27 มิถุนายน 2565
7 K

สุนัขเผลอกินกระดูกทำอย่างไร วัคซีนแมวควรฉีดตอนไหน มีอะไรบ้าง เชื่อว่าบรรดาทาสคงเคยเสิร์ชหาข้อมูลเหล่านี้บนอินเทอร์เน็ตเพื่อคลายสงสัย

แต่นกลูกป้อนควรกินอาหารที่อุณหภูมิเท่าไหร่ ซังข้าวโพดเหมาะสำหรับการเลี้ยงเม่นแคระหรือไม่ ให้หนูแกสบี้กินแต่ผักสดได้ไหม

ในอดีต ค้นหาคำถามเหล่านี้ไป ก็อาจได้คำตอบจากแอดมินกลุ่มหรือเจ้าของฟาร์ม มากกว่าหมอผู้เชี่ยวชาญสัตว์พิเศษ เพราะจำนวนหมอมีน้อยกว่าความต้องการ และใช่ว่าหมอทุกคนจะมีช่องทางการสื่อสารเป็นของตนเอง

นสพ.กฤตชัย ฉัตรเจริญสุข หรือ หมอหมู เจ้าของเพจ ‘Dr.monsters หมอสัตว์ประหลาด บอกกับเราว่า เขาเริ่มต้นแบบคนไม่มีความรู้เรื่องการทำเพจ หวังเพียงเผยแพร่ความรู้ที่ถูกต้องให้กับคนเลี้ยงสัตว์พิเศษเท่านั้น ในฐานะคนรักสัตว์เหมือนกันที่คลุกคลีกับความแปลกมาตั้งแต่แมลง ปูนา ยันกิ้งก่าทะเลทราย

เริ่มเรียนหมอตอนอายุ 28 สู่เพจ Dr.monsters หมอสัตว์ประหลาด ผู้อาสาทำปากใหม่ให้นกฟรี
เริ่มเรียนหมอตอนอายุ 28 สู่เพจ Dr.monsters หมอสัตว์ประหลาด ผู้อาสาทำปากใหม่ให้นกฟรี

aka หมอสัตว์ประหลาด

“หมอทำคอนเทนต์ไม่เป็นหรอก ไม่มีเวลาทำโปสเตอร์ ไม่มีคนช่วยทำด้วย เราทำง่าย ๆ ไลฟ์สด คุยกันเหมือนเพื่อน อาการนกเป็นแบบนี้คืออะไร ให้ความรู้ที่คนเข้าใจผิดแล้วทำให้คุณภาพชีวิตสัตว์แย่ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมต้องมีเพจหมอสัตว์ประหลาด”

ท่ามกลางยุคสมัยที่ทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้หมดทั้งจริงและเท็จ หมอหมูเสนอแนะว่า การที่คุณหมอหรือโรงพยาบาลสัตว์ที่มีความชำนาญออกมาให้ความรู้ ถือเป็นประโยชน์โดยตรงต่อตัวคนเลี้ยง เพราะคุณภาพชีวิตสัตว์จะดีขึ้นแน่นอน

แรกเริ่ม หมอหมูให้ความรู้เรื่องนกเพียงอย่างเดียว เพราะความชอบส่วนตัว ต่อมาเริ่มมีเรื่องราวของสัตว์พิเศษชนิดอื่น จากการตระเวนรักษาแบบพาร์ตไทม์ตามโรงพยาบาลสัตว์ต่าง ๆ จนก้าวใหม่ของชีวิตนำพาให้หมอหมูเปิด ‘โรงพยาบาลสัตว์อเมโซเนีย’ ย่านมีนบุรีเป็นของตัวเอง ภาระงานที่หนักขึ้นจึงทำให้มีเวลาไลฟ์สดน้อยลงตามไปด้วย

สำหรับหมอ การไลฟ์สดไม่ใช่แค่นั่งเล่าเรื่องให้ฟัง แต่ต้องมีเวลาทำการบ้าน เตรียมข้อมูลอย่างดี มีการพิสูจน์หลักฐาน เพราะเป็นการถาม-ตอบโดยทันทีกับคนเลี้ยงที่ร้อนใจ และหมอเองก็ทราบว่า คำแนะนำจากปากหมอแต่ละครั้ง อาจกระเทือนถึงคนอื่นบ้างไม่มากก็น้อย เช่น อันตรายที่เกิดจากอาหารบางยี่ห้อ อาจส่งผลกระทบถึงผู้ประกอบการ

แต่อย่าเพิ่งคิดว่าเรื่องราวในเพจ Dr.monsters หมอสัตว์ประหลาด จะเต็มไปด้วยศัพท์วิชาการ ปัญหาการผ่าตัด หรือรูปสัตว์ที่ไม่น่าดู หมอหมูเองก็ไม่อยากลงรูปที่เครียดเกินไป ตลอดการเดินทางร่วม 2 ปีของเพจนี้ เขาจึงลงรูปน่ารักขำขันของเด็ก ๆ ให้ได้ยิ้มประจำวันมากกว่า 

แม้ยอดไลก์หลักหมื่นจะดูน้อยในสายตาใครหลายคน แต่หมอหมูก็คร่ำหวอดในวงการสัตว์ชนิดพิเศษ จนผู้คนรู้จักเขาในนาม ‘หมอสัตว์ประหลาด’ มากกว่าชื่อจริงของเขาเสียอีก

เริ่มเรียนหมอตอนอายุ 28 สู่เพจ Dr.monsters หมอสัตว์ประหลาด ผู้อาสาทำปากใหม่ให้นกฟรี

ส่วนที่มาที่ไปของ aka หมอสัตว์ประหลาด เป็นเรื่องที่ยังไงก็ต้องถามให้หายข้องใจ หมอหมูเล่าให้ฟังว่า เขาไม่ใช่คนตั้งชื่อ

“เราเลี้ยงสัตว์เยอะมากตั้งแต่เด็ก ที่บ้านคือสารพัดสัตว์ เพื่อนที่รู้จักกันมานานชอบบอกว่าเราเอาสัตว์ประหลาดมาเลี้ยงอีกแล้ว ทั้งตั๊กแตน จิ้งหรีด กบ ปู ปลากัด กระรอก ฯลฯ งั้นก็ชื่อหมอสัตว์ประหลาดไปเลย มันสะท้อนภาพตัวเราออกมาได้ชัดที่สุดว่า ไอ้คนนี้มันชอบเลี้ยงสัตว์หลาย ๆ อย่าง”

สมัยนั้น หมอหมูเลี้ยงสัตว์โดยไม่มีข้อมูลอะไรเลย แม้แต่ข้อมูลของสุนัขและแมวก็ยังหาแทบไม่ได้ ไม่ต้องไปพูดถึงสัตว์เอ็กโซติกอื่น ๆ พอโตขึ้นมาหน่อย ข้อมูลของเพื่อน 4 ขาก็มีเพิ่มมากขึ้นตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป แต่ข้อมูลของสัตว์พิเศษ ทั้งสัตว์เลื้อยคลาน สัตว์น้ำ สัตว์ปีก หรือแมลง ยังคงหายาก

