ในวันที่ละครเรื่อง วิมานทราย ออกอากาศเป็นวันแรกทางช่อง one31 The Cloud ได้รับคำชวนให้มานั่งคุยกับ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา นางเอกของเรื่อง ตอน 5 โมงเย็นที่แกรมมี่

เอสเธอร์เริ่มต้นเข้าวงการบันเทิงจากการถ่ายแบบให้นิตยสารวัยรุ่นตอนอายุ 12 ปี เล่นโฆษณาตอนอายุ 14 ปี แล้วรับบทนางเอกครั้งแรกทางช่องสาม ตอนอายุ 17 ปี ผลงานที่ทำให้เธอเป็นที่รู้จักคือละครเรื่อง สุภาพบุรุษจุฑาเทพ ตอน คุณชายรณพีร์

พอหมดสัญญาเธอก็ตัดสินใจผันตัวมาเป็นนักแสดงอิสระ แล้วก็โด่งดังเป็นพลุแตกจากละครเรื่อง เล่ห์รตี ทางช่อง one31

พีอาร์ประจำช่องเดินมาขอโทษ บอกว่านัดหมายวันนี้จะล่าช้าออกไปหน่อย เพราะยังสัมภาษณ์คิวก่อนหน้าไม่เสร็จ เธอให้สัมภาษณ์สื่อติดกันมาตั้งแต่เช้า หลังจากนี้ก็ยังมีคิวต่อ ผมไม่มีปัญหาอะไร เพราะไม่ได้มีนัดหมายอะไรต่อ

อีกพักใหญ่ ๆ เอสเธอร์ก็เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม แต่แววตาดูเหมือนจะเหลือแบตเตอรี่ขีดสุดท้าย เธอขอใช้พลังงานก้อนนี้ถ่ายรูปให้เสร็จก่อน

เราได้เริ่มคุยกันช่วงหัวค่ำในวันอันหนักหน่วงของเธอ แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ซ่อนความเหนื่อยล้าไว้หลังเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม

เอสเธอร์เป็นคนพูดตรง คิดอย่างไรเธอก็ตอบอย่างนั้น ถ้าอ่านแค่ตัวอักษรอาจรู้สึกว่า ทำไมดุจัง แต่ถ้าได้นั่งคุยอยู่ด้วยกัน จะเห็นว่าเธอเล่าทุกเรื่องอย่างสนุกสนาน ตามประสาสาวขี้เล่น

มาทำความรู้จักเอสเธอร์ในมุมที่คุณอาจจะไม่เคยรู้จักมาก่อนไปพร้อม ๆ กัน

นักเล่นเกม นักปลูกต้นไม้ ความรัก และชีวิตหลังหน้าจอของนางเอก เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา

วันนี้คุณให้สัมภาษณ์มากี่รอบแล้ว

น่าจะเจ็ดนะคะ แล้วก็ยังมีอีกสื่อเป็นสื่อที่แปด

คุณเคยให้สัมภาษณ์สื่อสูงสุดวันละกี่ราย

หนูว่าวันนี้นะคะ

ดาราบางคนชอบคุยกับสื่อ บางคนก็ไม่ชอบเลย คุณอยู่ในกลุ่มไหน

ครึ่ง ๆ ค่ะ บางคนคุยสนุกหนูก็ชอบคุย แต่บางคนก็อาจจะไม่ได้ฟังเราพูด เขาก็จะถามแล้วถามอีก เราก็คิดในใจ เอ้า เพิ่งตอบไป เอ๊ะ พี่ได้ฟังหรือเปล่า (หัวเราะ) ถ้าเป็นแบบนี้ก็คิดว่า เมื่อไหร่จะเสร็จสักที หรือบางคนก็อาจจะยิงคำถามตรงเกินไป เช่น ทำตรงนี้ได้เงินเท่าไหร่ เอ๊ะ ในชีวิตจริงเราก็ไม่ถามเพื่อนว่าได้เงินเดือนเท่าไหร่นะ อย่างน้อยก็ถามว่าได้กี่หลักก็ยังดี เราอาจจะสบายใจที่จะตอบกว่า

คุณให้สัมภาษณ์สื่อมาสิบปี ช่วยรีวิวการสัมภาษณ์ของสื่อให้ฟังหน่อย อะไรคือสิ่งที่เหมือนเดิม และอะไรคือสิ่งที่เปลี่ยนไป

ถามเรื่องแฟนเหมือนเดิมค่ะ กับ พี่เคน (ภูภูมิ พงศ์ภาณุภาค) ก็เกือบจะเจ็ดปีแล้ว ทุกปีก็ต้องถาม ความรักเป็นยังไงบ้าง ๆๆๆๆ (หัวเราะ) สิ่งที่ต่างคือมันจะเป็นสเต็ปค่ะ ช่วงนี้ศึกษากันอยู่ค่ะ ดีค่ะ ลงตัวค่ะ ช่วงนี้มีปัญหานิดนึงค่ะ ก็พยายามปรับแก้อยู่ค่ะ ช่วงนี้ไอจีรูปหายนะคะ เกิดอะไรขึ้นคะ มีแผนจะแต่งงานหรือยังคะ จะมีลููกไหม ก็ครบเจ็ดปีพอดีค่ะ (หัวเราะ)

ถ้าเราไม่คุยกับเอสเธอร์เรื่องงาน แฟน ต้นไม้ คุยเรื่องอะไรถึงจะสนุกที่สุด

เรื่องเล่นเกมค่ะ (หัวเราะเสียงดัง) หนูชอบเล่นเกม หนูติด ROV แล้วหนูก็เพิ่งจะเริ่มเล่น Dota

