ไป Float มาค่ะ

เรื่องคือ ปวดไหล่มาหลายอาทิตย์มาก คอด้านซ้ายก็ตึงแบบเอียงลงไปถึงไหล่ไม่ได้ เอวก็ปวด ไหล่ ข้อศอก และสะโพกด้านขวา ก็พากันเจ็บลึก ๆ คือถ้าความปวดมีเสียงนี่ ร่างกายอุ้มคงประหนึ่งวงมโหรีปี่พาทย์ที่เครื่องดนตรีเสียงเพี้ยนหมด รู้สึกคุณภาพชีวิตตกต่ำมากจนไม่ไหวละ

ก็เลยไปฝังเข็ม กับไปนวด Deep-Tissue ที่คลินิกตรงปากซอยบ้านค่ะ นักนวดบำบัด (จะเรียกหมอนวดก็ยังไงพิกล เพราะเขาจบปริญญาโทด้านสรีรศาสตร์กับสังคมสงเคราะห์มา) รีดกล้ามเนื้อกับเส้นเอ็นอยู่พักใหญ่ แล้วก็วินิจฉัยว่า “คุณเครียดมากค่ะ” เพราะว่าเส้นเสิ้นอะไรตึงไปหมด ไมเกรนก็เริ่มจะถามหา แล้วที่ร่างกายด้านขวาพากันประท้วงนี่ก็เพราะ (สมองซีกซ้าย) พยายามจะเข้มแข็งมานานเกินไป ไม่ให้ส่วนอ่อนโยนอ่อนไหว (สมองซีกขวา) ได้ทำงานกับเขาบ้างเลย

ฟังแล้วก็ถอนหายใจโล่งอก คือไอ้อาการที่ว่ามาเนี่ย รู้อยู่แล้วแหละ ถึงได้ลากสังขารแข็ง ๆ มาหานี่ไง แต่การได้ยินชัด ๆ ให้รู้ตัวทั่วพร้อมแบบนี้ มันเหมือนมีคนมาโอบไหล่ให้เราได้ยอมรับความจริง คำถามที่ตามมาคือ แล้วจะทำไงให้หายเครียด นี่ก็ทั้งเล่นโยคะ ออกไปเดิน นั่งสมาธิ แช่น้ำอุ่น ถักนิตติ้ง ไปคุยกับ Counselor หรือดูซีรีส์ Netflix ยาว ๆ ไป แต่ก็ยังไม่ช่วยเท่าไหร่ แม้แต่นอนที่ควรจะได้พัก ตื่นมาดั๊นปวดเมื่อยเนื้อตัวและเจ็บคอหนักกว่าเก่าอีก

“ยูควรไป Float” นักนวดบอกมาง่าย ๆ สั้น ๆ แค่นี้เลย 

อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า

คือแถวบ้านอุ้มมีอยู่ร้านหนึ่งค่ะ ชื่อว่า Float On อุ้มผ่านทุกวันมาจะสิบปีแล้ว แต่ไม่เคย (จริง ๆ คือไม่กล้า) จะเข้าไปข้างในเลย เพราะรู้คร่าว ๆ มาว่ามันคือที่ที่คนไปนอนลอยมืด ๆ ในน้ำเกลือเป็นชั่วโมง แล้วเวลาเดินผ่าน มองเข้าไปก็จะเห็นผู้ชายลุคโยคี ๆ ออกมานั่งหัวเปียกหน้าตายิ้ม ๆ เหมือนไปพิชิตบุรีรัมย์มาราธอนมาหมาด ๆ คือมีความลัทธิและบุปผาชนมาก จนเดี๊ยนแน่ใจว่าไม่ใช่ที่ของตนแน่ ๆ

แต่พอนักบำบัดมาบอกแบบนี้ อุ้มก็เริ่มสนใจขึ้นมา เพราะหนึ่งคือไหล่นี่ปวดขั้นสุด จะบอกให้ไปนอนกลบหลุมทรายคาบไข่เค็มอะไรก็ยอมแล้วนะตอนนี้ แล้วสองคือนางก็มีลูกเล็ก ๆ ที่มีความต้องการพิเศษด้านการแพทย์เหมือนกันอีก เขาบอกยูไปเถอะ อาการอะไร ๆ ที่เป็นอยู่ตอนนี้มันจะดีขึ้น ไอยืนยัน

เหมือนตอนอุ้มจะไปวิปัสสนาที่ศูนย์ท่านโกเอ็นก้าเป็นครั้งแรกเลยค่ะ ก่อนหน้านั้นสมัยอยู่กองถ่าย สี่แผ่นดิน มีพี่ผู้ช่วยผู้กำกับมาบอกว่า ดีจริง ๆ ไปเถอะ อุ้มก็ได้แต่ขอคิดดูก่อน (ในใจคือคิดว่าบ้าเหรอ จะให้ไปนั่งหลับตาไม่พูดไม่จากับใครตั้งสิบวัน) แต่มาวันหนึ่งหลังจากนั้นหลายปี มีพี่อีกคนโทรมาบอก อุ้มลงทะเบียนแล้วแพ็กกระเป๋า ขับรถไปกาญจนบุรีคนเดียวเลยค่ะ

ชะรอยว่าบารมีแห่งการ Float ของอุ้มจะถึงพร้อม 2 วันต่อมา อุ้มก็มายืนอยู่หน้าร้านสีฟ้าที่เคยเป็นอโคจรสถานของตัวเองมาตลอด พ่อหนุ่มที่รอเช็กอินอยู่หน้าเคาน์เตอร์ก็โคตรจะยิ้มแย้ม พอบอกว่ามา Float เป็นครั้งแรก ฮีนี่แทบจะออกมาอุ้มเข้าไปข้างใน (ด้วยความเป็นมิตร กรุณาอย่าคิดอกุศล)

อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า
อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า
อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า

หนุ่ม Float พาอุ้มเดินไปดูห้องที่จะให้ใช้ แล้วอธิบายว่าต้องทำอะไรยังไงบ้าง คือที่ Float On นี่มีทั้งหมด 6 ห้อง เหมือนเดินเข้าไปในห้องน้ำแล้วแต่ละห้องมี Float Tank อยู่ข้างในอีกทีน่ะค่ะ Tank ที่นี่มีทั้งหมด 3 แบบ มีตั้งแต่แบบที่เป็น Pod เหมือนแคปซูลลงไปนอนแล้วปิดฝาเหมือนโลงอวกาศ กับแบบเป็นตู้ใหญ่ขึ้นมาหน่อยเรียกว่าแบบ Cabin แล้วก็แบบ Open Pool คือเป็นบ่อโล่ง ๆ เหมือนอ่างอาบน้ำ สำหรับคนที่ยังกลัว ๆ กล้า ๆ จะได้ไม่รู้สึกอึดอัดมาก ซึ่งคือข้าพเจ้าเองไม่ต้องเดาให้มากความ

อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า
อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า
อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า

หลังถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพัง อุ้มก็จัดการอาบน้ำล้างเนื้อล้างตัว เอาซิลิโคนใส่หูสองข้างกันน้ำเกลือเข้าไปข้างใน แล้วก็หย่อนเท้าลงไปในบ่อซึ่งลึกแค่ประมาณ 10 นิ้วได้ น้ำอุ่นกำลังสบาย และมีความลื่น ๆ แปลก ๆ (ก็บ่อแค่นี้แต่เขาละลาย Epsom Salt หรือ Magnesium Sulfate ลงไปตั้งเกือบ 500 กิโลฯ! คือเค็มกว่า Dead Sea อีก) อุ้มลองนั่งดูก่อน แล้วค่อย ๆ เอนหลังเหยียดแขนเหยียดขาเป็นท่านอนหงาย

เฮ้ย…. มันลอยจริง ๆ !!

แบบลอยตุ๊บป่อง ๆ เลยค่ะ ลองกดขาให้จมแตะก้นบ่อ พอปล่อยมันก็ลอยขึ้นมาเอง ส่วนหัวนี่คือจมลงไปถึงประมาณครึ่งแก้ม แปลว่าหูสองข้างอยู่ใต้น้ำ ไม่ได้ยินอะไร

อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า

แล้วอุ้มก็ลองปิดไฟ มันมืดตึ๊ดตื๋อแบบลืมตายังมองอะไรไม่เห็นเลยค่ะ

5 นาทีแรกอุ้มแอบนอยด์นิดหน่อย แถมงงด้วย ว่าตกลงตรูจะทำอะไรดีฟระ คือยังรู้สึกถึงส่วนของร่างกายที่ลอยพ้นน้ำ อย่างมือ เท้า หน้าท้อง และที่สำคัญ ปวดคอและปวดไหล่ม้ากกกก!

