หลังฤดูเก็บเกี่ยวผันผ่าน เมล็ดข้าวจะออกเดินทางจากทุ่งนาไปยังโรงสี ขณะที่ฟางข้าวส่วนใหญ่จะถูกใช้เป็นปุ๋ย อาหารสัตว์ หรือใช้สำหรับเพาะเห็ด แต่ยังคงเหลือฟางข้าวกองโตที่ถูกวางทิ้งไว้ราวกับนักเดินทางหมดไฟไร้จุดหมาย ก่อนจะลงเอยด้วยการถูกเผาทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย พ่วงมาด้วยปัญหามลพิษทั้งในพื้นที่แห่งนั้นและพื้นที่อื่น ๆ ตามแต่ลมจะพัดพาไป

นุ๊ก-จารุวรรณ คำเมือง คือหนึ่งในคนที่มองเห็นปัญหานี้ เธอจึงตัดสินใจนำฟางข้าวในบ้านเกิดที่อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง มาแปลงโฉมให้เป็นสินค้าที่มีทั้งคุณค่าและมูลค่า แถมยังใจดีต่อสิ่งแวดล้อม กลายเป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์ ‘ฟางไทย’ เมื่อประมาณ 7 – 8 ปีที่แล้ว โดยที่นุ๊กไม่เคยทำธุรกิจและไม่ได้เป็นนักวิจัย เธอมีเพียงความตั้งใจอยากกลับมาลงหลักปักฐานที่บ้านเกิดอย่างยั่งยืน

ฟางไทยเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งใน Social Enterprise Thailand Forum 2021 ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 21 พฤศจิกายน 2564 นี้ แต่ก่อนจะถึงวันงาน เราขอชวนคุณทำความรู้จักธุรกิจนี้ ผ่านมุมมองของผู้ก่อตั้งที่เชื่อว่าธุรกิจที่ดีสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้

ฟางไทย : ธุรกิจเพื่อสังคมที่สร้างมูลค่าให้เศษฟางข้าวลำปาง และใจดีต่อสิ่งแวดล้อม

ด้วยรักและคิดถึง (บ้าน)

หลังเก็บกระเป๋าแล้วเดินทางมาร่ำเรียนที่กรุงเทพฯ จนจบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย นุ๊กเริ่มรู้สึกว่าสิ่งที่เธอต้องการอย่างแท้จริง คือการกลับมาอยู่บ้านที่อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง แต่การกลับมาครั้งนี้ทำให้เธอพบว่า ที่นี่ไม่ได้มีอาชีพรองรับคนรุ่นใหม่มากนัก เพราะส่วนมากผู้คนในท้องถิ่นจะทำอาชีพเกษตรกรรม นุ๊กจึงเริ่มคิดว่าเธอจะต่อยอดการเกษตรได้อย่างไรบ้าง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการค้นพบทั้งปัญหาและทางออกที่น่าจะเป็นไปได้

“คนในพื้นที่ทำอาชีพหลักคือการเกษตร แต่สิ่งที่ตามมาคือปัญหาจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรอย่าง ‘ฟางข้าว’ ซึ่งส่วนใหญ่เขาจะใช้วิธีเผากัน หลังฤดูทำนา เราจะเห็นข่าวทางภาคเหนือที่เกิดปัญหา PM 2.5 ขึ้นมา ซึ่งเรามองว่าปัญหานี้ ไม่ได้เป็นปัญหาที่แก้ไขเฉพาะในพื้นที่อย่างเดียว แต่สามารถแก้ไขปัญหาระดับโลกหรือช่วยประเทศได้เยอะ เพราะคนที่ได้รับผลกระทบไม่ใช่แค่คนในพื้นที่ภาคเหนือ เลยเป็นโจทย์ให้เรามีแนวคิดว่าอยากทำธุรกิจเกี่ยวกับฟางข้าว”

นุ๊กเกริ่นถึงที่มาของแบรนด์ ซึ่งเริ่มต้นจากการนำฟางข้าวมาแปรรูปเป็นกระดาษ

“เราไม่ได้เป็นนักวิจัยหรืออะไร แต่เป็นความตั้งใจที่อยากทำ อยากพัฒนา อยากแก้ปัญหาที่เห็น เราคิดว่าตัวเองโชคดีที่เกิดในยุคที่มีเทคโนโลยี มีอินเทอร์เน็ต เพราะฉะนั้น ถึงแม้จะไม่มีความรู้ทางด้านนี้เลย แต่เทคโนโลยีก็ช่วยให้เราเข้าถึง 

“พอเกิดโจทย์ เรามีแพสชันอยากจะทำ ก็ทำให้กระตือรือร้นอยากจะขวนขวาย ทั้งหาผู้รู้มาให้คำแนะนำ แล้วก็ไปศึกษา อย่างเช่น ตั้งใจว่าจะเอาฟางข้าวมาทำเป็นกระดาษ เราก็ไปศึกษาการทำกระดาษสา แล้วดูว่าจะเอามาปรับใช้หรือเป็นวัสดุทดแทนกันได้ไหม แล้วประเมินความเป็นไปได้”

ฟางไทย : ธุรกิจเพื่อสังคมที่สร้างมูลค่าให้เศษฟางข้าวลำปาง และใจดีต่อสิ่งแวดล้อม
ฟางไทย : ธุรกิจเพื่อสังคมที่สร้างมูลค่าให้เศษฟางข้าวลำปาง และใจดีต่อสิ่งแวดล้อม

คิด – ริเริ่ม – สร้างสรรค์

แม้ไอเดียแรกเริ่มของนุ๊กดูเหมือนจะ ‘เป็นไปได้’ แต่ภาพจริงที่เกิดขึ้นอาจไม่เป็นอย่างที่ฝันเสมอไป

“ตอนนั้นเราไม่มีพื้นฐานด้านธุรกิจหรือด้านผลิตภัณฑ์เลย เพราะฉะนั้น ความคิดเกี่ยวกับการออกแบบยังติดอยู่ในกรอบ เช่น มองว่าฟางข้าวจะทำเป็นกระดาษ มองทื่อๆ ว่ากระดาษก็ต้องเอามาใช้พิมพ์ ใช้เขียน เมื่อได้กระดาษมาหนึ่งแผ่น เลยเอามาทำเป็นพวงกุญแจ แล้วลองเอาไปขาย 

