มนุษย์เป็นสัตว์ชนิดเดียวที่ร้องไห้แล้วมีน้ำตา

พระพุทธเจ้า พระเยซู พระมูฮัมหมัด ต่างก็น่าจะเคยร้องไห้

มิเช่นนั้นโลกเราคงไม่ถือกำเนิดศาสนา

เขาเองตกอยู่ในความเครียดมาหลายวัน จนเมื่อแบบทดสอบที่เขาหวาดหวั่น แต่ก็รวบรวมความกล้าไปเผชิญ จบลงด้วยความพ่ายแพ้อีกครั้ง น้ำตามันก็ไหลออกมาเอง ไม่ได้ไหลทันที แต่ไหลตอนที่เขาไม่ทันตั้งตัว มันไหลหลังจากที่เขายิ้มสู้วันใหม่มาแล้วหลายวัน

คนเราร้องไห้ด้วยสาเหตุอะไร

เด็กในตัวเราถูกรังแก คนแก่ในตัวเรากลัวหมดเวลา ?

เราร้องไห้ตอนเจ็บปวด เสียใจ น้อยใจ เห็นใจ สะเทือนใจ จำพราก สูญเสีย ถูกทอดทิ้ง ถูกหักหลัง ถูกปฏิเสธ อับจน หมดหวัง ไร้หนทาง อ่อนแอ ท้อแท้ ถูกบีบบังคับ ถูกกักขัง ถูกกดดัน แบกความเครียด แบกภาระ แบกชะตากรรมอันหนักอึ้ง แบกความฝัน ทิ้งความฝัน รู้สึกผิด รู้สึกด้อย อับอาย ถูกยิ้มเยาะ เหมือนคนนมพลุ้ยที่ถูกบังคับให้ขึ้นเวทีประกวดเพาะกาย 

เราร้องไห้เมื่อรู้สึกสมเพชตัวเอง รังเกียจตัวเอง น้อยเนื้อต่ำใจ ไร้ค่า ไร้ศักดิ์ศรี ไร้ที่พึ่ง โดดเดี่ยว คิดถึง โหยหา อาดูร อาวรณ์ อ้างว้าง บางครั้งเราก็ร้องไห้เพราะต้องการอ้อมกอดที่ไร้เงื่อนไขของใครสักคน และบางครั้งเราก็ร้องไห้เมื่อได้อยู่ในอ้อมกอดที่ไร้เงื่อนไขของใครสักคน 

เศร้าเราก็ร้อง ปีติเราก็ร้อง ซึ้งเราก็ร้อง เวลามีคนใจดีกับเราโดยไม่จำเป็นเราก็ร้อง เวลามีคนโหดร้ายกับเราโดยไม่จำเป็นเราก็ร้องอีก ตอนเกิดมาใหม่ๆ แค่หิวนมเราก็ร้องแล้ว ขี้เสร็จไม่มีใครล้างตูดให้เราก็ร้อง ขนาดไม่มีเรื่องอะไรให้ต้องร้อง เรายังสมมติเหตุการณ์ขึ้นมาร้อง แล้วเอาไปฉายเป็นหนังให้คนอื่นร้องตาม

มนุษย์นี่ขี้แยจริง 

จะมีสัตว์อะไรอีกไหมที่แสดงออกอารมณ์เยอะแยะซับซ้อนขนาดนี้

หรือคำถามที่อาจจะน่าสนใจกว่า สัตว์ที่ดูภายนอกไม่แสดงอารมณ์อะไรเลย จริงๆ แล้วข้างในเจ็บปวดเป็นหรือไม่

ถ้าเราเกิดมาเป็นปลา เวลาเราร้องไห้จะมีใครรู้ไหม น้ำตาเราคงกลืนไปกับน้ำ

การทดลองที่สรุปผลว่า ปลารู้สึกเจ็บ ซึมเศร้า และอกหัก ได้ไหม

แต่นั่นไม่ใช่ข้อจำกัดข้อเดียว ปลาเป็นสัตว์ที่หน้านิ่งมาก ยิ้มก็ไม่ได้ หยีตาก็ไม่ได้ ขมวดคิ้วก็ไม่ได้ ส่งเสียงกรีดร้องแบบหมาแบบแมวก็ไม่ได้ แล้วงี้เราจะอ่านความรู้สึกของมันได้อย่างไร

 จะว่าไป เคยมีนักวิทยาศาสตร์อยากรู้ให้ชัดๆ ไปเลยเหมือนกันว่า สัตว์อย่างปลารู้สึกเจ็บปวดทรมานเป็นหรือไม่ แน่นอน ถ้าเราเอาอะไรแหลมๆ ไปจิ้มมัน หรือเอามันขึ้นมาบนบก มันอาจจะดิ้นพรวดพราด หรือหายใจพะงาบๆ ซึ่งก็อาจจะสื่อถึงความทุกข์ทรมานบางอย่าง 