ถ้ากำลังคิดว่า อ๋อ เพราะเหตุนี้ที่ทำให้หมอหมูตัดสินใจเรียนสัตวแพทย์โดยทันทีล่ะก็ ผิดถนัด

เขาคว้าปริญญาใบแรกจากการเรียนเศรษฐศาสตร์ แล้วต่อโท MBA บริหารธุรกิจเป็นปริญญาใบที่สอง ประกอบอาชีพเพาะฟาร์มสัตว์เลี้ยงอีกนานนับสิบปี ก่อนค้นพบว่าเพื่อนร่วมทางที่อยู่กับเขามาตั้งแต่ยังอ่านหนังสือไม่แตกและไม่เคยห่างหายไปไหน คือสัตว์ตัวน้อยใหญ่

นั่นคือตอนที่เขากลับไปเป็นนักศึกษาอีกครั้งในวัย 28 ปี

เปิดเทอม

‘จุดเปลี่ยนชีวิต’ คือ วันที่แมวของเขาล้มป่วยเป็นโรคช่องท้องอักเสบ หมอบอกว่าคงอยู่ได้ไม่ถึง 1 สัปดาห์ เขาทำทุกวิถีทาง ศึกษาข้อมูล สั่งยาราคาแพงจากต่างประเทศ จนยื้อชีวิตน้องแมวได้นานถึง 2 เดือน แต่กฤตชัยกลับคิดว่า หากมีความรู้มากกว่านี้ ทำเต็มที่มากกว่านี้ เหตุการณ์อาจไม่ลงเอยแบบนี้ก็เป็นได้

“จากบรีดเดอร์ เรากลับไปเรียนปริญญาตรีสัตวแพทย์ตอนอายุ 28 ปี ในขณะที่น้อง ๆ คนอื่นอายุ 18 ระยะเวลาเรียน 6 ปีเท่ากัน

“เราจอดรถอยู่หน้าอาคารเรียนตั้งแต่เที่ยงยัน 4 โมงเย็น เห็นเด็ก ๆ ใส่ชุดนักเรียนไปรายงานตัว คิดเลยว่าถ้าจะต้องอยู่กับน้อง ๆ พวกนี้อีก 6 ปี เราคิดถูกไหม ใครก็บอกว่าเราบ้า แล้วจะเอาเวลาที่ไหน เพราะมันต้องเรียนฟูลไทม์ เช้าจนเย็น ต้องไปฝึกงานตามศูนย์ต่าง ๆ ฟาร์มก็ยังทำอยู่ แต่เป้าหมายของเราคือเป็นหมอที่รักษาสัตว์ชนิดพิเศษ มันชัดเจนมาตั้งแต่วันแรกที่ก้าวขาเข้าไปเรียน”

เริ่มเรียนหมอตอนอายุ 28 สู่เพจ Dr.monsters หมอสัตว์ประหลาด ผู้อาสาทำปากใหม่ให้นกฟรี
เริ่มเรียนหมอตอนอายุ 28 สู่เพจ Dr.monsters หมอสัตว์ประหลาด ผู้อาสาทำปากใหม่ให้นกฟรี

ไม่ใช่เรื่องง่ายกว่าจะเป็นหมอหมูได้อย่างทุกวันนี้ จากการเริ่มต้นช้ากว่าใคร ต้องพยายาม ขวนขวาย เสียสละมากขึ้นเพื่อให้เป็นดังใจหวัง การเรียนการสอนสัตวแพทย์ในไทยก็มุ่งเน้นไปที่สัตว์ 2 ประเภทคือ หนึ่ง ปศุสัตว์ เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย สุกร ไก่ สอง คือ สัตว์เล็กที่ได้รับความนิยมอย่างสุนัขและแมว เท่ากับว่าใครสนใจสัตว์พิเศษ ก็ต้องไปศึกษาต่อหรือหาประสบการณ์จากการทำงานเพิ่มเติมอีกหลายปี

แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นแรงผลักดันให้หมอหมูไม่เหนื่อยยากเกินไป คือความหลงใหลสัตว์เอ็กโซติกที่สอนกันไม่ได้

“การจะเป็นหมอรักษาสัตว์ชนิดหนึ่งได้ดีและรู้จริง ต้องมีความชอบเป็นพื้นฐาน จะเอาแค่ความคิดว่า หมอนกมีน้อยเลยอยากเป็น มันไม่เพียงพอ มันขาดความอิน

“เพราะความอินจะทำให้เราศึกษาค้นคว้าตั้งแต่ยังไม่ได้เรียนด้วยซ้ำ ช่วยให้คนที่เป็นหมอมีความอยากรู้ มีความพยายาม บางทีแค่ได้ยินเสียงนกในโรงพยาบาล เราอยู่ในห้องตรวจ ก็บอกได้เลยว่าเป็นนกชนิดอะไร ใครเอาซันคอนัวร์ กรีนชีค นกอเมซอน แอฟริกันเกรย์ มารักษา มันเป็นความรู้สึกที่เราอธิบายไม่ได้ 

“บางคนคิดว่าเราบ้าหรือประหลาด แต่มันเป็นความหลงใหลของเรา แค่ได้ยินเสียงก็บอกได้แล้ว ซึ่งคนที่ชำนาญกว่านี้ เขาบอกได้ด้วยซ้ำว่าเป็นนกเพาะพันธุ์หรือนกป่า”

เริ่มเรียนหมอตอนอายุ 28 สู่เพจ Dr.monsters หมอสัตว์ประหลาด ผู้อาสาทำปากใหม่ให้นกฟรี

หลังผ่านความยากลำบากมามาก เราถามหมอหมูว่า จำครั้งแรกที่สวมเสื้อกาวน์สีขาวในฐานะสัตวแพทย์ได้ไหม คาดหวังคำตอบว่าคนที่ทุ่มเทอย่างหนักเพื่อให้ได้มาคงต้องประทับใจไม่รู้ลืม แต่หมอหมูตอบตรงกันข้าม

เขาไม่ได้มองว่าความเป็นหมอขึ้นอยู่กับเสื้อกาวน์หรือเครื่องแบบอื่นใด วันที่มีความหมายกับชีวิตกลับเป็นวันแรก ๆ ที่เริ่มงาน คนไข้ของเขาคือแมวตัวหนึ่งกับคุณป้าที่ร้องไห้ฟูมฟาย เพราะกลัวว่าก้อนเนื้อที่นมแมวจะเป็นมะเร็งร้าย

“พอหมอตรวจ สรุปว่าน้องเป็นเต้านมอักเสบ เราบอกให้คุณป้าใจเย็น ๆ ฉีดยาให้น้อง เอายาไปกิน 1 สัปดาห์ต่อมา คุณป้าเข้ามากอดเราและร้องไห้ที่น้องหายแล้ว ซึ่งสิ่งที่เราทำไม่มีอะไรซับซ้อนเลย ก็แค่เต้านมอักเสบ แต่คุณค่าในเรื่องของจิตใจมันมหาศาลมาก เรารู้สึกมีค่าที่ทำให้สัตว์และเจ้าของได้พ้นทุกข์ ยิ่งอยากเป็นหมอที่ดี”