“แต่พอเอาไปขาย ทุกคนกลับคิดว่าเอามาแจกฟรี เราเลยมองว่าในแง่มูลค่า มันยังไม่มากพอ เพราะฉะนั้น ควรมีแนวทางการพัฒนาเป็นอย่างอื่นที่จะเพิ่มมูลค่าได้มากกว่านี้ พอไปงาน Exhibition เราเริ่มได้คีย์เวิร์ด ได้คำถามจากลูกค้า ได้โจทย์จากลูกค้า ซึ่งเป็นโจทย์ใหม่ที่ยังไม่มีใครเคยทำ หรือวัสดุตัวนี้ยังไม่มีใครเคยทดลอง เราก็นำมาประเมินความเป็นไปได้ แล้วทดลองทำจนเกิดการต่อยอดไปเรื่อยๆ 

“เรามองว่าลูกค้าเป็นเหมือนครู เหมือนว่าเขาคิดโจทย์ให้เรา ตั้งคำถามให้ คีย์เวิร์ดจากลูกค้าคือสิ่งที่ทำให้ฟางไทยพัฒนาได้มาจนถึงทุกวันนี้”

หลังจากลองผิดลองถูกมาพักใหญ่ สินค้าของฟางไทยเริ่มมีทั้งงานแฮนด์คราฟต์ และงานด้านอุตสาหกรรมที่ผลิตเยื่อกระดาษ ซึ่งช่วงเวลาเหล่านี้ทำให้เธอได้เรียนรู้ว่า หัวใจของการทำฟางไทย คือความคิดริเริ่มและความสร้างสรรค์

“หัวใจของการทำธุรกิจที่เป็นนวัตกรรมใหม่ กว่าจะทำให้คนยอมรับได้ ต้องคิด ริเริ่ม สร้างสรรค์ ซึ่งทุกอย่างต้องมาพร้อมกันจริงๆ เพราะลำพังถ้าเกิดความคิดเฉยๆ แล้วไม่ริเริ่ม มันก็จะเป็นแค่ความคิด พอลงมือทำ ถึงจะเห็นปัญหาว่าเหมือนกับที่คิดไว้ก่อนหน้านั้นไหม แล้วปัญหานี้มันควรไปต่อยังไง 

“ส่วนความสร้างสรรค์ ก็คือแนวทางการแก้ไขปัญหา ซึ่งบางทีไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยวิธีเดิมๆ เราอาจจะปรับเอา Solution จากอินเทอร์เน็ต จากคนรู้จัก สิ่งที่ได้แลกเปลี่ยน จากตรรกะความคิดที่ประเมิน มาผสมปนกัน เลยเกิดเป็น Solution ใหม่ ซึ่งเรามองว่าตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญ”

ฟางไทย : ธุรกิจเพื่อสังคมที่สร้างมูลค่าให้เศษฟางข้าวลำปาง และใจดีต่อสิ่งแวดล้อม

เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จากต้นน้ำถึงปลายน้ำ

แม้ปัจจุบันฟางไทยจะขยับขยายจากงานฝีมือของคนในชุมชน สู่ระดับอุตสาหกรรมที่ผลิตเยื่อกระดาษส่งต่อเป็นวัตถุดิบให้กับโรงงาน แต่ไม่ว่าสินค้าจะผลิตด้วยวิธีไหน สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไป คงเป็นความตั้งใจแรกที่อยากลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม

“เราตั้งใจใช้วัสดุจากฟางข้าว เพราะอยากจะลดการเผาและช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งเรามองว่าวิธีนี้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในส่วนต้นน้ำและกลางน้ำ สิ่งที่พยายามมาตลอดสามถึงสี่ปี คือการไม่ใช้สารเคมีที่เป็นพิษในกระบวนการผลิต เพราะไม่ต้องการสร้างมลพิษทางน้ำจากการผลิตสินค้า และปลายน้ำคือ เมื่อลูกค้านำสินค้าไปใช้ สินค้าก็ปลอดภัย ไม่ใช่แค่สิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคด้วย เพราะวัตถุดิบที่ใช้อยู่เป็นฟางข้าว พอย่อยสลายเสร็จ ฟางข้าวก็ไม่ได้เป็นขยะหรือเป็นภาระที่ต้องไปฝังกลบ แต่ย่อยสลายเป็นปุ๋ยได้เลย นี่คือวงจรที่เรามอง”

แม้จะเป็นสินค้าที่ดีต่อโลกและดีต่อใจ แต่นุ๊กเล่าว่าสินค้าของแบรนด์ยังคงฮิตในตลาดต่างประเทศมากกว่าในประเทศไทย

 “ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มลูกค้าต่างประเทศมากกว่า ทั้งงาน Handicraft และงาน Industrial Scale ที่เป็น Raw Material เพราะต้องยอมรับว่าต่างประเทศให้ความสนใจและตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อมมาก เขาเห็นถึงที่มาของวัสดุว่าท้ายที่สุดแล้ว จะช่วยสร้างอิมแพคให้ใครได้บ้าง ทั้งทางสังคมและสิ่งแวดล้อม เพราะฉะนั้น เขาจึงมองวัสดุที่เรากำลังพยายามพัฒนาอยู่ว่าเป็นวัสดุแบบยั่งยืน ส่วนที่ไทยลูกค้าอาจจะไม่ได้มากนัก แต่ปีนี้เริ่มมองเห็นหลายองค์กรใหญ่ที่เริ่มตื่นตัว และติดต่อมาว่าสนใจร่วมงานด้วย”

ฟางไทย : ธุรกิจเพื่อสังคมที่สร้างมูลค่าให้เศษฟางข้าวลำปาง และใจดีต่อสิ่งแวดล้อม

เพราะเดินทางอย่างไม่เดียวดาย

การเป็นธุรกิจเพื่อสังคม บวกกับความตั้งใจจะแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัญหาสากลของคนทั่วโลก ทำให้ฟางไทยค่อยๆ เติบโตขึ้นท่ามกลางแรงสนับสนุนจากหลากหลายองค์กร และเริ่มมีชื่อเสียงจากการคว้ารางวัลบนเวทีประกวดก่อนหน้านี้ 

ไม่ว่าจะเป็นรางวัลชนะเลิศ SEED Low Carbon Award 2019 ด้านบรรจุภัณฑ์จากเศษวัสดุเหลือใช้ในชุมชน โดย SEED เป็นโครงการที่มุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมเป็นหลัก ทำให้นุ๊กได้รับความรู้ด้านแผนธุรกิจและกลยุทธ์การขยายตลาดจากโครงการนี้ 