ดีที่วิปัสสนามา 14 ปี ก็เลยทำใจร่ม ๆ รอดูว่าความปวดมันจะคลี่คลายหรือเปลี่ยนแปลงยังไงของมันต่อไป ส่วนสติสตังที่ยังพอมีเหลือ ก็แวะไปดูส่วนอื่น ๆ ของร่างกายว่ายังปลอดภัยกันดีอยู่ไหม

ไม่น่าเชื่อเลยค่ะว่าอยู่ดี ๆ อุ้มก็พบความปวดความเจ็บที่อื่น ๆ ที่ไม่เคยรู้มาก่อนด้วย เหมือนร่างทั้งร่างหายไป แล้วเหลือไว้ให้เห็นแต่ความปวดเป็นหย่อม ๆ นอนดู (จริง ๆ คือรู้สึกเอาเพราะมองไม่เห็น) มันไปเรื่อย ๆ ก็เพลินได้แฮะ แปลกจริง

นอนหายใจนิ่ง ๆ อยู่พักใหญ่ แล้วอยู่ดี ๆ ก็ได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นขึ้นมาค่ะ ตุบ ๆ ตุบ ๆ เหมือนฟังจากหูฟังของหมอแบบนั้นน่ะค่ะ แต่ไม่ได้น่าตกใจหรือน่ากลัวอะไรนะคะ แค่รู้สึกว่าเออแปลกดีแฮะ ทำไมเพิ่งได้ยิน

อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า

แล้วอยู่ ๆ ก็งีบหลับไปค่ะ (เฮ่ย!) คือพอแช่ไปสักพัก มันจะเหมือนคนครึ่งหลับครึ่งตื่นน่ะค่ะ ยังรู้สึกตัวอยู่นะคะ แต่มันจะ เอ๊ะ นี่เราทำอะไรอยู่ที่ไหน ตกลงเราอยู่นิ่ง ๆ หรือเราลอยวน ๆ อ้าว แล้วนี่ตัวเราทำไมหายไป ลองขยับมือขยับขาดูซิ เออ ก็ยังอยู่นิ พอโล่งใจว่าไม่ได้วิญญาณหลุดจากร่าง แล้วผ่อนคลาย มันก็เหมือนงีบหลับไปอีก ที่อุ้มรู้เพราะหัวคงจะหงายลงไปในน้ำมากขึ้น น้ำลายเลยไหลย้อนขึ้นมา ก็เลยสะดุ้งตื่นมากลืนน้ำลาย 

แล้วก็คิดว่าตกลงเอมิลี่จะได้กับเชฟหรือเปล่า (ขอได้ไหมเชฟเนี่ย จะเอามาย่างกิน คนอะไรหล่อเกิ้น คิดแล้วก็หิว) แล้วก็คิดว่าจะส่งต้นฉบับเรื่อง Float ทันไหม (ออกจากบ่อ จะไลน์ไปบอกก้องว่าไม่ทัน) 

เออพูดถึงเรื่องเวลา ตกลงนี่ต้องลอยอีกนานเท่าไหร่ อิหนุ่มนั่นลืมฉันหรือเปล่า แต่คงเพิ่งครึ่งชั่วโมงเองละมั้ง มันตั้ง 77 เหรียญนะ อย่าเพิ่งรีบจบสิ ยังไม่ได้มีประสบการณ์ Out-Of-Body เห็นแสงเหนือแสงใต้เลย

แล้วอยู่ดี ๆ เพลงจากลำโพงใต้น้ำก็ดังค่ะ เป็นสัญญาณว่าครบ 90 นาทีแล้วจ้า (What?!? ทำไมเร็ว) ไปอาบน้ำซะนะ มีเวลาให้อยู่ในห้องได้อีก 15 นาที เพราะเดี๋ยวเขาต้องปล่อยแสงยูวีกับฆ่าเชื้อด้วยกรรมวิธีมหากาพย์ เพื่อรอรับคนจะมาลอยต่อไป

อุ้มขึ้นมาจากบ่อด้วยความงง ๆ เล็กน้อย แต่ก็ไปอาบน้ำแต่งตัว กลับออกมายืนหัวเปียกอยู่ในห้องโถงข้างหน้า หนุ่ม Float ยิ้ม ๆ เหมือนคงรู้ว่ากำลังพยายามจะทำความเข้าใจ แล้วบอกว่า “Time is really funky in there.” เออใช่ ตรูสับสนมาก เพราะมันทั้งเร็วและนานไปพร้อม ๆ กัน

อุ้มเปิดประตูออกมาหน้าร้าน เจอลมเย็น ๆ ของผอดแลนด์ฤดูหนาว รู้สึกเหมือนตัวเบาจนคิดว่าต้องอุปาทานไปเองแน่ ๆ แต่ระหว่างเดินกลับบ้าน ความพิสดารก็บังเกิดค่ะ อยู่ดี ๆ ก็เอียงคอลงไปติดไหล่ซ้ายได้เฉยเลย! What What What What?!?! คืออัลไล นี่ไปรักษามาทุกขนานแล้วนะ ตั้งแต่ฝังเข็ม, Craniosacral, นวด Deep Tissue, นวดไทย, ไปสปาแช่น้ำร้อนจี๋แล้วโดดลงบ่อน้ำเย็นเจี๊ยบ, ทาโอสถทิพย์ไปเป็นขวด ๆ ไม่เคยมีอะไรช่วยได้จริง ๆ เลย

แล้วนี่คืออะไร ไปนอนลอยแค่ชั่วโมงครึ่ง ความพยายามอย่างเดียวที่ทำ คือพยายามจะไม่ทำอะไร เสร็จแล้วออกมาหัวโล่ง ตัวโล่ง รู้สึกสบายหายปวด เมืองถลอก ๆ ที่ก่อนหน้านี้รู้สึกสกปรกจัง ตอนนี้กลับดูรับได้ขึ้นมา จะบ้าแล้ว นี่เราเดินผ่านอยู่ทำไมตั้งสิบปี รู้งี้มาลอยตั้งนานแล้วเนี่ย ไม่มีอะไรน่ากลัวอย่างที่คิดเล้ยยยย

ประสาคนอยากรู้อยากเห็น อุ้มกลับมาบ้านรีบหาข้อมูลว่า Float มันช่วยเราได้ยังไง แล้วใครเป็นคนประดิษฐ์ไอ้เจ้าแทงก์แบบนี้ขึ้นมา เสิร์ชไปปุ๊บ มีแต่ข้อมูลทางการแพทย์และงานวิจัยขึ้นมาล้วน ๆ เลยค่ะ แถมสื่อใหญ่ ๆ อย่าง CNN, abc, The Guardian, BBC, The Huffington Post หรือแม้กระทั่ง Vogue ก็พูดถึงเรื่อง Float กันหมด แปลว่านี่ไม่ใช่แค่กระแสเห่อกันเองลอย ๆ แล้วล่ะ

เรื่องนี้ต้องย้อนไปเมื่อปี 1954 หรือเกือบ 70 ปีที่แล้วค่ะ ตอนนั้นมีประเด็นร้อนที่นักประสาทวิทยา (Neurophysiologists) พากันถกเถียงว่า สมองคนเราจะยังทำงานอยู่ไหม ถ้าปราศจากสิ่งเร้าจากภายนอก อย่างเช่น ภาพ กลิ่น เสียง รส และสัมผัส กลุ่มหนึ่งบอกว่าไม่มีอะไรมากระตุ้นให้ทำงาน สมองมันก็ต้องหลับดับวูบไปสิ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งบอกว่าไม่จริงหรอก สมองคนเราเนี่ยมีความสามารถในการทำงานด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งปัจจัยภายนอก

อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า

นักวิทยาศาสตร์หนุ่มไฟแรงสองคน ชื่อ Dr.Jay Shurley กับ Dr.John Lilly เกิดอยากหาคำตอบเรื่องนี้ขึ้นมาค่ะ ต้องบอกก่อนนะคะว่าตาจอห์น ลิลลี่เนี่ย แกมีชื่อเสียงในด้านทำการทดลองพิสดารอยู่เป็นทุนเดิม คือเข้าข่ายเป็น Mad Scientist เราดี ๆ นี่เอง การทดลองนึงที่คนยังพูดถึงจนทุกวันนี้ ก็คือการสร้างบ้านพิเศษที่มีน้ำทุกห้อง ให้ผู้ช่วยสาวของเขาอาศัยอยู่กับโลมาชื่อปีเตอร์ เพื่อศึกษาการสื่อสารของสิ่งมีชีวิตต่างชนิด แล้วคุณลิลลี่นี่แกอินเรื่อง LSD กับ Ketamine มาก ว่ามันสร้างการรับรู้ใหม่ ๆ ตัวแกเองก็มี Trip มานับไม่ถ้วน แกก็เลยลองฉีด LSD ใส่โลมาด้วย (ย้าก!) ผลปรากฏว่าสารเคมีทำอะไรโลมาไม่ได้ แกก็เลยหายตื่นเต้น แล้วก็เลิกโครงการนี้ไป

ย้อนกลับมาที่เรื่อง Float ทีแรกที่ทำการทดลองเรื่องนี้ มันออกจะเป็นแนว Sensory Deprivation คือหาทางตัดขาดประสาทสัมผัสทั้งห้าซะมากกว่าค่ะ เริ่มตั้งแต่ใส่หน้ากากปิดหูปิดตา (หลอนมากจนไม่อยากเอารูปมาให้ดู) ไปจนกระทั่งดอกเตอร์เชอร์ลีย์สร้างแทงก์หน้าตาแบบนี้ขึ้นมาได้เมื่อปี 1957

อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า

คุณพระ! คือเอาแทงก์แบบนี้มาตั้งแถวบ้าน จ้างห้าพันอุ้มยังไม่ลงไปเลย พุทโธ่พุทถัง (เออถังจริง ๆ) แค่เห็นก็เครียดแล้ว คนที่มาทำการทดลองตอนนั้น นอกจากต้องเข้าไปยืนลอยเป็นชั่วโมง ๆ หรือเป็นวันแล้ว ยังต้องใส่หมวกกันน็อกมืดทึบ มีท่อต่อให้หายใจ มีสายเสียบวัดค่าโน้นค่านี้ติดกับหัว สรุปตอนนั้นตาสีตาสาทั่วไปไม่มีใครทนได้ เหลือใครรู้มั้ยคะที่ทนไหว… นักบินอวกาศที่ฝึกจะไปดวงจันทร์ไงละคะคู้ณณ เออดู ๆ ไปมันก็เหมือนชุดนักบินอวกาศอยู่แหละนะ

อีกคนที่ทนแทงก์นี้ได้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ตัวดอกเตอร์ลิลลี่เองนั่นแหละค่ะ แกทดลองทั้งแบบตัวเปล่า ๆ กับแบบมี LSD มีไวตามิน K แล้วก็ประกาศว่า กลุ่มที่สองชนะ! คือหากไม่มีสิ่งเร้าทางประสาทสัมผัสทั้งห้า สมองกลับจะตื่นตัว ได้เดินทางเข้าไปพบกับความจริงภายในตัวเอง และเกิด Altered State หรือสภาวะทางจิตที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย (เลยเป็นที่มาของหนังยุค 80 เรื่อง Altered State ไง) คือสรุปว่ามันดีมากนะ ชาวโลกนะ

แต่ชาวโลกอย่างอุ้มจะไม่มีโอกาสมีประสบการณ์ที่ว่าเลย ถ้าไม่มีลูกน้องของลิลลี่คนหนึ่ง ที่ชื่อ เกล็น แพร์รี่ (Glen Perry) หมอนี่มีศรัทธาสูงส่งต่อความฉลาดล้ำเลิศของลิลลี่มาก แต่ก็แบบ…ถังหัวหน้ามันฮาร์ดคอร์มากอะฮะ ขอผมไปออกแบบถังที่คนทั่วไปไม่ตกใจมากดูได้ไหม ลองแล้วลองอีกอยู่นาน สุดท้ายก็ผ่าน หลวงพี่ลิลลี่อนุมัติให้จัดสร้าง แถมตั้งชื่อให้ด้วยว่า Samadhi Tank (อุ้มแปลเป็นไทยให้ว่า ถังสมาธิ นี่ถ้ามีรุ่นต่อไป จะเสนอให้ชื่อถังสังฆทาน)

ปี 1973 Commercial Float Tank แบบแรกของโลกก็ถือกำเนิดขึ้น หน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ

อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า
อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า

แอบเหมือนถังน้ำแข็งอยู่นะ แต่นี่เป็นถัง Float แบบแรกที่ให้คนได้นอนหงาย แล้วการ Float ก็กลายเป็นเรื่องฮิป ๆ เป็นกระแสในหมู่เซเลบริตี้สมัยนั้นขึ้นมา แม้แต่ Yoko Ono ยัง Float!

แล้วจู่ ๆ โรค AIDS ก็ระบาด (จำได้ไหมคะ) ผู้คนแตกตื่น ไม่รู้อะไรปลอดภัยไม่ปลอดภัย กระแส Float กำลังมาแรงอยู่ดี ๆ ก็เลยวูบไป แล้วก็ค่อย ๆ กลายมาเป็นกระแสอีกทีใน 50 ปีต่อมา

แรกเริ่มมันมาจากทางยุโรปก่อนค่ะ แล้วก็ค่อย ๆ ขยายมาอเมริกา Float Tank ก็ปรับปรุงให้หน้าตากลม ๆ มน ๆ หรือเหมือนตู้ซาวน่า ดูเป็นมิตรมากกว่าแต่ก่อนเยอะ จนเดี๋ยวนี้มี Float Center ในสองทวีปนี้เป็นร้อย ๆ แห่ง มากที่สุดก็แน่นอนว่าคือชาติแห่งการกอบโกยอย่างอเมริกา รับรองว่าเมืองใหญ่ ๆ นี่ต้องมี Float Center อย่างน้อย 1 แห่ง กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมรของเราก็มีด้วยนะคะ อยู่แถวพระโขนง ดูจากเว็บไซต์ แล้วฟันธงลงไปเลยว่าฝรั่งทำฝรั่งใช้กันเองแน่นวล ราคาพอ ๆ กับที่นี่เลยค่ะ (ที่ร้าน Float On คิด 77 เหรียญต่อ 90 นาที ที่เมืองไทย 2,500 บาท) เท่าที่เห็นมีแต่แบบ Pod ไม่มีแบบ Cabin หรือ Open Pool (ซึ่งส่วนตัวอุ้มชอบมากกว่า)

 กลับมาที่ว่า ทำไมไป Float แล้วความเครียด ความกังวล และความเจ็บปวดตามร่างกายดูจะลดลง

Float การทำสมาธิด้วยการลอยตัวในน้ำเกลือตั้งแต่ยุค 1950 ที่กำลังกลับมาฮิต เพราะช่วยลดอาการตึง-เครียดได้
Dr.Justin Feinstein

เรื่องนี้จำเป็นต้องพูดถึงงานวิจัยของนักประสาทวิทยาหนุ่มชาวอเมริกันที่ชื่อ Dr.Justin Feinstein ค่ะ ดอกเตอร์ไฟน์สไตน์นี่แกทำงานกับคนไข้ที่เป็นโรคจิตเภทอย่างโรคซึมเศร้า วิตกกังวล PTSD ในระดับที่รุนแรงขนาดใช้ชีวิตตามปกติไม่ได้ คือใช้ยาก็ไม่ได้ผล หรือมีผลข้างเคียงที่ทำให้คนไข้ไม่ยอมกินยา

บุญนักหนาที่เมื่อ 5 ปีก่อน ดอกเตอร์ไฟน์สไตน์แกได้รู้จักการ Float ค่ะ แกตื่นเต้นกับผลที่เกิดขึ้นกับตัวเองมาก จนคิดว่าจะทำการทดลองกับคนไข้ดู เพราะไม่เคยมีใครทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์อย่างจริงจัง ถึงผลของการ Float ต่อคนไข้ในกลุ่มนี้มาก่อน (กรุณาอ่านต่อไปเรื่อย ๆ นะคะ อย่าเพิ่งคิดว่านี่ไม่เกี่ยวกับเรา เพราะเราไม่ได้ป่วย) 

แกก็เลยไปหาทุน แล้วก็คัดกลุ่มตัวอย่างมาได้ 50 คน ที่ถูกวินิจฉัยมาแล้วว่ามีอาการซึมเศร้าวิตกกังวลในระดับความเข้มข้นต่าง ๆ กัน จากนั้นก็ให้คนสร้าง Float Tank แบบเป็นอ่างกลม ๆ ไม่มีฝาปิด แล้วให้ห้องทั้งห้องเก็บเสียงและกันแสงได้แทน เพราะคนไข้กลุ่มนี้มีความวิตกกังวลเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ถูกไหมคะ จะให้เข้าไปอยู่ในตู้ปิดฝาก็จะ Panic Attack กันเสียเปล่า ๆ แบบนี้ทุกคนก็ยังสบายใจได้ว่า ไฟจะปิดมืดหรือเหลือทิ้งไว้เรือง ๆ ก็ได้นะ จะลุกออกจากอ่างเมื่อไหร่ก็ได้นะ (เหมือนตอนเราไปร้าน Float นั่นแล)

Float การทำสมาธิด้วยการลอยตัวในน้ำเกลือตั้งแต่ยุค 1950 ที่กำลังกลับมาฮิต เพราะช่วยลดอาการตึง-เครียดได้
การทดลองที่มี EEG กับ EKG ติดที่ผู้เข้ารับการทดลอง

อีกสองอย่างที่ต้องประดิษฐ์ขึ้นมา ก็คือเครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจ (EKG) กับเครื่องวัดคลื่นสมอง (EEG) แบบกันน้ำและไร้สาย สำหรับเอาไว้ติดที่หน้าผากกับหน้าอกของกลุ่มตัวอย่างเวลาลงไป Float เขาบอกว่า ที่ไม่เคยมีใครทำการทดลองแบบนี้ได้มาก่อน ก็เพราะเพิ่งจะมีเทคโนโลยีสองอย่างนี้เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี่เอง

หลังจากให้กลุ่มตัวอย่างทั้ง 50 คน ทำการ Float อาทิตย์ละ 2 ครั้ง รวมทั้งหมด 12 ครั้ง ก็พบว่า 75 เปอร์เซ็นต์ ของทั้งกลุ่ม และ 82 เปอร์เซ็นต์ ของคนที่มีความวิตกกังวล (Anxiety) ขั้นสุด บอกว่านี่เป็นการบำบัดที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายมากที่สุดในชีวิต เทียบกับวิธีอื่น ๆ ที่เคยลองมาทั้งหมด และยังส่งผลต่อเนื่องในระยะยาวด้วย