แต่เราจะแน่ใจได้ยังไงว่านั่นไม่ใช่แค่รีเฟล็กซ์ หรือการขยับของร่างกายโดยอัตโนมัติ

เพื่อจะสำรวจลึกถึงความรับรู้ในระดับ ‘จิต’ นักวิจัยทดลองเลี้ยงปลาเทราต์แล้วจับพวกมันวางยาสลบ โดยแบ่งชะตากรรมออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มแรกระหว่างที่สลบอยู่โดนเข็มจิ้มที่ริมฝีปากแล้วฉีดพิษผึ้งเข้าไป กลุ่มที่สองโดนเข็มจิ้มที่ปากเหมือนกัน แต่คราวนี้ฉีดกรดอะซีติกหรือน้ำส้มสายชู ซึ่งเป็นสารกระตุ้นความเจ็บแสบแบบร้อนคัน ขณะที่พิษผึ้งน่าจะกระตุ้นความเจ็บแบบปวดระบม ต่อมากลุ่มที่สามก็โดนเข็มจิ้มแต่ฉีดแค่น้ำเกลือเซลีน ซึ่งไม่ทำให้เจ็บปวดใดๆ และสุดท้ายกลุ่มที่สี่ ไม่โดนเข็มจิ้มเลยแต่แค่ถูกจับวางยาสลบเฉยๆ

ผลปรากฏว่าเมื่อเหล่าปลาเทราต์ถูกนำไปปล่อยกลับคืนแท็งก์ตัวเองแล้วรอให้ฟื้น กลุ่มที่โดนพิษผึ้งกับน้ำส้มสายชูตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการหายใจถี่ที่สูงกว่าปกติมาก ดูจากความเร็วในการกระพือเหงือกเพิ่มจาก 50 เป็น 90 ครั้งต่อนาที ในขณะที่กลุ่มควบคุมหรือกลุ่มสามกับสี่ก็ตื่นมาพร้อมกับอัตราหายใจที่ถี่ขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่สูงเท่ากับกลุ่มที่อยู่ภายใต้ความ ‘เจ็บปวด’ นอกจากนี้ การแสดงออกอีกอย่างก็คือไม่อยากอาหาร หลังพักฟื้นประมาณ 1 ชั่วโมง ปลาในกลุ่มควบคุมกลับมาสนใจกินอาหารตามปกติ แต่ปลาในกลุ่มเจ็บปวดยังคงหอบ และไม่ยอมสนใจอาหารไปอีกนานถึง 3 ชั่วโมงครึ่ง 

ทั้งหมดนี้เป็นผลสังเกตเบื้องต้นว่า ปลามีพฤติกรรมบางอย่างที่อาจพอบ่งบอกได้ว่ามันกำลังเจ็บ แต่ที่น่าสนใจที่สุดคือ พฤติกรรมเหล่านั้นแทบจะหายเป็นปลิดทิ้ง เมื่อปลาในกลุ่มเจ็บปากได้รับมอร์ฟีนเข้าไป ซึ่งแน่นอน ในมนุษย์มอร์ฟีนออกฤทธิ์เป็นยาระงับความเจ็บปวดที่ได้ผลชะงัดนัก

พูดอีกอย่าง ถ้าปลาแค่เครียดหรือแสดงออกแบบอัตโนมัติโดยไม่ได้ ‘รู้สึกเจ็บ’ มอร์ฟีนก็ไม่น่าจะมีผลอะไร

อีกการทดลอง ที่พยายามจะเจาะลึก ‘จิตวิทยาปลา’ แบบละเอียดอ่อนลงไปอีก ตั้งสมมติฐานจากข้อสังเกตว่า เวลาคนเราเจ็บ เรามักจะไม่มีสมาธิสนใจอะไรนอกเหนือจากพยายามอดทนผ่านความเจ็บปวดนั้นไปให้ได้ก่อน (นึกภาพเอาขาเตียงทับไข่ แล้วพยายามอ่านหนังสือไปด้วยในเวลาเดียวกัน) เพราะฉะนั้น ถ้าปลารู้สึกเจ็บได้เช่นเดียวกับคน ความเจ็บนั้นก็น่าจะไปดึงโหลดจากสมอง ส่วนที่เอาไว้ใช้เพ่งสติของมันเช่นกัน 

ตามปกติแล้วปลาเทราต์จะไม่ชอบเข้าใกล้ของแปลกใหม่ที่เพิ่งใส่ลงไปในแท็งก์ ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมระแวงภัยตามธรรมชาติ นักวิจัยอาศัยพื้นฐานตรงนี้ทดลองหย่อนหอคอยเลโก้สีแดงสดลงไปในแท็งก์ของปลาที่ผ่านการฉีดน้ำส้มสายชูเข้าริมฝีปากมา แล้วเทียบพฤติกรรมตอบสนองกับปลาที่อยู่ในกลุ่มควบคุม ผลปรากฏว่า ปลาที่โดนน้ำส้มสายชูว่ายน้ำแบบไม่สนใจหลีกเลี่ยงหอคอยเลโก้เลย ขณะที่ปลาในกลุ่มควบคุมยังคอยรักษาระยะห่างหลีกเลี่ยงเลโก้ตลอด และแน่นอน เมื่อปลากลุ่มแสบปากได้รับมอร์ฟีนเข้าไปบรรเทา พฤติกรรมการเสียสมาธิก็หายไป ปลากลับมาสนใจสิ่งรอบตัวและว่ายน้ำเลี่ยงเลโก้ตามปกติ