นักเล่นเกม นักปลูกต้นไม้ ความรัก และชีวิตหลังหน้าจอของนางเอก เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา
นักเล่นเกม นักปลูกต้นไม้ ความรัก และชีวิตหลังหน้าจอของนางเอก เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา

ก๊วนตีป้อมของคุณมีใครบ้าง

มีหลายกลุ่มค่ะ เริ่มจากน้องชายของตัวเอง แฟนตัวเอง ขยับมาอีกก็เป็นแก๊งในหมู่บ้าน ซึ่งเป็นเพื่อนของน้องชาย แล้วก็เพื่อนในเกม

เพื่อนในเกมรู้ไหมว่าเราคือเอสเธอร์

รู้ค่ะ มีช่วงนึงที่ไอดีในเกม หนูตั้งชื่อหนู เขาก็ เอ๊ะ ใช่ไหม เราก็ไม่ได้ฟันธงว่าใช่ไหม เล่นด้วยกันบ่อย ๆ เขาก็รู้แหละว่าเป็นเรา ทุกวันนี้สามทุ่ม หนูจะหยิบโทรศัพท์มาเล่นเกมอยู่บนเตียงนอน ถ้าไม่ได้ทำงานนะคะ

มันสนุกตรงไหน

มันเป็นเกมที่เราช่วยกันเล่น แม้ว่ารูปแบบการเล่นจะเหมือนเดิม แต่ทุุกครั้งมันไม่เหมือนเดิม บางทีเราจะแพ้แล้วแต่ก็พลิกกลับมาชนะได้วินาทีสุดท้าย เวลาเพื่อนผู้ชายเล่น เขาจะพูดกันไม่หยุด พูดอะไรตลก ๆ เราก็ชอบฟัง หนูเล่นมาห้าปีแล้ว ตั้งแต่เปิดตัวใหม่ ๆ ถึงวันนี้ก็ยังเล่นอยู่ พี่เคนที่ติดก่อน เลิกเล่นไปแล้ว จนหนูต้องไปหาเพื่อนเล่นเอง

เก่งไหม

เซียนพอใช้ได้เลย หนูอยู่แรงค์คอนฯ (ลำดับที่ 7 จาก 8) แต่มีแค่ยี่สิบดาว ขี้โม้ไหมคะ (หัวเราะ)

การโตมาในบ้านที่คุณพ่อเป็นคนไทย คุณแม่เป็นคนมาเลเซีย พิเศษกว่าบ้านอื่นยังไงบ้าง

คุณแม่เป็นคนที่ค่อนข้างเปิดกว้าง เรื่องขนบธรรมเนียมมารยาทอาจจะหยวน ๆ กันได้ บ้านอื่นอาจจะไม่กล้าใช้เท้าเหยียบปุ่มพัดลม แต่บ้านหนูใช้เท้าเหยียบได้ไม่เป็นไร ชิลล์ ๆ

คุณเล่นโฆษณาครั้งแรกตอนอายุสิบสี่ จำความรู้สึกตอนแคสต์งานผ่านได้ไหม

จำได้ค่ะ หนูแคสต์เป็นร้อยงานกว่าจะได้ มันมีอยู่สองช่วง ช่วงแรกแคสต์เป็นร้อยงานไม่ได้เลย จนหยุดไปช่วงนึง ไปจัดฟันจนใกล้จะเสร็จแล้ว กลับมาแคสต์อีกทีก็ได้ เป็นโฆษณาโคโลญจน์ ตอนที่เขาบอกว่าได้ เราก็ จริงเหรอ งง ๆ แต่ดีใจมาก ตอนเห็นตัวเองในทีวีก็ตื่นเต้นมาก เราโผล่มาแค่วินาทีเดียว มีผู้หญิงห้าหกคน เราอยู่รั้งท้าย แทบไม่เห็นเลย เมื่อก่อนไม่มียูทูบเราก็ต้องรอดูช่วงโฆษณา ว่าจะมีโฆษณาเรามาไหม พอโฆษณามาเราก็ มาแล้ว ๆ พ่อแม่ก็ตื่นเต้นมาก ลูกฉันเล่นโฆษณา

ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี

คุณเล่นละครตอนตั้งแต่อายุสิบเจ็ด การเริ่มทำงานหนักตั้งแต่ตอนนั้น ส่งผลต่อชีวิตวัยรุ่นไหม

ถ้ามองกลับไปก็ส่งผลนะ อย่างเรื่องการเรียน หนูแทบไม่ได้เรียนเลย หยุดเรียนหลายวัน พอกลับไปก็ตามไม่ทัน ตอนสอบเราก็ว่างเปล่ามาก ไม่รู้เรื่อง เป็นแบบนี้จนถึงเรียนจบเลย ตารางงานก็แน่น มันทำให้เราไม่สนิทกับเพื่อน ไปเรียนก็ไม่รู้จะอยู่กลุ่มไหน ถ้าเป็นชีวิตวัยรุ่น ก็อาจจะไม่ได้มีปัญหามาก บางครั้งที่เพื่อนไปเที่ยวกันเยอะ ๆ เราก็อยากไปบ้าง แต่ไปไม่ได้เพราะติดงาน ชีวิตช่วงนั้นแทบไม่ค่อยได้ใช้ชีวิตค่ะ ชีวิตมันวนลูป ทำงานเสร็จกลับบ้านนอน ตื่นเช้าเอาใหม่ วนแบบนี้หลายปี นาน ๆ ได้ไปดูหนังกับเพื่อนสักที เราก็ดีใจมาก แต่คุณแม่ก็ไปรับไปส่งตลอด

