ในวันที่ละครเรื่อง วิมานทราย ออกอากาศเป็นวันแรกทางช่อง one31 The Cloud ได้รับคำชวนให้มานั่งคุยกับ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา นางเอกของเรื่อง ตอน 5 โมงเย็นที่แกรมมี่

เอสเธอร์เริ่มต้นเข้าวงการบันเทิงจากการถ่ายแบบให้นิตยสารวัยรุ่นตอนอายุ 12 ปี เล่นโฆษณาตอนอายุ 14 ปี แล้วรับบทนางเอกครั้งแรกทางช่องสาม ตอนอายุ 17 ปี ผลงานที่ทำให้เธอเป็นที่รู้จักคือละครเรื่อง สุภาพบุรุษจุฑาเทพ ตอน คุณชายรณพีร์

พอหมดสัญญาเธอก็ตัดสินใจผันตัวมาเป็นนักแสดงอิสระ แล้วก็โด่งดังเป็นพลุแตกจากละครเรื่อง เล่ห์รตี ทางช่อง one31

พีอาร์ประจำช่องเดินมาขอโทษ บอกว่านัดหมายวันนี้จะล่าช้าออกไปหน่อย เพราะยังสัมภาษณ์คิวก่อนหน้าไม่เสร็จ เธอให้สัมภาษณ์สื่อติดกันมาตั้งแต่เช้า หลังจากนี้ก็ยังมีคิวต่อ ผมไม่มีปัญหาอะไร เพราะไม่ได้มีนัดหมายอะไรต่อ

อีกพักใหญ่ ๆ เอสเธอร์ก็เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม แต่แววตาดูเหมือนจะเหลือแบตเตอรี่ขีดสุดท้าย เธอขอใช้พลังงานก้อนนี้ถ่ายรูปให้เสร็จก่อน

เราได้เริ่มคุยกันช่วงหัวค่ำในวันอันหนักหน่วงของเธอ แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ซ่อนความเหนื่อยล้าไว้หลังเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม

เอสเธอร์เป็นคนพูดตรง คิดอย่างไรเธอก็ตอบอย่างนั้น ถ้าอ่านแค่ตัวอักษรอาจรู้สึกว่า ทำไมดุจัง แต่ถ้าได้นั่งคุยอยู่ด้วยกัน จะเห็นว่าเธอเล่าทุกเรื่องอย่างสนุกสนาน ตามประสาสาวขี้เล่น

มาทำความรู้จักเอสเธอร์ในมุมที่คุณอาจจะไม่เคยรู้จักมาก่อนไปพร้อม ๆ กัน

นักเล่นเกม นักปลูกต้นไม้ ความรัก และชีวิตหลังหน้าจอของนางเอก เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา

วันนี้คุณให้สัมภาษณ์มากี่รอบแล้ว

น่าจะเจ็ดนะคะ แล้วก็ยังมีอีกสื่อเป็นสื่อที่แปด

คุณเคยให้สัมภาษณ์สื่อสูงสุดวันละกี่ราย

หนูว่าวันนี้นะคะ

ดาราบางคนชอบคุยกับสื่อ บางคนก็ไม่ชอบเลย คุณอยู่ในกลุ่มไหน

ครึ่ง ๆ ค่ะ บางคนคุยสนุกหนูก็ชอบคุย แต่บางคนก็อาจจะไม่ได้ฟังเราพูด เขาก็จะถามแล้วถามอีก เราก็คิดในใจ เอ้า เพิ่งตอบไป เอ๊ะ พี่ได้ฟังหรือเปล่า (หัวเราะ) ถ้าเป็นแบบนี้ก็คิดว่า เมื่อไหร่จะเสร็จสักที หรือบางคนก็อาจจะยิงคำถามตรงเกินไป เช่น ทำตรงนี้ได้เงินเท่าไหร่ เอ๊ะ ในชีวิตจริงเราก็ไม่ถามเพื่อนว่าได้เงินเดือนเท่าไหร่นะ อย่างน้อยก็ถามว่าได้กี่หลักก็ยังดี เราอาจจะสบายใจที่จะตอบกว่า

คุณให้สัมภาษณ์สื่อมาสิบปี ช่วยรีวิวการสัมภาษณ์ของสื่อให้ฟังหน่อย อะไรคือสิ่งที่เหมือนเดิม และอะไรคือสิ่งที่เปลี่ยนไป

ถามเรื่องแฟนเหมือนเดิมค่ะ กับ พี่เคน (ภูภูมิ พงศ์ภาณุภาค) ก็เกือบจะเจ็ดปีแล้ว ทุกปีก็ต้องถาม ความรักเป็นยังไงบ้าง ๆๆๆๆ (หัวเราะ) สิ่งที่ต่างคือมันจะเป็นสเต็ปค่ะ ช่วงนี้ศึกษากันอยู่ค่ะ ดีค่ะ ลงตัวค่ะ ช่วงนี้มีปัญหานิดนึงค่ะ ก็พยายามปรับแก้อยู่ค่ะ ช่วงนี้ไอจีรูปหายนะคะ เกิดอะไรขึ้นคะ มีแผนจะแต่งงานหรือยังคะ จะมีลููกไหม ก็ครบเจ็ดปีพอดีค่ะ (หัวเราะ)

