13 พฤศจิกายน 2561
12 K

‘Ausara Surface’ คือแบรนด์สิ่งทอจากโลหะและแร่ธาตุสัญชาติไทยเพื่อใช้สำหรับงานตกแต่งภายใน

เป็นแบรนด์เดียวในโลกที่ออกแบบและผลิตสิ่งทอจากเหล็กและแร่ธาตุ

เป็น 1 ใน 3 แบรนด์ในโลกที่ออกแบบสิ่งทอจากวัสดุที่ไม่น่าจะนำมาทอผ้าได้แต่เป็นผ้าทอได้ โดยเจ้าหนึ่งอยู่ที่อเมริกา และอีกเจ้าอยู่ที่ฝรั่งเศส

ไม่ได้เป็นเพียงแบรนด์วัสดุสำหรับงานตกแต่งภายใน แต่ยังออกแบบและผลิตสำหรับใช้ในวงการแฟชั่น ด้วยข้อมูลอันเป็นความลับเราเปิดเผยได้เพียงว่าหนึ่งในลูกค้าสำคัญของ Ausara Surface คือหลายแบรนด์หรูในกลุ่ม LVHM หรือ LVMH Moët Hennessy Louis Vuitton รวมถึงเป็นผ้าที่ใช้ทำชุดเมขลารามสูร ชุดประจำชาติในการประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2017 ของ มารีญา พูลเลิศลาภ ด้วย

ยังไม่นับงานประดับตกแต่งจากสิ่งทอและวัสดุออกแบบพิเศษที่ใช้ทั้งภายในและภาพนอกของโรงแรมหรู ร้านอาหารดัง และอสังหาริมทรัพย์เกือบทุกเจ้าในตลาด

Ausara Surface

เรามีนัดกับ โชษณ ธาตวากร Managing Director และ อาจารย์ปุ๊ก-จารุพัชร อาชวะสมิต อาจารย์ประจำภาควิชาศิลปอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และ Creative Director ของ Ausara Surface ในบ่ายวันหนึ่งที่สตูดิโอย่านลาดพร้าว เพื่อคุยกันเรื่องเบื้องหลังของแบรนด์ จากความหลงใหลและความเชื่อมั่นในงานที่ทำ การทดลองและลองทำอย่างซื่อตรง ทำให้เห็นว่าไม่ใช่แค่สิ่งทอสะท้อนแสงแวววาวนี้เท่านั้นที่ประณีต การบริหารจัดการแบรนด์เล็กๆ อย่างตั้งใจก็ส่งให้ Ausara Surface ฉายแวววิบวับในวงการสิ่งทอระดับโลก

Ausara Surface Ausara Surface

พาร์ตเนอร์สายใย สายรหัสผู้ร่วมอุดมการณ์

หลังจากวันที่รู้จักกันในฐานะพี่น้องร่วมสายรหัสของภาควิชาศิลปอุตสาหกรรมที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ของ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ทั้งสองก็แยกย้ายกันเดินทางในสายงานที่ต่างคนต่างสนใจ

อาจารย์ปุ๊กกลับมาเป็นอาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องสิ่งทอ และที่ปรึกษาด้านผลิตภัณฑ์ขององค์กรชั้นนำต่างๆ ขณะที่โชษณทำงานกับอเล็กซานเดอร์ ลามอนต์ (Alexander Lamont) แบรนด์เฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านระดับโลก

ประสบการณ์จากการทำงานกับอเล็กซานเดอร์ ลามอนต์ ทำให้โชษณสนใจเรื่อง Vertical Textile หรือสิ่งทอที่ใช้สำหรับงานตกแต่งในแนวตั้ง โดยเฉพาะคุณสมบัติเรื่องน้ำหนักที่เบา และการพับเก็บเปลี่ยนรูปแบบได้ง่าย

Ausara Surface

“ช่วงปี 90 ในวงการสถาปัตยกรรมและอินทีเรียกำลังพูดถึงคอนกรีตซึ่งเป็นของใหม่ในยุคนั้น แต่ผมมองว่าเทรนด์ของโลกกำลังวิ่งหาสิ่งที่เป็น Mobility เคลื่อนย้ายได้ มีความยืดหยุ่น ไปจนถึงเรื่องของสิ่งทอที่จะไม่จำกัดอยู่ในรูปแบบเดิมๆ อีกต่อไป สมัยนั้นสิ่งทอในงานอินทีเรียจะใช้สำหรับตัดเย็บทำหมอน ซึ่งผมมองว่าผ้าเป็นได้มากกว่านั้น เป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมได้ หรือเป็นงานศิลปะชิ้นงานใหญ่ๆ เลยก็ย่อมได้

“โดยที่ก่อนหน้านี้งาน Mass Production และงานศิลปะจะอยู่แยกขาดจากกันอย่างสิ้นเชิง แต่ด้วยปัจจุบันที่เทคโนโลยีในการผลิตก้าวหน้าขึ้น ผู้ใช้งานในตลาดมีความหลากหลายทำให้งานสายแมสไม่ต้องสุดโต่งผลิตในจำนวนมหาศาล หรืองานศิลปะก็ไม่จำเป็นต้องมีเพียงชิ้นเดียวอีกต่อไป ทุกคนต้องการกระเบื้อง วอลเปเปอร์ พรม สีผนังที่ไม่เหมือนใคร อยากได้ของที่สะท้อนคาแรกเตอร์ตัวเอง” โชษณมองเห็นช่องว่างในตลาดที่เขาสนใจ

จนกระทั้งอาจารย์ปุ๊กชวนมาเริ่มทำแบรนด์สิ่งทอด้วยกัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่วงการสร้างสรรค์กำลังวิ่งเข้าหางานหัตถกรรม โหยหางานฝีมือและงานคราฟต์ ซึ่งอาจารย์ปุ๊กเล่าว่า เธอไม่ต้องการจำกัดว่าคราฟต์คืองานท้องถิ่น แต่หมายถึงงานประณีตศิลป์ที่คิดและทำอย่างตั้งใจ

Ausara Surface Ausara Surface

ทำสิ่งที่ลูกค้าไม่รู้ว่าเขาต้องการ

ไม่ต่างจากหลักการสร้างสรรค์ของ สตีฟ จ็อบส์ สองผู้ก่อตั้ง Ausara Surface ช่วยกันเล่าว่า เพราะสิ่งที่ทั้งคู่ตั้งใจทำเป็นสิ่งใหม่มากในตลาด นั่นทำให้พวกเขาเริ่มจากพัฒนาผลิตภัณฑ์ก่อนจะสื่อสารการตลาดใดๆ

“ลูกค้าไม่รู้ว่าต้องการสิ่งนี้ จนกระทั่งเขาได้เห็นและสัมผัสมัน” โชษณเสริม

“เวลาที่พูดถึงสิ่งทอ คนมักจะมุ่งไปเรื่องเสื้อผ้า แม้จะเป็นองค์ความรู้ที่มีมากว่า 3,000 ปีแล้ว คนก็ยังจดจำผ้าแบบนี้ ทั้งยังแยกประเภทการผลิตอย่างสิ้นเชิง เช่น โรงงานนี้ทอผ้าสำหรับเสื้อผ้าเท่านั้น สำหรับทอผ้าม่านเท่านั้น สำหรับผ้าปูทำโซฟาเท่านั้น ยังไม่เคยมีใครพูดเรื่องผ้าในมิติอื่น ในวันที่เราอยากหลุดจากกรอบความคิดเดิมๆ เราก็ถามโชษณว่า มีวัสดุอะไรบ้าง เราอยากได้เหล็ก หลังจากนั้นเราก็เริ่มลงมือทดลองกัน” อาจารย์ปุ๊กเสริม