ในการทดลองสุดท้าย มีการเลี้ยงปลาม้าลายในตู้ที่แบ่งออกเป็นหลายห้อง ซึ่งปกติแล้วน้องจะชอบอยู่ในห้องฝั่งที่มีพืชน้ำและวัตถุให้สำรวจเยอะๆ มากกว่าห้องที่โล่งโจ้งไม่มีอะไรเลย คำถามของงานวิจัยนี้คือ น้องจะยอมฝืนใจทำในสิ่งที่มันไม่ชอบเพื่อคลายความเจ็บปวดหรือไม่ ถ้าใช่ ก็แสดงว่าการรับรู้ความเจ็บปวดของปลามีความคล้ายคนอีกแล้ว

เช่นเคย น้องโดนฉีดน้ำส้มสายชูทำให้แสบ ซึ่งปรากฏว่าถ้าทำแค่นี้น้องก็จะเลือกอยู่แต่ห้องฝั่งที่มีต้นไม้เยอะๆ เหมือนเดิม แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่มีการละลายมอร์ฟีนลงไปในน้ำของห้องฝั่งที่โล่งๆ น้องที่โดนฉีดกรดจะเลือกมาอยู่ในห้องฝั่งโล่งนั้น ซึ่งปกติตัวเองไม่ชอบเลย ขณะที่น้องในกลุ่มควบคุมซึ่งโดนฉีดแค่น้ำเกลือ ยังคงเลือกอยู่ห้องฝั่งต้นไม้เยอะเหมือนเดิม แม้จะมีมอร์ฟีนมาล่อ

เปรียบเทียบกับสถานการณ์ขาเตียงทับไข่อีกครั้ง สมมติมีคนมาบอกว่าจะช่วยยกเตียงขึ้นให้หากเรายอมกินลูกอมรสชาติอุบาทว์ การที่เรารีบยอมทันทีแปลว่าเราเจ็บไข่มาก และอยากให้ความทรมานนั้นหยุดลงให้เร็วที่สุด แต่ถ้าเราไม่สนข้อเสนอนี้เลยก็แปลว่าเราไม่เจ็บ หรือไม่ลูกอมนั้นก็ต้องรสชาติอุบาทว์มากจริงๆ ผลการทดลองในปลาก็ตีความได้คล้ายๆ กัน

  ที่เล่ามา เป็นงานวิจัยที่เน้นสืบสวนว่า ‘จิต’ ของปลานั้น รับรู้ความ ‘เจ็บปวดทรมานกาย’ ได้หรือไม่ ดูเหมือนคำตอบก็จะชี้ไปในทางที่บอกว่าได้ ขณะเดียวกันก็มีคนพยายามศึกษาการรับรู้ความ ‘เจ็บปวดทรมานใจ’ ของปลาด้วย จนกระทั่งค้นพบว่าปลาก็มีอาการ ‘ซึมเศร้า’ ได้เหมือนกัน 

การทดลองที่สรุปผลว่า ปลารู้สึกเจ็บ ซึมเศร้า และอกหัก ได้ไหม

สำหรับปลา คำว่า ‘ดิ่ง’ ก็คือดิ่งจริงๆ ปลาที่ซึมเศร้ามักจะจมลงไปนอนอยู่ก้นตู้ แล้วไม่สนใจอาหารหรือสิ่งเร้าอะไรทั้งนั้น ขณะที่ปลาร่าเริงปกติจะคอยว่ายขึ้นลงสำรวจนู่นนี่นั่นอยู่ตลอด ในการทดลองที่น่าสนใจมากอันหนึ่ง นักวิจัยให้ตัวเมียของปลาหมอสีพันธุ์หนึ่งเลือกระหว่างตัวผู้สองตัว (กั้นกระจกซ้ายขวา ตัวเมียอยู่ตรงกลาง) ถ้าเป็นในธรรมชาติ เมื่อตัวเมียเลือกคู่แล้วก็จะไปอยู่กินกับตัวผู้ตัวนั้นเพื่อสร้างครอบครัวและช่วยกันเลี้ยงลูก ทั้งสองจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกันไปอีกนาน เทียบกับคนก็เปรียบได้ดังการแต่งงานนั่นเอง แต่ในเซ็ตติ้งของงานวิจัยนี้ พอตัวเมียเลือกเสร็จ นักวิจัยจะแบ่งชะตากรรมตัวเมียออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่สมหวังได้ไปอยู่กับสามีที่ตัวเองเลือก กับอีกกลุ่มคือถูกบังคับให้ไปอยู่กับตัวผู้อีกตัวที่หล่อนไม่ได้เลือก

ผลที่ตามมาเป็นอย่างไร ก่อนเฉลยเราต้องแฟลชแบ็กไปดูก่อนว่า ตัวเมียเหล่านี้เคยผ่านการฝึกให้เล่นเกมจดจำสีของกล่องปริศนา กล่าวคือถ้านักวิจัยหย่อนกล่องที่มีฝาปิดสีขาวให้ แสดงว่ากล่องนั้นมีหนอนตัวอ้วนๆ อร่อยๆ รออยู่ข้างใน ซึ่งตัวเมียก็จดจำได้ และเรียนรู้ที่จะรีบว่ายเข้าไปหากล่องสีขาวและใช้ปากดุนฝาเอารางวัลในทันที 

