ไม่ต่างจากทุกคนที่กำลังอ่านบทความนี้

แม้ว่าหน้าตาจะได้อยู่และดูเหมือนผ่านไปไม่นาน แต่จำนวนนิ้วในมือมีไม่พอจะนับขวบปีล่าสุดที่ใส่เครื่องแบบนักเรียนเต็มยศ ไม่แปลกที่พวกเราจะสนุกเป็นพิเศษเมื่องานเลี้ยงปีใหม่ออฟฟิศ หรืองานแต่งเพื่อนกำหนดให้ใส่เครื่องแบบนักเรียนย้อนวัยหวาน

แต่ถึงจะไม่มีเหตุจำเป็นให้ใส่เครื่องแบบนักเรียน หรือซื้อหาให้บุตรหลานในเร็ววันนี้ เราก็ยังอยากแนะนำคุณให้รู้จัก Rompboy School เจ้าของเดียวกับ Rompboy แบรนด์สตรีทแวร์ชื่อดังอยู่ดี

ครั้งหนึ่ง The Cloud เคยคุยกับ บู้-ธนันต์ บุญญธนาภิวัฒน์ มือเบสวง Slur และเจ้าของแบรนด์ Rompboy ถึงทุกเรื่องที่เกี่ยวกับแบรนด์แล้ว ในคอลัมน์ Street View ทั้งเรื่องความตั้งใจและสัญชาตญาณในการทำการตลาดที่ทำให้ทุกคนรักแบรนด์นี้

จากแบรนด์สตรีทแวร์ที่ประสบความสำเร็จในทุกโปรเจกต์ ที่ไม่ว่าจะออกสินค้าอะไรมาก็ขายหมดภายในเวลาสั้นๆ สู่แบรนด์รองเท้านักเรียน Rompboy School โปรเจกต์แรกของการเข้าสู่วงการชุดเครื่องแบบตามที่เคยฝันไว้ มีเรื่องราวเบื้องหลังการทำแบรนด์ที่สนุกกว่าที่คิด

ใครจะรู้ว่าสินค้าหน้าตาเรียบๆ อย่างรองเท้านักเรียนจะมีกระบวนการทำงานที่สุดเหวี่ยง ตั้งแต่ คุยกับกระทรวงศึกษาธิการ การออกแบบรองเท้านักเรียนในฝัน กระบวนการผลิตและโปรโมต รวมไปถึงความฝันอันสูงสุดที่ฟังแล้วทำให้อดเอาใจช่วยไม่ได้ อย่าง “ผมจะดีใจมากเลยถ้าวันหนึ่งผมเห็นเด็กๆ เพื่อนของลูกที่ใส่ Rompboy School เหยียบส้นถอดทิ้งไว้เต็มหน้าบ้านผม นี่คือเส้นชัยของผมเลย”

บู้ ธนันต์ บุญญธนาภิวัฒน์

เรื่องหนึ่งที่มั่นใจแน่ๆ เมื่อคุณมาร่วมวงฟังบทสนทนาด้านล่างคือ สายตาที่คุณเคยมีต่อรองเท้านักเรียนจะเปลี่ยนไป

นั่นคือ ไม่ใช่แค่ภาพเด็กหนุ่มในชุดนักเรียนที่จะดึงดูดคุณ แต่เป็นรองเท้าทรงสวยที่ใส่กับชุดอะไรก็ดูจะเข้ากันไปต่างหาก ที่ทำให้ต้องหยุดอ่าน (และเขียน) บทความนี้กลางทาง เพื่อแวะไปโรบินสันที่ใกล้ที่สุด

ในวันที่แบรนด์ Rompboy เติบโตอย่างสดใส อะไรทำให้คุณตัดสินใจเริ่มต้นทำรองเท้านักเรียน

น้อยคนจะรู้ว่ารองเท้าผ้าใบ Rompboy เป็นไอเดียที่สองรองจากรองเท้านักเรียนที่ต้องพับเก็บไปก่อน

ผมโตในยุคที่รองเท้านักเรียนเราไม่มีทางเลือก มีแบรนด์ที่อยู่กระแสหลักไม่กี่แบรนด์ และผมในวันนั้นเป็นเด็กที่ชอบแต่งตัวมาก สัปดาห์หนึ่งมี 7 วัน เรามาโรงเรียนมากกว่าไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนๆ อีก เราก็อยากมีไอเทมที่แสดงความเป็นตัวเองออกมา นี่เป็นสิ่งที่ฝังในใจเราเล็กๆ ว่าวงการเครื่องแบบนักเรียนควรจะมีอะไรที่ตอบโจทย์กลุ่มพวกเราบ้าง กลุ่มที่ชอบอะไรที่แปลกแตกต่างจากชาวบ้าน

ยุคนั้นเด็กแนวจะใส่พวก Diadora พวก Nike สีดำ หรือพวก Converse แต่จะโดนริบเพราะดีไซน์ค่อนข้างหวือหวา ส่วนรองเท้าสีขาวล้วนหรือน้ำตาลล้วนก็ไม่ค่อยมีให้เห็น เราก็ได้แก่เก็บความอยากทำนี้ไว้ จนลืมไปเลย จนกระทั้งวันหนึ่งที่ผมเริ่มทำกางเกง เริ่มรู้ว่ามีคนชื่นชอบเหมือนกันกับเรา ผมรู้สึกว่าผมอยากทำให้มันเกิดขึ้นจริง เลยเอาไอเดียนี้ไปคุยกับพี่กระชาย (จตุรวิธ ฉัตตะละดา) นักร้องนำ Death of a Salesman ซึ่งทำงานเกี่ยวกับการสร้างแบรนด์และกลยุทธ์อยู่แล้ว เขาให้คำแนะนำว่าทำได้ แต่ควรจะทำแบรนด์หลักเพื่อสื่อสารให้วัยรุ่นเข้าใจก่อน จึงเริ่มทำรองเท้าผ้าใบตั้งแต่วันนั้นมา

Rompboy School

Rompboy School

เราคิดว่าตลาดรองเท้านักเรียนค่อนข้างลึกลับ อะไรทำให้คุณมั่นใจว่า Rompboy School พร้อมเข้าสู่วงการ

ตามกฎระเบียบของเฟซบุ๊กทำให้เรารู้ข้อมูลแฟนเพจที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปได้เท่านั้น แต่นักเรียนมัธยมอายุ 12 – 18 ปี ซึ่งแม้จะไม่มีข้อมูลของกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการเจาะตลาด แต่เราก็เชื่อลึกๆ ว่าต้องมีกลุ่มที่พร้อมไปกับเราอยู่ ตอนนั้นคิดแค่ว่าถึงเวลาของ Rompboy School แล้วลุยเลย มาทำรองเท้าแบบทรงที่เราคิดว่าสวยที่สุดในวงการเครื่องแบบนักเรียนกันเถอะ เท่านั้นเอง

คิดจะทำให้สวยที่สุด แต่หัวใจสำคัญที่สุดของรองเท้านักเรียนคือต้องถูกระเบียบ คุณจัดการเรื่องนี้อย่างไร

ตอนที่จะเข้าไปคุยกับกระทรวงศึกษาฯ ผมโทรไปสอบถาม จึงได้รู้ว่าไม่มีคนที่ทำงานดูแลเรื่องเครื่องแบบนักเรียนนานแล้ว เลยได้คุยกับศึกษาภัณฑ์ เขาบอกว่าหลักเกณฑ์จริงๆ นั้นง่ายมาก ต้องเป็นรองเท้าทรงแฟลต ห้ามเสริมส้นสูง สีล้วน ห้ามมีราคาแพง เพื่อที่เด็กและผู้ปกครองจะสามารถซื้อได้ ตอนนั้นตั้งใจจะขาย Rompboy School 1,500 บาทด้วยซ้ำ เขาก็บอกว่าราคาสูงนะ แต่ถ้ามั่นใจว่าขายได้ก็ขายได้แหละ