คืนปากให้หนูหน่อย

ยอมรับว่าตกใจในตอนแรกที่ทราบว่าหมอหมูทำงานได้เพียง 5 ปี แต่ความอินจากแววตาและเรื่องราวความพยายามอย่างหนัก ทำให้หมอหมูเป็นชื่อแรก ๆ ที่คนเลี้ยงนกมักนึกถึงเมื่อนกมีอาการเจ็บป่วย โดยเฉพาะกับปากนก

ขออธิบายคร่าว ๆ ถึงตัวโครงการที่พาให้เราได้รู้จักกับหมอสัตว์ประหลาดอย่าง ‘#คืนปากให้หนูหน่อย’ สำหรับคนที่ไม่ได้เลี้ยงสัตว์หรือไม่รู้ว่าจะงอยปากของนกสำคัญอย่างไร

นกใช้ปากเหมือนที่เราใช้มือ ใช้หยิบจับอาหาร สัมผัส ปีนป่าย ถ้านกไม่มีปาก ก็เหมือนอยู่โดยปราศจากมือ เจ้าของต้องคอยป้อนอาหารเหลวให้กินไปตลอดชีวิต ตัวนกเองก็ทรมาน เจ้าของก็มีภาระให้ต้องเหนื่อยเพิ่ม

ค่าใช้จ่ายในการทำปากนกสูงมาก คล้ายกับการทำรากฟันเทียมในคน หมอหมูจึงสร้างโครงการนี้ขึ้นมาเพื่อคืนปากให้นกโดยไม่คิดเงินสักบาท ไม่รับบริจาคหรือตั้งกองทุน เลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ในแบบทันตกรรมของคนทั้งหมด เคสหนึ่งใช้เวลาพักฟื้นอยู่ที่อเมโซเนียนาน 7 – 10 วัน เหมือนแอดมิทอยู่โรงพยาบาลก็ว่าได้ เพื่อให้นกทุกตัวที่ปากมีปัญหา ได้กลับไปใช้ชีวิตปกติสุขอย่างที่ควรจะเป็น

เรื่องเล่าสัตว์แปลกของคนรักสัตว์ ผู้ผันตัวจาก ป.โท MBA มาเรียนสัตวแพทย์ตอนอายุ 28 เพื่อรักษาสัตว์ที่ผูกพันมาทั้งชีวิต
เรื่องเล่าสัตว์แปลกของคนรักสัตว์ ผู้ผันตัวจาก ป.โท MBA มาเรียนสัตวแพทย์ตอนอายุ 28 เพื่อรักษาสัตว์ที่ผูกพันมาทั้งชีวิต

“เมื่อก่อนไม่คิดว่าจะมีเยอะ คิดว่ามีนิดเดียว แต่กลายเป็นว่าเคสเยอะมาก ต่อคิวกันยาว 6 เดือน คนที่พานกมาทำปาก เขาร้องไห้ เสียใจมาก พอวันที่เขาได้น้องกลับ ก็ร้องไห้อีก เพราะดีใจมาก

“เคสกลับไปแล้ว เรายังนั่งยิ้มอยู่คนเดียว ดูคลิปจากแม่ ๆ ว่าเด็ก ๆ ใช้ชีวิตยังไง เปลี่ยนไปแค่ไหน หมอได้คำอวยพร ได้กำลังใจเยอะมาก เวลาเราทำงานเหนื่อย พอเจอความรู้สึกแบบนี้มันหายเหนื่อยนะ งานเรามีค่ามากกว่าเงินที่ได้เสียอีก เหมือนเป็นพลังให้เราได้ช่วยต่อไปเรื่อย ๆ

“มีคนพูดเยอะแยะมากว่า ทำฟรีต้องใช้ของไม่ดีชัวร์เลย บอกเลยว่าไม่ใช่สำหรับหมอ เพราะเราอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ให้อะไรกลับคืนสู่สังคม”

หมอหมูเล่าว่า มีเจ้าของเดินทางมาไกลจากทั่วทุกภาคในประเทศ ขับรถมาจากเชียงใหม่ อุบลราชธานี หรือกระบี่ก็มี เจอเคสยาก ๆ จนนั่งคุยกับทีมว่าจะทำได้ไหมก็บ่อยครั้ง แต่ต้องลองดูสักตั้ง แก้โจทย์ปัญหาที่ว่ายากให้ทำได้ขึ้นมา สมกับความตั้งใจของพ่อแม่ที่อยากให้นกน้อยกลับไปหายดี สถิติตั้งแต่ทำมาจึงยังไม่มีเคสไหนที่ไม่ฟื้น

แต่ปัญหาหนึ่งที่พบเจอบ่อย คือ เจ้าของจะไม่กล้าเล่ารายละเอียดให้ฟังทุกอย่างเพราะกลัวหมอดุ ในมุมหมอคือยิ่งได้ข้อมูลเยอะ ก็ยิ่งเป็นผลดีต่อการรักษา การสร้างบรรยากาศที่ดีและพูดคุยตามประสาคนเลี้ยงสัตว์เหมือนกัน จึงเป็นทางออกของเรื่องนี้ที่หมอหมูใช้เป็นประจำ

ความใส่ใจของหมอสัตว์ประหลาดนี้เอง ทำให้เขาเป็นหมอที่ใช้เวลาตรวจนานและอธิบายยาวมาก หมอแต่ละคนมีลักษณะนิสัยแตกต่างกันไปก็จริง บางคนพูดเยอะ บางคนไม่ชอบพูด แต่หมอหมูเลือกที่จะให้ความรู้โดยไม่กั๊ก เพื่อให้เจ้าของกลับไปดูแลเด็ก ๆ ที่บ้านได้อย่างถูกวิธี

เรื่องเล่าสัตว์แปลกของคนรักสัตว์ ผู้ผันตัวจาก ป.โท MBA มาเรียนสัตวแพทย์ตอนอายุ 28 เพื่อรักษาสัตว์ที่ผูกพันมาทั้งชีวิต

เรื่องไม่หมู

ก่อนที่หมอทุกคนจะรักษาสัตว์พิเศษ จะต้องรักษาสุนัขและแมวได้เป็นพื้นฐาน หัตถการบางอย่างของพวกมันใหญ่กว่าสัตว์เล็กจนคาดเดาไม่ได้ เช่น การแทงเส้นขนาดเล็กเท่าเส้นผมเพื่อเจาะเลือดนก ต้องใช้กล้องหรือแว่นขยายในการทำงาน ไม่มีโอกาสพลาดแม้แต่ครั้งเดียว พื้นที่การทำงานก็ค่อนข้างเล็ก ต้องอาศัยความละเอียดอ่อนและสมาธิเป็นอย่างมาก วัสดุอุปกรณ์ก็ไม่เอื้ออำนวยทั้งหมด เพราะส่วนมากถูกออกแบบมาให้สุนัขและแมว