ในทางตรงข้าม ถ้านักวิจัยหย่อนกล่องฝาสีดำให้ นั่นแปลว่าเป็นกล่องเปล่า ซึ่งตัวเมียเรียนรู้ที่จะไม่สนใจ ถ้าเห็นกล่องสีดำปุ๊บก็จะเมิน เพราะจำได้ว่าไม่มีรางวัล นี่คือสิ่งที่ปลาตัวเมียเหล่านี้ทำเป็นตั้งแต่ก่อนให้เลือกคู่ ทีนี้ตัดฉากกลับมาหลังเลือกคู่แล้ว พฤติกรรมต่อกล่องสีขาวและสีดำของตัวเมียทุกตัวยังคงเหมือนเดิม แต่คราวนี้สิ่งที่นักวิจัยทำเพิ่มก็คือหย่อนกล่องสีเทาลงไป 

กล่องสีเทาเป็นตัวแทนของกล่องที่ไม่รู้คำตอบ ผลปรากฏว่าพบความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างพฤติกรรมตัวเมียที่สมหวังในความรัก กับตัวเมียที่ต้องทนอยู่กับตัวผู้ที่ตัวเองไม่ชอบ โดยกลุ่มแรกจะรีบเข้าไปลองเปิดกล่องปริศนาสีเทาอย่างรวดเร็ว ขณะที่กลุ่มหลังไม่ค่อยสนใจกล่องสีเทา หรือถ้าสนก็ใช้เวลาลังเลอยู่นานมากกว่าจะเข้าไปลองเปิด 

นักวิจัยตีความผลการทดลองว่าปลาตัวเมียซึ่งอยู่ในความสัมพันธ์ที่สมหวังก็เหมือนกับคนที่แฮปปี้ เวลามีความท้าทายอะไรใหม่ๆ เข้ามาในชีวิตก็มักจะมีมองบวก มองเห็นความเป็นไปได้แง่ดีมากกว่าแง่ลบ จึงกล้าและมั่นใจที่จะลองเผชิญสิ่งต่างๆ อย่างไม่คิดมาก ขณะที่ปลาตัวเมียซึ่งถูกบังคับให้อยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่ได้เลือก ก็เหมือนคนที่กำลังทนทุกข์ เศร้าหมอง มองโลกในแง่ลบ เห็นกล่องที่ไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ข้างใน ก็สรุปไปเลยว่าคงไม่มีอะไรดีๆ อยู่หรอก ไม่ต้องเสียเวลาไปเปิดหรอก เฮ่อ…ชีวิตมันไม่มีดีอะไร 

แน่นอน การทดลองต่างๆ ที่เล่ามายังไม่ถือว่าฟันธงได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ช่วยแง้มให้เห็นความเป็นไปได้ที่สำคัญมาก

สรุปแล้ว หน้านิ่งไม่ได้แปลว่าเจ็บไม่เป็นนะ

ใต้น้ำนั่นน่าจะมีความเจ็บปวดอยู่มากมาย ที่ต่อให้ร้องไห้เท่าไหร่ก็ไม่มีใครรับรู้

ในขณะเดียวกัน เขาก้าวเดินลงทะเลไปเรื่อยๆ

ฝนตก ลมแรงพัดหยดน้ำปะทะใบหน้า เสียงคลื่นซัดเข้าหาหาดโครมๆ กลบเสียงสะอื้น

นี่เป็นที่ที่เขาปล่อยน้ำตาให้ไหลออกมาได้ โดยไม่ต้องกลัวใครจะรู้ว่าอ่อนแอ

อ้างอิงงานวิจัยเรื่องความรับรู้ของปลา

หนังสือ What a Fish Knows โดย Jonathan Balcombe

รายงานวิจัย Pair-bonding influences affective state in a monogamous fish species

ภาพ : unsplash.com

Writer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

เมฆนม

งานเขียนเบาๆ ว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตกับสรรพสิ่ง โดยแทนไท ประเสริฐกุล

มาจะกล่าวบทไป

ที่อเมริกายังมีแมลงวันอยู่เผ่าพันธุ์หนึ่ง ชอบสังสรรค์จัดปาร์ตี้เสพสังวาสกันกลางอากาศ เมื่อตัวผู้เข้าสู่งาน มันจะแหงนหน้าขึ้นมองบรรตาตัวเมียนับร้อยที่กำลังเต้นส่ายตูดอยู่ จากนั้นสอดส่องหาตัวเมียที่ตูดใหญ่ที่สุด แล้วรี่เข้าไปจีบในทันที

บางคนอาจจะบอกว่าพฤติกรรมนี้ไม่แปลก คนเราก็ทำเหมือนกัน งั้นเดี๋ยวผมจะเพิ่มข้อมูลให้อีกอย่าง ลักษณะเซ็กซี่ของเพศเมียในแมลงวันชนิดนี้ นอกจากตูดใหญ่แล้ว ยังรวมถึงขนหน้าแข้งที่ดกดำด้วย

ศิลปะความงามเซ็กซี่ของแมลงวัน Dance Fly อยู่ที่บั้นท้ายและสินสอด
รูปแมลงวัน Long-tailed Dance Fly (Rhamphomyia longicauda) ซ้าย : ตัวเมีย ขวา : ตัวผู้
สังเกตว่าเฉพาะตัวเมียเท่านั้นที่มีตูดใหญ่และขนหน้าแข้งดกดำ