ตอนนี้คุณสนิทกับเพื่อนกลุ่มไหนที่สุด

มีเพื่อนคนเดียวค่ะ เพื่อนที่สนิทมาก ๆ รู้ทุกอย่างมีแค่คนเดียว เป็นเพื่อนตั้งแต่สมัย ม.สาม แล้วก็เป็นคนนี้คนเดียวจนถึงทุุกวันนี้

คุณไม่ค่อยมีเวลาให้เพื่อนเหรอ

หนููก็ไม่รู้เหมือนกัน เรื่องเวลาอาจจะเกี่ยว แล้วก็เป็นคนที่เปิดใจหมดเปลือกยาก ส่วนมากเป็นเพื่อนคุยเล่น เพื่อนที่ทำงาน ไม่ได้ลงลึกเรื่องครอบครัว เป็นแบบนั้นซะเป็นส่วนใหญ่

ไม่มีกลุ่มเพื่อนสนิทที่เป็นดาราด้วยกันเหรอ

ไม่มีค่ะ คนนี้เคยทำงานด้วยกัน คุยเรื่องงานได้ คนนี้ออกไปกินข้าวคุยกันแบบผิวเผินได้ ไม่ได้รู้ชีวิตส่วนตัวลึก ๆ ไม่เคยไปที่บ้านเรา หนูเป็นคนที่ไม่ค่อยเปิดตัว ไม่รู้ทำไม อาจจะเป็นการเลี้ยงดูของคุณแม่ตั้งแต่เด็ก ด้วยความที่คุณแม่ค่อนข้างมีระเบียบวินัย ไปไหนมาไหนกับคุณแม่ตลอด เหมือนมีคุณแม่เป็นเพื่อน มีอะไรก็คุยกับคุณแม่ทุกอย่าง

ความสุขที่สุดที่คุณเคยได้รับจากวงการบันเทิงคืออะไร

เงินก้อนแรกค่ะ (หัวเราะ) ตอนนั้นเรายังเด็กมาก ได้เงินมาตอนนั้นมันก็เยอะนะ เราก็ดีใจจังเลย

ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี

แล้วความเจ็บปวดที่สุดที่วงการบันเทิงเคยมอบให้คุณล่ะ

น่าจะเป็นข่าวนะคะ เป็นข่าวที่ไม่ดี แล้วอยู่ดี ๆ ก็มีคนมาคอมเมนต์ว่าเราหนักมาก เป็นเหตุการณ์หนัก ๆ แค่ครั้งเดียวในชีวิต มันมาจากละครที่เราเล่นค่อนข้างดัง มีกระแสคู่จิ้น แฟนคลับก็เชียร์ให้คบกันจริง แล้วมันท่าไหนก็ไม่รู้ อยู่ดี ๆ ก็เหมือนเราผิด มีคนมาคอนเมนต์ว่าเรา แจกสตรอว์เบอร์รี่ทั้งสวนในคอมเมนต์ใต้รูปเรา ก็แปลกดี

ตอนนั้นรู้สึกยังไง

อย่างแรกเลย รู้สึกว่า อะไรวะ (หัวเราะ) แล้วก็ค่อย ๆ ตกตะกอน ก็รู้สึกเสียใจจังเลย มันไม่จริง ไม่ใช่แบบนั้น บางคนพิมพ์เหมือนรู้ดีจังเลย เหมือนเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นแน่นอน แต่มันไม่เคยมีอะไรแบบนี้เกิดขึ้นเลย เราอยู่ในจุดที่จะไปตอบคอมเมนต์เขาก็ไม่ใช่ ด้วยลักษณะนิสัยเราก็จะเครียด จะร้องไห้อยู่คนเดียว

ร้องหนักแค่ไหน

ร้องไห้จนไม่อยากทำงาน ไม่อยากทำอะไร เป็นอยู่ช่วงใหญ่ ๆ เลย จนขอพักทุกอย่างแล้วหนีไปพักร้อนต่างประเทศ สุดท้ายก็กลับมาหายดีหลั่นล้าเหมือนเดิม (หัวเราะ) ตอนนี้แข็งแกร่งมาก เป็นหญิงเหล็กเลยค่ะ

ในชีวิตนักแสดง จุดเปลี่ยนครั้งไหนที่ถือว่าใหญ่ที่สุด

น่าจะเป็นช่วงที่หนูไม่ต่อสัญญา หนูยังเด็กด้วย ตอนนั้นรู้สึกว่า เราไม่มีสิทธิ์ในการเลือกรับงานเลย ก็คิดว่าจะต่อสัญญาดีไหม ถ้าต่อก็อาจจะไม่มีความสุข ถ้าไม่ต่อแล้วจะมีงานไหม ตอนนั้นคิดถึงขั้นว่า ถ้าไม่ต่อแล้วไม่มีใครจ้างเรา ไม่ได้เล่นละครต่อ ก็เรียนให้จบแล้วไปทำอย่างอื่น ก็ตัดสินใจไม่ต่อสัญญา มันจะเป็นยังไงก็ให้เป็น แล้วก็กลายมาเป็นเส้นทางในอาชีพนักแสดงแบบทุกวันนี้

