13 พฤศจิกายน 2561
13 K

‘Ausara Surface’ คือแบรนด์สิ่งทอจากโลหะและแร่ธาตุสัญชาติไทยเพื่อใช้สำหรับงานตกแต่งภายใน

เป็นแบรนด์เดียวในโลกที่ออกแบบและผลิตสิ่งทอจากเหล็กและแร่ธาตุ

เป็น 1 ใน 3 แบรนด์ในโลกที่ออกแบบสิ่งทอจากวัสดุที่ไม่น่าจะนำมาทอผ้าได้แต่เป็นผ้าทอได้ โดยเจ้าหนึ่งอยู่ที่อเมริกา และอีกเจ้าอยู่ที่ฝรั่งเศส

ไม่ได้เป็นเพียงแบรนด์วัสดุสำหรับงานตกแต่งภายใน แต่ยังออกแบบและผลิตสำหรับใช้ในวงการแฟชั่น ด้วยข้อมูลอันเป็นความลับเราเปิดเผยได้เพียงว่าหนึ่งในลูกค้าสำคัญของ Ausara Surface คือหลายแบรนด์หรูในกลุ่ม LVHM หรือ LVMH Moët Hennessy Louis Vuitton รวมถึงเป็นผ้าที่ใช้ทำชุดเมขลารามสูร ชุดประจำชาติในการประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2017 ของ มารีญา พูลเลิศลาภ ด้วย

ยังไม่นับงานประดับตกแต่งจากสิ่งทอและวัสดุออกแบบพิเศษที่ใช้ทั้งภายในและภาพนอกของโรงแรมหรู ร้านอาหารดัง และอสังหาริมทรัพย์เกือบทุกเจ้าในตลาด

Ausara Surface

เรามีนัดกับ โชษณ ธาตวากร Managing Director และ อาจารย์ปุ๊ก-จารุพัชร อาชวะสมิต อาจารย์ประจำภาควิชาศิลปอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และ Creative Director ของ Ausara Surface ในบ่ายวันหนึ่งที่สตูดิโอย่านลาดพร้าว เพื่อคุยกันเรื่องเบื้องหลังของแบรนด์ จากความหลงใหลและความเชื่อมั่นในงานที่ทำ การทดลองและลองทำอย่างซื่อตรง ทำให้เห็นว่าไม่ใช่แค่สิ่งทอสะท้อนแสงแวววาวนี้เท่านั้นที่ประณีต การบริหารจัดการแบรนด์เล็กๆ อย่างตั้งใจก็ส่งให้ Ausara Surface ฉายแวววิบวับในวงการสิ่งทอระดับโลก

Ausara Surface Ausara Surface

พาร์ตเนอร์สายใย สายรหัสผู้ร่วมอุดมการณ์

หลังจากวันที่รู้จักกันในฐานะพี่น้องร่วมสายรหัสของภาควิชาศิลปอุตสาหกรรมที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ของ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ทั้งสองก็แยกย้ายกันเดินทางในสายงานที่ต่างคนต่างสนใจ

อาจารย์ปุ๊กกลับมาเป็นอาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องสิ่งทอ และที่ปรึกษาด้านผลิตภัณฑ์ขององค์กรชั้นนำต่างๆ ขณะที่โชษณทำงานกับอเล็กซานเดอร์ ลามอนต์ (Alexander Lamont) แบรนด์เฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านระดับโลก

ประสบการณ์จากการทำงานกับอเล็กซานเดอร์ ลามอนต์ ทำให้โชษณสนใจเรื่อง Vertical Textile หรือสิ่งทอที่ใช้สำหรับงานตกแต่งในแนวตั้ง โดยเฉพาะคุณสมบัติเรื่องน้ำหนักที่เบา และการพับเก็บเปลี่ยนรูปแบบได้ง่าย

Ausara Surface

“ช่วงปี 90 ในวงการสถาปัตยกรรมและอินทีเรียกำลังพูดถึงคอนกรีตซึ่งเป็นของใหม่ในยุคนั้น แต่ผมมองว่าเทรนด์ของโลกกำลังวิ่งหาสิ่งที่เป็น Mobility เคลื่อนย้ายได้ มีความยืดหยุ่น ไปจนถึงเรื่องของสิ่งทอที่จะไม่จำกัดอยู่ในรูปแบบเดิมๆ อีกต่อไป สมัยนั้นสิ่งทอในงานอินทีเรียจะใช้สำหรับตัดเย็บทำหมอน ซึ่งผมมองว่าผ้าเป็นได้มากกว่านั้น เป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมได้ หรือเป็นงานศิลปะชิ้นงานใหญ่ๆ เลยก็ย่อมได้

“โดยที่ก่อนหน้านี้งาน Mass Production และงานศิลปะจะอยู่แยกขาดจากกันอย่างสิ้นเชิง แต่ด้วยปัจจุบันที่เทคโนโลยีในการผลิตก้าวหน้าขึ้น ผู้ใช้งานในตลาดมีความหลากหลายทำให้งานสายแมสไม่ต้องสุดโต่งผลิตในจำนวนมหาศาล หรืองานศิลปะก็ไม่จำเป็นต้องมีเพียงชิ้นเดียวอีกต่อไป ทุกคนต้องการกระเบื้อง วอลเปเปอร์ พรม สีผนังที่ไม่เหมือนใคร อยากได้ของที่สะท้อนคาแรกเตอร์ตัวเอง” โชษณมองเห็นช่องว่างในตลาดที่เขาสนใจ