Ausara Surface เริ่มต้นอย่างเรียบง่าย และใช้เวลาในช่วงทดลองและพัฒนาผลิตภัณฑ์กว่า 1 ปี โดยทำงานร่วมกับวิศวกรและโรงงานทอผ้าเพื่อให้เครื่องจักรสามารถส่งเส้นด้ายทองแดงที่หลากหลายระดับได้ จนออกมาเป็นสวอตช์หรือตัวอย่างชิ้นงานเพื่อส่งให้มัณฑนากรเลือกสรร และด้วยการแนะนำของ คุณติ๊ก-นิวัติ คูณผล รุ่นพี่ของทั้งสองคนที่ลาดกระบัง ทำให้ Ausara Surface มีโอกาสแนะนำตัวเองกับมัณฑนากรชั้นนำของประเทศ

งานสร้างสรรค์ที่สร้างความประทับใจอย่างลุ่มลึก

Ausara (อุสรา) แปลว่า พระอาทิตย์

งานทุกชิ้นของอุสราใช้ความร้อนในการผลิตเส้นใยและเส้นด้ายจากแร่ธาตุต่างๆ พวกหินบะซอลต์  เหมือนกันกับความร้อนจากพระอาทิตย์ซึ่งจุดกำเนิดทุกอย่างบนโลก

ส่วน Surface คือคอนเซปต์ของงานที่ให้ความสำคัญกับลักษณะของผิวสัมผัส มองแล้วเหมือนหลุดเข้าไปอีกโลกหนึ่ง

“ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นนักออกแบบ เขาเข้ามาหาเราเพราะเราไม่อยากได้ของที่เหมือนใคร เราสังเกตว่าเวลานักออกแบบมองงานของเราเขาจะมีจินตนาการต่อกับผ้าผืนนั้นหรือ Surface นั้นๆ ได้เลย เราชอบที่งานของเราช่วยสร้างจินตนาการแก่นักออกแบบต่อโดยไม่มีข้อจำกัด” อาจารย์ปุ๊กเล่า

คำหนึ่งคำที่อธิบายความเป็น  Ausara Surface ได้ชัดเจนที่สุดคือคำว่า ‘Profound Grace’

ความรู้สึกประทับใจที่ลุ่มลึก ไม่ใช่ความสวยที่มองแล้วรู้สึกทันที แต่เป็นยิ่งมองยิ่งสวย

Ausara Surface Ausara Surface

“ถ้าถามเรื่องมิติของการออกแบบ สีสันและรายละเอียดอาจจะไม่ได้ดึงดูดในครั้งแรกที่เห็น หรือไม่ได้มีแพตเทิร์นที่เห็นแล้วรู้ทันที แต่สำคัญคือรายละเอียดที่ผสมผสานอยู่ระหว่างโลหะและเนื้อผ้า ทั้งจากที่แสงส่องผ่านและสะท้อนออกมา ปกติผมจะแขวนงานที่เสร็จแล้วไว้ที่ห้องแล้วยืนมองงานผ่านแสงที่เปลี่ยนเช้าจรดเย็น

ขณะที่ผลิตภัณฑ์บางประเภทใช้การวัดค่าความสวยงามเป็นจุดๆ ณ ตำแหน่งนี้ ภาพที่ถ่ายออกมาให้ความสวยงามอย่างไร แต่ Profound Grace เหมือนภาพวิดีโอ คือต้องดูอย่างต่อเนื่อง ค่อยๆ เดินผ่าน บางครั้งก็ดูอีกรอบพรุ่งนี้ว่าภาพที่เห็นเปลี่ยนไปหรือเปล่า” โชษณอธิบาย แววตาที่เขามองผ้าระหว่างเล่าทำให้เราหายข้อสงสัยในความ Profound Grace

“สิ่งหนึ่งที่ควรรู้ไว้เสมอ ในงานอินทีเรีย เราไม่ใช่นางเอก เราเป็นเพื่อนนางเอก หากจะต้องทำพรมที่เด่นกว่าโต๊ะในห้องหรือผ้าม่านที่เด่นกว่าประติมากรรมในห้องก็คงไม่ดี มันอาจจะมีสถานที่แบบนั้น แต่ในความเป็นจริงเราต้องยอมรับว่าเราไม่ใช่จุดนำสายตา” อาจารย์ปุ๊กเล่า ก่อนจะบอกว่าหลังออกแบบชิ้นงานทุกครั้ง เธอจะถามตัวเองเสมอว่า Profound Grace แล้วหรือยัง

บริหารและสื่อสารอย่างนักออกแบบ

หลักการบริหารธุรกิจฉบับนักเรียนออกแบบผู้ผ่านประสบการณ์ในสายงานนี้มายาวนาน บอกเราว่า จงเลือกใช้เงินกับธุรกิจอย่างมีเหตุมีผล

หนึ่ง ไม่มีโชว์รูม เพราะคนที่เข้าออกโรงแรมไม่ได้เป็นคนเลือกแต่เป็นอินทีเรียดีไซเนอร์

“เราตกลงร่วมกันแล้วว่าจะไม่ทำหน้าร้าน เพราะเรารู้กลุ่มลูกค้าของเราและกว่าครึ่งมาจากตลาดต่างประเทศ” โชษณเล่าเหตุผล

สอง ไม่ลงทุนกับเครื่องจักรใหญ่ จากบทเรียนธุรกิจในช่วง 15 – 20 ปีที่ผ่านมา

Ausara Surface

“เราเริ่มทำ R&D ช่วงที่โรงงานทอผ้าทยอยปิดตัวกันหลังจากที่ซบเซามานาน หลังจากแบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกต่างถอนกำลังการผลิตย้ายไปประเทศเพื่อนบ้านในช่วง 15 – 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นโชคดีที่ทำให้โรงงานยอมทำ R&D ให้เรา ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงไม่มีใครอยากรับงานเล็กขนาดนี้ ” อาจารย์ปุ๊กเล่า

“ระหว่างทางกังวลไหมว่าจะมาถูกทางหรือไม่ จะขายได้หรือเปล่า” เราถาม

“เรารู้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าเรากำลังทำสิ่งที่ใหม่มากในตลาด ซึ่งถ้าใช้เกณฑ์ทางการตลาดทั่วไปหรือทำทดลองตลาดเราสอบตกแน่นอน เพราะไม่มีใครรู้จักมาก่อน แต่เราเห็นคุณค่าในงาน เรารู้ว่ายังไงก็มีตลาด” โชษณตอบก่อนหันกลับไปถามอาจารย์ปุ๊ก