นอกจากนี้ ห้ามมีเลเยอร์หรืออัพเปอร์เยอะ นั่นคืออย่ามีรายละเอียดเยอะเกินไป แค่นี้ก็เป็นรองเท้านักเรียนได้แล้ว แต่ก็จะมีสีกำหนดอยู่ เช่น ห้ามสีขาวครีม ต้องเป็นขาวสว่างออกสีม่วงนิดๆ ซึ่งผมเองก็ไม่ค่อยชอบ เป็นต้น ทั้งหมดนี้คือข้อห้าม ถ้าทำนอกจากนี้จะเป็นรองเท้าผิดระเบียบ

บู้ Slur

Rompboy School

แล้วคุณทำให้ Rompboy School ทั้งถูกระเบียบและเท่ไปพร้อมกันได้ยังไง

ก่อนจะเข้ามาทำรองเท้านักเรียน ผมเริ่มจากมองว่าผมชอบอะไรในรองเท้านักเรียนบ้าง อย่างแรกสีของรองเท้าที่เป็นโมโนโครมสีเดียวกันทั้งหมด ซึ่งดีงามอยู่แล้ว ดังนั้น ในความถูกระเบียบเราแค่ทำให้มันลงตัว แค่นั้นเลย ถ้าทำความมินิมอลของสีที่มีอยู่ให้ลงตัวมันก็จะสวยงาม

สิ่งแรกที่ผมจะทำคือเปลี่ยนพื้นรองเท้าให้เป็นสีเดียวกันกับรองเท้า ส่วนนี้เป็นต้นทุนที่มหาศาลมาก แต่ผมอยากทำให้ดูเป็นโมโนโครมจริงๆ โดยที่เราก็ยังเก็บสีเขียวไว้ใช้กับพื้นรองเท้าด้านใน ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของรองเท้าผ้าใบยุคเก่าอยู่แล้ว และจากเดิมที่เราคิดว่าหัวรองเท้าใหญ่เกินไปเราก็ทำให้เรียวขึ้น รวมถึง Midsole กันกระแทกที่แทรกระหว่างพื้นรองเท้า ซึ่งผมเสริมเพิ่มอีกชั้นเป็นรายละเอียดที่ทำให้ดูสำอางขึ้น รูร้อยเชือกที่ลดทอนให้เหลือ 4 รูแบบรองเท้ายุค 60 รวมถึงเลือกใช้เชือกที่ใช้ทนทาน

เรื่องหนึ่งที่ภูมิใจมากๆ คือ ผมเป็นคนไม่ชอบโลโก้เท่าไหร่หรือถ้าจะมีก็ต้องมีให้น้อยที่สุด ดังนั้น คุณจะไม่เห็นโลโก้อยู่บน Rompboy School

การทำให้ถูกระเบียบ ทำให้รู้สึกขัดใจตัวเองบ้างมั้ย

ไม่เลย ผมว่าเรื่องนี้สนุกมากกว่าการตั้งใจขัดกฎระเบียบมากๆ เสียอีก

พอย้อนกลับไปช่วงที่เราเป็นเด็กมัธยม จำได้ว่าเป็นปมในใจเล็กๆ ว่าผมนั้นมันไม่มีอะไรดีไปกว่าเพื่อนๆ เลย ผมเตะบอลห่วยมาก เป็นตัวที่แบบโอน้อยออกแล้วยังต้องเป่ายิ้งฉุบเพื่อรับผมไปเป็นตัวแถม สเก็ตบอร์ดก็ไม่รอด ทำอะไรไม่เก่งนอกจากเล่นดนตรี ทำให้คิดว่าตัวเองต้องหาอะไรบางอย่าง เพื่อดิ้นจากสิ่งที่มี ตรงนี้แหละ จุดสนุกเลย เมื่อเรารู้ว่าเรื่องนั้นมีกรอบอยู่ แล้วเราก็จะคิดหาความสนุกที่อยู่ในกรอบไม่กระโดดออกจากกรอบเพราะนั่นมันง่ายเกินไป

Rompboy School

Rompboy School

ได้ยินแบบนี้ ทำให้อยากรู้เลยว่าตอนเด็กๆ คุณเป็นนักเรียนมัธยมแบบไหน

สมัยนั้นผมตัดผมทรงหนึ่งที่เข้ากับ Curve ของหัวผมพอดี ซึ่งอาศัยเวลาในการดีไซน์กว่าจะลงตัวเหมือนกัน โชคดีที่แม่เป็นช่างตัดผมอยู่แล้วก็เลยจะคุยเรื่องนี้กันบ่อย ตรงนี้ยังไม่ลงตัว ขอแก้ตรงนั้นนิด ตรงนี้หน่อย จนเจอทรงผมที่ใช่ พอไปโรงเรียน กลายเป็นว่าเด็กในโรงเรียนตัดทรงนี้ตามกันเต็มเลย ตอนนั้นก็คิดนะว่าเรามีความเป็น Trend Setter อยู่นี่หว่า ก็เริ่มสนุกขึ้น เริ่มประดิดประดอยเสื้อนักเรียน สมัยก่อนมีเทรนด์ Nu Metal แต่งตัวแบบกางเกงหลุดตูด ผมก็ขบถด้วยการใส่เสื้อผ้าพอดีตัว กางเกงสั้นเหนือเข่า ยุคนั้นไม่มีใครใส่เลยนะ ถุงเท้าเขาใส่ย่นๆ กัน เราก็ดึงให้ตึงขึ้นมาถึงครึ่งแข้ง

จะเห็นว่าเวลาเราดิ้นกับเรื่องใหญ่ๆ ไม่ได้ เราก็จะดิ้นกับดีเทลที่ซ่อนอยู่ จะว่าไปมันเป็นการเก็บทดความคิดแล้วนำกลับมาใช้อีกครั้งในวันที่เรามีทุนทรัพย์ที่จะทำรองเท้าขึ้นมา อย่างวันนี้ นี่แหละ มันไม่ได้ผิดระเบียบเลย แต่มันสวยด้วยความแตกต่างนิดๆ หน่อยๆ ดังนั้นใครจะว่ารองเท้าผมไม่สวย ผมไม่ว่านะ แต่อย่าว่ารองเท้าผมว่าเหมือนแบรนด์อื่นๆ

สูตรที่เคยใช้แล้วประสบความสำเร็จใน Rompboy Shoes และ Rompboy อื่นๆ มาใช้กับแบรนด์รองเท้านักเรียนได้มั้ย

ช่วงปีแรกของ Rompboy School ผมพยายามคิดเผื่อเด็กมากเกินไป เราต้องการเล่าว่ารองเท้าถูกระเบียบแน่นอน อยู่กับชุดนักเรียนได้อย่างไม่เคอะเขิน เราก็พยายามจะเล่าเรื่องชีวิตในโรงเรียน จนกระทั้งรู้สึกว่าตัวเองตีโจทย์ผิด เราคิดแทนเด็ก คิดว่าตอนที่เราเป็นเขา เราคิดอะไรอยู่ เข้าใจว่าทุกอย่างยังเป็นแอนาล็อกจีบกันซึ่งๆ หน้า ซึ่งจริงๆ มันไม่ใช่แล้ว เด็กยุคนี้เขาก็มีไลฟ์สไตล์เหมือนเราทุกอย่าง เขาเล่นเฟซบุ๊ก จีบสาวกันผ่านอินบ็อกซ์ ผ่านอินสตาแกรม ฟังเพลงดูคอนเสิร์ตหรือเที่ยวกลางคืนเหมือนเรา กินของตามรีวิวเหมือนกับเรา สิ่งที่แตกต่างคือวุฒิภาวะ การยับยั้งชั่งอารมณ์ หรือการตกผลึก การนึกคิดและตัดสินใจเท่านั้น  เมื่อเราเองตีโจทย์ผิด ยอดขายปีแรกจึงสวนทางกับกระแสตอบรับอย่างฟ้ากับเหว

