มนุษย์เป็นสัตว์ชนิดเดียวที่ร้องไห้แล้วมีน้ำตา

พระพุทธเจ้า พระเยซู พระมูฮัมหมัด ต่างก็น่าจะเคยร้องไห้

มิเช่นนั้นโลกเราคงไม่ถือกำเนิดศาสนา

เขาเองตกอยู่ในความเครียดมาหลายวัน จนเมื่อแบบทดสอบที่เขาหวาดหวั่น แต่ก็รวบรวมความกล้าไปเผชิญ จบลงด้วยความพ่ายแพ้อีกครั้ง น้ำตามันก็ไหลออกมาเอง ไม่ได้ไหลทันที แต่ไหลตอนที่เขาไม่ทันตั้งตัว มันไหลหลังจากที่เขายิ้มสู้วันใหม่มาแล้วหลายวัน

คนเราร้องไห้ด้วยสาเหตุอะไร

เด็กในตัวเราถูกรังแก คนแก่ในตัวเรากลัวหมดเวลา ?

เราร้องไห้ตอนเจ็บปวด เสียใจ น้อยใจ เห็นใจ สะเทือนใจ จำพราก สูญเสีย ถูกทอดทิ้ง ถูกหักหลัง ถูกปฏิเสธ อับจน หมดหวัง ไร้หนทาง อ่อนแอ ท้อแท้ ถูกบีบบังคับ ถูกกักขัง ถูกกดดัน แบกความเครียด แบกภาระ แบกชะตากรรมอันหนักอึ้ง แบกความฝัน ทิ้งความฝัน รู้สึกผิด รู้สึกด้อย อับอาย ถูกยิ้มเยาะ เหมือนคนนมพลุ้ยที่ถูกบังคับให้ขึ้นเวทีประกวดเพาะกาย 

เราร้องไห้เมื่อรู้สึกสมเพชตัวเอง รังเกียจตัวเอง น้อยเนื้อต่ำใจ ไร้ค่า ไร้ศักดิ์ศรี ไร้ที่พึ่ง โดดเดี่ยว คิดถึง โหยหา อาดูร อาวรณ์ อ้างว้าง บางครั้งเราก็ร้องไห้เพราะต้องการอ้อมกอดที่ไร้เงื่อนไขของใครสักคน และบางครั้งเราก็ร้องไห้เมื่อได้อยู่ในอ้อมกอดที่ไร้เงื่อนไขของใครสักคน 

เศร้าเราก็ร้อง ปีติเราก็ร้อง ซึ้งเราก็ร้อง เวลามีคนใจดีกับเราโดยไม่จำเป็นเราก็ร้อง เวลามีคนโหดร้ายกับเราโดยไม่จำเป็นเราก็ร้องอีก ตอนเกิดมาใหม่ๆ แค่หิวนมเราก็ร้องแล้ว ขี้เสร็จไม่มีใครล้างตูดให้เราก็ร้อง ขนาดไม่มีเรื่องอะไรให้ต้องร้อง เรายังสมมติเหตุการณ์ขึ้นมาร้อง แล้วเอาไปฉายเป็นหนังให้คนอื่นร้องตาม

มนุษย์นี่ขี้แยจริง 

จะมีสัตว์อะไรอีกไหมที่แสดงออกอารมณ์เยอะแยะซับซ้อนขนาดนี้

หรือคำถามที่อาจจะน่าสนใจกว่า สัตว์ที่ดูภายนอกไม่แสดงอารมณ์อะไรเลย จริงๆ แล้วข้างในเจ็บปวดเป็นหรือไม่

ถ้าเราเกิดมาเป็นปลา เวลาเราร้องไห้จะมีใครรู้ไหม น้ำตาเราคงกลืนไปกับน้ำ

การทดลองที่สรุปผลว่า ปลารู้สึกเจ็บ ซึมเศร้า และอกหัก ได้ไหม

แต่นั่นไม่ใช่ข้อจำกัดข้อเดียว ปลาเป็นสัตว์ที่หน้านิ่งมาก ยิ้มก็ไม่ได้ หยีตาก็ไม่ได้ ขมวดคิ้วก็ไม่ได้ ส่งเสียงกรีดร้องแบบหมาแบบแมวก็ไม่ได้ แล้วงี้เราจะอ่านความรู้สึกของมันได้อย่างไร

 จะว่าไป เคยมีนักวิทยาศาสตร์อยากรู้ให้ชัดๆ ไปเลยเหมือนกันว่า สัตว์อย่างปลารู้สึกเจ็บปวดทรมานเป็นหรือไม่ แน่นอน ถ้าเราเอาอะไรแหลมๆ ไปจิ้มมัน หรือเอามันขึ้นมาบนบก มันอาจจะดิ้นพรวดพราด หรือหายใจพะงาบๆ ซึ่งก็อาจจะสื่อถึงความทุกข์ทรมานบางอย่าง 