“แต่เรากลับมั่นใจนะว่างานที่ออกมาต้องเลิศมากแน่ๆ” อาจารย์ปุ๊กยิ้ม

อะไรทำให้ทั้งคู่มั่นใจขนาดนี้ เราสงสัย

“ตอนที่เราเริ่มต้นและเห็นว่ามันยังไม่มีผู้เล่น เราก็ตั้งข้อสงสัยว่ามันต้องมีอะไรบางอย่างที่ทำให้นักธรุกิจหรือนักออกแบบไม่มาเล่นตลาดนี้ เพราะอนาคตข้างหน้าบ้านจะหลังเล็กลง พื้นที่ใช้สอยไม่ได้เยอะเหมือนแต่ก่อน เทกซ์ไทล์จึงจะเป็นความหวังใหม่ เพราะมันขยับได้ ยืดได้ หดได้ พับได้ ม้วนได้ ที่ผ่านมาผมทำเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ โต๊ะขนาดใหญ่ขยับครั้งหนึ่งต้องใช้แรงคนจำนวนมาก เป็นความไม่สบายใจระหว่างที่เห็นว่าอะไรบางอย่างมันขาดไป พอได้ทดลองหลายๆ งานที่ใกล้เคียงกัน เราก็รู้สึกมั่นใจว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งใหม่ที่เรากำลังมองหาอยู่ และเชื่อสัญชาตญาณ ก่อนหน้านี้เคยปรึกษาหลายๆ คนว่าของแบบนี้จะขายได้ไหม ไม่มีใครเชื่อเลยว่าจะทำได้ เพราะไม่มีคนรู้จักเลย” โชษณตั้งคำถาม และพบว่าองค์ความรู้เรื่องนี้มีอยู่น้อย คนทั่วไปนึกภาพการใช้งานไม่ออก

Ausara Surface

ดังนั้น แทนที่จะขายผ้าเพียงอย่างเดียว โชษณจึงมาพร้อมบริการติดตั้ง จนลูกค้าซึ่งเป็นนักออกแบบและมัณฑนากรเข้าใจและติดใจทำให้ธุรกิจเติบโตเรื่อยมา

“ส่วนหนึ่งเพราะพวกเรามีพื้นฐานงานออกแบบจึงคุยกับนักออกแบบอย่างเข้าใจกัน แม้เรื่องยากๆ อย่างการอธิบายภาพในหัว ซึ่งเขาทำท่าว่าเขาอยากได้งานแบบนี้ (ทำมือไหลๆ พลิ้วๆ) ผมก็ตอบเป็นแบบนี้ดีไหมครับ (ทำมือไหลๆ ตอบ) สุดท้ายก็ตอบโอเค แต่ขอเพิ่มตรงนี้เป็นแบบนี้หน่อยนะ (พร้อมทำมือพลิ้วๆ) เพื่อกระจายลมไปส่วนของทางเข้าอาจจะต้องบิดเกลียวนิดหนึ่ง เป็นต้น”

ให้ค่ากับความงามที่มองเห็นมากกว่าจะเรียกร้องว่าเป็นใคร มาจากไหน

“เราคือ Material Designer เหมือนเชฟที่ดูวัตถุดิบว่าควรจะออกแบบให้เป็นอะไร แล้วสรรหาวิธีที่จะใช้มันให้ดีที่สุด” เชฟผู้คิดค้นการถักทอเหล็กอธิบาย

แทนที่จะเป็นผ้าทอจากฝ้าย วัตถุดิบที่ Ausara Surface ใช้ได้แก่โลหะพื้นฐานอย่างทองแดง ทองเหลือง ดีบุก สินแร่พวก หินบะซอลต์ คาร์บอนไฟเบอร์ และเคฟลาร์ (Kevlar)

“สมัยก่อนเรามักจะเจองานรีไซเคิลที่ฝืนๆ หน่อย ขยะดูแล้วยังเป็นขยะอยู่ แต่แนวทางของเรา ต่อให้มาจากขยะก็ยังต้องดูแล้วสวย สวยแบบค่อยๆ สวย ค่อยๆ มีความรู้สึกกับมัน ทั้งหน้าตา จังหวะจะโคน มีความรู้สึก มีผิวสัมผัส เราเน้นสิ่งนี้มากกว่าจะบอกใครว่านี่มาจากขยะ” โชษณเล่าเมื่อเราถามถึงที่มาของวัสดุที่ดูสนุกไปทุกแบบ เช่น ผ้า Horse Hair ที่ทอจากผ้าคาร์บอนไฟเบอร์จากเข็มขัดคาดนิรภัยเก่า

Ausara Surface Ausara Surface

“เหล็กในโลกนี้เป็นของรีไซเคิลอยู่แล้วตั้งแต่โบราณ น้อยคนจะรู้ว่าเหล็กที่ใช้กันทุกวันนี้มาจากการหลอมแล้วผลิตขึ้นใหม่ตลอดเวลา” อาจารย์ปุ๊กเล่า ซึ่งต่อให้ใช้วัสดุแบบไหนก็ยังคงให้ความรู้สึก Profound Grace อยู่ และไม่ใช่ Grace แบบเย่อหยิ่ง แต่ Elegance หรืองดงาม

แม้จะเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่มมาก แต่ Ausara Surface ก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาดในประเทศ ซึ่งส่วนมากเป็นอาคารสถานที่ในอุตสาหกรรมการให้บริการเช่น โรงแรม ร้านอาหาร โรงภาพยนตร์ โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ที่เลือกใช้เกือบจะทุกโครงการ เพราะเจ้าของโครงการต่างอยากได้สิ่งที่แตกต่าง ส่งเสริมให้เกิดมิติใหม่ๆ ซึ่งทั้งผ้าและวัสดุตกแต่งผนังของ Ausara Surface ตอบโจทย์นี้

ขณะที่ตลาดต่างประเทศกำลังเติบโตไปได้สวย มีตัวแทนจำหน่ายอยู่ที่ลอนดอน นิวยอร์ก แคลิฟอร์เนีย ชิคาโก และสิงคโปร์ ซึ่งทั้งคู่อยากให้ Ausara Surface เติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อจะได้จดจ่อกับงานสร้างสรรค์มากกว่าคิดขยับขยายไปต่างประเทศจนเกินตัว

ผืนผ้าจากวัสดุพิเศษที่เตรียมต่อยอดไปสู่ชุมชน

ความตั้งใจต่อไปในอนาคตทั้งอาจารย์ปุ๊กและโชษณตั้งใจถ่ายทอดเทคนิคการทอผ้าด้วยวัสดุพิเศษเหล่านี้ไปยังชุมชนหมู่บ้านต่างๆ เพื่อกระจายกำลังการผลิตและหวังจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวบ้าน

“นอกชีวิตในเมืองที่เราคุ้นเคยยังมีคนอีกจำนวนมากซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของประเทศนี้เป็นเกษตรกร ซึ่งนอกเหนือฤดูการทำสวนไร่นาเขายังทอผ้าหรือทำงานหัตถกรรมกันอยู่เยอะมากนะ โดยเฉพาะคนรุ่นยาย รุ่นป้า เด็กสุดที่เราเจอคืออายุ 40 ปี ไม่ค่อยเจอคนที่อายุน้อยกว่านั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการทอผ้าไม่ตอบรับชีวิตสมัยใหม่ ซึ่งเราไม่อาจเปลี่ยนความคิดนั้นได้

Ausara Surface Ausara Surface

“เราทำงานอยู่กับศิลปะ หัตถกรรมที่เป็นองค์ความรู้ดั้งเดิมของประเทศ วันหนึ่งเราก็หวังว่าเราจะส่งต่องานของเราให้ชาวบ้านในชุมชนทดลองทอผ้าของเราต่อไป ซึ่งเป็นโจทย์ที่เรากำลังคิดหาวิธีที่จะทำให้ทุกฝ่ายทำงานง่ายที่สุด สำคัญคือต้องเปลี่ยนภาพจำว่างานหัตถกรรมแบบนี้สนุก มีคุณค่า และไม่ขัดกับวิถีชีวิตแบบใหม่จนเกินไป” อาจารย์ปุ๊กเล่า ก่อนจะส่งต่อให้โชษณทิ้งท้ายคำแนะนำสำหรับใครก็ตามที่อยากเริ่มต้นทำธุรกิจจากสิ่งที่รักและสนใจ

