จากประสบการณ์การเคยไปเยือนเมืองจักรยานของโลกมาหลากหลายเมือง ไม่ว่าจะอัมสเตอร์ดัม โคเปนเฮเกน เมลเบิร์น ไทเป พอร์ตแลนด์ สิงคโปร์ แทบทุกเมืองที่เป็นเมืองจักรยานนั้นมักจะมีกิจการอย่างหนึ่งเปิดให้บริการอยู่เสมอๆ นั่นก็คือ ร้านจักรยานแฮนด์เมด หรือร้านจักรยานทำมือ อาจเพราะผู้คนต่างใช้จักรยานในชีวิตประจำวันเยอะจนรู้ความต้องการของตัวเองว่าต้องการจักรยานแบบไหน และเมื่อหาจักรยานที่ต้องการจากในท้องตลาดไม่ได้จึงมีการทำจักรยานแฮนด์เมดไว้รองรับ พูดไปใครจะเชื่อ กรุงเทพฯ นั้นก็มีร้านจักรยานแฮนด์เมดไว้รองรับแล้วเช่นกัน ถึงเราจะไม่ได้เป็นเมืองจักรยานแบบเดียวกับบรรดาเมืองที่ผมเอ่ยชื่อมาก่อนหน้านี้ก็ตาม

ไม่ใช่ร้านจักรยานแฮนด์เมดธรรมดาไร้หลักสูตรหรือประกาศนียบัตร เจ้าของร้านนี้นั้นเคยไปเรียนหลักสูตรการต่อเฟรมจักรยานมาจากสถาบันสอนทำจักรยานชื่อ United Bicycle Institute ในเมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรกอน เมืองจักรยานไม่กี่แห่งของประเทศสหรัฐอเมริกา

จากที่ว่ามาทั้งหมดมันก็แปลก เพราะตำแหน่ง GPS ในโทรศัพท์มือถือบอกว่าผมมาถึงจุดหมายแล้ว ก่อนจะมาถึง ผมจินตนาการวาดฝันถึงโรงงานเล็กๆ ที่น่าจะต้องดูฮิปๆ คูลๆ อะไรแบบนั้น แต่ภาพตรงหน้าที่ปรากฏคือป้ายโลโก้เขียนว่า Handmade Bicycles หรือจักรยานทำมือ ที่ติดอยู่บนประตูทางเข้าห้องเล็กๆ ขนาด 4 x 4 เมตรในตึกแถวย่านปิ่นเกล้า ถ้าไม่บอกก็ไม่มีใครรู้หรอกว่าด้านในนั้นมันมีร้านรับทำจักรยานแฮนด์เมดอยู่

บุคคลที่กำลังเปิดประตูออกมาหาผมคือ ตง-พัณณกร วงศ์วิทูรวัฒนา เจ้าของร้านและช่างมือหนึ่งและมือเดียวของร้าน Breton Bicycles ที่จะพาผมและทุกท่านเข้าสู่ร้านและโลกของจักรยานทำมือ ถ้าพร้อมกันแล้วก็เดินผ่านประตูเข้ามาได้เลยนะครับ

Breton Bicycles

Breton Bicycles ร้านจักรยานทำด้วยมือและทำด้วยใจของช่างคนไทย

ผมถามตงเรื่องที่มาที่ไปของการเริ่มหลงรักจักรยานและเหตุผลที่มาประกอบอาชีพคนทำจักรยาน ก่อนจะพบว่าเขากลายเป็นเจ้าของร้านจักรยานทำมือเพราะความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเกาะเสม็ดเท่านั้นเอง

เรื่องมันเริ่มหลังจากตงเรียนจบ เขาทำอาชีพเซลส์ขายเครื่องดื่มของบริษัทชั้นนำของโลก ในตอนแรกก็ประจำอยู่กรุงเทพฯ ก่อนที่จะถูกย้ายไปประจำพื้นที่แถบระยอง ด้วยความที่เกาะเสม็ดนั้นก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่โด่งดังมานาน พอตงได้มาดูแลพื้นที่แถวนี้พอดีก็เกิดไอเดียว่าอยากลองขายของบนเกาะเสม็ดดู แต่เกาะเสม็ดห้ามเอารถข้ามไป ตงเลยนั่งคิดหาวิธีการเดินทางในเกาะเสม็ด ก่อนจะได้คำตอบในใจมาว่าจักรยานนี่ล่ะคือคำตอบสุดท้าย ตงเลยไปวรจักรและซื้อจักรยาน 1 คันแล้วเอาลงเรือข้ามฟาก เพื่อใช้เดินทางไปทำงานบนเกาะเสม็ด

“ผมก็ขี่จักรยานจากคอนโดแถวบ้านเพมาที่ท่าเรือ มาถึงก็ยกจักรยานขึ้นบนเรือ ตอนที่อยู่บนนั้นคนก็มองผมกับจักรยานกับเต็มไปหมด ผมก็นึกยิ้มว่ามันดูเท่แน่ๆ พอเรือมาถึงเกาะเสม็ดผมก็จูงจักรยานลงจากเรือเตรียมจะปั่นเลย อย่างแรกที่ผมเห็นก็คือรถสองแถวจอดเรียงกันเป็นสิบๆ คันเลย โอ้ย! กูจะเอาจักรยานมาทำไม ไอ้ที่คนมองๆ กันคือมองกันว่ามึงจะเอาจักรยานมาทำไม มีรถสองแถวให้นั่งจ้า แต่ไหนๆ ก็เอามาแล้ว ผมก็เลยขี่จักรยานไปขายของรอบๆ เกาะ ก็เลยทำให้มารู้อีกอย่างนึงว่าเกาะเสม็ดแทบไม่มีที่ราบเลย มีแต่เขาและเนินเต็มไปหมด ผมขี่ๆ เข็นๆ ไปทำงานได้ไม่เท่าไหร่ก็หมดแรงขาสั่น ต้องกลับมาพักที่บังกะโล”

สุดท้ายการขี่จักรยานไปทำงานบนเกาะเสม็ดทริปนั้นก็ไม่ประสบความสำเร็จในด้านยอดขาย แต่ประสบความสำเร็จในด้านการเปลี่ยนเขาเป็นคนรักจักรยาน พอซื้อจักรยานมาแล้ว เจ้าตัวได้โอกาสขี่จักรยานในตอนเย็นหลังเลิกงานทุกวัน หลังขี่ไปได้สักพักตงก็เริ่มรู้สึกว่าจักรยานที่ขี่นั้นไม่ดี ไม่เร็ว แน่นอนว่าไม่มีใครโทษว่าตัวเองอ่อนแอหรอก ความผิดทั้งหมดจึงไปลงอยู่กับอะไหล่จักรยานแทน

ตงเลยเริ่มทำการอัพเกรดจักรยานเพื่อให้ขี่ได้ดีขึ้นแทน (ซึ่งก็ไม่ได้ช่วยให้ขี่เร็วขึ้นได้สักเท่าไหร่) การดูอะไหล่อัพเกรดจักรยานทำให้เขาได้เห็นจักรยานประเภทอื่นๆ อย่างฟิกซ์เกียร์ ทัวริ่ง เสือหมอบ ไปจนถึงรถจักรยานเก่าวินเทจทั้งจากฟากญี่ปุ่นและยุโรป งานนี้จึงพาตัวเขาเข้าสู่โลกของจักรยานอย่างแท้จริง

Handmade Bicycles

ในขณะที่กำลังสนุกอยู่กับโลกของจักรยาน ตงนึกถึงคำพูดของ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ นักเขียนดัง ที่เคยบอกไว้ว่า ผู้ชายอายุ 30 ถ้ายังไม่มีบ้านก็จะไม่มีตลอดไป ตงก็อยากจะมีบ้าน มีความมั่นคง แบบที่ใครๆ ก็ต้องการ เลยลองไปดูๆ บ้านจากหลายโครงการ และลองกู้เงินธนาคารด้วย แต่พอเห็นยอดรายจ่ายหนี้ที่ต้องผ่อนจ่ายรายเดือนยาวนานไปจนถึงเกษียณอายุ เจ้าตัวก็นึกไปถึงสิ่งที่อยากทำในชีวิต เพราะถ้าตกลงซื้อบ้านและเริ่มผ่อนแล้วก็จะไม่มีทางได้ทำอะไรที่อยากทำอีกเลย