แต่เราจะแน่ใจได้ยังไงว่านั่นไม่ใช่แค่รีเฟล็กซ์ หรือการขยับของร่างกายโดยอัตโนมัติ

เพื่อจะสำรวจลึกถึงความรับรู้ในระดับ ‘จิต’ นักวิจัยทดลองเลี้ยงปลาเทราต์แล้วจับพวกมันวางยาสลบ โดยแบ่งชะตากรรมออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มแรกระหว่างที่สลบอยู่โดนเข็มจิ้มที่ริมฝีปากแล้วฉีดพิษผึ้งเข้าไป กลุ่มที่สองโดนเข็มจิ้มที่ปากเหมือนกัน แต่คราวนี้ฉีดกรดอะซีติกหรือน้ำส้มสายชู ซึ่งเป็นสารกระตุ้นความเจ็บแสบแบบร้อนคัน ขณะที่พิษผึ้งน่าจะกระตุ้นความเจ็บแบบปวดระบม ต่อมากลุ่มที่สามก็โดนเข็มจิ้มแต่ฉีดแค่น้ำเกลือเซลีน ซึ่งไม่ทำให้เจ็บปวดใดๆ และสุดท้ายกลุ่มที่สี่ ไม่โดนเข็มจิ้มเลยแต่แค่ถูกจับวางยาสลบเฉยๆ

ผลปรากฏว่าเมื่อเหล่าปลาเทราต์ถูกนำไปปล่อยกลับคืนแท็งก์ตัวเองแล้วรอให้ฟื้น กลุ่มที่โดนพิษผึ้งกับน้ำส้มสายชูตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการหายใจถี่ที่สูงกว่าปกติมาก ดูจากความเร็วในการกระพือเหงือกเพิ่มจาก 50 เป็น 90 ครั้งต่อนาที ในขณะที่กลุ่มควบคุมหรือกลุ่มสามกับสี่ก็ตื่นมาพร้อมกับอัตราหายใจที่ถี่ขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่สูงเท่ากับกลุ่มที่อยู่ภายใต้ความ ‘เจ็บปวด’ นอกจากนี้ การแสดงออกอีกอย่างก็คือไม่อยากอาหาร หลังพักฟื้นประมาณ 1 ชั่วโมง ปลาในกลุ่มควบคุมกลับมาสนใจกินอาหารตามปกติ แต่ปลาในกลุ่มเจ็บปวดยังคงหอบ และไม่ยอมสนใจอาหารไปอีกนานถึง 3 ชั่วโมงครึ่ง 

ทั้งหมดนี้เป็นผลสังเกตเบื้องต้นว่า ปลามีพฤติกรรมบางอย่างที่อาจพอบ่งบอกได้ว่ามันกำลังเจ็บ แต่ที่น่าสนใจที่สุดคือ พฤติกรรมเหล่านั้นแทบจะหายเป็นปลิดทิ้ง เมื่อปลาในกลุ่มเจ็บปากได้รับมอร์ฟีนเข้าไป ซึ่งแน่นอน ในมนุษย์มอร์ฟีนออกฤทธิ์เป็นยาระงับความเจ็บปวดที่ได้ผลชะงัดนัก

พูดอีกอย่าง ถ้าปลาแค่เครียดหรือแสดงออกแบบอัตโนมัติโดยไม่ได้ ‘รู้สึกเจ็บ’ มอร์ฟีนก็ไม่น่าจะมีผลอะไร

อีกการทดลอง ที่พยายามจะเจาะลึก ‘จิตวิทยาปลา’ แบบละเอียดอ่อนลงไปอีก ตั้งสมมติฐานจากข้อสังเกตว่า เวลาคนเราเจ็บ เรามักจะไม่มีสมาธิสนใจอะไรนอกเหนือจากพยายามอดทนผ่านความเจ็บปวดนั้นไปให้ได้ก่อน (นึกภาพเอาขาเตียงทับไข่ แล้วพยายามอ่านหนังสือไปด้วยในเวลาเดียวกัน) เพราะฉะนั้น ถ้าปลารู้สึกเจ็บได้เช่นเดียวกับคน ความเจ็บนั้นก็น่าจะไปดึงโหลดจากสมอง ส่วนที่เอาไว้ใช้เพ่งสติของมันเช่นกัน 