คุณเรียนรู้อะไรจาก Rompboy School เทอมแรกบ้าง

สิ่งที่ผิดพลาดในตอนนั้นคือ หนึ่ง ผมโปรโมตผิดช่วงเวลา คนอื่นเขา Back to School กันไปตั้งนานแล้ว ซึ่งรองเท้านักเรียนควรจะเริ่มโปรโมตขายตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม ถึงก่อนช่วงสงกรานต์ ไม่เช่นนั้นกำลังซื้อจะหายหมด

สองคือ สื่อโฆษณาที่เราส่งออกไปนั้น เราเข้าใจเด็กผิด

สามคือ ราคา ตอนแรกผมมองว่านี่มันถึงยุคใหม่แล้ว เด็กสมัยนี้ใส่รองเท้าราคา 5 – 6 พันเป็นเรื่องปกติ ผมก็ประกาศราคาที่ 990 บาท เด็กตกใจ ไม่เคยเห็นราคานี้ หนึ่ง ราคาสูงเกินไปขอพ่อแม่ซื้อไม่ได้ และสอง กลัวหายในโรงเรียน มันสุ่มเสี่ยงมากเมื่อต้องถอดรองเท้าเข้าห้องเรียนวิชาพระพุทธศาสนา และคาบอื่นๆ ที่จำเป็นต้องถอดรองเท้าเข้าห้องเรียน

Rompboy School

Rompboy

ข้อมูลที่ผิดพลาดทำให้ได้ข้อมูลใหม่ที่น่าสนใจยังไงบ้าง

มีข้อมูลที่น่าสนใจมาก จริงๆ แล้วเด็กไม่ได้ต้องการที่จะแตกต่างจากเพื่อนในโรงเรียนหรอก เขาแค่ต้องการไปโรงเรียน ทำตัวให้กลมกลืนกับเพื่อนๆ ไม่โดนล้อ ไม่เป็นที่สนใจกับใครก็พอแล้ว ผมก็รู้สึกว่า เฮ้ย ทำไมสิ่งที่ผมคิดอยู่มันย้อนแย้งกับเด็กรุ่นนี้ เขาอาจจะแค่ต้องการแต่งตัวเที่ยวอย่างสุดตีน แต่ในที่โรงเรียนเป็นเด็กที่จ๋อยๆ คนหนึ่ง แค่ไปเรียนหนังสือ ผมก็คิดว่าถ้าเราเปลี่ยนความเชื่อตรงนี้ของเด็กไม่ได้ เราก็คงไม่อาจทะลวงแบรนดิ้งวงการเครื่องแบบนักเรียนได้แน่

 

จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้คุณสนใจกลุ่ม Influencer ที่เป็นเด็กหลังห้องใช่ไหม

จริงๆ แล้ว กลุ่มเป้าหมายของ Rompboy School คือ เด็กที่อยากเปรี้ยวในโรงเรียน แต่ยังคงถูกระเบียบอยู่ กลุ่มพวกที่เรียนศิลปะ ติวศิลปะเข้ามหาวิทยาลัย เด็กที่ชอบฟังเพลงอินดี้ ชอบเดินสวนจตุจักร และต่อให้ข้อมูลจากเด็กๆ บอกว่าพวกเขาไม่อยากโดดเด่น อยากเป็นแค่คนที่กลมกลืนในโรงเรียนไปวัน ผมเชื่อว่ายังมีเด็กที่ต้องการสร้างความเป็นตัวเองขึ้นมา ไม่ว่าจากวิธีการโพสต์รูปลงโซเชียล วิธีการแต่งตัว

เรามองว่าตอนที่เราเรียนหนังสือ ที่เราตัดผมทรงทุยๆ แล้วมีเด็กมาตามจนกลายเป็นทรงผมฮิต นี่แหละคือตัวอย่างของเด็กที่มีพลังในโรงเรียน เราไม่ได้จะชมตัวเองนะ แต่เรามองว่าถ้ามีเด็กประเภทเราอยู่ในโรงเรียน แค่คนเดียวแล้วจุดประกายเพื่อนนักเรียนได้ก็คงจะดี คนก็จะมองว่านี่เป็นแมสในโรงเรียนแล้ว

 

ฟังแล้วตลาดรองเท้านักเรียนกลายเป็นโรงเรียนสอนการตลาดของคุณไปด้วย

เป็นโปรเจกต์ที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่ที่ผมเคยทำมา ถ้าผมขายหมดก็ใช่ว่าจะได้กำไรด้วย ขายยังไงก็ติดลบ เพราะเราคิดว่าทำทั้งทีเราอยากจะเปลี่ยนแปลงวงการเครื่องแบบนักเรียนไทย ดังนั้นเราเลือกใช้วัสดุที่ดีที่สุด พื้นรองเท้านุ่มที่สุด ยอมให้ค่าแรงการประกอบงานรองเท้าแพงที่สุด แม้กำไรที่จะเกิดขึ้นจะไม่มากมาย เพราะราคาขายที่ตั้งไม่ให้สูงกว่าท้องตลาดเกินไป รวมถึงต้นทุนมหาศาลจากกระบวนการผลิตและการตลาด ไหนจะเรื่องสต็อกที่เป็นความรู้ใหม่ ขายไปขายมา ติดลบ ไม่มีทางรวยเลย ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะไม่มีแบรนด์ทางเลือกเกิดใหม่ให้วงการนี้คึกคักอย่างที่เคยสงสัย

Rompboy School Rompboy School

รองเท้านักเรียนเป็นของที่คนซื้อไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ซื้อ คนที่ซื้อคือพ่อแม่ เมื่อเห็นโฆษณาตัวล่าสุด เราก็แอบคิดว่า Rompboy School สนุกจังที่เปลี่ยนวิธีโปรโมตมาสื่อสารกับพ่อแม่

ผมไม่ได้คิดเรื่องนั้นเลย อย่างที่บอกว่ากลุ่มเป้าหมายเรายังคงเป็นเด็กที่เรียนศิลปะ เด็กที่ฟังเพลงอินดี้ กลุ่มที่ทำตัวแตกต่างจากเพื่อน เป็นเด็กเท่ๆ ในโรงเรียน ซึ่งสิ่งที่ต้องการสื่อสารหลักๆ ในโฆษณาตัวนี้คือ ‘คู่เดียวอยู่’ โดยตัวละครแม่เป็นเพียงกิมมิกที่ช่วยดำเนินเรื่อง เล่าเหตุการณ์จริงวันนี้ว่าเด็กสมัยนี้ซื้อรองเท้าแพง ซื้อมาแล้วโกหกแม่ จนแม่ขนไปขาย เราต้องคุยกันอย่างปัจจุบันนี่แหละ ไม่ต้องย้อนอดีตวัยเรียนแล้ว คิดแบบเราโดยที่เด็กเองก็เข้าใจโลกเหมือนเรา สุดท้ายกลายเป็นผลพลอยได้ที่ทำให้ผู้ปกครองอินบ็อกซ์เข้ามาสั่งรองเท้าเหมือนกัน