จนกระทั้งอาจารย์ปุ๊กชวนมาเริ่มทำแบรนด์สิ่งทอด้วยกัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่วงการสร้างสรรค์กำลังวิ่งเข้าหางานหัตถกรรม โหยหางานฝีมือและงานคราฟต์ ซึ่งอาจารย์ปุ๊กเล่าว่า เธอไม่ต้องการจำกัดว่าคราฟต์คืองานท้องถิ่น แต่หมายถึงงานประณีตศิลป์ที่คิดและทำอย่างตั้งใจ

Ausara Surface Ausara Surface

ทำสิ่งที่ลูกค้าไม่รู้ว่าเขาต้องการ

ไม่ต่างจากหลักการสร้างสรรค์ของ สตีฟ จ็อบส์ สองผู้ก่อตั้ง Ausara Surface ช่วยกันเล่าว่า เพราะสิ่งที่ทั้งคู่ตั้งใจทำเป็นสิ่งใหม่มากในตลาด นั่นทำให้พวกเขาเริ่มจากพัฒนาผลิตภัณฑ์ก่อนจะสื่อสารการตลาดใดๆ

“ลูกค้าไม่รู้ว่าต้องการสิ่งนี้ จนกระทั่งเขาได้เห็นและสัมผัสมัน” โชษณเสริม

“เวลาที่พูดถึงสิ่งทอ คนมักจะมุ่งไปเรื่องเสื้อผ้า แม้จะเป็นองค์ความรู้ที่มีมากว่า 3,000 ปีแล้ว คนก็ยังจดจำผ้าแบบนี้ ทั้งยังแยกประเภทการผลิตอย่างสิ้นเชิง เช่น โรงงานนี้ทอผ้าสำหรับเสื้อผ้าเท่านั้น สำหรับทอผ้าม่านเท่านั้น สำหรับผ้าปูทำโซฟาเท่านั้น ยังไม่เคยมีใครพูดเรื่องผ้าในมิติอื่น ในวันที่เราอยากหลุดจากกรอบความคิดเดิมๆ เราก็ถามโชษณว่า มีวัสดุอะไรบ้าง เราอยากได้เหล็ก หลังจากนั้นเราก็เริ่มลงมือทดลองกัน” อาจารย์ปุ๊กเสริม

Ausara Surface เริ่มต้นอย่างเรียบง่าย และใช้เวลาในช่วงทดลองและพัฒนาผลิตภัณฑ์กว่า 1 ปี โดยทำงานร่วมกับวิศวกรและโรงงานทอผ้าเพื่อให้เครื่องจักรสามารถส่งเส้นด้ายทองแดงที่หลากหลายระดับได้ จนออกมาเป็นสวอตช์หรือตัวอย่างชิ้นงานเพื่อส่งให้มัณฑนากรเลือกสรร และด้วยการแนะนำของ คุณติ๊ก-นิวัติ คูณผล รุ่นพี่ของทั้งสองคนที่ลาดกระบัง ทำให้ Ausara Surface มีโอกาสแนะนำตัวเองกับมัณฑนากรชั้นนำของประเทศ

งานสร้างสรรค์ที่สร้างความประทับใจอย่างลุ่มลึก

Ausara (อุสรา) แปลว่า พระอาทิตย์

งานทุกชิ้นของอุสราใช้ความร้อนในการผลิตเส้นใยและเส้นด้ายจากแร่ธาตุต่างๆ พวกหินบะซอลต์  เหมือนกันกับความร้อนจากพระอาทิตย์ซึ่งจุดกำเนิดทุกอย่างบนโลก

ส่วน Surface คือคอนเซปต์ของงานที่ให้ความสำคัญกับลักษณะของผิวสัมผัส มองแล้วเหมือนหลุดเข้าไปอีกโลกหนึ่ง

“ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นนักออกแบบ เขาเข้ามาหาเราเพราะเราไม่อยากได้ของที่เหมือนใคร เราสังเกตว่าเวลานักออกแบบมองงานของเราเขาจะมีจินตนาการต่อกับผ้าผืนนั้นหรือ Surface นั้นๆ ได้เลย เราชอบที่งานของเราช่วยสร้างจินตนาการแก่นักออกแบบต่อโดยไม่มีข้อจำกัด” อาจารย์ปุ๊กเล่า

คำหนึ่งคำที่อธิบายความเป็น  Ausara Surface ได้ชัดเจนที่สุดคือคำว่า ‘Profound Grace’

ความรู้สึกประทับใจที่ลุ่มลึก ไม่ใช่ความสวยที่มองแล้วรู้สึกทันที แต่เป็นยิ่งมองยิ่งสวย

Ausara Surface Ausara Surface

“ถ้าถามเรื่องมิติของการออกแบบ สีสันและรายละเอียดอาจจะไม่ได้ดึงดูดในครั้งแรกที่เห็น หรือไม่ได้มีแพตเทิร์นที่เห็นแล้วรู้ทันที แต่สำคัญคือรายละเอียดที่ผสมผสานอยู่ระหว่างโลหะและเนื้อผ้า ทั้งจากที่แสงส่องผ่านและสะท้อนออกมา ปกติผมจะแขวนงานที่เสร็จแล้วไว้ที่ห้องแล้วยืนมองงานผ่านแสงที่เปลี่ยนเช้าจรดเย็น

ขณะที่ผลิตภัณฑ์บางประเภทใช้การวัดค่าความสวยงามเป็นจุดๆ ณ ตำแหน่งนี้ ภาพที่ถ่ายออกมาให้ความสวยงามอย่างไร แต่ Profound Grace เหมือนภาพวิดีโอ คือต้องดูอย่างต่อเนื่อง ค่อยๆ เดินผ่าน บางครั้งก็ดูอีกรอบพรุ่งนี้ว่าภาพที่เห็นเปลี่ยนไปหรือเปล่า” โชษณอธิบาย แววตาที่เขามองผ้าระหว่างเล่าทำให้เราหายข้อสงสัยในความ Profound Grace

