20 กุมภาพันธ์ 2561

จินคือ JINUMO JINUMO คือจิน’

เป็นคำนิยามแสนไว้ตัวที่ จิน ธรรมโชติ เจ้าของแบรนด์ JINUMO บอก เมื่อเราถามถึงแบรนด์แฟชั่นสุดเท่ของเขา

เขาเพิ่งได้รับเชิญไปแสดงในโชว์รูมที่เทศกาลแฟชั่นระดับโลกอย่าง Paris Fashion Week ถึง 2 ครั้ง เมื่อปีที่แล้ว แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้ความเท่ของดีไซน์ คือที่มาที่ไปของตัวตนและแนวคิดการทำแบรนด์จากตัวตนของเขาจนเป็นที่ยอมรับ และมีลูกค้าอยู่ทั่วโลกโดยเฉพาะตลาดเอเชีย

ก่อนอื่นเรามาแนะนำตัวละครกันก่อน

จินคือใคร

จากแวบแรกที่เห็น เราคิดว่าเขาเป็นคนเงียบขรึมและไว้ตัว

แต่พอนั่งคุยกัน เราได้เรียนรู้ว่าไม่ควรตัดสินคนเพียงแค่แรกเห็น จินเป็นคนคุยสนุกมาก เล่าเรื่องราวได้อย่างมีรายละเอียด มีมุกแพรวพราว จนทำให้เราใช้เวลาสนทนาเกินโควต้าที่ขอไว้ไปเท่าตัว

จิน ธรรมโชติ เกิดและเติบโตที่หาดใหญ่ เขาเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาที่นั่น ก่อนจะเข้ามาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ ในคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จินหลงใหลการทำเสื้อผ้ามาตั้งแต่เด็ก คุณแม่ของเขาเป็นช่างเย็บผ้า เขาจึงเติบโตมาท่ามกลางเสียงจักร เข็ม ด้าย และเส้นใยแบบต่างๆ

นี่คือจิน

JINUMO เป็นยังไง

จากแวบแรกที่เห็น เราคิดว่าทำไมต้องแพงขนาดนี้

แล้วก็เป็นอีกครั้งที่ต้องหยิกตัวเองแรงๆ ว่าทำไมถึงไม่ตัดสินอะไรตามเนื้อผ้า เพราะเนื้อผ้านี่แหละที่ทำให้ JINUMO ไม่เหมือนใคร วัสดุ สี การวางตัวของเส้นใย การสะท้อนแสงไฟ การทิ้งน้ำหนัก ล้วนเป็นที่มาของไอเดียสนุกๆ ในการออกแบบเสื้อผ้า JINUMO

JINUMO เป็นแฟชั่นสไตล์ดาร์กแวร์สัญชาติไทย ใช้สีเบสิกอย่างขาว เทา ดำ มีดีไซน์จัดจ้าน แต่ไม่โฉ่งฉ่าง จึงมีคาแรกเตอร์เงียบขรึมและไว้ตัว แม้รายละเอียดจะดูรกๆ เปรอะๆ แต่สายตาของผู้เชี่ยวชาญด้านการตัดเย็บเสื้อผ้าจะเห็นว่าได้รับการออกแบบมาอย่างดี วัสดุที่เลือกใช้มีลูกเล่น หาไม่ได้ทั่วไป และเสื้อผ้าทุกชิ้นตัดเย็บเนี้ยบมาก

นั่นคือ JINUMO

และต่อไปนี้คือเรื่องราวการ collaborate กันอย่างลงตัวของทักษะส่วนตัวและความหลงไหลในแฟชั่นของเขา จนได้พางานออกแบบเสื้อผ้าของตัวเองไปแสดงในต่างประเทศ ซึ่งน่าจะเป็นความใฝ่ฝันของดีไซเนอร์ทุกคน

เราพบจินที่สตูดิโอของเขาที่ย่านอารีย์ในบ่ายวันเสาร์ เขาเปิดเพลงคลอระหว่างการสนทนา เล่าถึงเรื่องราวเมื่อมองย้อนไปดูการต่อจุดของเขา

เริ่มต้นจากความอยากและลูกบ้า

ใบเบิกทางเข้าสู่วงการแฟชั่นของจินคือ การประกวด Young Designer Award เมื่อเขาเรียนอยู่ปี 3 เป็นการประกวดของสหพัฒห์กรุ๊ปซึ่งจัดปีแรก และจินได้รางวัลชนะเลิศ ตอนนั้นเขาไม่มีความรู้อะไรเกี่ยวกับทฤษฎีแฟชั่นเลย มีแต่ความอยากและลูกบ้าเท่านั้น

แล้วตอนนั้นจินเอาอะไรไปสู้กับเขา

“การเรียนนิเทศทำให้เราเก่งเรื่องการนำเสนอ เราก็ใช้สิ่งนั้นเอาตัวรอด โจทย์ให้ออกแบบ 3 ชุด คือ work wear, casual wear และ fashion wear ด้วยความที่เราไม่รู้อะไรเลย ทุกชุดของเราเลยเป็นเหมือนกันหมด แปลกหมด แล้วใช้วิธีพรีเซนต์ให้เข้ากับคอนเซปต์แทน”

คอนเซปต์คืออะไร

มิกซ์แอนด์แมตช์”

ปลอดภัยมาก

ใช่ ปลอดภัยที่สุด กรรมการจะยิงอะไร เราก็บอกว่ามิกซ์แอนด์แมตช์”