ถ้าเราไม่คุยกับเอสเธอร์เรื่องงาน แฟน ต้นไม้ คุยเรื่องอะไรถึงจะสนุกที่สุด

เรื่องเล่นเกมค่ะ (หัวเราะเสียงดัง) หนูชอบเล่นเกม หนูติด ROV แล้วหนูก็เพิ่งจะเริ่มเล่น Dota

นักเล่นเกม นักปลูกต้นไม้ ความรัก และชีวิตหลังหน้าจอของนางเอก เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา
นักเล่นเกม นักปลูกต้นไม้ ความรัก และชีวิตหลังหน้าจอของนางเอก เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา

ก๊วนตีป้อมของคุณมีใครบ้าง

มีหลายกลุ่มค่ะ เริ่มจากน้องชายของตัวเอง แฟนตัวเอง ขยับมาอีกก็เป็นแก๊งในหมู่บ้าน ซึ่งเป็นเพื่อนของน้องชาย แล้วก็เพื่อนในเกม

เพื่อนในเกมรู้ไหมว่าเราคือเอสเธอร์

รู้ค่ะ มีช่วงนึงที่ไอดีในเกม หนูตั้งชื่อหนู เขาก็ เอ๊ะ ใช่ไหม เราก็ไม่ได้ฟันธงว่าใช่ไหม เล่นด้วยกันบ่อย ๆ เขาก็รู้แหละว่าเป็นเรา ทุกวันนี้สามทุ่ม หนูจะหยิบโทรศัพท์มาเล่นเกมอยู่บนเตียงนอน ถ้าไม่ได้ทำงานนะคะ

มันสนุกตรงไหน

มันเป็นเกมที่เราช่วยกันเล่น แม้ว่ารูปแบบการเล่นจะเหมือนเดิม แต่ทุุกครั้งมันไม่เหมือนเดิม บางทีเราจะแพ้แล้วแต่ก็พลิกกลับมาชนะได้วินาทีสุดท้าย เวลาเพื่อนผู้ชายเล่น เขาจะพูดกันไม่หยุด พูดอะไรตลก ๆ เราก็ชอบฟัง หนูเล่นมาห้าปีแล้ว ตั้งแต่เปิดตัวใหม่ ๆ ถึงวันนี้ก็ยังเล่นอยู่ พี่เคนที่ติดก่อน เลิกเล่นไปแล้ว จนหนูต้องไปหาเพื่อนเล่นเอง

เก่งไหม

เซียนพอใช้ได้เลย หนูอยู่แรงค์คอนฯ (ลำดับที่ 7 จาก 8) แต่มีแค่ยี่สิบดาว ขี้โม้ไหมคะ (หัวเราะ)

การโตมาในบ้านที่คุณพ่อเป็นคนไทย คุณแม่เป็นคนมาเลเซีย พิเศษกว่าบ้านอื่นยังไงบ้าง

คุณแม่เป็นคนที่ค่อนข้างเปิดกว้าง เรื่องขนบธรรมเนียมมารยาทอาจจะหยวน ๆ กันได้ บ้านอื่นอาจจะไม่กล้าใช้เท้าเหยียบปุ่มพัดลม แต่บ้านหนูใช้เท้าเหยียบได้ไม่เป็นไร ชิลล์ ๆ

คุณเล่นโฆษณาครั้งแรกตอนอายุสิบสี่ จำความรู้สึกตอนแคสต์งานผ่านได้ไหม

จำได้ค่ะ หนูแคสต์เป็นร้อยงานกว่าจะได้ มันมีอยู่สองช่วง ช่วงแรกแคสต์เป็นร้อยงานไม่ได้เลย จนหยุดไปช่วงนึง ไปจัดฟันจนใกล้จะเสร็จแล้ว กลับมาแคสต์อีกทีก็ได้ เป็นโฆษณาโคโลญจน์ ตอนที่เขาบอกว่าได้ เราก็ จริงเหรอ งง ๆ แต่ดีใจมาก ตอนเห็นตัวเองในทีวีก็ตื่นเต้นมาก เราโผล่มาแค่วินาทีเดียว มีผู้หญิงห้าหกคน เราอยู่รั้งท้าย แทบไม่เห็นเลย เมื่อก่อนไม่มียูทูบเราก็ต้องรอดูช่วงโฆษณา ว่าจะมีโฆษณาเรามาไหม พอโฆษณามาเราก็ มาแล้ว ๆ พ่อแม่ก็ตื่นเต้นมาก ลูกฉันเล่นโฆษณา

ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี

คุณเล่นละครตอนตั้งแต่อายุสิบเจ็ด การเริ่มทำงานหนักตั้งแต่ตอนนั้น ส่งผลต่อชีวิตวัยรุ่นไหม

