27 มิถุนายน 2561
8.27 K

ผู้หญิงกับของสวยงามเป็นของคู่กัน นั่นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมเราถึงได้ตื่นเต้นนักเวลามีเครื่องสำอางจัดโปรโมชันลดราคา และได้สนุกกับการลองสี Lustre ของ M.A.C หรือสี Adrienne ของ CHANEL ตามเคาน์เตอร์ความงามทั้งหลาย หรือแม้กระทั่งการอ่านรีวิวสินค้าเหล่านั้นได้เป็นชั่วโมงๆ ในอินเทอร์เน็ต

รวมไปถึงได้รู้จักมักคุ้นกับแบรนด์เครื่องสำอางไทยบนเคาน์เตอร์ความงามต่างๆ มากขึ้น แต่กับแบรนด์ Vowda (ว้าวด้า) แบรนด์เครื่องสำอางจากธรรมชาติฝีมือคนไทย ซึ่งเราแทบไม่เคยเห็นผลิตภัณฑ์วางขายที่ชั้นเครื่องสำอางไหน แต่ชอบใจจนตั้งคำถามว่าจะว้าวสมชื่อแบรนด์จริงแท้แค่ไหน

The Cloud จึงนัดหมายพูดคุยกับ จ๋า-วิลาสินี โฆษิตชัยวัฒน์ วิศวกรเคมีสาวที่อยู่เบื้องหลังทุกกระบวนการของเครื่องสำอางจากธรรมชาติแบรนด์นี้ ซึ่งเป็นทั้งผู้คิดค้นสูตร ออกแบบวิธีการผลิต และพัฒนานวัตกรรม จากที่เคยประสบปัญหาจากอาการแพ้เครื่องสำอางทั่วไป จ๋ามุ่งมั่นทั้งเรื่องนวัตกรรมและธุรกิจจน Vowda ของเธอไปไกลกว่าเครื่องสำอางธรรมชาติธรรมดาๆ

โดยเฉพาะเรื่องที่คุณจะได้ฟังต่อไปนี้ ที่เราขอรับประกันความว้าวก่อนใคร

Vowda เครื่องสำอางแบรนด์ไทยที่ทำสาวๆ ทั่วโลกร้องว้าวกับนวัตกรรมจากธรรมชาติ

01

คนที่แพ้ก็ต้องดูแลตัวเอง

“จริงๆ เรามองว่าถึงแม้คุณจะเป็นสิว คุณจะแพ้ก็สามารถแต่งหน้าได้ เมื่อก่อนเราต้องเข้าร้านหมอปรับผิวตลอดเลย เพราะเราเป็นคนผิวบางตั้งแต่เด็กทำให้ใช้แป้งเด็กหรือพวกน้ำหอมไม่ได้เลย ใช้แล้วจะคัน เกิดอาการแพ้ สิวขึ้น แต่ว่าเราก็ยังคงอยากแต่งหน้าอยู่” จ๋าเริ่มต้นเล่าที่มาของความสนใจเครื่องเสริมสวย แม้เธอจะเลือกเรียนวิศวเคมีในเวลาต่อมา

ไม่ต่างจากเด็กสาวในคณะวิศวกรรมศาสตร์ทั่วไปที่ไม่ค่อยมีเพื่อนผู้หญิงมากนัก ทำให้โอกาสที่จะจับกลุ่มพูดคุยเรื่องความสวยความงามกับเพื่อนๆ มีน้อย จนกลายเป็นเรื่องไกลตัวในที่สุด

จนกระทั้งจ๋าได้มีโอกาสไปเรียนภาษาที่ประเทศอเมริกาในช่วงสั้นๆ เธอพบว่าผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับความงามนั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่กับสารประกอบเพียงไม่กี่ตัว

“ตอนนั้นเราต้องพกยาหมอที่รักษาไปที่อเมริกาด้วย และช่วงที่ยาใกล้หมด เราได้ลองใช้ผลิตภัณฑ์จากแป้งข้าวโพดและสินค้าจากธรรมชาติหลายชนิด จนพบว่าหน้าเราดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด”

หลังจากกลับมา จ๋ามีโอกาสเข้าทำงานในสายงานการผลิตเครื่องสำอาง ใช้เวลาช่วงหนึ่งสะสมประสบการณ์พร้อมทั้งนำสิ่งที่ได้มาบวกกับความรู้ทั้งจากในตำราเรียนและปัญหาที่เธอพบเจอในชีวิตประจำวัน ก่อนจะค่อยๆ ศึกษาทดลองนำผลผลิตจากธรรมชาติมาดัดแปลงเป็นเครื่องสำอางแล้วทดลองใช้กันเองในครอบครัว ซึ่งเป็นเวลารวมกว่า 3 ปี ที่ทดลองจนมั่นใจในความปลอดภัย ก่อนจะได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักนวัตกรรม แล้วทดสอบก่อนนำสินค้าออกวางขายในแบรนด์ Vowda ซึ่งที่มาของชื่อมาจากความว้าวที่ได้จากการใช้ผลิตภัณฑ์นั่นเอง

Vowda เครื่องสำอางแบรนด์ไทยที่ทำสาวๆ ทั่วโลกร้องว้าวกับนวัตกรรมจากธรรมชาติ Vowda เครื่องสำอางแบรนด์ไทยที่ทำสาวๆ ทั่วโลกร้องว้าวกับนวัตกรรมจากธรรมชาติ

02

โรงสีข้าว

ไม่ใช่แค่ลิปสติกสีแดงและแป้งที่ทำจากข้าว แต่เรายังตื่นเต้นกับลิปสติกสีม่วงจากแครอทม่วง บลัชออนสีส้มจากแครอท ความเข้ากันดีของวิทยาศาสตร์และธรรมชาติซึ่งเกิดจากการที่จ๋าหยิบพืชใกล้ตัวขึ้นมาพัฒนาเป็นสีสันต่างๆ ในเครื่องสำอาง