ตามปกติแล้วปลาเทราต์จะไม่ชอบเข้าใกล้ของแปลกใหม่ที่เพิ่งใส่ลงไปในแท็งก์ ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมระแวงภัยตามธรรมชาติ นักวิจัยอาศัยพื้นฐานตรงนี้ทดลองหย่อนหอคอยเลโก้สีแดงสดลงไปในแท็งก์ของปลาที่ผ่านการฉีดน้ำส้มสายชูเข้าริมฝีปากมา แล้วเทียบพฤติกรรมตอบสนองกับปลาที่อยู่ในกลุ่มควบคุม ผลปรากฏว่า ปลาที่โดนน้ำส้มสายชูว่ายน้ำแบบไม่สนใจหลีกเลี่ยงหอคอยเลโก้เลย ขณะที่ปลาในกลุ่มควบคุมยังคอยรักษาระยะห่างหลีกเลี่ยงเลโก้ตลอด และแน่นอน เมื่อปลากลุ่มแสบปากได้รับมอร์ฟีนเข้าไปบรรเทา พฤติกรรมการเสียสมาธิก็หายไป ปลากลับมาสนใจสิ่งรอบตัวและว่ายน้ำเลี่ยงเลโก้ตามปกติ

ในการทดลองสุดท้าย มีการเลี้ยงปลาม้าลายในตู้ที่แบ่งออกเป็นหลายห้อง ซึ่งปกติแล้วน้องจะชอบอยู่ในห้องฝั่งที่มีพืชน้ำและวัตถุให้สำรวจเยอะๆ มากกว่าห้องที่โล่งโจ้งไม่มีอะไรเลย คำถามของงานวิจัยนี้คือ น้องจะยอมฝืนใจทำในสิ่งที่มันไม่ชอบเพื่อคลายความเจ็บปวดหรือไม่ ถ้าใช่ ก็แสดงว่าการรับรู้ความเจ็บปวดของปลามีความคล้ายคนอีกแล้ว

เช่นเคย น้องโดนฉีดน้ำส้มสายชูทำให้แสบ ซึ่งปรากฏว่าถ้าทำแค่นี้น้องก็จะเลือกอยู่แต่ห้องฝั่งที่มีต้นไม้เยอะๆ เหมือนเดิม แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่มีการละลายมอร์ฟีนลงไปในน้ำของห้องฝั่งที่โล่งๆ น้องที่โดนฉีดกรดจะเลือกมาอยู่ในห้องฝั่งโล่งนั้น ซึ่งปกติตัวเองไม่ชอบเลย ขณะที่น้องในกลุ่มควบคุมซึ่งโดนฉีดแค่น้ำเกลือ ยังคงเลือกอยู่ห้องฝั่งต้นไม้เยอะเหมือนเดิม แม้จะมีมอร์ฟีนมาล่อ

เปรียบเทียบกับสถานการณ์ขาเตียงทับไข่อีกครั้ง สมมติมีคนมาบอกว่าจะช่วยยกเตียงขึ้นให้หากเรายอมกินลูกอมรสชาติอุบาทว์ การที่เรารีบยอมทันทีแปลว่าเราเจ็บไข่มาก และอยากให้ความทรมานนั้นหยุดลงให้เร็วที่สุด แต่ถ้าเราไม่สนข้อเสนอนี้เลยก็แปลว่าเราไม่เจ็บ หรือไม่ลูกอมนั้นก็ต้องรสชาติอุบาทว์มากจริงๆ ผลการทดลองในปลาก็ตีความได้คล้ายๆ กัน

  ที่เล่ามา เป็นงานวิจัยที่เน้นสืบสวนว่า ‘จิต’ ของปลานั้น รับรู้ความ ‘เจ็บปวดทรมานกาย’ ได้หรือไม่ ดูเหมือนคำตอบก็จะชี้ไปในทางที่บอกว่าได้ ขณะเดียวกันก็มีคนพยายามศึกษาการรับรู้ความ ‘เจ็บปวดทรมานใจ’ ของปลาด้วย จนกระทั่งค้นพบว่าปลาก็มีอาการ ‘ซึมเศร้า’ ได้เหมือนกัน 

การทดลองที่สรุปผลว่า ปลารู้สึกเจ็บ ซึมเศร้า และอกหัก ได้ไหม

สำหรับปลา คำว่า ‘ดิ่ง’ ก็คือดิ่งจริงๆ ปลาที่ซึมเศร้ามักจะจมลงไปนอนอยู่ก้นตู้ แล้วไม่สนใจอาหารหรือสิ่งเร้าอะไรทั้งนั้น ขณะที่ปลาร่าเริงปกติจะคอยว่ายขึ้นลงสำรวจนู่นนี่นั่นอยู่ตลอด ในการทดลองที่น่าสนใจมากอันหนึ่ง นักวิจัยให้ตัวเมียของปลาหมอสีพันธุ์หนึ่งเลือกระหว่างตัวผู้สองตัว (กั้นกระจกซ้ายขวา ตัวเมียอยู่ตรงกลาง) ถ้าเป็นในธรรมชาติ เมื่อตัวเมียเลือกคู่แล้วก็จะไปอยู่กินกับตัวผู้ตัวนั้นเพื่อสร้างครอบครัวและช่วยกันเลี้ยงลูก ทั้งสองจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกันไปอีกนาน เทียบกับคนก็เปรียบได้ดังการแต่งงานนั่นเอง แต่ในเซ็ตติ้งของงานวิจัยนี้ พอตัวเมียเลือกเสร็จ นักวิจัยจะแบ่งชะตากรรมตัวเมียออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่สมหวังได้ไปอยู่กับสามีที่ตัวเองเลือก กับอีกกลุ่มคือถูกบังคับให้ไปอยู่กับตัวผู้อีกตัวที่หล่อนไม่ได้เลือก

