หลังฤดูเก็บเกี่ยวผันผ่าน เมล็ดข้าวจะออกเดินทางจากทุ่งนาไปยังโรงสี ขณะที่ฟางข้าวส่วนใหญ่จะถูกใช้เป็นปุ๋ย อาหารสัตว์ หรือใช้สำหรับเพาะเห็ด แต่ยังคงเหลือฟางข้าวกองโตที่ถูกวางทิ้งไว้ราวกับนักเดินทางหมดไฟไร้จุดหมาย ก่อนจะลงเอยด้วยการถูกเผาทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย พ่วงมาด้วยปัญหามลพิษทั้งในพื้นที่แห่งนั้นและพื้นที่อื่น ๆ ตามแต่ลมจะพัดพาไป

นุ๊ก-จารุวรรณ คำเมือง คือหนึ่งในคนที่มองเห็นปัญหานี้ เธอจึงตัดสินใจนำฟางข้าวในบ้านเกิดที่อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง มาแปลงโฉมให้เป็นสินค้าที่มีทั้งคุณค่าและมูลค่า แถมยังใจดีต่อสิ่งแวดล้อม กลายเป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์ ‘ฟางไทย’ เมื่อประมาณ 7 – 8 ปีที่แล้ว โดยที่นุ๊กไม่เคยทำธุรกิจและไม่ได้เป็นนักวิจัย เธอมีเพียงความตั้งใจอยากกลับมาลงหลักปักฐานที่บ้านเกิดอย่างยั่งยืน

ฟางไทยเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งใน Social Enterprise Thailand Forum 2021 ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 21 พฤศจิกายน 2564 นี้ แต่ก่อนจะถึงวันงาน เราขอชวนคุณทำความรู้จักธุรกิจนี้ ผ่านมุมมองของผู้ก่อตั้งที่เชื่อว่าธุรกิจที่ดีสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้

ฟางไทย : ธุรกิจเพื่อสังคมที่สร้างมูลค่าให้เศษฟางข้าวลำปาง และใจดีต่อสิ่งแวดล้อม

ด้วยรักและคิดถึง (บ้าน)

หลังเก็บกระเป๋าแล้วเดินทางมาร่ำเรียนที่กรุงเทพฯ จนจบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย นุ๊กเริ่มรู้สึกว่าสิ่งที่เธอต้องการอย่างแท้จริง คือการกลับมาอยู่บ้านที่อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง แต่การกลับมาครั้งนี้ทำให้เธอพบว่า ที่นี่ไม่ได้มีอาชีพรองรับคนรุ่นใหม่มากนัก เพราะส่วนมากผู้คนในท้องถิ่นจะทำอาชีพเกษตรกรรม นุ๊กจึงเริ่มคิดว่าเธอจะต่อยอดการเกษตรได้อย่างไรบ้าง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการค้นพบทั้งปัญหาและทางออกที่น่าจะเป็นไปได้

“คนในพื้นที่ทำอาชีพหลักคือการเกษตร แต่สิ่งที่ตามมาคือปัญหาจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรอย่าง ‘ฟางข้าว’ ซึ่งส่วนใหญ่เขาจะใช้วิธีเผากัน หลังฤดูทำนา เราจะเห็นข่าวทางภาคเหนือที่เกิดปัญหา PM 2.5 ขึ้นมา ซึ่งเรามองว่าปัญหานี้ ไม่ได้เป็นปัญหาที่แก้ไขเฉพาะในพื้นที่อย่างเดียว แต่สามารถแก้ไขปัญหาระดับโลกหรือช่วยประเทศได้เยอะ เพราะคนที่ได้รับผลกระทบไม่ใช่แค่คนในพื้นที่ภาคเหนือ เลยเป็นโจทย์ให้เรามีแนวคิดว่าอยากทำธุรกิจเกี่ยวกับฟางข้าว”

นุ๊กเกริ่นถึงที่มาของแบรนด์ ซึ่งเริ่มต้นจากการนำฟางข้าวมาแปรรูปเป็นกระดาษ

“เราไม่ได้เป็นนักวิจัยหรืออะไร แต่เป็นความตั้งใจที่อยากทำ อยากพัฒนา อยากแก้ปัญหาที่เห็น เราคิดว่าตัวเองโชคดีที่เกิดในยุคที่มีเทคโนโลยี มีอินเทอร์เน็ต เพราะฉะนั้น ถึงแม้จะไม่มีความรู้ทางด้านนี้เลย แต่เทคโนโลยีก็ช่วยให้เราเข้าถึง 

“พอเกิดโจทย์ เรามีแพสชันอยากจะทำ ก็ทำให้กระตือรือร้นอยากจะขวนขวาย ทั้งหาผู้รู้มาให้คำแนะนำ แล้วก็ไปศึกษา อย่างเช่น ตั้งใจว่าจะเอาฟางข้าวมาทำเป็นกระดาษ เราก็ไปศึกษาการทำกระดาษสา แล้วดูว่าจะเอามาปรับใช้หรือเป็นวัสดุทดแทนกันได้ไหม แล้วประเมินความเป็นไปได้”