หมอจึงต้องรับบทเป็นนักประดิษฐ์ในหลาย ๆ เคส อย่างเต่าเดินไม่ได้ ก็ต้อง DIY ล้อให้สไลด์ไปแทน หรือปลาที่ตัวจม ไม่ลอยน้ำ ก็ต้องทำห่วงยางติดเอาไว้ที่หลัง แม้กระทั่งการประยุกต์ใช้ผ้าปิดปากที่เราใส่กันอยู่ทุกวัน ทำเป็นเปลช่วยพยุงให้กับนกที่กำลังเข้าเฝือก พอมีเพจเป็นช่องทางในการสื่อสาร พ่อ ๆ แม่ ๆ ก็ทำตามได้สบาย

แต่การเป็นหมอย่อมไม่พบแต่ความสุขสมหวังเป็นธรรมดา ไม่ได้มีแต่รอยยิ้มหรือน้ำตาแห่งความปลื้มปิติ เราขออนุญาตถามหมอหมูต่อว่า คนที่มีสัตว์เลี้ยงอยู่ในทุกช่วงเวลาของชีวิตอย่างเขา รับมือกับความสูญเสียระหว่างทางอย่างไร

“เมื่อก่อนเรารู้สึกแย่มาก คนในสายงานนี้ต้องทำใจให้ได้ แต่ไม่ใช่ไม่มีหัวใจนะ เพราะว่าทุกครั้งเราต้องรู้ตัวว่า เราไม่ใช่เทวดาที่จะช่วยได้ทุกชีวิต แต่สำหรับทุกชีวิตที่รอดได้ เขาก็ควรจะต้องรอด

“ในบางกรณีที่เรามองว่า น้องสุขภาพดีพอที่จะวางยาสลบ แต่น้องกลับไม่ฟื้นขึ้นมา แบบนี้เหมือนฟ้าผ่าเราเลย ทั้งหมอ ทั้งทีม เรารู้สึกแย่มากทุกคน แต่ต้องบอกว่ามันเหมือนเครื่องบินตก เราไม่รู้ว่าเครื่องบินจะตกเมื่อไหร่ แต่ถ้าตกก็ตก ซึ่งมันก็ไม่ได้ตกบ่อย

“แต่พอเอาเข้าจริง ถ้าเป็นสัตว์ของตัวเองที่ต้องผ่าตัด หมอก็ให้คนอื่นทำให้นะ (หัวเราะ) หมอไม่ทำเอง เรากลัวมากเวลาเป็นลูกเรา รู้สึกประหม่าและกังวล ตัดสินใจเลยว่าถ้าเป็นลูกเรา ก็ให้รุ่นน้องหรือเพื่อนช่วยผ่าให้ที”

หมอหมูมองว่า ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาจะเป็นประสบการณ์ที่ทำให้ระมัดระวังมากขึ้น มีหลายครอบครัวยินยอมให้ชันสูตรเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง กลายเป็นองค์ความรู้ช่วยเหลือสัตว์ตัวต่อ ๆ ไปได้ทันเวลา ปัจจุบันโรงพยาบาลสัตว์อเมโซเนียเองก็มีโครงการประสานงานกับมหาวิทยาลัย นำร่างน้องที่เสียชีวิตไปเป็นอาจารย์ใหญ่ให้นักศึกษาสัตวแพทย์ได้ใช้เรียน

“คนที่จะมาเป็นหมอรักษาสัตว์ ต้องมีจิตใจที่เมตตาก่อน ต้องมีความรู้สึกอยากช่วยเป็นที่ตั้ง เราก็มีคิดเรื่องเงินนะ แต่จุดยืนของเราคืออะไร เราอยากทำเพื่อธุรกิจ หรือคิดว่าเราอยากอุทิศตัว ช่วยทั้งเจ้าของและตัวสัตว์ มันเป็นคนละแบบ

“อาชีพเราไม่ได้เงินเยอะ ถ้าอยากได้ มีอีกหลายอาชีพที่ง่ายกว่า สบายกว่า อยากให้เข้ามาเป็นหมอเพื่อช่วยสัตว์จริง ๆ”

ก่อนจากกัน เราชวนให้หมอสัตว์ประหลาดผู้อุทิศตนทิ้งท้ายสั้น ๆ ว่า อะไรคือความพิเศษของสัตว์ชนิดพิเศษที่เขารักและหลงใหลมาทั้งชีวิต

“หมอก็ไม่รู้ใครให้คำจำกัดความคำว่า ‘เอ็กโซติก’ สำหรับหมอ มันก็ไม่ได้พิเศษกว่าสัตว์ชนิดอื่น ทุกสัตว์มีความน่ารักในตัวเองเหมือนกัน นกก็คือนก ปลาก็คือปลา กระรอกก็คือกระรอก กระต่ายก็คือกระต่าย อยากให้ใช้คำว่า ‘สัตว์เลี้ยง’ มากกว่าด้วยซ้ำ เพราะความพิเศษของพวกมัน ก็คือความธรรมดานี่แหละ”

เรื่องเล่าสัตว์แปลกของคนรักสัตว์ ผู้ผันตัวจาก ป.โท MBA มาเรียนสัตวแพทย์ตอนอายุ 28 เพื่อรักษาสัตว์ที่ผูกพันมาทั้งชีวิต

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

เมื่อวันก่อน (24 สิงหาคม 2565) หลายคนคงโยกกันจนเอวเคล็ดกับเพลง bad guy ในคอนเสิร์ตของ Billie Eilish 

ถัดไปก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน San Cisco วงดังจากออสเตรเลีย ก็บินลัดฟ้ามาเล่นคอนเสิร์ตนอกประเทศในรอบ 3 ปีที่งาน Maho Rasop Experience #1 

มีคนน่าอิจฉาจำนวนมากที่ได้ดูศิลปินโปรดสมใจในประเทศบ้านเกิด

แต่มีคนอีกจำนวนหนึ่งที่ชอบโกงกาลเวลา ด้วยการบินไปดูด้วยตาที่ประเทศอื่นเสียเลย!

ก่อนอื่น ต้องบอกว่าบทความชิ้นนี้มีต้นเรื่องเป็นบุคคลนิรนาม สารภาพอย่างสัตย์จริงว่าแม้เราจะพูดคุยกับเขา เขียนเรื่องของเขา เราเองก็ยังไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร มีหน้าค่าตาอย่างไร นอกเสียจากนามแฝง ‘เฮีย’ ที่บรรดาคนฟังดนตรีในยุคนี้น้อยนักจะไม่เคยได้ยินชื่อ

ใบ้ให้นิดหน่อยก็แล้วกันว่า คนคนนั้นเป็นเจ้าของเพจ H… #กรุงเทพเมืองคอนเสิร์ต #ไทยแลนด์แดนเฟสติวัล

หากย้อนกลับไปหลายปี สมัยที่เพจของเขาเพิ่งตั้งไข่ การรีวิวเทศกาลดนตรีต่างประเทศถือเป็นเรื่องใหม่มาก ตั้งแต่ตีตั๋วเข้าไปดู จนถึงประสบการณ์ติดมือกลับบ้าน ถึงวันนี้ ต้องยอมรับว่าเขากลายเป็นเพจเกี่ยวกับคอนเสิร์ตแถวหน้าที่เก่งนักเรื่องสปอยล์ให้ใจเต้น จนต้องขอร้องว่าช่วยพอได้แล้ว

สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าการคาบข่าวมาบอกประหนึ่งวงใน คือความรักในเสียงเพลงและเรื่องเล่าผ่านเพจ ที่นำพาให้เขาได้รับเลือกเป็นสื่อคนเดียวของไทย ในเทศกาลดนตรีระดับโลกอย่าง Glastonbury Festival 2022

คุยกับเฮียเพจ hear and there ดูโชว์มากสุด 300 ศิลปินต่อปีจนถึงวันที่ได้บัตร Glastonbury
คุยกับเฮียเพจ hear and there ดูโชว์มากสุด 300 ศิลปินต่อปีจนถึงวันที่ได้บัตร Glastonbury

The less I know the better

เราเริ่มต้นด้วยการขอให้ปลายสายแนะนำตัวเอง ไม่ใช่ชื่อจริง-นามสกุล แต่ในฐานะ ‘เฮีย แห่งเพจ hear and there’

ความจริงคือเขาไม่ได้ตั้งใจจะเป็น เฮีย ของทุกคนตั้งแต่แรก แต่เกิดจากบรรดาลูกเพจที่มอบฉายานี้ให้กับเขา เพี้ยนมาจากการเรียกสั้น ๆ ว่า เพจเฮีย

ส่วนที่มาก็ตรงตามความหมาย Hear คือการฟังเพลง There คือหลังฟังเสร็จแล้ว เขาก็จะไปดูคอนเสิร์ต 

เป็นธรรมดาที่ทุกเพจจะมีช่วงที่กราฟนิ่ง ๆ ไม่ค่อยขยับ ไม่ค่อยเป็นที่พูดถึง เขาเลยหยิบฉายานี้มาสร้างคาแรกเตอร์ให้ตัวเอง มีการตั้งสเตตัสชวนลูกเพจพูดคุยกันมากขึ้น ต่างจากตอนแรกที่จะเป็นเพจรีวิวเทศกาล และคอยอัปเดตข่าวสารดนตรีต่างประเทศเท่านั้น

เมื่อถามว่าเขารู้สึกยังไงที่ต้องใช้ชีวิตภายใต้นามแฝงนี้ 

“เราเป็นลูกคนจีน ปกติญาติพี่น้องก็เรียกเฮียอยู่แล้วครับ” คำตอบของเขาพาเราหัวเราะตามไปด้วย 

“รู้สึกว่ามันดูเป็นกันเอง ทุกวันนี้ก็ชอบมีลูกเพจเหงาแล้วทักมาคุยแชทเยอะมาก บางคนอยากไปเฟสติวัลไหนก็ส่งมาถามว่าเฮียเคยไปไหม เข้ามาปรึกษาปัญหาความรักก็มี (หัวเราะ) เราได้ลูกเพจเป็นเพื่อนเยอะเหมือนกัน จริง ๆ ก็ให้อารมณ์เหมือนเราเป็นดีเจออนไลน์”

เป็นเวลากว่า 4 ปีแล้วที่เพจถือกำเนิด จากคำชักชวนของเพื่อนที่เห็นเขาตระเวนดูคอนเสิร์ตอย่างบ้าคลั่ง แบบที่ไม่สมควรเก็บเรื่องเล่าไว้กับตัวเพียงคนเดียว บวกกับเชื้อไฟอีกอย่างคือความขี้เกียจตอบคำถามรายบุคคล ก็เปิดเพจเล่า How to ไปเทศกาลมันให้รู้แล้วรู้รอด

เฮลโหลลลลลล ตื่นเต้นมาก อีกแป๊ปก็จะถึง Coachella อีกแล้ว ปีนี้ Weekend 1 จัดวันที่ 13-15 เมษา ส่วน Weekend 2 วันที่…

โพสต์โดย hear and there เมื่อ วันพุธที่ 28 มีนาคม 2018

Feels like we only go backwards

ในยุคแรกเพจของเขาจึงเต็มไปด้วยเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ต้องใช้เงินเท่าไร เดินทางไปยังไง มีอะไรอร่อยที่ไม่ควรพลาด สื่อสารกับคนที่รักการไปเทศกาลเช่นเดียวกับเขา รวมถึงคนที่ยังไม่บรรจุคอนเสิร์ตต่างประเทศเข้าไปในบักเก็ตลิสต์ เพราะสิ่งที่ได้กลับมาไม่ใช่แค่ความสนุกสนาน แต่วัฒนธรรมที่หลากหลายของแต่ละพื้นที่จะทำให้คุณมีประสบการณ์ชีวิต

จากนั้นไม่นาน โควิด-19 ก็เข้ามาทำให้การดูดนตรีหยุดชะงัก เป็นกิจกรรมท้าย ๆ ที่ถูกผ่อนปรนมาตรการด้วยซ้ำไป เฮียเล่าว่า 2 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงที่เขารู้สึกเหี่ยวแห้ง คอนเทนต์ในเพจจึงเหลือเฉพาะแค่การแนะนำเพลงใหม่ อัลบั้มใหม่ รวมถึงการ Live from Home

ตัดภาพมาปัจจุบัน เฮียลงเพจเกือบทุกวันราวกับอัดอั้น 

ไม่ว่าเมื่อไรที่คุณเลื่อนหน้าฟีดเฟซบุ๊ก คุณจะพบคอนเทนต์ของเขาเสมอ เฮียคงไม่รู้หรอกว่าเขาโด่งดังขนาดไหน แต่อิทธิพลและความน่าเชื่อถือของเขา ก็ทำให้ทั้งไทม์ไลน์สั่นสะเทือนเพียงบอกใบ้ศิลปินด้วยตัวอักษรแค่ 1 ตัวเท่านั้น 

เฮียยอมรับว่าเพจของเขาเดินทางมาไกลมากพอ ๆ กับกระแสความนิยมไปดูคอนเสิร์ตของคนไทยที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี

หากผู้อ่านเป็นคนที่กำลังติดตามเพจนี้อยู่ ไม่ต้องห่วง เราบอกเขาแล้วว่าให้หยุดประกาศ แต่เขาเองก็หยุดการมาของคอนเสิร์ตไม่ได้

“เรากำลังจะกลับไปเป็นเหมือนปี 2019 ที่คอนเสิร์ตในไทยพีกมาก ๆ มีคนที่ร้องโอดโอยว่าพอแล้ว ไม่ต้องมาแล้ว ซึ่งตอนนี้มันกำลังจะกลับไปเป็นแบบนั้น 

“ก่อนหน้านี้คอนเสิร์ตในไทยไม่ได้บูมขนาดนี้ เราคุยกับผู้จัดก็คือตั้งแต่เขาจัดมาเป็นสิบ ๆ ปี คอนเสิร์ตในไทยคือมาไกลมาก คนคงอยากไปเจอศิลปินที่ชอบ อยากไปฟังเขาร้องสด ๆ ไม่ได้อยากฟังเขาร้องดิจิทัลอย่างเดียว

