18 พฤศจิกายน 2564
1 K

หลังฤดูเก็บเกี่ยวผันผ่าน เมล็ดข้าวจะออกเดินทางจากทุ่งนาไปยังโรงสี ขณะที่ฟางข้าวส่วนใหญ่จะถูกใช้เป็นปุ๋ย อาหารสัตว์ หรือใช้สำหรับเพาะเห็ด แต่ยังคงเหลือฟางข้าวกองโตที่ถูกวางทิ้งไว้ราวกับนักเดินทางหมดไฟไร้จุดหมาย ก่อนจะลงเอยด้วยการถูกเผาทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย พ่วงมาด้วยปัญหามลพิษทั้งในพื้นที่แห่งนั้นและพื้นที่อื่น ๆ ตามแต่ลมจะพัดพาไป

นุ๊ก-จารุวรรณ คำเมือง คือหนึ่งในคนที่มองเห็นปัญหานี้ เธอจึงตัดสินใจนำฟางข้าวในบ้านเกิดที่อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง มาแปลงโฉมให้เป็นสินค้าที่มีทั้งคุณค่าและมูลค่า แถมยังใจดีต่อสิ่งแวดล้อม กลายเป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์ ‘ฟางไทย’ เมื่อประมาณ 7 – 8 ปีที่แล้ว โดยที่นุ๊กไม่เคยทำธุรกิจและไม่ได้เป็นนักวิจัย เธอมีเพียงความตั้งใจอยากกลับมาลงหลักปักฐานที่บ้านเกิดอย่างยั่งยืน

ฟางไทยเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งใน Social Enterprise Thailand Forum 2021 ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 21 พฤศจิกายน 2564 นี้ แต่ก่อนจะถึงวันงาน เราขอชวนคุณทำความรู้จักธุรกิจนี้ ผ่านมุมมองของผู้ก่อตั้งที่เชื่อว่าธุรกิจที่ดีสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้

ฟางไทย : ธุรกิจเพื่อสังคมที่สร้างมูลค่าให้เศษฟางข้าวลำปาง และใจดีต่อสิ่งแวดล้อม

ด้วยรักและคิดถึง (บ้าน)

หลังเก็บกระเป๋าแล้วเดินทางมาร่ำเรียนที่กรุงเทพฯ จนจบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย นุ๊กเริ่มรู้สึกว่าสิ่งที่เธอต้องการอย่างแท้จริง คือการกลับมาอยู่บ้านที่อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง แต่การกลับมาครั้งนี้ทำให้เธอพบว่า ที่นี่ไม่ได้มีอาชีพรองรับคนรุ่นใหม่มากนัก เพราะส่วนมากผู้คนในท้องถิ่นจะทำอาชีพเกษตรกรรม นุ๊กจึงเริ่มคิดว่าเธอจะต่อยอดการเกษตรได้อย่างไรบ้าง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการค้นพบทั้งปัญหาและทางออกที่น่าจะเป็นไปได้

“คนในพื้นที่ทำอาชีพหลักคือการเกษตร แต่สิ่งที่ตามมาคือปัญหาจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรอย่าง ‘ฟางข้าว’ ซึ่งส่วนใหญ่เขาจะใช้วิธีเผากัน หลังฤดูทำนา เราจะเห็นข่าวทางภาคเหนือที่เกิดปัญหา PM 2.5 ขึ้นมา ซึ่งเรามองว่าปัญหานี้ ไม่ได้เป็นปัญหาที่แก้ไขเฉพาะในพื้นที่อย่างเดียว แต่สามารถแก้ไขปัญหาระดับโลกหรือช่วยประเทศได้เยอะ เพราะคนที่ได้รับผลกระทบไม่ใช่แค่คนในพื้นที่ภาคเหนือ เลยเป็นโจทย์ให้เรามีแนวคิดว่าอยากทำธุรกิจเกี่ยวกับฟางข้าว”

นุ๊กเกริ่นถึงที่มาของแบรนด์ ซึ่งเริ่มต้นจากการนำฟางข้าวมาแปรรูปเป็นกระดาษ

“เราไม่ได้เป็นนักวิจัยหรืออะไร แต่เป็นความตั้งใจที่อยากทำ อยากพัฒนา อยากแก้ปัญหาที่เห็น เราคิดว่าตัวเองโชคดีที่เกิดในยุคที่มีเทคโนโลยี มีอินเทอร์เน็ต เพราะฉะนั้น ถึงแม้จะไม่มีความรู้ทางด้านนี้เลย แต่เทคโนโลยีก็ช่วยให้เราเข้าถึง 

