“When life gives you lemons, squeeze them in people’s eyes.”

เราพยายามอ่านประโยคที่กำแพงประโยคนี้ซ้ำไปซ้ำมาในใจ พร้อมนึกหาเหตุผลที่ทำให้อยากหยิบลิปสติกสีเบอร์กันดีแดงฉ่ำขึ้นมาทันที แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก

จนกระทั้ง ดมิสาฐ์ องค์ศิริวัฒนา Co-founder and Executive Creative Director แห่ง SOUR Bangkok (บริษัท เซาเออร์ บางกอก) เจ้าของสถานที่เดินเข้ามาเฉลยความหมายที่ซ่อนในระหว่างบรรทัด

SOUR Bangkok เป็นบริษัทเอเจนซี่โฆษณาน้องใหม่ที่ประกาศจุดยืนในตลาดชัดเจนกว่าใครว่า เป็นเอเจนซี่ที่สนใจและทำเนื้อหาประเด็นเรื่องผู้หญิงโดยเฉพาะ

และไม่ว่าสัดส่วนการครองตลาดที่มีตัวเลขอัตราส่วนประชากรโลกชายและหญิง 1:7 จะมีนัยสำคัญมาเกี่ยวหรือไม่ เรากำลังจะเข้าสู่สังคมสาวโสดจนต้องสนใจตลาดผู้หญิงล้วนหรือเปล่า ความสนุกของเกมวงการโฆษณาที่อยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านของสื่อสร้างสรรค์และการเป็นเอเจนซี่น้องใหม่ที่มุ่งเน้นไปตลาดผู้หญิงเป็นอย่างไร

เอเจนซี่เพื่อนหญิงพลังหญิงนี้จะเล่าให้คุณฟัง

คำเตือน โปรดระวังจะหลงเสน่ห์

SOUR Bangkok, ดมิสาฐ์ องค์ศิริวัฒนา

Sweet and SOUR

“ผู้หญิงจะสวยด้วยเก่งด้วยไม่ได้หรอ” ดมิสาฐ์บอกเรา เมื่อเราถามถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ของผู้หญิง

“เราอยู่วงการโฆษณา สัมผัสมาตลอดว่าคนวงการโฆษณามักจะตีความไปที่ Core Idea อย่างความสวยต้องมาจากข้างใน นักแสดงหญิงต้องไม่แต่งหน้า เรารู้สึกว่านี่ไม่ใช่ความหมายของพลังหญิงที่แท้จริง พลังหญิงน่าจะรวมรูปลักษณ์ภายนอกและภายใน เราอยากผลักดันประเด็นความคิดนี้สู่การรับรู้ในสังคมว่าผู้หญิงยุคนี้ทั้งสวยและเก่งได้” ดมิสาฐ์เล่าถึงความตั้งใจเริ่มต้นที่ทำให้เธออยากทำเอเจนซี่ที่สนใจประเด็นเรื่องผู้หญิง

พอพูดถึง content ผู้หญิง ทุกคนมักจะกระโดดไปนึกถึงเครื่องสำอางอยู่เสมอ

“ทุกคนจะเข้าใจว่า content ของผู้หญิงคือเรื่องความสวยความงาม จะว่าไปเหล่านี้เป็นความเข้าใจผิดของตลาด ซึ่งลูกค้าหลายรายที่เราพบก็ยังคิดแบบนั้น เขามักจะถามเสมอว่าเรารับแต่สินค้าเครื่องสำอางใช่ไหม แต่สำหรับเราคำว่าผู้หญิงมีมุมและมิติต่างๆ ในชีวิตอีกเยอะมากที่เราไม่เคยเล่น เรื่องไลฟ์สไตล์ แรงบันดาลใจ ศิลปะและอื่นๆ อีกมากมายที่อยู่รอบตัวผู้หญิง เรื่อง knowledge และ how to ขอยกตัวอย่างง่ายๆ ในวันที่ออฟฟิศเราได้เครื่องต้มกาแฟเป็นของขวัญวันเปิดบริษัท ทีมงานเรามีแต่ผู้หญิงและทุกคนไม่มีใครใช้เครื่องต้มกาแฟนี้เป็นเลย (หัวเราะ) อย่างแรกที่น้องในทีมทำก็คือ เปิด YouTube พิมพ์ชื่อเครื่องและรุ่นก็เจอขั้นตอนการต้ม 1 2 3 4 จะเห็นว่ามีเนื้อหาทำนองนี้อยู่มากมายนะ และวันหนึ่งผู้หญิงบางคนอาจจะลุกขึ้นมาทำอะไรเกี่ยวกับ IT รถยนต์ งานศิลปะ”

ก่อนที่เราจะถามถึงที่มาของชื่อว่าทำไมต้องเปรี้ยวจี๊ดมะนาวจริงด้วย “เราชอบคำว่า sour ก่อนหน้านี้เราเคยดูมิวสิกวิดีโอของญี่ปุ่น จำชื่อวงและเพลงไม่ได้ แต่จำความรู้สึกได้ว่าเท่มาก ในวันที่ทำบริษัทของตัวเองเราก็นึกถึงคำที่เป็นรสชาติของผู้หญิงซึ่งมีหลายรสชาติ แค่รสหวานกับเผ็ดคงไม่พอ ต้องเติมรสเปรี้ยวลงไปด้วย รสชาติก็จะกลมกล่อมขึ้น”

So tell me what you want, what you really really want

คนที่ทำงานเอเจนซี่โฆษณามามากกว่า 10 ปีกับการเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง

“เราทำงานอยู่เอเจนซี่มาสิบกว่าปี และพบทุกที่มีปัญหาแตกต่างกันไป ดังนั้นในวันที่เริ่มต้นจริงๆ เราก็คิดว่าเราควรจะหยุดบ่น เราควรจะ stop complaining แล้วมา start doing นั่นคือ เมื่อไม่ชอบหลักการของที่นี่แล้วย้ายไปที่นั่นแบบแต่ก่อนมันไม่ใช่วิธีแก้ไขปัญหาแล้ว ในเมื่อเราไม่เชื่อในที่นั่นเราก็ทำในทางที่เราเชื่อไปเลยสิ จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่อยากทำเอเจนซี่ของตัวเอง ตอนแรกตั้งใจจะทำเล็กๆ เริ่มจากมองหาจุดขายว่าในตลาดยังไม่มีอะไร ซึ่งพอดีกับช่วงหลังเราได้ทำงานและแคมเปญเกี่ยวกับผู้หญิง เราก็เริ่มรู้สึกอิน จึงตัดสินใจวาง positioning ของแบรนด์ให้เป็นเอเจนซี่ที่โฟกัสกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้หญิง