ถ้ามองกลับไปก็ส่งผลนะ อย่างเรื่องการเรียน หนูแทบไม่ได้เรียนเลย หยุดเรียนหลายวัน พอกลับไปก็ตามไม่ทัน ตอนสอบเราก็ว่างเปล่ามาก ไม่รู้เรื่อง เป็นแบบนี้จนถึงเรียนจบเลย ตารางงานก็แน่น มันทำให้เราไม่สนิทกับเพื่อน ไปเรียนก็ไม่รู้จะอยู่กลุ่มไหน ถ้าเป็นชีวิตวัยรุ่น ก็อาจจะไม่ได้มีปัญหามาก บางครั้งที่เพื่อนไปเที่ยวกันเยอะ ๆ เราก็อยากไปบ้าง แต่ไปไม่ได้เพราะติดงาน ชีวิตช่วงนั้นแทบไม่ค่อยได้ใช้ชีวิตค่ะ ชีวิตมันวนลูป ทำงานเสร็จกลับบ้านนอน ตื่นเช้าเอาใหม่ วนแบบนี้หลายปี นาน ๆ ได้ไปดูหนังกับเพื่อนสักที เราก็ดีใจมาก แต่คุณแม่ก็ไปรับไปส่งตลอด

ตอนนี้คุณสนิทกับเพื่อนกลุ่มไหนที่สุด

มีเพื่อนคนเดียวค่ะ เพื่อนที่สนิทมาก ๆ รู้ทุกอย่างมีแค่คนเดียว เป็นเพื่อนตั้งแต่สมัย ม.สาม แล้วก็เป็นคนนี้คนเดียวจนถึงทุุกวันนี้

คุณไม่ค่อยมีเวลาให้เพื่อนเหรอ

หนููก็ไม่รู้เหมือนกัน เรื่องเวลาอาจจะเกี่ยว แล้วก็เป็นคนที่เปิดใจหมดเปลือกยาก ส่วนมากเป็นเพื่อนคุยเล่น เพื่อนที่ทำงาน ไม่ได้ลงลึกเรื่องครอบครัว เป็นแบบนั้นซะเป็นส่วนใหญ่

ไม่มีกลุ่มเพื่อนสนิทที่เป็นดาราด้วยกันเหรอ

ไม่มีค่ะ คนนี้เคยทำงานด้วยกัน คุยเรื่องงานได้ คนนี้ออกไปกินข้าวคุยกันแบบผิวเผินได้ ไม่ได้รู้ชีวิตส่วนตัวลึก ๆ ไม่เคยไปที่บ้านเรา หนูเป็นคนที่ไม่ค่อยเปิดตัว ไม่รู้ทำไม อาจจะเป็นการเลี้ยงดูของคุณแม่ตั้งแต่เด็ก ด้วยความที่คุณแม่ค่อนข้างมีระเบียบวินัย ไปไหนมาไหนกับคุณแม่ตลอด เหมือนมีคุณแม่เป็นเพื่อน มีอะไรก็คุยกับคุณแม่ทุกอย่าง

ความสุขที่สุดที่คุณเคยได้รับจากวงการบันเทิงคืออะไร

เงินก้อนแรกค่ะ (หัวเราะ) ตอนนั้นเรายังเด็กมาก ได้เงินมาตอนนั้นมันก็เยอะนะ เราก็ดีใจจังเลย

ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี

แล้วความเจ็บปวดที่สุดที่วงการบันเทิงเคยมอบให้คุณล่ะ

น่าจะเป็นข่าวนะคะ เป็นข่าวที่ไม่ดี แล้วอยู่ดี ๆ ก็มีคนมาคอมเมนต์ว่าเราหนักมาก เป็นเหตุการณ์หนัก ๆ แค่ครั้งเดียวในชีวิต มันมาจากละครที่เราเล่นค่อนข้างดัง มีกระแสคู่จิ้น แฟนคลับก็เชียร์ให้คบกันจริง แล้วมันท่าไหนก็ไม่รู้ อยู่ดี ๆ ก็เหมือนเราผิด มีคนมาคอนเมนต์ว่าเรา แจกสตรอว์เบอร์รี่ทั้งสวนในคอมเมนต์ใต้รูปเรา ก็แปลกดี

ตอนนั้นรู้สึกยังไง

อย่างแรกเลย รู้สึกว่า อะไรวะ (หัวเราะ) แล้วก็ค่อย ๆ ตกตะกอน ก็รู้สึกเสียใจจังเลย มันไม่จริง ไม่ใช่แบบนั้น บางคนพิมพ์เหมือนรู้ดีจังเลย เหมือนเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นแน่นอน แต่มันไม่เคยมีอะไรแบบนี้เกิดขึ้นเลย เราอยู่ในจุดที่จะไปตอบคอมเมนต์เขาก็ไม่ใช่ ด้วยลักษณะนิสัยเราก็จะเครียด จะร้องไห้อยู่คนเดียว