คุณรู้มั้ยว่าอยู่ดีๆ คุณก็ทำให้พวกเรามองรองเท้านักเรียนเปลี่ยนไป

ใครหลายคนอาจจะมีภาพจำว่ารองเท้าสีดำล้วนคือรองเท้านักเรียน แต่สำหรับเรา เรามองว่ารองเท้านักเรียนเป็นอะไรที่โคตรสวยเลย คู่สีคือดำล้วน สวยจนอยากให้มองว่ามันเป็นรองเท้าที่ใส่ไปโรงเรียนได้ ไปเล่นสเก็ตบอร์ดได้ ใส่ไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนได้ ใส่ไปเดตกับสาวก็ได้ หรือแม้รองเท้านักเรียนหญิงสีขาวล้วน

รองเท้านักเรียนต้องไม่ได้เป็นแค่รองเท้านักเรียน เราก็หยิบไอเดียนี้มาเล่นเรื่องความคุ้มค่า คู่เดียวอยู่ และราคาแม่โอเคด้วย ด้วยราคาที่ไม่แพงเกินไป แต่ใส่แล้วเท่ นี่คือโจทย์ของเรา และเมื่อเป็นรองเท้าที่สามารถใส่ทุกที่ ดังนั้น คนที่มาซื้อส่วนใหญ่ก็เป็นกลุ่มคนที่ซื้อ Rompboy อยู่ดี ถามว่ากลุ่มนักเรียนซื้อเยอะขึ้นมั้ย ก็ซื้อเยอะขึ้น

ที่ผ่านมา Rompboy ไม่มีนโยบายลดราคามาก่อน ยอมรับเลยว่าเห็นราคา Rompboy School ช่วงนี้แล้วจิตใจสั่นไหว

ครั้งนี้เป็นแคมเปญพิเศษ เป็นเรื่องที่ผมต้องยอม ความรู้สึกมันเหมือน ‘มา เรามาทำความรู้จักกัน’ เพื่อให้รู้จักกันมากขึ้น ผมอยากให้เกิดการบอกต่อ ใครที่เคยคิดว่ารองเท้าผมแพงมาก เมื่อเจอราคานี้แล้วอาจจะซื้อเลยและใส่ อย่างน้อยเปิดเทอมปีนี้ผมจะเห็นน้องๆ ใส่รองเท้านักเรียน Rompboy School มากกว่าปีที่แล้ว และอย่างที่บอก คนพันธ์ุเดียวกับผมมองปราดเดียวจะรู้เลยว่าสิ่งนี้แหละแตกต่างจากชาวบ้านเขา มันเท่กว่ายังไง มันเรียวกว่าสวยกว่ายังไง นี่จึงเป็นการลดราคาเพื่อโปรโมตตัวเองมากกว่าจะหวังยอดขาย

จากที่เคยมีช่องทางจำหน่ายหลักคือออนไลน์ เมื่อต้องร่วมแคมเปญจัดโปรโมชันต้อนรับเปิดเทอมทำให้ทำงานยากขึ้นยังไงบ้าง

โชคดีที่ทำงานร่วมกับนันยาง ผมต้องขอบคุณพี่จั๊ก-จักรพล จันทวิมล ทายาทรุ่นที่ 3 ของรองเท้านันยาง ที่เข้ามาชวนให้ร่วมลงแคมเปญ Back to School เพราะพี่จั๊กเองก็ชอบ Rompboy และชอบโปรเจกต์นี้ของเรา บอกเลยว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะนำรองเท้าไปขายหน้าร้าน

ได้คิดเล่นๆ ไหมว่า Rompboys School จะต่อยอดไปเป็นอะไรในอนาคตได้บ้าง

วันหนึ่งเราอยากทำร้านเครื่องแบบนักเรียนเลย ไม่ใช่แค่การจัดหน้าร้านแบบสมัยก่อน แต่มันคือร้านเครื่องแบบนักเรียนของวัยรุ่นร้านหนึ่งที่ขายเครื่องแบบนักเรียนไทยทั้งหมด รวมถึงมีโต๊ะนั่งตัดผมทรงนักเรียนที่คำนึงถึงรูปทรงของหัวเด็กจริงๆ ผมรู้สึกว่าทุกคนมีธรรมชาติของผมและรูปทรงของหัวที่แตกต่างกัน

ผมชอบเครื่องแบบนักเรียนไทยมาก ชอบทรงผมนักเรียนมาก สำหรับผมมันเท่มาก

ถ้าสิ่งนี้มันเกิดขึ้นจริง มันสำคัญกับคุณยังไง

จะไม่มีใครเดินมาบอกเราว่าทรงผมนักเรียนไม่น่าตัดอีกต่อไป และเด็กจะภูมิใจกับทรงนักเรียนมากๆ เลย

จริงค่ะ เราเป็นคนหนึ่งที่ชอบผมบ๊อบเสมอติ่งหูมาก

ใช่ ที่ไม่โอเคเพราะเขาตัดไม่สวย

Rompboy School

Rompboy School

คุณมักจะบอกเสมอว่าคุณอาศัยสัญชาตญาณ และการทำก่อนค่อยคิด จากประสบการณ์ของ Rompboy School ยังทำให้คุณยังเชื่อแบบนี้อยู่มั้ย

เรื่องคิดก่อนทำ ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่ เวลาจะทำอะไรผมก็มีการทำรีเสิร์ชนะ แต่เรารู้ว่าพลังจากรีเสิร์ชไม่มากเท่าพลังที่เราอยากทำ ผลของรีเสิร์ชจะเป็นยังไง เราก็ฟัง แต่เราจะทำสิ่งที่เราเชื่อและอยากทำอยู่ดี อย่างปีนี้เราได้ประสบการณ์ใหม่ๆ เช่น ตรงนี้ควรหรือไม่ควรทำ เราใช้เงินทุนไปกับสิ่งนี้มากไปหรือเปล่า แต่อย่างน้อยสิ่งที่เปลี่ยนไปคือเราเริ่มอัพเลเวลมากขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้น ไม่เป็นไร แต่ก็โชคดีที่ปีนี้แบรนด์ Rompboy หลักโอเคดีทุกอย่าง

ส่วนเรื่องสัญชาตญาณ อันนั้นเป็นมาตลอดอยู่แล้ว ถ้าเราไม่อยากใส่ ไม่กรี๊ดมัน เราก็ไม่อยากทำอยู่แล้ว จริงๆ ผมเป็นพวกไม่ยอมแพ้ด้วย เช่น ปลายปีที่แล้วผมทำหมวกทรงตกปลา ตอนแรกที่ทำออกมาคนก็ล้อกับหมวกไหมพรมของพระ เราก็ไม่โกรธนะ ซึ่งพอขายไปเรื่อยๆ ตอนนี้กลายเป็นไอเทมที่คนถามหาทุกวัน เราก็คิดว่าถ้ามันเป็นสัญชาตญาณที่เราอินกับมันมากๆ เราชอบไอเทมนี้มากๆ ยังไงเราก็ต้องทำให้คนเข้าใจและซื้อมันให้ได้ จะเห็นว่าเราใส่ออกสื่ออยู่นั่นแหละ คนอื่นไม่เข้าใจไม่เป็นเรา เราจะส่งพลังบอกเองว่าสิ่งนี้ดีนะ หรือช่วงนี้ที่ผมใส่กางเกงทรงใหญ่ๆ แรกๆ คนก็ไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้กลายเป็นอีกไอเทมที่คนรอคอยมาก ทำออกมากี่ทีก็หมด กลายเป็นว่าตอนนี้ไม่อยากคิดอะไรเยอะแล้ว คิดว่าอินอะไรทำเลย อะไรที่ชาวบ้านเห็นว่าไม่ดีก็ทำเลย เดี๋ยวชาวบ้านจะว่าดีเอง