รวมทั้งการประกวดโครงการ GEF UNIDO Cleantech Programme for SMEs Thailand ประจำปี 2016 – 2017 ซึ่งเป็นโครงการขององค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติและกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก โดยฟางไทยได้รับรางวัลทั้งในระดับประเทศ ก่อนจะก้าวไปสู่ระดับโลก จนชื่อแบรนด์ ‘ฟางไทย’ เริ่มเป็นที่รู้จักของผู้คนและองค์กรต่างๆ หนึ่งในนั้นคือ TCDC (Thailand Creative & Design Center) ที่เข้ามาร่วมสนับสนุน ด้วยการนำเยื่อฟางข้าวของแบรนด์ไปจัดแสดงในต่างประเทศ

เบื้องหลังธุรกิจเพื่อสังคมที่เปลี่ยนเศษฟางข้าวเหลือทิ้งในลำปาง เป็นสินค้าวัสดุยั่งยืนที่รักสิ่งแวดล้อม

“พอมีโอกาสได้ร่วมงานกับหลายองค์กรที่มีโครงการ เช่น มีดีไซเนอร์ที่เชี่ยวชาญมาช่วยพัฒนา ก็ทำให้ได้คิดนอกกรอบมากขึ้น เลยได้ผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ๆ ขึ้นมาเรื่อยๆ”

นุ๊กเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงหลังจากการร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ นอกจากนี้ ฟางไทยยังเป็นสมาชิกของสมาคมธุรกิจเพื่อสังคม และได้รับทุนสนับสนุนจากหลากหลายโครงการเพื่อพัฒนาวัสดุจากฟางข้าว เช่น โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรม เพื่อความยั่งยืน โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กองทุนของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (NSTDA) ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร เป็นต้น 

มูลค่าฟางไทยที่มาพร้อมคุณค่าทางใจ

การตั้งต้นจากปัญหาและความตั้งใจผลิตสินค้าด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้ฟางไทย เป็นมากกว่าเยื่อกระดาษ พวงกุญแจ หรือภาชนะ แต่เป็นสินค้าที่มีคุณค่าทางใจจนลูกค้ายอมควักกระเป๋าตังค์จ่าย

“สามถึงสี่ปีแรก คนไม่ได้รู้จักผลิตภัณฑ์ของเราในชื่อนี้เลย เราใช้เวลาจนกระทั่งปีนี้ซึ่งเป็นปีที่เจ็ดย่างเข้าปีที่แปด คนถึงจะรู้จักว่าถ้านึกถึงผลิตภัณฑ์จากฟางข้าวต้องนึกถึงฟางไทย ซึ่งสิ่งที่ทำให้คนรู้จักคือ หนึ่ง เราไม่ได้ขายผลิตภัณฑ์ แต่ขายคุณค่าของผลิตภัณฑ์และความตระหนัก ทั้งความตระหนักของบริษัท และความตระหนักของผู้ที่มาซื้อสินค้า 

“ถ้าเราขายสินค้าเพียงแค่ให้คนซื้อตัดสินใจจากมูลค่าว่ามันจะถูกหรือแพง ยุคนี้มันไม่เพียงพอ เพราะทุกคนก็อยากได้สินค้าที่ราคาถูกอยู่แล้ว แต่ต้องหาคุณค่าของมันให้เจอ”

นอกจากมุมของคนซื้อแล้ว ฟางไทยยังมีความหมายกับผู้ผลิต ไม่ว่าจะเป็นนุ๊กหรือผู้คนในชุมชนที่ร่วมกันปลุกปั้นแบรนด์นี้มาจนถึงปัจจุบัน

“เป้าหมายที่คิดเอาไว้ตอนแรกคือ หนึ่ง เราอยากสร้างงานในชุมชน สอง เรามองว่าถ้าสร้างงาน สร้างอาชีพในชุมชนได้ มันคือการพึ่งพาตนเองแบบยั่งยืน และก็จะช่วยเหลือคนอื่นได้ สาม เราอยากช่วยภาคการเกษตร ช่วยลดการเผา และมองว่าภาคการเกษตรส่วนมากเป็นคนอีกเจเนอเรชันหนึ่ง อย่างคนรุ่นพ่อ รุ่นแม่ รุ่นป้า รุ่นลุง ซึ่งหากใช้วัสดุเหลือใช้จากภาคเกษตรที่ทำอยู่แล้ว บวกกับเราเป็นคนรุ่นใหม่ คงเหมือนกับสองเจเนอเรชันมาทำงานร่วมกัน และสามารถอยู่ร่วมกันได้ อันนี้คือความตั้งใจของเรา”

และแล้วความพยายามของนุ๊กก็ผลิดอกออกผลอย่างงดงาม เมื่อสิ่งที่ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป คือความร่วมมือและทัศนคติของผู้คนในท้องถิ่น

“แต่ก่อนชาวบ้านมักไม่มั่นใจในตัวเอง คิดว่าตัวเองมีศักยภาพน้อย ไม่ได้เรียนจบสูง และทำการเกษตรมาตลอดชีวิต ไม่มีทางที่จะทำงานใหม่ๆ หรือทำงานในภาคอุตสาหกรรมได้ พอเราสร้างอาชีพใหม่ มีพื้นที่ มีโอกาสให้เขากล้าคิด กล้าทำ และมีความมั่นใจในศักยภาพของตนเอง จากแต่ก่อนที่ทำไม่ได้ แต่ปัจจุบันกล้าจะลองทำ และเชื่อว่าจะทำได้ 

“พอทัศนคติของรุ่นพ่อ รุ่นแม่ รุ่นตา รุ่นยาย เปลี่ยนไป สิ่งเหล่านี้ก็จะส่งผลต่อลูกหลานของเขา เขาจะเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่มากขึ้น 

“ส่วนหนึ่งเพราะงานของเราตั้งแต่แรกเป็นงาน Made to Order เลยทำให้ทุกคนกล้าเปลี่ยน เพราะกระบวนการทำงานจะปรับเปลี่ยนไปตามโจทย์ของลูกค้า คนที่มาทำงานด้วยกันจึงมีความกระตือรือร้น พยายามช่วยคิดแก้ไขปัญหาอยู่ตลอดเวลา เหมือนเรียนรู้ไปด้วยกัน พอครั้งแรกเขาคิด เขาทำ เขาตัดสินใจ แล้วทำสำเร็จ ครั้งต่อไปพอเขาเจออะไรใหม่ๆ เขาก็จะตัดสินใจได้ และมีความมั่นใจมากขึ้น”