ระหว่างที่ฟังจ๋าเล่าถึงกระบวนการอย่างละเอียด เราได้แต่นั่งคิดอยู่หลายตลบถึงขั้นตอนกว่าจะได้มาของสีที่แสนจะซับซ้อน แต่ก็ฟังดูน่าสนุกไม่แพ้กัน

“อย่างลิปสติกข้าว หัวใจมันอยู่ที่สีของข้าว เริ่มจากเราเอาข้าวไปหมักด้วยเชื้อโมแนสคัส ซึ่งมันจะไม่ใช่ข้าวแดงที่เราเห็นเป็นข้าวสีแดง แต่เกิดจากการหมักข้าวขาวจนได้ยีสต์ขึ้นมา จากนั้นนำไปสกัดเป็นสีแดงอีกที

“หลักการนี้มีมานานแล้วนะ เพียงแต่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมย้อมผ้าซึ่งสีจะละลายในน้ำ แต่ในทางของการทำลิปสติกเราจะทำให้ละลายในน้ำไม่ได้ จึงต้องทำให้มันกระจายตัวก่อนด้วยการดัดแปลงโครงสร้างพื้นผิวของมันแทน จะเรียกว่าเป็นนวัตกรรมเกี่ยวกับสีก็ได้แต่ว่าเอามาประกอบร่วมกับข้าว”

ที่น่าสนใจคือ ข้าวที่จ๋าเลือกใช้ทั้งหมดเป็นข้าวทั้งหมดที่ถูกคัดเลือกว่าเป็นข้าวตกเกรด ขายไม่ได้ราคา เพราะมีลักษณะบิดเบี้ยวหรือแตกหัก ไม่นิยมเอาไปขายเพื่อเป็นอาหาร

“เราสามารถเพิ่มมูลค่าให้ข้าวตกเกรดได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า พอเรารับข้าวมาถูกต้นทุนจะต่ำนะ เพราะมีค่าใช้จ่ายส่วนอื่นที่สำคัญอย่างค่าวัดวิเคราะห์ และกระบวนการฆ่าเชื้อ ซึ่งถ้าเป็นข้าวที่ดี ต้นทุนในการรับซื้อจะสูง แต่ข้าวดีเราจะเอามาทำทำไม เราเอาไปขายให้คนกินดีกว่า กลับกัน ของเสียหรือข้าวตกเกรดแทนที่เราจะปล่อยให้ขึ้นรา เราก็เอามาขายแล้วเพิ่มมูลค่าจะได้ไม่ต้องถูกทิ้งในระบบ” จ๋าเล่าวิธีการที่เธอใช้ข้าวเป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำ Vowda

จ๋าใช้เวลากว่า 2 ปีในห้องทดลองตั้งแต่กระบวนการทดสอบ ศึกษาและวิจัยเบื้องต้นเกี่ยวกับพืชถึง 1 ปีเต็ม และอีก 1 ปีในการทำงานวิจัยออกมาให้เป็นรูปเป็นร่าง ซึ่งในขั้นตอนเหล่านี้ต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายมหาศาลที่ทำให้นักวิจัยหลายคนถึงกับต้องถอดใจ และเป็นเหตุผลที่ทำให้งานวิจัยหลายชิ้นเป็นอันต้องหยุดชะงักไปอย่างน่าเสียดาย แต่ถือเป็นโอกาสดีสำหรับจ๋า เพราะการได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมนอกจากจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการคิดค้นทดลองแล้วยังช่วยขับเคลื่อนให้ผลิตภัณฑ์ Vowda สามารถออกวางขายในท้องตลาดได้จริงๆ

ความท้าทายของการขอรับทุนวิจัยอยู่ที่การคิดค้นนวัตกรรมหรือการนำนวัตกรรมเก่ามาประยุกต์อย่างไรให้เกิดการแตกแขนงไปเป็นสิ่งใหม่ ไม่ใช่เพียงการนำมาดัดแปลงเฉยๆ “เราจะเป็นคนหนึ่งที่เริ่มคิดงานจากของใกล้ตัว ตั้งโจทย์จากการมองพืชใกล้ตัวเพราะการไปเอาของใหม่มาดัดแปลงมันยาก เกษตรกรยังไม่มีความเสถียรในการปลูกหรือว่าในอนาคตอาจจะไม่มีคนรับช่วงต่อคือต้องมองไกลถึงขนาดนี้ด้วย”

Vowda เครื่องสำอางแบรนด์ไทยที่ทำสาวๆ ทั่วโลกร้องว้าวกับนวัตกรรมจากธรรมชาติ

03

(นาง) งามอย่างไทย

ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่า Vowda มีผลิตภัณฑ์ออกมาเพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น เพราะสำหรับจ๋าแรงบันดาลใจหรือเหตุการณ์ที่ประสบกับตัวโดยตรงเป็นเหตุผลสำคัญของการทำ Vowda ซึ่งการเป็นตัวแทน MRS Thailand 2017 ไปประกวด MRS World 2017 ที่เมืองโจฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ เมื่อปีที่ผ่านมาก็เป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจที่สำคัญมากๆ ของเธอ

“ปีที่แล้วเราได้คัดเลือกจากทีมที่ดูแลการประกวดของประเทศไทยให้ไปประกวด MRS World ซึ่งเป็นเวทีประกวดสำหรับผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว มีหน้าที่การงานและครอบครัวให้รับผิดชอบในเวลาเดียวกัน พอดีกับโจทย์ของประเทศไทยที่อยากพูดเรื่อง Thailand 4.0 มองหาตัวแทนที่ทำงานวิชาการและธุรกิจได้ทั้งคู่ เราจึงเป็นตัวแทนไปประกวดจนเข้ารอบ 10 คนสุดท้าย”

