ไป Float มาค่ะ

เรื่องคือ ปวดไหล่มาหลายอาทิตย์มาก คอด้านซ้ายก็ตึงแบบเอียงลงไปถึงไหล่ไม่ได้ เอวก็ปวด ไหล่ ข้อศอก และสะโพกด้านขวา ก็พากันเจ็บลึก ๆ คือถ้าความปวดมีเสียงนี่ ร่างกายอุ้มคงประหนึ่งวงมโหรีปี่พาทย์ที่เครื่องดนตรีเสียงเพี้ยนหมด รู้สึกคุณภาพชีวิตตกต่ำมากจนไม่ไหวละ

ก็เลยไปฝังเข็ม กับไปนวด Deep-Tissue ที่คลินิกตรงปากซอยบ้านค่ะ นักนวดบำบัด (จะเรียกหมอนวดก็ยังไงพิกล เพราะเขาจบปริญญาโทด้านสรีรศาสตร์กับสังคมสงเคราะห์มา) รีดกล้ามเนื้อกับเส้นเอ็นอยู่พักใหญ่ แล้วก็วินิจฉัยว่า “คุณเครียดมากค่ะ” เพราะว่าเส้นเสิ้นอะไรตึงไปหมด ไมเกรนก็เริ่มจะถามหา แล้วที่ร่างกายด้านขวาพากันประท้วงนี่ก็เพราะ (สมองซีกซ้าย) พยายามจะเข้มแข็งมานานเกินไป ไม่ให้ส่วนอ่อนโยนอ่อนไหว (สมองซีกขวา) ได้ทำงานกับเขาบ้างเลย

ฟังแล้วก็ถอนหายใจโล่งอก คือไอ้อาการที่ว่ามาเนี่ย รู้อยู่แล้วแหละ ถึงได้ลากสังขารแข็ง ๆ มาหานี่ไง แต่การได้ยินชัด ๆ ให้รู้ตัวทั่วพร้อมแบบนี้ มันเหมือนมีคนมาโอบไหล่ให้เราได้ยอมรับความจริง คำถามที่ตามมาคือ แล้วจะทำไงให้หายเครียด นี่ก็ทั้งเล่นโยคะ ออกไปเดิน นั่งสมาธิ แช่น้ำอุ่น ถักนิตติ้ง ไปคุยกับ Counselor หรือดูซีรีส์ Netflix ยาว ๆ ไป แต่ก็ยังไม่ช่วยเท่าไหร่ แม้แต่นอนที่ควรจะได้พัก ตื่นมาดั๊นปวดเมื่อยเนื้อตัวและเจ็บคอหนักกว่าเก่าอีก

“ยูควรไป Float” นักนวดบอกมาง่าย ๆ สั้น ๆ แค่นี้เลย 

อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า

คือแถวบ้านอุ้มมีอยู่ร้านหนึ่งค่ะ ชื่อว่า Float On อุ้มผ่านทุกวันมาจะสิบปีแล้ว แต่ไม่เคย (จริง ๆ คือไม่กล้า) จะเข้าไปข้างในเลย เพราะรู้คร่าว ๆ มาว่ามันคือที่ที่คนไปนอนลอยมืด ๆ ในน้ำเกลือเป็นชั่วโมง แล้วเวลาเดินผ่าน มองเข้าไปก็จะเห็นผู้ชายลุคโยคี ๆ ออกมานั่งหัวเปียกหน้าตายิ้ม ๆ เหมือนไปพิชิตบุรีรัมย์มาราธอนมาหมาด ๆ คือมีความลัทธิและบุปผาชนมาก จนเดี๊ยนแน่ใจว่าไม่ใช่ที่ของตนแน่ ๆ

แต่พอนักบำบัดมาบอกแบบนี้ อุ้มก็เริ่มสนใจขึ้นมา เพราะหนึ่งคือไหล่นี่ปวดขั้นสุด จะบอกให้ไปนอนกลบหลุมทรายคาบไข่เค็มอะไรก็ยอมแล้วนะตอนนี้ แล้วสองคือนางก็มีลูกเล็ก ๆ ที่มีความต้องการพิเศษด้านการแพทย์เหมือนกันอีก เขาบอกยูไปเถอะ อาการอะไร ๆ ที่เป็นอยู่ตอนนี้มันจะดีขึ้น ไอยืนยัน

เหมือนตอนอุ้มจะไปวิปัสสนาที่ศูนย์ท่านโกเอ็นก้าเป็นครั้งแรกเลยค่ะ ก่อนหน้านั้นสมัยอยู่กองถ่าย สี่แผ่นดิน มีพี่ผู้ช่วยผู้กำกับมาบอกว่า ดีจริง ๆ ไปเถอะ อุ้มก็ได้แต่ขอคิดดูก่อน (ในใจคือคิดว่าบ้าเหรอ จะให้ไปนั่งหลับตาไม่พูดไม่จากับใครตั้งสิบวัน) แต่มาวันหนึ่งหลังจากนั้นหลายปี มีพี่อีกคนโทรมาบอก อุ้มลงทะเบียนแล้วแพ็กกระเป๋า ขับรถไปกาญจนบุรีคนเดียวเลยค่ะ

ชะรอยว่าบารมีแห่งการ Float ของอุ้มจะถึงพร้อม 2 วันต่อมา อุ้มก็มายืนอยู่หน้าร้านสีฟ้าที่เคยเป็นอโคจรสถานของตัวเองมาตลอด พ่อหนุ่มที่รอเช็กอินอยู่หน้าเคาน์เตอร์ก็โคตรจะยิ้มแย้ม พอบอกว่ามา Float เป็นครั้งแรก ฮีนี่แทบจะออกมาอุ้มเข้าไปข้างใน (ด้วยความเป็นมิตร กรุณาอย่าคิดอกุศล)

อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า
อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า
อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า

หนุ่ม Float พาอุ้มเดินไปดูห้องที่จะให้ใช้ แล้วอธิบายว่าต้องทำอะไรยังไงบ้าง คือที่ Float On นี่มีทั้งหมด 6 ห้อง เหมือนเดินเข้าไปในห้องน้ำแล้วแต่ละห้องมี Float Tank อยู่ข้างในอีกทีน่ะค่ะ Tank ที่นี่มีทั้งหมด 3 แบบ มีตั้งแต่แบบที่เป็น Pod เหมือนแคปซูลลงไปนอนแล้วปิดฝาเหมือนโลงอวกาศ กับแบบเป็นตู้ใหญ่ขึ้นมาหน่อยเรียกว่าแบบ Cabin แล้วก็แบบ Open Pool คือเป็นบ่อโล่ง ๆ เหมือนอ่างอาบน้ำ สำหรับคนที่ยังกลัว ๆ กล้า ๆ จะได้ไม่รู้สึกอึดอัดมาก ซึ่งคือข้าพเจ้าเองไม่ต้องเดาให้มากความ

อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า
อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า
อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า

หลังถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพัง อุ้มก็จัดการอาบน้ำล้างเนื้อล้างตัว เอาซิลิโคนใส่หูสองข้างกันน้ำเกลือเข้าไปข้างใน แล้วก็หย่อนเท้าลงไปในบ่อซึ่งลึกแค่ประมาณ 10 นิ้วได้ น้ำอุ่นกำลังสบาย และมีความลื่น ๆ แปลก ๆ (ก็บ่อแค่นี้แต่เขาละลาย Epsom Salt หรือ Magnesium Sulfate ลงไปตั้งเกือบ 500 กิโลฯ! คือเค็มกว่า Dead Sea อีก) อุ้มลองนั่งดูก่อน แล้วค่อย ๆ เอนหลังเหยียดแขนเหยียดขาเป็นท่านอนหงาย

เฮ้ย…. มันลอยจริง ๆ !!

แบบลอยตุ๊บป่อง ๆ เลยค่ะ ลองกดขาให้จมแตะก้นบ่อ พอปล่อยมันก็ลอยขึ้นมาเอง ส่วนหัวนี่คือจมลงไปถึงประมาณครึ่งแก้ม แปลว่าหูสองข้างอยู่ใต้น้ำ ไม่ได้ยินอะไร

อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า

แล้วอุ้มก็ลองปิดไฟ มันมืดตึ๊ดตื๋อแบบลืมตายังมองอะไรไม่เห็นเลยค่ะ

5 นาทีแรกอุ้มแอบนอยด์นิดหน่อย แถมงงด้วย ว่าตกลงตรูจะทำอะไรดีฟระ คือยังรู้สึกถึงส่วนของร่างกายที่ลอยพ้นน้ำ อย่างมือ เท้า หน้าท้อง และที่สำคัญ ปวดคอและปวดไหล่ม้ากกกก!