“สิ่งหนึ่งที่ควรรู้ไว้เสมอ ในงานอินทีเรีย เราไม่ใช่นางเอก เราเป็นเพื่อนนางเอก หากจะต้องทำพรมที่เด่นกว่าโต๊ะในห้องหรือผ้าม่านที่เด่นกว่าประติมากรรมในห้องก็คงไม่ดี มันอาจจะมีสถานที่แบบนั้น แต่ในความเป็นจริงเราต้องยอมรับว่าเราไม่ใช่จุดนำสายตา” อาจารย์ปุ๊กเล่า ก่อนจะบอกว่าหลังออกแบบชิ้นงานทุกครั้ง เธอจะถามตัวเองเสมอว่า Profound Grace แล้วหรือยัง

บริหารและสื่อสารอย่างนักออกแบบ

หลักการบริหารธุรกิจฉบับนักเรียนออกแบบผู้ผ่านประสบการณ์ในสายงานนี้มายาวนาน บอกเราว่า จงเลือกใช้เงินกับธุรกิจอย่างมีเหตุมีผล

หนึ่ง ไม่มีโชว์รูม เพราะคนที่เข้าออกโรงแรมไม่ได้เป็นคนเลือกแต่เป็นอินทีเรียดีไซเนอร์

“เราตกลงร่วมกันแล้วว่าจะไม่ทำหน้าร้าน เพราะเรารู้กลุ่มลูกค้าของเราและกว่าครึ่งมาจากตลาดต่างประเทศ” โชษณเล่าเหตุผล

สอง ไม่ลงทุนกับเครื่องจักรใหญ่ จากบทเรียนธุรกิจในช่วง 15 – 20 ปีที่ผ่านมา

Ausara Surface

“เราเริ่มทำ R&D ช่วงที่โรงงานทอผ้าทยอยปิดตัวกันหลังจากที่ซบเซามานาน หลังจากแบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกต่างถอนกำลังการผลิตย้ายไปประเทศเพื่อนบ้านในช่วง 15 – 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นโชคดีที่ทำให้โรงงานยอมทำ R&D ให้เรา ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงไม่มีใครอยากรับงานเล็กขนาดนี้ ” อาจารย์ปุ๊กเล่า

“ระหว่างทางกังวลไหมว่าจะมาถูกทางหรือไม่ จะขายได้หรือเปล่า” เราถาม

“เรารู้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าเรากำลังทำสิ่งที่ใหม่มากในตลาด ซึ่งถ้าใช้เกณฑ์ทางการตลาดทั่วไปหรือทำทดลองตลาดเราสอบตกแน่นอน เพราะไม่มีใครรู้จักมาก่อน แต่เราเห็นคุณค่าในงาน เรารู้ว่ายังไงก็มีตลาด” โชษณตอบก่อนหันกลับไปถามอาจารย์ปุ๊ก

“แต่เรากลับมั่นใจนะว่างานที่ออกมาต้องเลิศมากแน่ๆ” อาจารย์ปุ๊กยิ้ม

อะไรทำให้ทั้งคู่มั่นใจขนาดนี้ เราสงสัย

“ตอนที่เราเริ่มต้นและเห็นว่ามันยังไม่มีผู้เล่น เราก็ตั้งข้อสงสัยว่ามันต้องมีอะไรบางอย่างที่ทำให้นักธรุกิจหรือนักออกแบบไม่มาเล่นตลาดนี้ เพราะอนาคตข้างหน้าบ้านจะหลังเล็กลง พื้นที่ใช้สอยไม่ได้เยอะเหมือนแต่ก่อน เทกซ์ไทล์จึงจะเป็นความหวังใหม่ เพราะมันขยับได้ ยืดได้ หดได้ พับได้ ม้วนได้ ที่ผ่านมาผมทำเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ โต๊ะขนาดใหญ่ขยับครั้งหนึ่งต้องใช้แรงคนจำนวนมาก เป็นความไม่สบายใจระหว่างที่เห็นว่าอะไรบางอย่างมันขาดไป พอได้ทดลองหลายๆ งานที่ใกล้เคียงกัน เราก็รู้สึกมั่นใจว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งใหม่ที่เรากำลังมองหาอยู่ และเชื่อสัญชาตญาณ ก่อนหน้านี้เคยปรึกษาหลายๆ คนว่าของแบบนี้จะขายได้ไหม ไม่มีใครเชื่อเลยว่าจะทำได้ เพราะไม่มีคนรู้จักเลย” โชษณตั้งคำถาม และพบว่าองค์ความรู้เรื่องนี้มีอยู่น้อย คนทั่วไปนึกภาพการใช้งานไม่ออก

Ausara Surface

ดังนั้น แทนที่จะขายผ้าเพียงอย่างเดียว โชษณจึงมาพร้อมบริการติดตั้ง จนลูกค้าซึ่งเป็นนักออกแบบและมัณฑนากรเข้าใจและติดใจทำให้ธุรกิจเติบโตเรื่อยมา

“ส่วนหนึ่งเพราะพวกเรามีพื้นฐานงานออกแบบจึงคุยกับนักออกแบบอย่างเข้าใจกัน แม้เรื่องยากๆ อย่างการอธิบายภาพในหัว ซึ่งเขาทำท่าว่าเขาอยากได้งานแบบนี้ (ทำมือไหลๆ พลิ้วๆ) ผมก็ตอบเป็นแบบนี้ดีไหมครับ (ทำมือไหลๆ ตอบ) สุดท้ายก็ตอบโอเค แต่ขอเพิ่มตรงนี้เป็นแบบนี้หน่อยนะ (พร้อมทำมือพลิ้วๆ) เพื่อกระจายลมไปส่วนของทางเข้าอาจจะต้องบิดเกลียวนิดหนึ่ง เป็นต้น”