นอกจากเป้าหมายในระดับชุมชนแล้ว แน่นอนว่านุ๊กมองธุรกิจเพื่อสังคมของตัวเองไกลไปจนถึงการขยับขยายสู่ต่างประเทศในสเกลที่ใหญ่ขึ้น แต่วิกฤตโควิด-19 ทำให้หลายขั้นตอนล่าช้ากว่าสิ่งที่วางแผนไว้ ถึงอย่างนั้น อุปสรรคทั้งหมดก็ไม่อาจลบความตั้งใจของเธอที่จะสานต่อ ‘ฟางไทย’ ให้เป็นสินค้าที่ผลิตด้วยหัวใจ และคิดถึงผู้คนรอบข้างเสมอ ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิต ผู้บริโภค คนในชุมชน หรือแม้แต่เพื่อนร่วมโลก ที่จะได้สูดบริกาศบริสุทธิ์โดยไม่ต้องกังวลใจ

ภาพ : ฟางไทย

Social Enterprise Thailand Forum 2021 คือฟอรั่มสำหรับทุกคนที่เชื่อว่าธุรกิจสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งยังเป็นพื้นที่รวบรวมหน่วยงานสนับสนุนมากมายเพื่อสร้างโอกาสในการต่อยอดทางธุรกิจ งานจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 21 พฤศจิกายน 2564 ผู้สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนได้ที่ https://goodsociety.network/goodsociety/Forum_SEThailand

Writer

ธัญญารัตน์ โคตรวันทา

มนุษย์ที่กำลังเติบโตในทุกๆ ด้าน ยกเว้นความสูง ชอบเดินเป็นงานอดิเรก หลงรักเสียงเพลงและเป็นแฟนหนังสือมูราคามิ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ก่อนหน้านี้ เราคิดมาตลอดว่ารสนิยมที่สะท้อนความเป็นตัวตนนั้นเกิดจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่เราเลือกหยิบและอนุญาตให้เข้ามาอยู่ในชีวิต สถานที่ที่ชอบไป เสื้อผ้าที่ชอบใส่ เพลงที่ฟัง หนังที่ดู หนุ่มที่แอบเหล่มอง

รสนิยมที่แตกต่างกันทำให้คนเราแตกต่างกัน

“มีสิ่งหนึ่งที่สำคัญกว่าความแตกต่าง นั่นคือการยอมรับในความแตกต่างของคนอื่น เรายอมรับในความต่างนั้นไหม”

อ๊อฟ-พงศ์ศักดิ์ กอบรัตนสุข ดีไซเนอร์และหนึ่งในผู้ก่อตั้งแบรนด์ Rotsaniyom (รสนิยม) นิยามคำนิยมนี้ให้เราฟัง เช่นเดียวกับสิ่งที่ Rotsaniyom พยายามทำมาตลอดใน 9 ปีที่ผ่านมา

รสนิยม

สำหรับเรา Rotsaniyom เป็นแบรนด์ไทยมีสไตล์ที่น่าจับตามอง เพราะไม่เพียงได้รับการยอมรับในวงการแฟชั่น อย่างการเป็น 1 ใน 200 Best Emerging Designers 2016 ใน Vogue Italia แล้ว Rotsaniyom ยังเป็นตัวอย่างของแบรนด์เสื้อผ้าที่มีเส้นทางการเติบโตในอุดมคติ

จากจุดเริ่มต้นของที่ อ๊อฟ-พงศ์ศักดิ์ กอบรัตนสุข และ กิ๊ฟ-ฐิตา กมลเนตรสวัสดิ์ ทำแบรนด์เสื้อยืดขายในงานเทศกาลดนตรี ก่อนจะมีหน้าร้านเล็กๆ ในตลาดนัดสวนจตุจักร ไปสู่การพัฒนาแบรนด์ที่ชัดเจนในตัวตนจนได้รับการยอมรับและเปิดร้านในสยามสแควร์ สยามเซ็นเตอร์ และห้างสรรพสินค้าอื่นๆ ตามความฝัน ก่อนจะเดินทางเข้าสู่ร้าน multistore ดังๆ ทั่วโลกผ่าน showroom ชื่อดังใน Paris Fashion Week ที่เป็นจุดเปลี่ยนให้กับ Rotsaniyom ในวันนี้และต่อไปในอนาคต

นอกจากจะเปิดห้องเรียนวิชา Fashion Business สำหรับชีวิตจริงแล้ว เรื่องราวของ Rotsaniyom ในวันที่เติบโตเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับทุกคนที่มีความฝันอยากจะทำแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเองสักแบรนด์

Rotsaniyom

ลูกไม้มวยไทย

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน ลูกไม้เป็นผ้าชนชั้นที่ถูกจัดให้อยู่เพื่อแสดงความเป็นผู้สูงวัย

เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง เราจึงขอให้อ๊อฟเปิดบรรยายวิชาประวัติศาสตร์ลูกไม้และการแต่งกาย 101 ใน 3 ย่อหน้าดังนี้

ยุคหนึ่งที่สยามเริ่มนำการแต่งกายแบบวิกตอเรียนมาผสมผสาน เกิดเป็นภาพจำว่าลูกไม้เป็นของไทย ซึ่งจริงๆ แล้วเสื้อผ้าสไตล์นั้นมีที่มาจากยุควิกตอเรียน

ลูกไม้เป็นที่นิยมในสตรีชั้นสูง เราจะไม่ค่อยเห็นคนธรรมดาใส่ผ้าลูกไม้มากนัก ภาพจำต่อมาก็คือผ้าลูกไม้กลายเป็นผ้าที่สำหรับใส่ไปงานพิธี ไม่มีภาพจำของคนทั่วไปใส่เดินบนถนนทำให้จำกัดการรับรู้และการยอมรับของคนไม่น้อย

ลูกไม้เป็นเรื่องของสไตล์ สาวๆ ชาติอื่นๆ จะทำให้มีความร่วมสมัยมากกว่าด้วยการหยิบเอาบรรยากาศแบบวิกตอเรียนมาผสมผสานกับยีนส์ให้ดูสตรีทขึ้น ขณะที่คนไทยมักจะเพียงว่าลูกไม้คือความอ่อนหวานและเรียบร้อย