ฟางไทย : ธุรกิจเพื่อสังคมที่สร้างมูลค่าให้เศษฟางข้าวลำปาง และใจดีต่อสิ่งแวดล้อม
ฟางไทย : ธุรกิจเพื่อสังคมที่สร้างมูลค่าให้เศษฟางข้าวลำปาง และใจดีต่อสิ่งแวดล้อม

คิด – ริเริ่ม – สร้างสรรค์

แม้ไอเดียแรกเริ่มของนุ๊กดูเหมือนจะ ‘เป็นไปได้’ แต่ภาพจริงที่เกิดขึ้นอาจไม่เป็นอย่างที่ฝันเสมอไป

“ตอนนั้นเราไม่มีพื้นฐานด้านธุรกิจหรือด้านผลิตภัณฑ์เลย เพราะฉะนั้น ความคิดเกี่ยวกับการออกแบบยังติดอยู่ในกรอบ เช่น มองว่าฟางข้าวจะทำเป็นกระดาษ มองทื่อๆ ว่ากระดาษก็ต้องเอามาใช้พิมพ์ ใช้เขียน เมื่อได้กระดาษมาหนึ่งแผ่น เลยเอามาทำเป็นพวงกุญแจ แล้วลองเอาไปขาย 

“แต่พอเอาไปขาย ทุกคนกลับคิดว่าเอามาแจกฟรี เราเลยมองว่าในแง่มูลค่า มันยังไม่มากพอ เพราะฉะนั้น ควรมีแนวทางการพัฒนาเป็นอย่างอื่นที่จะเพิ่มมูลค่าได้มากกว่านี้ พอไปงาน Exhibition เราเริ่มได้คีย์เวิร์ด ได้คำถามจากลูกค้า ได้โจทย์จากลูกค้า ซึ่งเป็นโจทย์ใหม่ที่ยังไม่มีใครเคยทำ หรือวัสดุตัวนี้ยังไม่มีใครเคยทดลอง เราก็นำมาประเมินความเป็นไปได้ แล้วทดลองทำจนเกิดการต่อยอดไปเรื่อยๆ 

“เรามองว่าลูกค้าเป็นเหมือนครู เหมือนว่าเขาคิดโจทย์ให้เรา ตั้งคำถามให้ คีย์เวิร์ดจากลูกค้าคือสิ่งที่ทำให้ฟางไทยพัฒนาได้มาจนถึงทุกวันนี้”

หลังจากลองผิดลองถูกมาพักใหญ่ สินค้าของฟางไทยเริ่มมีทั้งงานแฮนด์คราฟต์ และงานด้านอุตสาหกรรมที่ผลิตเยื่อกระดาษ ซึ่งช่วงเวลาเหล่านี้ทำให้เธอได้เรียนรู้ว่า หัวใจของการทำฟางไทย คือความคิดริเริ่มและความสร้างสรรค์

“หัวใจของการทำธุรกิจที่เป็นนวัตกรรมใหม่ กว่าจะทำให้คนยอมรับได้ ต้องคิด ริเริ่ม สร้างสรรค์ ซึ่งทุกอย่างต้องมาพร้อมกันจริงๆ เพราะลำพังถ้าเกิดความคิดเฉยๆ แล้วไม่ริเริ่ม มันก็จะเป็นแค่ความคิด พอลงมือทำ ถึงจะเห็นปัญหาว่าเหมือนกับที่คิดไว้ก่อนหน้านั้นไหม แล้วปัญหานี้มันควรไปต่อยังไง 

“ส่วนความสร้างสรรค์ ก็คือแนวทางการแก้ไขปัญหา ซึ่งบางทีไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยวิธีเดิมๆ เราอาจจะปรับเอา Solution จากอินเทอร์เน็ต จากคนรู้จัก สิ่งที่ได้แลกเปลี่ยน จากตรรกะความคิดที่ประเมิน มาผสมปนกัน เลยเกิดเป็น Solution ใหม่ ซึ่งเรามองว่าตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญ”

ฟางไทย : ธุรกิจเพื่อสังคมที่สร้างมูลค่าให้เศษฟางข้าวลำปาง และใจดีต่อสิ่งแวดล้อม

เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จากต้นน้ำถึงปลายน้ำ

แม้ปัจจุบันฟางไทยจะขยับขยายจากงานฝีมือของคนในชุมชน สู่ระดับอุตสาหกรรมที่ผลิตเยื่อกระดาษส่งต่อเป็นวัตถุดิบให้กับโรงงาน แต่ไม่ว่าสินค้าจะผลิตด้วยวิธีไหน สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไป คงเป็นความตั้งใจแรกที่อยากลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม

“เราตั้งใจใช้วัสดุจากฟางข้าว เพราะอยากจะลดการเผาและช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งเรามองว่าวิธีนี้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในส่วนต้นน้ำและกลางน้ำ สิ่งที่พยายามมาตลอดสามถึงสี่ปี คือการไม่ใช้สารเคมีที่เป็นพิษในกระบวนการผลิต เพราะไม่ต้องการสร้างมลพิษทางน้ำจากการผลิตสินค้า และปลายน้ำคือ เมื่อลูกค้านำสินค้าไปใช้ สินค้าก็ปลอดภัย ไม่ใช่แค่สิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคด้วย เพราะวัตถุดิบที่ใช้อยู่เป็นฟางข้าว พอย่อยสลายเสร็จ ฟางข้าวก็ไม่ได้เป็นขยะหรือเป็นภาระที่ต้องไปฝังกลบ แต่ย่อยสลายเป็นปุ๋ยได้เลย นี่คือวงจรที่เรามอง”