Handmade Bicycles

ในช่วงเดียวกันนั้นเอง เพื่อนฝูงหลายคนของเขาเริ่มกลับบ้านหลังจากเรียนเมืองนอกแล้วพูดถึงประสบการณ์การได้มีชีวิตอยู่ในประเทศเจริญแล้วเหล่านั้น ทำให้ตงเกิดความรู้สึกอยากไปใช้ชีวิตแบบนั้นบ้าง ประกอบกับการที่ชอบจักรยานหลายๆ คันที่ทั้งหายากและราคาแพงเกินจะเอื้อมถึง บางคันถึงมีเงินซื้อก็ไม่มีคนขายอยู่ดี เขาเกิดความคิดขึ้นมาว่า ทำไมเราถึงไม่ไปเรียนทำจักรยานแบบที่เราชอบขึ้นมาเองซะเลยล่ะ แล้วเวลาเจอคนอื่นๆ ก็พูดได้เต็มปากเลยว่า จักรยานคันนี้ผมทำเอง

ตงตัดสินใจว่า งั้นไม่ซื้อบ้านแล้ว แต่เอาเงินไปเรียนทำจักรยานที่เมืองนอกแทน และเพราะเพื่อนหลายคนจบจากอังกฤษ นิสัยการรักความแตกต่างของตงจึงทำให้เขาอยากไปเรียนทำจักรยานที่อเมริกาแทน พอได้ลองหาข้อมูลก็เจอว่ามีโรงเรียนหลายแห่งที่สอนทำจักรยาน แต่มีอยู่แค่แห่งเดียวที่สามารถออกใบประกาศนียบัตรรับรองให้ได้ นั่นก็คือ United Bicycle Institute เมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรกอน เมื่อได้จุดหมายแล้ว ตงตัดสินใจลาออกจากงาน ขายรถ และขอวีซ่าเพื่อไปเรียนทำจักรยาน

ผมฟังแล้วก็นึกสงสัยว่าคนอายุ 28 ที่ทำงานมีรายได้ดี มีเงินเก็บ มีรถ มีความมั่นคง ทำไมอยู่ดีๆ ถึงกระโดดหนีออกจากความสบายเหล่านี้เพื่อไปเริ่มต้นเรียนทำอะไรก็ไม่รู้

“ผมว่าจริงๆ มันก็เป็นเหมือนสัจธรรมแบบหนึ่ง คือเราเจอความทุกข์มากๆ เราก็พยายามอยากหาความสุข คนที่มีความสุขมากๆ ก็วิ่งตามหาความทุกข์มาใส่ชีวิต ลองดูอย่างพวกคนรวยๆ เห็นมั้ยว่าเล่นไตรกีฬากันเยอะแยะ ว่ายน้ำก็เหนื่อยแล้วยังต้องไปปั่นจักรยานกับวิ่งต่ออีก เหนื่อยไม่รู้จะเหนื่อยยังไง ชีวิตปกติมันดีอยู่แล้วเลยต้องหาอะไรลำบากมาใส่ลงไปในชีวิตมั่ง ไม่มีใครอยู่กับชีวิตเดิมๆ ซ้ำๆ ได้นานหรอก ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ก็แล้วแต่ ชีวิตผมก็เหมือนกัน มีงานที่มั่นคง สบาย ไม่ลำบาก แต่ใจลึกๆ มันอยากทำจักรยานของตัวเองเลยตัดสินใจได้ง่าย”

จักรยาน

จักรยาน

หลังจากวันนั้น ตงเดินทางไปสหรัฐอเมริกาเพื่อเรียนภาษาที่บอสตันเป็นเวลา 9 เดือน แล้วค่อยย้ายไปเรียนทำจักรยานที่พอร์ตแลนด์

“ความรู้สึกแรกคือฟินมาก เพราะตอนที่ไปเป็นหน้าหนาว เวลาที่พูดแล้วมีไอออกมาจากปากนี่คือความฝันสูงสุดเลย แต่หลังจากฟินกับอากาศเย็น ก็เจอความจริงที่ว่าเราพูดและฟังภาษาอังกฤษไม่ได้ อาหารมื้อแรกยังจำได้เลยว่าไปกินแมค เพราะว่าไม่ต้องสื่อสารอะไร ใช้ชี้ๆ เอาก็รอดแล้ว ทำให้เราต้องตั้งใจเรียนมากๆ แล้วก็เริ่มพูดได้คุยได้ภายในเวลา 2 – 3 เดือน”

จักรยาน

หลังจากเรียนภาษาเสร็จ ก็ถึงเวลาที่ต้องไปเรียนทำจักรยานสักที แม้จะสมัครเรียนทำจักรยานที่พอร์ตแลนด์ แต่เจ้าตัวก็ไม่ได้รู้มาก่อนว่านี่คือเมืองจักรยานเพียงไม่กี่แห่งของอเมริกา และยังเป็นเมืองคนเพี้ยนและเมืองฮิปสเตอร์ของอเมริกาด้วยเช่นกัน เพราะความไม่รู้แบบนี้ทำให้ตงเลือกไปเรียนช่วงเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงที่เมืองมีสภาพอากาศแย่ที่สุด ทั้งหนาว ทั้งเปียกปอนจากฝนที่ตกโปรยปรายลงมาแทบตลอดเวลา แต่สภาพแวดล้อมก็ไม่ได้ทำให้คอร์ส Chromoly Brazing Frame Building หรือการทำจักรยานเหล็กแบบดั้งเดิมที่ตงเลือกเรียนนั้นน่าเบื่อลงไปแต่อย่างใด (โรงเรียนที่ตงไปเรียนแห่งนี้มีคอร์สทำจักรยานหลากหลายมาก ทั้งสอนทำจักรยาน ไม่ว่าจะเป็นวัสดุอะไรก็ตาม ไทเทเนียม อะลูมิเนียม ไปจนถึงการซ่อมบำรุง การบริหารจัดการร้านจักรยาน เป็นสถาบันที่สอนทุกอย่างเกี่ยวกับธุรกิจร้านจักรยานจริงๆ)

หลักสูตรการเรียนการสอน Chromoly Brazing Frame Building ที่ตงเลือกเรียนนั้นมีระยะเวลา 1 เดือน ผมถามไปว่าคนที่ไปเรียนทำจักรยานวันๆ หนึ่งต้องทำอะไรบ้าง

จักรยาน

“ก็เหมือนเป็นการไปโรงเรียนทั่วๆ ไปนี่ล่ะครับ แปดโมงเข้าเรียน เที่ยงพักกินข้าว ห้าโมงแยกย้าย เพราะช่วงอากาศเลวร้ายมากทำให้ผมเรียนอยู่คนเดียวเหมือนไม่มีเพื่อนเลย ทุกคนในห้องเป็นคนอเมริกันที่อาศัยอยู่ในเมืองพอร์ตแลนด์ ผมเป็นคนเอเชียคนเดียว พอสภาพอากาศมันแย่ เรียนเสร็จทุกคนก็แยกย้ายกลับบ้าน พอครบหลักสูตร 1 เดือนทุกคนจะได้จักรยานกลับบ้านคนละ 1 คัน นักเรียนแต่ละคนไม่ได้เรียนเพื่อจะมาเปิดร้านจักรยานทำมือหรือเป็นคนทำเฟรมจักรยานอะไรหรอก หลายๆ คนในนั้นมาเรียนเป็นงานอดิเรก ไม่ก็มาทำจักรยานเพื่อให้ได้จักรยานเฉพาะของตัวเองเท่านั้น ซึ่งก็เข้าใจได้ เพราะที่อเมริกาการเรียนทำจักรยานมันถูกกว่าไปสั่งตัดจักรยาน 1 คันนะ มันอาจจะไม่เนี้ยบเหมือนที่มือโปรทำ แต่การได้ทำเองมันก็น่าตื่นเต้นและน่าภูมิใจมากกว่า