มากกว่าความงามอย่างไทย จ๋าตั้งใจอย่างมากที่จะทำให้โลกรู้ว่า นวัตกรรมของไทยไปได้ไกลกว่าที่ใครหลายคนคิด โดยเฉพาะธุรกิจเครื่องสำอางที่กำลังพัฒนาไปเรื่อยๆ “ของขวัญที่เราเอาไปให้ทางเจ้าภาพก็จะเป็นเครื่องสำอาง Vowda เราต้องการแสดงให้เขาเห็นว่าประเทศไทยเป็นแหล่งรวมของวัตถุดิบชั้นดีของเอเชีย ซึ่งสามารถเอามาพัฒนาเป็นเครื่องสำอางเกรดพรีเมียมได้”

นอกจากนี้ ในการประกวด จ๋าได้เจอกับผู้หญิงเก่งๆ ในวัยเดียวกันมากมายเป็นจุดเริ่มต้นที่สร้างแรงบันดาลใจให้เธอต่อยอด พัฒนาเครื่องสำอางสำหรับใช้ในการประกวด ทั้งน้ำตบที่พัฒนามาจากกาแฟและแป้งออร่าจากข้าวที่จ๋าเล่าว่าช่วยทำให้สว่างขึ้นเมื่อขึ้นไปอยู่บนเวที

“อายุที่มากขึ้นนำพาริ้วรอยมาหาสาวๆ อย่างเรา และเรากินกาแฟทุกวัน ก็เริ่มคิดว่าจะทำอะไรได้บ้างเพราะในกาแฟมีสาร Anti Aging สูง” จ๋าเล่าว่าเธอเดินทางด้วยตัวเองไปถึงแหล่งผลิตกาแฟออร์แกนิกทั้งในภาคเหนือและประเทศลาว เพื่อพูดคุยกับชาวบ้านและคัดสรรเมล็ดกาแฟที่เธอคิดจะนำมาต่อยอดเป็นเครื่องสำอาง ซึ่งกว่าจะมีผลลัพธ์ที่น่าภูมิใจอย่างทุกวันนี้ เธอก็ต้องลองผิดลองถูกและเสียเครื่องมือไปหลายครั้ง นี่จึงเป็นอีกงานวิจัยที่เธอภูมิใจมากๆ

“ตอนแรกเราใช้กรีนบีนคอฟฟี่ที่เป็นเมล็ดกาแฟดิบเอามาลองบดดูก่อนเพราะคิดว่าน่าจะบดง่าย แต่ปรากฏว่ายางมันเยอะมาก แล้วเราต้องบดให้เล็กพราะยิ่งบดได้มากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งสกัดสารได้มากเท่านั้น สุดท้ายควันขึ้นเลย กว่าจะมาสำเร็จได้ก็เปลี่ยนตะแกรงไปหลายรอบ แต่ก็สนุกตรงที่ว่าได้ลองนี่แหละ”

นี่เป็นเพียงตัวอย่างจากแรงบันดาลใจเล็กๆ น้อยๆ การพูดคุยกับจ๋าทำให้เรารู้จักกับผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีกหลายอย่าง ที่เธอตั้งใจคิดเพื่อแก้ปัญหาที่พบเจอในชีวิตประจำวันและอยากจะส่งต่อออกไปให้ลูกค้าที่ประสบปัญหาเดียวกัน ทั้งเบบี้ออยล์สูตรที่บางเบากว่าทั่วไปสำหรับเด็ก หรือแม้แต่การทดลองทำสเปรย์เพื่อฉีดแก้อาการแพ้เหงื่อจากการออกกำลังกายของตัวเอง

Vowda เครื่องสำอางแบรนด์ไทยที่ทำสาวๆ ทั่วโลกร้องว้าวกับนวัตกรรมจากธรรมชาติ

04

แบรนด์ไทยจะไปแบรนด์โลก

อาจจะเร็วเกินไปที่จะบอกว่า Vowda ในวันนี้กลายเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในตลาดไทย

แต่สิ่งหนึ่งที่น่ายินดีมากๆ คือ Vowda กลับเป็นงานวิจัยไทยชิ้นแรกๆ ที่ถูกส่งไปประกวดในงาน EUROINVENT 2018 ที่ประเทศโรมาเนีย แถมยังเป็นงานวิจัยที่คว้ารางวัลที่หนึ่งกลับมาอีกต่างหาก ซึ่งหลังจากที่เราได้ฟังจ๋าเล่าถึงกระบวนการต่างๆ มาระยะหนึ่ง เราก็ไม่แปลกใจเลยว่า Vowda ประสบความสำเร็จไปถึงขั้นนั้นได้อย่างไร

เพราะไม่ใช่เพียงแค่ความน่าสนใจของตัวผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่เบื้องหลัง Vowda ยังแฝงไปด้วยขั้นตอนต่างๆ ที่ทำให้เราเชื่อจริงๆ ว่าทุกกระบวนการนั้นผ่านการคิดมาอย่างดี

“พอบอกว่าเป็นวัตถุดิบมาจากเอเชีย มาจากประเทศไทย คนโรมาเนียเขาก็สนใจกันมากเพราะว่ามันเหนือความคาดหมาย และการทำโปรเจกต์กาแฟนี่ได้เพื่อนเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรหรือว่านักวิชาการต่างชาติ โดยเฉพาะในส่วนของเกษตรกร เพราะว่าเราได้ไปช่วยเขาด้วย ได้แลกเปลี่ยนความคิดกัน ทำให้เขารู้สึกมีแรงบันดาลใจที่จะทำงานต่อไป หรือในส่วนของผู้ประกอบการเราก็เป็นต้นแบบที่ดีให้กับคนต่างชาติที่มองเข้ามาว่าเมืองไทยก็มีของพรีเมี่ยมจริงๆ” จ๋ายิ้มภูมิใจ

จะเห็นว่าราคาขายของ Vowda ถูกมากเมื่อเทียบกับสินค้าออร์แกนิกในท้องตลาด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ Vowda ผลิตเองไม่มีพ่อค้าคนกลาง