ร้องหนักแค่ไหน

ร้องไห้จนไม่อยากทำงาน ไม่อยากทำอะไร เป็นอยู่ช่วงใหญ่ ๆ เลย จนขอพักทุกอย่างแล้วหนีไปพักร้อนต่างประเทศ สุดท้ายก็กลับมาหายดีหลั่นล้าเหมือนเดิม (หัวเราะ) ตอนนี้แข็งแกร่งมาก เป็นหญิงเหล็กเลยค่ะ

ในชีวิตนักแสดง จุดเปลี่ยนครั้งไหนที่ถือว่าใหญ่ที่สุด

น่าจะเป็นช่วงที่หนูไม่ต่อสัญญา หนูยังเด็กด้วย ตอนนั้นรู้สึกว่า เราไม่มีสิทธิ์ในการเลือกรับงานเลย ก็คิดว่าจะต่อสัญญาดีไหม ถ้าต่อก็อาจจะไม่มีความสุข ถ้าไม่ต่อแล้วจะมีงานไหม ตอนนั้นคิดถึงขั้นว่า ถ้าไม่ต่อแล้วไม่มีใครจ้างเรา ไม่ได้เล่นละครต่อ ก็เรียนให้จบแล้วไปทำอย่างอื่น ก็ตัดสินใจไม่ต่อสัญญา มันจะเป็นยังไงก็ให้เป็น แล้วก็กลายมาเป็นเส้นทางในอาชีพนักแสดงแบบทุกวันนี้

เวลาดูละครที่ตัวเองเล่น คุณตั้งใจดูอะไรที่สุด

ดูการแสดง ว่าเล่นเป็นยังไง โดยรวมเป็นยังไง ดูแล้วก็มักจะรู้สึกว่า ถ้าวันนั้นเราทุ่มสุดตัวมากกว่านี้นะ มันจะดีกว่านี้แน่เลย (หัวเราะ) แต่ก็คิดย้อนกลับไปว่า วันนั้นเราไม่ไหวจริง ๆ มันไม่ได้แล้ว ก็จะตีกันไปตีกันมาแบบนี้

ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี
ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี

ถ้าพูดถึงบรรยากาศในกองถ่ายเรื่อง วิมานทราย คุณชอบอะไรที่สุด

ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่เนื้อหาเครียดมาก แต่บรรยากาศการทำงานของทุกคนมีความสุขมาก มีความสุขทุกครั้งที่ไปกอง ภาพที่นึกถึงคือ ผู้กำกับ (เมธี เจริญพงศ์) ชอบแซวนักแสดง แซวทีมพร็อพ แซวทีมพี่ ๆ เสื้อผ้า ผู้กำกับเป็นคนอารมณ์ดีมาก

เอสเธอร์ตัวจริงในสายตาเพื่อน ต่างจากเอสเธอร์ที่เป็นดารายังไง

คนมักจะมองว่าเราเป็นคนน่ารัก สดใส เรียบร้อย สวย ๆ แต่ชีวิตจริงไม่ได้สวยแบบนั้น แต่งตัวก็ไม่ค่อยเป็น ไม่มีเทสต์ เพื่อนต้องคอยแก้เรื่องการแต่งตัวให้ เพื่อนชอบบอกว่า หนูแต่งตัวไม่วัยรุ่น วันเกิดหนูเพื่อนต้องซื้อเสื้อผ้ามาให้ ตัวจริงหนูกระโดกกระเดก รั่ว ๆ เกรียน ๆ ค่ะ

ถ้าอยากจะเจอเอสเธอร์ตัวจริง ต้องไปเดินแถวไหนถึงจะมีโอกาสเจอคุณมากที่สุด

ร้านกาแฟ (K+E Café) แล้วก็ร้านอาหาร Supree by K+E Cafe ที่คลองหนึ่งกับคลองสี่ (หัวเราะ) วนอยู่แค่นี้ ช่วงนี้ไปร้านอาหารบ่อยกว่าร้านกาแฟ เพราะไปกินข้าวที่ร้านตัวเอง ความสุขคือ เราได้กินในสิ่งที่เราชอบ รสชาติที่เราชอบ เมนูที่เราชอบ ทุกอย่างที่เป็นความชอบของเราอยู่ในร้านตัวเองหมดเลย จานโปรดของหนูคือ ผัดหมี่ค่ะ เป็นเมนููที่ทำกินกันในบ้านตั้งแต่ยังเด็ก วันนี้ได้มาแชร์ให้ลูกค้าชิมด้วย

ถ้าเราไถหน้าฟีดในไอจีของคุณ จะเจอรูปอะไรเยอะสุด

น้องหมา ต้นไม้ แล้วก็พวกสถานที่สวย ๆ อินทีเรียสวย ๆ รูปแฟนก็ขึ้นด้วย เพราะชอบส่องแฟนค่ะ (หัวเราะ)