เชื่อว่าหลายคนน่าจะเริ่มคล้อยตามแล้วว่าเออ แปลก… แต่ช้าก่อน ยังมีแปลกกว่านั้นอีก ตูดที่ว่าใหญ่ของตัวเมียนั้นไม่ใช่ตูดใหญ่ธรรมดา แต่เป็นตูดใหญ่พิเศษที่ขยายขนาดได้ด้วย ก่อนจะเข้าสู่งานปาร์ตี้ ตัวเมียจะสูบลมเข้าตูดตัวเองจนพองเป่งขึ้นเรื่อยๆ และในที่สุดก็ขยายขนาดให้ใหญ่กว่าเดิมได้ประมาณ 4 – 5 เท่า เทียบสเกลกับคนก็ประมาณตูดแต่ละข้างใหญ่เท่าลูกบอลโยคะ 

ในวันงานปาร์ตี้ ตัวเมียที่ปั๊มตูดและเซ็ตขนหน้าแข้งเสร็จแล้ว ก็พร้อมที่จะออกจากบ้านได้อย่างมั่นใจ ตูดอันโอฬาร งดงาม โดดเด่น ขับเน้นด้วยขนหน้าแข้งฟูๆ ที่ตัวเมียกางขาหลังมาโอบล้อมตูดไว้อีกที (ดูรูป) ยิ่งทำให้องค์รวมของบั้นท้ายนั้นดูใหญ่และอลังการขึ้นไปอีก (อารมณ์คล้ายเขียนขอบตาให้ดูตาโตขึ้น) นางบินอวดโฉมเปล่งรัศมีเฉิดฉายเข้างานได้อย่างภาคภูมิใจ ส่วนตัวเมียตัวไหนที่ตูดเล็กหน่อย ขนหน้าแข้งสั้นหน่อย ก็ต้องคอยไปลุ้นเอาว่าวันนี้จะได้สามีหรือเปล่านะ

ศิลปะความงามเซ็กซี่ของแมลงวัน Dance Fly อยู่ที่บั้นท้ายและสินสอด
ตัวเมียสูบลมพองตูด พร้อมแผ่สยายขนขามาขับเน้นให้บั้นท้ายดูใหญ่ขั้นแม็กซ์ นี่ถือเป็นนิยามความงามของแมลงวันสปีชีส์นี้

ที่ว่ามาหลายคนคงยอมรับแล้วล่ะว่าแปลกพอควร แต่ช้าก่อน สิ่งที่แปลกที่สุดเกี่ยวกับเรื่องนี้จริงๆ กลับเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่คิดว่าไม่แปลกเลยต่างหาก นั่นก็คือการที่สัตว์เพศเมียเป็นฝ่ายอวดโฉมล่อใจสัตว์เพศผู้

หืม แปลกตรงไหน? คนเรามองข้ามเรื่องนี้ไปโดยสิ้นเชิง ก็เพราะเราเองเป็นสปีชีส์ที่ทั้งตัวผู้ตัวเมียต่างก็เลือกสรรพิจารณารูปกายของกันและกัน และเผลอๆ หนุ่มอาจจะเป็นฝ่ายส่องสาวมากกว่า คล้ายกับกรณีแมลงวันไม่มีผิด 

อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่าในโลกของสรรพสัตว์ทั่วไปเกือบร้อยทั้งร้อยนั้น สาวต่างหากที่เป็นฝ่ายส่องหนุ่ม และเพศผู้ต่างหากที่เป็นฝ่ายอวดโฉมเพื่อล่อใจเพศเมีย ลักษณะเซ็กซี่ส่วนใหญ่มักวิวัฒนาการขึ้นมาในสัตว์เพศผู้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น เขาใหญ่ ร่างใหญ่ ก้ามใหญ่ ขนสวย หางสวย เหนียงแดง หงอนชูชัน พฤติกรรมการเต้น ร้องเพลง หรืออะไรก็ตามแต่ 

ส่วนตัวเมียมักจะไม่ค่อยมีอวัยวะหรือการแสดงอะไรมาโชว์ แต่จะเป็นฝ่ายพิจารณาเลือกตัวผู้ที่ลักษณะดีที่สุด แล้วเก็บพลังงานไปใช้กับการผลิตลูกเสียมากกว่า เพราะฉะนั้น รูปแบบที่เราเห็นในแมลงวันข้างต้น จึงถือได้ว่ากลับตาลปัตรกับสัตว์อื่นอย่างสิ้นเชิง ตูดใหญ่กับขนหน้าแข้งดกสุดเซ็กซี่ในเพศเมีย กลายเป็นปริศนาทางชีววิทยาไปอย่างไม่คาดคิด

เข้าสาระวิทยาศาสตร์สักเล็กน้อย ไม่ใช่แมลงวันทุกกลุ่มจะมีการสลับบทบาททางเพศ หรือที่เรียกว่า Sex Role Reversal แบบที่เล่ามา แมลงวันบ้านแบบที่เราเห็นๆ ก็ไม่ยักกะเป็นเช่นนั้น ไม่งั้นเวลามันมาตอมตูดเราคงแยกออกได้ง่ายๆ แล้วว่าตัวไหนตัวผู้ตัวไหนตัวเมีย ปรากฏการณ์สลับบทเพศผู้เพศเมียนี้พบได้มากเฉพาะในแมลงวันกลุ่ม Empididae หรือที่เรียกเหมารวมๆ ว่าพวก Dance Flies (เพราะชอบจัดปาร์ตี้แดนซ์กลางอากาศ) นักวิทย์สันนิษฐานว่าสาเหตุหลักของการสลับบทก็คือภาวะเงื่อนไขบางอย่าง ที่ทำให้เพศเมียต้องกลายเป็นฝ่ายแข่งขันกันแย่งความสนใจเพศตรงข้าม แทนที่จะเป็นเพศผู้