จักรยาน

จักรยาน

ในวันแรกที่มาเรียนมีการสอนเรื่องวัสดุที่ใช้ทำจักรยานว่ามันมีคุณภาพและการใช้งานต่างกัน และสอนการเขียนแบบ รวมไปถึงเรื่ององศาแต่ละจุดของจักรยาน องศาที่แตกต่างกันทำให้การขี่ต่างไป วันที่สองเป็นการสอนใช้เครื่องจักรและเครื่องมือ วันที่สามก็ฝึกซ้อมการตัดและเชื่อมท่อเหล็ก หลังจากนั้นก็เป็นการทำจักรยานตามแบบที่เราเขียนแบบไปจนกระทั่งเสร็จออกมาเป็นคัน”

หลังจากผมรู้ขั้นตอนการเรียนการสอน ก็ทำให้สงสัยขึ้นมาว่าจักรยานทรง Diamond Frame หรือทรงสามเหลี่ยม 2 อันติดกันที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบันนี้มีอายุเกือบๆ 200 ปีแล้ว แล้วเรายังสามารถออกแบบจักรยานอะไรใหม่ๆ ได้อีกเหรอ? และคนอื่นๆ ในคลาสเดียวกันทำจักรยานอะไรออกมากันบ้าง?

จักรยาน

“รูปทรงก็คงจะไม่แตกต่างมากนัก แต่เพราะแต่ละคนมีประสบการณ์และรสนิยมแตกต่างกัน สิ่งที่เราเป็นจะสะท้อนออกมาผ่านทางข้าวของเครื่องใช้ มีวัยรุ่นคนหนึ่งในคลาสทำฟิกซ์เกียร์ อีกคนนึงก็ทำรถทัวริ่งที่ปั่นไปได้ทั่วโลกด้วยหน้าตาที่เขาอยากจะขี่ จักรยานควรจะมีหน้าตาแบบไหนไม่ใช่เรื่องตายตัว ความเหมาะสมกับการใช้งานของเราต่างหากที่สำคัญกว่า แล้วความสวยงามมันเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล เลยทำให้จักรยานแฮนด์เมดแบบนี้ยังคงอยู่ได้ ไม่งั้นทุกคนคงไปซื้อจักรยานโรงงานกันหมด ส่วนตัวผม ในคลาสเรียนนั้นก็ทำจักรยานขนของแบบ Porter หรือจักรยานส่งหนังสือพิมพ์ของฝรั่งเศส มีเอกลักษณ์เป็นตะกร้าหน้าใหญ่ๆเพื่อใส่หนังสือพิมพ์ได้เยอะๆ แบบที่เราเคยเห็นในหนังที่มีเด็กขี่จักรยานแล้วหยิบหนังสือพิมพ์โยนใส่หน้าบ้าน มีเกียร์เดียวเพื่อความทนทานและไม่ต้องบำรุงรักษามาก เพราะต้องบรรทุกของหนัก องศารถก็ต้องมีศูนย์ถ่วงต่ำๆ เพื่อให้การควบคุมได้และมีสมดุลที่ดี การมาเรียนคลาสทำจักรยานแบบนี้มีข้อดีว่าความสนใจของเพื่อนร่วมคลาสทำให้เราได้เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ทำให้เราสามารถสร้างรถหลายๆ ประเภทให้ดีได้”

ผมก็เลยถามตงไปอีกว่า ในฐานะนักทำจักรยาน รถที่ดีของนักทำจักรยานเป็นยังไง

“จริงๆแล้วรถที่ดีไม่ได้หมายความว่าจะต้องดีสำหรับทุกคน รถดีของคุณอาจจะไม่ดีสำหรับผมก็ได้ ดีของผมก็คือสิ่งที่ผมชอบ แล้วมันไม่ได้มีอุปกรณ์อะไรที่จะสามารถมาวัดความดีได้ ดังนั้น จักรยานที่ดีของเราคือจักรยานที่เราขี่แล้วชอบ ซึ่งก็อยู่ที่ว่าเราใช้จักรยานไปทำอะไรมั่ง ถ้าเราเอาจักรยานเสือหมอบที่มีไว้ทำความเร็วไปขนของก็คงจะต้องล้มคว่ำแน่ๆ ถ้าชอบขี่ทัวริ่งหรือขี่ทางไกล รถมันก็จะถูกออกแบบมาเพื่อบรรทุกของหนักแล้วไม่เสียหาย ไม่บิดงอ ขี่แล้วเสถียร แต่ถ้าเอาของที่บรรทุกออกแล้วพยายามจะขี่ให้เร็วมันก็จะเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่มีจักรยานคันไหนที่สมบูรณ์พร้อมไปหมดทุกด้าน ก็คงเหมือนกับมนุษย์ไม่มีใครคนไหนสมบูรณ์พร้อมไปหมดทุกด้านหรอก”

จักรยาน

หลังจากเรียนจบตงได้จักรยานขนหนังสือพิมพ์ 1 คันที่ทำเองและใบประกาศนียบัตร 1 ใบกลับมายังกรุงเทพฯ และได้เริ่มเปิดกิจการ แต่ไม่ใช่เปิดกิจการจักรยานทำมือหรอกนะครับ เป็นการเปิดเพจขายจักรยานที่เจ้าตัวสะสมไว้ต่างหาก เพื่อจะเอาเงินที่ได้จากการขายจักรยานสะสมชื่อดังหายากทั้งหลาย เช่น Nagasawa, 3Rensho, Colnago และอื่นๆ อีกมากมาย มาซื้อเครื่องมือทำจักรยานอีกที และจะได้ประกอบอาชีพเป็นคนทำจักรยานแฮนด์เมดสักที แต่เงินจากการขายจักรยานที่สะสมไว้ก็ไม่เพียงพอต่อการเปิดร้าน ตงเลยต้องกลับไปทำงานประจำอีกทีเพื่อหาเงินมาซื้อเครื่องมือต่อ เงินเดือนทุกเดือนที่ได้มาก็เอามาซื้อเครื่องมือไว้เกือบทั้งหมด จนเพื่อนสนิท 2 – 3 คนที่รู้ว่ากำลังจะเปิดร้านจักรยานชื่นชมในความบ้าไม่คิดหน้าคิดหลังของตง แล้วก็โอนเงินมาให้เฉยๆ หลายหมื่นบาทเพื่อเป็นทุนในการซื้อเครื่องมือเข้าร้าน โดยที่ตงก็ไม่ได้ขอ หนักไปกว่านั้นคือคนที่โอนเงินมาให้นั้นไม่ได้ขี่จักรยานด้วยซ้ำ แค่อยากเห็นกิจการร้านจักรยานทำมือนั้นเกิดขึ้นในบ้านเรา

จักรยาน

จักรยาน

พอรวบรวมเงินซื้อเครื่องมือทำจักรยานได้ครบแล้ว ตงก็ลาออกจากการทำงานประจำและเปิดร้านจักรยานทำมือในที่สุด ช่วงที่หาทำเลเปิดร้านนั้นก็พอดีว่ามีรุ่นพี่คนนึงเสนอตึกแถวย่านปิ่นเกล้าที่ว่างอยู่สามารถใช้เป็นที่ทำงานได้ Breton Bicycles ก็เลยได้เปิดกิจการขึ้นมาตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้

จักรยาน

จากคนที่ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน มีเงินใช้ทุกเดือนมาตลอด อยู่ดีๆ ก็ไปเรียนทำจักรยาน และคิดจะเอาการทำจักรยานทำมือมาประกอบเป็นอาชีพ ยิ่งในบ้านเราก็ไม่ได้มีคนขี่จักรยานเยอะแยะมากมายอะไรขนาดนั้น คิดดูยังไงก็ไม่น่าจะใช่การตัดสินใจที่ฉลาดเลย แล้วอะไรทำให้คนคนหนึ่งตัดสินใจประกอบอาชีพนี้กัน?