ผลที่ตามมาเป็นอย่างไร ก่อนเฉลยเราต้องแฟลชแบ็กไปดูก่อนว่า ตัวเมียเหล่านี้เคยผ่านการฝึกให้เล่นเกมจดจำสีของกล่องปริศนา กล่าวคือถ้านักวิจัยหย่อนกล่องที่มีฝาปิดสีขาวให้ แสดงว่ากล่องนั้นมีหนอนตัวอ้วนๆ อร่อยๆ รออยู่ข้างใน ซึ่งตัวเมียก็จดจำได้ และเรียนรู้ที่จะรีบว่ายเข้าไปหากล่องสีขาวและใช้ปากดุนฝาเอารางวัลในทันที 

ในทางตรงข้าม ถ้านักวิจัยหย่อนกล่องฝาสีดำให้ นั่นแปลว่าเป็นกล่องเปล่า ซึ่งตัวเมียเรียนรู้ที่จะไม่สนใจ ถ้าเห็นกล่องสีดำปุ๊บก็จะเมิน เพราะจำได้ว่าไม่มีรางวัล นี่คือสิ่งที่ปลาตัวเมียเหล่านี้ทำเป็นตั้งแต่ก่อนให้เลือกคู่ ทีนี้ตัดฉากกลับมาหลังเลือกคู่แล้ว พฤติกรรมต่อกล่องสีขาวและสีดำของตัวเมียทุกตัวยังคงเหมือนเดิม แต่คราวนี้สิ่งที่นักวิจัยทำเพิ่มก็คือหย่อนกล่องสีเทาลงไป 

กล่องสีเทาเป็นตัวแทนของกล่องที่ไม่รู้คำตอบ ผลปรากฏว่าพบความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างพฤติกรรมตัวเมียที่สมหวังในความรัก กับตัวเมียที่ต้องทนอยู่กับตัวผู้ที่ตัวเองไม่ชอบ โดยกลุ่มแรกจะรีบเข้าไปลองเปิดกล่องปริศนาสีเทาอย่างรวดเร็ว ขณะที่กลุ่มหลังไม่ค่อยสนใจกล่องสีเทา หรือถ้าสนก็ใช้เวลาลังเลอยู่นานมากกว่าจะเข้าไปลองเปิด 

นักวิจัยตีความผลการทดลองว่าปลาตัวเมียซึ่งอยู่ในความสัมพันธ์ที่สมหวังก็เหมือนกับคนที่แฮปปี้ เวลามีความท้าทายอะไรใหม่ๆ เข้ามาในชีวิตก็มักจะมีมองบวก มองเห็นความเป็นไปได้แง่ดีมากกว่าแง่ลบ จึงกล้าและมั่นใจที่จะลองเผชิญสิ่งต่างๆ อย่างไม่คิดมาก ขณะที่ปลาตัวเมียซึ่งถูกบังคับให้อยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่ได้เลือก ก็เหมือนคนที่กำลังทนทุกข์ เศร้าหมอง มองโลกในแง่ลบ เห็นกล่องที่ไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ข้างใน ก็สรุปไปเลยว่าคงไม่มีอะไรดีๆ อยู่หรอก ไม่ต้องเสียเวลาไปเปิดหรอก เฮ่อ…ชีวิตมันไม่มีดีอะไร 

แน่นอน การทดลองต่างๆ ที่เล่ามายังไม่ถือว่าฟันธงได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ช่วยแง้มให้เห็นความเป็นไปได้ที่สำคัญมาก

สรุปแล้ว หน้านิ่งไม่ได้แปลว่าเจ็บไม่เป็นนะ

ใต้น้ำนั่นน่าจะมีความเจ็บปวดอยู่มากมาย ที่ต่อให้ร้องไห้เท่าไหร่ก็ไม่มีใครรับรู้

ในขณะเดียวกัน เขาก้าวเดินลงทะเลไปเรื่อยๆ

ฝนตก ลมแรงพัดหยดน้ำปะทะใบหน้า เสียงคลื่นซัดเข้าหาหาดโครมๆ กลบเสียงสะอื้น

นี่เป็นที่ที่เขาปล่อยน้ำตาให้ไหลออกมาได้ โดยไม่ต้องกลัวใครจะรู้ว่าอ่อนแอ

อ้างอิงงานวิจัยเรื่องความรับรู้ของปลา

หนังสือ What a Fish Knows โดย Jonathan Balcombe

รายงานวิจัย Pair-bonding influences affective state in a monogamous fish species

ภาพ : unsplash.com

Writer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

เมฆนม

งานเขียนเบาๆ ว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตกับสรรพสิ่ง โดยแทนไท ประเสริฐกุล