เวลาดูละครที่ตัวเองเล่น คุณตั้งใจดูอะไรที่สุด

ดูการแสดง ว่าเล่นเป็นยังไง โดยรวมเป็นยังไง ดูแล้วก็มักจะรู้สึกว่า ถ้าวันนั้นเราทุ่มสุดตัวมากกว่านี้นะ มันจะดีกว่านี้แน่เลย (หัวเราะ) แต่ก็คิดย้อนกลับไปว่า วันนั้นเราไม่ไหวจริง ๆ มันไม่ได้แล้ว ก็จะตีกันไปตีกันมาแบบนี้

ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี
ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี

ถ้าพูดถึงบรรยากาศในกองถ่ายเรื่อง วิมานทราย คุณชอบอะไรที่สุด

ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่เนื้อหาเครียดมาก แต่บรรยากาศการทำงานของทุกคนมีความสุขมาก มีความสุขทุกครั้งที่ไปกอง ภาพที่นึกถึงคือ ผู้กำกับ (เมธี เจริญพงศ์) ชอบแซวนักแสดง แซวทีมพร็อพ แซวทีมพี่ ๆ เสื้อผ้า ผู้กำกับเป็นคนอารมณ์ดีมาก

เอสเธอร์ตัวจริงในสายตาเพื่อน ต่างจากเอสเธอร์ที่เป็นดารายังไง

คนมักจะมองว่าเราเป็นคนน่ารัก สดใส เรียบร้อย สวย ๆ แต่ชีวิตจริงไม่ได้สวยแบบนั้น แต่งตัวก็ไม่ค่อยเป็น ไม่มีเทสต์ เพื่อนต้องคอยแก้เรื่องการแต่งตัวให้ เพื่อนชอบบอกว่า หนูแต่งตัวไม่วัยรุ่น วันเกิดหนูเพื่อนต้องซื้อเสื้อผ้ามาให้ ตัวจริงหนูกระโดกกระเดก รั่ว ๆ เกรียน ๆ ค่ะ

ถ้าอยากจะเจอเอสเธอร์ตัวจริง ต้องไปเดินแถวไหนถึงจะมีโอกาสเจอคุณมากที่สุด

ร้านกาแฟ (K+E Café) แล้วก็ร้านอาหาร Supree by K+E Cafe ที่คลองหนึ่งกับคลองสี่ (หัวเราะ) วนอยู่แค่นี้ ช่วงนี้ไปร้านอาหารบ่อยกว่าร้านกาแฟ เพราะไปกินข้าวที่ร้านตัวเอง ความสุขคือ เราได้กินในสิ่งที่เราชอบ รสชาติที่เราชอบ เมนูที่เราชอบ ทุกอย่างที่เป็นความชอบของเราอยู่ในร้านตัวเองหมดเลย จานโปรดของหนูคือ ผัดหมี่ค่ะ เป็นเมนููที่ทำกินกันในบ้านตั้งแต่ยังเด็ก วันนี้ได้มาแชร์ให้ลูกค้าชิมด้วย

ถ้าเราไถหน้าฟีดในไอจีของคุณ จะเจอรูปอะไรเยอะสุด

น้องหมา ต้นไม้ แล้วก็พวกสถานที่สวย ๆ อินทีเรียสวย ๆ รูปแฟนก็ขึ้นด้วย เพราะชอบส่องแฟนค่ะ (หัวเราะ)

คุณดูอะไรในไอจีแฟน

ดูว่าทำอะไรที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร (หัวเราะ) แล้วก็ดูรูปที่คนแท็กมา หนูดูช่องนั้นประจำ ดูเยอะกว่ารูปที่ลงอีก (หัวเราะ)

ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี

ชีวิตคุณเสียน้ำตาให้กับอะไรบ่อยสุด

แฟนค่ะ กับครอบครัว หนูเป็นคนที่น้ำตามาเร็ว ถ้าหงุดหงิดเรื่องอะไร น้ำตาจะไหลเลย บางทีหนูก็ไม่ได้อยากร้องไห้นะ แต่มันมาเอง แค่คุยกันไม่เข้าใจนิดหน่อย ความอึดอัดข้างในก็จะทำให้น้ำตาไหล

น้ำตามาบ่อยไหม

ช่วงที่มีเรื่องเครียดหนัก ๆ ก็มาถี่หน่อย มาทุกวัน ช่วงไหนแฮปปี้ก็ไม่มาเลย

ชอบต้นไม้พันธุ์ไหนที่สุดในเนอสเซอรี่ของคุณ

อัลโบ้ค่ะ (Monstera borsigiana Albo Variegata) มันเลี้ยงง่าย สวย ขึ้นไว ทำได้ไว แข็งแรง แล้วเราก็ขายได้เงินไวค่ะ (หัวเราะ)

ถ้ามองไปอนาคตอีกสักห้าปี คุณเห็นภาพเรื่องงานหรือครอบครัวชัดกว่ากัน

น่าจะเป็นเรื่องงานชัดกว่า อาจจะเพราะเราโฟกัสเรื่องงานด้วย เรื่องแต่งงานคือเรื่องรอง ไม่ค่อยเห็นภาพสักเท่าไหร่

อีกห้าปี คุณเห็นตัวเองทำอะไรอยู่

อยู่ในสวน ปลูกต้นไม้ หิ้วของ รดน้ำ แล้วก็เดินวนไปวนมา

ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี

คุณให้สัมภาษณ์เรื่องลูกอยู่บ่อย ๆ คุณคิดจะตั้งชื่อลูกเป็นภาษาฮิบรูเหมือนชื่อคุณไหม