“แต่เอาจริง ๆ เศรษฐกิจไทยไม่ได้เอื้ออำนวยให้มีคอนเสิร์ตได้เยอะ คนไม่ได้มีกำลังซื้อ เขาอาจจะชอบศิลปินทั้งหมดเลยที่มา แต่โอเค ฉันต้องเลือกเพราะมีเงินแค่นี้ ซึ่งถ้าประเทศไทยเศรษฐกิจดีหรือรัฐบาลสนับสนุนงบ คนในประเทศก็อาจจะไปดูคอนเสิร์ตมากขึ้นก็ได้” 

ขนาดว่าคนยังไม่มีกำลังซื้อ หลายคอนเสิร์ตในช่วงครึ่งปีหลังก็ขายบัตรหมดกันเทน้ำเทท่า ไม่แน่ใจว่าตัดสินใจถูกไหมที่ถามออกไป แต่ไหน ๆ ก็ได้คุยกับนักสปอยล์สักที เราใช้โอกาสนี้ถามเขาว่าช่วงสิ้นปียังเหลืออีกกี่คอนเสิร์ต 

อีกเป็น 10 ที่ยังไม่ประกาศคือคำบอกใบ้ของเขา พ่วงกับคำว่า “ก็น่ากลัวอยู่เหมือนกันครับ” ที่ทำให้คนฟังต้องกลับไปเช็กยอดเงินในกระเป๋า ติดตรงที่ของจริงมันจะไม่ใช่ปีนี้

“เราว่าปีนี้เผาหลอก ปีหน้าคือเผาจริง ศิลปินใหญ่ ๆ จะมาปีหน้าหมด” ฟังจบแล้วขอตัวไปปาดเหงื่อ 1 ที

คุยกับเฮียเพจ hear and there ดูโชว์มากสุด 300 ศิลปินต่อปีจนถึงวันที่ได้บัตร Glastonbury

Yes, I’m changing

เฮียบอกกับเราว่าเขาทำเพจนี้เพียงคนเดียว ทุ่มเทความสนใจทั้งหมดลงบนเพจ ถึงกับเลิกเล่นอินสตาแกรมส่วนตัวของตัวเองไปเลย 4 ปี

ชีวิตตอนนี้มอบให้ hear and there เลยเหรอ – เราถาม

“ใช่ครับ จริง ๆ เพจนี้สร้างอาชีพให้เรานะ เหมือน Love What You Do เราได้ร้านแผ่นเสียงมาจากการทำเพจ”

ที่พูดอย่างนั้นเพราะอีกขาหนึ่งนอกจากเป็นเฮียของทุกคนแล้ว เขายังเป็นพ่อค้าแผ่นเสียงร้าน h records ที่ก็ทำเองคนเดียวอีกเหมือนกัน ถือเป็นอาชีพท่อน้ำเลี้ยงให้ได้มีโอกาสไปดูดนตรีที่เขาใฝ่ฝัน และยังเป็นงานที่รายล้อมไปด้วยเสียงเพลงที่เขารัก ลำพังหวังพึ่งรายได้จากการทำเพจคงจะไม่พอ (แม้ตัวตนของเขาจะถูกปิดเป็นความลับก็จริง แต่หากเป็นเรื่องค้าขาย เขายินดีเปิดเผยเต็มที่)

“เราแทบไม่ได้เงินจากการทำเพจเลย เหมือนทุกอย่างเราทำเพราะความฝัน เพราะความรักทั้งนั้น 

“เราเป็นคนชอบฟังเพลงมาก ชอบไปคอนเสิร์ตมาก ชอบไปเฟสติวัลมาก ๆ คิดว่าเราทำเพจนี้ได้ไปจนตายเลย เพราะตอนนี้ชีวิตกำลังอยู่ในจังหวะที่โอเค พอมีรายได้จากการขายแผ่นเสียง แล้วก็ได้ไปเฟสติวัลที่อยากไป ได้ดูคอนเสิร์ตที่อยากดู ได้ฟังเพลงที่อยากฟัง ได้ใช้ชีวิตที่อยากใช้ คงไม่มีอะไรดีไปกว่านี้แล้ว”  

คุยกับเฮียเพจ hear and there ดูโชว์มากสุด 300 ศิลปินต่อปีจนถึงวันที่ได้บัตร Glastonbury
คุยกับเฮียเพจ hear and there ดูโชว์มากสุด 300 ศิลปินต่อปีจนถึงวันที่ได้บัตร Glastonbury

หลังคุยกันมาเนิ่นนาน ก่อนจะมาเป็นเฮียที่ฝันอยากดูคอนเสิร์ตไปจนวันตาย เราชวนเขาคุยถึงเด็กชายในความทรงจำจนได้ความว่า ตัวเขาในวัยเยาว์ก็หมดเงินไปกับซีดีเพลงและเทปเยอะมาก ราว ๆ 500 ชิ้น 

เฮียเป็นคนชอบฟังเพลงมาตั้งแต่มัธยม ฝึกทักษะภาษาอังกฤษจากการซื้อเทปเพลงสากลมาฟังแล้วแกะเนื้อเอง ถ้ายังนึกภาพไม่ออก ยุคนั้นเป็นยุคของ Spice Girls หรือ Radiohead หากมีโอกาสไปเจอศิลปินไทยที่ร้านทาวเวอร์เรคคอร์ดในตำนาน เขาก็ถือแผ่นซีดีไปขอลายเซ็นเหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วไป

“เราชอบดู Channel V ชอบโทรไปหาพี่ VJ ตะแง้ว ชอบฟังเพลง ชอบดูสถิติว่าเพลงไหนขึ้นอันดับ 1 แต่มาเริ่มดูคอนเสิร์ตจริง ๆ ตอนโตขึ้นหน่อยเพราะว่าไม่ได้มีเงิน แล้วก็ไป Fat Festival ไปคอนเสิร์ตเดี่ยวของศิลปินนู่นนี่ ตามกำลังทรัพย์”

ถึงเขาจะเริ่มจากการฟังเพลงไทย แต่สุดท้ายเขาก็สนใจเพลงสากลมากเป็นพิเศษ เราจะเห็นว่าเพจของเขาพูดถึงศิลปินต่างชาติเพียงเท่านั้น และหากนึกดูแล้ว ย่อมมีเพจเพลงไทยที่มีความรู้ลึกรู้จริงมากกว่าหลายเท่า คำแนะนำของเขาจึงเป็นการศึกษาและลงแรงลงใจอย่างเต็มที่ จนกว่าจะเก่งในเส้นทางของตัวเอง แล้วผลลัพท์ที่ได้ตามมาจะคุ้มค่า

ใครจะรู้ว่าคนที่กดบัตร Glastonbury เป็น 10 ปีไม่เคยได้ วันหนึ่งจะกลายเป็นสื่อไทยเพียงคนเดียวที่ได้รับคัดเลือกในเทศกาลระดับโลก 

คุยกับเฮียเพจ hear and there ดูโชว์มากสุด 300 ศิลปินต่อปีจนถึงวันที่ได้บัตร Glastonbury
คุยกับเฮียเพจ hear and there ดูโชว์มากสุด 300 ศิลปินต่อปีจนถึงวันที่ได้บัตร Glastonbury