แม้จะเป็นสินค้าที่ดีต่อโลกและดีต่อใจ แต่นุ๊กเล่าว่าสินค้าของแบรนด์ยังคงฮิตในตลาดต่างประเทศมากกว่าในประเทศไทย

 “ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มลูกค้าต่างประเทศมากกว่า ทั้งงาน Handicraft และงาน Industrial Scale ที่เป็น Raw Material เพราะต้องยอมรับว่าต่างประเทศให้ความสนใจและตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อมมาก เขาเห็นถึงที่มาของวัสดุว่าท้ายที่สุดแล้ว จะช่วยสร้างอิมแพคให้ใครได้บ้าง ทั้งทางสังคมและสิ่งแวดล้อม เพราะฉะนั้น เขาจึงมองวัสดุที่เรากำลังพยายามพัฒนาอยู่ว่าเป็นวัสดุแบบยั่งยืน ส่วนที่ไทยลูกค้าอาจจะไม่ได้มากนัก แต่ปีนี้เริ่มมองเห็นหลายองค์กรใหญ่ที่เริ่มตื่นตัว และติดต่อมาว่าสนใจร่วมงานด้วย”

ฟางไทย : ธุรกิจเพื่อสังคมที่สร้างมูลค่าให้เศษฟางข้าวลำปาง และใจดีต่อสิ่งแวดล้อม

เพราะเดินทางอย่างไม่เดียวดาย

การเป็นธุรกิจเพื่อสังคม บวกกับความตั้งใจจะแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัญหาสากลของคนทั่วโลก ทำให้ฟางไทยค่อยๆ เติบโตขึ้นท่ามกลางแรงสนับสนุนจากหลากหลายองค์กร และเริ่มมีชื่อเสียงจากการคว้ารางวัลบนเวทีประกวดก่อนหน้านี้ 

ไม่ว่าจะเป็นรางวัลชนะเลิศ SEED Low Carbon Award 2019 ด้านบรรจุภัณฑ์จากเศษวัสดุเหลือใช้ในชุมชน โดย SEED เป็นโครงการที่มุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมเป็นหลัก ทำให้นุ๊กได้รับความรู้ด้านแผนธุรกิจและกลยุทธ์การขยายตลาดจากโครงการนี้ 

รวมทั้งการประกวดโครงการ GEF UNIDO Cleantech Programme for SMEs Thailand ประจำปี 2016 – 2017 ซึ่งเป็นโครงการขององค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติและกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก โดยฟางไทยได้รับรางวัลทั้งในระดับประเทศ ก่อนจะก้าวไปสู่ระดับโลก จนชื่อแบรนด์ ‘ฟางไทย’ เริ่มเป็นที่รู้จักของผู้คนและองค์กรต่างๆ หนึ่งในนั้นคือ TCDC (Thailand Creative & Design Center) ที่เข้ามาร่วมสนับสนุน ด้วยการนำเยื่อฟางข้าวของแบรนด์ไปจัดแสดงในต่างประเทศ

เบื้องหลังธุรกิจเพื่อสังคมที่เปลี่ยนเศษฟางข้าวเหลือทิ้งในลำปาง เป็นสินค้าวัสดุยั่งยืนที่รักสิ่งแวดล้อม

“พอมีโอกาสได้ร่วมงานกับหลายองค์กรที่มีโครงการ เช่น มีดีไซเนอร์ที่เชี่ยวชาญมาช่วยพัฒนา ก็ทำให้ได้คิดนอกกรอบมากขึ้น เลยได้ผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ๆ ขึ้นมาเรื่อยๆ”

นุ๊กเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงหลังจากการร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ นอกจากนี้ ฟางไทยยังเป็นสมาชิกของสมาคมธุรกิจเพื่อสังคม และได้รับทุนสนับสนุนจากหลากหลายโครงการเพื่อพัฒนาวัสดุจากฟางข้าว เช่น โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรม เพื่อความยั่งยืน โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กองทุนของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (NSTDA) ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร เป็นต้น 

มูลค่าฟางไทยที่มาพร้อมคุณค่าทางใจ

การตั้งต้นจากปัญหาและความตั้งใจผลิตสินค้าด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้ฟางไทย เป็นมากกว่าเยื่อกระดาษ พวงกุญแจ หรือภาชนะ แต่เป็นสินค้าที่มีคุณค่าทางใจจนลูกค้ายอมควักกระเป๋าตังค์จ่าย

“สามถึงสี่ปีแรก คนไม่ได้รู้จักผลิตภัณฑ์ของเราในชื่อนี้เลย เราใช้เวลาจนกระทั่งปีนี้ซึ่งเป็นปีที่เจ็ดย่างเข้าปีที่แปด คนถึงจะรู้จักว่าถ้านึกถึงผลิตภัณฑ์จากฟางข้าวต้องนึกถึงฟางไทย ซึ่งสิ่งที่ทำให้คนรู้จักคือ หนึ่ง เราไม่ได้ขายผลิตภัณฑ์ แต่ขายคุณค่าของผลิตภัณฑ์และความตระหนัก ทั้งความตระหนักของบริษัท และความตระหนักของผู้ที่มาซื้อสินค้า 