คิดชื่อแล้วค่ะ แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นภาษาอะไร เป็นชื่อในพระคัมภีร์ ถ้าเป็นผู้หญิงจะให้ชื่อว่า เคสิยาห์ (Keziah) หนูรู้สึกว่าเขียนแล้วสวย ลายเซ็นลูกต้องสวยแน่ ๆ หนูมีปมเรื่องลายเซ็น เพราะเป็นตัว E S T H มันคิดลายเซ็นให้สวยยากมาก น้อง ๆ อีกสองคน ชื่อเขาเขียนออกมาสวยมาก ทำไมชื่อเราไม่ขึ้นด้วยตัว K หรือ C จะได้ตวัดแล้วสวย ๆ หน่อย คิดเล่น ๆ นะคะ (หัวเราะ)

ถ้าให้โทรคุยกับตัวเองได้หนึ่งนาที คุณอยากคุณกับเอสเธอร์ในวัยสิบเจ็ด หรือ สามสิบเจ็ด

สามสิบเจ็ดค่ะ จะถามว่า ทำอะไรอยู่ ชีวิตน่าจะดีมากเลยใช่ไหม ตอนนั้นน่าจะแต่งงานแล้ว แต่งงานแล้วดีไหม ครอบครัวเป็นไงบ้าง โอเคอยู่ใช่ไหม ก็คงประมาณนี้ค่ะ

ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เช้านี้โลกกำลังเคลื่อนที่เข้าสู่กลุ่มเมฆ

ผมหมายถึง อีกไม่กี่นาทีข้างหน้า Earth กำลังจะมาเยือน The Cloud

Earth ที่ว่าคือ เอิ๊ต ภัทรวี ศรีสันติสุข นักร้องผู้เริ่มต้นจากการร้องเพลงคัฟเวอร์ลงยูทูบเมื่อปี 2552 โด่งดังระดับล้านวิวจากการคัฟเวอร์เพลง แสงสุดท้าย เมื่อปี 2555 เซ็นสัญญาเป็นนักร้อง ออกผลงานกับค่าย White Music เมื่อปี 2557 และออกซิงเกิลใหม่ มีไว้แค่เป็นของเธอเท่านั้น กับค่ายมิวซิกมูฟ เรคคอร์ดส เมื่อเดือนที่แล้ว

เอิ๊ต ภัทรวี ศรีสันติสุข

ในโลกยุคที่เราแนะนำตัวกันด้วยตัวเลข เอิ๊ตคือเจ้าของแชนแนล EarthPatravee ในยูทูบซึ่งมีคนติดตามอยู่ 3 แสนกว่าคน เพลง แสงสุดท้าย ที่เธอคัฟเวอร์มีผู้ชม 5 ล้านวิว เพลง อยู่ต่อเลยได้ไหม ที่คัฟเวอร์เช่นกันมียอด 8 ล้านวิว ส่วนเพลง Sky&Sea ของเธอเองมียอด 72 ล้านวิว

ถ้าปิดตัวเลข เอิ๊ตคือนักร้องที่คุณจะหลงรักได้ไม่ยาก เพราะเธอมีเสียงร้องที่หวานละมุน ฝีไม้ลายมือทางดนตรีก็มีดีพอตัว ดังนั้นไม่ว่าเอิ๊ตจะเอาเพลงของใครมาคัฟเวอร์ เธอก็เรียบเรียงจนกลายเป็นเพลงของเธอ

จากเด็กมัธยมปลายที่อัดคลิปลงยูทูบเล่นในวันนั้น กลายมาเป็นนักร้องอาชีพที่ทำเพลงเองในวันนี้ โลกหมุนรอบตัวเองไปแล้ว 8 รอบ

ผมไม่ทันดูว่าเอิ๊ตหมุนตัวกี่รอบ แต่เธอเปิดประตูห้อง The Cloud เข้ามาแล้ว

หญิงสาวผู้ซึ่งกลับมาจากการร่ำเรียนด้านดนตรีที่ออสเตรเลียหยิบกีตาร์ออกจากกระเป๋า แล้วแนะนำตัวเองผ่าน 5 เพลงของเธอ

คุณตาพาเอิ๊ตเข้าสู่วงการดนตรี

ผมสรุปเองแบบนั้น เมื่อรู้ว่าเอิ๊ตในวัย 6 – 7 ขวบ เห็นคุณตามาเล่นไวโอลินที่บ้าน เลยรบเร้าอยากเล่นบ้าง คุณแม่จึงส่งเธอไปเรียนไวโอลิน แล้วก็เรียนดนตรีต่อมาเรื่อยๆ ทั้งคลาสสิกและป๊อป เอิ๊ตเข้าสู่วงการดนตรีจริงๆ เมื่อโอ๋ ดูบาดู (เจษฎา สุขทรามร) พบเธอที่โรงเรียนสอนร้องเพลง เลยชวนไปออดิชันเพื่อเป็นคอรัสให้อัลบั้ม Let’s talk about love ของเพชร โอสถานุเคราะห์ ในปี 2550 และเธอได้รับคัดเลือก

“ช่วง ม.5 – 6 เอิ๊ตทำงานเยอะมาก เป็นคอรัสแบบฟูลไทม์ มีเงินเดือน เรียนเสร็จ 6 โมง เดินทาง กินข้าว ซ้อมตอนตี 2 – ตี 4 กลับบ้านนอน แล้ว 6 โมงเช้าก็ตื่นไปเรียน ต้องแวะซื้อกาแฟก่อนเข้าโรงเรียนทุกวัน เป็นช่วงที่สนุกมาก และได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก” เอิ๊ตเล่าถึงชีวิตสมัยเรียนมัธยมที่รุ่งอรุณ โรงเรียนทางเลือกซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการสอนให้เด็กเติบโตมากับความเข้าใจในธรรมชาติ