“มันเท่ เวลามีคนมาถามว่าทำอาชีพอะไรแล้วเราตอบไปว่าผมเป็นคนตัดจักรยานครับ โคตรเท่เลยนะ (หัวเราะ) เอาจริงๆ คือผมเป็นคนทำงานกับคนอื่นๆ ยาก เพราะว่าคนมีความไม่แน่นอน แต่ผมเป็นคนชอบความแน่นอน บางอย่างเราทำถูก อีกคนทำผิด แต่คนที่ทำผิดมันอาจจะพูดอะไรบางอย่างทำให้มันกลับมาเป็นฝ่ายถูกแล้วเราผิดได้แทน หรือเจ้านายสั่งงานเราแล้วลืมว่าสั่งอะไรเราไว้ พอมาดูก็โกรธทั้งที่เราก็ทำตามที่เขาบอก อะไรแบบนี้ แต่พอมาทำจักรยาน อย่างการตัดท่อเหล็ก ถ้าเราตัดสั้นหรือเกินไปจากแบบ เราไม่มีทางโทษใครได้เลยนอกจากตัวเอง ตัวเลขมันไม่เคยโกหกใคร ผมเลยชอบอาชีพนี้เพราะมันตรงไปตรงมามากๆ”

จักรยาน

จักรยาน

ผมตั้งคำถามกับตงว่า ในยุคที่ร้านจักรยานกระจายอยู่แทบทุกจุดของเมือง เรามีจักรยานมากมายหลายแบบ หลายสี หลายประเภท ในราคาตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักแสนให้เลือกกันไม่หวาดไม่ไหว ทำไมเรายังต้องมาสั่งตัดจักรยานกันด้วย?

“หลักๆ เลยคือเรื่องขนาด คนที่ตัวเล็กมากๆ คนที่ตัวสูงมากๆ ไปหารถที่ไหนๆ ก็ไม่มีขนาดที่พอดีกับตัว เพราะรถที่ผลิตในระบบโรงงานมันทำมาเพื่อรองรับคนส่วนใหญ่ แต่ไม่ใช่เพื่อทุกคน อีกส่วนก็คือเรื่องของรูปร่างหน้าตาที่พอมาสั่งตัดจักรยานเราก็จะไม่เหมือนกับของคนอื่นๆ แล้วก็มีพวกนักสะสมที่เก็บจักรยานมามากมายหลายแบบ พอมาเห็นจักรยานทำมือของคนไทยก็เลยสนใจมาสั่งทำ ลูกค้าคนแรกที่เข้ามาตัดจักรยานเป็นคนที่ไม่เคยขี่จักรยานมาก่อนด้วย แต่เขาอยากเริ่มต้นขี่จักรยานไปทำงาน บ้านเขากับที่ทำงานห่างกันประมาณ 4 กิโลเมตร และคงจะดีถ้าเขามีจักรยานที่พอดีกับสรีระ ขี่ได้เร็ว และไม่เหมือนใคร ผมเลยออกแบบเป็นจักรยานแฮนด์ตรง องศาช่วยให้สามารถขี่ซอกแซกบนถนนได้ดี ตะเกียบหน้าและล้อเป็นคาร์บอนเพื่อให้ขี่ได้เร็วและนุ่มนวล ผลออกมาลูกค้าก็ชอบมาก เราในฐานะคนทำก็มีความสุขมากๆ เหมือนกัน หลังจากนั้นก็มีลูกค้ามาอีก ส่วนมากก็มาจากการพูดกันปากต่อปากกันเรื่อยๆ น่ะครับ

“อีกแบบคือคนที่ใช้จักรยานจริงๆ รู้ว่าตัวเองต้องการจักรยานแบบไหน อย่างเช่นต้องการรถทัวริ่งที่จะไปแข่งในงานขี่จักรยานทางไกลแบบ Audax แต่ต้องการอยากได้รถที่หน้าตาวินเทจแบบรถฝรั่งเศส ซึ่งในท้องตลาดมันจะไม่มีจักรยานอะไรเลยที่ตอบสนองความต้องการนี้ได้ เช่น รถทัวริ่งที่มีเกียร์เพียงพอกับการขี่ทางไกลก็ไม่มีหน้าตาแบบที่ถูกใจ หรือถ้าไปหาจักรยานรุ่นเก่าๆ ที่หน้าตาที่ถูกใจก็จะมีเกียร์น้อยลงแค่ 6 – 7 เกียร์จนขี่ไม่สนุก แต่เราสามารถทำให้ตามที่ต้องการได้ทุกความต้องการ แต่ส่วนสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของความสวยงาม ลูกค้าหลายคนที่สั่งทำจักรยานไม่ได้เอาไปขี่แต่เอาไปวางโชว์ไว้ในบ้านแทน เพราะกลัวเป็นรอย เวลาขี่ไปไหนก็ขี่รถถูกๆ ไปแทน”

ตงส่งรูปจักรยานที่มีลูกค้าเคยตัดมาให้ผมดู ผมมองดูรูปรถคันแล้วคันเล่า แทบทุกคันเป็นรถที่ทำจากท่อเหล็ก ตัดต่อเชื่อมเข้าด้วยกันเป็นหลากหลายรูปทรง เป็นผลลัพธ์จากสิ่งที่ตงเรียนมาจากพอร์ตแลนด์โดยตรง

จักรยาน จักรยาน จักรยาน จักรยาน จักรยาน จักรยาน

แต่ในวันที่คนขี่จักรยานทุกคนสนใจน้ำหนักของจักรยานให้มันเบาลงๆ จนยกได้ด้วยมือข้างเดียวกันแบบนี้ มีผลกระทบกับจักรยานที่ทำจากเหล็กของตงบ้างรึเปล่า

“ผมไม่มีปัญหากับรถจักรยานคาร์บอน ไทเทเนียม หรืออะไรทั้งนั้น รถคาร์บอนก็มีดีในแบบของเขา รถเหล็กก็มีดีในแบบของตัวเอง ผมเคยดูหนัง Conan the Barbarian พ่อของโคแนนสอนโคแนนว่า ลูกเอ๋ย เมื่อลูกออกไปเผชิญโลกภายนอกไม่ว่าอะไรก็ตามแต่อย่าไปเชื่อ จะผู้หญิงหรืออะไรก็ตาม มีสิ่งเดียวที่ลูกควรเชื่อนั่นคือเหล็ก only steel you can trust ในหนังมันหมายถึงดาบแหละ แต่ผมก็แถให้มันมาเป็นรถจักรยานด้วย (หัวเราะ)

“มันเป็นความจริงนะ คือเหล็กเป็นของที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ แล้วเราก็เอามาหลอมจนกลายเป็นชิ้นๆ ที่เราจับต้องได้ ไม่ได้เกิดจากการสังเคราะห์หรือถักทอสร้างมันขึ้นมา เหล็กคือการเริ่มต้น จักรยานที่เป็นรูปทรงมาตรฐานในวันนี้มันก็ทำมาจากเหล็ก ผ่านมา 200 ปีมันก็ยังมีจักรยานเหล็กอยู่ โอเค มันก็มีผุพังไปตามกาลเวลา แต่มันก็ยังคงมีอยู่ การที่มันยังอยู่ในเวลายาวนานแบบนี้ แปลว่ามันก็คงมีดีอะไรบางอย่างอยู่เหมือนกัน ผมคงพูดไม่ได้หรอกว่าเหล็กมันดีกว่าคาร์บอนหรืออะลูมิเนียม ความชอบของคนเรามันไม่เหมือนกันและผมคงไปยัดเยียดความชอบให้คนอื่นไม่ได้ เอาเป็นว่าชอบรถแบบไหนก็ขี่รถแบบนั้นก็พอครับ”

ผมถามต่อว่า ความยากในการทำจักรยานหนึ่งคันนั้นคืออะไร

“ความยากในการทำจักรยานมีความยากอยู่ 3 อย่าง อย่างแรกคือ การออกแบบ ลูกค้าหลายคนมาบอกเราว่า ตงครับ อยากได้จักรยานสวยๆ อันนี้นี่ยากเลย เพราะสวยคุณกับสวยผมมันไม่รู้ว่าสวยเดียวกันหรือเปล่า ผมก็ต้องมาถามให้ลูกค้าลิสต์มาก่อนว่าสวยที่คุณว่ามีอะไรบ้าง หลังจากที่ลูกค้าบอกเรามาเราก็เริ่มออกแบบในหัวได้แล้วว่ามันจะออกมาประมาณไหน