แรกเริ่มเดิมที Dance Flies ก็อาจจะเหมือนสัตว์อื่นๆ คือตัวเมียเป็นฝ่ายลงทุนเยอะกว่าในการผลิตลูก ไหนจะสร้างไข่ ไหนจะอุ้มท้อง ยังไม่ต้องเอ่ยถึงสัตว์ชนิดที่ลูกเกิดมาแล้วต้องเลี้ยงต่ออีก ซึ่งระหว่างกระบวนการเหล่านี้ อู่ของตัวเมียก็จะปิด ไม่ว่าง ไม่พร้อมเปิดให้บริการ เพราะเช่นนี้รูปแบบมาตรฐานในหมู่ประชากรของสัตว์ทั่วไปก็เลยกลายเป็นว่า ตัวเมียที่มีความพร้อมผสมพันธุ์มักมีจำนวนน้อยกว่าตัวผู้ที่พร้อมผสมพันธุ์แทบจะเสมอ 

กล่าวอีกอย่าง ตัวผู้หื่นมีเยอะแยะไปหมด แต่ตัวเมียที่พร้อมมีจำกัด และด้วยเหตุนี้เอง ปกติตัวผู้จึงต้องเป็นฝ่ายแข่งขันกันเพื่อแย่งความสนใจตัวเมีย ส่วนตัวเมียก็เป็นฝ่ายมีแต้มต่อรอง เลือกได้ว่าจะเอาอะไรจากตัวผู้เพื่อแลกกับการผสมพันธุ์ ซึ่งในต้นตระกูลของ Dance Flies ที่เป็นกลุ่มกินแมลงเล็กกว่าเป็นอาหาร ตัวเมียก็เลยบอกว่า งั้นไปล่าเหยื่อมาให้ฉันหน่อยสิ ถือว่าเป็น ‘สินสอด’ ก็แล้วกัน (ศัพท์วิชาการทางชีววิทยาเรียกสินสอดว่า Nuptial Gift)

เช่นนี้แล้ว ตัวผู้ที่หาสินสอดมาให้ตัวเมีย จึงมีโอกาสดึงดูดความสนใจตัวเมียและได้รับโอกาสผสมพันธุ์มากกว่า ทิ้งลูกหลานไว้มากกว่า และขนบแห่งการมอบสินสอด ก็ได้รับสืบทอดเรื่อยมาในหมู่ Dance Flies ทั้งนี้หาใช่ทางวัฒนธรรม แต่ด้วยการสืบทอดทางพันธุกรรม

ทีนี้วิวัฒนาการก็ดำเนินมาถึงจุดที่ มาตรฐานสินสอดที่ตัวเมียจะยอมรับนั้นเริ่มใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเหยื่อที่หามาเล็กไป ฉันไม่เอา เหยื่อไม่อร่อย ฉันก็ไม่เอา คุณค่าทางอาหารน้อยไป ฉันก็ไม่เอา ทำให้ยิ่งพอยุคสมัยผ่านไป ตัวผู้ก็ยิ่งต้องทุ่มเทเวลาและพลังงานชีวิตมากมายมหาศาลไปกับการหาของที่แพงที่สุด เลอค่าที่สุด มาสร้างความประทับใจให้กับตัวเมีย จนกลายเป็นว่าผลลัพธ์สุดท้ายคืองานแดนซ์ปาร์ตี้จับคู่ดูตัวนั้น ค่อยๆ กลายเป็นปาร์ตี้หญิงล้วนขึ้นเรื่อยๆ เพราะผู้ชายมัวแต่ออกไปหาสินสอดกันหมด

นี่เองทำให้เกิดภาวะแบบสลับข้าง คือเกิดการแข่งขันขึ้นในหมู่ตัวเมียที่หิวกระหาย นานๆ ทีมีตัวผู้โผล่เข้างานมาพร้อมเหยื่อชิ้นโต ใครแย่งความสนใจจากหนุ่มได้ก่อน ก็จะได้ทั้งเหยื่อนี้และโอกาสในการผสมพันธุ์เป็นรางวัล 

สำหรับ Dance Flies หลายชนิด เงื่อนไขนี้วิวัฒนาการมาถึงจุดที่ตัวเมียล่าเหยื่อเองไม่เป็นแล้วด้วยซ้ำ ได้แต่รอขม้ำสินสอดจากตัวผู้อย่างเดียว เพราะฉะนั้น ภาวะที่หล่อนจะต้องหาผัวให้ได้จึงยิ่งกดดัน เดิมพันยิ่งสูง การแข่งขันยิ่งทวีความเข้มข้น การฉกฉวยโอกาสจากรสนิยมดั้งเดิมอะไรก็ตามของตัวผู้ก็ถูกงัดมาใช้เป็นกลยุทธ์ 