“คนไทยไม่ค่อยให้ความสำคัญกับสไตล์ แต่จะให้ความสำคัญกับสิ่งที่สังคมกำหนดมา เช่น ใส่ลูกไม้แล้วจะดูเป็นสาวหวาน ซึ่งหากคุณเป็นสาวเท่ที่บังเอิญวันนี้มีอารมณ์อยากเป็นสาววิกตอเรียน ลองหยิบไอเทมลูกไม้สักชิ้นมาแต่งตัวจะเป็นไรไป มันเป็นเรื่องของสไตล์มากกว่า” ได้ยินประโยคนี้จากอ๊อฟแล้ว ทำให้คิดถึงเสื้อลูกไม้แขนยาวติดระบายที่เจอในร้านเสื้อผ้ามือสองวันก่อนขึ้นมาทันที ก่อนจะเกิดไอเดียปิ๊งปั๊งในหัวว่าจะใส่คู่กับกางเกงยีนส์ทรงคุณแม่และส้นสูงสักสองนิ้วให้ดูกระฉับกระเฉง

Rotsaniyom Rotsaniyom

Beauty and the Laces

เมื่อไม่ใช่การนำเสนอความสวยหวาน นอกจากสีที่ใช้แล้ววัตถุดิบสำคัญอย่างลูกไม้ ลักษณะเฉพาะของ Rotsaniyom จะมีความขบถๆ เล็ก อย่างเสื้อผ้าจะมีความสนุกอยู่นิดๆ แม้เป็นลูกไม้ แต่ไม่ได้เป็นลูกไม้หวานอย่างที่คนเข้าใจกัน อ๊อฟเสริมว่าเหล่านี้ทำให้คนจดจำงานของ Rotsaniyom ได้เพราะถ้าเป็นคนอื่นคนไม่เอาลูกไม้มาทำแบบนี้ เช่นเดียวกับความเชื่อของแบรนด์ที่ว่า

“An individual imperfect beauty ideal”

Rotsaniyom เชื่อในเรื่องความงามเฉพาะตัวที่ไม่สมบูรณ์แบบ เชื่อว่าในแต่ละอย่างมีบางอย่างที่สวยงามอยู่แล้ว อย่างที่เรารู้ว่าไม้เป็นไม้เพราะมันผุได้ เรารู้ว่ามันเป็นเหล็กเพราะว่ามันขึ้นสนิมได้ เหล่านี้เป็นเรื่องที่ Rotsaniyom พยายามนำเสนอให้คนเห็นว่าในความไม่สมบูรณ์แบบของแต่ละอย่างก็คือความเฉพาะตัวของคนคนนั้น

“เราเจอคำถามตลอดว่าทำไม Rotsaniyom ต้องมีสีขาว ทำไมต้องเป็นลูกไม้ ซึ่งจริงๆ เราไม่ได้ตีกรอบว่าจะต้องเป็นอะไร ย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว สีขาวกับลูกไม้ไม่ได้รับการยอมรับอย่างปัจจุบัน สีขาวในยุคนั้นคือ ไปวัดหรือเปล่า ชุดนอนหรือเปล่า ลูกไม้ก็ต้องตีความว่าสูงวัย ช่วงแรกที่เปิดร้านเราก็ได้ยินคำแบบนี้บ่อย แต่พอมาถึงวันนี้ วันที่สีขาวได้รับการยอมรับเป็นสีหนึ่งในแฟชั่น ลูกไม้เป็นส่วนประกอบที่ทุกๆ แบรนด์ต้องมี ตอนนั้นเป็นความท้าทายของเรา เราทำให้สิ่งที่คล้ายจะเปลี่ยนความเชื่อเดิมๆ ของคนว่าสิ่งนั้นต้องเป็นสิ่งนั้นหรือมีความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง เราทำมาตลอด เรายืนกรานว่าจะทำแบบนี้”

Rotsaniyom Rotsaniyom

“เคยมีคนถามว่าแล้ววันหนึ่งจะมีการเปลี่ยนไปไหม เรารู้สึกว่ามันไม่แน่ถ้าในวันหนึ่งเราพบว่าอะไรบางอย่างที่เราชอบมากๆ แต่สังคมพยายามใส่กรอบนิยามมันเป็นแบบนั้นแบบนี้ เราจะพยายามพิสูจน์ทางเลือกหรือความน่าจะเป็นในแนวทางอื่น เราไม่ได้ต้องการขวางโลก เราแค่อยากสร้างทางเลือกให้กับคนเฉยๆ เพราะฉะนั้นเราจะไม่คิดแย้งกับทุกเรื่อง แต่เสนอมุมมองใหม่ๆ ให้เห็นไม่ว่าจะความเป็นไทย ความเป็นลูกไม้”

ปัจุบันภายใต้ Rotsaniyom ประกอบด้วยแบรนด์ Rotsaniyom เป็น lifestyle wear เน้นเรื่องสไตล์เป็นหลัก และการแต่งกายในชีวิตประจำวัน แบรนด์ Rotsaniyom White Label เป็นงานที่เน้นศิลปะและการออกแบบ มีคอนเซปต์ มีเรื่องราว และการตีความ มีเนื้อหาของคอลเลกชันที่จริงจังกว่า Rotsaniyom และแบรนด์ Ceremony เป็นชุดพิธีอย่างชุดแต่งงานหรืออื่นๆ

“โดยปกติเราหลีกเลี่ยงการทำชุดแต่งงานมาตลอด เพราะเราเชื่อว่าการแต่งงานเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากและเราไม่อยากแบกรับความรู้สึกของคนอื่น เพราะเราไม่รู้ว่าคนมองเราแบบไหน เขาคาดหวังว่า Rotsaniyom จะหวานซึ่งเราไม่ได้หวาน ชุดแต่งงานเราจะไม่ออกแนวหวานอย่างที่ลูกค้าคิดแล้วเราจะทำอย่างไร ซึ่งเราไม่อยากขัดกับตัวเองและไม่อยากทำให้ลูกค้าเสียความรู้สึกในวันสำคัญหนึ่งในชีวิตจึงมาลงตัวด้วยวิธีทำให้ในทุกคอลเลกชันจะมีการทำชุด 1 – 2 ชุดที่โดดเด่นมีความเป็น Ceremony อยู่ หมายความว่าใส่ไปแต่งงานได้หรืออาจจะใส่ไปงานพิธีทางการได้ เป็นการทำให้ลูกค้าเห็นสิ่งที่เราทำก่อนแล้วค่อยมาคุยเรื่องรายละเอียดกันต่อไป”

Rotsaniyom Rotsaniyom

จุดทศนิยม

อ๊อฟเล่าย้อนกลับไปในช่วงเริ่มต้นทำร้านให้ฟังว่า เขาเป็นคนที่หากชอบอะไรจะเริ่มลงมือไม่พูดบ่นมาก่อนว่าอยากจะมีร้าน และเลือกที่จะลงมือทำเลยหลังจากที่เคยชิมลางทำเสื้อยืดขายที่งาน Fat T-Shirt เมื่อ 9 ปีก่อน