อย่างไรก็ตามจ๋าพบว่าปัญหาเรื่องบรรจุภัณฑ์ยังคงเป็นเรื่องใหญ่สำหรับ Vowda เธอเล่าให้ฟังว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำผลิตภัณฑ์ให้ออกมาน่าสนใจตามแบบที่คิดเอาไว้นั้น เพราะทุกอย่างต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายสูงลิบ เช่น การอัดเม็ดพลาสติกตามโมเดลตลับเครื่องสำอางสวยหรู โดยเฉพาะเมื่อ Vowda ยังเป็นแบรนด์เล็กที่ถึงแม้เธอจะเคยลองให้คนใกล้ชิดช่วยพัฒนาบรรจุภัณฑ์จากธรรมชาติมาแล้วแต่สุดท้ายก็เป็นอันต้องล้มเลิกไป เพราะการผลิตจำนวนน้อยนั้นต้องใช้เงินลงทุนเยอะกว่าการผลิตในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

และแม้บรรจุภัณฑ์จะยังไม่สวยสู้กับแบรนด์มาแรงของต่างชาติ แต่จ๋าก็มั่นใจในคุณภาพของ Vowda ที่ดีไม่แพ้แบรนด์จากต่างประเทศแน่นอน และการที่สินค้าได้ส่งออกไปยังประเทศลาวและกำลังจะได้ไปโชว์ในงานไทยเฟสติวัลที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ก็คงเป็นอีกหนึ่งเครื่องการันตีความสำเร็จนี้

Vowda เครื่องสำอางแบรนด์ไทยที่ทำสาวๆ ทั่วโลกร้องว้าวกับนวัตกรรมจากธรรมชาติ

Vowda เครื่องสำอางแบรนด์ไทยที่ทำสาวๆ ทั่วโลกร้องว้าวกับนวัตกรรมจากธรรมชาติ

05

เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว

จนถึงตอนนี้ การเป็นเจ้าของแบรนด์ที่เป็นทั้งคนคิดค้นสูตร ผู้ทดลองผลิตภัณฑ์ไปจนถึงพรีเซนเตอร์สินค้าก็ยังสร้าง ความว้าว ที่เราได้แต่ตั้งคำถามว่าเธอทำทุกอย่างนี้คนเดียวกันได้ยังไง เพราะตั้งแต่กระบวนการคิดค้าต่างๆ ขั้นตอนการผลิตที่รู้ลึกรู้จริง ชนิดที่ว่าถามอะไรไปเธอก็ตอบได้ “เครื่องหมายการค้าเราก็ทำเอง ทำทุกอย่างเองหมดเลย เพราะที่บ้านเป็นคนจีน เราจะโดนสอนตลอดว่าถ้าเราทำธุรกิจอะไร เราต้องรู้ลึก รู้จริง เพราะว่าคนงานเขาพร้อมจะไปจากเราได้ทุกเมื่อ เพราะฉะนั้น เราต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองให้ได้”

ไม่ใช่แค่ในกระบวนการควบคุมเท่านั้น แต่จ๋ายังลงมือออกแบบกระบวนการผลิตของเครื่องจักรที่จะใช้ในการทำงานด้วยตัวเอง จากการประยุกต์เอาวิชาความรู้ที่เรียนจากคณะวิศวกรรมศาสตร์เข้ามาใช้ในการออกแบบตัวกระจายความร้อน โดยจ๋ามองว่าการเข้าไปอยู่ในทุกส่วนของเส้นทางการผลิตถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ในฐานะเจ้าของผลิตภัณฑ์

“บางทีคนรุ่นใหม่จะมองแค่ว่ามันคือธุรกิจ คิดแค่ว่าเรียนจบออกมาฉันต้องการจะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง แต่คุณลืมที่จะเข้าไปเรียนรู้ สุดท้ายคุณก็จะไปได้ไม่ไกล เพราะคุณไม่มีประสบการณ์ ฉะนั้นคุณควรจะยอมลำบากไปเรียนรู้ก่อน อย่างการลองไปเป็นพนักงาน ซึ่งคุณจะเรียนรู้สิ่งที่คุณอยากได้จากเจ้านาย ถ้าคุณเป็นลูกค้าคุณอยากได้อะไรจากผู้ผลิต อย่างเพิ่งรีบก้าวกระโดด มันเหมือนการเอาใจเขามาใส่ใจเรา อย่างเราเริ่มจากการเป็นพนักงาน แล้วก็เป็นผู้ใช้ที่มีปัญหา พอมาทำเองเราก็จะเข้าใจว่าลูกค้าอยากได้อะไร ไม่อยากได้อะไร” เธอกล่าว

จ๋าทิ้งท้ายถึงความท้าทายในฐานะเจ้าของแบรนด์ว่า เธอหวังให้ Vowda เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการทำความเข้าใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกที่ถูกต้องมากขึ้น และเธอยังหวังว่าจะได้เห็นเครื่องสำอางไทยที่พัฒนาก้าวไกลและได้รับการยอมรับ

“เริ่มต้นจากในสายตาของคนไทยด้วยกันเอง เพราะสุดท้ายจ๋าเชื่อว่า ความสวยไม่จำเป็นจะต้องอยากมีหรืออยากเป็นตามแบบคนต่างชาติเสมอไป และนั่นคือจุดที่สำคัญที่สุดของ Vowda จงสวยในแบบที่คุณเป็น ไม่ต้องสวยตามแบบใคร” เราจบบทสนทนากับคุณจ๋าด้วยความรู้สึกสวยขึ้นอีกหนึ่งระดับ ไม่ใช่เพราะหน้าตาเราดีขึ้นแบบทันตาเห็น แต่อาจจะเป็นเพราะความสุขและความอิ่มเอมใจที่ได้รับจากการพูดคุยกับจ๋าที่ทำให้เราเชื่อว่าความสวยเป็นเรื่องสร้างได้จริงๆ