“พอเกิดโจทย์ เรามีแพสชันอยากจะทำ ก็ทำให้กระตือรือร้นอยากจะขวนขวาย ทั้งหาผู้รู้มาให้คำแนะนำ แล้วก็ไปศึกษา อย่างเช่น ตั้งใจว่าจะเอาฟางข้าวมาทำเป็นกระดาษ เราก็ไปศึกษาการทำกระดาษสา แล้วดูว่าจะเอามาปรับใช้หรือเป็นวัสดุทดแทนกันได้ไหม แล้วประเมินความเป็นไปได้”

ฟางไทย : ธุรกิจเพื่อสังคมที่สร้างมูลค่าให้เศษฟางข้าวลำปาง และใจดีต่อสิ่งแวดล้อม
ฟางไทย : ธุรกิจเพื่อสังคมที่สร้างมูลค่าให้เศษฟางข้าวลำปาง และใจดีต่อสิ่งแวดล้อม

คิด – ริเริ่ม – สร้างสรรค์

แม้ไอเดียแรกเริ่มของนุ๊กดูเหมือนจะ ‘เป็นไปได้’ แต่ภาพจริงที่เกิดขึ้นอาจไม่เป็นอย่างที่ฝันเสมอไป

“ตอนนั้นเราไม่มีพื้นฐานด้านธุรกิจหรือด้านผลิตภัณฑ์เลย เพราะฉะนั้น ความคิดเกี่ยวกับการออกแบบยังติดอยู่ในกรอบ เช่น มองว่าฟางข้าวจะทำเป็นกระดาษ มองทื่อๆ ว่ากระดาษก็ต้องเอามาใช้พิมพ์ ใช้เขียน เมื่อได้กระดาษมาหนึ่งแผ่น เลยเอามาทำเป็นพวงกุญแจ แล้วลองเอาไปขาย 

“แต่พอเอาไปขาย ทุกคนกลับคิดว่าเอามาแจกฟรี เราเลยมองว่าในแง่มูลค่า มันยังไม่มากพอ เพราะฉะนั้น ควรมีแนวทางการพัฒนาเป็นอย่างอื่นที่จะเพิ่มมูลค่าได้มากกว่านี้ พอไปงาน Exhibition เราเริ่มได้คีย์เวิร์ด ได้คำถามจากลูกค้า ได้โจทย์จากลูกค้า ซึ่งเป็นโจทย์ใหม่ที่ยังไม่มีใครเคยทำ หรือวัสดุตัวนี้ยังไม่มีใครเคยทดลอง เราก็นำมาประเมินความเป็นไปได้ แล้วทดลองทำจนเกิดการต่อยอดไปเรื่อยๆ 

“เรามองว่าลูกค้าเป็นเหมือนครู เหมือนว่าเขาคิดโจทย์ให้เรา ตั้งคำถามให้ คีย์เวิร์ดจากลูกค้าคือสิ่งที่ทำให้ฟางไทยพัฒนาได้มาจนถึงทุกวันนี้”

หลังจากลองผิดลองถูกมาพักใหญ่ สินค้าของฟางไทยเริ่มมีทั้งงานแฮนด์คราฟต์ และงานด้านอุตสาหกรรมที่ผลิตเยื่อกระดาษ ซึ่งช่วงเวลาเหล่านี้ทำให้เธอได้เรียนรู้ว่า หัวใจของการทำฟางไทย คือความคิดริเริ่มและความสร้างสรรค์

“หัวใจของการทำธุรกิจที่เป็นนวัตกรรมใหม่ กว่าจะทำให้คนยอมรับได้ ต้องคิด ริเริ่ม สร้างสรรค์ ซึ่งทุกอย่างต้องมาพร้อมกันจริงๆ เพราะลำพังถ้าเกิดความคิดเฉยๆ แล้วไม่ริเริ่ม มันก็จะเป็นแค่ความคิด พอลงมือทำ ถึงจะเห็นปัญหาว่าเหมือนกับที่คิดไว้ก่อนหน้านั้นไหม แล้วปัญหานี้มันควรไปต่อยังไง 

“ส่วนความสร้างสรรค์ ก็คือแนวทางการแก้ไขปัญหา ซึ่งบางทีไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยวิธีเดิมๆ เราอาจจะปรับเอา Solution จากอินเทอร์เน็ต จากคนรู้จัก สิ่งที่ได้แลกเปลี่ยน จากตรรกะความคิดที่ประเมิน มาผสมปนกัน เลยเกิดเป็น Solution ใหม่ ซึ่งเรามองว่าตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญ”