“เมื่อก่อนถ้าเราฝันอะไร เรามักจะฝันใหญ่เสมอและเราจะไม่ค่อยกลัวเพราะมันมีตัวเลือกเดียวคือต้องทำเลย แต่ปัจจุบันเราจะคิดว่าเป้าหมายของเด็กสมัยนี้ค่อยๆ เล็กลง ขอทำแค่นี้ก่อนเป็นขั้นเป็นตอนไป ด้วยอาจจะเพราะรับรู้ข้อมูลข่าวสารเยอะ จึงมีความกลัวปนๆ อยู่กับความกล้า แต่ยุคของผมในตอนนั้นมันไม่มีข้อมูลข่าวสารเข้ามามาก ดังนั้นกลัวไหมก็กลัว ไม่มีอะไรมาบอกเตือนให้เราระมัดระวังเรื่องอะไรมากมาย แค่ทำออกมาเลย แล้วยิ่งเมื่อก่อนไม่ได้มีหน้าร้านออนไลน์ขายง่ายดายแบบปัจจุบันนี้ ทุกอย่างอยู่บนโลกความเป็นจริง คนจับต้องได้ทันที เรารู้สึกสนุกมาก เราเต็มที่กับมัน ลงแรงกับมันเต็มๆ ไม่กั๊ก”

การย้ายจากร้านที่ตลาดนัดสวนจัตุจักรมาที่สยามเซ็นเตอร์ทำให้ Rotsaniyom เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง อ๊อฟเล่าให้เราฟังว่า

“สิ่งที่ยากคือระบบหลังบ้านที่ต้องรื้อใหม่ ด้วยความที่เราไม่ได้เน้นเรื่องธุรกิจมาก่อน แต่จะเน้นไปที่ศิลปะและการออกแบบมากกว่า เราก็จะทำอะไรตามใจ ทำร้านเสื้อผ้าเราอยากใส่อะไรเราก็ทำสิ่งนั้นออกมาขาย วันไหนขยันก็ทำมากหน่อย วันไหนขี้เกียจก็ค่อยมาทำ ซึ่งเมื่อมีระบบของห้างสรรพสินค้าเราก็ต้องเรียนรู้ระบบหลังบ้านและการคิดทำธุรกิจมากขึ้น แต่เป็นเรื่องที่ดีกว่าการไม่มีนะ เพราะถ้าเราไม่เรียนรู้ในวันนั้นแบรนด์ก็คงไม่โตอย่างทุกวันนี้”

เป็นธรรมดาของการเติบโตที่จะถูกมองว่าบางสิ่งเปลี่ยนแปลงไป เช่นเดียวกับสายตาของคนที่มองมายัง Rotsaniyom

“เรื่องการเปลี่ยนแปลงไปบางครั้งเราก็ไม่รู้ตัวนะว่าเราเปลี่ยนแปลง เพราะเรามองว่าตัวเองธรรมดามากไม่พิเศษไปกว่าใคร แต่คนที่มองเรา เขาจะเห็นว่าเราพิเศษและคาดหวังกับเราเยอะกว่านั้น เขามองว่าเราเป็นแบรนด์ Thai designer เราต้องทำแบบนั้น คุณภาพเราต้องดีแบบนี้ นอกจากนี้ก็คือความใกล้ชิดระหว่างเรากับลูกค้าที่พอมีหน้าร้านในห้าง มันก็เหมือนไม่ใกล้ชิดกันเช่นเดิม เขาก็จะรู้สึกห่างเหินกับเราเหมือนมองคนที่โตกว่า เราไม่ได้อยากให้มันเข้าถึงยาก เราอยากให้ลูกค้าโดยเฉพาะคนที่โตมากับเรา มองเราเป็นเพื่อน เราเองก็ไม่ใช่แบรนด์ที่ยิ่งใหญ่”

Rotsaniyom Rotsaniyom

The Show Must Go Inter

สารภาพว่าเหตุผลทีเราอยากคุยกับ Rotsaniyom คือเรื่องการไปเติบโตในตลาดแฟชั่นต่างประเทศจากแหล่งข่าวใจดีที่แอบมาเล่า เพราะ Rotsaniyom เองแทบไม่บอกสื่อไหนในเรื่องนี้

“เราไปตลาดต่างประเทศด้วยระบบธุรกิจแฟชั่น (Fashion Business) ในรูปแบบ showroom ซึ่งจะมี buyer จากทั่วโลกมาเลือกซื้อสินค้าไปขายตาม multistore ประเทศต่างๆ”

ได้ยินแค่นั้น เราก็เผลอทำหน้าตาสงสัยใส่คำศัพท์คำว่า showroom ซึ่งเรามั่นใจว่ามีนัยความหมายมากกว่าที่เคยรู้จักแน่นอน

“ระบบ showroom อาจจะใหม่สำหรับประเทศไทย แต่จะเป็นที่รู้จักในกลุ่มวัยรุ่นเพราะมีแบรนด์คนรุ่นใหม่แบบเราไปขายในต่างประเทศด้วยระบบนี้ไม่น้อย”

showroom คือพื้นที่พื้นที่หนึ่งที่จัดแสดงและจำหน่ายคอลเลกชันแบรนด์ที่ showroom คัดเลือกมา โดยมีระยะทำการในช่วงเวลาหนึ่งๆ อย่างงานแฟชั่นวีก

“อย่าง Paris Fashion Week ที่ทั้งเมืองจะมีงานเกี่ยวกับแฟชั่นตลอดทั้งสัปดาห์ นอกจากแฟชั่นโชว์ของแบรนด์ดังแล้ว จะมี showroom ลักษณะนี้กระจายตัวอยู่ตามจุดต่างๆ ของเมือง เป็นช่วงเวลาที่ buyer จากทั่วโลกตามหา showroom ที่เขาสนใจ โดยแต่ละ showroom ประกอบด้วยนักออกแบบที่เลือกมาซึ่งจะมีการซื้อขายเกิดขึ้นที่นั่น เป็นระบบขายส่งที่มีระเบียบกว่าทั่วไป  showroom ที่เปิดต้องมีคุณภาพและความน่าเชื่อถือระดับหนึ่ง ซึ่งลูกค้าจะเป็น buyer จาก multistore ตามหัวเมืองใหญ่ๆ โดย showroom เองจะมีระบบตรวจเช็กประวัติและความน่าเชื่อถือของ buyer ด้วย”