“พอมีเพื่อนๆ ในวงการเริ่มรู้ว่าเราคิดทำอะไรก็เริ่มมีคนติดต่อมาขอร่วมเป็นพาร์ตเนอร์ ซึ่งเราตัดสินใจร่วมงานกับ CJ Worx เหตุผลข้อแรกก็คือ CJ Worx เป็น Independent Agency อย่างแท้จริง เราอยู่กับ network มาตลอดชีวิตก็พบว่ามีข้อดีข้อเสียที่ทำให้เราอยากลองดูว่าถ้าการทำงานแบบใหม่นี้ไม่ขึ้นตรงกับ network หรือ KPI และเป็น Independent Agency ก็น่าจะอิสระมากกว่า เหตุผลขอที่สองคือ เราเองโตมาจากงานครีเอทีฟล้วนๆ อะไรที่เราไม่ถนัด CJ Worx ช่วยสนับสนุนเต็มที่ทั้งเรื่ององค์ความรู้ใหม่ๆ จากผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้สื่อ สนับสนุนให้เราลองทำสิ่งใหม่ๆ หรือแม้แต่เรื่องการ setup ระบบบริษัทด้วย”

SOUR Bangkok
SOUR Bangkok เอเจนซี่โฆษณาเพื่อนหญิงพลังหญิงที่เปรี้ยวและซ่าที่สุดในขณะนี้

By women, for women

“ข้อดีของการกำหนด positioning ชัดเจน คือคนที่เข้ามาร่วมงานไม่ว่าจะเป็นลูกค้า พาร์ตเนอร์ หรือน้องในทีม เขาจะพอรู้อยู่แล้วว่าเขาต้องทำอย่างไร เขาอยากได้อะไร เขามีความเห็นในทิศทางเดียวกัน ดังนั้นเราแทบจะไม่ต้องใช้เวลาอธิบายความตั้งใจ และไม่น่าเชื่อว่าตลาดนี้กว้างกว่าที่เคยคิดมาก

“ตอนเริ่มต้นทำบริษัทมีแค่ 2 – 3 คนที่เห็นด้วยกับความคิดนี้ ส่วนใหญ่จะทักถามว่าตีกรอบ positioning ไปที่ผู้หญิงจะแคบไปไหม ผู้หญิงในที่นี้หมายถึงกลุ่มผู้ชมหรือเปล่า โลกปัจจุบันมีความหลากหลายทางเพศทำไมเราคิดถึงแค่ผู้หญิง ซึ่งในความจริงเราไม่ได้มองว่าผู้หญิงหมายความถึงเพศหญิงอย่างเดียวนะ แต่มีมุมมองหรือมิติที่มากมายกว่านั้น ทั้งในแง่เพศสภาพ จิตใจ อายุ ซึ่งหมายรวมถึงพฤติกรรมของเขา เช่น สินค้าที่เป็นแบรนด์รถยนต์ทุกคนก็จะคิดถึงผู้ชาย แต่แทบไม่เคยมีใครรู้เลยว่าจากข้อมูลสถิติมอเตอร์โชว์ที่ผ่านมาผู้หญิงออกรถเยอะกว่าผู้ชายเสียอีก เพราะฉะนั้น ผู้หญิงเป็นเจ้าของรถเยอะและปัญหาคือผู้หญิงดูแลรถไม่เป็น เป็นตัวอย่างให้เห็นว่าพฤติกรรมก็เป็นตัวกำหนดแบรนด์นะ ไม่ได้หมายความว่าคำว่า ผู้หญิง เท่ากับผู้หญิง แต่มีเรื่องของพฤติกรรมที่สามารถนำมาทำแคมเปญก็ได้”

SOUR Bangkok
SOUR Bangkok เอเจนซี่โฆษณาเพื่อนหญิงพลังหญิงที่เปรี้ยวและซ่าที่สุดในขณะนี้
SOUR Bangkok เอเจนซี่โฆษณาเพื่อนหญิงพลังหญิงที่เปรี้ยวและซ่าที่สุดในขณะนี้

STRONG!

“ปีนี้ถือเป็นปีที่ท้าทายมากเพราะว่ามี Independent Agency เปิดใหม่เยอะมาก และเอเจนซี่แต่ละที่ก็มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางแตกต่างกันไป บางเจ้า one-stop service เป็นทั้งครีเอทีฟเป็นทั้งโปรดักชัน บางเจ้าก็มีเครือข่ายสนับสนุนจากเอเจนซี่ประเทศเพื่อนบ้าน สิ่งที่ท้าทายคือลูกค้าก็จะมีตัวเลือกมากมาย และในกรณีที่ลูกค้ายังไม่เชื่อเรื่องตลาดผู้หญิงมากนัก เขาก็มอบโจทย์ให้ลองเสนอแผนงานเรื่องความเป็นผู้หญิงที่เชื่อมกับสินค้า จะเห็นว่าลูกค้าที่เข้ามาส่วนใหญ่ค่อนข้างเปิดโอกาสให้พวกเรา”

ดมิสาฐ์เล่าให้เราฟังว่าอีกหนึ่งความท้าทายของเอเจนซี่ยุคใหม่นี้ก็คือการดึงคนรุ่นใหม่ที่เก่งๆ ให้ทำงานอยู่กับองค์กรได้ตลอด “คิดว่าในหลายๆ บริษัทน่าจะเจอเหมือนกันหมดนะ เด็กรุ่นใหม่มักจะอยากจะเป็นฟรีแลนซ์เพราะคิดว่ามีอิสระด้านเวลาและรายได้ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่บริษัทใหม่ๆ จะสามารถรั้งคนเก่งให้ทำงานอยู่กับเขาไปได้ตลอด แต่จากการทำงานกับน้องๆ ในทีมของเรา เราพบว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้คนรุ่นใหม่เขาอยากอยู่กับเรา ก็คือการมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน ทุกคนที่มาทำงานกับเราต่างรู้ตัวเองว่าอยากได้งานที่ดี มีความมุ่งมั่นในแบบเดียวกัน เฉลิมฉลองด้วยกันเวลาที่ลูกค้าซื้อไอเดียแบบที่เราอยากทำ เราจึงคิดว่าความมุ่งมั่นและแรงบันดาลใจนี่แหละเป็นสิ่งที่ทำให้เขาอยู่กับเรา”