“ถ้าเราขายสินค้าเพียงแค่ให้คนซื้อตัดสินใจจากมูลค่าว่ามันจะถูกหรือแพง ยุคนี้มันไม่เพียงพอ เพราะทุกคนก็อยากได้สินค้าที่ราคาถูกอยู่แล้ว แต่ต้องหาคุณค่าของมันให้เจอ”

นอกจากมุมของคนซื้อแล้ว ฟางไทยยังมีความหมายกับผู้ผลิต ไม่ว่าจะเป็นนุ๊กหรือผู้คนในชุมชนที่ร่วมกันปลุกปั้นแบรนด์นี้มาจนถึงปัจจุบัน

“เป้าหมายที่คิดเอาไว้ตอนแรกคือ หนึ่ง เราอยากสร้างงานในชุมชน สอง เรามองว่าถ้าสร้างงาน สร้างอาชีพในชุมชนได้ มันคือการพึ่งพาตนเองแบบยั่งยืน และก็จะช่วยเหลือคนอื่นได้ สาม เราอยากช่วยภาคการเกษตร ช่วยลดการเผา และมองว่าภาคการเกษตรส่วนมากเป็นคนอีกเจเนอเรชันหนึ่ง อย่างคนรุ่นพ่อ รุ่นแม่ รุ่นป้า รุ่นลุง ซึ่งหากใช้วัสดุเหลือใช้จากภาคเกษตรที่ทำอยู่แล้ว บวกกับเราเป็นคนรุ่นใหม่ คงเหมือนกับสองเจเนอเรชันมาทำงานร่วมกัน และสามารถอยู่ร่วมกันได้ อันนี้คือความตั้งใจของเรา”

และแล้วความพยายามของนุ๊กก็ผลิดอกออกผลอย่างงดงาม เมื่อสิ่งที่ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป คือความร่วมมือและทัศนคติของผู้คนในท้องถิ่น

“แต่ก่อนชาวบ้านมักไม่มั่นใจในตัวเอง คิดว่าตัวเองมีศักยภาพน้อย ไม่ได้เรียนจบสูง และทำการเกษตรมาตลอดชีวิต ไม่มีทางที่จะทำงานใหม่ๆ หรือทำงานในภาคอุตสาหกรรมได้ พอเราสร้างอาชีพใหม่ มีพื้นที่ มีโอกาสให้เขากล้าคิด กล้าทำ และมีความมั่นใจในศักยภาพของตนเอง จากแต่ก่อนที่ทำไม่ได้ แต่ปัจจุบันกล้าจะลองทำ และเชื่อว่าจะทำได้ 

“พอทัศนคติของรุ่นพ่อ รุ่นแม่ รุ่นตา รุ่นยาย เปลี่ยนไป สิ่งเหล่านี้ก็จะส่งผลต่อลูกหลานของเขา เขาจะเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่มากขึ้น 

“ส่วนหนึ่งเพราะงานของเราตั้งแต่แรกเป็นงาน Made to Order เลยทำให้ทุกคนกล้าเปลี่ยน เพราะกระบวนการทำงานจะปรับเปลี่ยนไปตามโจทย์ของลูกค้า คนที่มาทำงานด้วยกันจึงมีความกระตือรือร้น พยายามช่วยคิดแก้ไขปัญหาอยู่ตลอดเวลา เหมือนเรียนรู้ไปด้วยกัน พอครั้งแรกเขาคิด เขาทำ เขาตัดสินใจ แล้วทำสำเร็จ ครั้งต่อไปพอเขาเจออะไรใหม่ๆ เขาก็จะตัดสินใจได้ และมีความมั่นใจมากขึ้น”

นอกจากเป้าหมายในระดับชุมชนแล้ว แน่นอนว่านุ๊กมองธุรกิจเพื่อสังคมของตัวเองไกลไปจนถึงการขยับขยายสู่ต่างประเทศในสเกลที่ใหญ่ขึ้น แต่วิกฤตโควิด-19 ทำให้หลายขั้นตอนล่าช้ากว่าสิ่งที่วางแผนไว้ ถึงอย่างนั้น อุปสรรคทั้งหมดก็ไม่อาจลบความตั้งใจของเธอที่จะสานต่อ ‘ฟางไทย’ ให้เป็นสินค้าที่ผลิตด้วยหัวใจ และคิดถึงผู้คนรอบข้างเสมอ ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิต ผู้บริโภค คนในชุมชน หรือแม้แต่เพื่อนร่วมโลก ที่จะได้สูดบริกาศบริสุทธิ์โดยไม่ต้องกังวลใจ

ภาพ : ฟางไทย

Social Enterprise Thailand Forum 2021 คือฟอรั่มสำหรับทุกคนที่เชื่อว่าธุรกิจสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งยังเป็นพื้นที่รวบรวมหน่วยงานสนับสนุนมากมายเพื่อสร้างโอกาสในการต่อยอดทางธุรกิจ งานจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 21 พฤศจิกายน 2564 ผู้สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนได้ที่ https://goodsociety.network/goodsociety/Forum_SEThailand