Vowda เครื่องสำอางแบรนด์ไทยที่ทำสาวๆ ทั่วโลกร้องว้าวกับนวัตกรรมจากธรรมชาติ

The Rules

  1. ใส่ใจในสิ่งที่ทำ
  2. มีวินัยกับตนเอง
  3. เชื่อมั่นในการตัดสินใจของตนเองเสมอ
ขอบคุณสถานที่
Sway Gray Coffee/Gallery
48 ซอยพระราม 2 60 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพ 10150
FB : swaygreycoffee
IG: swaygreycoffee

Writer

เอม มฤคทัต

นิสิตคณะนิเทศศาสตร์ที่อยากจะลองทำงานเขียน หลงรักทุกอย่างที่เป็นสีพีชและภาพยนตร์จิบลิ มีความสามารถพิเศษในการกินข้าววันละ 5 มื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

“When life gives you lemons, squeeze them in people’s eyes.”

เราพยายามอ่านประโยคที่กำแพงประโยคนี้ซ้ำไปซ้ำมาในใจ พร้อมนึกหาเหตุผลที่ทำให้อยากหยิบลิปสติกสีเบอร์กันดีแดงฉ่ำขึ้นมาทันที แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก

จนกระทั้ง ดมิสาฐ์ องค์ศิริวัฒนา Co-founder and Executive Creative Director แห่ง SOUR Bangkok (บริษัท เซาเออร์ บางกอก) เจ้าของสถานที่เดินเข้ามาเฉลยความหมายที่ซ่อนในระหว่างบรรทัด

SOUR Bangkok เป็นบริษัทเอเจนซี่โฆษณาน้องใหม่ที่ประกาศจุดยืนในตลาดชัดเจนกว่าใครว่า เป็นเอเจนซี่ที่สนใจและทำเนื้อหาประเด็นเรื่องผู้หญิงโดยเฉพาะ

และไม่ว่าสัดส่วนการครองตลาดที่มีตัวเลขอัตราส่วนประชากรโลกชายและหญิง 1:7 จะมีนัยสำคัญมาเกี่ยวหรือไม่ เรากำลังจะเข้าสู่สังคมสาวโสดจนต้องสนใจตลาดผู้หญิงล้วนหรือเปล่า ความสนุกของเกมวงการโฆษณาที่อยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านของสื่อสร้างสรรค์และการเป็นเอเจนซี่น้องใหม่ที่มุ่งเน้นไปตลาดผู้หญิงเป็นอย่างไร

เอเจนซี่เพื่อนหญิงพลังหญิงนี้จะเล่าให้คุณฟัง

คำเตือน โปรดระวังจะหลงเสน่ห์

SOUR Bangkok, ดมิสาฐ์ องค์ศิริวัฒนา

Sweet and SOUR

“ผู้หญิงจะสวยด้วยเก่งด้วยไม่ได้หรอ” ดมิสาฐ์บอกเรา เมื่อเราถามถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ของผู้หญิง

“เราอยู่วงการโฆษณา สัมผัสมาตลอดว่าคนวงการโฆษณามักจะตีความไปที่ Core Idea อย่างความสวยต้องมาจากข้างใน นักแสดงหญิงต้องไม่แต่งหน้า เรารู้สึกว่านี่ไม่ใช่ความหมายของพลังหญิงที่แท้จริง พลังหญิงน่าจะรวมรูปลักษณ์ภายนอกและภายใน เราอยากผลักดันประเด็นความคิดนี้สู่การรับรู้ในสังคมว่าผู้หญิงยุคนี้ทั้งสวยและเก่งได้” ดมิสาฐ์เล่าถึงความตั้งใจเริ่มต้นที่ทำให้เธออยากทำเอเจนซี่ที่สนใจประเด็นเรื่องผู้หญิง

พอพูดถึง content ผู้หญิง ทุกคนมักจะกระโดดไปนึกถึงเครื่องสำอางอยู่เสมอ

“ทุกคนจะเข้าใจว่า content ของผู้หญิงคือเรื่องความสวยความงาม จะว่าไปเหล่านี้เป็นความเข้าใจผิดของตลาด ซึ่งลูกค้าหลายรายที่เราพบก็ยังคิดแบบนั้น เขามักจะถามเสมอว่าเรารับแต่สินค้าเครื่องสำอางใช่ไหม แต่สำหรับเราคำว่าผู้หญิงมีมุมและมิติต่างๆ ในชีวิตอีกเยอะมากที่เราไม่เคยเล่น เรื่องไลฟ์สไตล์ แรงบันดาลใจ ศิลปะและอื่นๆ อีกมากมายที่อยู่รอบตัวผู้หญิง เรื่อง knowledge และ how to ขอยกตัวอย่างง่ายๆ ในวันที่ออฟฟิศเราได้เครื่องต้มกาแฟเป็นของขวัญวันเปิดบริษัท ทีมงานเรามีแต่ผู้หญิงและทุกคนไม่มีใครใช้เครื่องต้มกาแฟนี้เป็นเลย (หัวเราะ) อย่างแรกที่น้องในทีมทำก็คือ เปิด YouTube พิมพ์ชื่อเครื่องและรุ่นก็เจอขั้นตอนการต้ม 1 2 3 4 จะเห็นว่ามีเนื้อหาทำนองนี้อยู่มากมายนะ และวันหนึ่งผู้หญิงบางคนอาจจะลุกขึ้นมาทำอะไรเกี่ยวกับ IT รถยนต์ งานศิลปะ”

ก่อนที่เราจะถามถึงที่มาของชื่อว่าทำไมต้องเปรี้ยวจี๊ดมะนาวจริงด้วย “เราชอบคำว่า sour ก่อนหน้านี้เราเคยดูมิวสิกวิดีโอของญี่ปุ่น จำชื่อวงและเพลงไม่ได้ แต่จำความรู้สึกได้ว่าเท่มาก ในวันที่ทำบริษัทของตัวเองเราก็นึกถึงคำที่เป็นรสชาติของผู้หญิงซึ่งมีหลายรสชาติ แค่รสหวานกับเผ็ดคงไม่พอ ต้องเติมรสเปรี้ยวลงไปด้วย รสชาติก็จะกลมกล่อมขึ้น”