Float การทำสมาธิด้วยการลอยตัวในน้ำเกลือตั้งแต่ยุค 1950 ที่กำลังกลับมาฮิต เพราะช่วยลดอาการตึง-เครียดได้
รูปเปรียบเทียบความเครียดในร่างกายก่อนและหลัง Float เทียบกับคนที่ดูโทรทัศน์

ไฟน์สไตน์อธิบายแบบนี้ค่ะ เมื่อสมองส่วนต่าง ๆ ของคนเราไม่ต้องตอบสนองต่อสิ่งเร้า มันก็จะสงบลง และหยุดหลั่ง Cortisol หรือฮอร์โมนที่ร่างกายหลั่งเวลาเครียด วัดเป็นตัวเลขได้ชัดเจน จากอัตราการเต้นของหัวใจและคลื่นสมอง ดูจากกราฟนี้ก็ได้ค่ะ เขาวัดเทียบกับคน 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งคือคนที่นั่งดูรายการสารคดีทาง BBC สบาย ๆ เป็นเวลา 1 ชั่วโมง เท่ากับอีกกลุ่มหนึ่งที่นอน Float มันต่างกันเห็น ๆ เลยค่ะ ทำให้รู้เลยว่า การดูทีวีดูซีรีส์ยาว ๆ ไปนี่มันแค่เบี่ยงเบนความสนใจ แต่ไม่ได้ทำให้หายเครียดจริง ๆ หรอก

นี่คือ Profound Intervention for the Nervous System หรือการแทรกแซงเพื่อปรับสมดุลการทำงานของระบบประสาทเสียใหม่ในระดับที่ลึกมาก

ไม่แปลกหรอกค่ะที่เวลา Float 2 อย่างที่เราจะรับรู้ได้ชัดเจนแทบจะตลอดเวลา ก็คือลมหายใจกับเสียงหัวใจเต้น ซึ่งเป็น 2 ระบบหลักที่ผู้ป่วยจิตเภทต้องทุกข์ทรมาน เพราะเวลาอาการกำเริบขึ้นมา อาการก็คือหัวใจเต้นแรง หรือพาลจะหายใจไม่ออก ถึงขั้นคิดว่าตัวเองหัวใจวาย ต้องไปไอซียูก็มีให้เห็นบ่อย ๆ พอหมอจับตรวจทุกระบบก็ไม่มีความผิดปกติอะไร

ทีนี้การทดลองนี้มันเกี่ยวข้องกับพวกเราคนทำงานยังไง

ไหนลองตอบสิคะว่าใครมีอาการเหล่านี้บ้าง ปวดคอ หลัง ไหล่ นอนไม่ค่อยหลับหรือหลับยาก บางทีก็ไม่อยากตื่น กังวลเรื่องไม่เป็นเรื่อง รู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา แล้วก็อยากกินแป้งหรือของหวาน ๆ ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไร สิ่งที่เคยชอบทำก็พาลเบื่อไม่อยากทำซะงั้น เศร้า รู้สึกตันไม่มีทางออก

ฟังดูคุ้น ๆ ทั้งนั้นเลยใช่ไหมคะ ขอต้อนรับสู่ดินแดนแห่งใหม่ ที่กำลังมีพลเมืองเพิ่มมากขึ้นทุกที ดินแดนแห่งนี้ชื่อ Disability Land ค่ะ

Float การทำสมาธิด้วยการลอยตัวในน้ำเกลือตั้งแต่ยุค 1950 ที่กำลังกลับมาฮิต เพราะช่วยลดอาการตึง-เครียดได้

รู้ไหมคะว่าปัจจุบันนี้ ความทุพพลภาพอันดับหนึ่งของโลกนี้คืออะไร ไม่ใช่แขนขาขาดต้องนั่งรถเข็น ไม่ใช่ตกบันไดกลายเป็นอัมพาต แต่คือ โรคซึมเศร้า (Depression) ค่ะ! ส่วนอีกโรคที่ไล่มาติด ๆ ก็คือโรควิตกกังวล (Anxiety Disorder) แปลว่าสภาวะทั้งสองนี้กระทบคุณภาพชีวิตของผู้คนส่วนใหญ่ในสังคม แล้วไม่ใช่แค่คนที่เป็น แต่คนรอบข้าง อย่างครอบครัว เพื่อนฝูง เพื่อนร่วมงานก็จะพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย

1 ใน 4 ของประชากรทั้งโลกมีอาการ 2 อย่างนี้ค่ะ (นั่นมันมากกว่า 1,500 ล้านคนอีกนะ!) ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ที่น่าตกใจก็คือ 3 ใน 4 ไม่ได้รับการบำบัดรักษา เพราะคิดว่าอาการไม่หนักเท่าไหร่ แค่เครียดเฉย ๆ แหละ หรือไม่อยากไปหาหมอ หรือไม่รู้ว่าจะทำยังไงให้ตัวเองดีขึ้น

อุ้มพูดได้เต็มปากเลยว่าเคยเป็นโรคซึมเศร้าแบบต้องไปหาหมอมาแล้ว ตอนอายุประมาณ 30 ได้ หมอให้ลองยาหลายขนานมาก บอกแต่ว่า “คุณลองยานี้ไปสัก 3 เดือน ถ้าไม่ได้ผลก็เปลี่ยนยาใหม่ แต่ก็ไม่รู้ยาใหม่จะได้ผลหรือเปล่านะ ต้องลองไปเรื่อย ๆ” ตอนนั้นชีวิตบัดซบมากเลยค่ะขอบอก คือยาแต่ละตัวมันจะสร้างความตื่นเต้นแบบปลอม ๆ แล้วพอตกเย็นราว ๆ ทุ่มนึง อุ้มก็จะ Panic Attack แบบหนักมาก แบบกลัวมือไม้สั่นน่ะค่ะ กลัวอะไรไม่รู้ด้วย

ตอนนั้นเลยตัดสินใจว่า ไม่เอาแล้วโว้ย กรูจะตายก็เพราะอิยาพวกนี้แหละ เคยฝึกนั่งสมาธิมาบ้าง แต่ ณ จุดนั้นนี่ สภาพจิตสั่นคลอนเหมือนแผ่นดินไหวตลอดเวลา จะให้มานั่งพิจารณาลมหายใจก็ไม่รอดอีก ก็เลยตัดสินใจออกวิ่งค่ะ วิ่งแบบคิดแค่ ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา ไปเรื่อย ๆ แบบนี้ ทำอยู่เป็นเดือน จนอาการดีขึ้น รอดมาได้ แต่ลองนึกดูสิคะว่ามีใครบ้างที่ยังทุกข์ทรมาน หรือแพ้พ่ายกับสภาวะใจถดถอยแบบนี้บ้าง

มีงานวิจัยในทางประสาทวิทยาหลายชิ้นเลยค่ะ ที่สันนิษฐานว่าความเครียดสะสม คือการที่ร่างกายหลั่งคอร์ติซอลออกมามาก ๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน เป็นสาเหตุสำคัญของอาการซึมเศร้าและวิตกกังวล

อะไรคือตัวกระตุ้นสำคัญให้ร่างกายหลั่งคอร์ติซอล นอกเหนือไปจากสิ่งเร้าภายนอกรู้ไหมคะ… กาแฟ!

สรุปว่าตอนนั้นคือทำงานหนักมาก กินกาแฟเยอะมาก คอร์ติซอลหลั่งพรั่งพรูมาก ร่างกายบอกว่ารับไม่ไหวแล้ว อะไรอีกนิดเดียวก็รับไม่ได้แล้วววววว

การ Float ถึงได้เหมาะมากกับคนที่เครียดจัด ๆ แบบนี้ เพราะจะให้พยายามทำอะไรอีกก็ไม่มีเรี่ยวแรงและความพยายามเหลือแล้ว ให้ไปวิปัสสนาสิบวันจะไหวมั้ย ฝึกโยคะกว่าจะสุริยนมัสการจบ นอนดูทีวีเพลิน ๆ ก็ไม่ช่วย เอานี่แหละ…ไปนอนเฉย ๆ ปิดการรับรู้ทั้งหมด แล้วให้ร่างกาย Reset ตัวเอง ไม่มีผลข้างเคียงเหมือนกินยาด้วย มิน่าผลการทดลองของดอกเตอร์ไฟน์สไตน์ถึงได้ดูมีความหวังในการรักษามาก ๆ

Float การทำสมาธิด้วยการลอยตัวในน้ำเกลือตั้งแต่ยุค 1950 ที่กำลังกลับมาฮิต เพราะช่วยลดอาการตึง-เครียดได้

หลังจากเขียนมาถึงตรงนี้ อุ้มก็ตัดสินใจไป Float อีกรอบค่ะ

ครั้งแรกไม่รู้อะไรเลย ส่วนครั้งนี้อ่านข้อมูลมาอย่างเยอะ ดูซิว่าประสบการณ์จะลึกล้ำยิ่งกว่าเดิมไหม