ให้ค่ากับความงามที่มองเห็นมากกว่าจะเรียกร้องว่าเป็นใคร มาจากไหน

“เราคือ Material Designer เหมือนเชฟที่ดูวัตถุดิบว่าควรจะออกแบบให้เป็นอะไร แล้วสรรหาวิธีที่จะใช้มันให้ดีที่สุด” เชฟผู้คิดค้นการถักทอเหล็กอธิบาย

แทนที่จะเป็นผ้าทอจากฝ้าย วัตถุดิบที่ Ausara Surface ใช้ได้แก่โลหะพื้นฐานอย่างทองแดง ทองเหลือง ดีบุก สินแร่พวก หินบะซอลต์ คาร์บอนไฟเบอร์ และเคฟลาร์ (Kevlar)

“สมัยก่อนเรามักจะเจองานรีไซเคิลที่ฝืนๆ หน่อย ขยะดูแล้วยังเป็นขยะอยู่ แต่แนวทางของเรา ต่อให้มาจากขยะก็ยังต้องดูแล้วสวย สวยแบบค่อยๆ สวย ค่อยๆ มีความรู้สึกกับมัน ทั้งหน้าตา จังหวะจะโคน มีความรู้สึก มีผิวสัมผัส เราเน้นสิ่งนี้มากกว่าจะบอกใครว่านี่มาจากขยะ” โชษณเล่าเมื่อเราถามถึงที่มาของวัสดุที่ดูสนุกไปทุกแบบ เช่น ผ้า Horse Hair ที่ทอจากผ้าคาร์บอนไฟเบอร์จากเข็มขัดคาดนิรภัยเก่า

Ausara Surface Ausara Surface

“เหล็กในโลกนี้เป็นของรีไซเคิลอยู่แล้วตั้งแต่โบราณ น้อยคนจะรู้ว่าเหล็กที่ใช้กันทุกวันนี้มาจากการหลอมแล้วผลิตขึ้นใหม่ตลอดเวลา” อาจารย์ปุ๊กเล่า ซึ่งต่อให้ใช้วัสดุแบบไหนก็ยังคงให้ความรู้สึก Profound Grace อยู่ และไม่ใช่ Grace แบบเย่อหยิ่ง แต่ Elegance หรืองดงาม

แม้จะเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่มมาก แต่ Ausara Surface ก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาดในประเทศ ซึ่งส่วนมากเป็นอาคารสถานที่ในอุตสาหกรรมการให้บริการเช่น โรงแรม ร้านอาหาร โรงภาพยนตร์ โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ที่เลือกใช้เกือบจะทุกโครงการ เพราะเจ้าของโครงการต่างอยากได้สิ่งที่แตกต่าง ส่งเสริมให้เกิดมิติใหม่ๆ ซึ่งทั้งผ้าและวัสดุตกแต่งผนังของ Ausara Surface ตอบโจทย์นี้

ขณะที่ตลาดต่างประเทศกำลังเติบโตไปได้สวย มีตัวแทนจำหน่ายอยู่ที่ลอนดอน นิวยอร์ก แคลิฟอร์เนีย ชิคาโก และสิงคโปร์ ซึ่งทั้งคู่อยากให้ Ausara Surface เติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อจะได้จดจ่อกับงานสร้างสรรค์มากกว่าคิดขยับขยายไปต่างประเทศจนเกินตัว

ผืนผ้าจากวัสดุพิเศษที่เตรียมต่อยอดไปสู่ชุมชน

ความตั้งใจต่อไปในอนาคตทั้งอาจารย์ปุ๊กและโชษณตั้งใจถ่ายทอดเทคนิคการทอผ้าด้วยวัสดุพิเศษเหล่านี้ไปยังชุมชนหมู่บ้านต่างๆ เพื่อกระจายกำลังการผลิตและหวังจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวบ้าน

“นอกชีวิตในเมืองที่เราคุ้นเคยยังมีคนอีกจำนวนมากซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของประเทศนี้เป็นเกษตรกร ซึ่งนอกเหนือฤดูการทำสวนไร่นาเขายังทอผ้าหรือทำงานหัตถกรรมกันอยู่เยอะมากนะ โดยเฉพาะคนรุ่นยาย รุ่นป้า เด็กสุดที่เราเจอคืออายุ 40 ปี ไม่ค่อยเจอคนที่อายุน้อยกว่านั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการทอผ้าไม่ตอบรับชีวิตสมัยใหม่ ซึ่งเราไม่อาจเปลี่ยนความคิดนั้นได้

Ausara Surface Ausara Surface

“เราทำงานอยู่กับศิลปะ หัตถกรรมที่เป็นองค์ความรู้ดั้งเดิมของประเทศ วันหนึ่งเราก็หวังว่าเราจะส่งต่องานของเราให้ชาวบ้านในชุมชนทดลองทอผ้าของเราต่อไป ซึ่งเป็นโจทย์ที่เรากำลังคิดหาวิธีที่จะทำให้ทุกฝ่ายทำงานง่ายที่สุด สำคัญคือต้องเปลี่ยนภาพจำว่างานหัตถกรรมแบบนี้สนุก มีคุณค่า และไม่ขัดกับวิถีชีวิตแบบใหม่จนเกินไป” อาจารย์ปุ๊กเล่า ก่อนจะส่งต่อให้โชษณทิ้งท้ายคำแนะนำสำหรับใครก็ตามที่อยากเริ่มต้นทำธุรกิจจากสิ่งที่รักและสนใจ