เป็นวิธีคิดที่ฉลาดมาก…

นอกจากความสามารถในการตั้งชื่อคอนเซปต์ให้ครอบคลุมแล้ว เขายังมีความสามารถในการมิกซ์แอนด์แมทต์ทักษะและความคิดต่างๆ ให้คอลเลกชันแรกของเขาด้วย

“เราเอาผ้ามาเผาไฟ พอผ้าแต่ละอย่างโดนไฟจะให้ texture ที่ไม่เหมือนกัน เราก็เอามาทำเป็นเสื้อผ้า เราชวนรุ่นน้องที่คณะมาเป็นนางแบบ น้องเขามีทักษะแอ็กติ้ง เราเลยให้ทำอะไรแปลกๆ อย่างเช่นให้ต่อขาเดิน”

ความมั่วอย่างมีหลักการและความไม่รู้กลายเป็นข้อได้เปรียบเพราะมันไม่มีกรอบ และมันทำให้เขาเค้นทุกอย่างที่เขารู้ออกมา เพื่อแสดงผลงานตามแบบที่ตัวเองต้องการ ผลลัพธ์ที่ได้คือ ความตามใจตัวเองขั้นสุดจนกรรมการยอมใจ และเป็นหลักคิดของเขามาจนถึงทุกวันนี้

การเรียนรู้จากมืออาชีพ

หลังจากชนะการประกวด จินได้เข้าไปฝึกงานออกแบบที่บริษัทในเครือสหพัฒน์ แม้ว่าเสื้อผ้าที่ชนะการประกวดของเขาจะแปลก แหวกแนว แต่การฝึกงานที่สหพัฒน์คือการหัดขั้นตอนพื้นฐานที่สุดของงานออกแบบ คือการทำงานตอบโจทย์

“มันคือความเป็นมืออาชีพ เวลาออกแบบเราต้องรู้ว่าเราจะออกแบบให้ใคร และเรากำลังเล่นบทอะไร ถึงเราจะชอบแฟชั่นที่มีกิมมิก แต่ถ้าต้องออกแบบสิ่งที่เบสิก เราก็ต้องทำได้ เพราะเป็นหน้าที่ของนักออกแบบ”

การทำงานที่สหพัฒน์ยังทำให้เขาต่อยอดความรู้หลายๆ ด้านเกี่ยวกับอุตสาหกรรมแฟชั่น ไม่ว่าจะเป็นการทำงานกับคู่ค้าทั้งในและต่างประเทศ การสร้างภาพลักษณ์ให้แบรนด์ การทำการตลาด รวมไปถึงการเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับวัสดุสิ่งทอต่างๆ ซึ่งกลายมาเป็นไม้เด็ดในการทำแบรนด์ JINUMO ในเวลาต่อมา

ครั้งแรกอาจไม่ใช่ แต่ก็ยังได้เรียนรู้จากมัน

JINUMO เปิดตัวเบาๆ ครั้งแรกที่ตลาดนัดสวนจตุจักร การเลือกเปิดร้านที่จตุจักรของจินไม่มีอะไรซับซ้อนมากไปกว่าเหตุผลที่ว่าวันธรรมดาทำงานประจำ ว่างแค่เสาร์-อาทิตย์ จตุจักรเลยเหมาะแก่การดีบิวต์ JINUMO ฉะนั้น JINUMO จึงแทบไม่มีอะไรเข้ากับจตุจักรเลย ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบเสื้อผ้าที่ไม่ใช่แบบสมัยนิยม หรือราคาที่แพงกว่าทุกร้านรอบข้าง แต่อย่างหนึ่งที่จินได้เรียนรู้จากการเปิดร้านที่จตุจักรคือ เขาไปเฝ้าร้านเอง ได้พบลูกค้า และ Buyer จนทำให้รู้จักตลาดที่แท้จริงของ JINUMO และทำให้เขาย้ายมาเปิดร้านที่ Siam Center ในเวลาต่อมา

Siam Center เป็นแหล่งช้อปปิ้งของนักท่องเที่ยว แต่ก็ยังเข้าถึงคนไทยรายได้สูงได้ด้วย การมีหน้าร้านใน Siam Center ทำให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์ยิ่งชัดเจน แล้วก็ทำให้ลูกค้าคาดหวังคุณภาพและราคาได้แบบไม่ผิดหวัง

ความใส่ใจในเรื่องเล็กๆ เป็นคุณสมบัติที่ยิ่งใหญ่ของนักสร้างสรรค์

หนึ่งในคุณสมบัติของนักสร้างสรรค์ที่จินทำได้ดีมากคือ การเป็นนักสังเกต ดีไซน์ของ JINUMO ดูจะจับกลุ่มตลาดค่อนข้างเล็ก เราเลยอดสงสัยไม่ได้ว่าจินรู้ได้อย่างไรว่าเสื้อผ้าแบบแปลกๆ ที่ทำออกมาจะมีคนซื้อ

“เราไม่รู้หรอกว่าคนที่จะซื้อเรามีเยอะแค่ไหน แต่เรารู้ว่าใครที่จะซื้อของของเรา”

ใคร

“คนที่มี DNA เหมือนเรา”

เป็นคำตอบที่ใช้ศัพท์วิทยาศาสตร์ แต่มีความนามธรรมสูงมาก

จินเล่าว่าเวลาเขาไปที่ Gin&Milk ร้านเสื้อผ้ามัลติแบรนด์ที่มี JINUMO วางขาย ที่ Siam Center ถ้าคนที่เดินเข้ามาในร้านเป็นนักท่องเที่ยวชาวเอเชียอย่างจีน ญี่ปุ่น เกาหลี สิงค์โปร์ เขามั่นใจว่าจะต้องซื้อเสื้อผ้าของเขาติดมือไปค่อนข้างจะแน่นอน เว้นแต่ว่าจะโดนแฟนหรือภรรยาห้ามไว้