เอิ๊ตเล่าว่า ตอน ม.5 โรงเรียนพาไปใช้ชีวิตกับชาวปกาเกอะญอบนดอย แล้วให้เขียนหนังสือหรือทำสารคดีเล่าเรื่องว่าเด็กๆ ได้เรียนรู้อะไรจากคนชนเผ่าที่อยู่ได้ด้วยการพึ่งตนเอง

“การได้ออกภาคสนามหลายๆ ครั้งส่งผลกับชีวิตนะ ถ้าเอิ๊ตไม่ได้เห็นสิ่งนี้คงคิดว่าโลกคือการทำงานแลกเงิน หาแพสชันของตัวเองให้เจอ ทำฝันให้เป็นจริง มีแค่นั้น การได้ไปเห็นอะไรแบบนี้บอกเราว่า อะไรคือทรัพยากรที่ทำให้มนุษย์คนนึงมีชีวิตอยู่ได้ มันทำให้เราไม่ได้ชื่นชมคนที่วัตถุนอกกาย แต่เราให้ค่ากับสิ่งที่อยู่ในตัวคนนั้นจริงๆ ความคิดแบบนี้ยังอยู่กับเอิ๊ตนะ เวลาเครียดๆ ว่าเราทำเพลงไม่ดีเท่าคนอื่น เราจะทำการตลาดยังไง สมองก็จะดึงให้เรากลับมาบอกตัวเองว่า ความสุขพื้นฐานในการใช้ชีวิตของมนุษย์มันคืออะไรกันแน่”

การทำวิดีโอสารคดีชิ้นแล้วชิ้นเล่าส่งครูในวิชาสังคมศึกษาทำให้เอิ๊ตพบว่าตัวเองชอบทำงานด้านนี้ เธอจึงเลือกเรียนด้านภาพยนตร์ในคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ และการบ้านสมัยมัธยมชิ้นหนึ่งที่เธอต้องทำรายงานเรื่องยูทูบ ทำให้เอิ๊ตได้ลองร้องเพลงอัดคลิปลงยูทูบเป็นครั้งแรก

เอิ๊ต ภัทรวี ศรีสันติสุข เอิ๊ต ภัทรวี ศรีสันติสุข

“ตอนทำคลิปช่วงแรก เอิ๊ตไม่ได้คิดอะไรมากเลย อยากฝึกร้องเพลงก็หยิบเพลงของศิลปินที่ชอบมาร้อง อยากสื่อสารเพลงออกมาในแบบที่เรารู้สึกกับเพลงนั้น” เอิ๊ตเล่าถึงวิธีคิดในการคัฟเวอร์เพลงของเธอยุคแรก ส่วนวิดีโอก็ตั้งใจทำให้เรียบง่าย ไม่เซ็ตอัพ ทำให้คนดูรู้สึกสนิทกับเอิ๊ต

วิดีโอช่วงถัดมาของเอิ๊ตเริ่มมีลูกเล่นมากขึ้น โดยเฉพาะการอัดเสียงกลางแจ้งตามโลเคชันต่างๆ

“การร้องสดให้ความรู้สึกอะไรบางอย่างมากกว่าการอัดเสียงในห้องอัดแล้วทำเอ็มวี เพลงอาจไม่เพอร์เฟกต์เต็มร้อย แต่มีเสน่ห์ที่หาไม่ได้ด้วยการอัดเพลงปกติ ตอนนั้นเรียนฟิล์มด้วย เราเจอโลเคชันที่ชอบก็เก็บไว้ในใจเรื่อยๆ เพลงเอิ๊ตเลยมีเสียงแทรกเป็นเสียงนกบ้าง เสียงหมาบ้าง แต่ไม่เป็นไร” เอิ๊ตหัวเราะแทรก ไม่นานมานี้เธอก็เพิ่งอัดเพลง Lay me down ในห้องนอน โดยมีเสียงสายฝนจางๆ และฟ้าร้องเบาๆ ประกอบ เป็นเสน่ห์ที่หาไม่ได้จากห้องอัดอย่างที่เธอว่าจริงๆ

เสน่ห์อีกอย่างในเพลงคัฟเวอร์ของเอิ๊ตก็คือ ไม่ว่าเพลงต้นฉบับจะเป็นของใคร เอิ๊ตก็เอามาเรียบเรียงใหม่จนเหมือนเป็นเพลงของเธอเอง

“ไม่ได้คิดขนาดนั้นนะ” เอิ๊ตหัวเราะ “ทำมาแล้วมันหนีไม่ได้ ก็เราชอบคอร์ดแบบนี้ ชอบร้องแบบนี้”

เอิ๊ตเปิดประเด็นเรื่องการคัฟเวอร์ต่อ “ที่แน่ๆ เพลงคัฟเวอร์ที่ประสบความสำเร็จ 80 เปอร์เซ็นต์มาจากเพลงต้นฉบับที่ดี เราไปยืมชื่อเสียงคนอื่นมาทำ เราบอกว่าความสำเร็จมาจากเราไม่ได้เลย เราต้องขอบคุณคนทำเพลงต้นฉบับ พอได้มาทำเพลงเอง เราเห็นคุณค่าของทุกเพลงมากขึ้น เพราะการแต่งเพลงมันยากนะ ทั้งการเขียนเนื้อให้คนเข้าใจ ให้คนร้องตามแล้วสนุก”