“ส่วนหนึ่งที่ทำให้การดำเนินธุรกิจค่อนข้างราบรื่นเป็นเพราะเราตั้งบริษัทในวันที่เราอยู่วงการนี้มาระยะหนึ่งแล้ว พวกเราอาจจะเป็นคนรุ่นเก่าที่เชื่อว่าทำงานก่อน ทำงานให้เยอะๆ แล้ววันหนึ่งจะรู้เองว่าอยากทำงานอะไร จริงๆ ไม่มีถูกหรือผิดหรอกขึ้นกับวิถีชีวิตของแต่ละคน

“คำแนะนำที่พอจะให้ได้คือ จงเลือกทำงานที่หาทำได้ยากที่สุด แต่ทำได้ในช่วงนี้ ช่วงที่อายุยังน้อยๆ ก่อน จะเงินน้อย เหนื่อย และหนัก แค่ไหนก็ตามจงทำก่อนที่โตแล้วจะทำงานแบบนั้นไม่ได้ ทำฟรีบางทีก็ต้องทำ ในต่างประเทศการทำงานฟรีช่วงที่เรียนจบใหม่ๆ เป็นเรื่องปกติมากในสายงานสร้างสรรค์ หาประสบการณ์ให้เต็มหลังจากนั้นถนนจะเคลียร์เอง” โชษณทิ้งท้าย

Ausara Surface

The Rules

โชษณ ธาตวากร Managing Director
  1. เชื่อในสัญชาตญาณ
  2. ใช้เงินกับธุรกิจอย่างมีเหตุมีผล
  3. ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน

 

จารุพัชร อาชวะสมิต Creative Director
  1. เข้าใจธรรมชาติของตัวเอง
  2. รู้ลิมิตของตัวเอง
  3. แยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัว

 

ausarasurface.com

ขอบคุณสถานที่: ASHTON สีลม

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

2 กุมภาพันธ์ 2566
1 K

การประกาศยุติบทบาทการเป็นบริษัทพัฒนาและดูแลศิลปินของ บริษัท นาดาว บางกอก จำกัด เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2565 หลังจากดำเนินธุรกิจอย่างโดดเด่น สร้างผลงานและศิลปินผู้เป็นที่รักมาประดับวงการบันเทิงไทยมากมายตลอด 12 ปี ทิ้งคำถามให้หลายคนสงสัยว่า ทีมงานนาดาวบางกอกจะไปทำอะไรกันต่อ

วันนี้ ย้ง-ทรงยศ สุขมากอนันต์ ในบทบาท Chief Executive Officer จับมือกับผู้บริหารอีก 3 คน ทั้ง แท๊ด-รดีนภิส โกสิยะจินดา Chief Commercial Officer, ปรุง-ทัชระ ล่องประเสริฐ Artist Strategy Director (SONRAY MUSIC Co., Ltd.) และ ปิง-เกรียงไกร วชิรธรรมพร Managing Director (5×6 House Co., Ltd.) มาแถลงข่าวเปิดตัวบริษัทใหม่ ซึ่งประกอบไปด้วย 3 บริษัทย่อย ภายใต้บริษัทแม่ที่ชื่อว่า ‘TADA Entertainment (ทาดา เอ็นเทอร์เทนเมนท์)

TADA Entertainment บริษัทบันเทิงไทยที่ตั้งใจสร้างศิลปินไอดอลให้เป็นความสุข-แรงบันดาลใจของทุกคน

ชื่อ ‘ทาดา’ พ้องเสียงกับ ‘ธาดา’ ที่แปลว่าผู้สร้าง 

และเป็นเสียงประกอบเวลาที่ใครมีอะไรภูมิใจนำเสนอ

เราเคยคุยกับย้งเมื่อครั้งยังเป็นนาดาวบางกอก แล้วประทับใจกับความเป็นบริษัทที่พัฒนาศิลปินให้เป็น ‘คนมีคุณภาพ’ แบบที่คิดว่าให้วันหนึ่งศิลปินอยู่ได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมีนาดาวบางกอก และวันนั้นเขาก็ตั้งใจอยากหาคนมารับช่วงต่อในการบริหาร แต่ติดว่าต้องหาคนที่เชื่อและคิดเหมือนกัน เพื่อที่จะได้มั่นใจว่าผู้บริหารคนใหม่จะดูแลศิลปินเหล่านี้ได้อย่างที่เขาตั้งใจ

ในบทบาทการเป็นผู้บริหารสูงสุดขององค์กรรอบที่ 2 ของย้ง เขาจึงอยากสร้างทั้งผู้บริหารธุรกิจบันเทิงรุ่นใหม่และศิลปินไอดอลคุณภาพสูง มาประดับวงการบันเทิงไทยแบบที่เขาภูมิใจนำเสนอ

แต่ก่อนจะคุยเรื่องการเปิดประตูบานนี้ เราเชื่อว่าทุกคนคงอยากรู้สาเหตุที่แท้จริงของการปิดประตูบ้านนาดาวบางกอกจากปากของย้ง ซึ่งเขายังไม่เคยพูดเรื่องนี้กับสื่อไหน เขายินดีจะพูดวันนี้ เพราะเขาบอกว่าฝุ่นหายตลบและทุกอย่างตกตะกอนแล้ว จึงมั่นใจว่าจะตอบคำถามนี้ได้ตรงกับใจจริง ๆ

เขาเล่าว่าก่อนยุติบทบาทของนาดาวบางกอก ทีมผู้บริหารใช้เวลาพิจารณา วางแผน และเตรียมตัวมาร่วม 3 ปี และยืนยันว่าไม่ได้มีใครในบริษัทหมดแพสชัน