ถึงอย่างนั้นการจะตั้งตัวเองเป็น showroom นิรนามไก่กาก็ย่อมทำได้ เพียงแต่หากทำไปเพื่อหวังเพียงชื่อเสียงและการยอมรับ อ๊อฟบอกเราว่าผลที่ได้คงไม่เป็นอย่างที่คาดคิดหรือไม่คุ้มการลงทุน

กระแสตอบรับจากการออก showroom เป็นอย่างไร เราถามเพราะสนใจใคร่รู้พฤติกรรมของแฟชั่นนิสต้าในตลาดต่างประเทศ

Rotsaniyom Rotsaniyom

“ว่ากันตามตรง ตั้งแต่ทำแบรนด์มา บางครั้งเราก็ไม่รู้หรอกว่าลูกค้าชอบอะไรในเรา เราแค่ทำในสิ่งที่เราเป็นออกมาเรื่อยๆ ซึ่งอาจจะเชื่อมโยงกับอะไรบางอย่างในลูกค้าทำให้เขาชอบผลงานของพวกเรา เป็นความรู้สึกที่ดีนะเพราะโดยส่วนตัวเราไม่ได้ทำแบรนด์เพื่อเอาใจใครสักคน”

“เราภูมิใจที่ทุกการเติบโตของแบรนด์จนมาถึงทุกวันนี้เกิดขึ้นจากความสามารถของเราจริงๆ ไม่ว่าจะลูกค้าคนธรรมดา ดารา เซเลบ ห้างร้าน สื่อต่างๆ ทุกคนวิ่งมาหาเราด้วยความชอบในตัวตนของเราจริงๆ ช่วยให้เราค่อยๆ เติบโตขึ้นมา และทุกงานที่เราไปต่างประเทศเกิดขึ้นจากคำเชิญทั้งหมดเลย เราไม่เคยเรียกร้องและพยายามแสดงตัวว่าอยากจะไป แต่เป็นเพราะเขาให้โอกาสและเราก็ให้เกียรติเขา ไม่ปฏิเสธในโอกาสเหล่านั้น”

showroom จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ Rotsaniyom ปรับตัวเป็น Inter Brand ที่มีศักยภาพมากขึ้นทั้งเรื่องการออกแบบและคุณภาพของสินค้า เพราะทุกอย่างในจุดนั้นต้องเป๊ะมาก

“เจ้าของ showroom ที่ชวนเราไปร่วมนั้น จริงๆ เขาเป็นเซเลบในวงการแฟชั่นระดับโลกเหมือนกัน ช่วงแฟชั่นวีกเขาส่งข้อความมาในอินสตาแกรมว่าชอบเสื้อผ้าเรามาก อยากมีโอกาสเจอพวกเรา ซึ่งช่วงนั้นพวกเราอยู่ปารีสพอดี ตัวอ๊อฟดีใจมากแต่กิ๊ฟดีใจมากกว่า เพราะกิ๊ฟรู้ว่าเขาเป็นใคร เป็นที่รู้จักในวงการอย่างไร เราก็รีบไปพบเขาเลย เขาเล่าว่าเขาเห็น buyer คนหนึ่งใส่เสื้อผ้าของเราที่ซื้อจากร้านสาขาสยามเซ็นเตอร์ไปซื้อของที่ showroom และเขารู้สึกชอบมาก ขอพลิกป้ายดูชื่อแบรนด์จนเจออินสตาแกรมของเรา สมัยก่อนเราเคยได้ยินเสมอว่างานหรือเสื้อผ้าสักชิ้นบ่งบอกความเป็นเราได้ ซึ่งวันนี้มันเกิดขึ้นแล้วจริงๆ เสื้อตัวเดียวนำพาเราไปไกลมากนะ เขาเห็นแค่เสื้อตัวนั้นตัวเดียว แทนนามบัตรหรือพรีเซนต์ทั้งหมดที่มี”

อ๊อฟบอกว่าเมื่อก้าวเข้ามาสู่ fashion business แล้ว มันมีรายละเอียดมากมายที่สำคัญพอกัน ถ้าไม่ค้นหาหรือปรับตัวเราก็จะไม่สามารถไปต่อได้

“showroom ทำให้เราต้องทำงานล่วงหน้า สมัยที่ขายที่ประเทศไทยอย่างเดียว ตอนไหนเราขาย AW เราก็ทำ AW ออกมาขาย แต่พอเป็นระบบ showroom เราก็ต้องเตรียมทำ Spring / Summer ของปีหน้าแล้ว บ่อยครั้งก็สร้างความสับสนเล็กๆ ให้กับลูกค้าเพราะเขาจะมาถามกันว่าชิ้นนี้มีขายแล้วหรือยัง”

“เวลาไปต่างประเทศโหดร้ายกว่าตรงที่เรามีโอกาสครั้งเดียวในช่วงออก showroom สั้นๆ นั้น ถ้าคอลเลกชันนี้ทำไม่ดี แป้กปุ๊บ ก็ถือว่าขาดทุน หรือว่าถ้าคอลเลกชันนี้ทำดียอดสั่งซื้อก็จะมากมาย ดูกันที่ยอดขายซึ่งไม่เหมือนกับการขายหน้าร้าน ที่จะปรับแผนรับมือกับยอดขายได้ตลอด แต่การไปกับ showroom เราจะไม่มีเวลาปรับรับมือมันคือการทำให้ดีที่สุด แล้ววัดผลกันเลยว่าเป็นอย่างไร”

Rotsaniyom

Rotsaniyom

Present Perfect Contineo(US)

จากความเชื่อของแบรนด์เรื่องการยอมรับความแตกต่าง สู่การพาตัวแบรนด์ให้ได้รับการยอมรับและอยู่ต่อไปได้เพื่อพิสูจน์ว่าแนวทางความเชื่อนี้เป็นจริงได้เป็นอีกโจทย์ที่สำคัญของ Rotsaniyom

“อีกโจทย์ที่สำคัญสำหรับเราคือเราต้องอยู่รอดให้ได้ เพื่อยืนยันว่าแนวทางที่เรามุ่งมั่นทำมันเป็นจริงได้ ทุกวันนี้ Rotsaniyom เป็นจุดเริ่มต้นเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ที่ฝันอยากมีแบรนด์ของตัวเอง ซึ่งเราเริ่มมาจากเงิน 7,000 บาทซื้อผ้าตัดเสื้อยืดขายงาน Fat ทำมาจนถึงตอนนี้ ไม่เคยเข้าระบบธุรกิจ ไม่เคยกู้ เราพยายามบอกกับกิ๊ฟ บอกกับทีมงานทุกคนว่าเราต้องทำให้ได้เพื่อเป็นตัวอย่าง เพื่อพิสูจน์ว่ามันทำได้ มันไปได้จริง ถ้าวันหนึ่งที่แบรนด์เราตายหายไปจริง คนก็จะบอกว่าสิ่งที่เราทำมันไม่เวิร์ก ต้องทำแบบนี้แบบนั้นสิซึ่งเราจะไม่ยอมให้เป็นแบบนั้น เราเป็นคนที่ถ้าเมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าสิ่งนั้นไม่ดีเราจะทำในสิ่งที่ดีกว่าให้เขาเห็นมากกว่าจะพูดโต้แย้ง เราพยายามปลูกฝังเด็กรุ่นใหม่ให้เป็นแบบนี้”