นอกจากจะเป็นเอเจนซี่ที่มีโจทย์ชัดเจนเรื่องแคมเปญสำหรับผู้หญิงแล้ว ในด้านการทำงานกับทีมที่มีแต่ผู้หญิง เราสงสัยว่ามีความเหมือนหรือแตกต่างกับเอเจนซี่ทั่วไปบ้างหรือไม่

“เรื่องการทำงานคงไม่เปลี่ยนไปจากเอเจนซี่แบบเดิม แต่ถ้าเป็นเรื่องที่แตกต่างชัดเจนคงเป็นเรื่องการมีอยู่ของกระจกเงากลางออฟฟิศ (หัวเราะ) จริงๆ เราทำงานกับผู้หญิงมาบ้างอยู่แล้ว ก็เลยไม่รู้สึกว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไป แต่สิ่งที่ชัดเจนเมื่อเทียบการทำงานระหว่างชายและหญิงคือเรื่องความละเอียด ทั้งการคิดที่รอบด้านและรายละเอียดเล็กๆ ที่บางทีเราลืมไป ถ้าใครอยู่ในสายงานนี้แล้วเคยทำงานกับคนตัดหนังหรือคนทำสีในหนังที่เป็นผู้หญิงจะเห็นว่างานละเอียดกว่านะ”

SOUR Bangkok เอเจนซี่โฆษณาเพื่อนหญิงพลังหญิงที่เปรี้ยวและซ่าที่สุดในขณะนี้
SOUR Bangkok, ดมิสาฐ์ องค์ศิริวัฒนา

Give me a SOUR, hit me baby one more time

แม้ SOUR Bangkok จะเปิดตัวได้ไม่นาน แต่ก็มีผลงานเปรี้ยวแซ่บสมชื่อให้เราเห็นอยู่บ่อยๆ เราจึงขอให้ดมิสาฐ์เล่ากระบวนการคิดงานที่แปลกและสร้างสรรค์ที่สุดตั้งแต่เคยทำมา หนึ่งในนั้นก็คืองานไวรัล ใครซื้อเต่าให้

จากวันที่ได้รับฟังเรื่องราวของแบรนด์เครื่องหนัง Viera by Ragazze ดมิสาฐ์รู้สึกถึงความพิเศษในเรื่องราวที่เกี่ยวกับเครื่องหนังซึ่งลูกค้าของแบรนด์มักมองหาแต่สิ่งเนี้ยบๆ ไม่ค่อยรู้ว่าเครื่องหนังต้องใช้ให้เกิดร่องรอยแล้วจะยิ่งสวย ทาง SOUR Bangkok จึงเสนอคอนเซปต์ Craft by Life ร่องรอยความสวยงามที่แตกต่างจากการใช้งานที่แตกต่างกัน ผลก็คือลูกค้าชอบมาก โดยตอนแรกทีมงานตั้งใจจะทำหนังสั้นเล่าร้อยเรียงเรื่องราว แต่ในขณะที่กำลังพรีเซนต์เพื่อเตรียมถ่ายทำจริงอยู่นั้นลูกค้าก็บรีฟเพิ่มเติมว่า “ขอหนังที่ดูไม่รู้เรื่องได้ไหม อันนี้มันรู้เรื่องเกินไป”

“ฟังแล้วท้าทายมากเลย (หัวเราะ) เพราะเราทำการสื่อสารซึ่งก็ต้องให้คนรู้เรื่อง สุดท้ายจึงกลายมาเป็น Fashion Film ที่อยู่ตรงกลางระหว่างการเล่าเรื่องแบบไม่รู้เรื่องและนำเสนอสินค้า ซึ่งก็ทำให้คนดูเข้าใจว่าคอนเซปต์คืออะไร และพอดีกับการรีแบรนด์ครั้งนี้ลูกค้าเปลี่ยนโลโก้เป็นรูปเต่า ในวินาทีสุดท้ายมากๆ ลูกค้าถามว่า ‘ใส่เต่าลงไปในหนังด้วยได้ไหม’ เราก็คิดว่าไหนๆ หนังก็มาทางนี้แล้ว ก็ให้ผู้หญิงสักคนในเรื่องเลี้ยงเต่าเลยแล้วกัน จึงเกิดเป็นเรื่องราวชีวิตหลายๆ คู่ในนั้นหนังสั้นเรื่องนี้ สุดท้ายหนังไม่ได้เฉลยนะว่าใครซื้อเต่าให้ใคร เลยเกิดเป็นกระแสบนโลกออนไลน์ มันไม่รู้เรื่องแต่มันโอเค เป็นงานที่แปลกสุดที่เคยทำเพราะลูกค้าบรีฟได้เซอร์เรียลมากๆ”

SOUR Bangkok
SOUR Bangkok

Wonder Women x Women

และแม้จะเป็นเอเจนซี่ที่น้องใหม่ เมื่อถามถึงบทเรียนสำคัญของการทำธุรกิจนี้ ดมิสาฐ์ก็ชวนเรามองเห็นความสำคัญของความคิดสร้างสรรค์และการทำงานอย่างตั้งใจ

“มีแบรนด์เกิดใหม่ทุกวัน พอใครมีไอเดียอะไรก็ลุกขึ้นมาทำแบรนด์ จากบทเรียนที่ผ่านมาเราพบว่าการสร้างแบรนด์ๆ หนึ่งให้โดดเด่นออกมานั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะลูกค้าเองก็มีทางเลือกที่หลากหลายขึ้น และถ้าสังเกตพฤติกรรมการรับสื่อปัจจุบันจะเห็นว่าในแต่ละวันคนเรารับเนื้อหาสุดทางมาก บางวันก็รุนแรงสุดๆ เศร้าหมองจากคดีฆ่าหั่นศพ และบางวันก็ชวนกันไปฮิตขนมหวานน้ำแข็งไส มันหลากหลายมากและสุดทางจนทำให้คนเราด้านชา เราจึงเชื่อว่าความคิดสร้างสรรค์ยังคงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ทุกงานที่ทำเราตั้งใจให้มีไอเดียที่แข็งแรงเป็นหลักเพื่อให้งานนั้นๆ ทำงานกับความรู้สึกของคน ซึ่งจะว่าไปก็เป็นเรื่องยากและท้าทายเราและตลาดไม่น้อย” ได้ยินแบบนี้ก็ทำให้ไฟในการทำงานของเราลุกโชนขึ้นไม่น้อย ก่อนจะฝากคำแนะนำสำหรับคนที่อยากเริ่มต้นธุรกิจจากความรัก

