งวันสุดท้ายคือการเข้าไปจุดที่ลึกสุด สูงที่สุด และชันที่สุดของถ้ำ

หากเป็นหลังหน้าฝนใหม่ ๆ พื้นถ้ำจะกลายเป็นแม่น้ำย่อม ๆ ลึกกว่า 10 เมตร ต้องลงเรือและพายเข้าไปยังจุดในสุดของถ้ำและไต่กำแพงหินสูง 100 เมตร หรือ Wall of Vietnam เรียกว่ามีทั้งไต่บันได ปีนผาด้วยเชือก เพื่ออกจากถ้ำเซินดุงทางด้านล่างขึ้นไปทางด้านบน ตอนที่พวกเราไปเป็นเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงก่อนหน้าฝน น้ำในถ้ำจึงสูงแค่เอว วันนี้คุณลุงเดวิดเรียกว่าวันแห่งโคลน หรือ Muddy Day เป็นการเดินลุยดินโคลนกันครึ่งค่อนวัน ลัดเลาะตามซอกหินที่มีน้ำสูงระดับเอวหลายกิโล 

บันทึกการเดินทาง 4 วัน กิน นอน เทรกกิ้ง พิชิตถ้ำเซินดุง สัมผัสบรรยากาศจูราสิกปาร์กที่ยังมีชีวิตในประเทศเวียดนาม

วันนี้เป็นวันที่ทุกคนถ่ายรูปได้น้อยที่สุด เพราะลื่นล้มกันเยอะที่สุด การเดินในน้ำโคลนนั้นยากกว่าการเดินบนพื้นแห้งมาก ต้องใช้กำลังมากขึ้นถึง 2 เท่าในการยกและย่ำเท้า แถมยังมองไม่เห็นหลุมหรือซอกหินใต้น้ำสีโคลน แต่ชาวไทยอย่างพวกเราที่ฝึกฝนทักษะการเดินในน้ำท่วมมายาวนานหลายชั่วคน จึงหลบหลีกหลุมบ่อใต้น้ำได้อย่างดีเยี่ยมจนมาถึงกำแพงเมืองเวียด ลูกทัวร์แต่ละคนต้องใช้กำลังที่ยังเหลืออยู่ทั้งหมดไต่หน้าผาชันขึ้นไป 100 เมตร ตกคนละ 10 กว่านาที ในขณะที่ลูกหาบโชว์เหนืออีกแล้ว น้อง ๆ สวมรองเท้าแตะวิ่งไต่ผากับเชือก เหมือนหนังจีนกำลังภายในภายใน 3 – 4 นาทีเท่านั้น 

พวกเราทุกคนสีหน้ายิ้มแย้มและภูมิใจ ในที่สุดก็ได้พิสูจน์ตัวเอง พวกเราทำได้!

บันทึกการเดินทาง 4 วัน กิน นอน เทรกกิ้ง พิชิตถ้ำเซินดุง สัมผัสบรรยากาศจูราสิกปาร์กที่ยังมีชีวิตในประเทศเวียดนาม

อาหารมื้อสุดท้ายเป็นปอเปี๊ยะสดสอดไส้ง่าย ๆ นั่งทานบนผืนพลาสติกบริเวณปากถ้ำเซินดุง แต่มื้ออาหารธรรมดากลับพิเศษขึ้นมา เพราะรอยยิ้มของพวกเรา 10 คนที่เต็มไปด้วยความอิ่มอกอิ่มใจ ในขณะเดียวกันก็โล่งใจที่จะกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงในบ่ายวันนี้ พวกเราเดินเทรกกิ้งออกจากปากถ้ำไม่กี่ชั่วโมงก็มาถึงถนนเส้นหลักที่รถบัสจอดรออยู่ ฝนตกหนัก ทุกคนสภาพเหมือนลูกหมาตกน้ำ 

ผมหยิบโทรศัพท์ที่เพิ่งเริ่มมีสัญญาณขึ้นมา ไลน์เด้งติดกันอย่างบ้าคลั่งกว่า 2 – 3 นาที 

ผมมองใบไม้เต้นระบำสู้ฝน ฟังเสียงน้ำไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ ทากกระดึ๊บ ๆ ออกมาเล่นน้ำฝน 

“วันนี้ผมเดินออกจากป่า ผมไปไกลมาเกินกว่าที่ผมเคยไป” 

โลกความเป็นจริงอาจไม่ใช่โลกแห่งปัจจุบัน เพราะบางครั้งโลกปัจจุบันที่เราใช้ชีวิตอยู่นั้น ทำให้ไม่อาจเห็นความเป็นจริงของธรรมชาติและจิตใจของมนุษย์ ขอบคุณ พี่แม็กซ์ เจนมานะ มา ณ ที่นี้ครับ 

บันทึกการเดินทาง 4 วัน กิน นอน เทรกกิ้ง พิชิตถ้ำเซินดุง สัมผัสบรรยากาศจูราสิกปาร์กที่ยังมีชีวิตในประเทศเวียดนาม

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ยุทธฤทธิ์ บุนนาค

นักการทูตไทย นักดื่มกาแฟ นักเดินทางและปั่นจักรยานมือสมัครเล่นที่ใช้ชีวิตเพื่อตามหากาแฟแก้วที่ดีที่สุดในชีวิต

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load