อย่างต้นปีที่ผ่านมาแตะแบรนด์ผู้หญิง แต่เดี๋ยวจะแยกออกมาเป็น Rompboy Girlfriend แล้ว เป็นโปรเจกต์ที่เห็นข้อมูลว่าที่ผ่านมาเรามีลูกค้าเป็นผู้หญิงเยอะมาก ก็รู้สึกว่าถึงเวลาแล้วที่จะมีแบรนด์ที่เป็นตัวแทนของผู้หญิง ซึ่งคอนเซปต์ก็คือ ผู้หญิงที่แต่งตัวสไตล์บอยๆ รวมถึงผู้หญิงที่เป็นแฟนของคนที่ใส่ Rompboy และหลังจากจบช่วงขาย Rompboy School ปีนี้ Rompboy จะมีรองเท้าออกกำลังกาย ซึ่งช่วงนี้อยู่ระหว่างพัฒนาแบบ

Rompboy School

Rompboy School

อะไรทำให้คุณมีพลังคิดทำอะไรได้มากมายขนาดนี้

ผมเป็นพวกกลัวตัวเองไม่พัฒนา อย่างน้อยอยากทำอะไรที่ท้าทายตัวเอง พยายามหาสิ่งใหม่ๆ ถ้าทำอะไรแล้วยังอยู่กับที่มันจะผิดกับคาแรกเตอร์เรา เรามองว่าการทำเสื้อผ้าของเราเหมือนการทำอัลบั้ม เราก็อยากให้ Slur มีพัฒนาการ และทุกๆ ปีของ Rompboy มีการเติบโตอยู่เสมอ ไม่ใช่เรื่องยอดขายแต่โตในเรื่องการสร้าง Scene หรือบรรยากาศใหม่ๆ ให้วงการเสื้อผ้า แต่ทุกอย่างมันต้องใช้งานจริงได้นะ ไม่อวองต์การ์ดขนาดนั้น

ผมจะดีใจมากเลยถ้าวันหนึ่งผมเห็นเด็กๆ เพื่อนของลูกที่ใส่ Rompboy School เหยียบส้นถอดทิ้งไว้เต็มหน้าบ้านผม นี่คือเส้นชัยของผมเลย

คิดยังไงเวลาคนบอกว่าคุณโชคดี ทำอะไรก็ขายดีไปหมด

อยากจะบอกว่าจริงๆ แล้วกว่าจะโชคดีแบบทุกวันนี้ ผมก็เคยขายเสื้อผ้าแบกะดินตามตลาดนัด ผมก็เคยลองผิดลองถูก ทำเสื้อผ้าออกมาหลายตัวแต่ขายได้หลักหน่วยหลักสิบมาแล้ว จริงๆ ตัวเฟลเลย เพื่อนเรียกผมว่า The King of Failure ด้วยซ้ำ เคยมีเพื่อนแซวว่า Rompboy มาจากล้มบ่อยหรือเปล่า

ฉากหน้าที่คนมองเห็นในวันนี้ จริงๆ ก็ผ่านอะไรมาเยอะ เจ็บมาเยอะ อย่างที่ทุกคนไม่รู้ว่า Rompboy School ใช้ทุนมหาศาลแค่ไหน และหลายๆ ไอเทมของ Rompboy ผมตั้งใจทำ ตัดเย็บใกล้เคียงกับแบรนด์ที่ขายราคาเป็นหมื่น ผมเลือกใช้ช่างฝีมือที่ราคาแพงกว่าแบรนด์ทั่วไป ซึ่งอาจจะขายแพงกว่าร้านออนไลน์ทั่วไป แต่มันเป็นราคาที่ถ้าคุณรู้ว่าต้นทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้นคือเท่าไหร่ คุณจะมีความสุขมากๆ ที่ได้เป็นเจ้าของ ราคาที่เกิดขึ้นคือราคาที่เราเองก็กล้าซื้อ เพราะเราก็ไม่อยากซื้อของแพง ดังนั้น อย่ามองว่าโชคดีดีกว่า ผมก็แค่คนที่ผ่านโชคร้ายมาอย่างโชกโชน

คุณเรียนรู้อะไรจากการทำ Rompboy School บ้าง

ผมเรียนรู้ว่าการจะเข้าใจตลาดแมสอาจจะต้องเป็นคนแมสๆ เราเป็นคนอินดี้ เราเลือกหนังดูมากๆ กินข้าวไม่เหมือนชาวบ้านเขา แต่เรากำลังจะขายของให้คนทั่วประเทศยอมรับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราคิดว่ามันจะดี หรือสัญชาตญาณของเรานั้นมันอาจจะไม่ได้สอดคล้องกับกลุ่มแมสก็ได้ ทุกวันนี้เราก็ยังไม่ค่อยเข้าใจการใส่ไอเทมที่เหมือนกันทั้งประเทศ หรือเห็นว่าสิ่งที่คนส่วนใหญ่ชอบกันมันสวยตรงไหน หรืออาจจะผิดที่ราคา ถ้าขายราคาเดียวกันกับที่มีในตลาดก็คงจบ แต่ความคิดด้าน niche ของเรามันไม่ยอม ใครจะบอกว่ารองเท้าแบบไหนก็เหมือนกันนั่นแหละ เราไม่เชื่อ เพราะลึกๆ แล้วเรารู้สึกว่าสิ่งนี้จะต้องสำแดงฤทธิ์ในวันข้างหน้าให้จงได้

สำคัญคือที่เราทำ Rompboy School เราอยากทำสิ่งที่เราเชื่อว่าสิ่งนี้ดี เราไม่ได้จะเอาตัวเลขกำไรมหาศาล เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น มันง่ายมาก เราก็แค่ทำทุกอย่างให้เหมือนแบรนด์เจ้าใหญ่ ผลิตมากๆ และขายในราคาต่ำกว่า จบเลย แต่เราไม่ต้องการอย่างนั้น เราต้องการมีรองเท้าในแบบที่เป็นของเราเอง เรากลับมาถามตัวเองว่า ถ้าวันนี้เราจะเป็นแมสแบบนั้นจริงๆ เราจะทำ Rompboy School ทำไมวะ ทำแล้วเราได้อะไร

บู้ ธนันต์ บุญญธนาภิวัฒน์ บู้ Slur

ภาพ: Rompboy School

The Rule

1. เราต้องซื้อรองเท้าทุกเดือน ฟังดูเป็นข้ออ้าง แต่เพื่อศึกษาข้อมูลใหม่ๆ เกี่ยวกับรองเท้า ดูรายละเอียด วัสดุ การตัดเย็บประกอบงาน เราศึกษาคุ้มนะ แต่จริงๆ แล้วก็ซื้อมาสะสมนั่นแหละ เราไม่เชื่อว่าใครจะมีเงินเข้าอย่างเดียว มันต้องมีเงินออกบ้าง และเงินก็ควรออกไปกับอะไรที่เราชอบ

2. มื้อเช้าแสนสำคัญ ช่วงหลังมานี้เราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก กินมื้อเช้าเยอะที่สุด สำหรับเราถ้าเริ่มต้นด้วยมื้อเช้าที่ดี มันก็จะดีไปตลอดทั้งวันเลยนะ มีพลังด้วยและได้นอนตรงเวลาด้วย เพราะจะตื่นเช้ามากินอัตโนมัติเลย

3. ต่อสู้กับความชอบของตัวเองทุกวัน ไม่นานมานี้เราเริ่มมีโจทย์ให้ตัวเองค่อยๆ ลดสิ่งที่เราเคยชอบทำ จริงๆ เรียนรู้จากช่วงที่ไปบวช สำหรับเรามันทำให้ความคิดหรือพฤติกรรมเปลี่ยนไป ส่งผลต่อสุขภาพและอื่นๆ ในชีวิตด้วย เรื่องนี้จึงกลายเป็นแนวคิดที่เราใช้มาตลอด

https://www.facebook.com/rompboyschool/

 