ดีที่วิปัสสนามา 14 ปี ก็เลยทำใจร่ม ๆ รอดูว่าความปวดมันจะคลี่คลายหรือเปลี่ยนแปลงยังไงของมันต่อไป ส่วนสติสตังที่ยังพอมีเหลือ ก็แวะไปดูส่วนอื่น ๆ ของร่างกายว่ายังปลอดภัยกันดีอยู่ไหม

ไม่น่าเชื่อเลยค่ะว่าอยู่ดี ๆ อุ้มก็พบความปวดความเจ็บที่อื่น ๆ ที่ไม่เคยรู้มาก่อนด้วย เหมือนร่างทั้งร่างหายไป แล้วเหลือไว้ให้เห็นแต่ความปวดเป็นหย่อม ๆ นอนดู (จริง ๆ คือรู้สึกเอาเพราะมองไม่เห็น) มันไปเรื่อย ๆ ก็เพลินได้แฮะ แปลกจริง

นอนหายใจนิ่ง ๆ อยู่พักใหญ่ แล้วอยู่ดี ๆ ก็ได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นขึ้นมาค่ะ ตุบ ๆ ตุบ ๆ เหมือนฟังจากหูฟังของหมอแบบนั้นน่ะค่ะ แต่ไม่ได้น่าตกใจหรือน่ากลัวอะไรนะคะ แค่รู้สึกว่าเออแปลกดีแฮะ ทำไมเพิ่งได้ยิน

อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า

แล้วอยู่ ๆ ก็งีบหลับไปค่ะ (เฮ่ย!) คือพอแช่ไปสักพัก มันจะเหมือนคนครึ่งหลับครึ่งตื่นน่ะค่ะ ยังรู้สึกตัวอยู่นะคะ แต่มันจะ เอ๊ะ นี่เราทำอะไรอยู่ที่ไหน ตกลงเราอยู่นิ่ง ๆ หรือเราลอยวน ๆ อ้าว แล้วนี่ตัวเราทำไมหายไป ลองขยับมือขยับขาดูซิ เออ ก็ยังอยู่นิ พอโล่งใจว่าไม่ได้วิญญาณหลุดจากร่าง แล้วผ่อนคลาย มันก็เหมือนงีบหลับไปอีก ที่อุ้มรู้เพราะหัวคงจะหงายลงไปในน้ำมากขึ้น น้ำลายเลยไหลย้อนขึ้นมา ก็เลยสะดุ้งตื่นมากลืนน้ำลาย 

แล้วก็คิดว่าตกลงเอมิลี่จะได้กับเชฟหรือเปล่า (ขอได้ไหมเชฟเนี่ย จะเอามาย่างกิน คนอะไรหล่อเกิ้น คิดแล้วก็หิว) แล้วก็คิดว่าจะส่งต้นฉบับเรื่อง Float ทันไหม (ออกจากบ่อ จะไลน์ไปบอกก้องว่าไม่ทัน) 

เออพูดถึงเรื่องเวลา ตกลงนี่ต้องลอยอีกนานเท่าไหร่ อิหนุ่มนั่นลืมฉันหรือเปล่า แต่คงเพิ่งครึ่งชั่วโมงเองละมั้ง มันตั้ง 77 เหรียญนะ อย่าเพิ่งรีบจบสิ ยังไม่ได้มีประสบการณ์ Out-Of-Body เห็นแสงเหนือแสงใต้เลย

แล้วอยู่ดี ๆ เพลงจากลำโพงใต้น้ำก็ดังค่ะ เป็นสัญญาณว่าครบ 90 นาทีแล้วจ้า (What?!? ทำไมเร็ว) ไปอาบน้ำซะนะ มีเวลาให้อยู่ในห้องได้อีก 15 นาที เพราะเดี๋ยวเขาต้องปล่อยแสงยูวีกับฆ่าเชื้อด้วยกรรมวิธีมหากาพย์ เพื่อรอรับคนจะมาลอยต่อไป

อุ้มขึ้นมาจากบ่อด้วยความงง ๆ เล็กน้อย แต่ก็ไปอาบน้ำแต่งตัว กลับออกมายืนหัวเปียกอยู่ในห้องโถงข้างหน้า หนุ่ม Float ยิ้ม ๆ เหมือนคงรู้ว่ากำลังพยายามจะทำความเข้าใจ แล้วบอกว่า “Time is really funky in there.” เออใช่ ตรูสับสนมาก เพราะมันทั้งเร็วและนานไปพร้อม ๆ กัน

อุ้มเปิดประตูออกมาหน้าร้าน เจอลมเย็น ๆ ของผอดแลนด์ฤดูหนาว รู้สึกเหมือนตัวเบาจนคิดว่าต้องอุปาทานไปเองแน่ ๆ แต่ระหว่างเดินกลับบ้าน ความพิสดารก็บังเกิดค่ะ อยู่ดี ๆ ก็เอียงคอลงไปติดไหล่ซ้ายได้เฉยเลย! What What What What?!?! คืออัลไล นี่ไปรักษามาทุกขนานแล้วนะ ตั้งแต่ฝังเข็ม, Craniosacral, นวด Deep Tissue, นวดไทย, ไปสปาแช่น้ำร้อนจี๋แล้วโดดลงบ่อน้ำเย็นเจี๊ยบ, ทาโอสถทิพย์ไปเป็นขวด ๆ ไม่เคยมีอะไรช่วยได้จริง ๆ เลย

แล้วนี่คืออะไร ไปนอนลอยแค่ชั่วโมงครึ่ง ความพยายามอย่างเดียวที่ทำ คือพยายามจะไม่ทำอะไร เสร็จแล้วออกมาหัวโล่ง ตัวโล่ง รู้สึกสบายหายปวด เมืองถลอก ๆ ที่ก่อนหน้านี้รู้สึกสกปรกจัง ตอนนี้กลับดูรับได้ขึ้นมา จะบ้าแล้ว นี่เราเดินผ่านอยู่ทำไมตั้งสิบปี รู้งี้มาลอยตั้งนานแล้วเนี่ย ไม่มีอะไรน่ากลัวอย่างที่คิดเล้ยยยย

ประสาคนอยากรู้อยากเห็น อุ้มกลับมาบ้านรีบหาข้อมูลว่า Float มันช่วยเราได้ยังไง แล้วใครเป็นคนประดิษฐ์ไอ้เจ้าแทงก์แบบนี้ขึ้นมา เสิร์ชไปปุ๊บ มีแต่ข้อมูลทางการแพทย์และงานวิจัยขึ้นมาล้วน ๆ เลยค่ะ แถมสื่อใหญ่ ๆ อย่าง CNN, abc, The Guardian, BBC, The Huffington Post หรือแม้กระทั่ง Vogue ก็พูดถึงเรื่อง Float กันหมด แปลว่านี่ไม่ใช่แค่กระแสเห่อกันเองลอย ๆ แล้วล่ะ

เรื่องนี้ต้องย้อนไปเมื่อปี 1954 หรือเกือบ 70 ปีที่แล้วค่ะ ตอนนั้นมีประเด็นร้อนที่นักประสาทวิทยา (Neurophysiologists) พากันถกเถียงว่า สมองคนเราจะยังทำงานอยู่ไหม ถ้าปราศจากสิ่งเร้าจากภายนอก อย่างเช่น ภาพ กลิ่น เสียง รส และสัมผัส กลุ่มหนึ่งบอกว่าไม่มีอะไรมากระตุ้นให้ทำงาน สมองมันก็ต้องหลับดับวูบไปสิ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งบอกว่าไม่จริงหรอก สมองคนเราเนี่ยมีความสามารถในการทำงานด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งปัจจัยภายนอก

อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า

นักวิทยาศาสตร์หนุ่มไฟแรงสองคน ชื่อ Dr.Jay Shurley กับ Dr.John Lilly เกิดอยากหาคำตอบเรื่องนี้ขึ้นมาค่ะ ต้องบอกก่อนนะคะว่าตาจอห์น ลิลลี่เนี่ย แกมีชื่อเสียงในด้านทำการทดลองพิสดารอยู่เป็นทุนเดิม คือเข้าข่ายเป็น Mad Scientist เราดี ๆ นี่เอง การทดลองนึงที่คนยังพูดถึงจนทุกวันนี้ ก็คือการสร้างบ้านพิเศษที่มีน้ำทุกห้อง ให้ผู้ช่วยสาวของเขาอาศัยอยู่กับโลมาชื่อปีเตอร์ เพื่อศึกษาการสื่อสารของสิ่งมีชีวิตต่างชนิด แล้วคุณลิลลี่นี่แกอินเรื่อง LSD กับ Ketamine มาก ว่ามันสร้างการรับรู้ใหม่ ๆ ตัวแกเองก็มี Trip มานับไม่ถ้วน แกก็เลยลองฉีด LSD ใส่โลมาด้วย (ย้าก!) ผลปรากฏว่าสารเคมีทำอะไรโลมาไม่ได้ แกก็เลยหายตื่นเต้น แล้วก็เลิกโครงการนี้ไป

ย้อนกลับมาที่เรื่อง Float ทีแรกที่ทำการทดลองเรื่องนี้ มันออกจะเป็นแนว Sensory Deprivation คือหาทางตัดขาดประสาทสัมผัสทั้งห้าซะมากกว่าค่ะ เริ่มตั้งแต่ใส่หน้ากากปิดหูปิดตา (หลอนมากจนไม่อยากเอารูปมาให้ดู) ไปจนกระทั่งดอกเตอร์เชอร์ลีย์สร้างแทงก์หน้าตาแบบนี้ขึ้นมาได้เมื่อปี 1957

อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า

คุณพระ! คือเอาแทงก์แบบนี้มาตั้งแถวบ้าน จ้างห้าพันอุ้มยังไม่ลงไปเลย พุทโธ่พุทถัง (เออถังจริง ๆ) แค่เห็นก็เครียดแล้ว คนที่มาทำการทดลองตอนนั้น นอกจากต้องเข้าไปยืนลอยเป็นชั่วโมง ๆ หรือเป็นวันแล้ว ยังต้องใส่หมวกกันน็อกมืดทึบ มีท่อต่อให้หายใจ มีสายเสียบวัดค่าโน้นค่านี้ติดกับหัว สรุปตอนนั้นตาสีตาสาทั่วไปไม่มีใครทนได้ เหลือใครรู้มั้ยคะที่ทนไหว… นักบินอวกาศที่ฝึกจะไปดวงจันทร์ไงละคะคู้ณณ เออดู ๆ ไปมันก็เหมือนชุดนักบินอวกาศอยู่แหละนะ

อีกคนที่ทนแทงก์นี้ได้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ตัวดอกเตอร์ลิลลี่เองนั่นแหละค่ะ แกทดลองทั้งแบบตัวเปล่า ๆ กับแบบมี LSD มีไวตามิน K แล้วก็ประกาศว่า กลุ่มที่สองชนะ! คือหากไม่มีสิ่งเร้าทางประสาทสัมผัสทั้งห้า สมองกลับจะตื่นตัว ได้เดินทางเข้าไปพบกับความจริงภายในตัวเอง และเกิด Altered State หรือสภาวะทางจิตที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย (เลยเป็นที่มาของหนังยุค 80 เรื่อง Altered State ไง) คือสรุปว่ามันดีมากนะ ชาวโลกนะ

แต่ชาวโลกอย่างอุ้มจะไม่มีโอกาสมีประสบการณ์ที่ว่าเลย ถ้าไม่มีลูกน้องของลิลลี่คนหนึ่ง ที่ชื่อ เกล็น แพร์รี่ (Glen Perry) หมอนี่มีศรัทธาสูงส่งต่อความฉลาดล้ำเลิศของลิลลี่มาก แต่ก็แบบ…ถังหัวหน้ามันฮาร์ดคอร์มากอะฮะ ขอผมไปออกแบบถังที่คนทั่วไปไม่ตกใจมากดูได้ไหม ลองแล้วลองอีกอยู่นาน สุดท้ายก็ผ่าน หลวงพี่ลิลลี่อนุมัติให้จัดสร้าง แถมตั้งชื่อให้ด้วยว่า Samadhi Tank (อุ้มแปลเป็นไทยให้ว่า ถังสมาธิ นี่ถ้ามีรุ่นต่อไป จะเสนอให้ชื่อถังสังฆทาน)

ปี 1973 Commercial Float Tank แบบแรกของโลกก็ถือกำเนิดขึ้น หน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ

อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า
อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า

แอบเหมือนถังน้ำแข็งอยู่นะ แต่นี่เป็นถัง Float แบบแรกที่ให้คนได้นอนหงาย แล้วการ Float ก็กลายเป็นเรื่องฮิป ๆ เป็นกระแสในหมู่เซเลบริตี้สมัยนั้นขึ้นมา แม้แต่ Yoko Ono ยัง Float!

แล้วจู่ ๆ โรค AIDS ก็ระบาด (จำได้ไหมคะ) ผู้คนแตกตื่น ไม่รู้อะไรปลอดภัยไม่ปลอดภัย กระแส Float กำลังมาแรงอยู่ดี ๆ ก็เลยวูบไป แล้วก็ค่อย ๆ กลายมาเป็นกระแสอีกทีใน 50 ปีต่อมา

แรกเริ่มมันมาจากทางยุโรปก่อนค่ะ แล้วก็ค่อย ๆ ขยายมาอเมริกา Float Tank ก็ปรับปรุงให้หน้าตากลม ๆ มน ๆ หรือเหมือนตู้ซาวน่า ดูเป็นมิตรมากกว่าแต่ก่อนเยอะ จนเดี๋ยวนี้มี Float Center ในสองทวีปนี้เป็นร้อย ๆ แห่ง มากที่สุดก็แน่นอนว่าคือชาติแห่งการกอบโกยอย่างอเมริกา รับรองว่าเมืองใหญ่ ๆ นี่ต้องมี Float Center อย่างน้อย 1 แห่ง กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมรของเราก็มีด้วยนะคะ อยู่แถวพระโขนง ดูจากเว็บไซต์ แล้วฟันธงลงไปเลยว่าฝรั่งทำฝรั่งใช้กันเองแน่นวล ราคาพอ ๆ กับที่นี่เลยค่ะ (ที่ร้าน Float On คิด 77 เหรียญต่อ 90 นาที ที่เมืองไทย 2,500 บาท) เท่าที่เห็นมีแต่แบบ Pod ไม่มีแบบ Cabin หรือ Open Pool (ซึ่งส่วนตัวอุ้มชอบมากกว่า)

 กลับมาที่ว่า ทำไมไป Float แล้วความเครียด ความกังวล และความเจ็บปวดตามร่างกายดูจะลดลง

Float การทำสมาธิด้วยการลอยตัวในน้ำเกลือตั้งแต่ยุค 1950 ที่กำลังกลับมาฮิต เพราะช่วยลดอาการตึง-เครียดได้
Dr.Justin Feinstein

เรื่องนี้จำเป็นต้องพูดถึงงานวิจัยของนักประสาทวิทยาหนุ่มชาวอเมริกันที่ชื่อ Dr.Justin Feinstein ค่ะ ดอกเตอร์ไฟน์สไตน์นี่แกทำงานกับคนไข้ที่เป็นโรคจิตเภทอย่างโรคซึมเศร้า วิตกกังวล PTSD ในระดับที่รุนแรงขนาดใช้ชีวิตตามปกติไม่ได้ คือใช้ยาก็ไม่ได้ผล หรือมีผลข้างเคียงที่ทำให้คนไข้ไม่ยอมกินยา

บุญนักหนาที่เมื่อ 5 ปีก่อน ดอกเตอร์ไฟน์สไตน์แกได้รู้จักการ Float ค่ะ แกตื่นเต้นกับผลที่เกิดขึ้นกับตัวเองมาก จนคิดว่าจะทำการทดลองกับคนไข้ดู เพราะไม่เคยมีใครทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์อย่างจริงจัง ถึงผลของการ Float ต่อคนไข้ในกลุ่มนี้มาก่อน (กรุณาอ่านต่อไปเรื่อย ๆ นะคะ อย่าเพิ่งคิดว่านี่ไม่เกี่ยวกับเรา เพราะเราไม่ได้ป่วย) 

แกก็เลยไปหาทุน แล้วก็คัดกลุ่มตัวอย่างมาได้ 50 คน ที่ถูกวินิจฉัยมาแล้วว่ามีอาการซึมเศร้าวิตกกังวลในระดับความเข้มข้นต่าง ๆ กัน จากนั้นก็ให้คนสร้าง Float Tank แบบเป็นอ่างกลม ๆ ไม่มีฝาปิด แล้วให้ห้องทั้งห้องเก็บเสียงและกันแสงได้แทน เพราะคนไข้กลุ่มนี้มีความวิตกกังวลเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ถูกไหมคะ จะให้เข้าไปอยู่ในตู้ปิดฝาก็จะ Panic Attack กันเสียเปล่า ๆ แบบนี้ทุกคนก็ยังสบายใจได้ว่า ไฟจะปิดมืดหรือเหลือทิ้งไว้เรือง ๆ ก็ได้นะ จะลุกออกจากอ่างเมื่อไหร่ก็ได้นะ (เหมือนตอนเราไปร้าน Float นั่นแล)

Float การทำสมาธิด้วยการลอยตัวในน้ำเกลือตั้งแต่ยุค 1950 ที่กำลังกลับมาฮิต เพราะช่วยลดอาการตึง-เครียดได้
การทดลองที่มี EEG กับ EKG ติดที่ผู้เข้ารับการทดลอง

อีกสองอย่างที่ต้องประดิษฐ์ขึ้นมา ก็คือเครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจ (EKG) กับเครื่องวัดคลื่นสมอง (EEG) แบบกันน้ำและไร้สาย สำหรับเอาไว้ติดที่หน้าผากกับหน้าอกของกลุ่มตัวอย่างเวลาลงไป Float เขาบอกว่า ที่ไม่เคยมีใครทำการทดลองแบบนี้ได้มาก่อน ก็เพราะเพิ่งจะมีเทคโนโลยีสองอย่างนี้เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี่เอง

หลังจากให้กลุ่มตัวอย่างทั้ง 50 คน ทำการ Float อาทิตย์ละ 2 ครั้ง รวมทั้งหมด 12 ครั้ง ก็พบว่า 75 เปอร์เซ็นต์ ของทั้งกลุ่ม และ 82 เปอร์เซ็นต์ ของคนที่มีความวิตกกังวล (Anxiety) ขั้นสุด บอกว่านี่เป็นการบำบัดที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายมากที่สุดในชีวิต เทียบกับวิธีอื่น ๆ ที่เคยลองมาทั้งหมด และยังส่งผลต่อเนื่องในระยะยาวด้วย