คุณดูอะไรในไอจีแฟน

ดูว่าทำอะไรที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร (หัวเราะ) แล้วก็ดูรูปที่คนแท็กมา หนูดูช่องนั้นประจำ ดูเยอะกว่ารูปที่ลงอีก (หัวเราะ)

ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี

ชีวิตคุณเสียน้ำตาให้กับอะไรบ่อยสุด

แฟนค่ะ กับครอบครัว หนูเป็นคนที่น้ำตามาเร็ว ถ้าหงุดหงิดเรื่องอะไร น้ำตาจะไหลเลย บางทีหนูก็ไม่ได้อยากร้องไห้นะ แต่มันมาเอง แค่คุยกันไม่เข้าใจนิดหน่อย ความอึดอัดข้างในก็จะทำให้น้ำตาไหล

น้ำตามาบ่อยไหม

ช่วงที่มีเรื่องเครียดหนัก ๆ ก็มาถี่หน่อย มาทุกวัน ช่วงไหนแฮปปี้ก็ไม่มาเลย

ชอบต้นไม้พันธุ์ไหนที่สุดในเนอสเซอรี่ของคุณ

อัลโบ้ค่ะ (Monstera borsigiana Albo Variegata) มันเลี้ยงง่าย สวย ขึ้นไว ทำได้ไว แข็งแรง แล้วเราก็ขายได้เงินไวค่ะ (หัวเราะ)

ถ้ามองไปอนาคตอีกสักห้าปี คุณเห็นภาพเรื่องงานหรือครอบครัวชัดกว่ากัน

น่าจะเป็นเรื่องงานชัดกว่า อาจจะเพราะเราโฟกัสเรื่องงานด้วย เรื่องแต่งงานคือเรื่องรอง ไม่ค่อยเห็นภาพสักเท่าไหร่

อีกห้าปี คุณเห็นตัวเองทำอะไรอยู่

อยู่ในสวน ปลูกต้นไม้ หิ้วของ รดน้ำ แล้วก็เดินวนไปวนมา

ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี

คุณให้สัมภาษณ์เรื่องลูกอยู่บ่อย ๆ คุณคิดจะตั้งชื่อลูกเป็นภาษาฮิบรูเหมือนชื่อคุณไหม

คิดชื่อแล้วค่ะ แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นภาษาอะไร เป็นชื่อในพระคัมภีร์ ถ้าเป็นผู้หญิงจะให้ชื่อว่า เคสิยาห์ (Keziah) หนูรู้สึกว่าเขียนแล้วสวย ลายเซ็นลูกต้องสวยแน่ ๆ หนูมีปมเรื่องลายเซ็น เพราะเป็นตัว E S T H มันคิดลายเซ็นให้สวยยากมาก น้อง ๆ อีกสองคน ชื่อเขาเขียนออกมาสวยมาก ทำไมชื่อเราไม่ขึ้นด้วยตัว K หรือ C จะได้ตวัดแล้วสวย ๆ หน่อย คิดเล่น ๆ นะคะ (หัวเราะ)

ถ้าให้โทรคุยกับตัวเองได้หนึ่งนาที คุณอยากคุณกับเอสเธอร์ในวัยสิบเจ็ด หรือ สามสิบเจ็ด

สามสิบเจ็ดค่ะ จะถามว่า ทำอะไรอยู่ ชีวิตน่าจะดีมากเลยใช่ไหม ตอนนั้นน่าจะแต่งงานแล้ว แต่งงานแล้วดีไหม ครอบครัวเป็นไงบ้าง โอเคอยู่ใช่ไหม ก็คงประมาณนี้ค่ะ

ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

The Cloud X PONY

เราต่างบอกกันปากต่อปากว่าให้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก แต่ในชีวิตจริงใช่ว่าทุกคนจะค้นพบสิ่งนั้น

ยังไม่นับว่าเมื่อค้นพบแล้วสิ่งนั้นจะหล่อเลี้ยงปากท้องได้จริงหรือไม่

บอล-กันตพัฒน์ สิริเกียรติยศ ซึ่งเป็นหนึ่งในอีกคนสำคัญที่ขับเคลื่อนวงการสตรีทแฟชั่นในเมืองไทยมาตั้งแต่วันแรกๆ บอกกับผมว่า เขาก็เป็นอีกคนที่ตอนวัยเด็กไม่มีความฝัน

มันคงเชื่อได้ง่ายกว่านี้ถ้าผมไม่บังเอิญรู้เห็นสิ่งที่เขาทำ และพบว่าเขามีแพสชันในวงการที่อยู่อาศัย ชอบสตรีทแฟชั่นเขาก็ก่อตั้งร้าน SneakaVilla แบรนด์สตรีทแฟชั่นเบอร์แรกๆ ในประเทศไทย

แต่เมื่อได้นั่งคุยกับเขา ผมจึงเริ่มเข้าใจว่าอะไรทำให้เขามาถึงจุดนี้ ทั้งที่ออกตัวว่าตัวเองโตมาโดยไม่รู้ว่าอยากเป็นอะไรด้วยซ้ำ