“อย่างเรื่องเด็กฝึกงาน เราไม่ได้รับเด็กฝึกงานที่เก่งที่สุด เรารับคนที่อยากมาอยู่กับเรา สิ่งที่เราสอนเสมอว่าเวลาเราทำ มันไม่ใช่เรื่องความสวยงามหรืองานฝีมือเพราะความสวยงามเป็นเรื่องพิสูจน์ไม่ได้ สิ่งที่สำคัญคือการสร้างทางเลือกให้สังคม เราอยู่ในฝั่งการออกแบบเราต้องสร้างทางเลือกให้สังคมเสมอ มันอาจจะไม่ใช่ทางเลือกสำหรับคนหมู่มาก แต่มันก็ไม่แน่ว่าวันหนึ่งคนหมู่มากอาจหันมาสนใจก็ได้เหมือนที่เราเป็น”

เช่นเดียวกับการไปสู่ตลาดต่างประเทศที่เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ให้เด็กรุ่นใหม่เห็นว่าการทำอะไรอย่างจริงจังก็พาเราไปถึงจุดนี้ได้

“ที่ผ่านมาเราไม่ได้คิดว่าสิ่งที่ทำนั้นยากหรือยิ่งใหญ่กว่าอะไรนะ เราแค่ทำอย่างตั้งใจ สิ่งหนึ่งที่อ๊อฟกับกิ๊ฟคุยกันเสมอในช่วงเริ่มทำแบรนด์นี้มาด้วยกัน เราจะไม่ยกตัวเราเพื่อไปเล่นในเวทีเขา แต่เราจะทำงานอย่างเต็มที่ให้เขาเห็นเราในที่ของเรา ถ้าเราตั้งเป้าเพื่อให้ใครสักคนมาเห็น หรือใครมายอมรับเราเกี่ยวกับแฟชั่น มันจะเหนื่อยและยากเพราะเป็นการก้าวกระโดดสุดๆ เกินไป ที่ผ่านมาเราทำในส่วนของเราไปเรื่อยๆ ให้คนที่ต้องการเห็นได้เห็นเรา ทำไปเถอะมันมีคนเห็น เหมือนอย่างที่ Vogue Italia เห็นเรา”

Rotsaniyom

“เราเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศครั้งหนึ่งว่า โลกในบางมุมมันเล็กมากจนมีคนเห็นในสิ่งที่เราทำจริงๆ และในบางมุมก็กว้างมากจนเราสามารถหาคนที่ชอบเราเจอ เหมือนอย่างตอนเราอยู่ตลาดนัดจัตุจักรครั้งแรก โลกทั้งใบของเราคือจัตุจักรแต่จริงๆ โลกทั้งใบมันไม่ใช่แค่นี้ พอเราก้าวออกมาจากที่ที่หนึ่งเราจะพบว่าโลกทั้งใบไม่ใช่แค่ที่ๆ เรายืนอยู่ สอนให้เรารู้ว่าชีวิตมีทางออกเสมอ มันไปต่อได้เสมอ เช่นกันกับตอนนี้ถ้าเศรษฐกิจบ้านเมืองเราไม่ได้เราจะมองว่าโลกทั้งใบคือประเทศเรา เรารู้สึกว่าเด็กรุ่นใหม่ต้องรับรู้เรื่องนี้ไว้เยอะๆ เราเคยเป็นเด็กมาก่อน เรารู้ว่าบางครั้งการที่เราให้ความสำคัญกับอะไรก็ตามเราจะคิดว่าสิ่งนั้นคือทั้งหมดของชีวิตที่มี และพอผ่านมาได้เราจะรู้ว่าสิ่งนั้นก็อยู่แค่ช่วงเวลาหนึ่ง”

“เรื่อง showroom ที่ปารีสฟังดูยิ่งใหญ่แต่จริงๆ ไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นหรอก โลกนี้มันกว้างมากจนสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น multistore เหล่านี้เป็น multistore ที่ดีจริงๆ เป็นกำลังใจให้กับเราที่จะพัฒนาคุณภาพและรักษาสิ่งที่เราทำเราเชื่อ และเรื่องคุณภาพเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับพวกเรามาก เพราะยังมีอีกหลาย multistore ดีๆ ทั้งโลกที่เขายังไม่เลือกซื้อของเราไปเพราะโจทย์นี้เหมือนกัน เราก็ต้องปรับไปเรื่อยๆ ถ้าเป็นเมื่อก่อนตอนเด็กที่เราเคยโดยว่าเรื่องคุณภาพเหมือนกัน ตอนนั้นเราตอบแค่ว่าเราไม่สนใจเราขายสไตล์เราไม่ได้ขายคุณภาพ แต่พอมาตอนนี้ จะคิดแบบนั้นไม่ได้แล้ว ความจริงสอนเราว่าไม่ดีกว่าหรอถ้าเสื้อผ้ามาสไตล์และมีคุณภาพไปพร้อมกัน ถ้าตอบโจทย์ง่ายๆ นี้ไม่ได้ก็ไม่ต่อที่ไหนแล้ว เราบอกตัวเองแบบนี้อยู่”

Rotsaniyom

ภาพ: Rotsaniyom

Rules

  1. ตื่นเช้าต้องกินกาแฟ ตกบ่ายก็ยังต้องกินกาแฟอีก
  2. ต้องรู้จักแบ่งเวลาพักเบรกระหว่างงานและครอบครัว
  3. การบ้างานสำหรับเรามันเป็นเรื่องความรับผิดชอบมากกว่า เราได้รับมอบหมายสิ่งไหนมาเราก็เพียงทำให้ดี

rotsaniyom.com
Facebook | therotsaniyom

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ลักษิกา จิรดารากุล

ช่างภาพที่ชอบกินบะหมี่ ถูกชะตากับอาหารสีส้ม และรักกะเพราไก่ใส่แครอท

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load