“ส่วนหนึ่งที่ทำให้การดำเนินธุรกิจค่อนข้างราบรื่นเป็นเพราะเราตั้งบริษัทในวันที่เราอยู่วงการนี้มาระยะหนึ่งแล้ว พวกเราอาจจะเป็นคนรุ่นเก่าที่เชื่อว่าทำงานก่อน ทำงานให้เยอะๆ แล้ววันหนึ่งจะรู้เองว่าอยากทำงานอะไร จริงๆ ไม่มีถูกหรือผิดหรอกขึ้นกับวิถีชีวิตของแต่ละคน

“คำแนะนำที่พอจะให้ได้คือ จงเลือกทำงานที่หาทำได้ยากที่สุด แต่ทำได้ในช่วงนี้ ช่วงที่อายุยังน้อยๆ ก่อน จะเงินน้อย เหนื่อย และหนัก แค่ไหนก็ตามจงทำก่อนที่โตแล้วจะทำงานแบบนั้นไม่ได้ ทำฟรีบางทีก็ต้องทำ ในต่างประเทศการทำงานฟรีช่วงที่เรียนจบใหม่ๆ เป็นเรื่องปกติมากในสายงานสร้างสรรค์ หาประสบการณ์ให้เต็มหลังจากนั้นถนนจะเคลียร์เอง” โชษณทิ้งท้าย

Ausara Surface

The Rules

โชษณ ธาตวากร Managing Director
  1. เชื่อในสัญชาตญาณ
  2. ใช้เงินกับธุรกิจอย่างมีเหตุมีผล
  3. ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน

 

จารุพัชร อาชวะสมิต Creative Director
  1. เข้าใจธรรมชาติของตัวเอง
  2. รู้ลิมิตของตัวเอง
  3. แยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัว

 

ausarasurface.com

ขอบคุณสถานที่: ASHTON สีลม

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ธงบอกสภาพอากาศ หน้าผาจำลองขนาดจิ๋ว กล่องรองเท้าติดป้ายชื่อ เครื่องเล่นฝึกประสาทสัมผัส ผักสวนครัวรอบสนาม สติกเกอร์รอยเท้าสัตว์บนทางเดิน ชุดนักเรียนที่ออกแบบให้ส่งเสริมพัฒนาการ ไปจนสมุดพกที่ไม่ได้รายงานว่าวันนี้เรียนอะไร แต่เขียนถึงสุขภาพใจกายของเด็ก

เหล่านี้คือส่วนหนึ่งของโรงเรียนอนุบาลนานาชาติ Hummingbird (Hummingbird International Kindergarten : HBIS) ที่ให้ความสำคัญกับพัฒนาการเด็กเป็นที่สุด โดยใช้หลักสูตรการเรียนการสอนแบบอังกฤษ หรือ Early Years Foundation Stage (EYFS) เน้นเรื่องการเรียนรู้ผ่านการเล่น (Play-based Learning) และพัฒนาผ่านการเล่น สำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 18 เดือนจนถึง 5 ขวบ หรือระดับ Pre-school

แต่สิ่งที่ทำให้โรงเรียนนี้แตกต่างคือ การนำแนวคิดและเทคนิควินัยเชิงบวกมาใช้เพื่อฝึก EF หรือ Executive Functions ทักษะสมองส่วนหน้าที่ควบคุมความคิด อารมณ์ และการกระทำ มาปรับใช้เพื่อจัดการพฤติกรรมของเด็กอย่างสร้างสรรค์

Hummingbird โรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่สมุดพกไม่ได้บอกเกรด แต่รายงานสุขภาพใจกายของเด็ก

Hummingbird มองว่าโรงเรียนกับผู้ปกครองเหมือนคู่แต่งงานที่ต้องสื่อสาร เอาใจใส่ และร่วมมือกัน ในการสร้างพัฒนาการของเด็กตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเหตุผลที่ครูหมั่นคุยกับผู้ปกครองทุกเช้า-เย็น เอกสารหรือโพสต์บนเฟสบุ๊กของโรงเรียนมีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และมีการจัดเวิร์กชอปให้ความรู้ โดยต้อนรับผู้ใหญ่ทุกคนในครอบครัวที่มีส่วนช่วยดูแลเด็กๆ

โรงเรียนนี้ทำให้ใครที่มีลูกเล็กอยากส่งลูกไปเรียน ใครที่ยังไม่มีลูกก็น่าจะอยากมี เราขอพาผู้อ่านไปฟังเรื่องราวจากปากผู้ก่อตั้งทั้งสาม ว่าอะไรทำให้คนที่ไม่มีแบกกราวด์ทางด้านการศึกษา ลุกขึ้นมาสร้างโรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่มีเป้าหมายใหญ่ คือสร้างเด็กๆ ให้พร้อมเติบโตไปเป็นพลเมืองของโลก (Global Citizen)

ชื่อโรงเรียนมาจากนก Hummingbird ซึ่งมีขนาดเล็กที่สุดในโลก แต่กลับปราดเปรียวและสามารถบินถอยหลังได้ เปรียบเสมือนเด็กเล็กที่แม้จะตัวเล็ก ก็มีความสามารถซ่อนอยู่ข้างใน

ถ้าพร้อมแล้วเดินตามรอยเท้าสัตว์ เข้าห้องเรียนกันเลย

Hummingbird โรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่สมุดพกไม่ได้บอกเกรด แต่รายงานสุขภาพใจกายของเด็ก
Hummingbird โรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่สมุดพกไม่ได้บอกเกรด แต่รายงานสุขภาพใจกายของเด็ก

Lesson 1 : Start from Scratch

โรงเรียนอนุบาลนานาชาติ Hummingbird เกิดจากเพื่อน 3 คน

เก-เกศินี วัฒนะวีระชัย สถาปนิกและภูมิสถาปนิกผู้มีประสบการณ์การทำงานในเมลเบิร์น เคยมีประสบการณ์ทางด้านการออกแบบ Educational Institution โดยเฉพาะ Early Learning Centre และ Primary School เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาการเด็ก ซึ่งยังไม่มีให้เห็นในเมืองไทยมาก 

โบ-อารยา ทองใบ ทายาทธุรกิจโรงแรมผู้รักการบริการและเชื่อเรื่องการพัฒนาคน เธอเจอเหตุการณ์หนึ่งสมัยเรียนต่างประเทศ อาจารย์เปิดให้ถามคำถามแล้วไม่มีนักศึกษาเอเชียคนไหนถามเลย จึงกลับมาตั้งคำถามกับการศึกษาบ้านเรามากขึ้น 

ชิน-ทศพล ชัยชนะวิชชกิจ คุณพ่อลูกสามที่ยอมรับว่าตัวเองคือแพตเทิร์นเด็กไทยแท้ๆ เลือกเรียนตามที่ผู้ใหญ่เห็นชอบ จนกระทั่งได้ไปศึกษาต่อต่างประเทศแล้วเกิดคำถามกับระบบการศึกษาของบ้านเรา

Hummingbird โรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่สมุดพกไม่ได้บอกเกรด แต่รายงานสุขภาพใจกายของเด็ก

“เราเชื่อว่ามนุษย์พัฒนาได้เสมอ” โบเล่า “อย่างครอบครัวเราทำธุรกิจโรงแรม เป็นเรื่องปกติที่พนักงานอยู่กับเราแล้วเดี๋ยวก็ไป แต่สุดท้ายถ้าเราฝึกเขาได้ดี เขาก็จะไปพัฒนาที่อื่นต่อ เช่นเดียวกันกับเด็ก ถ้าเราสร้างให้เขาดี ประเทศเราก็จะดี อาจดูเป็นเป้าที่ใหญ่มากสำหรับโรงเรียนอนุบาลเล็กๆ แต่มันคือจุดเริ่มต้น”