บางทีอาจต้องขอบคุณโชคชะตาที่ทำให้ความไม่รู้พัดพาให้เขาบินไปไกลถึงนิวยอร์ก

ดินแดนเสรีภาพ, Sneaka Villa, สตรีทแฟชั่น, บอล Sneaka Villa, ดินแดนเสรีภาพ, Sneaka Villa, สตรีทแฟชั่น, บอล Sneaka Villa,

Chapter 1

“เราไม่มีความฝันเลย”

บอลบอกแบบนั้นกับผมในบ่ายวันหนึ่งเมื่อผมชวนให้เขาย้อนมองตัวเองในวัยเด็ก

“ตอนเรียนมาก็เรียนมั่วๆ ซั่วๆ จบช่างยนต์ ตกกิจกรรมทุกเทอม ไม่เคยเข้าแถวเคารพธงชาติ แต่รู้ว่าตัวเองชอบเล่นสเก็ตบอร์ดกับชอบทำงานทางด้านคอมพิวเตอร์ เราได้คอมพิวเตอร์เครื่องแรกตอนอายุ 15 เราประกอบคอมฯ เอง ลงซอฟต์แวร์เอง ระหว่างที่เล่นสเก็ตบอร์ดเราก็ทำเว็บไซต์สเก็ตบอร์ดไปด้วย แล้วตอนนั้นเราก็อยากไปสหรัฐอเมริกา เพราะโลเคชันนั้นมันคือสถานที่ที่โปรสเก็ตที่เราชอบไปเล่นแล้วเขาถ่ายวิดีโอ คือเราดูวิดีโอมาตลอด ก็คิดว่าถ้าเราได้ไปเล่นที่นั่นมันจะสุดยอดมาก คือตอนนั้นเรายังเด็กก็คิดแบบเด็กๆ

“ตอนนั้นความฝันที่สนุกที่สุดและเราก็อยากจะทำคือเล่นสเก็ตบอร์ด แม้เราจะหาตัวเองไม่เจอแต่เรารู้ว่าเราชอบเล่นสเก็ตบอร์ด เราก็อยากไปให้สุด”

แล้วความคิดแบบเด็กๆ ก็ทำให้เขาตัดสินใจเดินทางไปเรียนภาษาที่สหรัฐอเมริกาในขณะที่อายุ 18 ปี แต่คล้ายโชคชะตาเล่นตลก เขาตัดสินใจจากบ้านเกิดไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกาด้วยความฝันอยากเล่นสเก็ตบอร์ด แต่เมื่อไปถึงชีวิตกลับแทบไม่ได้เฉียดเข้าใกล้ลานสเก็ต

“ไปถึงไม่ได้เล่นเลย” ชายหนุ่มหัวเราะเมื่อเล่าถึงวันวาน “บ้านที่พักอยู่ไกลจากเมือง ไกลจากที่เล่นสเก็ตบอร์ด นั่งรถเป็นชั่วโมง เราเลยขอเปลี่ยนแผน สิ่งแรกที่เราควรโฟกัสคือเรียนภาษา ให้โต้ตอบกับคนอื่นได้ก่อนแล้วเดี๋ยวอย่างอื่นค่อยตามมา”

ดินแดนเสรีภาพ, Sneaka Villa, สตรีทแฟชั่น, บอล Sneaka Villa, ดินแดนเสรีภาพ, Sneaka Villa, สตรีทแฟชั่น, บอล Sneaka Villa,

Chapter 2

แม้ชีวิตที่ดินแดนแห่งเสรีภาพของเขาจะไม่ได้เข้าใกล้ลานสเก็ต แต่ชีวิตของเขาที่นั่นก็ได้ซึมซับวัฒนธรรมอื่นๆ มาแทน ซึ่งสิ่งเหล่านั้นหล่อหลอมให้เขาเป็นเขาทุกวันนี้ นั่นคือวัฒนธรรมฮิปฮอป

“เราเป็นคนชอบเพลงฮิปฮอป ตอนสมัยเล่นสเก็ตก็จะดูแต่โปรที่เขาเปิดเพลงประกอบเป็นฮิปฮอป แต่งตัวเป็นฮิปฮอป เพราะฉะนั้น เทคนิคในการเรียนภาษาของเราคือเรียนจากหนังที่เป็นฮิปฮอป อยากจะเรียนรู้ศัพท์สแลง แม้เราจะไม่ได้เล่นสเก็ตเลย แต่มาอินทางด้านการเป็นดีเจแทน เริ่มแต่งเพลงแรพ เริ่มโปรดิวซ์เพลง”

และวัฒนธรรมฮิปฮอปนั่นเองที่เริ่มหล่อหลอมรสนิยมทางด้านแฟชั่นให้กับเขา ก่อนที่คำว่าสตรีทแฟชั่นจะถือกำเนิดขึ้นบนโลก