อุ้มพบว่า สามารถลื่นไหลลงไปสู่ความสงบได้เร็วขึ้นค่ะ ไม่มัวแต่สงสัยแล้วว่าต้องทำอะไร ไปถึงลอยปั๊บปิดไฟหลับตาเลย แค่ไม่นาน ลมหายใจ เสียงหัวใจเต้นก็ช้าลงจนรู้สึกได้ แต่ความปวดนี่สิ…คอหลังไหล่ปวดเป็นปื้นใหญ่ทรมานม๊ากกกกเหมือนเดิมเลย

ก็เลยโฟกัสอยู่กับความปวดนั่นแหละ ดูซิว่าคราวนี้มันจะมลายหายไปกับน้ำเกลือไหม ระหว่างนี้สมองก็ดำดิ่งลึกลงไปสู่ความเงียบ เสียแต่คราวนี้เลือกห้องแบบ Cabin ที่เล็กลงกว่าคราวที่แล้ว เดี๋ยว ๆ มือหรือเท้าก็จะลอยไปแตะผนังให้รู้สึกตัวขึ้นมา (คราวหน้าจะเลือกห้องที่ใหญ่กว่านี้) แล้วอะไรรู้ไหมคะ หงายหน้าเยอะไปนิด น้ำเกลือเข้าตา!!! ภวังค์ภเวิงเปิดเปิงหมด ร้องเจี๊ยกในใจแบบเสียอาการมาก ควานหาผ้าขนหนูที่เขาแขวนเอาไว้ให้เช็ดหน้าอยู่พักใหญ่ เช็ดเสร็จก็ยังแสบ จนคิดว่าออกไปล้างหน้าอาบน้ำเลยดีไหม แต่ก็ตัดสินใจอยู่ต่อ สักพักก็หายแสบ อันนี้ก็บอกกันเอาไว้เป็นอุทาหรณ์นะคะ น้ำเกลือไม่ทำให้ตาบอด It’s okay. ไม่ต้องตกใจ

หลังจากต้องผุดลุกขึ้นนั่งเช็ดน้ำเกลือออกจากตา อุ้มก็แอบเซ็งนิดหน่อยว่า แหมกำลังเข้าที่เลย ต้องเริ่มใหม่อีกสิเนี่ย แต่ปรากฏว่า ร่างกายกลับเข้าสู่โหมดผ่อนคลายต่อได้เกือบจะทันทีเลยค่ะ ดูเหมือนจะยิ่งมีสมาธิลึกลงไปอีกด้วย (เขาบอกว่านั่นคือสมองผลิตคลื่น Theta เหมือนกับคนที่ปฏิบัติมานาน ๆ แล้วมีสมาธิขั้นสูง)

แล้วจู่ ๆ อุ้มก็มี Realization นี้เกิดขึ้นมาค่ะ เรานี่บ้าไปแล้ว มัวแต่ใช้เวลาที่ผ่านมาทั้งชั่วโมง เพ่งจ้องแต่ความเจ็บปวด แล้วก็หวังให้มันหายวับไป โฟลทแทงก์ แกต้องทำให้ไหล่ชั้นหายปวดก่อนหมดเวลา 90 นาที ทั้งที่ความเจ็บปวดนี้ ตัวเราเองก็สร้างก็สะสมมาทั้งนั้น อยู่ดี ๆ จะมาหวังให้คนอื่นช่วยแก้ปัญหา มันใช่เหรอ ถ้าปวดยังไม่หายมันก็คือไม่หาย ก็อยู่กับมันให้ได้ แล้วร่างกายที่เหลือมีอีกตั้งเยอะที่ผ่อนคลายสบายดี ทำไมต้องมาเพ่งแต่ความปวดที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ

Float การทำสมาธิด้วยการลอยตัวในน้ำเกลือตั้งแต่ยุค 1950 ที่กำลังกลับมาฮิต เพราะช่วยลดอาการตึง-เครียดได้

อุ้มเดินออกมาจากบ่อ Float ครั้งนี้แบบเพลียกว่าคราวที่แล้ว แต่ก็ทึ่งด้วยที่ได้พบความจริงอะไรใหม่ ๆ คือบางคนที่มีแนวโน้มจะหลอนก็อาจจะคิดเรื่องอะไรร้าย ๆ อย่างเช่นพ่อสมคิดที่บ้าน เคยไป Float เมื่อนานมาแล้ว ฮีบอกว่าสิบนาทีแรกกลัวมาก คิดว่าจะมีคนเข้ามาฆ่า ส่วนอิเมียคิดได้แต่อะไรบ้า ๆ บ๊อง ๆ อย่างเช่น อยากรู้ว่าถ้าพระพุทธเจ้าหรือท่านโกเอ็นก้ามา Float จะรู้สึกยังไง คือจะบอกว่าการ Float นี่ก็เหมือนไปวิปัสสนาเลยค่ะ ที่แต่ละคนจะมีประสบการณ์ไม่เหมือนกัน และบางทีก็อธิบายไม่ได้ด้วยคำพูด แต่อุ้มคิดว่ามันเป็นทางเลือกในการบำบัดความเครียดและความเจ็บปวดของร่างกายที่ได้ผลมาก เป็น 90 นาทีที่ได้อยู่กับตัวเองจริง ๆ

Float การทำสมาธิด้วยการลอยตัวในน้ำเกลือตั้งแต่ยุค 1950 ที่กำลังกลับมาฮิต เพราะช่วยลดอาการตึง-เครียดได้
Float การทำสมาธิด้วยการลอยตัวในน้ำเกลือตั้งแต่ยุค 1950 ที่กำลังกลับมาฮิต เพราะช่วยลดอาการตึง-เครียดได้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ไม่ใช่ว่าจะตะบี้ตะบันฝากความหวังไว้กับถังน้ำเกลือ โดยไม่คิดจะทำอะไรอย่างอื่นอีกเลยนะคะ อย่างแรกเลยคือมันแพง ใครจะไปมีเงิน Float ได้บ่อย ๆ ที่ไปลอยก็ยังมีไม่มาก (เว้นเสียแต่ว่าจะมีเงินเหลือทิ้งขว้าง ซื้อถังมาติดที่บ้านมันเสียเลย อย่างคนรู้จักอุ้มที่นี่คนหนึ่ง แค่หกเจ็ดแสนบาทเอ๊ง ถูกกว่าซื้อ Tesla อีก งือออ) อย่างที่สองก็คือเทคนิคผ่อนคลายอย่างอื่นที่ไม่มีผลข้างเคียง อย่างวิปัสสนาหรือ Counseling หรือออกกำลังกาย ไปอยู่ในธรรมชาติ กินอาหารที่มีประโยชน์ ยังไงก็เป็นสิ่งที่ควรทำควบคู่กันไป แล้วก็ทำได้บ่อย ๆ กว่าด้วย

ใครอยากจะเปิด Float Center ที่เมืองไทย ขอร้องอย่างหนึ่งเลยนะคะ ช่วยศึกษาให้ลึกซึ้ง ทำให้ดีจริง ๆ ปลอดภัยจริง ๆ และอย่าให้แพงมาก คนจะได้มีโอกาส Float มากขึ้น ตอนนี้มีงานวิจัยมีข้อมูลให้ศึกษาเยอะขึ้นมากเลย ลองฟังดอกเตอร์ไฟน์สไตน์จากวิดีโอนี้ ก่อนเลยก็ได้ค่ะ แล้วถ้าอยากตามไปอ่านงานวิจัยอย่างละเอียดก็เข้าไปในเว็บไซต์นี้

อ้อแล้วก็ยังมี Float Conference ให้ได้อัปเดตข้อมูลใหม่ ๆ ทุกปีด้วยนะคะ คนก่อตั้งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ผู้บริหารทั้งสองของ Float On นี่เอง ดูภูมิฐานสมกับเป็นนักธุรกิจใหญ่แห่งพอร์ตแลนด์ดีมั้ยคะ

Float การทำสมาธิด้วยการลอยตัวในน้ำเกลือตั้งแต่ยุค 1950 ที่กำลังกลับมาฮิต เพราะช่วยลดอาการตึง-เครียดได้

สองคนนี้นอกจากจะบริหารร้าน Float On ที่เป็นเหมือนสถาบันแห่งการ Float รุ่นบุกเบิกของอเมริกาแล้ว ตอนนี้ยังมีธุรกิจให้คำปรึกษาสำหรับคนที่จะเปิด Float Center ชื่อว่า Float Tank Solutions กับซอฟต์แวร์สำหรับบริหารร้าน ให้เอาไปใช้ได้เลย ชื่อ Helmbot คือครบวงจรมากสำหรับคนที่อยากจะเริ่มทำเรื่อง Float จริงจัง

ตายละ เขียนมายาวมากเป็นประวัติการณ์ สงสัยสมองทำงานดีผิดปกติหลังจากไป Float มา 2 หน เห็นทีต้องเก็บค่าต้นฉบับแพงเป็น 2 เท่า อ้อ ข่าวว่าส่งเลต ว้า หลับตา ปิดไฟ ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น