ขอบคุณสถานที่

ร้าน Town Tree Garden & Restaurant

เกษตร-นวมินทร์

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

พลังของหนุ่มสาวเป็นสิ่งมหัศจรรย์

ผมคิดอย่างนั้นเมื่อเห็นสิ่งที่ วิว-วิมลพร รัชตกนก และ ภูภู่-วิศรุต วิสิทธิ์ ได้ทำในช่วงเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา

ชายหนุ่มหญิงสาวทั้งสองคือผู้ก่อตั้ง Spacebar Design Studio ที่เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ ในบทบาทของตัวละครสำคัญที่ขับเคลื่อนวงการ Zine อย่างแข็งขัน

หากใครได้ไปเดินงาน Bangkok Art Book Fair 2017 หรือ เทศกาลหนังสือศิลปะกรุงเทพฯ แล้วเห็นบูทที่คนมุงเยอะที่สุด-นั่นแหละบูทพวกเขา

จุดเด่นของวิวและภูภู่จากการสังเกตของผมคือเขาและเธอมีทั้งวิญญาณของศิลปินและผู้ประกอบการ มีทั้งเซนส์ของคนทำงานศิลปะและคนที่เท่าทันเทคโนโลยี ซึ่งส่งผลให้สตูดิโอของพวกเขาเติบโตขึ้นเรื่อยๆ อย่างช้าๆ แต่มั่นคงและลงลึก

ซึ่งคำว่า ‘เติบโต’ ในที่นี้ ผมไม่ได้ว่าหมายความเพียงขนาดของสตูดิโอที่วันนี้กว้างขวางขึ้นกว่าเมื่อครั้งที่เปิดวันแรก และไม่ใช่หมายถึงจำนวนพนักงานที่เพิ่มขึ้น แต่เติบโตในที่นี้ ผมหมายถึงสิ่งที่พวกเขาได้หว่านเมล็ดเอาไว้เริ่มงอกงาม

ไม่ว่าจะเป็นการทำเว็บไซต์ที่เริ่มมีการบอกปากต่อปากจนงานเริ่มล้นมือ หรือการเป็นส่วนหนึ่งที่ขับเคลื่อนวงการ Zine จนทุกวันนี้ Spacebar Design Studio น่าจะเป็นชื่อแรกๆ–หรืออาจเป็นชื่อเดียวด้วยซ้ำ เมื่อเรานึกถึงสถานที่ที่เปิดพื้นที่ให้ Zine โดยไม่ต้องรองานเทศกาลที่จัดปีละไม่กี่ครั้ง

คงอย่างที่ว่าไปในย่อหน้าแรก พลังของหนุ่มสาวเป็นสิ่งมหัศจรรย์ และนั่นเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผมเดินทางมาคุยกับเขาทั้งสอง

วิว-วิมลพร รัชตกนก และ ภูภู่-วิศรุต วิสิทธิ์

1.

ซีนเปิดตัว

หลังจากผลักประตูเข้าไป หญิงสาวผู้ก่อตั้งก็นั่งรอผมอยู่ก่อนแล้ว

เมื่อกวาดสายตาสังเกต ด้านหน้า-ผมเห็นนิทรรศการของศิลปินชื่อดังชาวไต้หวันนามว่า Enzo ที่กำลังจัดแสดงอยู่เป็นวันสุดท้าย ฝั่งซ้าย-เป็นเคาน์เตอร์ของร้าน ส่วนฝั่งขวา-อัดแน่นไปด้วย Zine หรือที่วิวขอนิยามง่ายๆ ด้วยคำไทยว่า ‘สิ่งพิมพ์อิสระ’ แทนคำว่า ‘หนังสือทำมือ’ ด้วยกลัวคนเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าต้องเย็บมือเท่านั้นหรือเปล่า

นิทรรศการ

ย้อนกลับไปก่อนหน้าที่วิวจะตัดสินใจเปิดสตูดิโอ เธอทำงานประจำอยู่ที่สื่อสำนักหนึ่งโดยมีงานเสริมที่ทำควบคู่ไปด้วยคือรับทำเว็บไซต์ ซึ่งเป็นทักษะที่ต่อยอดมาจากความสนใจส่วนตัวสมัยเรียน นับจนถึงวันนี้เธอทำมาแล้วกว่า 10 ปี จนวันหนึ่งเธอพบข้อเสียของการไม่มีออฟฟิศเป็นหลักเป็นแหล่งคือขาดความน่าเชื่อถือ เธอจึงตัดสินใจหาทำเลที่พอรับค่าเช่าไหวเป็นที่ปักหลักเปิดสตูดิโอ จนขยับขยายกลายมาเป็นสถานที่ที่เรานั่งคุยกันตอนนี้

หญิงสาวเล่าว่าสตูดิโอของเธอแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ Space Bar Online, Space Bar Zine และ Space Shop โดยส่วนที่เป็นรายได้หลักและหล่อเลี้ยงให้สตูดิโอของเธอให้อยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้คือ Space Bar Online ซึ่งรับทำเว็บไซต์

ลูกค้าที่มาจ้างเธอทำเว็บไซต์นั้นหลากหลาย ไล่ตั้งศิลปินยันนักธุรกิจ ไล่ตั้งแต่ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ยันบริษัทขายอุปกรณ์ภาคพื้นท่าอากาศยาน

เว็บไซต์

ด้วยความที่ขาข้างหนึ่งคลุกคลีอยู่กับวงการสร้างสรรค์อยู่แล้ว ในขณะที่อีกขาหนึ่งก็คลุกคลีอยู่กับเหล่าโปรแกรมเมอร์ ทำให้เธอมีสิ่งที่หาไม่ได้ง่ายๆ ในบริษัทที่รับทำเว็บไซต์ นั่นคือสามารถเป็นตัวกลางคอยสมดุลระหว่างฝั่งดีไซเนอร์และฝั่งโปรแกรมเมอร์

“เหมือนเราเป็นล่ามระหว่างฝั่งนักออกแบบและฝั่งคนเขียนเว็บ” วิวเปรียบเทียบบทบาทของตัวเองให้เห็นภาพ “สมมตินักออกแบบเขาออกแบบเว็บไซต์มา เราจะเป็นคนดูว่าอันไหนใช้ได้หรือไม่ เพราะเราจะรู้ว่าฟังก์ชันที่นักออกแบบออกแบบมา ในเทคโนโลยีปัจจุบันอันไหนทำได้หรือไม่ได้ เราทำเว็บมาเยอะมาก โดยเฉพาะช่วงนี้ที่หลายคนวิ่งจากสื่อสิ่งพิมพ์ไปโลกออนไลน์”

เมื่อดูจากสิ่งที่เธอทำอย่างเว็บไซต์และ Zine ลึกๆ ผมค่อนข้างแปลกใจที่เห็นส่วนผสมทั้งสองนี้อยู่ในตัวคนคนเดียว

อันที่จริงเธอเชื่อในพลังของสิ่งพิมพ์หรือพลังของโลกออนไลน์กันแน่-ผมสงสัย

“เรารู้สึกว่ามันเกื้อกัน พอเราทำงานออนไลน์ เรารู้สึกว่ามัน transform กันไปมา ถ้าเราทำสิ่งพิมพ์เราจะได้ยินคนที่บอกเราว่า สิ่งพิมพ์มันตาย สิ่งพิมพ์ขายไม่ได้ แต่ถ้าคุณเอาสิ่งพิมพ์มาขายในออนไลน์มันขายได้นะ

“แล้วมีบางคนถามเราว่า ทำเว็บไซต์ได้เงินหลักแสน ทำซีนได้แค่เล่มละสองร้อย ทำไปทำไม เราก็ตอบว่ามันมีสิ่งที่ออนไลน์ให้เราไม่ได้เหมือนกัน เช่น ออนไลน์มันไม่ได้หยิบจับเป็นชิ้นเป็นอันออกมา ไม่ได้รู้สึกเหมือนเป็นการสะสม อย่างเราทำเว็บเราไม่ได้มองมันเป็นของสะสม มันเหมือนอยู่อีกโลกหนึ่ง แต่อย่างสิ่งพิมพ์ เราสามารถพูดได้ว่านี่คือสิ่งที่เราซื้อมาจาก Tokyo Art Book Fair เราเอามาหยิบ เอามาโชว์ได้ มันเป็นอารมณ์ของคนรักสิ่งพิมพ์แหละ ได้จับ ได้เปิด ได้เก็บขึ้นชั้น

“มันดูเป็นเรื่องง่ายมากเลยนะ แต่เราก็รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ออนไลน์ให้เราไม่ได้”

Zine

Zine

2.