ฟางไทย : ธุรกิจเพื่อสังคมที่สร้างมูลค่าให้เศษฟางข้าวลำปาง และใจดีต่อสิ่งแวดล้อม

เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จากต้นน้ำถึงปลายน้ำ

แม้ปัจจุบันฟางไทยจะขยับขยายจากงานฝีมือของคนในชุมชน สู่ระดับอุตสาหกรรมที่ผลิตเยื่อกระดาษส่งต่อเป็นวัตถุดิบให้กับโรงงาน แต่ไม่ว่าสินค้าจะผลิตด้วยวิธีไหน สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไป คงเป็นความตั้งใจแรกที่อยากลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม

“เราตั้งใจใช้วัสดุจากฟางข้าว เพราะอยากจะลดการเผาและช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งเรามองว่าวิธีนี้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในส่วนต้นน้ำและกลางน้ำ สิ่งที่พยายามมาตลอดสามถึงสี่ปี คือการไม่ใช้สารเคมีที่เป็นพิษในกระบวนการผลิต เพราะไม่ต้องการสร้างมลพิษทางน้ำจากการผลิตสินค้า และปลายน้ำคือ เมื่อลูกค้านำสินค้าไปใช้ สินค้าก็ปลอดภัย ไม่ใช่แค่สิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคด้วย เพราะวัตถุดิบที่ใช้อยู่เป็นฟางข้าว พอย่อยสลายเสร็จ ฟางข้าวก็ไม่ได้เป็นขยะหรือเป็นภาระที่ต้องไปฝังกลบ แต่ย่อยสลายเป็นปุ๋ยได้เลย นี่คือวงจรที่เรามอง”

แม้จะเป็นสินค้าที่ดีต่อโลกและดีต่อใจ แต่นุ๊กเล่าว่าสินค้าของแบรนด์ยังคงฮิตในตลาดต่างประเทศมากกว่าในประเทศไทย

 “ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มลูกค้าต่างประเทศมากกว่า ทั้งงาน Handicraft และงาน Industrial Scale ที่เป็น Raw Material เพราะต้องยอมรับว่าต่างประเทศให้ความสนใจและตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อมมาก เขาเห็นถึงที่มาของวัสดุว่าท้ายที่สุดแล้ว จะช่วยสร้างอิมแพคให้ใครได้บ้าง ทั้งทางสังคมและสิ่งแวดล้อม เพราะฉะนั้น เขาจึงมองวัสดุที่เรากำลังพยายามพัฒนาอยู่ว่าเป็นวัสดุแบบยั่งยืน ส่วนที่ไทยลูกค้าอาจจะไม่ได้มากนัก แต่ปีนี้เริ่มมองเห็นหลายองค์กรใหญ่ที่เริ่มตื่นตัว และติดต่อมาว่าสนใจร่วมงานด้วย”

ฟางไทย : ธุรกิจเพื่อสังคมที่สร้างมูลค่าให้เศษฟางข้าวลำปาง และใจดีต่อสิ่งแวดล้อม

เพราะเดินทางอย่างไม่เดียวดาย

การเป็นธุรกิจเพื่อสังคม บวกกับความตั้งใจจะแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัญหาสากลของคนทั่วโลก ทำให้ฟางไทยค่อยๆ เติบโตขึ้นท่ามกลางแรงสนับสนุนจากหลากหลายองค์กร และเริ่มมีชื่อเสียงจากการคว้ารางวัลบนเวทีประกวดก่อนหน้านี้ 

ไม่ว่าจะเป็นรางวัลชนะเลิศ SEED Low Carbon Award 2019 ด้านบรรจุภัณฑ์จากเศษวัสดุเหลือใช้ในชุมชน โดย SEED เป็นโครงการที่มุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมเป็นหลัก ทำให้นุ๊กได้รับความรู้ด้านแผนธุรกิจและกลยุทธ์การขยายตลาดจากโครงการนี้ 

รวมทั้งการประกวดโครงการ GEF UNIDO Cleantech Programme for SMEs Thailand ประจำปี 2016 – 2017 ซึ่งเป็นโครงการขององค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติและกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก โดยฟางไทยได้รับรางวัลทั้งในระดับประเทศ ก่อนจะก้าวไปสู่ระดับโลก จนชื่อแบรนด์ ‘ฟางไทย’ เริ่มเป็นที่รู้จักของผู้คนและองค์กรต่างๆ หนึ่งในนั้นคือ TCDC (Thailand Creative & Design Center) ที่เข้ามาร่วมสนับสนุน ด้วยการนำเยื่อฟางข้าวของแบรนด์ไปจัดแสดงในต่างประเทศ