Float การทำสมาธิด้วยการลอยตัวในน้ำเกลือตั้งแต่ยุค 1950 ที่กำลังกลับมาฮิต เพราะช่วยลดอาการตึง-เครียดได้
รูปเปรียบเทียบความเครียดในร่างกายก่อนและหลัง Float เทียบกับคนที่ดูโทรทัศน์

ไฟน์สไตน์อธิบายแบบนี้ค่ะ เมื่อสมองส่วนต่าง ๆ ของคนเราไม่ต้องตอบสนองต่อสิ่งเร้า มันก็จะสงบลง และหยุดหลั่ง Cortisol หรือฮอร์โมนที่ร่างกายหลั่งเวลาเครียด วัดเป็นตัวเลขได้ชัดเจน จากอัตราการเต้นของหัวใจและคลื่นสมอง ดูจากกราฟนี้ก็ได้ค่ะ เขาวัดเทียบกับคน 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งคือคนที่นั่งดูรายการสารคดีทาง BBC สบาย ๆ เป็นเวลา 1 ชั่วโมง เท่ากับอีกกลุ่มหนึ่งที่นอน Float มันต่างกันเห็น ๆ เลยค่ะ ทำให้รู้เลยว่า การดูทีวีดูซีรีส์ยาว ๆ ไปนี่มันแค่เบี่ยงเบนความสนใจ แต่ไม่ได้ทำให้หายเครียดจริง ๆ หรอก

นี่คือ Profound Intervention for the Nervous System หรือการแทรกแซงเพื่อปรับสมดุลการทำงานของระบบประสาทเสียใหม่ในระดับที่ลึกมาก

ไม่แปลกหรอกค่ะที่เวลา Float 2 อย่างที่เราจะรับรู้ได้ชัดเจนแทบจะตลอดเวลา ก็คือลมหายใจกับเสียงหัวใจเต้น ซึ่งเป็น 2 ระบบหลักที่ผู้ป่วยจิตเภทต้องทุกข์ทรมาน เพราะเวลาอาการกำเริบขึ้นมา อาการก็คือหัวใจเต้นแรง หรือพาลจะหายใจไม่ออก ถึงขั้นคิดว่าตัวเองหัวใจวาย ต้องไปไอซียูก็มีให้เห็นบ่อย ๆ พอหมอจับตรวจทุกระบบก็ไม่มีความผิดปกติอะไร

ทีนี้การทดลองนี้มันเกี่ยวข้องกับพวกเราคนทำงานยังไง

ไหนลองตอบสิคะว่าใครมีอาการเหล่านี้บ้าง ปวดคอ หลัง ไหล่ นอนไม่ค่อยหลับหรือหลับยาก บางทีก็ไม่อยากตื่น กังวลเรื่องไม่เป็นเรื่อง รู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา แล้วก็อยากกินแป้งหรือของหวาน ๆ ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไร สิ่งที่เคยชอบทำก็พาลเบื่อไม่อยากทำซะงั้น เศร้า รู้สึกตันไม่มีทางออก

ฟังดูคุ้น ๆ ทั้งนั้นเลยใช่ไหมคะ ขอต้อนรับสู่ดินแดนแห่งใหม่ ที่กำลังมีพลเมืองเพิ่มมากขึ้นทุกที ดินแดนแห่งนี้ชื่อ Disability Land ค่ะ

Float การทำสมาธิด้วยการลอยตัวในน้ำเกลือตั้งแต่ยุค 1950 ที่กำลังกลับมาฮิต เพราะช่วยลดอาการตึง-เครียดได้

รู้ไหมคะว่าปัจจุบันนี้ ความทุพพลภาพอันดับหนึ่งของโลกนี้คืออะไร ไม่ใช่แขนขาขาดต้องนั่งรถเข็น ไม่ใช่ตกบันไดกลายเป็นอัมพาต แต่คือ โรคซึมเศร้า (Depression) ค่ะ! ส่วนอีกโรคที่ไล่มาติด ๆ ก็คือโรควิตกกังวล (Anxiety Disorder) แปลว่าสภาวะทั้งสองนี้กระทบคุณภาพชีวิตของผู้คนส่วนใหญ่ในสังคม แล้วไม่ใช่แค่คนที่เป็น แต่คนรอบข้าง อย่างครอบครัว เพื่อนฝูง เพื่อนร่วมงานก็จะพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย

1 ใน 4 ของประชากรทั้งโลกมีอาการ 2 อย่างนี้ค่ะ (นั่นมันมากกว่า 1,500 ล้านคนอีกนะ!) ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ที่น่าตกใจก็คือ 3 ใน 4 ไม่ได้รับการบำบัดรักษา เพราะคิดว่าอาการไม่หนักเท่าไหร่ แค่เครียดเฉย ๆ แหละ หรือไม่อยากไปหาหมอ หรือไม่รู้ว่าจะทำยังไงให้ตัวเองดีขึ้น

อุ้มพูดได้เต็มปากเลยว่าเคยเป็นโรคซึมเศร้าแบบต้องไปหาหมอมาแล้ว ตอนอายุประมาณ 30 ได้ หมอให้ลองยาหลายขนานมาก บอกแต่ว่า “คุณลองยานี้ไปสัก 3 เดือน ถ้าไม่ได้ผลก็เปลี่ยนยาใหม่ แต่ก็ไม่รู้ยาใหม่จะได้ผลหรือเปล่านะ ต้องลองไปเรื่อย ๆ” ตอนนั้นชีวิตบัดซบมากเลยค่ะขอบอก คือยาแต่ละตัวมันจะสร้างความตื่นเต้นแบบปลอม ๆ แล้วพอตกเย็นราว ๆ ทุ่มนึง อุ้มก็จะ Panic Attack แบบหนักมาก แบบกลัวมือไม้สั่นน่ะค่ะ กลัวอะไรไม่รู้ด้วย

ตอนนั้นเลยตัดสินใจว่า ไม่เอาแล้วโว้ย กรูจะตายก็เพราะอิยาพวกนี้แหละ เคยฝึกนั่งสมาธิมาบ้าง แต่ ณ จุดนั้นนี่ สภาพจิตสั่นคลอนเหมือนแผ่นดินไหวตลอดเวลา จะให้มานั่งพิจารณาลมหายใจก็ไม่รอดอีก ก็เลยตัดสินใจออกวิ่งค่ะ วิ่งแบบคิดแค่ ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา ไปเรื่อย ๆ แบบนี้ ทำอยู่เป็นเดือน จนอาการดีขึ้น รอดมาได้ แต่ลองนึกดูสิคะว่ามีใครบ้างที่ยังทุกข์ทรมาน หรือแพ้พ่ายกับสภาวะใจถดถอยแบบนี้บ้าง

มีงานวิจัยในทางประสาทวิทยาหลายชิ้นเลยค่ะ ที่สันนิษฐานว่าความเครียดสะสม คือการที่ร่างกายหลั่งคอร์ติซอลออกมามาก ๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน เป็นสาเหตุสำคัญของอาการซึมเศร้าและวิตกกังวล

อะไรคือตัวกระตุ้นสำคัญให้ร่างกายหลั่งคอร์ติซอล นอกเหนือไปจากสิ่งเร้าภายนอกรู้ไหมคะ… กาแฟ!

สรุปว่าตอนนั้นคือทำงานหนักมาก กินกาแฟเยอะมาก คอร์ติซอลหลั่งพรั่งพรูมาก ร่างกายบอกว่ารับไม่ไหวแล้ว อะไรอีกนิดเดียวก็รับไม่ได้แล้วววววว

การ Float ถึงได้เหมาะมากกับคนที่เครียดจัด ๆ แบบนี้ เพราะจะให้พยายามทำอะไรอีกก็ไม่มีเรี่ยวแรงและความพยายามเหลือแล้ว ให้ไปวิปัสสนาสิบวันจะไหวมั้ย ฝึกโยคะกว่าจะสุริยนมัสการจบ นอนดูทีวีเพลิน ๆ ก็ไม่ช่วย เอานี่แหละ…ไปนอนเฉย ๆ ปิดการรับรู้ทั้งหมด แล้วให้ร่างกาย Reset ตัวเอง ไม่มีผลข้างเคียงเหมือนกินยาด้วย มิน่าผลการทดลองของดอกเตอร์ไฟน์สไตน์ถึงได้ดูมีความหวังในการรักษามาก ๆ

Float การทำสมาธิด้วยการลอยตัวในน้ำเกลือตั้งแต่ยุค 1950 ที่กำลังกลับมาฮิต เพราะช่วยลดอาการตึง-เครียดได้

หลังจากเขียนมาถึงตรงนี้ อุ้มก็ตัดสินใจไป Float อีกรอบค่ะ

ครั้งแรกไม่รู้อะไรเลย ส่วนครั้งนี้อ่านข้อมูลมาอย่างเยอะ ดูซิว่าประสบการณ์จะลึกล้ำยิ่งกว่าเดิมไหม