กลุ่มนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มที่เป็นลูกค้ารายใหญ่ของ JINUMO ก็คือ

“ชาวอาหรับ เขาซื้อทีละเยอะมาก เขากล้าแต่งตัว ไม่กลัวดีไซน์และมีกำลังซื้อ” จินเล่าให้ฟังอย่างรู้จริง เขาบอกว่าจุดเชื่อมของลูกค้ากลุ่มต่างๆ ของเขาคือ คนที่ไวต่องานดีไซน์ และเป็นคนที่อยู่ในประเทศที่ใส่งานดีไซน์จัดจ้านแบบนี้ในชีวิตประจำวันได้ ลูกค้าชาวไทยก็มีซื้อบ้าง แต่คงเพราะมีโอกาสใส่น้อยกว่า เลยไม่มีลูกค้าชาวไทยมากเท่าชาวต่างชาติ

นอกจากจินจะใช้ความช่างสังเกตในการทำความเข้าใจลูกค้าของแบรนด์ตัวเองแล้ว เขายังสังเกตวิธีการบริการลูกค้าของแบรนด์อื่นๆ อีกด้วย

ความมี passion ใน fashion

จินถึงกับนั่งหลังตรง และเล่าให้ฟังอย่างตาเป็นประกายว่า

“เวลาไปเที่ยวต่างประเทศ เราชอบมากเวลาเจอพนักงานขายเสื้อผ้าที่ชอบพูดคุยกับเราเหมือนเราไม่ใช่ลูกค้า”

ยังไง

“เราเคยไปซื้อรองเท้าคู่หนึ่งที่ปารีส ไปร้านแรกไม่มีไซส์ พนักงานบอกให้ไปอีกสาขาหนึ่ง ซึ่งเป็นสาขาที่เราไปมาแล้ว พอเดินเข้าร้าน พนักงานก็พูดเลยว่า ‘Hi, welcome back.’ นางจำได้ เราตกใจมาก แล้วนางก็ผายมือไปแล้วถามว่า ‘Are you looking for this?’ มันคือรองเท้าที่เรามาหาในไซส์ที่ถูกต้อง เฮ้ย คือประทับใจมาก”

แต่เรื่องไม่จบแค่นั้น

“พอจะลองรองเท้า นางก็หยิบเสื้อหยิบกางเกงตัวนั้นตัวนี้มาให้เราลอง เราก็ลองนะ เรารู้สึกสนุกที่ได้เจอคนที่สนุกกับแฟชั่นเหมือนกัน มันข้ามผ่านความกลัวว่าเขาจะยัดเยียดให้ซื้อของเพิ่มไปเลย แค่ซื้อรองเท้าคู่เดียวนี่เราเปลี่ยนเสื้อผ้าลองทั้งชุด”

ยังไม่พอ

“วันนั้นเราไปซื้อกางเกง เลือก 2 ตัวระหว่างตัวที่ใส่ได้บ่อยหน่อยกับตัวที่ดีไซน์จัดมากๆ เราถามพนักงานขาย นางก็แนะนำว่าเอาตัวที่ใส่ได้บ่อยดีกว่า มัน timeless แล้วถ้ายูไม่ซื้อนะไอจะซื้อเอาไว้เอง เราก็เลยซื้อมา ก่อนออกจากร้านนางยังส่งท้ายให้อีกว่า ‘Wear it, you will feel like a prince.’”

เขารวบยอดประสบการณ์เหล่านี้ว่าเป็น passion ของผู้ขายที่ไม่ใช่แค่ให้ความประทับใจกับลูกค้าแต่ยังสามารถเพิ่มยอดขายได้ด้วย เขาพูดอย่างชื่นชมว่า

“พอเจอคนที่มี passion เหมือนกัน เขาทำอะไรออกมาเราก็ซื้อ เสื้อผ้าหลายตัวเราชอบมากถึงรู้ว่าไม่ได้ใส่ก็ซื้อมา เราชอบดีไซน์ อารมณ์แม่บ้านที่ซื้อจานสวยๆ แล้วไม่ใช้ JINUMO ก็ทำ มีบางตัวเราว่าดีไซน์มันล้ำมาก พอรู้ว่ามีคนซื้อนี่อยากรู้จักเลยว่าเป็นคนยังไง” จินหัวเราะแบบเขินๆ

ความเปิดโอกาสให้ตัวเองอยู่เสมอ

กว่าจะหาประสบการณ์จากคนต่างชาติต่างภาษาได้ขนาดนี้ จินบอกว่าเขาเป็นคนเรียนภาษาอังกฤษไม่เก่งเลย จนถึงระดับมหาวิทยาลัยผลการเรียนภาษาอังกฤษก็อยู่ในเกณฑ์เกือบแย่มาตลอด แต่สิ่งหนึ่งที่เขาชอบคือ เพลงสากล สิ่งที่ช่วยให้เขาใช้ภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่วคือ การคุยกับลูกค้าชาวต่างชาติ

“เราไม่ปิดกั้นตัวเอง ทุกโอกาสที่เข้ามาคือโอกาสในการเรียนรู้ เราโชคดีที่มีคนมาให้ฝึกใช้ภาษาอังกฤษบ่อยๆ พอใช้ทำงานนานเข้าทักษะทั้งการฟัง พูด อ่าน เขียน ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ เอง”