เบื้องหลังธุรกิจเพื่อสังคมที่เปลี่ยนเศษฟางข้าวเหลือทิ้งในลำปาง เป็นสินค้าวัสดุยั่งยืนที่รักสิ่งแวดล้อม

“พอมีโอกาสได้ร่วมงานกับหลายองค์กรที่มีโครงการ เช่น มีดีไซเนอร์ที่เชี่ยวชาญมาช่วยพัฒนา ก็ทำให้ได้คิดนอกกรอบมากขึ้น เลยได้ผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ๆ ขึ้นมาเรื่อยๆ”

นุ๊กเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงหลังจากการร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ นอกจากนี้ ฟางไทยยังเป็นสมาชิกของสมาคมธุรกิจเพื่อสังคม และได้รับทุนสนับสนุนจากหลากหลายโครงการเพื่อพัฒนาวัสดุจากฟางข้าว เช่น โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรม เพื่อความยั่งยืน โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กองทุนของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (NSTDA) ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร เป็นต้น 

มูลค่าฟางไทยที่มาพร้อมคุณค่าทางใจ

การตั้งต้นจากปัญหาและความตั้งใจผลิตสินค้าด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้ฟางไทย เป็นมากกว่าเยื่อกระดาษ พวงกุญแจ หรือภาชนะ แต่เป็นสินค้าที่มีคุณค่าทางใจจนลูกค้ายอมควักกระเป๋าตังค์จ่าย

“สามถึงสี่ปีแรก คนไม่ได้รู้จักผลิตภัณฑ์ของเราในชื่อนี้เลย เราใช้เวลาจนกระทั่งปีนี้ซึ่งเป็นปีที่เจ็ดย่างเข้าปีที่แปด คนถึงจะรู้จักว่าถ้านึกถึงผลิตภัณฑ์จากฟางข้าวต้องนึกถึงฟางไทย ซึ่งสิ่งที่ทำให้คนรู้จักคือ หนึ่ง เราไม่ได้ขายผลิตภัณฑ์ แต่ขายคุณค่าของผลิตภัณฑ์และความตระหนัก ทั้งความตระหนักของบริษัท และความตระหนักของผู้ที่มาซื้อสินค้า 

“ถ้าเราขายสินค้าเพียงแค่ให้คนซื้อตัดสินใจจากมูลค่าว่ามันจะถูกหรือแพง ยุคนี้มันไม่เพียงพอ เพราะทุกคนก็อยากได้สินค้าที่ราคาถูกอยู่แล้ว แต่ต้องหาคุณค่าของมันให้เจอ”

นอกจากมุมของคนซื้อแล้ว ฟางไทยยังมีความหมายกับผู้ผลิต ไม่ว่าจะเป็นนุ๊กหรือผู้คนในชุมชนที่ร่วมกันปลุกปั้นแบรนด์นี้มาจนถึงปัจจุบัน

“เป้าหมายที่คิดเอาไว้ตอนแรกคือ หนึ่ง เราอยากสร้างงานในชุมชน สอง เรามองว่าถ้าสร้างงาน สร้างอาชีพในชุมชนได้ มันคือการพึ่งพาตนเองแบบยั่งยืน และก็จะช่วยเหลือคนอื่นได้ สาม เราอยากช่วยภาคการเกษตร ช่วยลดการเผา และมองว่าภาคการเกษตรส่วนมากเป็นคนอีกเจเนอเรชันหนึ่ง อย่างคนรุ่นพ่อ รุ่นแม่ รุ่นป้า รุ่นลุง ซึ่งหากใช้วัสดุเหลือใช้จากภาคเกษตรที่ทำอยู่แล้ว บวกกับเราเป็นคนรุ่นใหม่ คงเหมือนกับสองเจเนอเรชันมาทำงานร่วมกัน และสามารถอยู่ร่วมกันได้ อันนี้คือความตั้งใจของเรา”

และแล้วความพยายามของนุ๊กก็ผลิดอกออกผลอย่างงดงาม เมื่อสิ่งที่ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป คือความร่วมมือและทัศนคติของผู้คนในท้องถิ่น

“แต่ก่อนชาวบ้านมักไม่มั่นใจในตัวเอง คิดว่าตัวเองมีศักยภาพน้อย ไม่ได้เรียนจบสูง และทำการเกษตรมาตลอดชีวิต ไม่มีทางที่จะทำงานใหม่ๆ หรือทำงานในภาคอุตสาหกรรมได้ พอเราสร้างอาชีพใหม่ มีพื้นที่ มีโอกาสให้เขากล้าคิด กล้าทำ และมีความมั่นใจในศักยภาพของตนเอง จากแต่ก่อนที่ทำไม่ได้ แต่ปัจจุบันกล้าจะลองทำ และเชื่อว่าจะทำได้ 