โรงเรียนไทยแบ่งง่ายๆ เป็น 3 ระบบ คือ ระบบวิชาการไทย โรงเรียนนานาชาติ และโรงเรียนทางเลือก ชินเลือกโรงเรียนอินเตอร์ให้ลูกคนโต เพราะเห็นถึงความสำคัญของหลักสูตรและโอกาสของลูกจากทักษะการใช้ภาษา แต่ก็พบว่าลูกยังขาดทักษะบางอย่างที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตในอนาคต ซึ่งเขาเชื่อว่าประสบการณ์คือสิ่งที่ยิ่งมีเยอะ เราจะยิ่งตัดสินใจทำอะไรได้ง่ายขึ้น จนได้มาเจอกับทักษะ EF และวินัยเชิงบวก จุดเริ่มต้นของ Hummingbird ที่ได้เปลี่ยนความคิดพวกเขาเกี่ยวกับพัฒนาการเด็กไปตลอดกาล 

Hummingbird โรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่สมุดพกไม่ได้บอกเกรด แต่รายงานสุขภาพใจกายของเด็ก

Lesson 2 : EF + Positive Discipline

“เราอยากพัฒนาประเทศ โดยการหยิบจับเรื่องเด็กและครอบครัวขึ้นมา ตอนที่จะทำ มีคนถามเราเยอะว่า ‘โรงเรียนมีเยอะแล้ว ทำไมต้องทำอีก’ ผมตอบว่า โรงเรียนมีเยอะแล้ว เพิ่มโรงเรียนดีๆ อีกสักที่ไม่ดีเหรอ เราทำเรื่องที่ดี ไม่เห็นต้องไปคิดว่ามันมีเยอะหรือไม่เยอะ” ชินเล่าให้ฟัง

แม้จะมีเกที่เคยทำงานออกแบบโรงเรียนและสถานศึกษาที่เมืองนอกมาก่อน แต่ทั้งสามคนไม่เคยทำโรงเรียนมาก่อน พวกเขาใช้วิธีเข้าไปขอคำปรึกษาและความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ ทั้ง ครูใหม่-ดร.ปิยวลี ธนเศรษฐกร, ครูหม่อม-ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร, คุณติ่ง-สุภาวดี หาญเมธี ประธานกรรมการบริหารสถาบันรักลูกกรุ๊ป (RLG) และ ครูก้า-กรองทอง บุญประคอง ผู้ก่อตั้งโรงเรียนจิตตเมตต์ (ปฐมวัย) จนเห็นภาพว่าอยากให้ Hummingbird เป็นโรงเรียนแบบไหน 

ทักษะ EF และวินัยเชิงบวก (Positive Discipline) คือสิ่งที่ผู้ก่อตั้งเลือกมาใช้ประกอบกับหลักสูตรการเรียนการสอนแบบอังกฤษ (EYFS) ซึ่งเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง

EF หรือ Executive Functions คือการฝึกทักษะสมองส่วนหน้า โดยสมองแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนสัญชาตญาณที่เราใช้หายใจ กะพริบตา รวมถึงกระบวนอัตโนมัติต่างๆ ของร่างกาย และจะโตเต็มที่ตั้งแต่แรกเกิด

ส่วนที่สองคืออารมณ์ ยกตัวอย่างเช่น การที่เราเจอใครแล้วรู้สึกไม่ถูกชะตาโดยไม่มีเหตุผล เติบโต 80 เปอร์เซ็นต์ตั้งแต่แรกเกิด และสุดท้าย สมองส่วนหน้า หรือที่เรียกกันว่า EF คือความอดทน รอคอย คิด วิเคราะห์ สมองส่วนนี้โตเต็มที่ตอนอายุ 25 ปี

Hummingbird โรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่สมุดพกไม่ได้บอกเกรด แต่รายงานสุขภาพใจกายของเด็ก
Hummingbird โรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่สมุดพกไม่ได้บอกเกรด แต่รายงานสุขภาพใจกายของเด็ก

“EF จะทำงานเมื่ออีกสองส่วนปิด ถ้าตอนนั้นกลัวอยู่ หิวอยู่ ง่วงอยู่ งอแงอยู่ สมองส่วนนี้จะไม่ทำงาน ไม่มีสติ ไม่ใช้เหตุผล สมองส่วนนี้ทำให้เราเป็นมนุษย์และแตกต่างจากสัตว์อื่นๆ ซึ่งกว่าเด็กจะเปลี่ยนจากการใช้อารมณ์มาเป็น EF ได้ต้องใช้เวลา”

ส่วนวินัยเชิงบวก คือ การจัดการพฤติกรรมของเด็กอย่างสร้างสรรค์ เช่น ถ้าลูกวิ่งการบอกว่า ‘หยุด อย่าวิ่ง’ คือวินัยเชิงลบ เพราะเป็นการออกคำสั่งให้ทำโดยไม่อธิบายเหตุผลและไม่เปิดโอกาสให้เขาได้ฝึกคิด ที่นี่ใช้วินัยเชิงบวกโดยบอกสิ่งที่เราอยากให้เขาทำ เช่น เดินนะคะ หรือ ถ้ามีโอกาสก็สอนเด็กให้คิดตามได้ว่าวิ่งแล้วอันตราย ถ้าล้มแล้วจะเจ็บตัว

การใช้คำพูดที่เปิดโอกาสให้เด็กคิด รู้จักรับผิดชอบตัวเองจะค่อยๆ หล่อหลอมให้เขาโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบ โดยเริ่มจากดูแลตัวเองไปถึงการดูแลคนอื่น

“สมมติถามว่า ถ้าไม่มีตำรวจแล้ว เราจะขับฝ่าไฟแดงไหม คำตอบในใจของแต่ละคนไม่เหมือนกันแต่ถ้าถามเด็ก Hummingbird จะตอบเหมือนกันว่าไม่ทำ เพราะมันไม่ถูกต้อง เกิดฝ่าไฟแดงแล้วเราและผู้อื่นได้รับอุบัติเหตุจะทำยังไง ของแบบนี้เราต้องปลูกฝังและสร้างโอกาสให้เขาฝึกฝน ให้เขามีจิตสำนึกต่อส่วนรวม”

Hummingbird โรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่สมุดพกไม่ได้บอกเกรด แต่รายงานสุขภาพใจกายของเด็ก
Hummingbird โรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่สมุดพกไม่ได้บอกเกรด แต่รายงานสุขภาพใจกายของเด็ก

Lesson 3 : Communication is the Key

การส่งลูกมาโรงเรียนก็เหมือนการแต่งงานระหว่างผู้ปกครองกับครู โดยเฉพาะเด็กเล็กอายุระหว่าง 0 – 6 ขวบ ซึ่งเป็นช่วง Golden Period ที่สำคัญที่สุดในชีวิต และพัฒนาการของวัยนี้ไม่สามารถแบ่งแยกที่บ้านหรือโรงเรียนได้ 

Hummingbird นำแนวคิด EF และวินัยเชิงบวกมาปรับใช้ พยายามออกแบบทุกอย่างในโรงเรียน ตั้งแต่อาคารเรียน บทเรียน ชุดนักเรียน สมุดพกรายงานสุขภาพกายใจ ไปจนถึงการย่อตัวให้สายตาของครูอยู่ในระดับเดียวกันกับนักเรียนทุกครั้งที่พูดคุย ให้ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กเล็กได้มากที่สุด ที่สำคัญ ผู้ปกครองเองก็ต้องเข้าใจธรรมชาติในการพัฒนาของเด็กตามช่วงวัยอย่างแท้จริง 