บรรดาแมลงวันตูดใหญ่ที่เล่าไป เดิมทีเดียวตัวผู้ก็อาจจะคอยสังเกตตูดตัวเมียอยู่บ้างแล้ว เพราะขนาดตูดมักเป็นเครื่องบ่งบอกปริมาณไข่ที่อยู่ข้างใน ก็อุตส่าห์ทุ่มเทหาสินสอดมาเหนื่อยขนาดนี้ อย่างน้อยได้ผสมกับตัวเมียไข่ดกๆ ให้ได้จำนวนลูกเยอะๆ ก็น่าจะคุ้มค่าเหนื่อยหน่อย ปรากฏว่ารสนิยมตรงนี้เอง กลายเป็นโจทย์ที่ไปกำหนดทิศทางวิวัฒนาการ ทำให้ในแต่ละรุ่น ตัวเมียที่ตูดใหญ่สุด ก็จะมีโอกาสได้รับสินสอดจากตัวผู้มากที่สุด ตัวเมียก็ยิ่งเกิดความพยายามโฆษณาอวดตูดตัวเองให้เด่นชัดที่สุด 

แรกๆ ตูดใหญ่อาจจะหมายถึงไข่ดกจริง แต่พอหลังๆ การโชว์ตูดเริ่มกลายโฆษณาชวนเชื่อขึ้นเรื่อยๆ จนทุกวันนี้มันกลายเป็นตูดที่ใหญ่เว่อร์เบ้อเริ่มเทิ่ม แถมข้างในมีแต่ลม เรียกได้ว่าไม่เกี่ยวอะไรกับสรีรวิทยาการผลิตไข่แล้ว แต่เป็นตูดปลอมที่เอาไว้ใช้ล่อความสนใจตัวผู้อย่างเดียว ขนหน้าแข้งงามงอนนั่นก็เข้าข่ายเดียวกัน เอาไว้ตบตาตัวผู้ไม่ต่างกัน และนี่ก็คือจุดที่มนุษย์เราได้มาศึกษาค้นพบแมลงวันชนิดนี้พอดี ซึ่งใครเลยจะคาดเดาได้ว่า ในอนาคตมันจะวิวัฒนาการไปถึงขั้นไหนต่อ

สรุปแล้ว สินสอดทำให้เกิดตูดใหญ่

แต่อย่างที่บอก แมลงวันกลุ่ม Empididae ไม่ได้มีแค่ชนิดเดียว มันเป็นกลุ่มใหญ่ที่มีสมาชิกตั้งประมาณ 3,000 ชนิด และแต่ละชนิดก็เปรียบเสมือนการทดลองอีกชุด ว่าถ้าเริ่มต้นจากระบบสินสอดเหมือนกันแล้วจะเกิดอะไรขึ้นได้อีกบ้าง ซึ่งก็พบผลลัพธ์ที่มากมายหลายหลาก เรื่องการเกิดอวัยวะเซ็กซี่ขึ้นในตัวเมียสำหรับตบตาตัวผู้นั้นเราก็ได้สำรวจไปบ้างแล้ว เพราะฉะนั้น วันนี้จะตบท้ายด้วยการไปดูผลลัพธ์ที่เกิดในฝั่งตัวผู้บ้างก็แล้วกัน

แมลงวัน Dance Flies ชนิดอื่นๆ ที่เป็นญาติกับแมลงวันตูดใหญ่ของเรา ตัวผู้ก็ถูกแรงกดดันให้ต้องหาของขวัญมามอบเป็นสินสอดให้กับตัวเมียให้จงได้ มิเช่นนั้นก็จะไม่ได้สืบพันธุ์ แรงกดดันนี้ผลักให้ตัวผู้บางชนิดมีวิวัฒนาการพฤติกรรม ‘ห่อของขวัญ’ ขึ้นมา นั่นก็คือการพันเหยื่อที่หามาได้ด้วยเส้นใยที่ตัวเองผลิตขึ้น ทำให้เหยื่อที่จับมาได้ดูมีขนาดใหญ่ขึ้นอีก ดึงดูดความสนใจตัวเมียได้มากขึ้นอีก อันที่จริงนี่ก็ถือว่าเป็นการหลอกลวงในระดับหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังพอรับได้ เผลอๆ อาจจะดูโรแมนติกดีด้วยซ้ำในสายตามนุษย์ 

อย่างไรก็ตาม ตัวผู้ของแมลงวันบางชนิด เวลาหาเหยื่อคุณภาพดีๆ มามอบให้สาวไม่ได้ มันจะใช้วิธีห่อของขวัญให้ใหญ่และหนาเป็นพิเศษแทน ตัวเมียที่หลงกลก็จะเลือกมัน และแกะห่อของขวัญอย่างตื่นเต้น ซึ่งระหว่างนั้นมันก็อาจได้โอกาสแอบผสมพันธุ์ไปเรียบร้อย 