“พอทัศนคติของรุ่นพ่อ รุ่นแม่ รุ่นตา รุ่นยาย เปลี่ยนไป สิ่งเหล่านี้ก็จะส่งผลต่อลูกหลานของเขา เขาจะเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่มากขึ้น 

“ส่วนหนึ่งเพราะงานของเราตั้งแต่แรกเป็นงาน Made to Order เลยทำให้ทุกคนกล้าเปลี่ยน เพราะกระบวนการทำงานจะปรับเปลี่ยนไปตามโจทย์ของลูกค้า คนที่มาทำงานด้วยกันจึงมีความกระตือรือร้น พยายามช่วยคิดแก้ไขปัญหาอยู่ตลอดเวลา เหมือนเรียนรู้ไปด้วยกัน พอครั้งแรกเขาคิด เขาทำ เขาตัดสินใจ แล้วทำสำเร็จ ครั้งต่อไปพอเขาเจออะไรใหม่ๆ เขาก็จะตัดสินใจได้ และมีความมั่นใจมากขึ้น”

นอกจากเป้าหมายในระดับชุมชนแล้ว แน่นอนว่านุ๊กมองธุรกิจเพื่อสังคมของตัวเองไกลไปจนถึงการขยับขยายสู่ต่างประเทศในสเกลที่ใหญ่ขึ้น แต่วิกฤตโควิด-19 ทำให้หลายขั้นตอนล่าช้ากว่าสิ่งที่วางแผนไว้ ถึงอย่างนั้น อุปสรรคทั้งหมดก็ไม่อาจลบความตั้งใจของเธอที่จะสานต่อ ‘ฟางไทย’ ให้เป็นสินค้าที่ผลิตด้วยหัวใจ และคิดถึงผู้คนรอบข้างเสมอ ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิต ผู้บริโภค คนในชุมชน หรือแม้แต่เพื่อนร่วมโลก ที่จะได้สูดบริกาศบริสุทธิ์โดยไม่ต้องกังวลใจ

ภาพ : ฟางไทย

Social Enterprise Thailand Forum 2021 คือฟอรั่มสำหรับทุกคนที่เชื่อว่าธุรกิจสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งยังเป็นพื้นที่รวบรวมหน่วยงานสนับสนุนมากมายเพื่อสร้างโอกาสในการต่อยอดทางธุรกิจ งานจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 21 พฤศจิกายน 2564 ผู้สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนได้ที่ https://goodsociety.network/goodsociety/Forum_SEThailand

Writer

Avatar

ธัญญารัตน์ โคตรวันทา

มนุษย์ที่กำลังเติบโตในทุกๆ ด้าน ยกเว้นความสูง ชอบเดินเป็นงานอดิเรก หลงรักเสียงเพลงและเป็นแฟนหนังสือมูราคามิ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ครั้งแรกที่เราเห็นหมวก Madmatter ในงานตลาดนัดสุดฮิต เราก็รู้เลยว่าแบรนด์นี้เป็น ‘แบรนด์ที่มีของ’ เลือกเลยค่ะ มีครบทุกสี มีครบทุกไซส์ พร้อมส่งทุกเมื่อ ไม่สิ! เราหมายถึง มีของที่แปลว่าไม่ธรรมดา

เราเชื่อว่าใครหลายคนคงเคยผ่านตา ลองจับของจริง หรือเคยได้ฟังเรื่องราวของ Madmatter มาบ้างแล้ว ว่าเป็นแบรนด์ที่เปลี่ยนแจ็กเก็ตหรือเสื้อผ้ามือสองญี่ปุ่นให้กลายเป็นหมวกและกระเป๋าสตางค์ดีไซน์สวย คอนเซปต์ดีจนน่าประทับใจ

หลังจากเฝ้ามองการเติบโตของแบรนด์นี้มาระยะหนึ่ง เราติดต่อ Madmatter ในวันที่ Five Patch Cap หมวกที่เป็นลายเซ็นของแบรนด์ได้รับรางวัล DEmark Award 2017 ชวน แท็ป-ปธานิน งามกิจเจริญลาภ และ แจ๊ส-ธนิสรา โพธิ์นทีไท สองหนุ่มสาวผู้ก่อตั้งแบรนด์พูดคุยตั้งแต่ เรื่องโจทย์ของแบรนด์ที่ไม่ใช่เรื่อง Eco อย่างที่หลายคนเข้าใจ เรื่องการสร้างแบรนด์ที่ท้าทายตัวเองด้วยคำว่า Sustainable Design เรื่องความจริงของการตลาดที่มักทำนักเรียนออกแบบปวดใจ เรื่องรางวัลด้านการออกแบบที่เราสงสัยว่าจะส่งผลต่อยอดขายในภายภาคหน้าไหม ไปจนถึงคู่สีใหม่ที่ใช้ความคิดสร้างไสยต่อยอดแบรนด์ให้สนุกกว่าที่เคย