So tell me what you want, what you really really want

คนที่ทำงานเอเจนซี่โฆษณามามากกว่า 10 ปีกับการเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง

“เราทำงานอยู่เอเจนซี่มาสิบกว่าปี และพบทุกที่มีปัญหาแตกต่างกันไป ดังนั้นในวันที่เริ่มต้นจริงๆ เราก็คิดว่าเราควรจะหยุดบ่น เราควรจะ stop complaining แล้วมา start doing นั่นคือ เมื่อไม่ชอบหลักการของที่นี่แล้วย้ายไปที่นั่นแบบแต่ก่อนมันไม่ใช่วิธีแก้ไขปัญหาแล้ว ในเมื่อเราไม่เชื่อในที่นั่นเราก็ทำในทางที่เราเชื่อไปเลยสิ จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่อยากทำเอเจนซี่ของตัวเอง ตอนแรกตั้งใจจะทำเล็กๆ เริ่มจากมองหาจุดขายว่าในตลาดยังไม่มีอะไร ซึ่งพอดีกับช่วงหลังเราได้ทำงานและแคมเปญเกี่ยวกับผู้หญิง เราก็เริ่มรู้สึกอิน จึงตัดสินใจวาง positioning ของแบรนด์ให้เป็นเอเจนซี่ที่โฟกัสกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้หญิง

“พอมีเพื่อนๆ ในวงการเริ่มรู้ว่าเราคิดทำอะไรก็เริ่มมีคนติดต่อมาขอร่วมเป็นพาร์ตเนอร์ ซึ่งเราตัดสินใจร่วมงานกับ CJ Worx เหตุผลข้อแรกก็คือ CJ Worx เป็น Independent Agency อย่างแท้จริง เราอยู่กับ network มาตลอดชีวิตก็พบว่ามีข้อดีข้อเสียที่ทำให้เราอยากลองดูว่าถ้าการทำงานแบบใหม่นี้ไม่ขึ้นตรงกับ network หรือ KPI และเป็น Independent Agency ก็น่าจะอิสระมากกว่า เหตุผลขอที่สองคือ เราเองโตมาจากงานครีเอทีฟล้วนๆ อะไรที่เราไม่ถนัด CJ Worx ช่วยสนับสนุนเต็มที่ทั้งเรื่ององค์ความรู้ใหม่ๆ จากผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้สื่อ สนับสนุนให้เราลองทำสิ่งใหม่ๆ หรือแม้แต่เรื่องการ setup ระบบบริษัทด้วย”

SOUR Bangkok
SOUR Bangkok เอเจนซี่โฆษณาเพื่อนหญิงพลังหญิงที่เปรี้ยวและซ่าที่สุดในขณะนี้

By women, for women

“ข้อดีของการกำหนด positioning ชัดเจน คือคนที่เข้ามาร่วมงานไม่ว่าจะเป็นลูกค้า พาร์ตเนอร์ หรือน้องในทีม เขาจะพอรู้อยู่แล้วว่าเขาต้องทำอย่างไร เขาอยากได้อะไร เขามีความเห็นในทิศทางเดียวกัน ดังนั้นเราแทบจะไม่ต้องใช้เวลาอธิบายความตั้งใจ และไม่น่าเชื่อว่าตลาดนี้กว้างกว่าที่เคยคิดมาก

“ตอนเริ่มต้นทำบริษัทมีแค่ 2 – 3 คนที่เห็นด้วยกับความคิดนี้ ส่วนใหญ่จะทักถามว่าตีกรอบ positioning ไปที่ผู้หญิงจะแคบไปไหม ผู้หญิงในที่นี้หมายถึงกลุ่มผู้ชมหรือเปล่า โลกปัจจุบันมีความหลากหลายทางเพศทำไมเราคิดถึงแค่ผู้หญิง ซึ่งในความจริงเราไม่ได้มองว่าผู้หญิงหมายความถึงเพศหญิงอย่างเดียวนะ แต่มีมุมมองหรือมิติที่มากมายกว่านั้น ทั้งในแง่เพศสภาพ จิตใจ อายุ ซึ่งหมายรวมถึงพฤติกรรมของเขา เช่น สินค้าที่เป็นแบรนด์รถยนต์ทุกคนก็จะคิดถึงผู้ชาย แต่แทบไม่เคยมีใครรู้เลยว่าจากข้อมูลสถิติมอเตอร์โชว์ที่ผ่านมาผู้หญิงออกรถเยอะกว่าผู้ชายเสียอีก เพราะฉะนั้น ผู้หญิงเป็นเจ้าของรถเยอะและปัญหาคือผู้หญิงดูแลรถไม่เป็น เป็นตัวอย่างให้เห็นว่าพฤติกรรมก็เป็นตัวกำหนดแบรนด์นะ ไม่ได้หมายความว่าคำว่า ผู้หญิง เท่ากับผู้หญิง แต่มีเรื่องของพฤติกรรมที่สามารถนำมาทำแคมเปญก็ได้”

SOUR Bangkok
SOUR Bangkok เอเจนซี่โฆษณาเพื่อนหญิงพลังหญิงที่เปรี้ยวและซ่าที่สุดในขณะนี้
SOUR Bangkok เอเจนซี่โฆษณาเพื่อนหญิงพลังหญิงที่เปรี้ยวและซ่าที่สุดในขณะนี้

STRONG!