ไป Float ต่อดีกว่า ลากันแต่เพียงเท่านี้ สวัสดีค่ะ

Writer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

คุณ-ภาพ-ชี-วิต

อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอท ชวนคิดอย่างคนพอร์ตแลนด์

ห้องสมุดในฝันของคุณหน้าตาเป็นอย่างไร

เต็มไปด้วยหนังสือและอีบุ๊กส์ดีๆ หลายประเภทให้ยืมได้ฟรี มีฐานข้อมูลเอกสารอ้างอิงล้นเหลือ มีสาขามากมาย ยืมและคืนหนังสือที่ไหนก็ได้ มีกิจกรรมหลากหลาย มีบรรณารักษ์ใจดีมีความรู้เรื่องหนังสือมาก (นี่หมายถึงทั้งมีความรู้มาก และมีบรรณารักษ์แบบนี้จำนวนมาก) ทันสมัย ใช้งานง่าย เข้าถึงประชาชน นอกจากหนังสือควรจะมีหนังและเพลงทุกประเภททั้งเก่าและใหม่ล่า มี zine ด้วยยิ่งดีใหญ่ อ้อ… อย่าลืมห้องหนังสือเด็กต้องน่ารักและมีการเล่านิทาน และที่สำคัญ … การได้ไปห้องสมุดคือประสบการณ์แสนสนุกสำหรับทุกคนในครอบครัว

ถ้าคุณสมบัติที่กล่าวมาข้างต้นตรงกับใจของคุณแล้วล่ะก็ ขอเชิญให้แวะมาใช้บริการระบบห้องสมุดของพอร์ตแลนด์และบริเวณใกล้เคียง ซึ่งรวมเรียกกันว่าห้องสมุดมณฑลมัลท์โนมาห์ (Multnomah County Library) ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 150 ปี และเป็นระบบห้องสมุดที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในอเมริกา จากสถิติบอกว่าปี 2016 ที่ผ่านมา มีหนังสือและสื่อต่างๆ ถูกยืมไปราว 22 ล้านชิ้น! (คือประมาณ 24 ชิ้นต่อคนต่อปี)

ฮิปสเตอร์ก็เป็นหนอนหนังสือด้วยนะเอ้า! (พูดเล่นหรอกน่า ฮิปสเตอร์พอร์ตแลนด์นั่นมันมีแต่ในแม็กกาซีน)

ทำไมคนพอร์ตแลนด์ถึงรักการอ่านและรักการใช้ห้องสมุด ก็เพราะห้องสมุดพอร์ตแลนด์เริ่มต้นขึ้นจากคนรักการอ่านน่ะสิ!

ย้อนไปเมื่อปี 1846 สมัยพอร์ตแลนด์ยังเป็นเมืองชายแดนฝุ่นตลบ พ่อค้าวาณิชชั้นสูงจำนวนหนึ่งหยิบมือ รวมตัวกันตั้งห้องสมุดแบบบอกรับสมาชิกขึ้น โดยให้สมาชิกจ่ายค่าแรกเข้า 5 เหรียญ และจ่ายอีก 3 เหรียญทุกไตรมาส พวกเขาเรียกมันว่า Library Association of Portland และในยุคแรกมีสมาชิกทั้งระยะสั้นและระยะยาวประมาณร้อยกว่าคน ความตั้งใจแรกเริ่มของคณะผู้ก่อตั้งคือการทำห้องสมุดไว้อ่านกันในหมู่ผู้มีอันจะกินของพอร์ตแลนด์ในขณะนั้น แต่คณะกรรมการบางส่วนไม่เห็นด้วย และพยายามต่อสู้เพื่อให้คนทั่วไปได้มีโอกาสใช้งาน ความพยายามของพวกเขาจะไม่สำเร็จเลย ถ้าไม่ได้มหาเศรษฐีจิตใจดีอย่างจอห์น วิลสัน ที่มอบหนังสือหายากเกือบเก้าพันเล่มที่เขาสะสมไว้ให้กับ LAP หลังจากที่เขาเสียชีวิตลงในปี 1900 โดยในพินัยกรรมระบุว่า ต้องให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามาใช้หนังสือเหล่านี้ได้ฟรี

ขณะนั้น LAP มีอาคารห้องสมุดของตนเอง แต่ยังขาดบรรณารักษ์ที่มีความรู้ความสามารถพอที่จะรับมือกับหนังสือบุญหล่นทับจำนวนมหาศาล พวกเขาตัดสินใจจ้างแมรี่ แฟรนซิส อิสม (Mary Frances Isom- คนทั่วไปเรียกเธอว่าแมรี่ แฟรนซิส) ซึ่งจบการศึกษาด้านบรรณารักษ์จากสถาบันแพรทท์ที่นิวยอร์ก ซึ่งถือว่าเป็นสถาบันสอนด้านวิชาบรรณารักษ์ที่ก้าวหน้าที่สุดในอเมริกาขณะนั้น การจ้างแมรี่ แฟรนซิสนี่เองที่ถือว่าเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าและพัฒนาการห้องสมุดของพอร์ตแลนด์ให้เจริญรุดหน้าอย่างไม่มีใครคาดคิดมาก่อน

แมรี่ แฟรนซิส

แมรี่ แฟรนซิส เกิดที่แนชวิล รัฐเทนเนสซี่ แต่มาโตที่เมืองคลีฟแลนด์ รัฐโอไฮโอ้ เธอเป็นลูกสาวคนเดียวของศัลยแพทย์ประจำกองทัพ ครอบครัวของเธอนับว่าเป็นผู้มีอันจะกิน และให้ความสำคัญกับการศึกษาของผู้หญิง เมื่อพ่อแม่ของเธอเสียชีวิตและทิ้งมรดกก้อนใหญ่ไว้ให้ แมรี่ ฟรานซิสอายุได้ 34 ปี (ถือว่ามากเกินจะแต่งงาน) เธอมองหาว่ามีอาชีพอะไรที่จะสร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้ ถึงแม้ทรัพย์สมบัติที่มีจะพอเลี้ยงเธอไปจนตายโดยไม่ต้องทำอะไรเลยก็ตาม

ในสมัยนั้น อาชีพที่ถือว่าเหมาะสำหรับผู้หญิงฉลาดมีความรู้ คือการเป็นบรรณารักษ์ แมรี่ แฟรนซิสเลือกไปเรียนที่แพรทท์เพราะแม่รี่ ไรท์ พลัมเมอร์ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการขณะนั้น มีชื่อเสียงว่าเป็นผู้หญิงหัวก้าวหน้า และยัังเป็นคนแรกที่แยกให้มีมุมหนังสือเด็กออกมาเป็นสัดส่วน ห้องสมุดของแพรทท์ยังกลายมาเป็นต้นแบบของห้องสมุดในยุคต่อๆ มาด้วย

พอร์ตแลนด์
พอร์ตแลนด์

เมื่อแมรี่ แฟรนซิสเดินทางมาถึงพอร์ตแลนด์ งานช้างที่เธอต้องเผชิญก็คือการปรับ LAP ให้เป็นห้องสมุดประชาชน คือคนเข้ามาใช้งานได้ฟรี จะทำอย่างไรให้คนทั่วไปสนใจการอ่าน และจะหาเงินทุนที่ไหนมาสนับสนุนการบริหารงานและการขยายตัวของห้องสมุดหน้าใหม่นี้ แทนที่จะได้แต่นั่งคอยบนหอสมุดให้คนเดินมาหา สิ่งที่แมรี่ แฟรนซิสทำก็คือพาหนังสือออกไปหาประชาชน! เธอจัดให้มีรถเคลื่อนที่ (Book Mobile) ออกไปยังจุดต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่บ้านของชาวนายากจนที่อยู่ห่างไกลจากตัวเมือง จุดไหนที่ชาวบ้านมักมารวมตัวกัน อย่างเช่น ที่ทำการไปรษณีย์ บ้านคน หรือแม้แต่โรงนา เธอก็ตั้งให้เป็นสถานีสำหรับยืมและคืนหนังสือ หากมีผู้อาสาจะเป็นเจ้าหน้าที่ดูแล

สถานีเหล่านี้มีหนังสือประมาณ 50-100 เล่ม ซึ่งล้วนเป็นหนังสือที่ชาวบ้านในชุมชนนั้นขาดแคลนและเรียกร้องมา อย่างเช่น พจนานุกรม สารานุกรม คู่มือ วรรณกรรมต่างๆ หรือหนังสือด้านเกษตรกรรมและปศุสัตว์ในชุมชนชาวนา (ลองนึกว่าสมัยก่อนไม่มีกูเกิ้ล ความรู้จากหนังสือคงจะต้องเป็นสิ่งมีค่ามาก) ในตัวเมืองพอร์ตแลนด์เอง เธอก็สร้างกระแสความสนใจ ด้วยการลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์เวลาที่มีหนังสือใหม่ หรือใช้บิลบอร์ดกระตุ้นให้คนอยากมาใช้บริการห้องสมุด