Madmatter, หมวก, แบรนด์, กระเป๋า Madmatter, หมวก, แบรนด์, กระเป๋า

จุด…ธูปสามดอก แล้วตั้งนะโมสามจบ

จุด…เริ่มต้นของทั้งคู่มาจากความหลงใหลในเสื้อผ้ามือสองจากญี่ปุ่น แต่เนื่องจากอากาศบ้านเราร้อนเกินกว่าจะมิกซ์แอนด์แมตช์เป็นแฟชั่นฤดูหนาวได้ แท็ปและแจ๊สจึงได้แต่เก็บสะสมเสื้อผ้าเหล่านี้ไว้เป็นจำนวนมาก จนวันหนึ่งที่ทั้งคู่เกิดความตั้งใจที่จะโชว์ศักยภาพของผ้ามือสองว่าสามารถแปลงเปลี่ยนเป็นสินค้าอื่นได้หลากหลาย

จึงออกมาเป็นหมวกในแบบ 6 กลีบมาตรฐาน และแบบ 5 กลีบที่ตัดเย็บด้วยเทคนิคการต่อผ้าจากชิ้นส่วนเล็กๆ หรือ patchwork จนเป็นลายเซ็นเฉพาะของแบรนด์ เนื่องจากข้อจำกัดเรื่องขนาดชิ้นส่วนผ้าเก่าที่ได้จากการเลาะแจ็กเก็ตผ้าวูลเนื้อหนา แล้วต่อยอดเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์อื่นๆ ได้แก่ รองเท้า และกระเป๋าทรงต่างๆ

จนเมื่อเวลาผ่านไป 2 ปี จากแบรนด์ที่เป็น Design Based ค่อยๆ คิดถึงเรื่องการทำธุรกิจมากขึ้น เรียนรู้จากคู่ค้าที่เป็นนักธุรกิจ ปรับและเปลี่ยนโจทย์ตั้งต้นที่อยากทำสินค้าจากผ้ามือสอง 100% กลายเป็นลดทอนสัดส่วนของผ้ามือสองลง และใช้ผ้าค้างสต็อกโรงงานเพิ่มขึ้น เพื่อจัดการการผลิตให้พอกับความต้องการของคู่ค้า พร้อมกับเริ่มใช้คอนเซปต์ waste to worth สร้างมูลค่าใหม่ให้กับสิ่งที่คนไม่เห็นคุณค่า

Madmatter, หมวก, แบรนด์, กระเป๋า Madmatter, หมวก, แบรนด์, กระเป๋า

Madmatter, หมวก, แบรนด์, กระเป๋า

ศักดิ์สิทธิ์-able design

แจ๊สเล่าว่า คนทั่วไปมักเข้าใจว่า Madmatter เป็นแบรนด์เพื่อโลกและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเราพบว่าความเข้าใจนี้ถูกต้องเพียงแค่ส่วนเดียวเท่านั้น

จากพื้นฐานของนิสิตภาควิชาออกแบบอุตสาหกรรม จากคณะสภาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำให้ทั้งคู่รู้และอยู่เทรนด์เรื่อง Eco มาโดยตลอด แต่แทนที่จะติดป้ายรักษ์โลกอย่างแบรนด์ดีไซน์ทั่วไป สิ่งที่แท็ปและแจ๊สทำก็คือ ตั้งโจทย์ที่จะทำของ Eco ให้ดูไม่ Eco อย่างที่เคย

“ทุกครั้งที่เราเดินเข้าร้านขายของ Eco เรามักจะมีคำถามในหัวว่า ‘ทำไมมันต้องหน้าตาแบบนี้’ เราก็เข้าใจว่าของมันรักษ์โลก แต่เราไม่อยากใช้ เราอาจจะมีรสนิยมอีกแบบ เราจึงพยายามทำในสิ่งที่เราอยากใช้ เพราะถ้าคุณตั้งใจจะออกแบบของเพื่อบอกว่ารักโลกแต่หน้าตาไม่ดึงดูดความสนใจ สุดท้ายคนก็ไม่ซื้อและมันก็กลายเป็นขยะอยู่ดี” แจ๊สรีบเล่า ก่อนที่แท็ปจะสรุปสิ่งที่ Madmatter เป็นให้ฟังว่า