Writer

ธัญญารัตน์ โคตรวันทา

มนุษย์ที่กำลังเติบโตในทุกๆ ด้าน ยกเว้นความสูง ชอบเดินเป็นงานอดิเรก หลงรักเสียงเพลงและเป็นแฟนหนังสือมูราคามิ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ภายนอกของ ‘Mattaya Vision Center’ ดูเป็นคลินิกมากกว่าจะเป็นร้านตัดแว่น

คอนเซ็ปต์ของร้านนี้คือการตัดแว่นด้วยเลนส์โปรเกรสซีฟและเลนส์สายตาเฉพาะบุคคล ทำให้กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่คือคนอายุมากกว่า 40 ปี

ร้านแว่นนี้เริ่มต้นจากจักษุแพทย์ที่เห็นความสำคัญของการวัดสายตา และเชื่อว่าการมองเห็นที่ดีช่วยให้คุณภาพชีวิตผู้คนดีขึ้น หัวใจหลักจึงไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ แต่เป็นบริการ เพราะร้านแว่นไม่ใช่งานขายที่จบเฉพาะหน้าร้าน

ด้วยประสบการณ์ในการตรวจรักษาคนไข้โรคตามากว่า 10 ปีของ แพทย์หญิงมัทยา ขวัญอโนชา หรือ หมอหลิน ผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุแพทย์ เธอพบว่าคนไข้ที่มาหาหมอตาส่วนใหญ่ มีปัญหาเรื่องสายตาเป็นจำนวนมาก นอกเหนือจากโรคตาทั่วไป เธอจึงอยากแก้ปัญหาสายตาให้กับผู้คนได้มากกว่าแค่หมอคนเดียวจะทำได้ การสร้างร้านแว่นตาที่มีคุณภาพจึงเป็นสิ่งที่เธอเล็งเห็นว่าสามารถช่วยผู้คนได้มากยิ่งขึ้น

ส่วน แจน-เกียรติ​ศักดิ์​ วารวิจิตร วิศวกรที่ผันตัวเองมาเป็นเจ้าของธุรกิจ และเข้าเรียนคอร์สเกี่ยวกับการทำแว่นและวัดสายตาโดยตรง ด้วยพื้นฐานทางด้านวิศวกรรมทำให้เขาเข้าใจกลไกของแว่นตาและเลนส์เป็นอย่างดี และกลายเป็นหัวกะทิของชั้นเพราะความชอบในวิชาที่เรียน

“Pain Point ที่เจอบ่อย ๆ คือคนไข้ตัดแว่นมาแล้วใส่ไม่ดี ใช้ชีวิตลำบาก เพราะแว่นที่ได้ค่าสายตาไม่ตรงบ้าง ไม่ตอบโจทย์บ้าง” หมอหลินเล่า “เราอยากทำร้านแว่นดี ๆ ที่รู้ใจ เข้าใจปัญหาของสายตาเขาจริง ๆ จะได้แก้ปัญหาได้ตรงจุด”

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ
01

ร้านแว่นของทั้งคู่ที่แรกอยู่ย่านลาดพร้าว เพราะเป็นร้านตัดแว่นของจักษุแพทย์ มีความน่าเชื่อถือ จึงได้รับคำชักชวนให้ไปเปิดร้านที่โรงพยาบาลพญาไท 1

ร้านแรกย่านลาดพร้าวคือร้านแว่นทั่วไป ไม่มีคอนเซ็ปต์อะไรพิเศษ แต่ Mattaya Vision Center สาขาถัดมาที่โรงพยาบาลพญาไท 1 และสาขา The Crystal Ekamai-Ramintra มีเป้าหมายที่เปลี่ยนไป

“พอได้ทำร้านแรก เราได้รู้ว่าเลนส์มีหลายเจ้า มีหลายแบบ ทำให้ได้รู้จักเลนส์โปรเกรสซีฟ ซึ่งเป็นเลนส์ที่ตัดยากที่สุดในบรรดาเลนส์ทั้งหมด” หมอหลินเล่าถึงที่มาของที่แห่งนี้

เลนส์โปรเกรสซีฟคือเลนส์สำหรับการมองชัดทุกระยะ พัฒนามาจากเลนส์ 2 ชั้น ส่วนความยากในการตัดแว่นของเลนส์ชนิดนี้ คือการตัดให้ตรงความต้องการของลูกค้า และใช้งานจริงได้เลย

“ถ้าสายตายาว แปลว่าเขามองไกลกับใกล้ได้ชัดไม่เท่ากัน สมมติไกลชัด ใกล้ไม่ชัด หรือใกล้ชัด ไกลไม่ชัด เลนส์นี้จะทำให้มองชัดทุกระยะ”

ลองนึกภาพตามว่า เรามักเห็นคนรุ่นพ่อแม่พกแว่นสายตายาวไว้สำหรับการอ่านหนังสือใกล้ ๆ 

แต่การตัดเลนส์ประเภทนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องใช้ศาสตร์ ความแม่นยำในการวัดสายตา และไม่ใช่ว่าทุกคนจะเหมาะกับการใส่แว่นเลนส์โปรเกรสซีฟ เพราะเลนส์ชนิดนี้ก็มีหลายรุ่น หลายยี่ห้อ จึงต้องใช้ศิลป์ในการพิถีพิถันช่วยลูกค้าเลือกสรร