“จริงๆ คำว่าสตรีทแฟชั่นถ้านับปีที่มันเเกิดขึ้น เราว่ามันน่าจะประมาณปี 2004 ก่อนหน้านั้นมันยังไม่มีคำนี้ มันเป็นฮิปฮอป สเก็ตบอร์ด แต่สตรีทแฟชั่นมันคือการขบถของการผสมผสาน เด็กสเก็ตหรือเด็กฮิปฮอปเขาชอบอะไรที่ไม่เหมือนใคร เขาพยายามทำตัวให้แตกต่าง

“สตรีทแฟชั่นมันมีความขบถ เหมือนคนอื่นแต่งตัวเรียบหรู ใส่สูท แต่คนที่เล่นสเก็ตใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์โคร่งหน่อยเพราะว่าเขาต้องฉีกขา พอวัฒนธรรมเหล่านี้ได้รับการยอมรับในระดับหนึ่ง คนทั่วไปหันมาสวมมาใส่ด้วย มันก็เลยกลายเป็นเหมือนแฟชั่นหนึ่งที่คนเริ่มบัญญัติคำว่า สตรีทแฟชั่น แต่ความจริงลึกๆ มันมาจากพวกฮิปฮอป เด็กสเก็ตบอร์ด”

ดินแดนเสรีภาพ, Sneaka Villa, สตรีทแฟชั่น, บอล Sneaka Villa,

ดินแดนเสรีภาพ, Sneaka Villa, สตรีทแฟชั่น, บอล Sneaka Villa,

ชายหนุ่มบอกว่าหนึ่งในสิ่งที่เป็นจุดเด่นของนิวยอร์กคือการเปิดรับทุกวัฒนธรรม subculture ในไทยผู้คนอาจมองด้วยสายตาไม่เข้าใจ แต่ที่นั่นผู้คนเปิดกว้าง

ซึ่งแน่นอนว่านั่นคือเหตุผลที่เมล็ดพันธุ์แห่งความคิดสร้างสรรค์เติบโตงอกงาม

“ที่นั่นเราเจอเด็กเล่นสเก็ตบอร์ดเยอะมาก ซึ่งความจริงสเก็ตบอร์ดมันเป็นกีฬาเอ็กซ์ตรีมที่นิชมากๆ เป็นกีฬาของคนที่รักจะเจ็บตัว เป็นกีฬาที่ท้าทาย ต้องเป็นคนที่มีเคมีอะไรบางอย่างถึงจะชอบ แต่พอไปที่นั่นเรารู้สึกว่ามันเปิด เราเห็นพ่อแม่สนับสนุนให้ลูกเล่นสเก็ตบอร์ด ไปที่สวนสาธารณะเราเห็นพ่อแม่พาลูกมาเล่นสเก็ต เรารู้สึกว่า เออ ว่ะ ประเทศนี้มันเปิด เรารู้สึกว่าคนที่นั่นเขาจริงจังกับทุกวัฒนธรรม

“ส่วนตัวคิดว่านิวยอร์กเป็นเมืองที่มีความหลากหลาย มีคนหลากหลายเชื้อชาติมารวมตัวกัน ซึ่งทุกคนเขาก็ใฝ่ฝันอยากจะโดดเด่นออกมา ทุกคนเลยไม่อยากที่จะทำตัวตามกัน ทุกคนจะมีทางของตัวเอง ศิลปินแต่ละคนจะมีสไตล์ชัดเจน แล้วการที่อยู่นิวยอร์กต้องทำตัวเองให้โดดเด่นขึ้นมา เราก็จะเห็นคาแรกเตอร์ของเขาชัด ยกตัวอย่างกราฟิตี้เขาก็พยายามจะแสดงออกตัวเองออกไปเยอะ ในซับเวย์ ตามตึกรามบ้านช่อง เราก็จะเห็นชัดเจนมากขึ้น

“แล้วนิวยอร์กเป็นเมืองแห่งโอกาส มีคนที่พร้อมจะยอมรับศิลปะแบบแปลกๆ หรือมุมมองแปลกๆ มีศิลปินเยอะ คนที่ชื่นชอบศิลปะเยอะ อาร์ตดีลเลอร์ก็เยอะ แล้วการแต่งตัวที่นั่นมันกว้างมาก สมมติเราอยู่เมืองไทย ทุกวันนี้เราไปที่สยาม เราเห็นคนแต่งตัวที่เป็นสตรีท มันก็จะเหมือนกันไปหมดเลย แต่ที่นั่น ถ้าเราไปเดิน แม้กระทั่งย่านโซโหซึ่งเป็นย่านที่คล้ายสยาม จะเห็นว่าสไตล์การแต่งตัวมันก็จะไม่ซ้ำกัน เพราะว่าคาแรกเตอร์ของคนที่นั่นเขาแต่งตัวไม่ใช่เพราะอยากจะตามใคร เขาแต่งตัวตามไลฟ์สไตล์ของตัวเอง