“ ‘ความรักกับการทำธุรกิจ’ สำหรับเราแล้วคนละเรื่องกันนะ รักอย่างเดียวบางทีก็ไปไม่รอด มันต้องมีทักษะด้านอื่นๆ ด้วย อย่างเราโตมาจากสายงานครีเอทีฟที่ทั้งชีวิตไม่เคยต้องบริหาร วันหนึ่งต้องมา run ธุรกิจทั้งหมด เป็นทั้งเจ้านาย เป็นทั้งลูกน้อง ต้องโน้มน้าวคน แม้กระทั่งทำออฟฟิศก็ต้องคุยกับช่าง รายละเอียดที่ต้องติดต่อประสานคนมันเยอะมากๆ ดังนั้นความรักอย่างเดียวจึงไม่พอ ปกติเราก็แค่คิดงาน พรีเซนต์งานลูกค้า ขายผ่าน ก็คือจบแล้ว แต่มันยังมีงานหลังบ้านอีกมากมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการการบริหารและเรื่องแหล่งเงินทุนซึ่งจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญมาช่วย เรื่องความรักในสิ่งที่ทำเป็นเรื่องที่ดีแต่ว่าต้องรู้จักหาคนที่จะดำเนินธุรกิจไปรอดได้ และโชคดีที่เราโตมากับพ่อและแม่ที่ทำกิจการเราก็เลยพอเข้าใจเรื่องการบริหารจัดการอยู่บ้าง”

บทความนี้เรียบเรียงไปพร้อมๆ กับลองยาทาเล็บสีพีชสลับกากเพชรสีเขียวเทอควอยซ์

“When life gives you lemons, squeeze them in people’s eyes.” เรากลับขึ้นไปมองประโยคในบรรทัดแรกอีกครั้งก่อนขยิบตาข้างขวา แล้วแกล้งเปิดฝาแยมสตรอว์เบอร์รี่ Super Manly Man ที่ SOUR Bangkok ฝากมาให้ลองชิมไม่ออก

ดมิสาฐ์ องค์ศิริวัฒนา
 ภาพ: SOUR Bangkok

The Rules

  1. ใช้ความเป็นผู้หญิงให้เป็นประโยชน์: ทุกสิ่งทุกอย่างไม่อาจได้มาด้วยการบังคับ เราได้สิ่งที่เราต้องการมาด้วยการอ้อน
  2. ใช้ความอิจฉาจุดประกายเรา: อยู่ในวงการครีเอทีฟมันต้องมี passion เช่น CJ Worx ได้กรังด์ปรีซ์ เราจะยอมแพ้ไม่ได้ เราต้องทำงานให้ดียิ่งขึ้นไป จุดประกายให้เราอยากคิดงานดีๆ ออกมาทุกวัน
  3. คิดถึงคนอื่นเสมอ: พี่ต่อ (ธนญชัย ศรศรีวิชัย) สอนเสมอว่าทำงานให้คิดถึงคนอื่น คิดถึงลูกค้าด้วยว่าเขาจะขายของได้ไหม อย่าคิดถึงแต่ทำงานเอารางวัลเพียงอย่างเดียว

 

SOUR Bangkok

Website: www.sourbangkok.com
Facebook: SOUR Bangkok

 

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

6 กุมภาพันธ์ 2561
4 K

เมื่อกัดทาร์ตทรงกลมสีเหลืองอ่อนเข้าไปหนึ่งคำ ฉันก็ได้กลิ่นน้ำผึ้งหอมหวนคละคลุ้งไปหมด

ซิก-สุรัตน์ ซิการี่ อธิบายกับฉันว่า เขาเลือกใช้วัตถุดิบนี้มาเป็นตัวนำโรงเพื่อสรุปหนังเรื่อง Comrades: Almost a Love Story หรือที่คนไทยรู้จักกันในนาม เถียนมีมี่ ซึ่งแปลว่าหวานเหมือนน้ำผึ้งนั่นเอง หลังจากนั้นเขาก็ชวนให้ฉันชิมทาร์ตลำดับที่ 2 3 และ 4 ที่แม้ทาร์ตแต่ละชิ้นจะมีรสชาติแตกต่างกันไป แต่เมื่อนำรสชาติมาเรียงร้อยต่อกันตามลำดับ ก็ให้ความรู้สึกคล้ายฉากตอนของความรักระหว่างตัวเอกทั้งสองในเรื่อง

ราวกับว่าฉันได้นั่งดู เถียนมีมี่ ในโรงภาพยนตร์ ทั้งๆ ที่ไม่เคยดูหนังเรื่องนี้มาก่อน

‘เถียนมีมี่’ คือคอลเลกชันล่าสุดรับตรุษจีนและวาเลนไทน์ของ befor.tart ธุรกิจผลิตทาร์ตที่ได้แรงบันดาลใจจากหนัง โดยสุรัตน์ เชฟเก่าที่เดินทางอย่างยาวไกลบนเส้นทางชีวิตกว่าจะตัดสินใจเริ่มต้นธุรกิจเป็นของตัวเอง

และนี่คือเรื่องราวของเขา ที่เราอยากพาคุณไปดม ไปชม ไปชิม พร้อมกัน

สุรัตน์ ซิการี่

ก่อนเข้าวงการ

สุรัตน์เริ่มเดินทางบนสายที่ไม่เกี่ยวกับหนังหรือทาร์ตเลย เขาเรียนจบคณะศิลปศาสตร์ สาขาวิชาภูมิศาสตร์ เมื่อจบแล้วก็เข้าทำงานตรงสายตามปกติ