แต่จะทำอย่างนั้นได้ ต้องมีการสื่อสารระหว่างกันที่ดีก่อน

ชินเล่าให้ฟังว่า สิ่งที่เขาเจอจากโรงเรียนอื่นคือ ผู้ปกครองกับครูเป็นคนละส่วนกัน ทำให้การเข้าถึงโรงเรียนเป็นเรื่องยาก การขอนัดคุยกับครูดูจะเป็นปัญหามากกว่าเรื่องดี Hummingbird อยากแก้ไขข้อจำกัดตรงนั้น เลยสร้างบรรยากาศในโรงเรียนที่เอื้อต่อการหารือระหว่างผู้ปกครองกับครู ทั้งช่วงเช้า ก่อนเข้าโรงเรียน หรือหลังเลิกเรียน อย่างน้อยๆ ครูต้องถาม 3 คำถาม คือ เด็กนอนกี่โมง เด็กนอนพอไหม และทานข้าวเช้าหรือยัง

หลังเลิกเรียน มีสมุดพกรายงานสุขภาพกายใจ โดยครูจะนำสมุดพกนี้มาพูดคุยกับผู้ปกครอง เป็นบันทึกเรื่องราวประสบการณ์รายวันของเด็กแต่ละคน ให้ผู้ปกครองรู้ว่าลูกของพวกเขาเรียนรู้ประสบการณ์อะไรใหม่ๆ ทานอะไร นอนพักพอไหม มีสภาวะทางอารมณ์เป็นอย่างไร

นอกจากนี้ การสื่อสารทั้งหมดของโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นจดหมาย โพสต์เฟซบุ๊ก หรือครูประจำแต่ละห้อง ต้องมี 2 ภาษา ไทยและอังกฤษ สำหรับผู้ปกครองที่ไม่ได้เชี่ยวชาญภาษาต่างประเทศ หรือคุณปู่คุณย่าที่ดูแลหลานเป็นหลัก Hummingbird มอบความเอาใจใส่ไปถึงที่บ้าน เพราะรู้ว่าพัฒนาการเด็กไม่ได้เกิดขึ้นแค่ช่วงกลางวันที่โรงเรียน

“จะมีคำถามคลาสสิก ‘ทำไมอยู่โรงเรียนทำได้ อยู่บ้านทำไม่ได้’ เราเลยสร้างโรงเรียนที่ไม่ได้สร้างพัฒนาการของเด็กแค่ในโรงเรียน เราต้องการให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจพัฒนาการตามวัยด้วย เราจะบอกผู้ปกครองเสมอว่า เด็กเติบโตตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง เพราะบางคนคิดว่า ส่งลูกเข้าโรงเรียนพ้นรั้วปุ๊บ ก็เป็นหน้าที่ของโรงเรียนแล้ว แต่ในความเป็นจริง เด็กโตตลอดเวลา ตอนเขาหายใจ ตอนกินข้าว แม้กระทั่งตอนนอน เราก็ต้องใส่ใจเขา

“กลับมาที่การสื่อสาร ครูโดยปกติจะไม่ค่อยอยากคุยกับผู้ปกครอง เพราะเดี๋ยวคุยแล้วมีปัญหา แต่ถ้าให้เด็กเป็นที่ตั้ง เขาจะอยากคุยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือไม่ และมันจะเป็นประโยชน์ทั้งหมด เช่น มีผู้ปกครองมาบอกว่าลูกดื้อ ไม่ยอมทำตามเหมือนเมื่อก่อน บางวันเขาไม่ยอมเรียน เราก็จะบอกเลยว่าการปฏิเสธของเด็กคือพัฒนาการของเขา เราตัดสินใจกันไปเองว่าพัฒนาการต้องเป็นเรื่องดีเสมอ พัฒนาการมีหลายแบบ ทั้งการรู้คิดและการมีตัวตน

“การที่ลูกสามารถพูดได้ว่า ‘ไม่อยากเรียน’ แสดงว่าเขาคิดอะไรบางอย่างได้ ซึ่งถือเป็นการโชว์พัฒนาการ การสื่อสาร และความคิดเห็นของตัวเด็ก หน้าที่ของเราคือทำให้ผู้ปกครองเข้าใจและรับมือตรงนี้ด้วย”

โรงเรียนนานาชาติ Hummingbird ที่นำเอาทักษะสมองส่วนหน้ากับวินัยเชิงบวกมาใช้ในการพัฒนาเด็ก และในอนาคตจะไปพัฒนาชาติ

Lesson 4 : Caring on Details Design

เพราะมีหุ้นส่วนเป็นนักออกแบบ ทุกอย่างใน Hummingbird จึงดีไซน์จากการใช้งานจริง โดยมีเป้าหมายง่ายๆ คือ พื้นที่ที่ให้เด็กได้สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ภายใต้การดูแลของคนที่เข้าใจเรื่องพัฒนาการเด็ก ทุกตารางเมตรในโรงเรียนแห่งนี้จึงทำให้เกิดการเรียนรู้ไม่รู้จบ

โรงเรียนนานาชาติ Hummingbird ที่นำเอาทักษะสมองส่วนหน้ากับวินัยเชิงบวกมาใช้ในการพัฒนาเด็ก และในอนาคตจะไปพัฒนาชาติ

บริเวณทางเข้ามีพื้นที่สำหรับผู้ปกครองให้ได้เจอกับครู ด้านหน้ามีหน้าผาจำลองขนาดจิ๋ว ให้เด็กได้ฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่ และการวางแผน ที่สำคัญ เกิดเป็นความภาคภูมิใจเมื่อทำได้จริง รอบๆ สนามเด็กเล่นแทนที่จะเป็นต้นไม้สวยงามดูแลง่าย ก็เลือกเป็นผักสวนครัว เพราะเป็นสิ่งใกล้ตัวและนำมาต่อยอดกับกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องต่างๆ ของห้องเรียน Cooking Class ในหลักสูตรได้ เกิดเป็นการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับพื้นที่ของเขา ในสนามเด็กเล่นมีเครื่องเล่นฝึกการทำงานร่วมกันระหว่างมือกับตา (Eye-Hand Coordination)

ชุดนักเรียนก็สำคัญมากสำหรับพัฒนาการ เมื่อโรงเรียนต้องการฝึกให้เด็กช่วยตัวเองได้ จึงต้องออกแบบชุดนักเรียนให้ใส่ง่าย ถอดง่าย กระดุมต้องเม็ดใหญ่พอเหมาะสำหรับมือเล็กๆ กระเป๋าถูกจัดวางไว้ในตำแหน่งที่ตรงกับสรีระของเด็กวัยนี้มากที่สุด ตะเข็บต้องอยู่ตรงไหน ยางยืดต้องหนาเท่าไหร่ กระโปรงผู้หญิงเปลี่ยนเป็นกระเปรงให้ใช้ งานได้สะดวกสบาย ชุดพละต้องมีหมวกที่ปิดคอเผื่ออยู่กลางแจ้ง มีชุดกันเปื้อน และชุดนอนที่ทำจากเนื้อผ้า Egyptian Cotton