ความเงียบเกิดจากอะไร

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ผมเคยเขียนบทความชื่อ “จิ้งหรีดไม่ส่งเสียง หิ่งห้อยไม่ส่องแสง”

บทความนั้นเริ่มต้นแบบนี้

ที่เกาะ Kauai (อ่านว่า ‘คาไวอิ’) ในหมู่เกาะฮาวาย เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้วครับ

จิ้งหรีดที่นั่น อยู่ดี ๆ ก็พากันแขวนไมค์เลิกร้องเพลงเกือบหมด มันเกิดอะไรขึ้น ขึ้นชื่อว่าเป็นจิ้งหรีดหนุ่มก็ต้องร้องเพลงจีบสาวสิ จิ้งหรีดที่ไม่มีดนตรีกาลแบบนี้ ในสันดานช่างเป็นจิ้งหรีดชอบกลนัก ทำไมนะทำไม 

บทความนั้นเล่าต่อยืดยาวถึงงานวิจัยที่พยายามค้นหาสาเหตุที่ทำให้จิ้งหรีดบนเกาะหยุดร้องเพลง แต่ถ้าให้สรุปสั้น ๆ เลย สาเหตุนั้นก็คือแมลงวัน

แมลงวันสาวที่มีไข่ในท้องจะเกิดรสนิยมหลงใหลเสียงจิ้งหรีด และออกตามหาตัวนักร้องจนเจอ จากนั้นก็จะเข้าไปขอสัมผัสร่างกายแล้วฝากลูกเอาไว้ หนอนแมลงวันน้อย ๆ จะมุดเข้าไปเติบโตและกินเครื่องในจิ้งหรีดหนุ่ม เหมือนกินเอแคลร์จากข้างในออกมาข้างนอก จนกระทั่งร่างนักร้องเหลือแต่เพียงเปลือกแห้ง ๆ หนอนอ้วนจึงไชทะลุออกมาและเติบใหญ่เป็นแมลงวันปรสิตรุ่นต่อไป

การปรับตัวของหิ่งห้อยมืดที่ไม่ส่องแสง และจิ้งหรีดเงียบที่ไม่ส่งเสียง
การปรับตัวของหิ่งห้อยมืดที่ไม่ส่องแสง และจิ้งหรีดเงียบที่ไม่ส่งเสียง

หลังจากแมลงวันชนิดนี้ (Ormia ochracea) ขึ้นเกาะคาไวอิมาได้ 20 กว่าชั่วอายุจิ้งหรีด ยามราตรีของที่นั่นก็เหลือเพียงความเงียบสงัด

หรีดหริ่งเรไร เจ้าหายไปไหนกันหมด คุณซุค (Marlene Zuk) นักวิจัยที่ศึกษาเรื่องนี้เชื่อว่าการรุกรานของแมลงวันปรสิต อาจจะทำให้จิ้งหรีดสูญพันธุ์ไปจากเกาะแล้ว

เธอให้สัมภาษณ์รายการวิทยุของแคนาดารายการหนึ่งว่า “พวกเราขับรถวนไปวนมาอยู่นาน แต่ก็ไม่ได้ยินเสียงจิ้งหรีดเลยแม้แต่ตัวเดียว ตอนแรกก็คิดว่า เออ มันคงไม่เหลือแล้วล่ะ แต่ไหน ๆ ก็มาแล้ว ลองลงจากรถไปดูสักหน่อยละกันผลปรากฏว่า ตกใจแทบช็อกแน่ะค่ะ! ในความมืดบริเวณที่ไฟหน้ารถสาดแสงออกไปนั้น มีจิ้งหรีดเดินอยู่เต็มพื้นไปหมด!

“คุณต้องเข้าใจนะ ว่าสำหรับคนที่ศึกษาจิ้งหรีดมาเยอะ ๆ อย่างดิฉันเนี่ย การได้เห็นภาพจิ้งหรีดอยู่รวมกันเยอะ ๆ แต่กลับไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย มันเป็นเรื่องที่ขัดกับความรู้สึกเป็นอย่างมาก!”