“การปิดนาดาวฯ คือการไปต่อ ไม่ใช่การสิ้นสุด เพราะนาดาวฯ คือหมู่มวลคนซึ่งรักจะทำสิ่งที่สนใจเหมือนกันในช่วงเวลาที่ผ่านมา แต่พอถึงเวลาที่ต่างคนต่างมีเป้าหมายใหม่ น้อง ๆ นักแสดงเติบโตในวงการบันเทิงได้ดี หลายคนเรียนจบแล้ว บางคนก็แข็งแรงจนเปิดบริษัทเองได้ บางคนมีแนวคิดในการบริหารศิลปินหรือนักแสดงในแบบของตัวเอง เราก็คิดว่าไม่จำเป็นต้องยึดติดกับการเป็นนาดาวบางกอกต่อไป เราแยกกันไปสนุกกับทางที่ตัวเองสนใจดีกว่า ซึ่งก็หมายถึงการต้องยุติธุรกิจเดิม เพื่อเริ่มต้นธุรกิจใหม่”

การเลือกปิดประตูบานเก่าอันโด่งดังและมั่นคงเพื่อเปิดประตูบานใหม่นี้ ย้งบอกว่าไม่มีอะไรที่เขาเสียดายเลย 

“มีแต่กลัวจะเสียดายเวลาและโอกาสของทุกคน ถ้าเราไม่ได้ให้อิสระพวกเขาไปเติบโตงอกงามในผืนดินของตัวเอง” ย้งบอก

สำหรับย้งและพนักงานบางส่วน เป้าหมายใหม่ของพวกเขาคือการสร้างศิลปินไอดอลชาวไทยประดับวงการบันเทิงไทยที่พวกเขารัก เพื่อเป็นความสุขและแรงบันดาลใจให้กับผู้คน 

“มันน่าสนุกดี” ย้งบอกเหตุผลที่คิดจะทำงานนี้

“ตอนเปิดออดิชัน เราได้เจอน้อง ๆ หลายคนที่มีความฝันอยากเป็นศิลปิน แต่เขาไม่ใช่คนที่มีพรสวรรค์หรือเก่งมาแล้ว พวกเขาเป็นเด็กที่ยังอยู่ในจุดเริ่มต้น มีความฝันและมีความพยายาม ผมว่ามันน่าสนุกที่เราจะได้เริ่มต้นกับคนที่มีความฝัน แล้วเราก็ฝึกหัดไปด้วยกัน เพื่อไปสู่ปลายทางซึ่งเขาเป็นศิลปินที่มีมาตรฐานที่ดีได้”

TADA Entertainment บริษัทบันเทิงไทยที่ตั้งใจสร้างศิลปินไอดอลให้เป็นความสุข-แรงบันดาลใจของทุกคน

ยุคนี้เป็นยุคของคนที่พยายามและตั้งใจ

SONRAY MUSIC (ซันเรย์ มิวสิค) ลูกชายที่สดใสเหมือนแสงแดด และ ILY LAB (ไอลี่ แล็บ) กลุ่มเด็กสาวที่เรียบง่ายและงดงาม เป็นบริษัทลูกของ TADA Entertainment สำหรับสร้างและพัฒนากลุ่มศิลปินไอดอล 

SONRAY MUSIC ผลิตศิลปินไอดอลชาย และ ILY LAB ผลิตศิลปินไอดอลหญิง ย้งเล่าว่าจากประสบการณ์ การดูแลศิลปินชายและหญิงมีรายละเอียดแตกต่างกัน จึงอยากแยกการบริหารออกเป็น 2 บริษัท แต่ศิลปินจาก 2 ค่ายก็จะได้ทำงานร่วมกันในบางโอกาส

สำหรับใครที่ไม่ใช่แฟนไอดอล เราขอชวนมาแวะฟังนิยามคำว่าศิลปินไอดอลจากย้งกันสักนิด

“ศิลปินไอดอลเป็นศิลปินที่มีการฝึกหัดและพัฒนาให้มาเป็นศิลปิน บอยแบนด์หรือเกิร์ลกรุ๊ปสมัยก่อนอาจอาศัยหน้าตาดี ความสามารถกลาง ๆ ได้ แต่ยุคนี้ผู้บริโภคต้องการศิลปินที่นอกจากภาพลักษณ์และบุคลิกดีแล้ว เขายังต้องมีความสามารถสูง ทั้งด้านการร้องเพลง การแสดง และการเต้นด้วย”

ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ย้งผู้ติดตามและชื่นชอบศิลปินไอดอลต่างชาติ มองไอดอลเหล่านั้นด้วยสายตานักปั้นดาวแล้วฟันธงว่า มีเด็กไทยจำนวนไม่น้อยที่มีเสน่ห์ความเป็นไอดอลอยู่ในตัว 

“วัยรุ่นไทยมีจุดเด่นอย่างความสนุกสดใส ไม่ซีเรียสกับชีวิตมากเกินไป แต่ถ้าเขาจะเอาจริงกับอะไร เขาก็ตั้งใจและจริงจังกับมันได้ ความทะเล้น ความกวนที่มากับความมุ่งมั่นนี่แหละเป็นบุคลิกที่ผมอยากทำงานด้วย อยากเห็นพวกเขาค่อย ๆ เก่ง ค่อย ๆ เติบโต จนเป็นศิลปินที่ชนะใจแฟนเพลงหรือคนดูได้” 

TADA Entertainment บริษัทบันเทิงไทยที่ตั้งใจสร้างศิลปินไอดอลให้เป็นความสุข-แรงบันดาลใจของทุกคน
TADA Entertainment บริษัทบันเทิงไทยที่ตั้งใจสร้างศิลปินไอดอลให้เป็นความสุข-แรงบันดาลใจของทุกคน