“ถ้าพ่อแม่ไม่รู้ก็จะไม่ยอมให้ลูกนอนกลางวัน เพราะเดี๋ยวกลางคืนไม่ยอมนอน การนอนเหมือนการเอาข้อมูลใส่ลิ้นชัก ถ้าเด็กๆ ได้นอนกลางวันเต็มอิ่ม ก็เปรียบเหมือนลิ้นชักที่มีการแยกและจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระเบียบ ทำให้เขาเป็นคนละเอียดและคิดวิเคราะห์ได้ดีไปด้วย เราเลยอยากให้ชุดนอนของนักเรียนสบายที่สุด เตียงนอนก็ต้องเบา เพราะเด็กต้องปูเอง เก็บเอง มีชื่อของใครของมัน เพราะเรากำลังสอนเรื่องความรับผิดชอบต่อของของตัวเอง (Belonging)”

การเลือกเฟอร์นิเจอร์ของ Hummingbird ไม่ได้ดูที่ความสวยงามเป็นหลัก ทั้งสามชี้ให้ดูที่เก็บรองเท้าซึ่งเป็นกล่องๆ ติดชื่อเด็กแต่ละคน ไม่สวยเรียบเป็นตู้ปิดสนิทเหมือนที่อื่นๆ แต่มันมีเหตุผล 

“อย่างกระเป๋า ถ้าเป็นตู้เก็บยากๆ ถามว่าใครเก็บ ก็ต้องเป็นพ่อแม่ไม่ก็ครู แล้วถามต่อว่า ตั้งแต่เดินเข้าโรงเรียนจะให้ลูกสะพายกระเป๋าไหม ถ้ารู้ว่าสุดท้ายคุณก็ต้องเก็บใส่ตู้ให้เขาอยู่ดี ผู้ปกครองแปดสิบเปอร์เซ็นต์จะถือมาให้จากที่รถเลย โดยไม่ได้มองว่านี่จะเป็นโอกาสให้เด็กได้ฝึก

“กระเป๋าต้องมีไซส์ที่พอเหมาะ น้ำหนักเบา เด็กสามารถถือได้ด้วยตัวเอง ชื่อหน้ากล่องรองเท้า เขาอาจจะยังอ่านไม่ออก แต่จำได้ว่าลักษณะชื่อตัวเองเป็นแบบนี้ เป็นตัว R มี R หลายกล่อง แต่ของฉันเป็น R สีเขียว เพราะฉันชอบสีเขียว 

“วัตถุประสงค์ของเราคือ เด็กควรรู้ว่าความรับผิดชอบของตัวเองคือการเก็บรองเท้า ดูแลตัวเองและของของตัวเองได้ จะสวยไม่สวย จะนานไม่นาน ไม่เป็นไร ขณะเดียวกัน เด็กที่เก็บได้แล้ว บางวันเก็บได้ บางวันเก็บไม่ได้ อาจจะไม่พร้อม เราเคยไหมครับ บางวันกลับบ้านเหนื่อย ทิ้งตัวไม่เก็บอะไร ครูก็จะรู้แล้ว โอเค วันนี้อารมณ์ไม่ดี ดังนั้น ก่อนเข้าห้องไปเสริมทักษะให้เขา ก็ต้องช่วยปรับระดับอารมณ์เขาก่อน”

ห้องธุรการอยู่ด้านหน้าและถูกออกแบบให้มองเห็นคนเข้าออกได้ดี เพื่อให้ผู้ปกครองเข้าถึงได้ และถ้าสังเกตดีๆ จะมีธงสีต่างๆ ติดหน้าโรงเรียนและตามจุดต่างๆ ด้านใน ซึ่งเป็นเครื่องมือบอกสภาพอากาศประจำโรงเรียน เหมือนที่ผู้ใหญ่อย่างเราเช็กค่า PM 2.5 ในแอปพลิเคชันนั่นแหละ

“นักเรียน Hummingbird ใส่หน้ากากมาตั้งแต่ก่อนโควิด-19 นะ” เกยิ้ม “เราอยู่เมลเบิร์นมาก่อนเห็นฟ้าเป็นสีฟ้า กลับมาฟ้าสีขุ่น ถ้าจะเป็นสถาปนิกที่ดีได้ ต้องรู้จักประเมินสิ่งเหล่านี้

“ซึ่งคุณภาพอากาศที่ดีสำคัญต่อการพัฒนาสมองของเด็กๆ โรงเรียนเราเลยออกแบบให้มีพัดลมระบายอากาศ มีเครื่องวัดคาร์บอนไดออกไซด์ มีเครื่องฟอกอากาศ ทีนี้กลับมาโจทย์ยาก จะสื่อสารกับเด็กยังไง ถ้าบอกเป็นค่า AQI (Air Quality Index) ด้วยวัยเขายังไม่เข้าใจหรอก เราเลยแปลออกมาง่ายๆ เป็นสีเขียว เหลือง ส้ม แดง แล้วเปลี่ยนมลภาวะอากาศ แล้วสอนเขาก่อนว่า แต่ละสีหมายถึงอะไร การที่เขาทำหรือไม่ทำ มันมีประโยชน์หรือโทษต่อเขายังไง และใส่หน้ากากก็มีระยะเวลาของมันอยู่

“ก่อนลงจากรถหรือออกจากห้อง เขาจะเช็กก่อนเลยว่าธงสีอะไร ถ้าสีเหลือง วิ่งเล่นใส่หน้ากากได้ แต่มีเวลาจำกัด จากสิ่งที่เราสอนก็กลายเป็นหน้าที่ที่เขาต้องรับผิดชอบไปโดยปริยาย”

Lesson 5 : Find the Right People

ห้องเรียนของ Hummingbird จัดครูเป็นทีม ในทีมประกอบด้วย Lead Teacher เป็นครูเจ้าของภาษา (Native Speaker) พร้อมด้วย Co-Teacher และ Teaching Assistant ใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารเป็นหลัก โดยใช้อัตราส่วนคุณครู 1 คนต่อนักเรียน 3 คน สำหรับชั้นเตรียมอนุบาล 1-2 และคุณครู 1 คน ต่อนักเรียน 4 คน สำหรับชั้นอนุบาล 1-3

ครูทุกคนมีประสบการณ์เกี่ยวกับเด็กเล็ก ได้ผ่านการเข้าอบรมเรื่อง EF และวินัยเชิงบวก อีกทั้งมี ครูใหม่-ดร.ปิยวลี ธนเศรษฐกร ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสมองและศักยภาพเด็กด้วยวินัยเชิงบวก วันโอวัน เอ๊ดดูแคร์ เซ็นเตอร์ (101 Educare Center) เป็นที่ปรึกษาในการออกแบบหลักสูตรอีกด้วย

“โรงเรียนทั่วไปจะมี Lead Teacher แล้วครูผู้ช่วยต้องทำตาม แต่เราเชื่อว่าทุกคนเป็นสิ่งแวดล้อมของเด็ก ทุกคนจึงต้องมีองค์ความรู้ในเรื่องเดียวกัน ต้องเข้าใจว่าสิ่งที่จะสอนคืออะไร ที่นี่ไม่มี Nanny ใช้คุณครูทั้งหมด และครูทุกคนต้องเข้าใจว่า วินัยเชิงบวกในการพูดกับเด็ก ต้องพูดยังไง ถ้าเตรียมการเรียนการสอนด้วยกัน คุณก็ต้องฟังความคิดเห็นของเพื่อน เช่น น้อง A เป็นแบบนี้ ช่วงนี้ที่บ้านมีน้องใหม่ เราจะช่วยปรับยังไง เพราะฉะนั้น เวลาเตรียมบทเรียน ไม่ได้เตรียมสำหรับหนึ่งเทอมแล้วจบ ครูต้องกลับมารีวิวอยู่เรื่อยๆ เพราะเอกลักษณ์ของเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน”