“เป็นงานทำแผนที่ ตอนแรกสนุกมากเพราะได้ออกไปข้างนอกบ่อย แต่พอทำไปเรื่อยๆ ก็เริ่มกลายเป็นงานนั่งหน้าคอม จัดการกับโปรแกรม ก็เลยเปลี่ยนใจ พอดีกับที่ผมชอบกินขนมมากช่วงนั้น เลยคิดว่าเอาอันนี้มาทำเป็นอาชีพดีกว่า จะได้ทำแล้วกินไปด้วยเรื่อยๆ น่าสนุกดี” เขาบอกฉันด้วยรอยยิ้ม

แต่พอฉันถามถึงเรื่องหลังจากนั้น สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้น การไปเรียนที่โรงเรียนวิชาการโรงแรมแห่งโรงแรมโอเรียนเต็ล School of The Oriental Hotel Apprenticeship Programme หรือ OHAP นั่นหมายความว่าต้องสละเวลา 6 วันต่อสัปดาห์ไปกับการเรียน ทั้งยังมีตารางเรียนที่ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับเชฟผู้สอน บางช่วงมีเรียนบ่ายโมงถึงสี่ทุ่ม บางช่วงที่เรียนทำขนมปังซึ่งต้องออกขายตอนเช้า ก็ต้องเรียนสี่ทุ่มถึงหกโมงเช้า

“ผมไม่ได้เจอใครเลย นัดเพื่อนไม่ได้ แถมยังเหนื่อยมากๆ จากที่เคยดูในทีวี มันไม่ใช่อย่างที่คิดเลย อันนี้คือต้องรู้ทุกอย่าง ประณีต และใช้แรงมากๆ ผมยืนวันละ 8 ชั่วโมง เหนื่อยนะ แต่ก็ยังสนุก” สุรัตน์เล่า

หลังจากจบคอร์สนี้ อาชีพการงานด้านอาหารของเขาก็เริ่มต้นขึ้น

befor.tart befor.tart

พลิกบทบาท!

เริ่มแรกสุด สุรัตน์ได้ไปฝึกงานในโรงแรมที่สหรัฐอเมริกา ด้วยความที่เป็นการฝึกงานจึงยังไม่หนักหนาเท่าไรนัก เขาเรียนรู้เท่าที่จะทำได้ ก่อนกลับมาเมืองไทย และไปช่วยทำขนมร้าน Maxim ที่เคยเปิดอยู่ที่เซ็นทรัลเวิร์ล ซึ่งเป็นร้านที่มีพนักงานในครัวน้อย ทำให้เขาได้หัดเรียนรู้การจัดระเบียบตัวเอง และการรับความกดดันของการทำร้านขนม หลังจากนั้น เขาก็เปลี่ยนบรรยากาศมาทำขนมให้ร้าน Gaggan ร้านอาหารอินเดียที่หลังสวน คล้ายเป็นช่วงพักหายใจก่อนเข้าสนามจริง อย่างการทำงานในร้าน L’Atelier de Joël Robuchon ร้านอาหารสุดหรูระดับมิชลินบนตึกมหานคร ที่ซึ่งทำให้เขาได้รู้จักกับความกดดันที่แท้จริง

“เพราะร้านเป็น Fine Dining ระดับมิชลิน เลยมีความเข้มงวดหลายอย่าง อุณหภูมิต้องวัดได้เท่านี้ สีต้องเป็นแบบนี้ จัดจานต้องทำอย่างนี้ ทุกอย่างเป๊ะมาก ต้องเตรียมวัตถุดิบมหาศาล และต้องเตรียมอย่างประณีตมากๆ ด้วย แล้วด้วยความที่เชฟเป็นคนฝรั่งเศส เวลาไม่พอใจก็จะด่า โยนข้าวของ เหมือนที่เคยเห็นในรายการโทรทัศน์เลย”

สุรัตน์เล่าเรื่องวันที่แย่ที่สุดในชีวิตให้เราฟังว่าเป็นช่วงที่จู่ๆ เขาก็โดนโยกย้ายให้ไปประจำครัวส่วนที่ตนไม่เคยทำมาก่อน นั่นแปลว่าเขาจะต้องเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่การเตรียมจนถึงการแต่งจาน แต่คำสั่งนั้นด่วนขนาดที่ว่าสั่งวันนี้และให้เริ่มทำพรุ่งนี้ ซ้ำร้ายยังเป็นช่วงเดียวกับที่เขาทำหน้าที่สั่งวัตถุดิบ และต้องคอยรับเวลาวัตถุดิบมาส่งอีกด้วย รวมถึงยังควบงานบริการด้านหน้าร้านอีกต่อหนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นคือความโกลาหลอลหม่านเพราะเขาต้องทั้งทำขนม รับของส่ง และคอยจัดการส่วนอื่นของร้าน

“กลายเป็นว่าเตรียมจานเสร็จ เอ้ย วัตถุดิบมาส่ง เดินไปรับของ เอ้า กลับมาเจอช็อกโกแลตพังไปแล้ว เตาอบลืมปิด ทุกอย่างพังพินาศ โดนเชฟเดินตามหลังแล้วด่าไปเรื่อยๆ เราก็ไม่รู้จะทำยังไง เลยเข้าไปอยู่ในห้องแช่แข็งแล้วยืนร้องไห้ เชฟก็ตามมาเจอแล้วถามว่า เสร็จรึยัง ข้างนอกยุ่งมากนะ มาทำงานต่อได้แล้ว โอ้โห ขนาดเวลาจะเศร้ายังไม่มีให้เลยเหรอ ซึ่งมันก็ดีที่ทำให้เราหัดรับแรงกดดันแหละ ผมไม่รู้ว่านี่คือหนึ่งในวิธีการสอนของเชฟด้วยรึเปล่า”

befor.tart สุรัตน์ ซิการี่

จากนักแสดงสู่ผู้กำกับ

หลังจากฝึกปรือฝีมืออย่างทรหดกับเชฟมือโปรที่ร้านอาหารมิชลินมาระยะหนึ่ง จังหวะชีวิตของสุรัตน์ก็มาถึงจุดที่เรียกร้องให้เขาทำอะไรเองอย่างเป็นอิสระบ้าง