หลังจากนั้น คุณซุคและคณะก็มุ่งมั่นศึกษาปรากฏการณ์นี้ต่อ จนค้นพบว่าประชากรจิ้งหรีดเกือบทั้งเกาะได้วิวัฒนาการกลายเป็นจิ้งหรีดใบ้ไปเสียแล้ว เมื่อส่องดูใต้กล้อง ซี่หวีที่อยู่บนปีกของพวกมัน ซึ่งปกติเอาไว้เสียดสีกันเพื่อให้เกิดเสียง บัดนี้ได้กลายเป็นปีกเรียบ ๆ ที่สีไม่ดังไปเรียบร้อย

ถามว่าถ้าไม่ร้องเพลงแล้ว พวกมันยังหาคู่ได้สำเร็จจนไม่สูญพันธุ์ได้ยังไง นั่นเป็นคำถามที่ดีแต่ขอเก็บเอาไว้ก่อน เฉพาะหน้านี้ประเด็นที่ผมอยากจะชวนคิดและสำรวจคือ ปรากฏการณ์ที่ว่า เมื่อมีภัยคุกคามบางอย่างคอยกดเสรีภาพในการแสดงออกเอาไว้ แสดงออกแล้วเสี่ยงอันตราย แสดงออกแล้วโดนกินไส้ นาน ๆ เข้า ธรรมชาติก็คัดเลือกให้เหลือแต่ความเงียบ

ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดแต่ในจิ้งหรีด แต่ยังเกิดในหิ่งห้อย ‘เงียบแสง’

หิ่งห้อยแต่ละชนิดมีระบบจีบกันด้วยภาษากะพริบแสงที่หลากหลายมาก บ้างรวมกลุ่มกันเยอะ ๆ เกาะนิ่ง ๆ บนใบไม้แล้วกะพริบพร้อม ๆ กัน (แบบที่คนชอบไปลงเรือดูกันแถวอัมพวา) บ้างก็บินไปกะพริบไปเรื่อย ๆ เอื่อย ๆ เหนือพงหญ้าหรือหนองน้ำ ในหิ่งห้อยประเภทนี้ ตัวผู้แต่ละชนิดจะมีรหัสกะพริบจีบของตัวเอง และตัวเมียที่เป็นชนิดเดียวกัน ก็จะมีรหัสในการกะพริบตอบขึ้นมาจากพื้น เช่น สมมติตัวผู้บินกะพริบ ปิ๊บ ๆ ปี๊บบบ… ปิ๊บ ๆ ปี๊บบบ… แปลได้ว่า “เฮ่ น้องสาว… เฮ่ น้องสาว…” 

พอตัวเมียของชนิดนี้มองขึ้นมาเห็นก็อาจจะกะพริบตอบกลับว่า ปุ๊บ ๆ ปั๊บ… “เฮ่ พี่ชาย… เฮ่ พี่ชาย” แล้วพอรหัสถูกต้องกันทั้งสองฝ่าย ตัวผู้ก็จะบินลงไปหาตัวเมียแล้วเจรจาระยะใกล้กันต่อ ซึ่งจะเสพสมบ่มิสมยังไงก็ต้องลุ้นกันอีกที

ในขณะเดียวกัน ตัวผู้ของชนิดอื่นในท้องถิ่นเดียวกันก็อาจจะบินกะพริบเป็นรหัสอื่น เช่น ป้าด ปุบ ๆ… ป้าด ปุบ ๆ … แปลได้ว่า “แม่ยอดหญิงอยู่ไหน แม่ยอดหญิงอยู่ไหน” ซึ่งตัวเมียของชนิดแรกพอเห็นรหัสนี้อาจจะไม่เข้าใจหรือไม่เกิดอารมณ์ แต่ตัวเมียของชนิดที่ตรงกันอาจจะรีบกะพริบตอบทันทีว่า ปุริ ๆ ปริ๊บ ๆ… “อยู่นี่ไงพ่อยอดชาย อยู่นี่ไงพ่อยอดชาย” และโลกการผสมพันธุ์ของหิ่งห้อยก็ดำเนินมาอย่างผาสุก… เกือบจะผาสุก

ที่ประเทศอเมริกา มีหิ่งห้อยตัวเมียอยู่ชนิดหนึ่งชื่อโฟทูริส (Photuris sp.) นางรู้รหัสตอบรับการจีบของตัวผู้แทบทุกชนิดในละแวกที่นางอยู่ ตัวผู้น้องสาวมา นางก็พี่ชายกลับไป ตัวผู้แม่หญิงมา นางก็พ่อหนุ่มกลับไป ไม่ว่าตัวผู้ชนิดไหนบินผ่านมาจีบ นางก็ตอบสนองเรียกลงมาหาได้หมด เพียงแต่ว่านี่ไม่ใช่พฤติกรรมการหาคู่ผสมพันธุ์ของนาง แต่เป็นพฤติกรรมการหาอาหาร