เหมาะหรือไม่เหมาะ ถ้าเหมาะ เหมาะกับแบบไหน หมอหลินดูจากไลฟ์สไตล์ผู้สวมใส่เป็นหลัก กระบวนการสัมภาษณ์เพื่อทำความเข้าใจลูกค้าจึงสำคัญที่สุด อาจจะยิ่งกว่าขั้นตอนการวัดสายตาด้วยซ้ำ เพราะการวัดสายตาที่ดีเป็นแค่พื้นฐานของร้านแว่นเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญคือความเข้าใจปัญหาของลูกค้า

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ

“เริ่มจากซักประวัติ ให้เขาเล่าให้ฟังเลยว่าในวันหนึ่งเขาทำอะไรบ้าง ถามคำถามที่จะช่วยให้เราวินิจฉัยได้เลยว่าคนคนนี้เหมาะกับเลนส์แบบไหน

“เช่น คุณเข้ามาที่ร้าน คำถามแรกที่เราจะถามคืออายุเท่าไหร่ เพราะอายุก็เป็นตัววัดหนึ่งที่จะบอกได้ว่าคุณเริ่มสายตายาวหรือยัง ต่อมาจะถามว่า ที่เข้ามาวันนี้ต้องการให้เราช่วยอะไร เพราะปัญหาบางคนอาจจะไม่ได้จบที่เลนส์โปรเกรสซีฟ อาจจะเหมาะกับเลนส์ชนิดอื่นมากกว่า”

การพูดคุยและขั้นตอนการตรวจวัดสายตาใช้เวลา 1 – 2 ชั่วโมง เพื่อทำความเข้าใจวิถีชีวิตลูกค้าให้มากที่สุด เพื่อให้ได้แว่นที่ตอบโจทย์การใช้งานที่สุด

02

 ไม่ว่าจะเดินไปห้างสรรพสินค้าไหน ก็ต้องพบร้านแว่น ถ้าห้างเล็กหน่อย อย่างน้อยก็ 1 ร้าน ห้างใหญ่ ๆ บางทีมีมากกว่า 5 แบรนด์

แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้ Mattaya Vision Center เป็นที่รักของลูกค้าและประสบความสำเร็จในธุรกิจที่มีคู่แข่งมากมายเพียงนี้

คำตอบอยู่ในสิ่งที่พวกเขาคิดและลงมือทำ

มัทยาคลินิกนี้ต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิต ไม่เพียงแค่ประกอบแว่นตาที่ทำให้คนมองเห็นได้ชัดเจน ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข แต่รวมไปถึงคุณค่าของเวลาและเงิน ซึ่งประหยัดได้จากกระบวนการตัดแว่นที่แม่นยำและถูกต้องเหมาะสม

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ
Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ

แจนเสริมว่า “สิ่งที่มีค่ามากที่สุดคือเวลาและสุขภาพ ถ้าลูกค้ามาตัดแว่น ได้แว่นที่ถูกใจ เหมาะกับการใช้งาน ทำทีเดียวแล้วจบ เขาก็ไม่ต้องเสียเวลามาแก้ไขหลายรอบ ไม่เสียเวลาเขา แล้วก็ทำให้คุณภาพชีวิตเขาดีขึ้น ไปใช้ชีวิตได้เลย ไม่ต้องมาพะวงเรื่องนี้อีก”

เริ่มจากพนักงานดูแลลูกค้าที่เป็นนักทัศนมาตรทั้งหมด 100% ไม่มีพนักงานขาย แก้ปัญหาที่เกิดระหว่างทางของการที่คนวัดสายตากับคนขายแว่นและเลนส์เป็นคนละคนกัน

“ถ้าเปรียบเทียบกับขั้นตอนในร้านแว่นปกติ เข้าไปเจอพนักงานขายก่อน เลือกกรอบเสร็จก็ไปวัดสายตากับหมอ วัดเสร็จได้ค่าสายตาแล้วก็ออกมาเจอพนักงานขายอีกทีเพื่อเลือกซื้อเลนส์” แจนเล่าก่อนหมอหลินจะเสริมต่อ

“มันเหมือนขาดการสื่อสาร คนวัดไม่ได้เลือกเลนส์ คนเลือกเลนส์ไม่ได้วัด เขาอาจไม่รู้ว่าลูกค้าคนนี้ต้องการอะไร เพราะไม่ได้คุยกันตั้งแต่ต้น ปัญหาที่ทำให้ลูกค้าตัดแว่นแล้วใส่ไม่ได้ คือการสื่อสารที่ไม่ตรงกัน เลยทำให้ได้แว่นไม่ตรงความต้องการของตัวเอง”

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ

ที่นี่จึงเป็นนักทัศนมาตรให้บริการตลอดทุกขั้นตอน แม่นยำเรื่องรายละเอียดในการวัดสายตา และรู้ว่าแต่ละไลฟ์สไตล์เหมาะกับเลนส์แบบไหน 

ร้านทั่วไปอาจมีนักทัศนมาตรประจำอยู่ 1 – 2 คน แต่ที่มัทยาคลินิกมี 8 คน สลับให้บริการใน 2 สาขา

ทันทีที่ลูกค้าเปิดประตูเข้ามา แทนที่จะให้เลือกกรอบ จะต้องมานั่งคุยกันก่อน คุยกันจนกว่าจะเข้าใจความต้องการ ปัญหา และการใช้ชีวิตของเขา