ด้วยความชอบกินทาร์ตโดยส่วนตัว เขาจึงเลือกทำทาร์ตขาย ซึ่งจะขายเฉยๆ ก็คงธรรมดาไป เขาจึงเลือกขายทาร์ตเป็นคอลเลกชัน โดยแต่ละคอลเลกชันนำธีมมาจากหนังหนึ่งเรื่อง และเปลี่ยนทุกๆ 3 เดือนโดยประมาณ

เมื่อเราถามว่าทำไมต้องเป็นหนัง สุรัตน์ตอบกลั้วเสียงหัวเราะว่า “เพราะผมเป็นเนิร์ดแบบที่ชอบดูหนังมั้งครับ ผมรู้สึกว่าถ้ามีอย่างนี้ เราก็อยากกินนะ ยิ่งถ้าคนที่ชอบหนังเรื่องไหนมากๆ ก็คงอยากจะลองกินหนังเรื่องนั้นดูว่าจะรสชาติยังไง แล้วถ้าจะทำแบบนั้นได้ จะต้องไม่ใช่แค่ปั้นน้ำตาลเป็นรูปหน้าโปสเตอร์แล้ววาง มันจะไม่ใช่ขนมที่เล่าหนังเรื่องนั้น”

และคงเหมือนกับนักธุรกิจหน้าใหม่ทุกคน ที่เริ่มต้นด้วยความคิดและลงมือทำเองทั้งหมด ต้องทำขนมด้วย ดูหนังด้วย หาร้านทำกล่องด้วย คิดเรื่องการดีไซน์บรรจุภัณฑ์และโลโก้ด้วย ทำให้เขาค้นพบว่าการพยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเอง กลับทำให้เขาไม่อาจควบคุมอะไรได้เลย “ผมโชคดีตรงที่มีอภิชาตเพื่อนทั้งหลาย คนนั้นช่วยถ่ายรูปได้ คนนี้ช่วยออกแบบได้ เขาก็ทำมาให้เราตรวจ ซึ่งช่วยเบาแรงเราไปส่วนหนึ่ง ผมก็เลยคิดว่ามันก็ต้องทำงานเป็นทีมเหมือนตอนทำในร้านนั่นแหละ แต่กลายเป็นว่าทีมนี้เราต้องหาเองไง เราต้องคุยเอง แม้แต่วัตถุดิบก็ต้องสั่งเอง ยังดีที่เรามีประสบการณ์จัดการร้านมาแล้ว”

befor.tart befor.tart

เบื้องหลังการถ่ายทำ

ถึงแม้จะมีคนมาช่วยทำด้านอื่นๆ ของธุรกิจ แต่การออกแบบและผลิตสินค้าเป็นหน้าที่ของสุรัตน์ทั้งหมด

ด้วยความเป็นคนใส่ใจรายละเอียด ทำให้กว่าจะออกมาเป็นทาร์ตคอลเลกชันหนึ่งได้ต้องใช้เวลาคิดกลั่นกรองยาวนาน เริ่มจากการเลือกหนังที่อยากทำ หยิบกลับมาดูอีกรอบหนึ่ง จดรายละเอียดต่างๆ ที่คิดว่าจะใช้ได้ ทั้งช็อต ตัวละคร เพลง และจังหวะต่างๆ ก่อนจะนำไปรีเสิร์ชต่อยอด สรรหาวัตถุดิบที่เหมาะสมกัน โดยยึดความสอดคล้องกับเนื้อเรื่องเป็นหลัก ก่อนจะนำมาออกแบบรูปลักษณ์บนพื้นที่สี่เหลี่ยมขนาด 16:9 ที่สุรัตน์ถือว่าเป็นตัวแทนของ ‘จอหนัง’ นั่นเอง

“พอเราทำขนมเกี่ยวกับหนัง ก็จะต้องดูหนังด้วยสายตาอีกแบบหนึ่ง อย่างเช่น Inception จากที่ดูแล้วนั่งคิดว่านี่ฝันหรือจริง โทเทมหมุนแปลว่าอะไร เราจะคิดอีกแบบหนึ่งแทนว่าฉากนี้หยิบรายละเอียดนี้มาใช้ได้ ฉากหิมะควรให้อารมณ์เย็น ซึ่งถ้าไม่เริ่มตั้งใจว่าจะดูแบบนี้เราก็จะไม่คิดแบบนี้หรอก ทาร์ตที่ออกมามันเลยเป็นการตีความในแบบของผมเอง เป็นหนังที่ผมดูแล้วมาเล่าให้เพื่อนฟังตามความเข้าใจของผมมากกว่า”

ส่วนขั้นตอนการเข้าครัว กลับกลายเป็นเรื่องธรรมดากว่าที่เราคิดมาก เริ่มจากครัวในบ้านซึ่งสุรัตน์แบ่งกันใช้กับแม่

“แม่ต้องทำกับข้าวเสร็จก่อนแล้วผมถึงจะใช้ครัวได้ จนถึงตอนนี้เราก็ยังจะตีกันเรื่องตู้เย็น เพราะของผมเยอะอยากให้ไปแยกตู้ของตัวเองได้แล้ว”

คอลเลกชันหนึ่งไม่ได้ใช้เวลานานมากมายนัก โดยเฉลี่ยประมาณชั่วโมงถึงสองชั่วโมง เพราะส่วนผสมบางอย่างต้องเตรียมไว้ล่วงหน้า เช่น เจลลี่ที่ต้องให้เวลาแข็งตัวข้ามคืน ในขณะที่ส่วนผสมบางอย่างก็ต้องทำสด เช่น ช็อกโกแลตหรือเครมบรูเล่ ถ้าทำปริมาณมากก็ไม่ยาก เพราะแค่คูณอัตราส่วนเข้าไป แล้วอบทาร์ตทีเดียวหมดเลย ยกเว้นทาร์ตที่สุรัตน์ตั้งใจให้มีผิวสัมผัสแตกต่างกัน อย่าง Inception ที่ทาร์ต 4 ชิ้นจะไล่ลำดับจากนิ่มสุดไปจนกรอบสุด ก็ต้องใช้เวลาในการอบเพิ่มเติม