“เทรนด์ของเขาคือเป็นตัวของตัวเอง” ชายหนุ่มสรุป

ดินแดนเสรีภาพ, Sneaka Villa, สตรีทแฟชั่น, บอล Sneaka Villa, ดินแดนเสรีภาพ, Sneaka Villa, สตรีทแฟชั่น, บอล Sneaka Villa,

Chapter 3

ชีวิตของชายหนุ่มที่สหรัฐอเมริกา หลักๆ เขาใช้ชีวิตอยู่ใน 2 เมือง

หนึ่งคือ ฟิลาเดลเฟีย ซึ่งเป็นเมืองที่เขาศึกษาและพักอาศัย สองคือ นิวยอร์ก เมืองที่เขามักไปใช้ชีวิตเมื่อมีวันว่าง

“ด้วยความที่เราเพื่อนไม่เยอะ ทุกวันที่มีเวลาว่างเราจะต้องเข้าเมือง เพื่อที่จะไปเดินเยี่ยมร้านแผ่นเสียง ร้านเสื้อผ้าฮิปฮอป ร้านรองเท้าสนีกเกอร์ เราไปอัพเดต เพราะเมื่อก่อนมันไม่มีทางอินเทอร์เน็ต แล้วช่วงปลายๆ ก่อนจะกลับ เราเริ่มรู้ตัว เราเริ่มชัดเจนว่าเราอินกับฮิปฮอปมาก เราชอบเสื้อผ้าฮิปฮอปมาก เราชอบสนีกเกอร์มาก แล้วพอกลับมามันก็เป็นช่วงคาบเกี่ยวที่เทรนด์ของฮิปฮอปมันกำลังเทิร์นไปเป็นสตรีทแฟชั่นที่เขาเรียกกันในทุกวันนี้”

แล้วเมื่อเขากลับมายังบ้านเกิดหลังซึมซับ subculture ที่นิวยอร์ก SneakaVilla จึงถือกำเนิดขึ้น และถือเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของวงการสตรีทแฟชั่นไทย

“ตอนนั้นเทคโนโลยีการสั่งซื้อของออนไลน์ยังไม่เป็นที่นิยม ยังไม่ค่อยมีใครกล้าสั่งสินค้าจากที่นั่น แล้วพอเพื่อนๆ เห็นรองเท้าที่เราซื้อจากที่นั่น ที่เราใส่ ก็อยากได้บ้าง แต่ไม่รู้จะซื้อที่ไหน เราก็คิดว่าเราอาจจะต้องเปิดร้าน และเราอยากทำแบรนด์เสื้อผ้าที่มาซัพพอร์ตสนีกเกอร์ด้วย เพราะตอนนั้นมันยังไม่ค่อยมีแบรนด์ไทยที่เป็นสตรีทแฟชั่น เราก็เลยคิดว่าถ้าอย่างนั้นเราทำร้านดีกว่า นั่นคือจุดกำเนิด

“สิ่งที่ได้รับจากการไปอยู่อเมริกา ได้ไปนิวยอร์ก คือเห็นได้ชัดว่าเรื่องของไลฟ์สไตล์กับเรื่องของการกล้าที่จะเป็นผู้นำทางด้านแฟชั่น แล้วก็ตัวตนของเราที่ชัดเจนมากขึ้น ทุกวันนี้ก็ยังคิดนะว่าถ้าเราไม่ได้ไปอเมริกา ไม่ได้ไปนิวยอร์กวันนั้น มันคงไม่ได้หล่อหลอมให้เราชัดเจนขนาดนี้ ที่นั่นทำให้เรารู้ว่าอนาคตเราอยากจะเป็นอะไร เราอยากจะทำอะไร เราชอบอะไร

“คืออยู่เมืองไทยมันมีกรอบเยอะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสังคม เรื่องของครอบครัว เรื่องของสายตาคนอื่น เรื่องของรัฐบาลไม่เปิดใจหรือเปิดรับให้กับคนที่กล้าทำอะไรแตกต่างมากมายนัก การได้ไปที่นั่นมันเหมือนเราได้ไปเห็นภาพใหญ่แล้วมองกลับมาที่ตัวเองชัดเจนขึ้น อย่างวงการสนีกเกอร์หรือฮิปฮอปที่เราชอบ เราสามารถซึบซับตรงนั้นแล้วกลับมาผลักดันให้คนในประเทศไทยที่เขามีความคิดหรือความชอบใกล้เคียงกับเราสามารถรวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนได้ชัดเจนมากขึ้น”

แน่นอนว่า ใครที่ตามติดวงการสตรีทแฟชั่นมาตั้งแต่วันแรกๆ ย่อมเห็นด้วยว่าสิ่งที่เขาพูดได้สะท้อนผ่านสิ่งที่ SneakaVilla ได้ทำตั้งแต่วันแรกๆ ที่ถือกำเนิด

ดินแดนเสรีภาพ, Sneaka Villa, สตรีทแฟชั่น, บอล Sneaka Villa,

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load