อุ้มพบว่า สามารถลื่นไหลลงไปสู่ความสงบได้เร็วขึ้นค่ะ ไม่มัวแต่สงสัยแล้วว่าต้องทำอะไร ไปถึงลอยปั๊บปิดไฟหลับตาเลย แค่ไม่นาน ลมหายใจ เสียงหัวใจเต้นก็ช้าลงจนรู้สึกได้ แต่ความปวดนี่สิ…คอหลังไหล่ปวดเป็นปื้นใหญ่ทรมานม๊ากกกกเหมือนเดิมเลย

ก็เลยโฟกัสอยู่กับความปวดนั่นแหละ ดูซิว่าคราวนี้มันจะมลายหายไปกับน้ำเกลือไหม ระหว่างนี้สมองก็ดำดิ่งลึกลงไปสู่ความเงียบ เสียแต่คราวนี้เลือกห้องแบบ Cabin ที่เล็กลงกว่าคราวที่แล้ว เดี๋ยว ๆ มือหรือเท้าก็จะลอยไปแตะผนังให้รู้สึกตัวขึ้นมา (คราวหน้าจะเลือกห้องที่ใหญ่กว่านี้) แล้วอะไรรู้ไหมคะ หงายหน้าเยอะไปนิด น้ำเกลือเข้าตา!!! ภวังค์ภเวิงเปิดเปิงหมด ร้องเจี๊ยกในใจแบบเสียอาการมาก ควานหาผ้าขนหนูที่เขาแขวนเอาไว้ให้เช็ดหน้าอยู่พักใหญ่ เช็ดเสร็จก็ยังแสบ จนคิดว่าออกไปล้างหน้าอาบน้ำเลยดีไหม แต่ก็ตัดสินใจอยู่ต่อ สักพักก็หายแสบ อันนี้ก็บอกกันเอาไว้เป็นอุทาหรณ์นะคะ น้ำเกลือไม่ทำให้ตาบอด It’s okay. ไม่ต้องตกใจ

หลังจากต้องผุดลุกขึ้นนั่งเช็ดน้ำเกลือออกจากตา อุ้มก็แอบเซ็งนิดหน่อยว่า แหมกำลังเข้าที่เลย ต้องเริ่มใหม่อีกสิเนี่ย แต่ปรากฏว่า ร่างกายกลับเข้าสู่โหมดผ่อนคลายต่อได้เกือบจะทันทีเลยค่ะ ดูเหมือนจะยิ่งมีสมาธิลึกลงไปอีกด้วย (เขาบอกว่านั่นคือสมองผลิตคลื่น Theta เหมือนกับคนที่ปฏิบัติมานาน ๆ แล้วมีสมาธิขั้นสูง)

แล้วจู่ ๆ อุ้มก็มี Realization นี้เกิดขึ้นมาค่ะ เรานี่บ้าไปแล้ว มัวแต่ใช้เวลาที่ผ่านมาทั้งชั่วโมง เพ่งจ้องแต่ความเจ็บปวด แล้วก็หวังให้มันหายวับไป โฟลทแทงก์ แกต้องทำให้ไหล่ชั้นหายปวดก่อนหมดเวลา 90 นาที ทั้งที่ความเจ็บปวดนี้ ตัวเราเองก็สร้างก็สะสมมาทั้งนั้น อยู่ดี ๆ จะมาหวังให้คนอื่นช่วยแก้ปัญหา มันใช่เหรอ ถ้าปวดยังไม่หายมันก็คือไม่หาย ก็อยู่กับมันให้ได้ แล้วร่างกายที่เหลือมีอีกตั้งเยอะที่ผ่อนคลายสบายดี ทำไมต้องมาเพ่งแต่ความปวดที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ

Float การทำสมาธิด้วยการลอยตัวในน้ำเกลือตั้งแต่ยุค 1950 ที่กำลังกลับมาฮิต เพราะช่วยลดอาการตึง-เครียดได้

อุ้มเดินออกมาจากบ่อ Float ครั้งนี้แบบเพลียกว่าคราวที่แล้ว แต่ก็ทึ่งด้วยที่ได้พบความจริงอะไรใหม่ ๆ คือบางคนที่มีแนวโน้มจะหลอนก็อาจจะคิดเรื่องอะไรร้าย ๆ อย่างเช่นพ่อสมคิดที่บ้าน เคยไป Float เมื่อนานมาแล้ว ฮีบอกว่าสิบนาทีแรกกลัวมาก คิดว่าจะมีคนเข้ามาฆ่า ส่วนอิเมียคิดได้แต่อะไรบ้า ๆ บ๊อง ๆ อย่างเช่น อยากรู้ว่าถ้าพระพุทธเจ้าหรือท่านโกเอ็นก้ามา Float จะรู้สึกยังไง คือจะบอกว่าการ Float นี่ก็เหมือนไปวิปัสสนาเลยค่ะ ที่แต่ละคนจะมีประสบการณ์ไม่เหมือนกัน และบางทีก็อธิบายไม่ได้ด้วยคำพูด แต่อุ้มคิดว่ามันเป็นทางเลือกในการบำบัดความเครียดและความเจ็บปวดของร่างกายที่ได้ผลมาก เป็น 90 นาทีที่ได้อยู่กับตัวเองจริง ๆ

Float การทำสมาธิด้วยการลอยตัวในน้ำเกลือตั้งแต่ยุค 1950 ที่กำลังกลับมาฮิต เพราะช่วยลดอาการตึง-เครียดได้
Float การทำสมาธิด้วยการลอยตัวในน้ำเกลือตั้งแต่ยุค 1950 ที่กำลังกลับมาฮิต เพราะช่วยลดอาการตึง-เครียดได้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ไม่ใช่ว่าจะตะบี้ตะบันฝากความหวังไว้กับถังน้ำเกลือ โดยไม่คิดจะทำอะไรอย่างอื่นอีกเลยนะคะ อย่างแรกเลยคือมันแพง ใครจะไปมีเงิน Float ได้บ่อย ๆ ที่ไปลอยก็ยังมีไม่มาก (เว้นเสียแต่ว่าจะมีเงินเหลือทิ้งขว้าง ซื้อถังมาติดที่บ้านมันเสียเลย อย่างคนรู้จักอุ้มที่นี่คนหนึ่ง แค่หกเจ็ดแสนบาทเอ๊ง ถูกกว่าซื้อ Tesla อีก งือออ) อย่างที่สองก็คือเทคนิคผ่อนคลายอย่างอื่นที่ไม่มีผลข้างเคียง อย่างวิปัสสนาหรือ Counseling หรือออกกำลังกาย ไปอยู่ในธรรมชาติ กินอาหารที่มีประโยชน์ ยังไงก็เป็นสิ่งที่ควรทำควบคู่กันไป แล้วก็ทำได้บ่อย ๆ กว่าด้วย

ใครอยากจะเปิด Float Center ที่เมืองไทย ขอร้องอย่างหนึ่งเลยนะคะ ช่วยศึกษาให้ลึกซึ้ง ทำให้ดีจริง ๆ ปลอดภัยจริง ๆ และอย่าให้แพงมาก คนจะได้มีโอกาส Float มากขึ้น ตอนนี้มีงานวิจัยมีข้อมูลให้ศึกษาเยอะขึ้นมากเลย ลองฟังดอกเตอร์ไฟน์สไตน์จากวิดีโอนี้ ก่อนเลยก็ได้ค่ะ แล้วถ้าอยากตามไปอ่านงานวิจัยอย่างละเอียดก็เข้าไปในเว็บไซต์นี้

อ้อแล้วก็ยังมี Float Conference ให้ได้อัปเดตข้อมูลใหม่ ๆ ทุกปีด้วยนะคะ คนก่อตั้งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ผู้บริหารทั้งสองของ Float On นี่เอง ดูภูมิฐานสมกับเป็นนักธุรกิจใหญ่แห่งพอร์ตแลนด์ดีมั้ยคะ

Float การทำสมาธิด้วยการลอยตัวในน้ำเกลือตั้งแต่ยุค 1950 ที่กำลังกลับมาฮิต เพราะช่วยลดอาการตึง-เครียดได้

สองคนนี้นอกจากจะบริหารร้าน Float On ที่เป็นเหมือนสถาบันแห่งการ Float รุ่นบุกเบิกของอเมริกาแล้ว ตอนนี้ยังมีธุรกิจให้คำปรึกษาสำหรับคนที่จะเปิด Float Center ชื่อว่า Float Tank Solutions กับซอฟต์แวร์สำหรับบริหารร้าน ให้เอาไปใช้ได้เลย ชื่อ Helmbot คือครบวงจรมากสำหรับคนที่อยากจะเริ่มทำเรื่อง Float จริงจัง

ตายละ เขียนมายาวมากเป็นประวัติการณ์ สงสัยสมองทำงานดีผิดปกติหลังจากไป Float มา 2 หน เห็นทีต้องเก็บค่าต้นฉบับแพงเป็น 2 เท่า อ้อ ข่าวว่าส่งเลต ว้า หลับตา ปิดไฟ ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น

ไป Float ต่อดีกว่า ลากันแต่เพียงเท่านี้ สวัสดีค่ะ

Writer

Avatar

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

คุณ-ภาพ-ชี-วิต

อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอท ชวนคิดอย่างคนพอร์ตแลนด์

หัวไม่ดี ตกเลข ฟิสิกส์เคมีชีวะยากเกินไป เรียนสายศิลป์ดีกว่า พวกเก่งคำนวณเขาก็เลือกเรียนหมอ วิศวะ ไม่ก็สถาปัตย์ อ้อ เดี๋ยวนี้มีอีกอย่างที่ทำแล้วรวย คือเป็น Software Engineer แต่ก็ต้องเก่งคอมฯ อีกนั่นแหละ