กำแพงเมืองซีน

หลังบทสนทนาเคลื่อนผ่านมาถึงเรื่อง Zine สายตาผมพยายามสังเกตที่ผนังซึ่งเต็มไปด้วยหนังสือขนาดกะทัดรัด-จะเรียกมันว่ากำแพงเมืองซีนก็คงไม่ผิดนัก เพื่อพยายามนับว่า Zine บนชั้นมีกี่เล่ม

“ถ้านับจากวันแรกตอนนี้ เรามี Zine เกิน 50 ปกแล้วที่เคยวางขายที่ร้าน ส่วนตอนนี้ก็มีประมาณ 30 กว่าปก” หญิงสาวคลี่คลายเมื่อผมตัดสินใจถามทันทีที่เห็นว่านิ้วมือไม่พอนับ

ฟังดูเหมือนไม่มีอะไรยาก ก็แค่รับมาขาย แต่ถ้ามันง่ายดายขนาดนั้นคงมีร้านแบบนี้เกลื่อนเมืองไปแล้ว

หลายคนอาจนึกไม่ออกว่ายากยังไง เลยขอพูดให้เห็นภาพ สมมติเราอยากเปิดร้านขายเสื้อผ้า เรายังพอรู้ว่าไปรับเสื้อผ้าราคาถูกจากที่ไหนมาขายได้ หรือถ้าจะเปิดแผงขายผักผลไม้ เราก็รู้ว่าต้องไปซื้อหาวัตถุดิบราคาส่งจากตลาดใด แต่กับ Zine สมมติเรามีใจอยากขาย คุณนึกออกไหมว่าเราจะไปหา Zine จากไหน

ยิ่งย้อนกลับไป 2 ปีก่อนตอนที่ Zine ยังเป็นคำแปลกหูในบ้านเรายิ่งยากเข้าไปใหญ่

สิ่งที่จุดประกายให้หญิงสาวเห็นแสงสว่างบนเส้นทางนี้คือ การได้ไปร่วมงาน Make A Zine ทั้งสองครั้ง ซึ่งจัดโดยนิตยสาร a day ท่ามกลางคนธรรมดามากมายที่ทำหนังสือทำมือมาแลกมาขาย เธอเห็นความเป็นไปได้ที่เริ่มก่อตัว

“โชคดีที่เจองาน Make A Zine เราเห็นเสน่ห์ที่สำคัญที่สุดของมันคือ ใครก็เป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ได้” วิวเริ่มเล่าเมื่อผมย้อนถามถึงจุดเริ่มต้นที่หันมาสนใจขับเคลื่อนวงการ Zine ในบ้านเรา “หมายถึงว่าเมื่อก่อน คนเราหรือแม้กระทั่งตัวเราเอง เวลาทำงานอะไรสักอย่างแล้วจะโพสต์ลงเพจจะกลัวว่าจะโดนตัดสิน กลัวว่าคนจะถามว่ามึงเป็นใครวะ ทำไมกล้าเอางานตัวเองมาโพสต์ แต่จากงานนั้นทำให้เรารู้สึกว่าเป็นไปได้ ครั้งที่ 1 เราทำ Zine ไปแลก ปรากฏว่าหมดเกลี้ยง แล้วยังมีคนหลังค์ไมค์มาถามอีกว่ายังเหลืออยู่ไหม ก็เลยรู้สึกว่าเป็นไปได้ว่ะ พองานจัดครั้งที่ 2 เราทำไปขาย 100 เล่ม ก็ขายหมดเลย เฮ้ย มันเป็นไปได้ว่ะ

“แต่ตอนนั้นเรารู้สึกว่าคนยังต้องพึ่งกับเทศกาลทุกครั้ง ต้องรอว่าเมื่อไหร่จะมีใครจัดงาน Zine อีก เพราะอยากปล่อยของ เราก็เลยคิดว่าจริงๆ มันไม่ต้องเป็นเทศกาลก็ได้นี่หว่า และเราก็ถามตัวเองว่าในไทยมีที่ไหนบ้างที่ทำหน้าที่นี้ เฮ้ย ไม่มีว่ะ

“ทำไมเราถึงไม่มีพื้นที่ที่เมื่อไหร่ก็มี Zine”

วิมลพร รัชตกนก

วิมลพร รัชตกนก

และเป็นคำถามนั้นเอง ที่ทำให้เกิด Space Bar Zine ซึ่งทำครบวงจรเกี่ยวกับการ Zine ไม่ว่าจะเป็น หนึ่ง-รับฝากขาย สำหรับคนที่ไม่รู้ว่าทำเสร็จแล้วจะไปวางจำหน่ายที่ไหน สอง-รับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและช่วยผลิต Zine ในฐานะโปรดิวเซอร์ สำหรับคนที่มีเรื่องเล่า มีไอเดีย แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง สาม-จัดเวิร์กช็อป เพื่อสร้างคอมมูนิตี้คนทำ Zine ให้แข็งแรงขึ้น

ในเมื่อ Zine ไม่ใช่สินค้าที่อยู่ๆ นึกจะขายก็ไปรับมาขายอย่างที่ว่าไป เธอจึงต้องทำหน้าที่ส่งเสริมการผลิตไปด้วย

“เราได้แรงบันดาลใจมาจากช่วงที่เราไปตามร้าน Zine ที่ญี่ปุ่น ที่นั่นมีวัฒนธรรมของ Zine ที่ดีมาก มีสตูดิโอเล็กๆ แห่งหนึ่งเขาตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นมาว่าแต่ละเดือนจะคิดธีมขึ้นมา แล้วชวนแม่บ้าน ลูกเด็กเล็กแดงมาร่วมเวิร์กช็อป พิมพ์ Zine ขายกันที่ร้าน โดยที่ร้านจะหักเปอร์เซ็นต์จากการขาย แล้วที่ร้านมี Zine วางขายเยอะมาก

“ทุกวันนี้เราก็พยายามมากที่จะ educate คน แต่การ educate ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าไปยืนอธิบายหรือทำคอนเทนต์ออกมาสอน แต่ว่าการที่เราเอางานมาปล่อย หรือกระทั่งการที่ใครสักคนหยิบ Zine สักเล่มขึ้นมาเปิดู มันก็เป็นวิธีการหนึ่งที่เขาจะเข้าใจ Zine เหมือนกันนะ”

แล้วถ้าเป็นอย่างที่เธอว่า คุณลองคิดเอาเองว่า ร้านที่มี Zine จำนวนเกือบครึ่งร้อยวางเรียงบนผนังจะทำให้เราเข้าใจ Zine ได้มากขึ้นแค่ไหน

Zine

3.