ถ้ามนุษย์คนไหนอยากเอากลยุทธ์นี้ไปใช้บ้าง ก็ลองซื้อของขวัญให้แฟน แล้วใส่กล่องข้างนอกใหญ่มาก ห่ออย่างสวย แกะมาข้างในปรากฏเป็นกล่องเซ็ตเครื่องสำอางลิมิตเต็ด ว้าว สาวเจ้าตื่นเต้นมาก เปิดกล่องออกมา อ้าวไม่ใช่นี่ มีกล่องอยู่ข้างในอีกกล่อง อ๋อ เป็นมุกๆ ที่แท้ข้างในมีกล่องไอโฟนรุ่นล่าสุด หูว สุดยอด รีบเปิดเลย อ้าว ไม่เห็นมีไอโฟน มีแต่ตลับกำมะหยี่สีดำ ฮึ้ย หรือว่า… นี่เขาจะขอฉันแต่งงานด้วยแหวนเพชร โอ๊ว ตาเถร หัวใจเต้นรัว ไหน… ค่อยๆ แง้มเปิดซิ ปรากฏว่าสุดท้ายข้างในมีแต่บ๊วยเค็มหนึ่งเม็ด

ก้นเด้ง ขนหน้าแข้งดกดำ การห่อของขวัญใหญ่เบิ้ม สารพัดกลวิธีทำตัวเซ็กซี่ขยี้ใจในหมู่แมลง Dance Fly
แมลงวัน Dance Fly ตัวผู้ กับพฤติกรรมการห่อของขวัญ

ตัวผู้บางชนิดยิ่งหนักกว่า คือให้แต่ห่อของขวัญเปล่าๆ เลย แกะจนถึงตรงกลางก็ไม่เจออะไร บางชนิดไม่ลงทุนผลิตใยออกมาทำห่อของขวัญปลอมเลยด้วยซ้ำ แต่ไปเก็บพวกเมล็ดพืชที่หน้าตาเป็นใยขาวๆ มาหลอกให้ตัวเมียเข้าใจผิดคิดว่าเป็นของขวัญแทน วิธีการโกงพวกนี้บางทีก็สำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง ตัวเมียจริงๆ ไม่ได้โง่ขนาดนั้น แต่เทียบกับการลงทุนน้อยแล้วก็อาจจะนับว่าคุ้มค่าเสี่ยงอยู่ สำหรับตัวผู้ที่อับจนไร้หนทางทั้งหลาย

อย่างไรก็ตาม ตัวอย่างความเฟคที่เด็ดสุดของฝั่งตัวผู้ เห็นทีจะต้องมอบให้แก่แมลงวัน Dance Fly ชนิดหนึ่งที่เพิ่งถูกค้นพบไม่นานนี้แถวๆ ทางขึ้นภูเขาไฟฟูจิ ตัวผู้ของแมลงวันชนิดนี้บางตัวจะเกิดมาพร้อมกับ ‘ตุ้ม’ ที่ปลายขาคู่หน้า ซึ่งมีลักษณะอวบอูมเป็นพิเศษ มองแล้วเหมือนมันกำลังใส่นวมนักมวย หรือไม่ก็กำลังถือถุงช้อปปิ้งอะไรสักอย่างอยู่ในมือ ซึ่งแน่นอน ในสายตาแมลงวันตัวเมีย เมื่อมองไกลๆ ย่อมคล้ายกับผู้ชายที่กำลังหอบหิ้วสินสอดขนาดใหญ่มามอบให้นางด้วยความยากลำบาก (ดูดีๆ ตรงตุ้มนวมที่ห้อยลงมาจะมีปล้องๆ ขนๆ ที่ทำให้ยิ่งดูคล้ายแมลงเหยื่ออะไรสักอย่างด้วย)

ก้นเด้ง ขนหน้าแข้งดกดำ การห่อของขวัญใหญ่เบิ้ม สารพัดกลวิธีทำตัวเซ็กซี่ขยี้ใจในหมู่แมลง Dance Fly
แมลงวัน Empis jaschhoforum กับตุ้มนวมสินสอดปลอม ทำหน้าที่หลอกล่อตัวเมียว่านี่คือเหยื่อที่หามาให้

ที่น่าสนใจคือ ในประชากรตัวผู้ชนิดเดียวกัน บางตัวก็มีมือเป็นตุ้มสินสอดปลอมทั้งสองข้าง บางตัวก็เป็นเฉพาะข้างซ้าย บางตัวก็เป็นเฉพาะข้างขวา และบางตัวไม่เป็นเลย คือมีมือเป็นมือแมลงวันปกติทั้งสองข้าง ความหลากหลายนี้มีนัยสำคัญอย่างไร นักชีววิทยาเองก็ยังไม่แน่ใจและยังค้นหาคำตอบกันอยู่ แต่ที่แน่ๆ ตุ้มสินสอดปลอมนี้ถือเป็นอวัยวะเซ็กซี่ที่ตัวผู้มีไว้ตบตาตัวเมีย ไม่ต่างอะไรจากตูดใหญ่พองลมของตัวเมียอีกชนิดที่มีไว้ตบตาตัวผู้ น่าส่งตัวแทนจากทั้งสองสปีชีส์นี้ขึ้นรับรางวัลพร้อมกันจริงๆ

สงครามการหลอกกันระหว่างเพศ นับเป็นหนึ่งในสงครามที่ดำเนินมายาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์โลก และก็คงจะดำเนินต่อไป โดยยังไม่รู้ว่าจะไปจบลงที่ตรงไหน

ที่มาภาพและข้อมูล

www.newscientist.com

royalsocietypublishing.org

www.sciencedirect.com

www.sciencedirect.com

Writer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load