พอร์ตแลนด์

ในขณะนั้น ห้องสมุดมีอาคารก่ออิฐขนาดใหญ่อยู่หลังเดียวตั้งอยู่ใจกลางเมือง ซึ่งแน่นอนว่าไม่สะดวกหรือเพียงพอที่จะรองรับประชากรของพอร์ตแลนด์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมากในยุคนั้น โชคดีที่อภิมหาเศรษฐีแอนดรูว์ คาร์เนกี้กำลังบริจาคเงินทุนสำหรับสร้างห้องสมุดใหม่ทั่วอเมริกา สาขาย่อยหลายสาขาของ LAP จึงถูกสร้างขึ้นทั่วทุกมุมเมือง เป็นการกระจายห้องสมุดไปยังชุมชนที่มั่นคงยิ่งไปกว่ารถเคลื่อนที่หรือสถานียืมหนังสือ เพียง 3-4 ปีแรกที่แมรี่ แฟรนซิสเข้ามารับตำแหน่ง ห้องสมุดพอร์ตแลนด์มีสาขาใหม่เพิ่มขึ้นถึง 11 สาขาทีเดียว! (ปัจจุบันนี้มี 19 สาขา) และห้องสมุดกลาง (Central Library) ที่ปัจจุบันนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอาคารประวัติศาสตร์ของอเมริกา ก็ถูกสร้างขึ้นหลังจากเธอเริ่มทำงานเพียง 11 ปีเท่านั้นเอง (อ่านประวัติของห้องสมุดแต่ละสาขาของพอร์ตแลนด์ได้ที่นี่)

พอร์ตแลนด์

นอกจากแมรี่ แฟรนซิสจะเป็นบรรณารักษ์หัวก้าวหน้าแล้ว เธอยังรู้จักเล่นการเมืองด้วย เพราะอย่างที่เล่าไว้ในตอนต้นว่าห้องสมุดพอร์ตแลนด์นั้น ก่อตั้งขึ้นโดยคนชั้นสูงที่ล้วนแต่เป็นผู้ชายและมีอำนาจทางสังคม แมรี่ แฟรนซิสรู้วิธีที่จะเข้าถึงคนเหล่านั้น (เพราะเธอเองก็มาจากครอบครัวมีฐานะ) และสร้างความเชื่อมั่นว่าผู้หญิงก็สามารถมีบทบาทในการบริหารจัดการได้ โดยที่ไม่ได้ลดความสำคัญของคณะกรรมการที่อยู่มาก่อน ความเชื่อมั่นนั้นเองทำให้เธอสามารถคิดสร้างโครงการต่างๆ ได้มากมาย และได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการ รวมทั้งคนที่เข้ามาทำงานด้วย เรียกว่าคนในก็ไม่ทิ้ง คนนอกก็ออกไปหาแท้ๆ เลย

เรื่องสำคัญมากอีกเรื่องคือเงินทุนสนับสนุน คณะผู้บริหาร LAP รู้ดีว่าลำพังเพียงเทศบาลเมืองพอร์ตแลนด์นั้น คงไม่สามารถให้เงินสนับสนุนได้มากพอ ต้องมองให้สูงขึ้นไปในระดับมณฑล แต่รัฐโอเรกอนเองยังไม่มีกฏหมายรองรับเรื่องนี้ แมรี่ แฟรนซิสจึงทำการร่างกฏหมายห้องสมุด ที่ระบุให้มณฑลมัลท์โนมาห์ต้องกันภาษีโรงเรือน (Property Tax) ส่วนหนึ่งไว้เพื่อใช้สนับสนุนห้องสมุด แล้วไปล็อบบี้สมาพันธ์สตรีโอเรกอนซึ่งค่อนข้างมีอิทธิพล ให้ลงคะแนนเสียงสนับสนุน จนกฏหมายผ่านและได้รับการบังคับใช้ในปี 1901 และกลายเป็นระบบห้องสมุดแรกในฝั่งตะวันตกของอเมริกาที่ได้รับการสนับสนุนอย่างถูกต้องตามกฏหมาย และยังคงมีผลบังคับใช้มาจนถึงทุกวันนี้ ปัจจุบันรัฐโอเรกอนยังคงใช้ภาษีโรงเรือนมาสนับสนุนห้องสมุดและโรงเรียน ซึ่งนับเป็นสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม เพราะคนในชุมชนนั่นเองเป็นผู้ใช้และได้รับประโยชน์จากทั้งสองสถาบันนี้โดยตรง (แอบกระซิบว่าภาษีโรงเรือนของที่นี่แพงมาก บ้านเราจ่ายปีละเกือบสองแสน)

อีกเรื่องที่เป็นคุณความดีของแมรี่ แฟรนซิสก็คือห้องหนังสือคุณภาพสำหรับเด็กๆ ที่ได้รับการปลูกฝังมาจากแพรทท์ เธอบอกว่า “การสร้างให้เด็กๆ โตขึ้นกลายเป็นนักอ่านนั้น นอกจากจะเป็นเรื่องที่พึงกระทำแล้ว ยังเป็นการสร้างฐานของผู้ใช้งานห้องสมุดในอนาคตด้วย” เธอรู้ดีว่ามีเด็กจำนวนมากมายที่ไม่สามารถเดินทางมายังห้องสมุดใหญ่ในเมืองได้ เธอจึงทำกล่องหนังสือสำหรับเด็ก แล้วแจกจ่ายไปยังโรงเรียนทั่วทั้งมณฑล “ถ้าหากเราละเลยที่จะสร้างโอกาสในการอ่านให้กับเยาวชนของเราแล้ว รัฐก็จะต้องบาดเจ็บจากการที่มีประชากรที่ด้อยคุณภาพ และห้องสมุดก็สมควรได้รับการตำหนิ” คือวาทะที่เธอกล่าวเอาไว้

พอร์ตแลนด์
พอร์ตแลนด์

ความสามารถของแมรี่ แฟรนซิส คณะกรรมการของ LAP ซึ่งทั้งมีวิสัยทัศน์และมีทุนทรัพย์ (ว่ากันว่าประธานกรรมการที่ทำงานคู่กับแมรี่ แฟรนซิสตลอดช่วงที่เธอเป็นหัวหน้าบรรณารักษ์คือ วินสโลว์ แอร์ – Winslow Ayer นั้น ต้องควักสมุดเช็คออกมาสมทบทุนให้ห้องสมุดอยู่เนืองๆ) เงินสนับสนุนจากรัฐที่ได้มาจากภาษีของประชาชน และความกระตือรือร้นของประชาชนเอง ทำให้ระบบห้องสมุดมณฑลมัลท์โนมาห์เจริญรุดหน้า และถือว่าเป็นระบบห้องสมุดที่น่าศึกษาและใช้เป็นแบบอย่างมากที่สุดในอเมริกาเลยก็ว่าได้

เราเคยคุยกับเพื่อนที่เป็นบรรณารักษ์จากรัฐอื่น เขาเล่าอย่างกระตือรือร้นว่าเมื่อเทียบกับห้องสมุดนิวยอร์ก ซึ่งเป็นสถาบันห้องสมุดที่แข็งแรงและขลังที่สุดในอเมริกาแล้ว ห้องสมุดมณฑลมัลท์โนมาห์นั้นถือเป็นหัวหอกในด้านการเข้าถึงประชาชน คือมีความเป็นกันเองและหัวก้าวหน้ากว่า และการมีภาษีสนับสนุนนั้นทำให้ห้องสมุดมีฐานะมั่นคง ต่างจากห้องสมุดในรัฐอื่นๆ หลายต่อหลายรัฐ ที่ได้รับเงินทุนแบบกระพร่องกระแพร่ง จึงไม่เจริญเท่าที่ควร เมืองพอร์ตแลนด์เองก็ชัดเจนเรื่องความเป็นเมืองหนังสือ เพราะถึงแม้จะมีห้องสมุดให้คนอ่านหนังสือได้ฟรีแล้ว ร้านหนังสือใหญ่ยักษ์อย่าง Powell’s ก็เป็นร้านหนังสือระดับตำนาน และยังมีคนให้การสนับสนุนมาก พอๆ กับร้านหนังสือเล็กๆ ที่กระจายตัวอยู่ทั่วเมือง เท่ากับว่าการมีห้องสมุด ไม่ได้ทำให้ร้านหนังสือขายไม่ได้ แต่กลับเป็นการส่งเสริมและสร้างบรรยากาศการอ่านให้คึกคักขึ้นต่างหาก

เราเอง ในฐานะคนที่กลายมาเป็นพลเมืองของพอร์ตแลนด์ และใช้บริการห้องสมุดมาได้ราว 6 ปีกว่า ก็รู้สึกทึ่งจริงๆ กับความเป็นมิตร และความกว้างขวางของหนังสือและสื่อต่างๆ ที่ห้องสมุดมีให้คนได้ใช้ คือจะหาหนังสือ เพลง หนังอะไรก็มีไปหมด (หนังทดลองเรื่องแรกของพี่เจ้ย อภิชาติพงศ์ อย่างดอกฟ้าในมือมาร ยังมีเลยอ่ะคิดดู) แถมยังมีอะไรใหม่ๆ ออกมาให้ได้ใช้งาน อย่าง Hoopla ซึ่งเป็นแอพลิเคชั่นห้องสมุดสำหรับ(ยืม)ดูหนังฟังเพลง ดาวน์โหลดอีบุ๊กส์ และฟังหนังสือเสียงให้ใช้งานได้ด้วย (ห้องสมุดเป็นผู้จ่ายค่าสมาชิกให้กับ Hoopla ส่วนสมาชิกห้องสมุดใช้ฟรี เย้!)