ไม่หยุดที่จะไปสู่สิ่งที่ดีที่สุด

การไปปารีสแฟชั่นวีก 2 ครั้งของ JINUMO ไปในบทบาทที่แตกต่างกัน

ครั้งแรกเขาได้รับเชิญจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ให้ไปร่วมจัดโชว์ใน Bangkok Showroom เขาเล่าว่า “ใน Bangkok Showroom มีแบรนด์อื่นๆ จากประเทศไทยด้วย ซึ่ง JINUMO เป็นสไตล์ที่ไม่เหมือนของคนอื่น Buyer ที่เข้ามาอาจจะไม่ได้เตรียมตัวจะมาซื้อสไตล์แบบนี้ แต่ก็ทำให้คนเริ่มรู้จักเรา คนสนใจเยอะมาก ก็เริ่มมี Buyer ติดต่อมาขอซื้องาน”

เมื่อได้รู้แบบนี้ จินก็ไม่รอช้าที่จะพา JINUMO ไปให้ไกลกว่าเดิมอีกสักหน่อย จึงติดต่อไปร่วมโชว์ในโชว์รูมแสดงเสื้อผ้าสไตล์ดาร์กแวร์ ซึ่งเข้ากับ JINUMO มากกว่า ในซีซั่นถัดมา การไปรอบนี้ JINUMO ได้แสดงร่วมกับดีไซเนอร์หลายประเทศ ทั้งยุโรปและเอเชีย ทำให้ JINUMO from Thailand กลายมาเป็น JINUMO By Jin Thammachote ที่โลกแฟชั่นได้รู้จักในวันนี้

เรารู้ว่าเขาคงไม่หยุดอยู่แค่ความฝันนี้ เลยแอบถามถึงโปรเจกต์ต่อไป เขาให้ความรู้ว่าช่วงนี้เป็นขาลงของดาร์กแวร์ ในขณะที่สตรีทแวร์กำลังได้รับความนิยม ฉะนั้น คอลเลกชันหน้าเราน่าจะได้เห็น JINUMO ในแนวที่เป็นสตรีทแวร์มากขึ้น

หมายถึงใส่ง่ายขึ้น

“เปล่า” เขาตอบอย่างคนมีสไตล์

Facebook | jinumo
JINUMO at Gin&Milk Store 1st fl., Siam Center

The Rule

1. การบริหารโอกาส

“ต้องหาโอกาสให้ตัวเอง พอหาได้แล้ว บางทีก็ขึ้นกับปัจจัยภายนอกหรือสังคมว่าจะยอมรับหรือให้โอกาสเราต่อไหม ปัจจัยเหล่านั้นเราควบคุมไม่ได้เลย ฉะนั้น จงรู้จักตัวเอง ทำตัวเองให้ดี ตามคาแรกเตอร์ของตัวเอง ไม่ต้องตามใคร เพราะคาแรกเตอร์ตัวเองจะอยู่กับเราและไม่กลวง ถ้าคิดดีแล้วก็ทำออกมา ตลาดจะให้ฟีดแบ็กเองว่ามันดีไหม ถ้าไม่ดีก็ลองดูว่าจะปรับยังไง”

2. การบริหารต้นทุน

“ต้องดูว่าเรามีอะไรอยู่กับตัว เรามีเงินหรือมีความสามารถ หรือมีทั้งสองอย่าง หรือไม่มีเลย เราทำ JINUMO เราไม่ได้มีเงิน แต่มีความสามารถ เราก็ใช้ความสามารถหาเงินมา พร้อมกับออกแบบ JINUMO ไปด้วย จนทุกอย่างพร้อม ก็ลงตัว การทำเสื้อผ้าใช้เงินเยอะมาก ต้องมีเงินก้อนด้วย ได้เงินปีละ 2 ครั้ง เหมือนทำนา เพราะ Buyer เขาจะซื้อล่วงหน้าทีละ 2 ซีซั่น เพื่อเอาไปผลิตและวางขายให้ทัน”

3. การบริหารการทำงาน

“การทำงานต้องยิ่งทำยิ่งสบาย เราต้องบริหาร เมื่อก่อนเราทำเองหมด ไปเลือกผ้าแบกผ้าเอง วิ่งวัดตัวเอง เดินสายทุกวันไม่ต่างกับจินตหรา (พูนลาภ) เดี๋ยวนี้ไม่ทำแล้ว ทำงานให้มันง่ายขึ้น ก็มีความสุขมากขึ้น”

Writer & Photographer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

อดีตนักโฆษณาที่เปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักเล่าเรื่องบนก้อนเมฆ เป็นนักดองหนังสือ ชอบดื่มกาแฟ และตั้งใจใช้ชีวิตวัยผู้ใหญ่ไปกับการสร้างสังคมที่ดีขึ้น

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ก่อนจะเริ่มอ่านบทความนี้ มีคำถามอยู่ 2 ข้อที่เราอยากให้คุณผู้อ่านลองตอบ

1. คุณเคยนั่งทำงานจนปวดไหล่-ปวดหลังสุด ๆ ไหม

2. คุณเคยพยายามซื้อสินค้าต่าง ๆ หรือเก้าอี้ดี ๆ เพราะหวังว่ามันจะช่วยแก้ปัญหา แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ยังปวดหลังเหมือนเดิมไหม

เราคนหนึ่งแล้วแหละ ที่ขอตอบ ‘ใช่’ กับทั้ง 2 ข้อ

ยิ่งในยุคโควิด-19 การนั่งทำงานนับสิบชั่วโมง และลงเอยด้วยการเป็นออฟฟิศซินโดรมนั้น เป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจเลย

มิหนำซ้ำ พอลงทุนซื้อของตามที่เห็นในโฆษณาอยู่ทุกวี่วันเพื่อมาช่วยแก้ปัญหานี้ แต่หลายครั้งก็ ‘เสียเงินฟรี’

สาเหตุมีอยู่ข้อหนึ่ง เพราะว่าสิ่งที่คุณซื้ออาจเป็นสิ่งที่คุณชอบที่สุด แต่ไม่ใช่สิ่งที่เหมาะกับคุณที่สุด

เหมือนกับเวลาเราไปหาหมอ หมออาจจ่ายยาที่บรรเทาตามอาการ แต่อาจจะไม่ใช่การแก้ต้นตอของปัญหา ทำให้ลงเอยด้วยสิ่งที่เราเรียกกันว่า ‘เลี้ยงไข้’

วันนี้เเราจึงมีนัดหมายพิเศษกับ สยาม ธนาภรณ์ Certified Office Ergonomist ผู้ก่อตั้งร้าน Gaoii ที่ตั้งใจจะแก้ปัญหานี้ด้วยการให้คำปรึกษาเฉพาะบุคคล จนลูกค้ากว่า 80% ที่เข้ามาที่ร้าน ต้องซื้อเก้าอี้ติดไม้ติดมือกลับไปด้วย

เรื่องราวต่อไปนี้คือเรื่องราวของชายคนนี้ ซึ่งไม่ใช่แค่เจ้าของร้านเก้าอี้เพื่อสุขภาพ แต่ยังเป็นอดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยและนักกีฬายูโดทีมชาติไทย ผู้คว้าเหรียญทองในการแข่งขันซีเกมส์มาแล้ว!

เกิดอะไรขึ้น และที่สำคัญ เขาทำได้อย่างไร เอาล่ะ ขอเชิญทุกท่านลองอ่าน

Gaoii ร้านเก้าอี้ทำงานของอดีตนักยูโดทีมชาติ ที่มุ่งส่งต่อวิธีแก้ปัญหาสุขภาพแบบหายขาด

กำเนิดเก้าอี้

ย้อนเวลากลับไป 15 ปีที่แล้ว สยามคือนักกีฬายูโดทีมชาติไทยผู้คว้าเหรียญทองในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 24 ประจำปี 2550 รุ่นเอ็กซ์ตร้า ไลท์เวต 60 กิโลกรัมชาย และในอีกมุม เขาเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยที่กำลังศึกษาด้านคอมพิวเตอร์ธุรกิจ

เมื่อเป็นถึงนักกีฬาทีมชาติที่คว้าเหรียญทอง แน่นอนว่าการฝึกซ้อมร่างกายอย่างหนักหน่วงมาเป็นเวลายาวนานคือสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง 

สำหรับนักศึกษา การนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานับสิบชั่วโมงต่อวันเพื่อทำวิทยานิพนธ์ให้เสร็จ ก็ไม่ใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงได้เช่นกัน และนี่คือจุดที่สยามเริ่มรู้จักกับคำว่า ‘เก้าอี้เพื่อสุขภาพ’

อย่างไรก็ตาม เก้าอี้เพื่อสุขภาพมือหนึ่งในสมัยนั้นราคาไม่ใช่น้อย เก้าอี้ดี ๆ หลายตัวราคาอยู่ที่หลายหมื่นจนถึงหลักแสน ซึ่งไม่ใช่ทางเลือกสำหรับเขาในวัยนั้น เขาจึงต้องไปหาซื้อจากโกดังเฟอร์นิเจอร์มือสองแทน

“ตอนนั้นยูโดก็ต้องเล่น เช้าก็ต้องตื่นมาวิ่ง เย็นก็ต้องซ้อม เรียนก็ยังไม่จบ เราเริ่มไม่ไหว ถ้ามาทางกีฬา เราเห็นรุ่นพี่และเพื่อน ๆ นักกีฬา ท้ายที่สุดลงเอยด้วยการเป็นโค้ช”

เมื่อเห็นอนาคตเป็นเช่นนี้ สยามจึงตัดสินใจตั้งใจทำเล่มจบ เพื่อผันตัวไปในสายอาจารย์สอนคอมพิวเตอร์ธุรกิจแทน โดยเรียนต่อปริญญาโทในสาขาธุรกิจเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมทั้งเป็นอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม

หลังจากทำงานเป็นอาจารย์พิเศษเกือบ 8 ปี เพื่อที่จะก้าวต่อไปในเส้นทางอาชีพนี้ เขาจึงตัดสินใจไปเรียนภาษาอังกฤษต่อที่ University of Washington สหรัฐอเมริกา เพื่อใช้โอกาสนั้นหาลู่ทางต่อปริญญาเอก ทว่าเส้นทางกลับไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด

Gaoii ร้านเก้าอี้ทำงานของอดีตนักยูโดทีมชาติ ที่มุ่งส่งต่อวิธีแก้ปัญหาสุขภาพแบบหายขาด

“ตอนนั้นได้รู้ว่าการเรียนปริญญาเอกที่นั่นไม่สวยหรูเหมือนที่คิดไว้ เพราะต้องหา Advisor ให้ได้เอง ถ้า Advisor ย้ายมหาวิทยาลัย เราก็ต้องย้ายตาม ขั้นต่ำ 6 ปีถึงจะเรียนจบ ไหนจะค่าใช้จ่ายอีก