“ความยากที่สองก็คือ การขัดและการเก็บรายละเอียดของงาน ซึ่งต้องทำให้เนี้ยบที่สุดก่อนส่งไปทำสี เพราะถ้าทำไม่เรียบร้อย ตอนทำสีเสร็จออกมาเราจะเห็นสิ่งนี้ไปตลอด ตอนที่ผมเรียนอยู่ที่พอร์ตแลนด์ วันที่ 2 กับวันที่ 3 จะเป็นวันที่อาจารย์จะให้เราฝึกตะไบเหล็ก เหล็กทำจักรยานมันแข็งมากๆ แข็งกว่าเหล็กทั่วไป แค่ตัดก็ยากแล้ว พอมาถึงขั้นตะไบมันยิ่งกว่าตัดอีก คือเราแทบจะตะไบไม่เข้าเลย แต่ตัวอาจารย์ที่สอนผม คือ โจเซฟ เอเฮิร์น (Joseph Ahearne เจ้าของร้านและคนตัดเฟรมจักรยานแฮนด์เมดแบรนด์ Vanilla ที่ได้รับการยอมรับและได้รับรางวัลการประกวดจักรยานแฮนด์เมด รวมไปถึงเคยถูกแนะนำในนิตยสาร Monocle ด้วย) เขาทำแป๊บเดียวเสร็จทั้งตัดและตะไบ แถมออกมาเนี้ยบกริบเลย

“ผมกับเพื่อนในห้องก็คุยกันตอนเลิกเรียนว่า โจเซฟต้องมีทริกในการตัดและตะไบท่อเหล็ก แต่ไม่ยอมสอนเราแน่นอน ผมเก็บความสงสัยเอาไว้ไปเรื่อยๆ จนวันสุดท้ายที่จบคอร์สก็มีการร่ำลากัน ผมไปถามโจเซฟว่าคุณมีทริกอะไรในการตัดและตะไบท่อเหล็กเหรอ ทำไมคุณทำได้เร็วขนาดนั้น โจเซฟตอบว่า ผมก็ทำเหมือนพวกคุณนั่นแหละ แต่แค่ผมทำมามากกว่าพวกคุณมากๆ วันก่อนยังเห็นรูปใน IG ของโจเซฟ แกถ่ายรูปมือแกหยิบกุญแจขึ้นมา แกเพิ่งจะมีบ้านหลังเล็กๆ สภาพโทรมๆ เป็นของตัวเองจากการทำอาชีพคนทำจักรยาน

“ผมเลยนึกขึ้นมาได้ว่าสิ่งที่แกแตกต่างจากผมคือแกทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าไปเรื่อยๆ ถ้าเรายังไม่ประสบความสำเร็จในวันนี้ไม่ได้แปลว่าเรามันไม่ได้เรื่องหรือห่วย แต่แปลว่าเรายังฝึกและทำไม่มากพอ ก็ต้องทำให้มันเยอะขึ้นอีก ทำไปเรื่อยๆ

“ส่วนความยากที่สามคือ ในระหว่างการทำเฟรม ธรรมชาติของเหล็กจะมีการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติในตัวเองเมื่อเจอความร้อน แม้ว่าเราจะใช้เครื่องมือที่ดีแค่ไหน ตัวจับงานที่วิเศษยังไง เวลาเราเชื่อมเฟรมเข้าด้วยกันมันจะบิดตัวเสมอ เราก็ต้องมาดัดให้มันกลับเข้าที่ ผมเลยลงทุนเรื่องเครื่องมือเพื่อกันความผิดพลาดค่อนข้างเยอะ อย่างโต๊ะวัดระดับ เพื่อให้เรารู้ว่าจักรยานที่เราทำมันบิดหรือเบี้ยวไปแค่ไหน จักรยานที่ผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไปมีค่าความบิดเบี้ยวที่ในวงการยอมรับกันได้อยู่ที่ 3 มิลลิเมตร แต่สำหรับรถแฮนด์เมดค่าความ error ของการบิดเบี้ยวเนี่ยต้องต่ำกว่า 0.99 มิลลิเมตร เรียกว่าประณีตกว่ารถแมส 3 เท่าก็ได้ นี่ก็เป็นอีกจุดที่มันแตกต่างจากรถที่ผลิตจากโรงงานทั่วๆ ไปซึ่งคนส่วนมากไม่รู้กัน อาจจะเพราะการทำทีละคัน ผสมกับการที่คนหนึ่งคนเป็นคนดูแล ทำตั้งแต่เป็นท่อเหล็ก ค่อยๆ ตัด ตะไบ เชื่อมติดกันจนกลายเป็นจักรยาน มันทำให้ผูกพัน รู้สึกเป็นเจ้าของงานนั้น และอยากจะดูแลมันให้ดีที่สุดน่ะครับ”

การสนทนากันของผมและตงก็ถือว่าใกล้จะจบแล้ว ผมถามเป็นคำถามสุดท้ายว่า จุดมุ่งหมายของ Breton Bicycles ในอนาคตคืออะไร

“เอาแบบจริงๆ หรือเอาแบบหล่อๆ ล่ะ ถ้าเอาแบบหล่อๆ ผมพยายามตั้งใจทำจักรยานที่ละเอียดและมีคุณภาพที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ เหมือนเป็นการยกระดับจักรยานแฮนด์เมดของบ้านเราให้มีคุณภาพสูงขึ้น แบบที่วันหลังคนต่างชาติจะต้องยอมรับในฝีมือการทำจักรยานของเรา และต้องอยากได้จักรยานของเราไปไว้ในครอบครอง แต่ถ้าเอาแบบความเป็นจริงก็คือ อยากให้มีลูกค้ามาเรียนหรือมาตัดจักรยานให้เยอะกว่านี้ก่อนก็พอครับ (หัวเราะ)”

หลังจากคุยกับตงมาทั้งวัน ผมก็รู้สึกว่าโลกของจักรยานแฮนด์เมดมันยิ่งใหญ่และมีรายละเอียดมากมายเยอะกว่าที่ผมเคยคิดเอาไว้ โดยเฉพาะเรื่องความละเอียดและความเนี้ยบในการผลิต

การส่งต่อความตั้งใจในการทำจักรยานเริ่มตั้งแต่ยังเป็นท่อเหล็กจนกลายเป็นจักรยาน 1 คันด้วยฝีมือคนคนเดียว เพื่อให้เราได้ขี่ออกไปเจอโลกเจอประสบการณ์ใหม่ๆ ช่างเป็นสิ่งที่น่ารักและมีเสน่ห์ จนผมอยากจะไปช่วยเติมข้อความที่ป้ายหน้าห้องเล็กๆ ในตึกแถวตรงปิ่นเกล้านั้นสักนิดนึงว่า Hand and Heart Made Bicycle ร้านจักรยานที่ทำด้วยมือและทำด้วยใจ

จักรยาน

ภาพ ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

นอกจากจะรับทำจักรยานแล้ว Breton Bicycles ยังเปิดสอนให้ผู้สนใจได้มาเรียนทำจักรยานของตัวเองด้วยนะ คนที่มาเรียนจะได้จักรยานกลับบ้านไป 1 คันเช่นเดียวกัน ถ้าสนใจลองติดต่อดูที่นี่เลย

Facebook: Breton Bicyclettes

Writer & Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cycling Culture

เรื่องราวที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจจากผู้ใช้จักรยาน

ช่วงฤดูร้อนในแต่ละปีมีการแข่งขันจักรยานทางไกลอยู่มากมายหลากหลายรายการ

การแข่งขันระดับโลกที่เรารู้จักกันดีอย่าง Tour de France (ตูร์เดอฟรองซ์) ก็จัดในช่วงนี้เช่นกัน แต่ผมไม่ได้มาเล่าเรื่องนี้ ผมจะเล่าเรื่องการแข่งขันจักรยานเส้นทางที่ยาวไกลยิ่งกว่าตูร์เดอฟรองซ์ ไกลจนการแข่งจักรยานอื่นๆ กลายเป็นการแข่งขันแบบเด็กๆ ไปเลย