“ปีนี้ถือเป็นปีที่ท้าทายมากเพราะว่ามี Independent Agency เปิดใหม่เยอะมาก และเอเจนซี่แต่ละที่ก็มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางแตกต่างกันไป บางเจ้า one-stop service เป็นทั้งครีเอทีฟเป็นทั้งโปรดักชัน บางเจ้าก็มีเครือข่ายสนับสนุนจากเอเจนซี่ประเทศเพื่อนบ้าน สิ่งที่ท้าทายคือลูกค้าก็จะมีตัวเลือกมากมาย และในกรณีที่ลูกค้ายังไม่เชื่อเรื่องตลาดผู้หญิงมากนัก เขาก็มอบโจทย์ให้ลองเสนอแผนงานเรื่องความเป็นผู้หญิงที่เชื่อมกับสินค้า จะเห็นว่าลูกค้าที่เข้ามาส่วนใหญ่ค่อนข้างเปิดโอกาสให้พวกเรา”

ดมิสาฐ์เล่าให้เราฟังว่าอีกหนึ่งความท้าทายของเอเจนซี่ยุคใหม่นี้ก็คือการดึงคนรุ่นใหม่ที่เก่งๆ ให้ทำงานอยู่กับองค์กรได้ตลอด “คิดว่าในหลายๆ บริษัทน่าจะเจอเหมือนกันหมดนะ เด็กรุ่นใหม่มักจะอยากจะเป็นฟรีแลนซ์เพราะคิดว่ามีอิสระด้านเวลาและรายได้ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่บริษัทใหม่ๆ จะสามารถรั้งคนเก่งให้ทำงานอยู่กับเขาไปได้ตลอด แต่จากการทำงานกับน้องๆ ในทีมของเรา เราพบว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้คนรุ่นใหม่เขาอยากอยู่กับเรา ก็คือการมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน ทุกคนที่มาทำงานกับเราต่างรู้ตัวเองว่าอยากได้งานที่ดี มีความมุ่งมั่นในแบบเดียวกัน เฉลิมฉลองด้วยกันเวลาที่ลูกค้าซื้อไอเดียแบบที่เราอยากทำ เราจึงคิดว่าความมุ่งมั่นและแรงบันดาลใจนี่แหละเป็นสิ่งที่ทำให้เขาอยู่กับเรา”

นอกจากจะเป็นเอเจนซี่ที่มีโจทย์ชัดเจนเรื่องแคมเปญสำหรับผู้หญิงแล้ว ในด้านการทำงานกับทีมที่มีแต่ผู้หญิง เราสงสัยว่ามีความเหมือนหรือแตกต่างกับเอเจนซี่ทั่วไปบ้างหรือไม่

“เรื่องการทำงานคงไม่เปลี่ยนไปจากเอเจนซี่แบบเดิม แต่ถ้าเป็นเรื่องที่แตกต่างชัดเจนคงเป็นเรื่องการมีอยู่ของกระจกเงากลางออฟฟิศ (หัวเราะ) จริงๆ เราทำงานกับผู้หญิงมาบ้างอยู่แล้ว ก็เลยไม่รู้สึกว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไป แต่สิ่งที่ชัดเจนเมื่อเทียบการทำงานระหว่างชายและหญิงคือเรื่องความละเอียด ทั้งการคิดที่รอบด้านและรายละเอียดเล็กๆ ที่บางทีเราลืมไป ถ้าใครอยู่ในสายงานนี้แล้วเคยทำงานกับคนตัดหนังหรือคนทำสีในหนังที่เป็นผู้หญิงจะเห็นว่างานละเอียดกว่านะ”

SOUR Bangkok เอเจนซี่โฆษณาเพื่อนหญิงพลังหญิงที่เปรี้ยวและซ่าที่สุดในขณะนี้
SOUR Bangkok, ดมิสาฐ์ องค์ศิริวัฒนา

Give me a SOUR, hit me baby one more time

แม้ SOUR Bangkok จะเปิดตัวได้ไม่นาน แต่ก็มีผลงานเปรี้ยวแซ่บสมชื่อให้เราเห็นอยู่บ่อยๆ เราจึงขอให้ดมิสาฐ์เล่ากระบวนการคิดงานที่แปลกและสร้างสรรค์ที่สุดตั้งแต่เคยทำมา หนึ่งในนั้นก็คืองานไวรัล ใครซื้อเต่าให้

จากวันที่ได้รับฟังเรื่องราวของแบรนด์เครื่องหนัง Viera by Ragazze ดมิสาฐ์รู้สึกถึงความพิเศษในเรื่องราวที่เกี่ยวกับเครื่องหนังซึ่งลูกค้าของแบรนด์มักมองหาแต่สิ่งเนี้ยบๆ ไม่ค่อยรู้ว่าเครื่องหนังต้องใช้ให้เกิดร่องรอยแล้วจะยิ่งสวย ทาง SOUR Bangkok จึงเสนอคอนเซปต์ Craft by Life ร่องรอยความสวยงามที่แตกต่างจากการใช้งานที่แตกต่างกัน ผลก็คือลูกค้าชอบมาก โดยตอนแรกทีมงานตั้งใจจะทำหนังสั้นเล่าร้อยเรียงเรื่องราว แต่ในขณะที่กำลังพรีเซนต์เพื่อเตรียมถ่ายทำจริงอยู่นั้นลูกค้าก็บรีฟเพิ่มเติมว่า “ขอหนังที่ดูไม่รู้เรื่องได้ไหม อันนี้มันรู้เรื่องเกินไป”