“แต่ว่าตอนนั้นก็พอจะดูเก้าอี้เป็นอยู่ระดับหนึ่ง และทางมหาวิทยาลัยจะมีวันที่เปิดโกดังเก้าอี้ให้นักศึกษาเข้ามาดู เพื่อขายให้ในราคานักศึกษา ซึ่งถูกกว่าที่เมืองไทยมาก มันมีช่องว่างในการทำธุรกิจ เลยตัดสินใจเรียนภาษาอยู่ 2 ปีแล้วกลับประเทศไทยเลย”

เมื่อกลับมาที่ประเทศไทยแล้ว สยามเลยตัดสินใจใช้บ้านตัวเองเปิดเป็นโชว์รูมเก้าอี้ โดยอาศัยช่องว่างทางธุรกิจ 2 อย่าง ณ ขณะนั้น

หนึ่ง คือการที่เขาลงมือคัดเลือกเก้าอี้มือสองสภาพดีจากสหรัฐอเมริกา เพื่อนำเข้ามาขายในประเทศไทย ทำให้ตั้งราคาได้ถูก ในขณะที่คุณภาพยังดีอยู่

สอง คือการที่ร้านเก้าอี้ส่วนใหญ่มักขายอยู่แค่แบรนด์เดียว ลูกค้าจึงไม่ได้มีตัวเลือกเปรียบเทียบมากนัก

สยามตัดสินใจแก้ปัญหานี้ด้วยการนำเข้าเก้าอี้เพื่อสุขภาพหลากหลายแบรนด์ชั้นนำของโลกที่มีงานวิจัยรองรับเข้ามา เพื่อให้ลูกค้ามีโอกาสลองนั่ง และเปรียบเทียบแต่ละแบรนด์เพื่อเลือกเก้าอี้ที่นั่งแล้วรู้สึกเหมาะสมกับตัวเองมากที่สุดหรือสบายที่สุด ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นโมเดลเดียวกับที่เขาได้มีโอกาสเจอระหว่างเรียนอยู่ที่สหรัฐอเมริกา

และนี่จึงเป็นจุดที่ทำให้เขาเริ่มธุรกิจเก้าอี้เล็ก ๆ ขึ้นมา

Gaoii ร้านเก้าอี้ทำงานของอดีตนักยูโดทีมชาติ ที่มุ่งส่งต่อวิธีแก้ปัญหาสุขภาพแบบหายขาด

ก่อร่างสร้างเก้าอี้

เมื่อตัดสินใจทำธุรกิจเกี่ยวกับเก้าอี้สุขภาพระดับท็อปอย่างจริงจังแล้ว การที่มีแต่เก้าอี้มือสองอยู่ในร้านเพียงอย่างเดียว ก็มอบตัวเลือกให้ลูกค้าได้ไม่มากนัก

เป้าหมายของสยามคือการคว้าเก้าอี้ 3 แบรนด์ท็อปมาให้ได้ นั่นก็คือ Herman Miller, Steelcase, และ Humanscale

โดย ณ ปัจจุบัน สยามได้นำเข้าเก้าอี้โดยตรงจากทางแบรนด์ Humanscale สำหรับ Steelcase เขาไปนำเสนอไอเดียและพิสูจน์ว่าเขาขายเก้าอี้ได้ เพื่อขอเป็นพาร์ตเนอร์กับ Modernform ซึ่งเป็นผู้ถือสิทธิ์ในการจัดจำหน่ายเพียงรายเดียวภายในประเทศไทย ในขณะที่ Herman Miller ทางร้านจำหน่ายเป็นเก้าอี้มือสองสภาพดี

เมื่อลูกค้าเข้ามามากขึ้น สยามจึงตัดสินใจออกจากอาชีพอาจารย์ เพื่อมาดูแลหน้าร้านและให้คำแนะนำในการเลือกและปรับเก้าอี้กับลูกค้าแต่ละคนด้วยตัวเอง โดยอาศัยประสบการณ์ที่คลุกคลีกับเก้าอี้เพื่อสุขภาพมานานหลายปี

จนกระทั่งวันหนึ่ง จุดเปลี่ยนก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อมีลูกค้าชาวต่างชาติคนหนึ่งเข้ามาดูเก้าอี้และถามสยามว่า “คุณมาปรับเก้าอี้แบบนี้ คุณเป็น Ergonomist เหรอ”

“ตอนนั้นเราไม่รู้จักคำว่า Ergonomist รู้จักแต่คำว่า Ergonomic ตอนแรกก็คิดว่าฟังผิดหรือเปล่า แต่ด้วยความสงสัย พอกลับถึงบ้านเลยลองเสิร์ชดู และค้นพบว่าจริง ๆ การจะแนะนำเรื่องเก้าอี้เพื่อสุขภาพได้ ต้องไปเรียนมาก่อน และต้องสอบใบอนุญาต”

เขาจึงตัดสินใจใช้โอกาสนั้นในการลงเรียนเป็น Ergonomist กับ Humanscale ทันที 

Gaoii ร้านเก้าอี้ทำงานของอดีตนักยูโดทีมชาติ ที่มุ่งส่งต่อวิธีแก้ปัญหาสุขภาพแบบหายขาด

“การเรียนเรื่องปรับระยะเก้าอี้ไม่ใช่สิ่งที่ยาก แต่เราไม่ได้เรียนแค่เรื่องนั้น เพราะเวลาเจอลูกค้า จะมีเรื่องโรคต่าง ๆ ที่เราต้องรู้ว่าเขามีปัญหาพวกนี้มาก่อนหรือเปล่า เป็นโรคที่เกี่ยวกับออฟฟิศซินโดรมทั้งหมด”