เคยได้ยินหรือเคยพูดประโยคต่าง ๆ เหล่านี้ไหมคะ

อุ้มนี่ล่ะค่ะตัวดีเลย พูดตลอดว่าไม่เก่งเลข ทั้งที่เรียนศิลป์คำนวณ ก็ตอน ม.4 สอบตกเลข ซ่อมแล้วซ่อมอีกจนแม่ต้องไปจ้างเด็กวิศวะมาสอนที่บ้านน่ะค่ะ เพราะดูทรงแล้วแค่ไปขายส้มก็อาจทอนเงินผิดได้ ทางนี้ก็เรียนไปวาดการ์ตูนไป แล้วเสร็จสอบเทียบใช่มั้ยคะ ตอนไปเอ็นฯ เลขของ ม.6 ก็เลยกา ค.ควาย มันหมดเลยค่า (พี่ที่มาสอนพิเศษนั่นละคงเห็นแวว บอกว่าถ้าทำไม่ได้จริง ๆ เลือกตัวเดียวแล้วกาให้หมด อย่าไปทำเป็นสร้างสรรค์ กาปรู๊ดปร๊าดเอาสวยทิ้งขว้าง แบบนั้นโอกาสได้คะแนนจะน้อยกว่า) เดชะบุ๊ญญญญญ สอบติดนิเทศฯ จุฬาฯ อันนี้ก็ค่อนข้างแน่ใจว่าไม่ได้มาเพราะคะแนนเลขแน่นอน

ทีนี้พอมาเป็นแม่คน ลูกเริ่มเข้าโรงเรียน ต้องตรวจการบ้านแล้วตามดูว่าลูกเรียนอะไรกันมั่ง ก็พบว่า ลูกเรียน 2 ภาษา (อังกฤษ-ญี่ปุ่น) อย่างละครึ่งวัน วิทยาศาสตร์มันชักจะอ่อน ๆ จาง ๆ ไปหน่อยปะวิ อันตัวแม่เองนั้นก็ไม่รู้จะยูทูบทำการทดลองกับลูกไปได้สักกี่น้ำ เลยมองหากิจกรรมเสริมนอกห้องเรียน แล้วก็ไปเจอเวิร์กชอปนี้เข้าค่ะ มันดีมากเลย ชื่อว่า ‘STEM Like a Girl’

อุ้ม สิริยากร คุณแม่ผู้ตกเลขกับวิธีสอนวิทยาศาสตร์แสนสนุกให้ลูกสาว

ก่อนอื่นคงต้องอธิบายก่อนว่า STEM (อ่านว่า สเต็ม) น่ะ เป็นตัวย่อของ Science, Technology, Engineering แล้วก็ Mathematics คือฝรั่งเขาคิดว่าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ เป็นเรื่องเดียวกัน ทำงานด้วยกัน ไม่มีอะไรแยกออกไปเป็นอย่างเดียว เวลาจะพูดถึงอะไรก็ตามในเทือกนี้ เขาก็เรียกว่า STEM แล้วคนก็เข้าใจว่าเป็นสี่เรื่องนี่ล่ะ บูรณาการเข้าด้วยกัน เหมือนเห็น อวทม ก็รู้ว่ามีแอร์วิทยุเทปล้อแม็กซ์ เป็นต้น (เกิดไม่ทันล่ะสิ)

อุ้ม สิริยากร คุณแม่ผู้ตกเลขกับวิธีสอนวิทยาศาสตร์แสนสนุกให้ลูกสาว

ที่บอกว่าเวิร์กชอปที่ไปมันดีมาก ก็เพราะว่าเป็นกิจกรรมสำหรับเด็กผู้หญิงโดยเฉพาะ และพ่อหรือแม่ต้องมาทำเวิร์กชอปกับลูกสาวด้วยตลอดทั้งบ่าย ไม่ใช่มาส่งแล้วไปทำเล็บเสร็จค่อยมารับไรงี้

อุ้ม สิริยากร คุณแม่ผู้ตกเลขกับวิธีสอนวิทยาศาสตร์แสนสนุกให้ลูกสาว
เด็กผู้หญิงและพ่อแม่ที่มาทำเวิร์กชอปร่วมกันตลอดช่วงบ่าย

อุ้มซึ่งไม่เคยผ่ากบ ไม่เคยรู้จักการทดลองหรือทำโครงงานวิทยาศาสตร์ใด ๆ นอกจากไปสัปดาห์วิทยาศาสตร์ที่ท้องฟ้าจำลอง กลับพบว่ามันสนุกมาก! และเดี๋ยวนะ จริง ๆ ฉันก็มีหัวทางนี้นี่นา ทำไมไม่มีใครบอก ทำไมฉันใช้เวลาทั้งชีวิตบอกตัวเองมาตลอดว่าไม่เก่งสิ่งนี้!

อุ้ม สิริยากร คุณแม่ผู้ตกเลขกับวิธีสอนวิทยาศาสตร์แสนสนุกให้ลูกสาว
เมตตากับรถพลังงานแสงอาทิตย์

เมตตาซึ่งจริง ๆ เก่งเลขและชอบวิทยาศาสตร์ แต่แม่ส่งไปโรงเรียนที่เน้นหนักเรื่องภาษา ก็ตื่นตาตื่นใจ แล้วลองทำมันทุกกิจกรรม จากที่ไม่เคยสนใจจะต่อเลโก้พวกที่เป็นรถหรือมีกลไก กลับได้ทำรถพลังงานแสงอาทิตย์กับแขนเทียมสำหรับผู้พิการ กลับมาบ้านรีบเล่าให้น้องกับพ่อฟังใหญ่ว่าไปทำอะไรมาบ้าง ในที่นี้อุ้มก็เลยจะสมมติว่าคุณผู้อ่านเป็นอนีคากับสมคิดนะคะ จะได้เห็นภาพไปด้วยกัน

เดินเข้าไปในงานเป็นห้องใหญ่ ๆ เหมือนห้องประชุม รอบห้องมีโต๊ะอยู่ประมาณ 10 โต๊ะ มีกิจกรรมหลายอย่างให้เดินเข้าไปทำได้เลย ลองมาทำไปด้วยกันนะคะ

อุ้ม สิริยากร คุณแม่ผู้ตกเลขกับวิธีสอนวิทยาศาสตร์แสนสนุกให้ลูกสาว
อุ้ม สิริยากร คุณแม่ผู้ตกเลขกับวิธีสอนวิทยาศาสตร์แสนสนุกให้ลูกสาว

โต๊ะที่หนึ่ง : ทำ Catapult (เครื่องยิงก้อนหิน)

อุปกรณ์ : ไม้ไอติม หนังยาง ช้อนพลาสติก ลูกปิงปอง และหรือปอมปอม

โจทย์ : เอาไม้ไอติมมาประกอบให้เป็นเครื่องยิงลูกปิงปองยังไงให้ได้ไกลที่สุด

คำแนะนำ : ลองปรับความสูงและความชันของช้อน แล้วดูว่าแบบไหนยิงไกลกว่ากัน บางแบบอาจจะยิงได้สูงแต่ไม่ไกล บางแบบยิงได้ไกลแต่ไม่แม่นยำ ฯลฯ

สิ่งที่ได้เรียนรู้ : องศา มุม การคำนวณ กลศาสตร์ ฟิสิกส์

อุ้ม สิริยากร คุณแม่ผู้ตกเลขกับวิธีสอนวิทยาศาสตร์แสนสนุกให้ลูกสาว

โต๊ะที่สอง : ทำ Fizzy Flowers (ก้อนฟู่รูปดอกไม้สำหรับใส่ในอ่างอาบน้ำ)

อุปกรณ์ : เบกกิ้งโซดา แป้งข้าวโพด Citric Acid, Epsom Salt น้ำมันมะกอก น้ำมันหอมระเหย ถ้วยตวงและช้อนตวง พิมพ์ซิลิโคนรูปดอกไม้อันเล็ก ๆ

วิธีทำ : ผสมส่วนผสมแห้งทั้งหมดเข้าด้วยกันในชาม ในอัตราส่วนต่อไปนี้

  • เบกกิ้งโซดา 1/2 ถ้วย
  • Citric Acid 1/4 ถ้วย 
  • Epsom Salt 1/4 ถ้วย
  • แป้งข้าวโพด 1/4 ถ้วย

จากนั้นผสมของเหลวในถ้วยอีกใบ คนให้เข้ากัน ในอัตราส่วนต่อไปนี้

  • น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำ 1 1/2 ช้อนชา
  • น้ำมันหอมระเหย 2-3 หยด