ขโมยซีน

หนึ่งอุปสรรคที่ทำให้คนยังมอง Zine เป็นเรื่องไกลตัว คือการที่ใครบางคนยังมองว่าคนทำซีนต้องเป็นคนทำงานศิลปะ เป็นนักออกแบบ-คนธรรมดาอย่างฉันทำไม่ได้หรอก

แต่จากยอดขายที่ท่วมท้นถล่มทลายในงาน Bangkok Art Book Fair 2017 จนแทบจะเรียกว่าขโมยซีนในงานก็ไม่ผิดนัก ก็ช่วยยืนยันว่า เรื่องเล่าจากคนธรรมดาที่อาจจะสนใจการเขียนหรือมีเรื่องเล่า ก็ทำออกมาเป็น Zine ที่ผู้คนสนใจได้

“ก่อนหน้านี้คนจะมองว่า Zine จับต้องยาก แล้วมันจะมีความงงนิดนึงว่าข้อจำกัดของ Zine คืออะไร เราก็เลยเอาทักษะของการที่เราสื่อสารบนออนไลน์มาเล่า ว่า Zine คือเรื่องง่ายมากนะคะ มันคือสิ่งพิมพ์อิสระที่คุณจะพิมพ์อะไรก็ได้ รูปแบบ Zine ของสเปซบาร์เราจะพยายามทำให้ง่าย เป็นขนาด A4 ที่พับครึ่งเป็น A5 แล้วเย็บแบบมุงหลังคาเสียเยอะ เราทำวิธีการให้มันจับต้องง่าย ทำให้เขาเห็นว่ามันเกิดขึ้นได้จริง อาจจะด้วยสกิลล์การขี้ขาย เราก็เลยรู้เลยว่าเราจะทำให้คนเข้าใจได้ยังไง เข้ามาถึงก็จะอธิบายว่าซีนคืออะไร ถ้าจะทำซีนเริ่มต้นยังไง เรามีกระดาษอะไรให้เลือกบ้าง ช่วยเขาทำมันขึ้นมา เราพยายามทำให้เป็นมิตรมากขึ้น”

Zine Zine

“แล้วทำไมเราต้องทำ Zine ในเมื่อก็มีสิ่งพิมพ์ประเภทอื่นอย่างหนังสือเล่มหรือนิตยสารให้เสพมากมายอยู่แล้ว” ผมถามในสิ่งที่สงสัย

“เราชอบเสน่ห์ของมันตรงที่ใครๆ ก็ทำได้ แล้วมันทำให้เราเป็นคนที่กล้าโชว์สิ่งที่เราทำโดยที่ไม่ต้องยึดติดกับกรอบว่าคนจะมองยังไง แล้วเสน่ห์อีกอย่างของ Zine คือมันจะส่วนตัวแค่ไหนก็ได้ สมมติเราจะออกหนังสือสักเล่มเราก็จะคิดเยอะว่าเราจะเล่าเรื่องนี้ดีไหม แต่ Zine เราเล่าได้หมด ที่ร้านมีแม้กระทั่ง Zine เรื่องเซ็กซ์ครั้งแรก ซึ่งมันส่วนตัวมาก แต่ก็ทำออกมาได้

“หรืออย่างพี่โลเล (ทวีศักดิ์ ศรีทองดี) เขาทำโปรเจกต์ศิลปะ วาดตัว Monster เอาไปไว้ในหมู่บ้านที่ญี่ปุ่น แล้วให้คนแก่ถือแล้วถ่ายรูปเพื่อส่งให้ลูกๆ ดูว่าพ่อแม่โดน Monster โจมตี กลับมาบ้านบ้างนะ ซึ่งมันเป็นโปรเจกต์ที่น่ารักมาก ซึ่งเขาบอกว่าถ้าไปเสนอสำนักพิมพ์มันก็จะสั้นเกินไป แต่พอเป็น Zine มันทำได้ ก็เลยออกมาเป็น Zine ชื่อ Monslolita

เพราะฉะนั้น ถ้าให้เรานิยาม Zine เราว่ามันคือสิ่งที่เราชอบและอยากทำ และเมื่อใดที่มันกลายเป็นสิ่งที่ไม่ได้อยากทำแต่ต้องทำ มันก็อาจจะไม่ใช่ Zine”

Zine

Zine

Zine

4.

เลิฟซีน

นับจากวันที่เปิดร้านในทำเลแรกจนถึงตอนนี้ ผมพอจะมองเห็นความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง

ไม่ว่าจะเป็นขนาดของร้านที่กว้างขวางขึ้นแบบเท่าตัว จำนวน Zine ที่เพิ่มขึ้น วงการ Zine ที่คึกคักขึ้นและเข้าถึงง่ายขึ้น เครื่องพรินต์ที่ใหญ่ขึ้น แพงขึ้น เพื่อช่วยให้ผลิต Zine ได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น รวมถึงกิจกรรมต่างๆ ก็ถี่ขึ้น

แต่ยังไม่ทันที่ผมจะเอ่ยปากชมเชยสิ่งที่ Spacebar Design Studio ได้ทำ หญิงสาวผู้ก่อตั้งก็รีบออกตัว

“คนจะมองเหมือนว่าเราเล่นใหญ่มาก จะทำคอมมูนิตี้ อยากให้มันเกิดอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งจริงๆ เราสารภาพว่าเราเป็นคนที่ชอบทำงานเฉยๆ เราไม่มีจุดหมายเลยว่าฉันจะทำให้สังคมของ Zine เกิดขึ้น พูดตรงๆ ว่าเรากับภูภู่แค่ชอบทำงาน เห็นอะไรที่หยิบจับมาทำงานได้เราก็ทำ”

“ทำแล้วได้อะไร” ผมชวนเขาทั้งสองทบทวน

“คงแล้วแต่ประเภทของคนมั้ง เราแค่เป็นคนที่ชอบชาเลนจ์ตัวเองมากๆ สมมติทำอะไรจะต้องทำให้เสร็จ ทำให้ได้ พอเริ่มทำ Zine ก็อยากจะทำให้ได้

Zine

Zine

“สิ่งที่ได้สำหรับเราคงเป็นการที่รู้สึกว่างานที่ตัวเองทำมันมีคุณค่า รู้สึกว่ามันไม่ได้ปล่อยไปเฉยๆ มีคนที่เห็นในสิ่งที่เราทำ เราว่ามันก็เป็นสิ่งที่คนทำงานทั่วไปรู้สึกภูมิใจ

“รางวัลของการทำร้านคือการเห็นคนตัวเล็กๆ ได้มีสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ในขณะที่เขาไม่กล้าไปทำที่อื่น นี่เป็นเรื่องที่เราภูมิใจที่สุด เรารู้สึกว่าเราสามารถทำให้คนตัวเล็กๆ มี Zine ของตัวเอง เราได้เห็นสายตาของเขาตอนที่เขาบอกว่า ‘ขอบคุณมากเลยนะครับ’ เหมือนเราได้สร้างโอกาสให้คน รู้สึกว่างานที่ทำเราไม่ได้ตอบแค่ตัวเองแล้ว แต่เราทำแล้วเราได้ให้คนอื่นด้วย

“นี่เป็นสิ่งพิเศษอีกขั้นของการทำงานนะ จากที่เราทำงานแล้วรู้สึกเติมเต็มตัวเอง แต่นี่เหมือนเราเติมให้คนอื่น แล้วเราก็ได้รับกลับมาด้วย”

โพลารอยด์Zine

The Rule

  1. สิ่งที่ชอบกับสิ่งที่ทำเงิน ถ้าเราทำให้ทั้งสองอย่างนี้ไปด้วยกันหรือเกื้อหนุนกันได้ เราจะไปต่อได้
  2. ถ้าเรามองธุรกิจให้เป็นการใช้ชีวิตและเรียนรู้ มันก็จะไม่มีวันเจ๊ง
  3. หาชาเลนจ์ให้กับงานอยู่เสมอ รู้จักปรับเปลี่ยนและพัฒนาตัวงานไปเรื่อยๆ อย่าหยุดนิ่ง

Writer

Avatar

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load