เอิ๊ต ภัทรวี ศรีสันติสุข

เอิ๊ตมองว่าการทำเพลงคัฟเวอร์เหมือนดาบสองคม

“การคัฟเวอร์ได้ฝึกเยอะมาก ได้ฝึกเรียบเรียงเพลง เปลี่ยนคอร์ด เปลี่ยนจังหวะ ได้ฝึกทั้งการแสดงและการคิด เวลาที่เราร้องแล้วมีคนชอบ เรารู้สึกดีทุกครั้งนะ” เอิ๊ตเว้นจังหวะ “แต่ถ้าเราคัฟเวอร์จนคนจดจำว่าเราเป็นนักร้องคัฟเวอร์ อยากฟังเราร้องคัฟเวอร์มากกว่าเพลงที่เราแต่งมันก็อันตราย เพราะมันจะขัดแย้งกับสิ่งที่เรากำลังทำ คือการเป็นนักร้องอาชีพ”

เอิ๊ต ภัทรวี ศรีสันติสุข

เส้นทางในวงการดนตรีของเอิ๊ตดูเหมือนจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ

ทำเพลงแบบสมัครเล่นจนโด่งดัง ได้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินอาชีพ มีเพลงฮิตของตัวเอง ที่มียอดวิวสูงถึง 72 ล้านวิว ได้ทัวร์คอนเสิร์ต และได้เล่นดนตรีอย่างที่รัก

แต่เอิ๊ตรู้สึกว่าตัวเองกำลังเดินมาถึงจุดที่หนทางโรยด้วยหนามกุหลาบ

“พอปล่อยเพลงมาสองเพลง มีกระแสตอบรับที่ดีมาก เรามาถึงจุดที่ต้องภูมิใจมากสิ แต่ทำไมเราไม่มีความสุขเท่าที่ควร ไม่ภูมิใจเท่าที่ควร เราสับสนว่าเราเดินมาถูกทางแล้วเหรอ เวลากลับจากโชว์เราคิดมาก เราไม่่รู้จักตัวเองดีพอ ไม่รู้ว่าจะเล่นแนวไหน ที่แย่ที่สุดคือ ไปเล่นในสถานที่แบบในผับหรือในร้านอาหารที่เราเอาคนดูไม่อยู่ มันเป็นสังคมอีกแบบหนึ่งที่เราไม่รู้จะทำตัวยังไง เราเดินทางมาถึงจุดที่เรางงมากว่าจะไปไหนต่อ ถ้าดนตรีไม่ใช่ เราก็ทำอย่างอื่นไม่เป็นแล้วด้วย เราก็เลยตัดสินใจหนีดีกว่า”

ตอนไปทัวร์ร่วมกับวง เอิ๊ตไม่อยากเล่นเพลงอื่นๆ ในเวอร์ชันของศิลปินต้นฉบับก็เลยเรียบเรียงขึ้นมาใหม่ แต่ปัญหาคือ พอคุยกับวง นักดนตรีมากประสบการณ์เหล่านั้น ถึงจะคุยกันด้วยภาษาที่เอิ๊ตไม่เข้าใจ แต่พวกเขาช่วยสอนเอิ๊ตให้รู้จักการเรียบเรียงดนตรี นิสัยอย่างหนึ่งของเอิ๊ตก็คือ ถ้าชอบอะไรแล้วจะไปให้สุดทาง หญิงสาวในวัยเบญเพสเลยตัดสินใจออกเดินทางไปทำความรู้จักโลกกว้าง ด้วยการเรียนต่อด้านดนตรีที่เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย

เอิ๊ต ภัทรวี ศรีสันติสุข พื้นที่เล็กๆ ของเอิ๊ต ภัทรวี

“ตอนแรกคิดว่า ทุกคนต้องใช้ชีวิตเหมือนในเรื่อง Glee เป็นชีวิตแบบ musical” เอิ๊ตหัวเราะเมื่อย้อนเล่าถึงจินตนาการของตัวเอง “เอาเข้าจริงๆ มันก็คือการเรียนปกตินั่นแหละ มีทั้งวิชาที่ชอบและวิชาที่ไม่ชอบ แต่การไปครั้งนี้ทำให้เอิ๊ตเปลี่ยนไปเลย ได้เห็นการใช้ชีวิตของคนที่ทำงาน เลิกงานก็ไปใช้ชีวิต ไปเที่ยว มันทำให้เราผ่อนคลาย ปลดล็อกเลย แล้วก็ได้พลังจากคนต่างชาติที่มาเรียนดนตรีด้วยกัน ได้เห็นคนที่กำลังอยู่กับสิ่งที่ตัวเองชอบ พวกเขาเดินทางมาจากประเทศต่างๆ เพื่อเรียนดนตรี มาเพื่อทำให้เส้นทางสายดนตรีของเขาสำเร็จ โลกมันกว้างใหญ่กว่าที่เราเคยเห็นมาก จากที่เคยคิดว่า เราเดินมาถึงทางตันแล้ว มันไม่ใช่ เอิ๊ตก็ไม่รู้จะเรียกสิ่งนี้ว่าอะไร แต่มันทำให้เราพร้อมที่จะกลับมาทำงานของเรา ทำโดยไม่ต้องสนคนอื่น ไม่ต้องสนกระแส เดินตามทางของเรา พัฒนาแบบของเรา” เอิ๊ตตอบด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น