ผมกำลังพูดถึงการแข่งขันจักรยาน The Red Bull Trans-Siberian Extreme ถือเป็นการแข่งขันจักรยานทางไกลแสนไกล เพราะเริ่มต้นจากเมืองมอสโก ไปสิ้นสุดที่ เมืองวลาดิวอสต็อกในรัสเซีย มีระยะทางรวม 9,000 กิโลเมตร ระยะทางนี้ไกลกว่าการปั่นจักรยานไปกลับกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ 6 รอบ หรือไกลกว่า ปั่นจากเชียงใหม่ไปกลับสุไหงโกลก 4 รอบ อย่าว่าแต่ขี่จักรยานเลย แค่คิดว่าจะขับรถก็รู้สึกเมื่อยก้นปวดหลังขึ้นมาแล้ว

ปีที่แล้วมีชายคนหนึ่งเข้าร่วมการแข่งขันนี้

เป็นการแข่งขันทางไกลมากครั้งแรกของเขา และปาฏิหาริย์ไม่ได้เกิดขึ้น เขาขี่ไปได้แค่เพียง 1 ใน 3 ของระยะทางทั้งหมดแล้วเกิดอาการบาดเจ็บทั้งเท้า ทั้งก้น และอีกหลายๆ ส่วนของร่างกาย จนต้องถอนตัวออกจากการแข่งขัน แทนที่จะเข็ดหลาบกับความเจ็บปวดและทรมานจากการขี่จักรยาน เขากลับตั้งเป้าว่าจะกลับมาขี่เส้นทางการแข่งนี้ให้จบให้ได้ในปีหน้า

ผมอยากรู้ว่า อะไรทำให้ชายคนหนึ่งหลงรักการขี่จักรยานที่มากับความเจ็บปวดและทรมานขนาดนั้น

ชายคนทื่ผมเล่าถึงคือ กิ้ว-ปวิณ รุจิเกียรติกำจร อาจารย์ประจำภาควิชาศิลปอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เขาไม่ใช่นักกีฬาอาชีพ และเขาเพิ่งขี่จักรยานมาได้ไม่กี่ปีเท่านั้น ก่อนหน้านี้เขาคืออาจารย์ที่มีชีวิตหลังเลิกงานเป็นเจ้าของร้านอาหารและบาร์ในย่านแจ่มจันทร์ ด้วยวิถีชีวิตแบบนี้การออกกำลังกายก็เลยเป็นเรื่องที่เขาไม่รู้จัก

กิ้ว-ปวิณ รุจิเกียรติกำจร

ช่วงปี 2553 น้ำหนักตัวของอาจารย์กิ้วพุ่งสูงถึง 93 กิโลกรัม ทำให้เขาไม่สบายใจและกลัวโรคภัยไข้เจ็บขึ้นมา บังเอิญที่อาจารย์ในภาควิชาเดียวกันมีโครงการสอนเด็กเกี่ยวกับการออกแบบเรื่องสังคมและความยั่งยืน เลยเชิญกลุ่ม Bangkok Bicycle Campaign มาเวิร์กช็อปและพูดเรื่องการขี่จักรยานในเมือง เลยเกิดไอเดียการ bike to work หรือขี่จักรยานมาทำงานขึ้นมาเพื่อการลดความอ้วนเป็นหลัก อาจารย์กิ้วเริ่มต้นเข้าสู่วงการจักรยานด้วยรถจักรยานพับ 1 คัน

เพื่อปั่นจากคอนโดย่านบางรักไปทำงานที่ลาดกระบัง (ระยะทางไปกลับ 64 กิโลเมตร)

“ช่วงแรกๆ นี่โคตรเหนื่อย ปั่นไปถึงคณะ อาบน้ำแล้วมาสอนต่อ พอสอนเสร็จก็ปั่นกลับ เหนื่อยมาก จนกระทั่งเริ่มมีเพื่อนมีก๊วนที่มาชวนเราไปปั่นที่อื่นต่อ ชวนไปปั่นที่ถนนเลียบรันเวย์ ผมก็ เออ เอาสิ สรุปกลายเป็นว่าผมปั่นมาสอน สอนเสร็จก่อนกลับบ้านก็แวะไปปั่นเลียบรันเวย์สัก 2 รอบ แล้วค่อยปั่นกลับบ้าน วันนึงผมปั่นจักรยานเกือบ 100 กิโลฯ เลยนะ โดยปกติที่ถนนเลียบรันเวย์ มีพวกจักรยานเสือหมอบขี่กันเยอะ เราขี่รถพับก็ตามคนอื่นไม่ทัน เลยอยากเปลี่ยนเป็นเสือหมอบ”

หลังจากขี่รถพับไปทำงานเกือบปี อาจารย์กิ้วตัดสินใจเปลี่ยนจักรยานเป็นรถเสือหมอบมือสองราคาหมื่นหน่อยๆ ที่ขายในเว็บไซต์

“วันนึงพบว่าผมใช้จักรยานทั้งพับทั้งหมอบขี่ไปทุกที่โดยไม่ใช้รถยนต์เลย รถยนต์จอดทิ้งไว้เฉยๆ เลยคิดว่าจะผ่อนทำไมวะ รถผมทะเบียนขอนแก่น ผมก็เลยเอารถพับใส่ท้ายรถแล้วขับกลับขอนแก่น พอขายรถเสร็จก็กางรถพับแล้วขี่กลับกรุงเทพฯ ทุกคนที่ได้ข่าวก็เป็นห่วงมาก เพราะเป็นการขี่จักรยานทางไกลคนเดียวครั้งแรกของผม”

การขี่จักรยานครั้งนั้นใช้เวลา 3 วัน และผ่านไปด้วยดี ถือเป็นการเปิดโลกการขี่จักรยานทางไกลให้กับอาจารย์กิ้ว

จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งเกิดขึ้นเมื่อเพื่อนสมัยเรียนมัธยมของอาจารย์กิ้วเป็นมะเร็งในตับอ่อนและเสียชีวิต ทั้งที่เป็นคนไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ เป็นคนเรียบร้อย เรียนจบเกียรตินิยม เพิ่งแต่งงานและมีลูก ตอนเดินทางไปงานศพเพื่อนที่นั่งรถไปด้วยกันทักขึ้นมาว่า จะรู้สึกยังไงถ้าต้องจากไปกะทันหันแบบนี้โดยที่ยังไม่เคยขี่จักรยานดีๆ ช่วงนั้นทีมจักรยาน Sky ของอังกฤษออกแบบเสื้อผ้านักแข่งและจักรยานใหม่ทั้งหมด เป็นสีดำฟ้าที่เราคุ้นตากัน อาจารย์กิ้วชอบมาก พอเจอเพื่อนทักก็เลยโทรไปสั่งซื้อจักรยานรุ่นเดียวกับนักแข่งกับที่ร้านมาใช้เลย

กิ้ว-ปวิณ รุจิเกียรติกำจร

“เราก็เริ่มสนุกกับการขี่เร็วๆ มากขึ้น แต่เวลาไปขี่กับกลุ่มเพื่อนตามสนามบินก็ยังช้าจนหลุดกลุ่มอยู่ดี” ด้วยความสงสัยและอยากรู้ว่าทำยังไงถึงจะขี่ตามทันเพื่อน อาจารย์กิ้วเลยไปเข้าค่ายเก็บตัวของปีเตอร์ พูลี่ (แชมป์จักรยานภูเขาระดับโลกที่อาศัยอยู่ในไทย) ที่เชียงราย วันแรกปีเตอร์ให้ทุกคนปั่นขึ้นดอยตุง แล้วมาดูกราฟหัวใจหลังจากปั่นเสร็จ อาจารย์กิ้วใช้เวลาสั้นๆ ในค่ายเรียนรู้การทำงานของร่างกายเวลาเหนื่อยจากการขี่จักรยาน เรียนรู้การพักฟื้นและการพัฒนาการขี่จักรยานด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์