“เราเป็น Sustainable Design”

พลังของหนุ่มสาวที่ประกาศเสียงดังฟังชัดถึงเจตนารมณ์นี้ทำให้เราแอบใจชื้น เพราะน้อยครั้งที่จะเจอคนรุ่นใหม่สนใจ ศึกษา และลงลึกในรายละเอียดในทุกส่วนที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ไม่ได้สนใจแต่เรื่องการขายที่ต้องมีรายได้ แต่คิดถึงมุมคนผลิต มุมของคุณภาพสินค้า และมุมของผู้บริโภค

ในมุมโรงงานผลิต สิ่งแรกที่แท็ปและแจ๊สเรียนรู้คือเรื่องการทำความเข้าใจโรงงาน

“ด้วยความที่เป็นเสื้อผ้ามือสอง ผ้าที่ได้จากการเลาะจึงมีชิ้นส่วนที่มีขนาดเล็ก ประกอบกับความเข้าใจเดิมของเราที่คิดว่าทุกโรงงานต้องปรับตัวการผลิตให้ได้ตามที่เราต้องการได้สิ เราเป็นเจ้าของแบรนด์เล็กๆ ที่ไม่ได้สนใจข้อจำกัดว่าเรากำลังไปรบกวนขั้นตอน 1 – 10 ที่มีอยู่แล้ว” แท็ปเล่า

ทั้งคู่จึงเรียนรู้ว่าต้องเข้าใจขั้นตอนที่โรงงานมี แล้วออกแบบกระบวนการของเราให้เหมาะสม ซึ่งการผลิตที่ง่ายไม่ซับซ้อนเป็นอีกหนึ่งวิธีการผลิตอย่างยั่งยืนได้เช่นกัน ขณะที่ในมุมผู้บริโภค แจ๊สมองว่าลูกค้าควรได้รับสิ่งที่มีคุณค่าและสัมผัสสิ่งเหล่านั้นได้ ซึ่งหากสังเกตดีๆ ลูกค้าจะเห็นลายมือขยุกขยิกเล็กๆ ที่ป้ายมุมขวาล่างของกระเป๋า นอกจากจะบอกสัดส่วนของผ้าเก่าที่ใช้ ยังบอกลำดับหมายเลขของกระเป๋าที่ผลิตด้วย

Madmatter, หมวก, แบรนด์, กระเป๋า

Madmatter, หมวก, แบรนด์, กระเป๋า Madmatter, หมวก, แบรนด์, กระเป๋า Madmatter, หมวก, แบรนด์, กระเป๋า

เมตตามหานิยม

แม้ทั้งคู่จะผ่านกระบวนการตั้งแต่การเริ่มต้นโจทย์ การหาช่วงว่างในตลาด การศึกษาความต้องการผู้บริโภค และการตลาดเบื้องต้นมาบ้างแล้ว แต่ในโลกความเป็นจริง โจทย์ที่ดีอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ

“เดิมเราคิดว่าลูกค้าของเราได้แก่ชาวต่างชาติและคนไทยที่อยู่ในวงการสร้างสรรค์ เราพบความจริงไม่เป็นอย่างที่เราคิด คนกลุ่มหลังนั้นเล็กมาก ชื่นชอบแบรนด์เราจริงๆ แต่ไม่ซื้อด้วยเหตุผลของราคาที่สูงเกินไป แต่ก็ยังมีกลุ่มลูกค้าคนไทยที่อยู่วงการอื่นๆ แต่สนใจในงานออกแบบหรือมีความเชื่อในสิ่งที่เราทำ ต่อมาเราจึงปรับแผนทำตลาดแรกให้แข็งแรง โดยมีลูกค้าจากทั้ง wholesale ของประเทศสิงคโปร์ สวิตเซอร์แลนด์ และอื่นๆ” แจ๊สและแท็ปผลัดกันเล่าบทเรียนการขายอย่างสนุกสนาน

การได้รับรางวัล DEmark Award 2017 ส่งผลต่อยอดขายอย่างไรบ้าง เราถาม

แท็ปบอกว่า ในมุมที่ดีคือเรื่องการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ แต่ด้วยธรรมชาติของสินค้าไลฟ์สไตล์ที่คนเลือกซื้อเพราะอารมณ์มากกว่าเหตุผล รางวัลด้านการออกแบบจึงไม่ได้มีผลต่อยอดขายใดๆ