เทของเหลวลงไปชามของแห้ง ใช้ช้อนคนให้เข้ากัน สังเกตว่ามีเสียงหรือมีปฏิกิริยาอะไรเกิดขึ้นบ้าง ส่วนผสมที่ได้อาจจะดูแห้งเหมือนทราย ไม่ต้องตกใจหรือใส่น้ำเพิ่ม แค่ใช้ช้อนบี้ให้ทั่ว ๆ จนกลายเป็นเม็ดเล็ก ๆ เสมอกัน จากนั้นตักใส่พิมพ์ กดให้แน่น ถ้าไม่มีพิมพ์ จะปั้นเป็นก้อนกลม ๆ ด้วยมือก็ได้ ทิ้งไว้ข้ามคืนให้เซ็ตตัวแล้วค่อยแกะออกจากพิมพ์​ เก็บในถุงซิปล็อกหรือกล่องสุญญากาศ เวลาจะใช้ค่อยเอาไปหย่อนในอ่างอาบน้ำ

สิ่งที่ได้เรียนรู้ : ฟองฟู่เกิดจากการทำปฏิกิริยาเคมีของกรดและด่างที่เรียกว่า Acid-Base Chemistry ซึ่งมีน้ำเป็นตัวเร่ง (ถึงได้บอกว่าตอนผสมอย่าเพิ่งใส่น้ำเยอะ เพราะต้องเก็บไว้ให้ทำปฏิกิริยาจริง ๆ ตอนเอาไปโยนในอ่างอาบน้ำ)

โต๊ะที่สาม : หยดน้ำบนเหรียญ

อุปกรณ์ : เหรียญบาท 3 เหรียญวางเรียงในถาด น้ำ น้ำยาล้างจาน แอลกอฮอล์ล้างแผล ถ้วยเล็ก ๆ 3 ใบ ไพเพ็ดหรือหลอดบีบพลาสติกสำหรับหยดน้ำ ถ้วยตวงและช้อนตวง

วิธีทดลอง : เริ่มจากใส่น้ำ 1/4 ถ้วยลงไปถ้วยใบแรก ใช้หลอดบีบดูดน้ำขึ้นมาแล้วค่อย ๆ หยดลงบนเหรียญที่หนึ่งทีละหยด หยดไปเรื่อย ๆ แล้วนับว่ากี่หยด น้ำถึงจะสลายตัวไหลล้นออกจากเหรียญ จดตัวเลขใส่กระดาษไว้

จากนั้นใส่น้ำ 1/4 ถ้วยลงในถ้วยใบที่สอง ใส่น้ำยาล้างจาน 1 ช้อนโต๊ะลงไป คนให้เข้ากัน ใช้หลอดหยดดูดส่วนผสมขึ้นมา แล้วหยดลงบนเหรียญที่สองทีละหยด หยดไปเรื่อย ๆ แล้วนับว่ากี่หยด น้ำสบู่ถึงจะสลายตัวไหลล้นออกจากเหรียญ จดตัวเลขใส่กระดาษไว้

สุดท้าย ใส่แอลกอฮอล์ 1/4 ถ้วยลงในถ้วยใบที่สาม ใช้หลอดหยดดูดส่วนผสมขึ้นมา แล้วหยดลงบนเหรียญที่สามทีละหยด หยดไปเรื่อย ๆ แล้วนับว่ากี่หยด แอลกอฮอล์ถึงจะสลายตัวไหลล้นออกจากเหรียญ จดตัวเลขใส่กระดาษไว้

เสร็จแล้วเปรียบเทียบกันว่าของเหลวไหนหยดบนเหรียญได้มากที่สุด

สิ่งที่ได้เรียนรู้ : ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่า แรงตึงผิว หรือ Surface Tension ซึ่งเป็นความรู้ที่สำคัญในวิชาชีววิทยา น้ำมีการจับตัวกันของไฮโดรเจนกับออกซิเจนสูงที่สุด จึงมีแรงตึงผิวมาก หยดลงบนเหรียญแล้วทนต่อแรงดึงดูดของโลกได้นานกว่าจะแยกตัวออกจากกัน พอใส่สบู่ลงไป โมเลกุลของไฮโดรเจนและออกซิเจนในน้ำกลับปันใจไปจับกับสบู่ ทำให้แรงตึงผิวลดลง (นึกถึงโฆษณาน้ำยาล้างจานเลยปะคะ) หยดไปแป๊บเดียวก็ไหลออกจากเหรียญ 

ส่วนแอลกอฮอล์มีไฮโดรเจนเหมือนกัน แต่มีแรงจับตัวกันแค่ครึ่งเดียวของน้ำเปล่า หยดแป๊บเดียวก็ไหลหมด ดิฉันจะขอเปรียบน้ำเป็นค่ายบางระจัน ยึดกันเหนียวแน่น พม่าตีอยู่ตั้งนานกว่าจะแพ้พ่าย ส่วนสบู่ขอเปรียบให้เป็นไส้ศึก แอบใส่ไปนิดหน่อยโครงสร้างก็อ่อนแอ แอลกอฮอล์น่ะเหรอ เป็นสังคมอินเทอร์เน็ตละกัน ยึดไว้หลวม ๆ ด้วยการกดไลก์ ทัวร์ลงตรงไหนก็ Unfollow ทันที (สาบานว่านี่กำลังเขียนเรื่องวิทยาศาสตร์)

อุ้ม สิริยากร คุณแม่ผู้ตกเลขกับวิธีสอนวิทยาศาสตร์แสนสนุกให้ลูกสาว
เมตตากับแขนเทียม

เห็นไหมคะว่าแค่ 3 โต๊ะก็ได้เรียนรู้เกือบจะครบทุกแง่มุมของ STEM แล้ว แต่นี่มีตั้ง 10 แล้วระหว่างทางยังมีโครงงานใหญ่ให้นั่งลงทำที่โต๊ะ คือประกอบรถพลังงานแสงอาทิตย์ กับดูวิดีโอเกี่ยวกับคนที่ใช้แขนเทียมทำกิจกรรมต่าง ๆ จากนั้นให้เทของจิปาถะออกมาจากถุง แล้วคิดว่าจะเอาของเหล่านั้นมาทำเป็นแขนเทียมอย่างไร ให้หยิบของที่วางห่างไป 1 ฟุตโดยใช้แรงและการเคลื่อนไหวน้อยที่สุด (อุ้มกับเมตตาทำสำเร็จด้วยค่ะ ใช้แค่นิ้วโป้งขยับขึ้นลง แต่จับของได้แน่น แถมพลิกคว่ำได้ด้วย ภูมิใจมาก)

อุ้มกับเมตตากลับมาบ้านราวกับเป็นคนใหม่ แม่ลูกผูกพันกันในแง่มุมที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อุ้มประทับใจมาก จนต้องขอไปคุยกับ ซาร่า ฟอสเตอร์ ซึ่งเป็นคนคิดและดำเนินโครงการนี้ ทั้งที่ตัวซาร่าเองมีแต่ลูกชาย!

อุ้ม สิริยากร คุณแม่ผู้ตกเลขกับวิธีสอนวิทยาศาสตร์แสนสนุกให้ลูกสาว
ซาร่า ฟอสเตอร์

อุ้ม : ทำไมถึงคิดจะทำเวิร์กชอปนี้คะ ทั้งที่ตัวคุณเองก็ไม่มีลูกสาวเสียหน่อย

ซาร่า : ต้องเล่าย้อนไปว่า พ่อแม่ฉันเรียนเอกคณิตศาสตร์ ตัวฉันเองก็ชอบวิทยาศาสตร์กับเลขตั้งแต่ ม.ปลาย พอเข้ามหาวิทยาลัยก็เลยเรือกเรียนเตรียมแพทย์ แต่ปรากฏว่าไม่ชอบ พอจะเรียนปริญญาโทต่อ อาจารย์เลยแนะนำให้ลองเลือกเรียนวิศวะฯ ฉันไม่ชอบท่องจำ ชอบการเอาวิทยาศาสตร์ไปปรับใช้มากกว่า เลยตัดสินใจเรียน Biomedical Engineering จบมาแล้วไปเป็นนักวิจัยที่บริษัท Biotech แห่งหนึ่ง แล้วก็ต้องหยุดไปตอนมีลูก

พอลูกชายเข้าโรงเรียน ฉันก็ไปเป็นอาสาสมัครในห้องเรียนลูก ทำ STEM Projects กับเด็ก ป.4 – 5 แล้วก็แปลกใจมากเลยที่พบว่าเด็กผู้หญิงไม่ค่อยกล้ามีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นการยกมือตอบคำถามหรือลงมือทำกิจกรรม ตอนนั้นฉันกำลังคิดอยู่ว่าจะทำงานอะไรต่อไปดี เลยเริ่มเสิร์ชในท้องตลาดว่ามีใครทำเวิร์กชอปกับเด็กกลุ่มอายุนี้อยู่บ้าง เห็นว่าไม่ค่อยมีเลย ที่มีก็สำหรับเด็ก ม.ต้น ม.ปลาย หรือไม่ก็ต้องลงทะเบียนเป็นคอร์สยาว ๆ หลังเลิกเรียนหรือช่วงปิดเทอม แต่ฉันอยากทำกิจกรรมสุดสัปดาห์แบบวันเดียวจบ แค่จุดประกายความสนใจใน STEM

อุ้ม : เริ่มทำโครงการยังไง

ซาร่า : ตอนแรกก็ไปที่โรงเรียน แล้วทำ STEM Engineering Night ก่อน ตอนคิดรายละเอียดกิจกรรม ฉันแค่คิดว่าอยากให้คนเดินเข้ามาในงานแล้วมีกิจกรรมสั้น ๆ ให้ได้ลงมือทำเลย ไม่ใช่เดินเข้ามาในห้องใหญ่ๆ แล้วรู้สึกเด๋อ ๆ กิจกรรมที่เตรียมไว้ก็มีครบทุกด้านของ STEM และที่สำคัญคือต้องให้เด็ก ๆ ได้รู้ด้วยว่าความรู้พวกนี้จะเอาไปใช้ในชีวิตจริงยังไง (กราบ!) 