จากมุมมองของหิ่งห้อยตัวผู้ หนุ่มที่คิดว่าคืนนี้ได้คู่แล้ว ค่อย ๆ ร่อนลงมาแลนดิ้งตรงจุดที่สาวกะพริบไฟตอบด้วยความปรีดา ปรากฏว่าสิ่งที่เจอคือตัวเมียร่างยักษ์ซึ่งใหญ่กว่ามันประมาณ 4 – 5 เท่า เขี้ยวยาวน้ำลายหยด ตากลมโตกำลังจ้องเหยื่ออันโอชะ ง่ำ! นั่นคือภาพสุดท้ายในชีวิตที่มันได้เห็น หิ่งห้อยหนุ่มอาจไม่ได้ตายในทันที แต่ในระหว่างที่ถูกเคี้ยว ไฟที่ตูดมันก็อาจกะพริบปริบ ๆ “ไม่น่าเลยตู… ไม่น่าเลยตู…”

การปรับตัวของหิ่งห้อยมืดที่ไม่ส่องแสง และจิ้งหรีดเงียบที่ไม่ส่งเสียง

เช่นเดียวกับในจิ้งหรีด ภัยคุกคามต่อการแสดงออกอย่างเสรีได้กดดันให้หิ่งห้อยจำนวนหนึ่งเกิดวิวัฒนาการกลายเป็นหิ่งห้อยเงียบแสง พวกมันเลิกกะพริบไฟ บอกลาพระจันทร์ แล้วย้ายช่วงเวลาหาคู่ไปอยู่ตอนกลางวันแทน หิ่งห้อยกลางวันหรือหิ่งห้อยมืด (Dark Fireflies) มีให้พบได้ทั้งที่อเมริกาและอีกหลาย ๆ ประเทศ นักวิทย์สันนิษฐานว่า ปรากฏการณ์นี้ถ้าไม่ใช่เป็นผลตอบสนองต่อการโดนหิ่งห้อยด้วยกันเองเล่นงาน ก็คงเป็นเพราะภัยคุกคามอื่น ๆ อันตามมาจากการกล้าแสดงตัวในความมืด

หิ่งห้อยกลางวันหลายชนิดทุกวันนี้ยังคงมีซากตะเกียงที่ใช้งานไม่ได้แล้ว เป็นเครื่องเตือนใจว่าครั้งหนึ่ง บรรพบุรุษของพวกเจ้าเคยส่องแสงสู้รัตติกาล

คอลัมน์นี้เริ่มต้นมาด้วยการเอาเมฆไปโยงกับนม

เพราะฉะนั้น ในตอนจบซีซั่นนี้ ขอกระผมลองเอาแสงหิ่งห้อยและเสียงจิ้งหรีดมาโยงกับความรู้สึกคนบ้างจะเป็นไรไป

ผมสังเกตตัวเองและหลายคนรอบตัว

ผมเห็นบางคนที่มีโลกภายในงดงามมหัศจรรย์ราวกับป่าเวทมนตร์ แต่มักกดตัวเองเอาไว้ ไม่กล้าปล่อยแสงหรือเปล่งเสียงออกมา เพราะกลัวเป็นตัวประหลาด กลัวถูกมองว่าอยากเด่น กลัวจะโดนริษยา ตัดสิน รังแก รังเกียจ

ผมเห็นใจบางดวงที่เจ็บแล้วจ๋อย บางดวงที่ช้ำแล้วหวาดระแวง

ผมเห็นกรอบ ระบบ และสังคม ที่กดทับความคิดสร้างสรรค์

ผมเห็นเด็กที่เติบโตมาในยุคที่ผู้คนโดนไวรัสง้างให้ห่างจากกัน

ผมรู้สึกถึงบรรยากาศของหลาย ๆ แห่ง ที่ความตายด้านติดต่อได้เหมือนไวรัสซอมบี้ ติดแล้วไม่ได้อยากกินสมอง แต่อยากใช้สมองให้น้อยที่สุด แล้วทำให้มันจบไปวัน ๆ จะแสดงออกทำไม ถ้าทำไปก็ไร้ประโยชน์

ผมเห็นหิ่งห้อยที่เคยเปล่งแสงเต็มที่ แต่เมื่อไม่เคยเจอเพื่อนร่วมสปีชีส์กะพริบตอบกลับมาเลย แสงก็ค่อย ๆ หรี่ลง มอดลง

กระนั้นก็ตามแต่ แม้โลกนี้จะมีปัจจัยมากมายคอยบีบกดให้เราเงียบเสียงและดับแสง แต่พลังชีวิตก็เป็นพลังประหลาดที่สุดท้ายหาช่องทางแสดงออกของมันได้เสมอ

หิ่งห้อยกลางวัน ทิ้งโลกวับ ๆ วิบ ๆ ของการกะพริบแสงยามค่ำคืน มาเริงรัญจวนกันทางกลิ่นแทน ระบบสื่อสารผ่านฟีโรโมนและหนวดที่เอาไว้รับกลิ่นของพวกมันพัฒนาดีมาก ภายใต้แสงตะวันอันอบอุ่นและปลอดภัย