ไม่เป็นไร ค่ะ ไม่เป็นไร ของซื้อของขาย เราเอาฤกษ์เอาชัยกันใหม่ได้ คอลเลกชันใหม่ของ Madmatter จึงเป็นที่ฮือฮาด้วยคู่สีดีมีมงคล จับคู่ดวงชะตาเสริมบารมีกันให้ครบทั้ง 7 วัน มาในขนาดกระเป๋าที่ผู้หญิงก็ใช้ได้ ผู้ชายก็ใช้ดี

เอาฤกษ์เอาชัยกันตั้งแต่แบบทรงของกระเป๋าที่มีแรงบันดาลใจจากสัดส่วนทองคำ ตามด้วยการจับคู่สีสนุกสนาน เริ่มจาก สีน้ำเงินให้โชคมนตรี มีผู้อุปถัมภ์ เหมาะกับใช้ประชุมงานวันจันทร์ ส่วนวันอังคารจัดสีแดงเข้าใส่เสริมดวงอุปถัมภ์ให้งานลุล่วง วันพุธลองกระเป๋าสีเหลือง วันพฤหัสบดีเป็นคู่สีเขียวตัดน้ำเงินให้โชคทั้งเดช อำนาจ และมนตรี วันศุกร์สดใสใส่สีส้มตัดคู่สีชมพูอ่อนเพิ่มโชคด้านลาภเงินทอง วันเสาร์จะมงคลต้องชมพูคู่สีฟ้า วันอาทิตย์เรียบๆ คูลๆ ด้วยคู่สีน้ำตาลและดำให้โชค

วันกันว่าเรื่องดวงดาวและดวงชะตาสัมพันธ์ข้องเกี่ยวกันไม่มากก็น้อย ปัญญาชนคนแฟชั่นอย่างเราก็แค่มี Mongkol bag ให้อุ่นใจเท่านั้น ไม่มีอะไรจริงๆ เสียดายถ้ามีสีไหนใช้แล้วความรักเบิกบาน จะขอเหมามาให้หมด

 Madmatter, หมวก, แบรนด์, กระเป๋า  Madmatter, หมวก, แบรนด์, กระเป๋า Madmatter, หมวก, แบรนด์, กระเป๋า Madmatter, หมวก, แบรนด์, กระเป๋า

โชคลาง-ของขวัญ

“ให้โชคดี โชคดี สุขเกษมเปรมปรีดิ์ ขอให้รวย ขอให้รวย”

ใครบางคนอาจจะโชคดีได้ทำธุรกิจจากสิ่งที่รักและสิ่งนั้นไปได้ดี แท๊ปบอกว่า เมื่อยังเป็นเด็ก เขาคิดแค่ว่าทำอะไรก็ได้ตราบเท่าที่อยากทำ เมื่อโตขึ้นในโลกความจริงสอนให้เขารู้จักความยืดหยุ่น

“ทุกคนมักคิดว่าการทำแบรนด์มันง่าย จริงๆ มันก็ง่ายแหละ แต่ทำให้ยั่งยืนมันยากมากเลยนะ ความท้าทายคือเราจะพยายามทำสิ่งนี้ให้ยั่งยืน” แท็ปนิ่งคิดแล้วจะตอบคำถามสุดท้ายเรื่องบทเรียนที่ได้รับ ก่อนที่แจ๊สจะเสริมทิ้งท้ายไว้ว่า

เราเรียนรู้ว่าการเริ่มต้นทำธุรกิจเราไม่ควรเริ่มต้นทำในสิ่งที่มาจากความชอบของเราเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อคนอื่นต้องเสียเงินซื้อจากเรา เราจึงควรเริ่มต้นด้วยการคิดถึงคนอื่น”

Madmatter แบรนด์ไทยที่ใช้ความคิดสร้างไสย (ศาสตร์) ปลุกเสกหมวกและกระเป๋าทรงเท่ Madmatter, หมวก, แบรนด์, กระเป๋า

*หมายเหตุ

บทความข้างต้นนี้เต็มไปด้วยความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

โบราณท่านว่า ไม่เชื่อให้ลบหลู่ ใครจะขอท้าพิสูจน์ความโชคด้วยกระเป๋าสักใบสองใบ อย่าลืมมาเล่าสู่กันฟังเรื่องความศักดิ์สิทธิ์บ้างนะคะ

 

ภาพ: มณีนุช บุญเรือง และ Madmatter

The Rules

  1. รักษาสมดุลในชีวิต เช่น พยายามนัดเจอเพื่อน 1 วันต่อสัปดาห์
  2. คิดถึงคนอื่นมากกว่าตัวเอง
  3. มีทัศนคติที่ดี

 

www.madmatterstore.com

Facebook : Madmatter

Instagram : madmatterstore

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load