การเรียนเพื่อเป็น Ergonomist ไม่ใช่แค่เรียนให้จบหลักสูตร แต่ผู้เรียนต้องทำข้อสอบให้ได้คะแนนเกิน 80% จึงจะถือว่าสอบผ่าน ดังนั้น สยามเลยตัดสินใจขออนุญาตอาจารย์หมอที่รู้จัก เพื่อตามเข้าไปในโรงพยาบาลและเรียนรู้เรื่องที่เกี่ยวข้องจากคนไข้จริง

“ตอนเราเปิดอ่านตำรา เราก็ได้แค่ท่องจำ แต่พอไปดูเคสจริงที่โรงพยาบาลเท่านั้นแหละ รู้เลยว่าพวกนี้แค่มานั่งอ่านไม่มีทางเข้าใจ เพราะเราต้องรู้ว่าการที่คนเขานิ้วชานั้นนิ้วไหน สาเหตุของแต่ละนิ้วที่ชาจะต่างกันในแต่ละโรค การที่คนเขาปวดหลัง มีอาการร้าวลงขาร่วมด้วยไหม ฯลฯ”

แม้ต้องใช้เวลาอยู่หลายเดือนกว่าจะเข้าใจและคว้าใบอนุญาตนี้มา แต่ใบอนุญาตนี้ก็เปรียบเสมือนใบเบิกทางสำหรับเขา

เบิกทางอย่างไร คิดค่าปรึกษา คิดราคาเก้าอี้ให้แพงขึ้น สำหรับบางธุรกิจอาจจะใช่ แต่นั่นไม่ใช่กับร้าน Gaoii ของสยาม

สยามใช้ใบเบิกทางนี้ในการเพิ่มคุณภาพในการให้บริการกับลูกค้า โดยใช้เวลากับลูกค้าเป็นรายบุคคล รายละมากกว่า 1 ชั่วโมง เพื่อให้ลูกค้ารายนั้น ๆ ได้เก้าอี้ที่ดีที่สุด

ซึ่ง ‘เก้าอี้ที่ดีที่สุด’ ในที่นี้ ไม่ใช่เก้าอี้ราคาแพงที่สุด ไม่ใช่เก้าอี้ที่สยามได้กำไรมากที่สุด แต่ต้องเป็นเก้าอี้ที่เหมาะสมกับลูกค้าคนนั้น ๆ มากที่สุด เป็นเก้าอี้ที่ ‘จบ’ ปัญหาต่าง ๆ ของลูกค้าได้ 

นอกจากการเลือกเก้าอี้แล้ว สยามยังให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการปรับเก้าอี้แต่ละตัวให้เข้ากับสรีระของผู้นั่งมากที่สุด รวมไปถึงวิธีการนั่งทำงานอย่างถูกต้อง โดยไม่ได้คิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมกับลูกค้าแต่อย่างใด

ก้าวปัจจุบันของเก้าอี้

เล่ามาถึงจุดนี้ หลายคนอาจจะนึกภาพร้านเก้าอี้ที่ลูกค้าเดินเข้ามา เจอพนักงานเข้ามาขายของ ซื้อเก้าอี้แล้วกลับไป 

แต่ร้าน Gaoii ไม่ใช่ร้านเก้าอี้ทั่ว ๆ ไปแบบนั้น เอาล่ะ เรามาดูภาพขั้นตอนการให้บริการของร้านนี้ให้เห็นภาพกันเลยดีกว่า

Gaoii ร้านเก้าอี้สุขภาพของอดีตนักกีฬายูโดทีมชาติ ไม่ขายเก้าอี้ทำงานแพงที่สุดหรือได้กำไรมากที่สุด แต่จบปัญหาจากการนั่งทำงานเฉพาะบุคคลได้

1. การให้บริการของร้าน Gaoii นั้นเริ่มต้นแม้เราจะยังไม่ได้ย่างก้าวเข้ามาภายในร้าน เพราะก่อนจะถึงนัดหมาย ทางร้านจะให้คุณส่งรูปภาพโต๊ะ เก้าอี้ และท่านั่งทำงานของเรา เพื่อที่จะได้วิเคราะห์สาเหตุของความเจ็บปวดที่คอยรังควานได้อย่างตรงจุดที่สุด

Gaoii ร้านเก้าอี้สุขภาพของอดีตนักกีฬายูโดทีมชาติ ไม่ขายเก้าอี้ทำงานแพงที่สุดหรือได้กำไรมากที่สุด แต่จบปัญหาจากการนั่งทำงานเฉพาะบุคคลได้
Gaoii ร้านเก้าอี้สุขภาพของอดีตนักกีฬายูโดทีมชาติ ไม่ขายเก้าอี้ทำงานแพงที่สุดหรือได้กำไรมากที่สุด แต่จบปัญหาจากการนั่งทำงานเฉพาะบุคคลได้

2. เมื่อมาถึงร้านแล้ว จะมีการซักประวัติ พร้อมวิเคราะห์ท่านั่งทำงานจากรูปถ่ายอย่างละเอียด โดยหากสาเหตุมาจากปัญหาสุขภาพที่ต้องการการรักษาด้วย ทางร้านก็จะแนะนำให้เราไปพบแพทย์ ก่อนที่จะมาค้นหาเก้าอี้ที่ใช่กันต่อไป

Gaoii ร้านเก้าอี้สุขภาพของอดีตนักกีฬายูโดทีมชาติ ไม่ขายเก้าอี้ทำงานแพงที่สุดหรือได้กำไรมากที่สุด แต่จบปัญหาจากการนั่งทำงานเฉพาะบุคคลได้