โรงเรียนนานาชาติ Hummingbird ที่นำเอาทักษะสมองส่วนหน้ากับวินัยเชิงบวกมาใช้ในการพัฒนาเด็ก และในอนาคตจะไปพัฒนาชาติ

ครูที่ Hummingbird มองหา คือ ครูที่มีองค์ความรู้ด้าน EYFS ของตัวเอง ในขณะเดียวกันก็เปิดใจรับในทักษะโรงเรียนอยากเสริมเป็นพิเศษ และถ่ายทอดออกมาเป็นหลักสูตรที่สมบูรณ์ที่สุดได้ ครูผู้นั้นต้องมีความเข้าใจในทัศนคติที่ดีต่อเรื่อง EF และวินัยเชิงบวก และต้องผ่านการสัมภาษณ์หลายรอบจนกว่าจะมั่นใจว่ามีปลายทางเดียวกันคือ เด็กนักเรียน

‘เวลาเด็กดื้อ คุณลงโทษยังไง’

นั่นคือคำถามสุดหินที่ทั้งสามยกตัวอย่าง พวกเขาเว้นจังหวะให้เราตอบคำถาม

1

2

3

“แนวทางของโรงเรียนเราคือ ไม่ลงโทษ แต่ใช้วินัยเชิงบวกพูดคุยถึงเหตุผลและชี้แนะวิธีการ เด็กดื้อไม่มีอยู่จริง มีแต่พฤติกรรมที่ไม่ดี ครูของเราจะหาว่าพฤติกรรมนั้นเกิดจากอะไร แล้วให้เด็กๆ ใช้ความคิด ทำข้อตกลงร่วมกันว่าจะแก้อย่างไรดี เช่น โกรธแล้วปาข้าวของ เราจะบอกว่าเขาโกรธ คราวหน้าเวลาโกรธแทนที่การปา เราจะทำอะไร ใช้คำพูดดีไหม”

โรงเรียนนานาชาติ Hummingbird ที่นำเอาทักษะสมองส่วนหน้ากับวินัยเชิงบวกมาใช้ในการพัฒนาเด็ก และในอนาคตจะไปพัฒนาชาติ

Lesson 6 : Survive the Crisis

โรงเรียนเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ครั้งนี้เข้าอย่างจัง ค่าเทอมลดลงกว่าครึ่ง แต่วิกฤตนี้ไม่ได้ส่งผลแค่สภาวะทางการเงิน บุคลากรครู และพนักงาน แต่รวมถึงสิ่งที่เรียกย้อนกลับมาไม่ได้ นั่นคือพัฒนาการของเด็กที่เติบโตขึ้นทุกวัน

“อย่างที่บอกว่าหกปีแรกสำคัญมาก โรงเรียนปิดสองปี เท่ากับว่าหายไปสองในหกแล้ว การเรียนออนไลน์ไม่ได้ผลเท่าการเรียนปกติแน่นอน แต่เราในฐานะโรงเรียน ต้องออกแบบการเรียนการสอนให้เหมาะสม และมีประสิทธิภาพที่สุดภายใต้เงื่อนไขนี้ เราต้องดูตั้งแต่เด็กอยู่หน้าจอได้นานแค่ไหน สร้างกิจกรรมที่ต้องเกิดการโต้ตอบทั้งสองฝั่ง ไม่ใช่แค่ให้เขาดูจอเฉยๆ”

โรงเรียนนานาชาติ Hummingbird ที่นำเอาทักษะสมองส่วนหน้ากับวินัยเชิงบวกมาใช้ในการพัฒนาเด็ก และในอนาคตจะไปพัฒนาชาติ

Home-based Learning ของที่นี่ต้องตอบวัตถุประสงค์ 2 ข้อ

หนึ่ง เด็กต้องได้ความรู้และเสริมสร้างพัฒนาการ แม้จะไม่เท่าการเรียนในห้อง 

สอง ต้องง่ายพอที่คนที่ไม่ใช่ครูจะทำได้ ไม่หนักเกินรับมือสำหรับผู้ปกครอง โดยแจกคู่มือทำกิจกรรมที่มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

การคาดหวังให้เปลี่ยนบ้านเป็นโรงเรียน หรือเปลี่ยนผู้ปกครองเป็นครู จะทำให้บรรยากาศในบ้านตึงเครียด Hummingbird คิดไปไกลกว่านั้น เพราะเข้าใจว่าการเรียนออนไลน์ไม่ได้ส่งผลแค่ชีวิตเด็ก แต่กระทบชีวิตผู้ปกครองด้วยเช่นกัน และเมื่อมองว่าโรงเรียนต้องทำงานร่วมกับผู้ปกครอง จึงจัดให้มี Session 1 on 1 ความยาว 20 นาทีในช่วงบ่าย ให้ผู้ปกครองจองเข้ามาโดยสามารถทำอะไรก็ได้ จะปรึกษาครูประจำชั้น ให้ลูกทำกิจกรรมกับครู หรือคุยเล่นกับเพื่อน ผู้ปกครองจะได้มีเวลาส่วนตัวเพื่อพักผ่อนบ้าง

ในวันนี้ Hummingbird ยังถือเป็นน้องใหม่ในแวดวงโรงเรียนนานาชาติ เป็นโรงเรียนขนาดเล็กจิ๋วแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความตั้งใจแน่วแน่ พวกเขาหวังว่าวันหนึ่งจะสร้าง Global Citizen ที่มีคุณภาพ โบยบินไปในโลกกว้างด้วยปีกและจิตใจที่แข็งแรง

และแล้วเสียงเพลงประจำโรงเรียน Hummingbird ก็ดังขึ้น เป็นสัญญาณเลิกเรียน ณ บัดนี้

Lessons Learned

  • ประสบการณ์อาจช่วยให้การทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งราบรื่นขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำไม่ได้เลยถ้าไม่มีประสบการณ์ หากมีความตั้งใจแน่วแน่และเป้าหมายที่ชัดเจน ก็สามารถหาผู้เชี่ยวชาญมาเป็นพาร์ตเนอร์ ปลุกปั้นให้ถึงปลายทางได้เหมือนกัน
  • คิดให้รอบคอบ คิดให้ทุกด้าน ทำธุรกิจแบบเอาใจเขามาใส่ใจเรา หาผู้ได้เปรียบและผู้เสียเปรียบจากสิ่งที่เราทำ และช่วยเขาแก้ปัญหาตรงนั้น
  • เข้าใจเป้าหมายของตัวเองอย่างดีที่สุด แล้วออกแบบทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจให้นำไปสู่เป้าหมายนั้น
  • หาจุดเด่นของหุ้นส่วนแต่ละคนให้เจอ แล้วใช้พัฒนาธุรกิจให้ไปได้ไกลยิ่งขึ้น

ใครที่สนใจโรงเรียนอนุบาลนานาชาติสำหรับลูกน้อยช่วงอายุ 18 เดือน ถึง 5 ปี สามารถนัดหมายเยี่ยมชมโรงเรียนได้ที่ โทรศัพท์ : 095 193 2615 LINE : @hummingbird_school หรือนัดหมายเยี่ยมชมผ่านทาง Virtual School Tour (นัดหมายล่วงหน้า 1 วัน) ที่ https://bit.ly/Virtual_School_Tour
Official Website www.hummingbird.ac.th

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

สิทธิพงษ์ ติยะวรากุล

ชอบถ่ายรูป แต่ชอบฟังนักเขียนขณะสัมภาษณ์มากกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load