อย่างทำ Fizzy Flowers ซึ่งฮิตมากในหมู่เด็กผู้หญิง จริง ๆ ก็เคยใช้กันมาก่อนแหละ แต่ไม่เคยคิดว่ามันเกิดจากปฏิกิริยาของอะไรกับอะไรยังไง ฟองฟู่มาจากไหน กลิ่นหอมเกิดจากส่วนผสมอะไร แล้วจริง ๆ ก็มีคณิตศาสตร์อยู่ในนั้น เพราะการชั่ง ตวง วัด ก็เป็นการคำนวณอย่างหนึ่งเหมือนกัน

ส่วน Design Challenge ที่ให้ทำแขนเทียม เป็น Open End Project เพื่อสอนว่าทุกอย่างต้องลองผิดลองถูก ไม่มีใครทำอะไรสำเร็จมาตั้งแต่ลองครั้งแรก ต้องพัฒนาไปเรื่อย ๆ แล้วก็ทำงานกับคนอื่น มีข้อจำกัด มีโจทย์ และมีคำถามต่อเนื่องว่าทำเสร็จแล้วจะช่วยให้ชีวิตดีขึ้นได้อย่างไร ความคิดเหล่านี้ไม่จำเป็นว่าต้องเอาไปใช้ในสายงานวิทยาศาสตร์ เพราะไม่ใช่เด็กที่มาเวิร์กชอปนี้ทุกคนจะกลายไปเป็นนักวิจัย อาจจะโตไปทำงานอะไรก็ได้

อุ้ม : เด็กผู้หญิงกับเด็กผู้ชายเรียนรู้ STEM ต่างกันไหมคะ

ซาร่า : จากประสบการณ์ของตัวฉันเองที่มีทั้งลูกชายและทำงานกับเด็กผู้หญิงมาหลายปี ก็พบว่าต่างนะคะ เด็กผู้หญิงจะสนใจมากกว่าถ้ารู้เหตุผลเบื้องหลังและรู้ว่าได้ช่วยเหลือคน เช่น ถ้าบอกว่าให้ทำแขนเทียมเฉย ๆ เด็กผู้หญิงจะแอบบ่นว่า ไม่เห็นสนุกเลย ไม่อยากทำ แต่ถ้ามีวิดีโอ ให้ดูก่อนว่าคนใช้แขนเทียมทำอะไรได้บ้าง มีเรื่องอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง เด็กผู้หญิงจะอยากทำขึ้นมาเลย เพราะเด็กผู้หญิงจะมุ่งไปทำอาชีพที่ช่วยเหลือสิ่งมีชีวิตหรือสิ่งแวดล้อม เป็นแม่ พยาบาล ครู นักสังคมสงเคราะห์ อะไรแบบนี้

ในขณะที่เด็กผู้ชายจะพุ่งไปประดิษฐ์เลย เอาเลโก้เท เด็กผู้ชายจะนั่งลงประกอบอะไรทันที ในขณะที่เด็กผู้หญิงจะต้องคิดก่อนว่ามีเรื่องอะไร (ลูกอุ้มเอะอะสร้างบ้านตลอด ต้องมีตัวละคร) ตัวฉันเองที่เลือกเรียน Biomedical Engineering ก็เพราะรู้สึกว่าสิ่งที่ค้นคว้าไม่จบสิ้นอยู่ในห้องแล็บ สุดท้ายจะช่วยคนไข้ได้

อุ้ม : แล้วทำไมต้องเด็ก ป.3 ถึง ป.5 คะ

ซาร่า : เพราะเด็กกลุ่มนี้โตพอที่จะทำโครงงานที่ซับซ้อนขึ้นได้ แล้วมีงานวิจัยบอกว่า พอเด็กผู้หญิงอายุประมาณ 13 – 14 หรือมัธยมต้น จะเป็นช่วงที่ตัดสินใจไม่อยากมุ่งทางวิทยาศาสตร์ เพราะมันเริ่มยากและจริงจังขึ้น ถ้าไม่ได้รับการส่งเสริมอย่างถูกต้อง เด็กผู้หญิงจะคิดว่าตัวเองไม่เก่งเลข ไม่เก่งวิทยาศาสตร์ แล้วไปเลือกเรียนอย่างอื่น ฉันคิดว่าถ้ารีบจัดการก่อนจะถึงจุดนั้น เด็กผู้หญิงจะยังมีความสนใจและอยากเรียนต่อ เพราะไม่มีใครเก่งหรือไม่เก่งมาตั้งแต่เกิด ทุกอย่างต้องเรียนรู้และฝึกฝน

อุ้ม : แล้วทำไมเวิร์กชอปนี้ต้องให้ผู้ปกครองอยู่ทำกิจกรรมร่วมกับลูกสาว

ซาร่า : ทีแรกฉันก็ไม่แน่ใจนะคะว่าคนจะสมัครหรือจะได้ผลไหม แต่ปรากฏว่าทุกคนที่มาชอบมากหมดเลย เพราะได้มี Uninterrupted Time หรือเวลาคุณภาพกับลูกสาว แล้วผู้ปกครองเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ไม่ได้มีพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรม ก็ได้แรงบันดาลใจและค้นพบศักยภาพในการเรียนรู้และสร้างสรรค์ทาง STEM ของตัวเองด้วย เพราะลูก โดยเฉพาะลูกสาว มักจะฟังว่าพ่อแม่อยากให้ตัวเองเรียนทางไหน หรือพ่อแม่เก่งอะไร

เพราะฉะนั้น สิ่งที่ฉันอยากบอกมาก ๆ เลยนะคะ คือพ่อแม่ควรระวังคำพูดตัวเอง มีศาสตราจารย์ด้านคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ชื่อ Jo Boaler บอกไว้ว่า “เมื่อแม่บอกลูกสาวว่า ตอนสมัยเรียน แม่ไม่เก่งเลขเลย ลูกสาวก็จะคิดว่าตัวเองไม่เก่ง และทำคะแนนเลขต่ำไปด้วย” 

เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราพูดให้ลูกได้ยินหรือทำให้ลูกเห็นจึงสำคัญมาก พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่าง ไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ ไม่ต้องกลัวว่าลูกจะหมดความเชื่อถือ สิ่งสำคัญกว่าคือการหาคำตอบด้วยกัน ลูกจะได้รู้ว่า โอเค พ่อแม่เรายังไม่รู้เลย เราเองไม่รู้หรือยังทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าพยายามเดี๋ยวก็ทำได้เอง

อุ้ม : ถ้ามีคนไทยอยากให้มี STEM Like a Girl ในเมืองไทยบ้าง จะเป็นไปได้ไหมคะ

ซาร่า : ในอนาคตฉันอยากจะทำ Workshop in a Box นะคะ หมายถึงใครอยากจัด STEM Like a Girl ที่เมืองตัวเองก็ติดต่อมา แล้วเรามีอุปกรณ์ต่าง ๆ และคู่มือส่งไปให้ แต่อาจจะต้องใช้เวลา เพราะโครงการนี้เป็นองค์กรแบบไม่แสวงหาผลกำไร มีฉันเป็นพนักงานประจำคนเดียว ที่เหลือเป็นอาสาสมัครที่มาช่วยกัน ฉันอยากควบคุมคุณภาพของโครงการให้ดีด้วย

หนังสือ STEM Like a Girl

เอาเป็นว่าใครอยากเห็นเวิร์กชอปนี้ในเมืองไทย รอหน่อยแล้วกันนะคะ แต่ระหว่างนี้อุ้มแนะนำให้ซื้อหนังสือของซาร่าไปอ่านเลยค่ะ รายละเอียดข้างในดีมากถึงมากที่สุด มีโครงงานวิทยาศาสตร์ให้ทำเยอะมาก และมีอธิบายตอนท้ายทุกอันเลยว่าแต่ละกิจกรรมได้เรียนเรื่องอะไรและเอาไปใช้ยังไง ที่สำคัญ อุปกรณ์ต่าง ๆ หาได้รอบ ๆ บ้าน หรือสั่งซื้อได้ไม่ยาก

มาส่งเสริมให้เด็กผู้หญิงกล้าทดลองและรักวิทยาศาสตร์กันค่ะ วันหนึ่งข้างหน้า เราจะได้มี Ada Lovelace, Marie Courie หรือดอกเตอร์ Mae Jamieson คนใหม่ ๆ ให้โลกนี้ดีและน่าอยู่ขึ้นนะคะ

เว็บไซต์ : stemlikeagirl.org

ภาพ : STEM Like a Girl

Writer & Photographer

Avatar

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load