Is it true

แทร็กที่ 4 ของ Tame Impala ในบทความนี้มีชื่อว่า Is it true

ส่วนความฝัน 10 ปีของนักดูดนตรีอย่างเฮียมีชื่อว่า Glastonbury เทศกาลดนตรีและการแสดงบนผืนหญ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งเกาะอังกฤษ 

คล้ายจะถามซ้ำอีกครั้งว่ามันเกิดขึ้นจริง ๆ ใช่ไหม

ระดับความยากของเทศกาลนี้มีการเปรียบเทียบอย่างติดตลก เช่น ว่ากันว่า ระหว่างเป็นศิลปินแล้วได้ไปแสดงในงาน กับเป็นคนธรรมดาที่กดบัตรเอง การเป็นศิลปินน่าจะมีโอกาสไปงานได้มากกว่า

เฮียเล่าให้ฟังว่าการกดบัตร Glastonbury นั้นยากเพราะเต็มไปด้วยขั้นตอนมากมาย จะต้องมีการลงทะเบียน ต้องอัปโหลดรูปถ่าย ต้องใส่หมายเลขที่ได้จากการลงทะเบียนก่อนสั่งซื้อ พอได้บัตรมาก็จะมีชื่อจริงกับรูปภาพของตนติดอยู่บนบัตร ทำให้เป็นเทศกาลที่รีเซลค่อนข้างยาก หรืออาจจะขายต่อไม่ได้ด้วยซ้ำ ยิ่งการสมัครขอบัตรในฐานะสื่อเฟซบุ๊กที่มียอดติดตามเพียง 6 หมื่น ณ ขณะนั้น ยิ่งเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อ

“ในใจคิดว่าไม่น่าได้” ถึงจะเป็นกังวล แต่เขาก็ถือคติไม่ลองไม่รู้

เขายื่นใบสมัครด้วยการบอกว่า hear and there เป็นสื่อออนไลน์ที่โดดเด่นเรื่องคอนเสิร์ตและเทศกาลดนตรี พร้อมแนบรีวิว Coachella Valley Music and Arts Festival, Fuji Rock Festival, Wanderland Festival รวมถึงเทศกาลต่าง ๆ ที่เขาเคยไปมาแล้วไม่ได้กลับมาด้วยมือเปล่า

“สุดท้ายเราก็เป็น Waiting List แล้วก็ได้มาแบบบังเอิญมาก วันที่เขาบอกคือ 13 พฤษภาคม แต่งานมีวันที่ 22 มิถุนายน ช่วงนั้นวีซ่าอังกฤษใช้เวลาขอนานกว่าปกติ คือได้วีซ่าก่อนไปแค่อาทิตย์เดียว ถือว่าฉิวเฉียดมาก เลยรู้สึกว่าเป็นความสำเร็จของเราระดับหนึ่งในฐานะสื่อที่ทำอยู่ตอนนี้”

จากคนที่แค่อยากเปิดเพจเพื่อแชร์เรื่องเล่าจากเทศกาลให้เพื่อนฟัง น่าสนใจว่าการได้รับคัดเลือกครั้งนี้ ทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองเติบโตขึ้นมากแค่ไหน เฮียตอบเราทันควันว่าการเข้าไปใน Press Tent ที่ Glastonbury เป็นการตอกย้ำว่าเขายังคงเป็นสื่อที่ตัวเล็กมากเหลือเกิน

คุยกับเฮียแห่งเพจ hear and there จากจุดเริ่มต้นนักไปเทศกาล จนถึงวันได้บัตร Glastonbury ที่กดยากสุดในโลกโดยไม่ต้องกดเอง
คุยกับเฮียแห่งเพจ hear and there จากจุดเริ่มต้นนักไปเทศกาล จนถึงวันได้บัตร Glastonbury ที่กดยากสุดในโลกโดยไม่ต้องกดเอง

“ในเต็นท์มี Press จากทุกที่ เช่น Rolling Stone, Time Magazine ทุกคนจริงจังมาก เขียนบทความกันรัว ๆ เดินออกไปถ่ายรูป แล้วก็เดินกลับมาเขียนใหม่ เขามืออาชีพมาก เลนส์กล้องยาวมาก เพราะมันเป็นงานใหญ่ ทุกคนก็ทุ่มสุดตัว เพื่อที่ปีต่อ ๆ ไปเขาจะได้มาอีก

“แต่คือเราไปจากไทย คิดไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าคงไม่มีเวลาทำคอนเทนต์ ไม่ลงเพลงใหม่ เอ็มวีใหม่ช่วงนั้นเลย เราก็ไม่ได้เอาคอมไปเพราะคงไม่ต้องใช้อยู่แล้ว อุปกรณ์ที่เราใช้ลงคอนเทนต์คือมือถือ มีแอบคิดในใจว่าทุกคนจะคิดว่ากูเข้ามาเล่นมือถือรึเปล่า แต่จริง ๆ แล้วกูมาทำงานนะ (หัวเราะ)”

แม้จะเดินทางไปเทศกาลมาแล้วหลายประเทศ เขาก็ยังคงตื่นเต้นเหมือนครั้งแรกที่ได้ไป ตามมาด้วยความตื่นตาตื่นใจสุดขีด เพราะ Glastonbury เป็นงานใหญ่ที่มีมากกว่า 100 เวที รวมถึงบาร์ลับ และกิจกรรมให้ร่วมสนุกอีกเยอะมาก ขนาดที่ว่าเดิน 5 วันก็ยังไม่ครบ จนเขายอมรับว่าคงต้องมาอีกสัก 3 รอบถึงจะไปได้ครบทุกโซน บรรยากาศภายในงานจึงเป็นสิ่งที่เขาคิดถึงมาจนถึงวินาทีที่เราสนทนากันอยู่

คุยกับเฮียแห่งเพจ hear and there จากจุดเริ่มต้นนักไปเทศกาล จนถึงวันได้บัตร Glastonbury ที่กดยากสุดในโลกโดยไม่ต้องกดเอง
คุยกับเฮียแห่งเพจ hear and there จากจุดเริ่มต้นนักไปเทศกาล จนถึงวันได้บัตร Glastonbury ที่กดยากสุดในโลกโดยไม่ต้องกดเอง

“คนไปมันเอ็นจอยมากเหมือนไปเพื่อซึมซับบรรยากาศ ไปเพื่อใช้ชีวิต ไม่ใช่แค่คอนเสิร์ตอย่างเดียว มีกิจกรรมเยอะแยะมาก มีโซน Kids ที่ทั้งโซนเป็นของเล่นเด็กให้พ่อแม่พาลูกไป คนอังกฤษที่พ่อแม่เคยพาเขาไปตั้งแต่เป็นเด็ก ตอนนี้โตขึ้นจนไปงานเองกันได้แล้ว งานนี้เหมือนเป็นประเพณีของประเทศ พวกเขาโตมากับเฟสติวัลนี้เลย”

แม้จะทุลักทุเล ผิดแผนไปบ้าง แต่เส้นทางความฝัน 10 ปีก็ลงเอยอย่างสวยงาม และเต็มไปด้วยความประทับใจที่คงลืมไม่ลงไปตลอดชีวิต