ความฝันของหนุ่มสาวกับหน้าที่การสร้างความสุขและแรงบันดาลใจ

ศิลปินไอดอลกลุ่มแรกที่ TADA Entertainment จะเปิดตัว เป็นกลุ่มศิลปินหญิงนามว่า ‘MXFRUIT (มิกซ์ฟรุต)’ ภายใต้สังกัด ILY LAB (ซึ่งย่อมาจาก I Love You)

ย้งไม่คิดแบบ Fail Fast, Fail Cheap และเราก็เห็นด้วยว่า ความฝันของเด็กสาวไม่ควรถูกเอามาใช้เป็นการทดลองทางธุรกิจ ศิลปินไอดอลหญิงกลุ่มนี้จึงเป็นเด็กที่เทรนมาแล้วเกือบ 2 ปี และพวกเธอกำลังจะได้เดบิวต์ในเดือนมีนาคมนี้

ย้งเล่าว่าเขาชวนสมาชิกทั้ง 5 ที่ตอนแรกต่างคนต่างมามารวมเป็น Girl Group และทำวงด้วยกัน เพื่อใช้พื้นที่นี้ค้นหาแนวทางของตัวเองในวัยที่เพิ่งเริ่มต้น และผนึกกันเป็นทีมที่แข็งแรงมากพอจะพากันไปสู่ความสำเร็จ 

“จริง ๆ ทุกคนมีความเป็นตัวของตัวเองและมีความสามารถในการเป็นศิลปินเดี่ยว แต่โชคดีที่เด็ก 5 คนนี้มีความแตกต่างที่อยู่ด้วยกันแล้วลงตัว และยอมที่จะเปิดตัวร่วมกัน วันหนึ่งถ้าพวกเขามีประสบการณ์และความสามารถมากพอ มีอะไรที่อยากเล่าจากตัวเอง หรือมีแนวทางของตัวเองแล้ว อาจจะได้ทำเพลงแบบโซโล่ก็ได้” ย้งวางแผนแบบเล่นเกมยาวเอาไว้

ศิลปินไอดอลอีกกลุ่มที่พวกเขาปลุกปั้นอยู่เป็นกลุ่มศิลปินไอดอลชาย ชื่อ 789 TRAINEE ภายใต้สังกัด SONRAY MUSIC

ด้วยจุดแข็งการเป็นคนทำคอนเทนต์ของย้ง และประสบการณ์ในบริษัท SM Entertainment ของปรุง กลุ่มศิลปินฝึกหัดชายที่เปิดตัวบนโลกออนไลน์มาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2564 จึงเป็นสีสันใหม่ในวงการที่น่าจับตามอง ศิลปินหนุ่มฝึกหัด 24 คนกำลังจะมีโปรเจกต์รายการ 789 SURVIVAL เป็นเรียลิตี้โชว์ ออกอากาศทางช่อง ONE31 พวกเขาจะได้ทำบททดสอบต่าง ๆ เพื่อแสดงความมุ่งมั่น ความตั้งใจพัฒนาตัวเองและทีม เพื่อเดบิวต์เป็นวงบอยกรุ๊ปวงต่อไป ซึ่งจำนวนคนในวงนั้นยังไม่แน่นอน อาจจะเป็น 7 8 หรือ 9 คนก็ได้ ย้งบอกไว้อย่างนั้น

สิ่งที่ย้งหมายมั่นปั้นมือในตัวศิลปินไอดอลก็คือ อยากให้พวกเขาสร้างความสุขให้แฟน ๆ และอยากให้เก่งพอที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้แฟน ๆ ได้

“ผมหมายมั่นปั้นมือที่ 2 อย่างนี้ เพราะเชื่อว่ายุคนี้มีคนไม่น้อยที่มีศิลปินเป็นกำลังและแรงบันดาลใจ ไม่รู้จะเรียกว่ายกระดับวงการบันเทิงไทยไหม แต่น่าจะทำให้คนไทยมีความสุข และในมุมคนทำงาน ผมคิดว่าผลลัพธ์จากความพยายามที่สังคมจะได้เห็น อาจไปสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ให้ทำงานดี ๆ เหมือนที่เราเคยได้แรงบันดาลใจจากคนรุ่นพี่ที่ทำงานดี ๆ ออกมาก่อนหน้านี้ก็ได้ ผมอยากทำศิลปินให้วงการบันเทิงไทย ให้คนไทยดู แล้วถ้าวันหนึ่งจะไประดับสากล เราก็จะไปแบบเป็นศิลปิน T-POP ของไทย”

TADA Entertainment บริษัทบันเทิงไทยที่ตั้งใจสร้างศิลปินไอดอลให้เป็นความสุข-แรงบันดาลใจของทุกคน
จับเข่าคุยแนวคิดของ TADA Entertainment บริษัทที่อยากสร้างทั้งศิลปินไอดอลคุณภาพและผู้บริหารธุรกิจบันเทิงรุ่นใหม่

โครงสร้างบริษัทย่อยที่เป็นอิสระ และมีบริษัทแม่ดูแลแบบไม่กำกับ

นอกจาก SONRAY MUSIC และ ILY LAB ซึ่งเป็นธุรกิจที่ย้งโฟกัสอยู่แล้ว TADA Entertainment ยังมีบริษัทโปรดักชันชื่อ 5×6 House ทำงานด้านคอนเทนต์อย่างที่พวกเขาถนัด ดูแลโดย ปิง เกรียงไกร 

3 บริษัทย่อยนี้บริหารในแบบของตัวเอง โดยมีบริษัทแม่เป็นหน่วยกลางดูแลเรื่องส่วนรวมต่าง ๆ เช่น การตลาด กฎหมาย บัญชี เป็นต้น 