อาจารย์กิ้วนำความรู้ใหม่มาทดลองใช้ในการแข่งขันจักรยานเส้นทางพุทธมณฑล-หัวหิน และได้รางวัลแรกในชีวิต เลยเริ่มเข้าใจกลไกการทำงานของร่างกายอย่างจริงจัง หลังจากวันนั้นก็เริ่มลงแข่งมากขึ้นและได้รับรางวัลมากขึ้นเรื่อยๆ

ด้วยความที่ อาจารย์กิ้วชอบทีมจักรยาน Sky ก็เลยชื่นชอบแบรนด์เสื้อผ้าจักรยาน Rapha ซึ่งทำชุดแข่งให้กับทีม Sky ตามไปด้วย ทาง Rapha จัดกิจกรรมแข่งจักรยานเสมอๆ อยู่แล้ว รูปแบบก็แตกต่างกันไป จุดเปลี่ยนสำคัญคืองาน Rapha Gentleman Race ที่ฮ่องกงเมื่อปี 2013 เป็นการแข่งแบบทีม ทีมละ 4 คน นับเวลาเข้าเส้นชัยของทุกคนในทีม จะทิ้งกันไว้กลางทางไม่ได้ อาจารย์กิ้วจึงต้องตามหาสมาชิกในทีมให้ครบ 4 คน ซึ่งควรมีทักษะการขี่จักรยานใกล้เคียงกัน เขาจึงได้มารวมทีมกับโป้ง โมเดิร์นด็อก

กิ้ว-ปวิณ รุจิเกียรติกำจร

ด้วยความที่ฮ่องกงมีภูมิประเทศเป็นภูเขาล้วนๆ ทีมของอาจารย์กิ้วจึงตกรอบ เพราะใช้เวลาเกินกว่าที่กำหนด ทำให้เหล่าสมาชิกตั้งใจฝึกซ้อมอย่างจริงจัง ทั้งทางราบและขึ้นเขา  1 ปีถัดมา การแข่งขันรายการเดิมที่ประเทศไต้หวัน ทีมของอาจารย์กิ้วเข้าเส้นชัยเป็นทีมแรก หลังจากวันนั้น อาจารย์กิ้วและเพื่อนๆ ก็เริ่มเดินทางไปแข่งจักรยานตามรายการต่างๆ นอกประเทศบ่อยขึ้น

มีสุภาษิตจีนบอกไว้ว่า ‘ไปคนเดียวไปได้เร็ว แต่ไปหลายคนไปได้ไกล’ กรณีของอาจารย์กิ้ว คงต้องบอกว่า ‘ไปหลายคนไปได้ทั้งไกลทั้งเร็ว’

“วันนึงผมนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ มีข่าวการแข่งขันจักรยานทางไกลที่สุดในโลกโผล่ขึ้นมา เฮ้ย มันเป็นยังไงวะ ก็เลยเข้าไปดู มันคือการแข่งจักรยาน The Red Bull Trans-Siberian Extreme  พออ่านรายละเอียดผมยกหูโทรชวนพี่โป้ง เพราะมีแบบแข่ง 2 คนด้วย ตอนแรกเข้าใจว่าขี่คู่กัน แต่ความจริงคือขี่สลับกันทีละคน แล้วแต่การวางแผนของทีม พี่โป้งสนใจก็เลยสมัครเข้าร่วมงานนี้”

กิ้ว-ปวิณ รุจิเกียรติกำจร

ค่าสมัครรายการนี้แพงมาก 2 คน 25,000 ยูโร หรือ  1 ล้านบาท อาจารย์กิ้วและพี่โป้งจึงต้องหาคนมาช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่าย ผ่านไป 9 เดือนก็ยังไม่มีสปอนเซอร์รายใดตอบรับ อาจารย์กิ้วเลยส่งอีเมลไปขอยกเลิกการเข้าร่วมกับผู้จัด แต่ 1 เดือนให้หลัง ผู้จัดงานส่งอีเมลกลับมาแจ้งว่า จะให้สิทธิ์ไปแข่งฟรี แต่ให้คนเดียว หลังการปรึกษากัน อาจารย์กิ้วคือคนได้ที่สิทธิ์นั้น

“ผมหาหนังสืออย่าง ultra long distance มาอ่านเพื่อเตรียมตัว ทำให้ผมรู้ว่าการขี่จักรยานเส้นทางไกลขนาดนี้ไม่ใช่การแข่งความเร็ว แต่เป็นการดำรงชีวิตบนจักรยานมากกว่า ทำยังไงให้ร่างกายไม่เจ็บปวดและคงสภาพอยู่ได้จนจบการแข่งขัน ฝึกอดนอนขี่จักรยานเพื่อให้ขี่ได้ทั้งวันทั้งคืนโดยไม่หลับในพับไปซะก่อน”

กิ้ว-ปวิณ รุจิเกียรติกำจร

การแข่งขั้นครั้งนี้ปั่นตามเส้นทางเลียบเส้นทางสายทรานส์ไซบีเรีย เริ่มจากมอสโกไปยังเมืองวลาดิวอสสต็อก ระยะทาง 9,000 กิโลเมตร ระยะเวลา 24 วัน แบ่งเส้นทางออกเป็น 14 การแข่งย่อยๆ หรือ สเตจ แต่ละสเตจมีทั้งแบบหนึ่งวัน วันครึ่ง สองวัน สามวัน แล้วแต่ระยะทางของสเตจ

จุดสำคัญที่สุดของการแข่งคือ ไม่มีการปิดถนน ไม่มีจุดปล่อยตัว และไม่มีเส้นชัยอะไรทั้งนั้น มีแค่รถตู้ 1 คันที่ทางผู้จัดงานเตรียมไว้ให้ดูแลนักแข่งทุกคนซึ่งขับตามอยู่ด้านหลัง นักแข่งต้องดูแลตัวเอง ด้วยระยะทางที่ไกลเราจึงขี่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยบริหารเวลาพักเวลาขี่เอง แต่ละสเตจมี check point กระจายตลอดเส้นทางให้เข้าไปแสตมป์ ถ้าไปที่จุด check point เกินเวลาก็จะถูกตัดสิทธิ์จากสเตจนั้นๆ ถือว่าเป็นการแข่งที่คล้ายกับ Audax Randonneurs มากๆ

การขี่ทั้งวันทั้งคืนแบบนี้ หลายคนคงสงสัยเรื่องอาหารการกิน ได้คำตอบว่าทีมงานทุกคนเคลื่อนที่ด้วยกันตลอดระยะ 9,000 กิโลเมตร ผู้จัดจึงมีทีมเตรียมอาหารเป็นครัวเคลื่อนที่อยู่หน้าสุดของขบวน มีพ่อครัวทำอาหารรอให้เราไปรับ ถ้าเราไปช้าก็จะเรียกรถตู้ของนักแข่งไปรับแทน รถพ่อครัวจะได้เคลื่อนที่ไปยังจุดเตรียมอาหารต่อไป อาหารที่ได้รับมามีทั้งอาหาร ผลไม้ น้ำผลไม้ เกลือแร่ ส่วนห้องน้ำ อยากจะปลดปล่อยตรงไหนก็ทำได้เลย เพราะตลอดทั้งเส้นทางแทบจะไม่เห็นคนเดินอยู่ข้างทางเลย รถยนต์ก็นานๆ จะมีมาสักคันนึง

กิ้ว-ปวิณ รุจิเกียรติกำจร

กิ้ว-ปวิณ รุจิเกียรติกำจร

“พอไปถึงก็เตรียมตัวเข้าสู่การแข่งเลย สเตจแรกระยะทาง 380 กิโลเมตร ผมขี่จบโดยที่ร่างกายยังโอเคทุกอย่าง มันเป็นเส้นทางที่อ้างว้าง เดียวดาย ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ ข้างทางเลย วันที่สองระยะทางขยับมาเป็น 420 กิโลเมตร เริ่มส่งผลให้เราบาดเจ็บ ก้นเป็นแผล ใต้ฝ่าเท้าบวม แต่ก็ยังพอประคองเข้าเส้นชัยได้อยู่

“สเตจที่สามก็ยังเข้าเส้นชัยได้ แต่อาการเจ็บมันเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