Apocalypse Dream

เราถามเขาว่าทำไมถึงหลงรักการไปดูคอนเสิร์ตขนาดนั้น เฮียตอบคำแรกว่าไม่รู้ ส่วนคำต่อมาคือประสบการณ์ที่เคยยืนดูศิลปินเล่นสดแล้วน้ำตาไหล เข้าใจว่าความตื้นตันพวกนี้คงอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ยาก

“บางทีถ้าเจอศิลปินร้องแย่ก็คือแย่ มันไม่ได้มีแค่ความรู้สึกดี ๆ ตลอดหรอก แต่การไปคอนเสิร์ตคือเราได้สัมผัสจริง ๆ ได้ไปเจอกับคนที่ชอบศิลปินเดียวกัน ได้ร้องเพลงได้แหกปากกับคนที่ร้องได้เหมือนกัน ยิ่งการไปเฟสติวัลต่างประเทศ เราก็จะได้ไปดูคอนเสิร์ตที่เราอยากดู ได้ไปเที่ยว ได้ประสบการณ์ใหม่ ๆ ได้ไปใช้ชีวิต ไปพบปะผู้คน”

นอกจากการไป Glastonbury ในฐานะสื่อที่เป็นความฝันสูงสุดแล้ว เป้าหมายใหญ่ ๆ ที่อยากท้าทายตัวเองเล่น ๆ ของเขา คือการออกจากบ้านไปดูเฟสติวัลรอบโลกตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 1 มกราคมของอีกปี 

เราฟังแล้วถึงกับบอกว่ามันบ้ามาก เขาเองก็เห็นอย่างนั้น พูดย้ำอยู่หลายครั้งว่ามันเป็นฝันลม ๆ แล้ง ๆ ที่คงไม่มีทางเป็นไปไม่ได้ในชีวิตนี้ สำหรับความฝันที่มีมูลค่าหลายล้านบาท กับเพจหนึ่งเพจที่ปราศจากรายได้ และความยุ่งเหยิงในชีวิตส่วนตัวที่เขาต้องรับผิดชอบทุกอย่างเพียงคนเดียว

อย่างน้อย เราก็ขอเป็นลูกเพจที่เอาใจช่วยให้เขาทำฝันเป็นจริงได้สำเร็จ ไม่แน่ว่าอนาคตในหลักหน่วยปีหรือสิบปีต่อไป เราอาจจะได้เห็นมหากาพย์การรีวิวเทศกาลทั่วโลกแบบที่คนในโลกเขาไม่คิดจะทำกัน 

และถ้าวันนั้น Tame Impala ยังคงเป็นศิลปินคนโปรดของเขาอยู่ แทร็กที่เราอยากมอบให้ก็คงเป็นเพลง Eventually

คุยกับเฮียแห่งเพจ hear and there จากจุดเริ่มต้นนักไปเทศกาล จนถึงวันได้บัตร Glastonbury ที่กดยากสุดในโลกโดยไม่ต้องกดเอง
คุยกับเฮียแห่งเพจ hear and there จากจุดเริ่มต้นนักไปเทศกาล จนถึงวันได้บัตร Glastonbury ที่กดยากสุดในโลกโดยไม่ต้องกดเอง

ก่อนจากกันเราขอชวนทุกคนทำความรู้จัก ‘เฮีย’ผ่าน 15 คำถามต่อไปนี้

‘เฮีย’ อายุเท่าไหร่

ชราแล้วครับ เริ่มยืนดูคอนเสิร์ตไม่ไหว

‘เฮีย’ อยู่ในวงการดนตรีรึเปล่า

มีคนเคยคิดว่าเฮียเป็นศิลปิน เป็นนักร้อง แต่ไม่ได้อยู่ในวงการครับ 

นิยามคนที่ชื่อ ‘เฮีย’ ใน 3 คำ

น่ารัก เป็นกันเอง ขี้เม้า

คิดว่า ‘เฮีย’ ในจินตนาการของลูกเพจเป็นยังไง

เป็นคนแก่ ๆ มีอายุระดับหนึ่งมั้งครับ 

ลูกเพจชอบส่งมาว่า เฮียขอกู้เงินหน่อยได้ไหม ชอบคิดว่าเฮียเป็นคนรวย มีเงินไปเที่ยว แต่จริง ๆ ไม่รวย เฮียก็เป็นคนปกติทั่วไปนี่แหละ เหมือนที่เขาชอบพูดกัน ใน IG ถ่ายรูปสวยแต่ชีวิตจริงกินมาม่า (หัวเราะ)

วงล่าสุดที่ฟังแล้วดีมาก ๆ จนต้องแชร์ให้โลกรู้

The Lazy Eyes เป็นวงที่กำลังมาจากออสเตรเลีย เพลงดี แต่ยังไม่ดัง เล่นเปิดให้กับ The Strokes (เพลงแนะนำ Cheesy Love Song)

วงไหนที่คิดว่าน่าจะรู้จักมาตั้งนานแล้ว

Kikagaku Moyo

จำนวนการแสดงสดมากสุดที่เคยดูใน 1 ปี

ปี 2019 ทั้งหมด 334 โชว์

ศิลปินคนโปรดตลอดกาล

Tame Impala 

คอนเสิร์ตที่อยากไปดูให้ได้ก่อนตาย

ถ้าอยากดูตอนนี้น่าจะเป็น The Strokes กับ Arctic Monkeys ที่ยังไม่ได้ดูสักที คลาดกันไปมา

คอนเสิร์ตที่ประทับใจที่สุดในชีวิต

Beyoncé ที่ Coachella ครับ

ประสบการณ์การไปเทศกาลที่จำได้ไม่ลืม

เคยไป Fuji Rock แล้วมีคนเข้ามาทักว่ายูเคยไป Coachella ปีล่าสุดรึเปล่า เรายืนข้าง ๆ กันตอน The 1975 คิดว่าเขาคงจำได้เพราะเราร้องเพลงเสียงดังมาก เป็นคนญี่ปุ่นที่ไปเรียนอเมริกา ตอนนี้ก็เป็นเพื่อนกันอยู่ 

บัตรราคาแพงสุดที่เคยไป

เคยซื้อแพ็กเกจ Coachella 55,000 บาท รวมโรงแรม

ศิลปินไทยคนไหนที่จะก้าวไปสู่ Coachella เหมือน MILLI ได้

ภูมิ วิภูริศ

ระดับความว้าวของศิลปินคนต่อไปใน #กรุงเทพเมืองคอนเสิร์ต 

มีที่ว้าวมาก ๆ แต่ยังไม่ได้บอก ว้าวถึงขนาดที่ต้องจ่ายตังค์มาให้ได้แน่นอน

สปอยล์อะไรก็ได้ให้ลูกเพจ 1 อย่าง

ปีหน้าจะมีเฟสติวัลใหม่เกิดขึ้นในไทยครับ

คุยกับเฮียแห่งเพจ hear and there จากจุดเริ่มต้นนักไปเทศกาล จนถึงวันได้บัตร Glastonbury ที่กดยากสุดในโลกโดยไม่ต้องกดเอง

ภาพ : hear and there

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load