ย้งบอกว่า “นี่อาจจะเป็นช่วงท้าย ๆ ในชีวิตการทำงานของผมแล้ว การมีบริษัทยิบย่อยคือการให้คนอื่นได้ขึ้นมาลองบริหารบริษัทนั้นในมุมมองของเขาเอง เขากำหนดทิศทางที่อยากเป็นได้เอง นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เรามีอิสระมากขึ้นหลังจากมาเปิดบริษัทใหม่”

5×6 House เป็นบริษัทโปรดักชันเฮาส์ที่ย้งบอกว่าให้อิสระปิงออกแบบได้เต็มที่ ไม่มีข้อจำกัดว่าต้องเป็นงานที่เข้ากับศิลปินไอดอล หรือเป็นงานที่เน้นสร้างนักแสดงจากศิลปินในค่าย ซึ่งทำให้ปิงสร้างสรรค์และบริหารบริษัทของตัวเองได้เต็มที่ยิ่งขึ้น

ย้งบอกอีกว่าในอนาคตเราอาจได้เห็นบริษัทภายใต้ TADA Entertainment เพิ่มขึ้นได้อีกด้วย หากมีคนสนใจอยากมาร่วมทำอะไรสนุก ๆ ด้วยกัน “ถ้าใครทำดี ความสำเร็จก็จะเป็นของเขา โดยมีพวกผมเป็นเบื้องหลัง ซัพพอร์ตและให้ความช่วยเหลือ แนะนำในพาร์ตหลังบ้าน” 

จับเข่าคุยแนวคิดของ TADA Entertainment บริษัทที่อยากสร้างทั้งศิลปินไอดอลคุณภาพและผู้บริหารธุรกิจบันเทิงรุ่นใหม่
จับเข่าคุยแนวคิดของ TADA Entertainment บริษัทที่อยากสร้างทั้งศิลปินไอดอลคุณภาพและผู้บริหารธุรกิจบันเทิงรุ่นใหม่

สุดท้าย ผู้บริหารที่โดดเด่นคนหนึ่งในยุคสมัยของเรายังยืนยันว่า เขาอยากเป็นคนทำงานมากกว่าเป็นผู้บริหารมืออาชีพ เขายังรอวันที่จะได้สร้างศิลปินไอดอลและผู้บริหารรุ่นใหม่ให้แข็งแรงพอที่เขาจะปล่อยมือจากงานบริหารและหันไปจับกล้อง จับงานกำกับที่รักได้อีกครั้ง

“ผมโชคดีที่ได้ใช้ชีวิตในงานที่ผมรัก สิ่งที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาคือ การให้อิสระกับทุกคนในการบริหารงานและชีวิตของตัวเอง

“การปิดนาดาวบางกอกทำให้เรียนรู้ว่า อย่าไปยึดติดกับทั้งความทุกข์และความสุข เพราะในช่วง 2 – 3 ปีที่ต้องตัดสินใจและเตรียมการปิดนาดาวฯ เป็นช่วงเวลาที่กังวลมาก เป็นห่วงอะไรเต็มไปหมด แต่พอตัดสินใจได้แล้ว ใกล้เวลาที่จะปิดแล้วจริง ๆ กลับรู้สึกว่ามันไม่ได้ยากขนาดนั้น การไม่มีนาดาวฯ ไม่ได้ทำโลกแตกสลาย ไม่ได้จะทำให้เด็กนักแสดงไปต่อไม่ได้ หรือแม้กระทั่งน้อง ๆ พนักงานเขาก็จะเดินต่อไปได้ด้วยตัวเองกันทั้งนั้น”

จับเข่าคุยแนวคิดของ TADA Entertainment บริษัทที่อยากสร้างทั้งศิลปินไอดอลคุณภาพและผู้บริหารธุรกิจบันเทิงรุ่นใหม่

เขาเล่าด้วยว่าแม้แต่งานฉลองเพื่อร่ำลาอย่างการไป Outing นาดาวฯ ที่ย้งต้องพลาดเพราะติดโควิด สุดท้ายก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าฟูมฟายอย่างที่เขารู้สึกในตอนแรก เพราะมิตรภาพที่ชาวนาดาวฯ ยังมีให้กันและกันก็เห็นได้ชัดว่ามันยังอยู่ 

“เท่านั้นก็พอแล้วมั้ง” ย้งกล่าวปิดท้ายก่อนขอพุ่งตัวไปดูน้องซ้อมและมีประชุมต่อ

Lessons Learned

  • อย่ายึดติดกับความสำเร็จหรือไม่สำเร็จที่เคยเป็นมาก่อน เมื่อถึงคราวต้องเปลี่ยนแปลงก็เปลี่ยน ยิ่งถ้าเราเคยล้มมาก่อนแล้วลุกขึ้นมาได้ ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว
  • สร้างงานแล้ว อย่าลืมสร้างคนทำงานด้วย เพราะการจะทำให้ธุรกิจที่เราฝันอยู่เป็นไปได้อย่างยั่งยืน วันหนึ่งจำเป็นต้องมีคนรับช่วงต่อ
  • เลือกทำสิ่งที่อยากทำให้ดีจนกลายเป็นธุรกิจได้ เป็นหนทางแห่งความสุขที่จะได้ใช้ชีวิตร่วมไปกับงาน

ภาพ : TADA Entertainment

Writer

Avatar

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

อดีตนักโฆษณาที่เปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักเล่าเรื่องบนก้อนเมฆ เป็นนักดองหนังสือ ชอบดื่มกาแฟ และตั้งใจใช้ชีวิตวัยผู้ใหญ่ไปกับการสร้างสังคมที่ดีขึ้น

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load