เอิ๊ตปล่อย 2 เพลงใหม่ ภายใต้สังกัดใหม่ ในระหว่างอยู่ที่ออสเตรเลีย ตอนนี้เธอเรียนจบกลับมาอยู่เมืองไทยแล้ว และเพิ่งปล่อยเพลงล่าสุดไป

“เพลงของเอิ๊ตเป็นเหมือนการจดไดอารี่ที่มองโลกในแง่บวก ไม่ว่าจะเขียนเพลงแนวไหน จะเศร้าแค่ไหน ชีิวิตก็ไปต่อได้ อย่างเพลงใหม่ มีไว้แค่เพียงของเธอเท่านั้น เป็นเพลงอกหักนะ แต่ก็มีความสุข เอิ๊ตไม่ได้มองโลกแบบเป็นขาวเป็นดำ มันไม่มีอะไรที่สุดขั้ว” เอิ๊ตปิดท้ายประโยคด้วยรอยยิ้ม

เอิ๊ต ภัทรวี ศรีสันติสุข

ถ้าใครติดตามแชนแนลของเอิ๊ตจะเห็นว่า ช่วงก่อนไปออสเตรเลีย เธอทำวิดีโอคัฟเวอร์บ่อยมาก แต่อยู่ดีๆ ก็หายไปเลยร่วมปี เพิ่งจะกลับมาทำวิดีโอคัฟเวอร์อีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้เอง

“มีช่วงหนึ่งที่เอิ๊ตเริ่มมองการทำคลิปเป็นงาน จริงจังเลย ต้องหาอะไรมาลงเรื่อยๆ มันก็จะแข็งๆ นิดนึงนะ เราไม่ได้ทำเพราะอยากทำเหมือนเมื่อก่อน คิดแค่ช่วงนี้เพลงอะไรดัง คลิปที่แล้วเราเล่นมุมกล้องนี้ไปแล้ว คราวนี้ต้องลองกรีนสกรีน ต้องลองแบบอื่น มันก็ช่วยเรื่องการฝึกครีเอทีฟดีนะ แต่ความรู้สึกในการทำมันไม่ใช่แพสชันเหมือนตอนแรกอีกแล้ว ทำไปแล้วก็คิดว่าคลิปนี้จะได้กี่วิว นั่งรีเฟรชดูยอด ไม่ใช่ว่ามันไม่ดีนะ แต่ความรู้สึกมันไม่เหมือนเดิมแล้ว”

เอิ๊ตเล่าต่อว่า มีช่วงหนึ่งที่เธอพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองตามที่คนคอมเมนต์ มีคนบอกว่าเวลาที่ร้องเพลงเอิ๊ตชอบทำหน้าบูดเบี้ยว เธอก็พยายามเปลี่ยน

“บางครั้งพออ่านคอมเมนต์เยอะๆ แล้วร้องไห้เลย ก็เราไม่ใช่คนสวย เราเลยพยายามยิ้มทุกครั้งที่ร้องเพลง จนเราไม่คิดถึงเรื่องเพลงแล้ว สนใจแต่คลิปนี้เราหน้าตาดีไหม จนวันนึงก็รู้สึกว่า ช่างมัน มาสนใจดนตรีดีกว่า เราไปห้ามตรงนั้นไม่ได้จริงๆ ถ้ายิ้มตลอดเพลงเศร้ามันก็ไม่เศร้า หรือถ้าเก๊กหน้าตลอด มันก็จะร้องบางโน้ตไม่ถึง

หากแวะเวียนไปเยี่ยมแชนแนลของเธอ จะพบว่า เพลงใหม่ๆ ที่เธอคัฟเวอร์มีชั้นเชิงทางดนตรีและการร้องที่เหนือชั้นกว่าเพลงยุคแรกๆ เยอะมาก แต่ยอดวิวกลับสวนทางอย่างน่าตกใจ

“เอิ๊ตไม่ได้อัพคลิปมาปีกว่า เพิ่งกลับมาทำ ยอดวิวไม่ได้เยอะเลย อาจเพราะโปรดักชันวิดีโอแย่ หรือไม่ก็เลือกเพลงที่ไม่ดัง เพราะเราไม่ได้สนใจยอดแล้ว มันกลับไปเหมือนตอนอัดคลิปใหม่ๆ เราแค่ทำในสิ่งที่เราอยากทำ ได้กลับไปอยู่ในจุดนั้นอีกครั้ง เมื่อก่อนแชนแนลยูทูบคือทุกอย่างของเอิ๊ต ทุกอย่างต้องดี ต้องเป๊ะ ทั้งภาพ ทั้งเสียง แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว มันกลับมาเป็นพื้นที่เล็กๆ ของเราอีกครั้ง”

ความหมายของพื้นที่เล็กๆ แห่งนี้ที่มีต่อเอิ๊ตก็คือ

ในการทำงาน ถึงแม้ว่าเราจะเป็นตัวเอง แต่เราก็มีหลายมุม มีสิ่งที่เราอยากทดลองเล็กๆ น้อยๆ อยู่ตลอด เราอยากมีพื้นที่เล็กๆ ที่เราไม่ต้องสนใจอะไรมากไปกว่า เราได้ร้องเพลงที่เรารู้สึกกับมันจริงๆ” เอิ๊ตทิ้งท้าย

โชคดีที่วงโคจรของโลกใบนี้เป็นวงรี หลังจากการเดินทางอันยาวไกล โลกใบนี้จึงได้โคจรกลับมาที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง

เอิ๊ต ภัทรวี ศรีสันติสุข

Youtube | EarthPatravee
Facebook | Earthpatravee

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load