Multnomah County Library เบื้องหลังการสร้างห้องสมุดในฝันที่เมืองพอร์ทแลนด์
Multnomah County Library เบื้องหลังการสร้างห้องสมุดในฝันที่เมืองพอร์ทแลนด์

วิธีการใช้ห้องสมุดก็ง่ายมากๆ เพียงแค่สมัครเป็นสมาชิกที่สาขา (ใช้แค่ใบขับขี่ที่แสดงว่าเราเป็นคนพอร์ตแลนด์) ได้เลขที่สมาชิกมาแล้วก็เข้าไปเสิร์ชหาหนังสือหรือสื่อที่ต้องการในเว็บไซต์ หรือในแอพฯ บนมือถือหรือแท็บเล็ทก็ได้ จากนั้นก็ลงทะเบียนเข้าไปจองหนังสือนั้นได้เลย สามารถเลือกได้ด้วยว่าจะไปรับที่สาขาไหน พอหนังสือมาถึงแล้วก็จะมีอีเมล์หรือข้อความแจ้งมาทางมือถือ แล้วพอไปยืมออกมา ใกล้จะถึงกำหนดคืน ก็จะมีข้อความมาเตือนอีกรอบ จะได้ไม่ต้องเสียค่าปรับ ใครไม่รู้จะอ่านหนังสืออะไรดี เวลาไปที่สาขาก็จะมีการเอาหนังสือมาแนะนำหมุนเวียนไปเรื่อย โดยแต่ละสาขาจะคิดหาธีมของแต่ละสัปดาห์เพื่อเลือกหนังสือมาวางให้ไม่ซ้ำกัน หรือในเว็บไซต์ก็มีแนะนำหนังสือหลากหลายรูปแบบ ทั้งหนังสือใหม่ หนังสือได้รางวัล หนังสือขายดี หรือหนังสือที่ทีมงานแนะนำ หรือมีการให้ส่งข้อความ ‘ถามบรรณารักษ์’ ได้ด้วยว่าความสนใจเราประมาณนี้ มีหนังสืออะไรแนะนำบ้าง จะเอาใจกันไปถึงไหนเนี่ย!

อีกกิจกรรมหนึ่งที่บ้านเราชอบมากคือการพาลูกๆ ไปห้องสมุด (ลูกสาวเราทั้งสองคนมีบัตรสมาชิกห้องสมุดตั้งแต่อายุได้แค่สัปดาห์เดียว เพราะสมัครง่ายมาก แค่พ่อหรือแม่แสดงใบขับขี่ก็ได้แล้ว) เพราะทุกสาขาจะมีห้องหนังสือเด็กที่มีหนังสือภาพและหนังสือเด็กมากมาย จัดเป็นหมวดหมู่ตามช่วงอายุ มีมุมของเล่น และมีชั่วโมงเล่านิทานหลายวันต่อสัปดาห์ จะเลือกไปใช้บริการที่สาขาไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นสาขาที่ใกล้บ้าน แต่คนที่นี่ส่วนใหญ่ก็มักจะถามกันว่า “บ้านอยู่ใกล้ห้องสมุดไหน” เป็นเรื่องปกติ เมื่อถึงปิดเทอมใหญ่ภาคฤดูร้อน ก็ยังมี Summer Reading Program ให้เด็กๆ อ่านหนังสือสะสมคะแนน เพื่อรับรางวัลเล็กๆ น้อยๆ ที่น่ารักกำลังดี ส่วนผู้ใหญ่ก็มีโปรแกรมอ่านหนังสือที่น่าสนุกไม่แพ้กัน แถมของรางวัลใหญ่ปีนี้ ที่เป็นกระเป๋ารูปใบยืมหนังสือโบราณมันช่างน่ารักน่าชังเสียนี่กระไร

Multnomah County Library เบื้องหลังการสร้างห้องสมุดในฝันที่เมืองพอร์ทแลนด์
Multnomah County Library เบื้องหลังการสร้างห้องสมุดในฝันที่เมืองพอร์ทแลนด์

นอกจากนี้ ห้องสมุดยังมีบริการจัดหางานสำหรับคนไร้บ้าน สอนทำการบ้านสำหรับเด็กเล็ก เรื่อยไปจนถึงการทำรายงานสำหรับเด็กมัธยมปลาย มีข้อมูลทำวิจัยสำหรับผู้ใหญ่ สอนใช้คอมพิวเตอร์หรือสอนอ่านหนังสือสำหรับวัยเกษียณ มี Book Club มีกลุ่มถักนิตติ้ง และห้องกิจกรรมสำหรับให้คนมาขอยืมใช้งาน (ยืมได้ทุกอย่างเลยแฮะ) เรียกว่ามีทุกสิ่งสำหรับทุกคน สมดังที่แมรี่แฟรนซิสกล่าวไว้ว่า “ห้องสมุดประชาชน ดูแลโดยประชาชน และเพื่อประชาชน” (The public library is the people’s library. It’s maintained by the people for the people.) อย่างแท้จริง

ฝันหวานๆ ของเราคือการได้เห็นระบบห้องสมุดแบบนี้ในกรุงเทพฯ และทั่วเมืองไทย ห้องสมุดที่มีวรรณกรรมทั้งเก่าและร่วมสมัย วรรณกรรมเด็ก ภาพยนตร์ไทย เพลงทุกยุคทุกสมัย อีบุ๊กส์ทุกปกที่อยากอ่าน มีหนังสือทำมือ มีกิจกรรมทางวรรณกรรมสนุกๆ ให้คนได้มาคุยกัน มีสาขากระจายอยู่ในทุกเขต (ห้องสมุดลาดพร้าว ห้องสมุดบางบัวทอง ห้องสมุดฝั่งธน ห้องสมุดดอนเมือง ฯลฯ ฟังดูดีไหม) แล้วแต่ละสาขาต้องเฟี้ยวมากๆ คือไม่ใช่จะมาแนวห้องสมุดเชยๆ บรรณารักษ์เกล้ามวยใส่แว่นนี่ไม่เอาแล้วนะจ๊ะ เดี๋ยวนี้โลกเค้าไปถึงไหนกันแล้ว (บรรณารักษ์พอร์ตแลนด์บางคนนี่สักลายพร้อยเชียว)

ที่สำคัญคือผู้คนจูงลูกจูงหลานไปหาหนังสืออ่านกัน หรือไม่ก็ไปฟังเล่านิทาน เวลามีหนังสือใหม่มาก็ถามไถ่กันว่า “นี่ๆ อ่านเล่มนี้หรือยัง มาแล้วนะ” อยู่ที่ไหนก็เข้าไปจองหนังสือได้เพราะเว็บไซต์และแอพฯ ใช้ง่ายโหลดได้อย่างด่วน ไม่ช้าและงงจนคนท้อถอยที่จะใช้งาน และที่สำคัญ รัฐบาลต้องเป็นผู้ออกเงินสนับสนุน ใส่ไปในกฏหมายเลยนะคะหนูขอร้อง แล้วอย่ามาแก้กฏหมายกันบ่อยๆ อิฉันงงมาก คือกว่าพอร์ตแลนด์เค้าจะมาถึงวันนี้ต้องใช้ความพยายามและเวลาร้อยกว่าปี แต่เรามีตัวอย่างให้ลอก (ดีขนาดนี้ช่วยกรุณาลอกหน่อยเถอะค่ะ) ได้เลยเนี่ย อย่าลังเลเลยนะคะ ประชาชนรักการอ่านอย่างพวกเราก็ต้องช่วยกันกดดัน สร้างกระแสร่วมกัน เราต้องการห้องสมุดดีๆ เราไม่อยากให้เด็กและผู้ใหญ่ทุกวันนี้อ่านแต่หนังสือซุบซิบข่าวดารา เราอยากให้เขารู้ว่าหนังสือและข้อมูลที่มีสาระทำให้จิตวิญญาณของเขาเข้มแข็ง แล้วปัญหาสังคมมากมายจะลดลงอย่างมหาศาล ประหยัดงบประมาณรัฐไปอีกโข

มาช่วยกันฝันถึงห้องสมุดในฝัน แล้วช่วยกันทำมันให้เป็นความจริงอย่างที่พอร์ตแลนด์และมณฑลมัลท์โนมาห์ทำมาแล้ว ดีไหมคะ

multcolib.org

ขอขอบคุณ : พิชาญ สุจริตสาธิต  และ Multnomah County Library

Writer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

Photographer

พิชาญ สุจริตสาธิต

ช่างภาพอิสระ ชอบทำงานเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์ ชอบปลูกต้นไม้ ชอบทำทุกอย่างที่เกี่ยวกับศิลปะโดยไม่จำกัดอุปกรณ์ เพราะเชื่อว่าความรู้ทุกอย่างจะส่งเสริมกัน และทำให้เราเป็นคนที่มองโลกได้ละเอียดขึ้น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load