“ฟังแล้วท้าทายมากเลย (หัวเราะ) เพราะเราทำการสื่อสารซึ่งก็ต้องให้คนรู้เรื่อง สุดท้ายจึงกลายมาเป็น Fashion Film ที่อยู่ตรงกลางระหว่างการเล่าเรื่องแบบไม่รู้เรื่องและนำเสนอสินค้า ซึ่งก็ทำให้คนดูเข้าใจว่าคอนเซปต์คืออะไร และพอดีกับการรีแบรนด์ครั้งนี้ลูกค้าเปลี่ยนโลโก้เป็นรูปเต่า ในวินาทีสุดท้ายมากๆ ลูกค้าถามว่า ‘ใส่เต่าลงไปในหนังด้วยได้ไหม’ เราก็คิดว่าไหนๆ หนังก็มาทางนี้แล้ว ก็ให้ผู้หญิงสักคนในเรื่องเลี้ยงเต่าเลยแล้วกัน จึงเกิดเป็นเรื่องราวชีวิตหลายๆ คู่ในนั้นหนังสั้นเรื่องนี้ สุดท้ายหนังไม่ได้เฉลยนะว่าใครซื้อเต่าให้ใคร เลยเกิดเป็นกระแสบนโลกออนไลน์ มันไม่รู้เรื่องแต่มันโอเค เป็นงานที่แปลกสุดที่เคยทำเพราะลูกค้าบรีฟได้เซอร์เรียลมากๆ”

SOUR Bangkok
SOUR Bangkok

Wonder Women x Women

และแม้จะเป็นเอเจนซี่ที่น้องใหม่ เมื่อถามถึงบทเรียนสำคัญของการทำธุรกิจนี้ ดมิสาฐ์ก็ชวนเรามองเห็นความสำคัญของความคิดสร้างสรรค์และการทำงานอย่างตั้งใจ

“มีแบรนด์เกิดใหม่ทุกวัน พอใครมีไอเดียอะไรก็ลุกขึ้นมาทำแบรนด์ จากบทเรียนที่ผ่านมาเราพบว่าการสร้างแบรนด์ๆ หนึ่งให้โดดเด่นออกมานั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะลูกค้าเองก็มีทางเลือกที่หลากหลายขึ้น และถ้าสังเกตพฤติกรรมการรับสื่อปัจจุบันจะเห็นว่าในแต่ละวันคนเรารับเนื้อหาสุดทางมาก บางวันก็รุนแรงสุดๆ เศร้าหมองจากคดีฆ่าหั่นศพ และบางวันก็ชวนกันไปฮิตขนมหวานน้ำแข็งไส มันหลากหลายมากและสุดทางจนทำให้คนเราด้านชา เราจึงเชื่อว่าความคิดสร้างสรรค์ยังคงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ทุกงานที่ทำเราตั้งใจให้มีไอเดียที่แข็งแรงเป็นหลักเพื่อให้งานนั้นๆ ทำงานกับความรู้สึกของคน ซึ่งจะว่าไปก็เป็นเรื่องยากและท้าทายเราและตลาดไม่น้อย” ได้ยินแบบนี้ก็ทำให้ไฟในการทำงานของเราลุกโชนขึ้นไม่น้อย ก่อนจะฝากคำแนะนำสำหรับคนที่อยากเริ่มต้นธุรกิจจากความรัก

“ ‘ความรักกับการทำธุรกิจ’ สำหรับเราแล้วคนละเรื่องกันนะ รักอย่างเดียวบางทีก็ไปไม่รอด มันต้องมีทักษะด้านอื่นๆ ด้วย อย่างเราโตมาจากสายงานครีเอทีฟที่ทั้งชีวิตไม่เคยต้องบริหาร วันหนึ่งต้องมา run ธุรกิจทั้งหมด เป็นทั้งเจ้านาย เป็นทั้งลูกน้อง ต้องโน้มน้าวคน แม้กระทั่งทำออฟฟิศก็ต้องคุยกับช่าง รายละเอียดที่ต้องติดต่อประสานคนมันเยอะมากๆ ดังนั้นความรักอย่างเดียวจึงไม่พอ ปกติเราก็แค่คิดงาน พรีเซนต์งานลูกค้า ขายผ่าน ก็คือจบแล้ว แต่มันยังมีงานหลังบ้านอีกมากมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการการบริหารและเรื่องแหล่งเงินทุนซึ่งจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญมาช่วย เรื่องความรักในสิ่งที่ทำเป็นเรื่องที่ดีแต่ว่าต้องรู้จักหาคนที่จะดำเนินธุรกิจไปรอดได้ และโชคดีที่เราโตมากับพ่อและแม่ที่ทำกิจการเราก็เลยพอเข้าใจเรื่องการบริหารจัดการอยู่บ้าง”

บทความนี้เรียบเรียงไปพร้อมๆ กับลองยาทาเล็บสีพีชสลับกากเพชรสีเขียวเทอควอยซ์

“When life gives you lemons, squeeze them in people’s eyes.” เรากลับขึ้นไปมองประโยคในบรรทัดแรกอีกครั้งก่อนขยิบตาข้างขวา แล้วแกล้งเปิดฝาแยมสตรอว์เบอร์รี่ Super Manly Man ที่ SOUR Bangkok ฝากมาให้ลองชิมไม่ออก

ดมิสาฐ์ องค์ศิริวัฒนา
 ภาพ: SOUR Bangkok

The Rules

  1. ใช้ความเป็นผู้หญิงให้เป็นประโยชน์: ทุกสิ่งทุกอย่างไม่อาจได้มาด้วยการบังคับ เราได้สิ่งที่เราต้องการมาด้วยการอ้อน
  2. ใช้ความอิจฉาจุดประกายเรา: อยู่ในวงการครีเอทีฟมันต้องมี passion เช่น CJ Worx ได้กรังด์ปรีซ์ เราจะยอมแพ้ไม่ได้ เราต้องทำงานให้ดียิ่งขึ้นไป จุดประกายให้เราอยากคิดงานดีๆ ออกมาทุกวัน
  3. คิดถึงคนอื่นเสมอ: พี่ต่อ (ธนญชัย ศรศรีวิชัย) สอนเสมอว่าทำงานให้คิดถึงคนอื่น คิดถึงลูกค้าด้วยว่าเขาจะขายของได้ไหม อย่าคิดถึงแต่ทำงานเอารางวัลเพียงอย่างเดียว

 

SOUR Bangkok

Website: www.sourbangkok.com
Facebook: SOUR Bangkok

 

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load