“มันจะใช้เวลาเยอะช่วงเริ่มคอลเลกชัน เพราะจะจัดอันดับไม่ได้ว่าต้องทำอะไรก่อน แล้วพอทำไปเรื่อยๆ ก็จะพบว่า เฮ้ย เราทำน้ำผึ้งไปด้วย ทำช็อกโกแลตไปด้วยได้นี่นา ก็จัดเวลาตัวเองได้มากขึ้น”

ตัวอย่างการแปลงหนังให้เป็นทาร์ตดูได้จากผลงานล่าสุด เถียนมีมี่ ที่นอกจากชิ้นแรกซึ่งฉันชิมไปเมื่อต้นบทความแล้ว ชิ้นที่สองเป็นรสส้ม เพราะในจีน ส้มเป็นของหรูที่คนจีนไม่ค่อยได้กิน ต้องเป็นคนรวยอย่างคนฮ่องกงเท่านั้นถึงจะได้กิน โดยเขาได้แต่งแต้มกลิ่นอายของตรุษจีนลงไปด้วย ส่วนชิ้นที่สามเป็นช็อกโกแลตนม ขนมที่พระเอกจะซื้อไปให้นางเอก ในขณะที่ชิ้นสุดท้ายเป็นรสชีสเค้กผสมเกาลัด เล่าถึงฉากที่ทั้งสองบังเอิญเจอกันที่นิวยอร์ก จึงใช้เกาลัดที่เป็นตัวแทนของฮ่องกง ผสมกับชีสเค้กที่เป็นตัวแทนของนิวยอร์ก เป็นต้น

befor.tart

Deleted Scenes

การเลือกเป็นนายตัวเอง เป็นทางที่แตกต่างจากถนนสายรับจ้างที่สุรัตน์เดินมาก่อนหน้าอย่างไร ฉันถาม

“ความแตกต่างคือการไม่มีเชฟฝรั่งเศสมาคอยยืนด่า ยืนกดดัน เราแล้ว” สุรัตน์บอกกลั้วหัวเราะ ก่อนจะอธิบายต่อไปว่า แม้เขาจะไม่ต้องเจอเหตุการณ์อย่างในครัวของ Robuchon ครั้งนั้นแล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีคนด่าเลย เพราะคนที่จะติชมคือลูกค้านั่นเอง หากส่งไม่ทันหรือไม่ได้ตามสั่ง เสียงตอบรับจะมาถึงในทันที คนชมก็ดีใจได้เดี๋ยวนั้นเลย หรือคนด่าก็ร้องไห้ได้เดี๋ยวนั้นเลยเช่นกัน

“มันกดดันทั้งสองแบบแหละ แต่ผมว่ามันเหมือนเรียนมัธยมแล้วมาเรียนมหาลัย คือถ้าเราดูแลตัวเองไม่ดีพอ ทุกอย่างมันก็จะพังด้วยตัวเราเอง”

สิ่งหนึ่งที่สุรัตน์ได้เรียนรู้ระหว่างทำ befor.tart คือ แม้ธุรกิจจะคือการทำขนมขาย แต่งานไม่ได้เริ่มและจบเพียงแค่ในการทำขนมและขาย เขายังต้องคิดคำนวณถึงวัตถุดิบที่ต้องซื้อ เงินที่ต้องใช้

“มันต้องคุมให้อยู่ในงบประมาณของชีวิตเราให้ได้ ไม่ต้องกำไรเยอะมาก แต่ต้องอยู่ได้ในระดับหนึ่ง และต้องอยู่ได้ไปเรื่อยๆ ด้วย เช่นต้องคิดว่าถ้าเดือนหน้าขายได้น้อยลงจะทำยังไง เพราะถ้านมหรือครีมหมดอายุ มันก็ยังต้องใช้เงินสั่งอยู่”

แน่นอนว่าเมื่อตัดสินใจมาเดินบนทางเส้นนี้แล้ว สุรัตน์ต้องเตรียมใจไว้ก่อนระดับหนึ่ง และค่อยๆ ตั้งสติแก้ปัญหาไปทีละเปลาะ ตั้งแต่คอลเลกชันแรกที่ยังไม่ค่อยมีคนรู้จัก เขาก็ต้องขอความช่วยเหลือเพื่อนและเพื่อนของเพื่อน ให้ช่วยกันโปรโมต โดยในใจก็ยังกังวลว่าจะอยู่ต่อได้หรือไม่

“ตอนแรกคิดเหมือนกันว่ามันเจาะจงมากเลยนะ คนไม่ดูหนังจะอยากกินมั้ยนะ เขาจะสนใจขนมของเรามั้ย ทำไปทำมาก็ 1 ปีแล้ว มีทั้งคนที่เข้าใจและไม่เข้าใจ คนที่เข้าใจเขาก็จะกลับมาเข้าใจเราเรื่อยๆ ลูกค้าบางคนที่ตามกินทุกคอลเลกชัน ถึงจะเป็นหนังที่เขาดูหรือไม่ดูก็ตาม เหมือนคอยรดน้ำให้เราโตต่อไปได้ เคยมีครั้งหนึ่งลูกค้าโทรมาตอนจะ 5 ทุ่ม แล้วสั่งว่าเขาอยากได้พรุ่งนี้เลย เหมือนเขาตามหาเรามานานแล้วเพิ่งเจอ ในใจก็คิดว่าจะเตรียมของยังไงทัน กลายเป็นว่าตื่นมาตี 3 ต้องเริ่มทำแล้ว แต่เรามองว่าถ้าเขามั่นใจว่าเขาชอบมัน เขาเลือกเราแล้ว ก็ต้องทำให้เต็มที่”

befor.tart

คมชัดทุกรายละเอียด

ความพิเศษของ befor.tart คือการนำรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ มาเป็นจุดขาย ทุกส่วนล้วนแล้วแต่ถูกคิดให้เป็นเรื่องราวเดียวกัน แน่นอนว่าส่วนที่คงไม่ต้องพูดถึงกันแล้วคือส่วนผสมของทาร์ตแต่ละชิ้น ที่ล้วนมีเหตุผลและที่มาที่ไปตามการตีความหนัง แต่นอกจากในทาร์ต ก็ยังมีรายละเอียดห้อมล้อมอย่างอื่นอีก ตั้งแต่ชื่อร้าน befor ที่เล่นกับชื่อ Before Trilogy หนังแรงบันดาลใจของทาร์ตเรื่องแรก และในขณะเดียวกันก็อ่านเป็น be for หรือ ‘สร้างมาเพื่อ…’ ได้ด้วย และหากดูโลโก้จะเห็นช่องว่างสีขาวที่หลายคนคงคิดว่าเป็นรูปทาร์ต แต่สุรัตน์ยังตีความให้เป็นจอฉายหนัง และที่เขียนชื่อลูกค้าเวลาส่งทาร์ต เพื่อให้มีความพิเศษ สร้างมาเพื่อคุณโดยเฉพาะอีกด้วย เรื่อยไปจนถึงภาพสีน้ำวาดฉากในภาพยนตร์เรื่องนั้นที่แถมมากับทาร์ตทุกกล่อง ซึ่งมีที่มาจากใบปลิวที่มักได้รับแจกเป็นที่ระลึกเวลาไปดูหนังนั่นเอง