จิ้งหรีดรอบ ๆ เกาะคาไวอิยิ่งมีวิวัฒนาการประหลาดล้ำหลายทิศทาง บางประชากรกลับมาส่งเสียงร้องเพลงอีกครั้ง แต่คราวนี้เปลี่ยนเป็นเสียงครางเบา ๆ ต่ำ ๆ เหมือนแมวคราง ซึ่งเอาไว้ใช้กระซิบบอกรักกันในระยะใกล้แบบไม่ให้แมลงวันรู้ จิ้งหรีดตัวเมียเองก็เปลี่ยนรสนิยมมาชอบเพลงแนวนี้ แทนที่จะชอบเสียงแหกปีกแหลม ๆ ดัง ๆ เหมือนเมื่อก่อน

ขณะเดียวกัน ถ้าไปดูในบางพื้นที่ ตัวเมียก็ยังคงชอบตัวผู้ที่เสียงดังอยู่ และกลายเป็นว่าประชากรจิ้งหรีดในยุคแมลงวันระบาด เหลือตัวผู้ใจกล้าไม่กี่ตัวที่ปักหลักเปิดคอนเสิร์ตเดี่ยวอย่างไม่เกรงกลัว นอกนั้นเป็นตัวผู้ปีกใบ้เกิน 90 เปอร์เซ็นต์ที่มาคอยรายล้อมให้กำลังใจเงียบ ๆ พร้อมทั้งคอยดักจีบสาว ๆ ที่ถูกดึงดูดมาด้วยเสียงของลูกพี่ซูเปอร์สตาร์กับบทเพลงกรีดปีกท้าทายปรสิต แม้เสี่ยงตาย แต่สุดท้ายลูกพี่ได้ใจสาวทั้งตำบล ต่อให้พบจุดจบด้วยการโดนหนอนไชพุงก็ถือว่าคุ้มแล้ว

จะเห็นว่าการตอบสนองต่อภัยคุกคามการแสดงออกนั้นมีทุกรูปแบบ

มีกระทั่งหิ่งห้อยที่นอกจากส่องแสงแล้ว ยัง ‘ส่งเสียง’ สู้กับค้างคาวได้ด้วย!

นี่เป็นเรื่องที่เพิ่งค้นพบใหม่เมื่อไม่นานมานี้เลย ว่าหิ่งห้อยหลายๆ ชนิดกระพือปีกให้เกิดคลื่นความถี่เสียงย่านอัลตราซาวด์ซึ่งตรงกับที่หูค้างคาวได้ยินพอดี นักวิจัยยังไม่ฟันธงว่าหิ่งห้อยใช้ความสามารถนี้ทำอะไรกันแน่ แต่ข้อสันนิษฐานหนึ่งคือ พวกมันสร้างสารพิษสะสมในตัว แล้วใช้เสียงประกาศก้องให้ค้างคาวรู้ชัดไปเลยว่า “ฉันอยู่ตรงนี้” และ “ฉันแดนเจอรุส!” แนวคิดเดียวกับที่สัตว์มีพิษยามกลางวันมักใช้ลวดลายสีสันฉูดฉาดบอกเตือนให้ผู้ล่าจดจำได้ ปรากฏการณ์นี้ในหิ่งห้อยอาจจะเป็นเรื่องใหม่อยู่ แต่ตัวอย่างการใช้เสียงสู้ค้างคาวในผีเสื้อกลางคืนนั้นได้รับการศึกษาและยืนยันมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้อัลตราซาวด์เพื่อประกาศความอันตราย หรือเพื่อแจมระบบโซนาร์ของค้างคาวก็ตามแต่

ในกรณีเหล่านี้ ภัยคุกคามอาจเป็นเครื่องท้าทายให้ชีวิตที่ไม่เคยส่งเสียงมาก่อน เริ่มส่งเสียงดังขึ้นมาได้เช่นกัน

ทว่า ในบางค่ำคืน

ผมก็พบตัวเองยืนมองแสงหิ่งห้อยและฟังเสียงจิ้งหรีด

และค้นพบใจที่ดำรงอยู่อย่างไม่ต้องดิ้นรนแสดงตน

ใจที่ดังโดยไม่ต้องส่งเสียง

ใจที่สว่างโดยไม่ต้องส่องแสง

เลยเสียงหรีดหริ่งเรไรและแสงหิ่งห้อยขึ้นไป

เหนือเมฆและดวงจันทร์สู่จักรวาลอันไกลโพ้น มีดวงดาวมากมายนับไม่ถ้วน

แสงดึกดำบรรพ์เหล่านั้น ดำรงอยู่ได้ ด้วยแรงกดดันที่สมดุล

Writer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load