3. หลังจากซักประวัติเสร็จเรียบร้อยและไม่ติดปัญหาด้านสุขภาพอะไรที่น่ากังวล ขั้นตอนต่อไปคือการค้นหาเก้าอี้อย่างละเอียดว่ามีเก้าอี้รุ่นใดบ้างเข้ากับสรีระของเราได้ เพราะเก้าอี้ชื่อดังหลายๆ รุ่น อาจไม่ใช่รุ่นที่เหมาะที่สุดสำหรับเราก็เป็นได้

Gaoii ร้านเก้าอี้สุขภาพของอดีตนักกีฬายูโดทีมชาติ ไม่ขายเก้าอี้ทำงานแพงที่สุดหรือได้กำไรมากที่สุด แต่จบปัญหาจากการนั่งทำงานเฉพาะบุคคลได้
Gaoii ร้านเก้าอี้สุขภาพของอดีตนักกีฬายูโดทีมชาติ ไม่ขายเก้าอี้ทำงานแพงที่สุดหรือได้กำไรมากที่สุด แต่จบปัญหาจากการนั่งทำงานเฉพาะบุคคลได้

4. แม้ว่าจะได้เก้าอี้รุ่นงาม แต่หากเราใช้ไม่ถูกวิธี เก้าอี้ตัวนั้นก็มิอาจช่วยเราได้ ดังนั้นร้านแห่งนี้จะมีการ Fitting และวัดค่าของเก้าอี้ตัวนั้นทุกส่วน เพื่อหาค่าที่ใช่สำหรับเราอย่างเฉพาะเจาะจง โดยจะมีสติ้กเกอร์เล็กๆ คอยแปะไว้ให้ด้วย ทำให้เราสามารถปรับเก้าอี้กลับมายังค่าเดิมได้

Gaoii ร้านเก้าอี้สุขภาพของอดีตนักกีฬายูโดทีมชาติ ไม่ขายเก้าอี้ทำงานแพงที่สุดหรือได้กำไรมากที่สุด แต่จบปัญหาจากการนั่งทำงานเฉพาะบุคคลได้

5. เมื่อได้เก้าอี้ที่ใช่ และการตั้งค่าที่เหมาะสมแล้ว ท้ายที่สุดสิ่งที่เราจะได้กลับไปนั้น ไม่ใช่เพียงแค่เก้าอี้ตัวหนึ่ง แต่มาพร้อมด้วยคำแนะนำในการปรับส่วนอื่นๆ ในพื้นที่ทำงานของเราด้วยสิ่งที่เรามีอยู่ ให้ถูกต้องตามหลักการยศาสตร์มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ หรือแม้กระทั่งจอมอนิเตอร์ ทำให้เราไม่จำเป็นต้องเสียเงินซื้อของเพิ่มขึ้นหากไม่มีความจำเป็น

เก้าอี้ก้าวต่อไป

“จริง ๆ แล้วที่อยากได้มากที่สุดในอนาคตคือแบรนด์ Herman Miller อยากให้แบรนด์ยักษ์ใหญ่ 3 แบรนด์มาอยู่ในโชว์รูมเลย” สยามเล่าถึงความฝันที่เขากำลังพยายามหาลู่ทาง เพื่อให้ร้าน Gaoii มีเก้าอี้มือหนึ่งจากแบรนด์ระดับโลกอย่างครบถ้วน 

ตอนนี้ ร้าน Gaoii มีเก้าอี้มือหนึ่งจาก Steelcase, Humanscale, ITOKI ขาดแต่เพียง Herman Miller ที่มีเก้าอี้มือสอง (แต่สภาพยังดีมาก ๆ) แทน

ตัวเลือกเหล่านี้ทำให้ลูกค้ากว่า 80% ที่เดินเข้าร้าน Gaoii ตัดสินใจซื้อกับที่นี่ และยังเอาไปบอกต่อ จนหลายครั้งคิวการปรึกษาที่ร้านเต็มยาวทั้งอาทิตย์เลยทีเดียว

นอกจากนี้เขายังมีแผนที่จะขยายร้าน Gaoii ในอนาคต โดยใช้พื้นที่ชั้นสองเปิดขายเฟอร์นิเจอร์เพื่อสุขภาพประเภทอื่น ๆ อีกด้วย ซึ่งบอกเลยว่าถ้าเปิดเมื่อไหร่ เราจะขอเป็นคนแรกที่เข้าไปลองอย่างแน่นอน

Gaoii ร้านเก้าอี้สุขภาพของอดีตนักกีฬายูโดทีมชาติ ไม่ขายเก้าอี้ทำงานแพงที่สุดหรือได้กำไรมากที่สุด แต่จบปัญหาจากการนั่งทำงานเฉพาะบุคคลได้

Lessons Learned:

  • สำหรับการทำธุรกิจ การได้ลงมือทำและลองผิดลองถูกเองนั้นสำคัญมาก เพราะถ้าไม่ลงมือทำเอง เราอาจจะเป็นได้แค่ร้านธรรมดาทั่ว ๆ ไป ไม่ได้มีโอกาสมาฟังปัญหาจากลูกค้าและเข้าใจเขาจริง ๆ
  • การทำธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพ จะต้องขายความจริงและซื่อสัตย์กับลูกค้า เพราะถ้าเขาใช้บริการเราแล้วยังมีปัญหาด้านสุขภาพอยู่ เราก็เป็นเหมือนส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาสุขภาพไม่ดีขึ้น
  • ถ้าทำธุรกิจอย่างจริงใจและมีคุณภาพที่ดี จึงจะสามารถซื้อใจลูกค้าและทำให้ลูกค้าบอกต่อได้

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load