หลักการบริการมีแค่ 1 ข้อ คือให้คิดว่าลูกค้าคือพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ หรือเพื่อนของเรา เราจะดูแลเขาด้วยความหวังดีและใส่ใจเอง

หารือจนได้คำตอบแล้วก็ถึงกระบวนการวัดสายตา วัดเสร็จก็ลองใส่แว่นกับเลนส์ชนิดและยี่ห้อเดียวกับที่ต้องการได้เลย

“เราลงทุนกับตัวอย่างเลนส์มาก ๆ ยี่ห้อหนึ่งโดยเฉลี่ยมีประมาณ 5 – 6 รุ่น เลนส์มีทั้งหมดประมาณ 5 – 6 ยี่ห้อ เฉพาะเลนส์โปรเกรสซีฟนะ ยังไม่รวมเลนส์เฉพาะทางอีก เลนส์เฉพาะทางก็จะมีอีกประมาณ 3 – 4 รุ่น รุ่นหนึ่งก็มีหลายค่าสายตา นี่คือต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่เราเลือกทำ เพราะมันจะทำให้ลูกค้าได้ลองเลยว่าสิ่งที่เขาจะได้คืออะไร ถ้าลองรุ่นนี้ไม่สบายตา ก็ลองเปลี่ยนรุ่นใหม่ให้ถูกใจที่สุดก่อนตัดแว่นจริง”

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ

การทดลองว่าเลนส์ที่นักทัศนมาตรเลือกให้เหมาะกับการใช้งานตัวเองหรือเปล่า ก็ไม่ใช่เพียงแค่ใส่เดิน ถ้าพื้นไม่ลอยเป็นอันว่าใช้ได้ แต่มัทยาคลินิกมองไกลว่านั้น

ใน Experience Zone จะมีอุปกรณ์หรือสิ่งของที่จำลองจากการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น โต๊ะทำงาน จอคอมพิวเตอร์ ชั้นวางหนังสือที่เทียบเท่าชั้นวางสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต ซิงก์ล้างจานในบ้าน ฯลฯ

ทดสอบในร้านเรียบร้อยก็พาไปเดินขึ้นลงบันไดนอกร้าน ลูกค้าบางคนขับรถเป็นประจำ นักทัศนมาตรที่ดูแลก็พาไปลองขับรถเลยจริง ๆ 

ขั้นตอนเลือกกรอบที่เราคุ้นชินว่าเป็นขั้นตอนแรกเพิ่งมาถึงตอนนี้ หลังได้เลนส์ที่ถูกต้องก็ไปเลือกกรอบที่ถูกใจ ซึ่งกรอบก็มีหลายยี่ห้อ ยี่ห้อใหม่ ๆ แปลก ๆ ที่ไม่ค่อยเห็นกัน เลือกสรรมาเพราะเหมาะกับเลนส์ประเภทนี้ และไม่ว่าจะหยิบจับอันไหน หมอหลินก็เล่าที่มาและความตั้งใจของแบรนด์นั้นได้จนอยากเป็นเจ้าของขึ้นมาทันที หลังจากได้กรอบแล้วก็ไปฟิตติ้งความโค้ง ความพอดีของเลนส์กับดวงตา โดยวัดด้วยมือกับเครื่องวัดดิจิทัลสามมิติ แล้วนำทั้งสองค่ามาคิดร่วมกันอีกที

03

รอ 1 – 2 สัปดาห์ ลูกค้าก็จะได้รับแว่นที่ตัดด้วยความเอาใจใส่ แต่นั่นไม่ใช่จุดสุดท้ายของการขาย เหมือนที่แจนและหมอหลินบอกไว้ตอนต้น การตัดแว่นไม่ใช่ครั้งเดียวจบ แต่เป็นการบริการระยะยาว

“การตัดแว่นโดยเฉพาะเลนส์โปรเกรสซีฟ บริการหลังการขายเผลอ ๆ สำคัญกว่าก่อน ต่อให้เราพยายามเข้าใจลูกค้ามากแค่ไหน ก็ไม่ได้แปลว่าเขาได้แว่นไปแล้วจะใช้งานได้ดีทันที เราจะขอให้เขามารับแว่นเองเพื่ออธิบายและให้ลูกค้าฝึกการใช้งานอีกรอบหนึ่ง

“แต่ฝึกแล้วก็อาจจะใส่ไม่ได้ทุกคนนะครับ” แจนว่าอย่างนั้น “ใส่แล้วอาจมีปัญหา แต่เราไม่ทิ้งเขา เราจะดูแลให้รู้ว่าปัญหาเกิดจากอะไร ยกตัวอย่างเคสคุณแม่ของหมอหลิน เราเป็นคนตัดแว่นให้เองเลย ลองใส่ครั้งแรก เขาอยากจะถอดทิ้ง เขาบอกว่าแว่นสายตายาวสำเร็จรูปที่ขายกันยังใส่ดีกว่านี้ เราเลยบอกว่าอดทนก่อนนะ ลองทำอย่างนั้น จนตอนนี้ไม่ถอดแว่นเลย เพราะใช้แล้วชีวิตดีขึ้น ไม่ต้องถอดเข้า ๆ ออก ๆ เหมือนแว่นสำเร็จรูปที่ใช้จนชิน ในตอนแรกถ้าตัดไปแล้วมีปัญหา เราจะถามว่าคุณลูกค้ามีเวลาไหม เข้ามาคุยกันว่าปัญหาเกิดจากอะไร