“จนไปถึงสเตจที่ห้า เราเจออากาศหนาวมากๆ ของรัสเซียแบบต้องเอาเสื้อกันหนาวมาใส่ ผมเตรียมมาดีเกินไป มันอุ่นจนเหงื่อเราออกด้านใน พอเสียเหงื่อมากๆ แล้วไม่ได้กินเกลือแร่ชดเชยให้เหมาะสม ก็เริ่มเบลอจากการขาดเกลือแร่ ผมก็ปั่นต่อไม่ไหว ต้องเรียกรถตู้ให้ตามหมอมาช่วยดู พอเจอหมอได้กินเกลือแร่และได้พักก็ปั่นต่อไหว มาจนถึงตอนประมาณตี 2 หลังจากปล่อยตัวมาได้ 18 ชั่วโมง ผมก็เจ็บหนักทั้งก้น ทั้งเท้า จนเท้าเริ่มบวม มือก็เริ่มเจ็บ ไม่ไหวแล้ว รู้สึกตัวว่าถ้าลุยต่อก็แย่แน่ๆ ก็ตัดสินใจถอนตัวจากการแข่งในวันนั้น หมดสิทธิ์ ได้ชื่อว่าเป็นผู้จบการแข่งขัน แต่วันอื่นๆ ผมก็มาร่วมปั่นต่อนะ พอเจ็บก็หยุดพักขึ้นรถ แล้วมาขี่ต่อในวันถัดไปเรื่อยๆ จนถึงสเตจสุดท้าย”

กิ้ว-ปวิณ รุจิเกียรติกำจร

“จากการขี่ตลอดทั้งรายการทำให้ผมรู้ว่าความน่ากลัวที่สุดของการแข่งทรานส์ไซบีเรียคงเป็นเรื่องความหลากหลายทั้งอากาศ ภูมิประเทศ เส้นทาง นี่แหละ จากการที่ระยะทางมันไกลมากๆ ทำให้เราต้องเจอกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปมาอย่างรุนแรงตลอดทั้งเส้นทาง

“อย่างเช่นสมัยเด็กๆ ตอนเรียนภูมิศาสตร์ เราท่องกันว่ารัสเซียเป็นที่ราบกว้างใหญ่ เอาเข้าจริงมันไม่ได้ราบขนาดนั้น เราเจอเส้นทางที่มีความชันน้อยๆ ยาวๆ เป็นระยะทาง 20 – 30 กิโลเมตร แล้วถนนก็มีตั้งแต่เรียบสุดๆ ไปจนถึงเป็นทางวิบาก

“แล้วก็มียุงมีแมลงวันที่ตัวใหญ่มากตามกัดเราตลอด ยิ่งตอนขึ้นเขาที่ความเร็วช้าก็ต้องมาคอยปัดแมลงวัน

“บางเมืองกลางวันก็ร้อนมากๆ พอพระอาทิตย์ตกปุ๊บอากาศก็ร่วงลงไปอยู่ที่ 9 องศา เวลาปั่นลงเขาก็หนาวจนตัวสั่นไปหมด มือชาจับแฮนด์แทบไม่อยู่ พูดได้ว่าเราได้เจอกับความเจ็บปวดอยู่แทบจะตลอดเวลา

“ทำให้เรารู้ว่าเราข้ามขั้นเกินไปจริงๆ”

กิ้ว-ปวิณ รุจิเกียรติกำจร

กิ้ว-ปวิณ รุจิเกียรติกำจร

“ผมคิดว่าจะขอเวลาอีก 2 ปี ขอซ้อมเพื่อเข้าแข่งรายการนี้อีกทีนึง ปกติระยะที่ผมแข่งขันอยู่ในช่วง 100 กิโลเมตรหน่อยๆ ไม่ค่อยมีเกิน 200 กิโลเมตร พอปั่นระยะไปกลับกรุงเทพฯ-หัวหิน 370 กิโลเมตรได้ เราก็มั่นใจ แต่ในโลกของการแข่งระยะทางไกล ระยะ 300 – 500 กิโลเมตรนี่เรียกว่าระยะสั้น 500 – 1,000 กิโลเมตร เป็นระยะกลาง ทำให้เรารู้ว่าศาสตร์การขี่จักรยานระยะทางไกลมากๆ แบบนี้เป็นอีกเรื่องที่ไม่เหมือนขี่แข่งขันความเร็วเลย และน่าสนใจมากๆ ผมก็จะซ้อมปั่นไกลๆ แบบนี้ไปเรื่อยๆ จะได้กลับมาลุยรายการนี้อีกที อาจจะลองปั่นข้ามคืนดูด้วย คราวนี้จะไม่ผิดพลาดแบบเดิมแล้ว”

การแข่งบนเส้นทางในตำนาน แต่เผชิญกับความเจ็บปวดจนต้องถอนตัวออกไป นอกจากเจ็บทางร่างกายแล้วทางใจก็น่าจะหนักไม่แพ้กัน คนส่วนมากรวมทั้งผมก็น่าจะเข็ดขยาดและคงไม่อยากมาร่วมในเส้นทางนี้อีกที ผมถามอาจารย์กิ้วว่าอะไรทำให้แกอยากกลับมาเจอสิ่งเหล่านี้อีก

กิ้ว-ปวิณ รุจิเกียรติกำจร

“ความสนุก จักรยานทางไกลเป็นกีฬาที่แปลกนะ ถ้าเราไม่สนุกก็จะขี่มันไม่ได้เลย แต่ผมสนุกกับมันมากๆ แม้จะขี่คนเดียวก็ยังสนุก วันไหนไม่ได้ขี่ แค่ได้เห็นรถ ได้ลูบได้จับ ได้อ่านเรื่องจักรยานผมก็มีความสุขแล้ว ส่วนความเจ็บปวด ก็เหมือนเวลาคนไปวิ่งมาราธอนที่วิ่งเสร็จก็เจ็บเข่า ปวดขา แต่ถ้าเราทำได้ดีพอก็อาจจะเจ็บไม่มาก พอทนไหว มันเป็นความสุขในชีวิตแบบนึงเหมือนกันนะ พอได้รับแบบนี้เราก็จะรู้ว่าความสุขในชีวิตคืออะไร อย่างในการแข่ง ขี่มาทั้งวันเหนื่อยมาก ทรมานมาก พอจบวัน มานั่งคุยกัน กินข้าวก็มีความสุขดี 

“ผมแค่อยากขี่ให้จบจริงๆ สักครั้งนึงในชีวิต” อาจารย์กิ้วทิ้งท้าย

ตอนที่เรายังเป็นเด็กหัดขี่จักรยานนั้น เราล้มครั้งแล้วครั้งเล่า ความเจ็บปวดจากการล้มหลายต่อหลายครั้งนั้นผลักดันให้เราขี่จักรยานเป็นโดยไม่ล้มอีก เหมือนกับว่าความเจ็บปวดทำให้เราขี่จักรยานเก่งขึ้น

เช่นเดียวกันกับความเจ็บปวดทั้งทางกายและทางใจ ที่อ.กิ้วได้รับเส้นทางนี้เมื่อปีที่แล้ว

ผมเชื่อว่ามันจะผลักดันให้แกได้เข้าสู่เส้นชัยของรายการนี้

ในอีกไม่นาน

กิ้ว-ปวิณ รุจิเกียรติกำจร

ภาพ: The Red Bull Trans-Siberian Extreme 2016

Save

Save

Save

ปีนี้อาจารย์กิ้วขอเก็บตัวไปซ้อมกับเส้นทางอื่นที่มีระยะทางน้อยลงกว่า Trans-Siberian ถ้าไม่ใช่ Trans-continental ที่เป็นอีกเส้นทางในยุโรปก็คงเป้นเส้นทางปั่นวนรอบญี่ปุ่น Japan Odyssey ซึ่งทั้งคู่ต่างก็มีระยะทางใกล้เคียงกัน คือ 5,000 กิโลเมตร เหมือนเป็นการซ้อม เพื่อปีหน้าหรือปีถัดไปจะได้กลับไปแก้มือ Trans-siberian ให้ได้ หวังว่าเราคงจะได้เห็นอาจารย์กิ้วอีกครั้งในรายการนี้

Writer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load