สำหรับสุรัตน์แล้ว สิ่งสำคัญที่สุดในการทำธุรกิจขนมคือการใส่ใจรายละเอียด ซึ่งนั่นหมายรวมไปถึงการทำงานหนักและมีวินัยกับตนเองอย่างสูง

“อย่างเวลาไปออกอีเวนต์ผมจะไม่เอาของเก่ามาวางขายวันรุ่งขึ้นต่อ เพราะทาร์ตจะนิ่มลง แล้วสีก็จะเปลี่ยน รสก็จะเปลี่ยน กลัวว่าลูกค้าซื้อไปแล้วมันไม่เหมือนในรูป คนกินบางคนเขาอาจจะไม่รู้ก็ได้ แต่ผมจะรู้สึกผิดกับตัวเอง”

นอกจากนั้น การหัดเรียนรู้บทเรียนจากงานก่อนๆ ก็สำคัญ เช่นการใช้ประสบการณ์หวานขมในห้องครัวที่ผ่านๆ มาให้คุ้มค่า ทั้งด้านการทำอาหารและด้านการบริหารจัดการอื่นๆ ด้วย รวมถึงการสร้างสรรค์เมนูใหม่ที่สุรัตน์นำเคล็ดลับจากการเรียนในโรงแรมโอเรียนเต็ลมาใช้ช่วยคิด

“ตอนนั้นวันจันทร์จะเป็นวันเรียนทฤษฎี สิ่งที่เรียนก็เอามาใช้เวลาเราคิดเมนูเองได้ เช่น ถ้าเอาน้ำมะนาวใส่ภาชนะชนิดนี้แล้วน้ำมะนาวจะเปลี่ยนสี ก็ช่วยได้มาก และตอนนั้นการสอบก็คือให้ธีมมา แล้วให้เราไปคิดว่าจะใช้วัตถุดิบอะไร เช่น โจทย์คือขนมสีแดง ก็ต้องคิดว่าจะใช้ผลไม้อะไรบ้างให้เข้าธีม”

อีกองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญคือ การต้องคอยคิดสิ่งใหม่ๆ สร้างความตื่นเต้นให้ลูกค้าตลอด

“ผมเปลี่ยนคอลเลกชันทุก 3 เดือน เพราะรู้สึกว่าคนกินเขาจะเบื่อ เราไม่ได้ทำขนมที่อร่อยโคตรๆ จนต้องขายซ้ำแล้วซ้ำอีก ขนมของเราเป็นอีกแบบหนึ่ง ซึ่งถ้าเราทำขนมหน้าตาเหมือนกัน 4 รสชาติตลอดปี ความแปลกใหม่มันจะทำให้คนกลับมาหาเรามากกว่า”

befor.tart สุรัตน์ ซิการี่

Coming Soon

“ปีหนึ่งมันอาจจะดูนาน แต่มันก็แค่แป๊บเดียวเหมือนกัน เราทำมาประมาณแค่ 4 คอลเลกชันเอง ตอนนี้รายได้อาจจะไม่ได้ถล่มถลายมาก แต่ก็มีเรื่อยๆ นะ และสิ่งนี้คืออาชีพเดียวของผมตอนนี้แล้ว ก็ยังบอกไม่ได้ตรงๆ ว่าจะอยู่ได้ด้วยแค่นี้ วันข้างหน้าก็ไม่รู้ มันอาจจะทำไป 2 ปีแล้วเจ๊งก็ได้ ถ้ามันแพ้ อาจต้องยอมแพ้มันน่ะแหละ แต่ถ้าตอนนี้มันยังดูแลเราได้ ดูแลที่บ้านเราได้ เราก็อยากทำต่อไป

“ผมก็คิดเหมือนกันแหละว่าเราใช้แค่การเปลี่ยนหนังไปเรื่อยๆ อย่างเดียวไม่ได้หรอก อาจจะต้องคิดต่อ จะต้องมีสถานที่ มีร้าน ให้คนดูหนังไปด้วยกัน กินขนม ข้างในมีคาเฟ่เล็กๆ แต่ก็ยังไม่รู้เหมือนกัน ธุรกิจอาจเปลี่ยนรูปแบบไป แต่ผมก็ยังอยากทำแบบนี้อยู่”

นอกจากคอลเลกชันเถียนมีมี่ประจำเดือนกุมภาพันธ์แล้ว befor.tart ยังมีทาร์ตมาตรฐาน 4 รสชาติที่ได้แรงบันดาลใจจากประเภท (genre) ของหนัง ดราม่า แอ็กชั่น รอมคอม และไซไฟ ซึ่งสั่งได้ตลอดปีไม่มีหมดคอลเลกชัน หรือหากยังไม่มีหนังเรื่องที่ถูกใจคุณ ตอนนี้สุรัตน์ก็เปิดบริการทำทาร์ตตามใจลูกค้าอีกด้วย

หากอยากลองมีประสบการณ์ใช้ลิ้นกับหูดูหนังเรื่องไหน ก็ลองรีเควสต์ไปได้นะเออ

Rules

  1. จริงใจกับตัวเอง ทำสิ่งที่ตัวเองชอบจริงๆ
  2. จริงใจกับลูกค้า ถ้าจะขายอะไร ใช้วัตถุดิบแบบไหน ก็ต้องทำให้ได้ตามสัญญา
  3. มีระเบียบวินัย ตรงต่อเวลา และขยันพอที่จะตื่นมาทำในทุกๆ วัน

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load