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ
Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ

“ร้านแว่นมักบอกให้ลูกค้าไปปรับตัวเองถ้ามีปัญหา เดี๋ยวก็ชิน แต่เราไม่ใช่ เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกค้า Complain เป็นเรื่องใหญ่ของเรา” หมอหลินย้ำอีกครั้ง

การมีลูกค้าขอเคลมสินค้าเป็นเรื่องใหญ่เช่นกัน ไม่ใช่ในแง่ของต้นทุน แต่คือความพอใจและคุณภาพชีวิตของลูกค้า หมอและนักทัศนมาตรต้องประชุมหารือกันถึงปัญหาและวิธีแก้ไข เพื่อให้การแก้ปัญหาเด็ดขาด ไม่เกิดซ้ำซ้อนขึ้นอีก 

“การเคลมไม่ควรเกิดขึ้นเกิน 1 ครั้ง ลูกค้าบางคนที่เคยตัดจากร้านอื่นเข้ามา เคลมไปแล้ว 5 รอบ เราตกใจเลย ลูกค้าอดทนมาก ถามว่าทำไมต้องให้ความสำคัญกับการเคลมแต่ละครั้งขนาดนั้น เคลม 10 รอบเราก็ทำให้ได้ ขอแค่ลูกค้าใส่ได้ดี 

“แต่ถ้ามีปัญหาก็เคลม ไม่ได้หาต้นตอและวิธีแก้ไขให้ตรงจุด ก็เหมือนเกาไม่ถูกที่คัน เป็นการเสียเวลาลูกค้า

“หลักการที่เราใช้คือ Win-win Situation คือ Win ทั้งเราและลูกค้า เราต้องรู้ปัญหาที่ชัดเจนก่อนถึงเคลม เพราะหนึ่ง ลูกค้าจะได้ไม่ต้องเสียเวลามาแก้หลายรอบ ไม่เสียความรู้สึก สอง คือ ลูกค้าเห็นถึงความ Professional ในการแก้ปัญหา และเห็นถึงความจริงใจของเราว่าไม่ทอดทิ้งเขา ถ้าจะเคลม ขอครั้งเดียวก็พอ อย่าหลายรอบเลย มันเสียเวลาลูกค้า” หมอหลินหัวเราะ

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นเลนส์โปรเกรสซีฟที่ตั้งใจส่งมอบความสุขให้ผู้คนผ่านการตัดแว่นดี ๆ
04

การทำธุรกิจของคนเป็นหมอ ต่างจากนักธุรกิจคนอื่น ๆ ไหม – เราถามก่อนจากกันในวันนั้น

หมอหลินคิดครู่ใหญ่ก่อนตอบ “คนเป็นหมอชอบคิดให้ยาก” เธอหัวเราะ “เราจะเปิดร้านแว่นทั่วไปก็ได้ แต่ด้วยจริตที่มี เราทำไม่ได้ เราปล่อยผ่านไม่ไหว มันเป็นเหตุผลหนึ่งที่ร้านเราเลือกทำเลนส์โปรเกรสซีฟด้วยนะ มันยาก มันท้าทาย มันต้องเรียนรู้ให้ลึกขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเราแบกความคาดหวังของลูกค้าไว้เยอะมาก แต่เวลาที่ทำสำเร็จ ลูกค้าแฮปปี้ ได้ใช้ชีวิตดีขึ้น มันมีความสุขมาก ๆ”

การวัดความสำเร็จของธุรกิจ นอกจากเรื่องยอดขายและผลกำไร ก็เป็นความพึงพอใจของลูกค้า ความไว้เนื้อเชื่อใจ การบอกต่อ บางคนพาญาติ พาพ่อแม่ พาเพื่อนมาตัด และการกลับมาของลูกค้า 

“เพราะเขาเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามอบให้ เขาจึงกลับมา”

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นเลนส์โปรเกรสซีฟที่ตั้งใจส่งมอบความสุขให้ผู้คนผ่านการตัดแว่นดี ๆ

Lessons Learned

  • รู้ลึกในสิ่งที่ทำ เพื่อที่จะได้ทำสิ่งนั้นอย่างสุดความสามารถ ทำให้ดีสมกับที่ลูกค้าไว้ใจให้เราทำ
  • หาเป้าหมายที่ใหญ่กว่าสิ่งที่ธุรกิจทำ เช่น หมอหลินและแจนอยากให้คุณภาพชีวิตคนดีขึ้น เพื่อที่ทุกก้าวในดำเนินการจะได้มุ่งไปหาสิ่งนั้น และทำออกมาได้จริง ๆ
  • คิดแทนลูกค้าในตลอดเส้นทาง หา Pain Point ที่ธุรกิจจะแก้ปมให้เขาได้ เพื่อทำให้สินค้าและบริการตอบโจทย์ได้จริง ๆ

Mattaya Vision Center

Website : www.mattayaclinic.com

Facebook : Mattaya Clinic by Be My Glasses มัทยาคลินิก – คลินิกแว่นตาโปรเกรสซีฟ

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load