4 กุมภาพันธ์ 2565
41 K

ร้านกาแฟแห่งนี้จะให้บริการเพียงชั่วคราวเท่านั้น โดยมีกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อม ๆ กับสายลมเย็นระลอกสุดท้ายในวันที่ 5 กุมภาพันธ์นี้ อันเป็นวันเริ่มต้นเทศกาล Bangkok Design Week 2022 และเมื่อสายลมเย็นระลอกใหม่กลับมาเยือนอีกครั้งตอนปลายปี ร้านกาแฟแห่งนี้ก็จะทิ้งไว้เพียงความทรงจำของเราทุกคน

โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café
คุณแววและทีมบาริสต้าแห่ง Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café 

“สำหรับแวว การได้มีโอกาสเข้ามาทำป๊อปอัพคาเฟ่ระยะสั้นในอาคารโบราณหลังนี้ ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายที่สุดในชีวิต แววต้องรวบรวมประสบการณ์การทำร้านกาแฟ Craftsman Roastery ที่ผ่านมาตลอด 6 ปี มาขมวดแล้วสกัดออกมาเพื่อทำให้ดีที่สุด” คุณแวว-เนตรนภา นราธัศจรรย์ ผู้ก่อตั้งร้านกล่าวสรุปง่าย ๆ แต่ได้อารมณ์

“ในวันที่เราตัดสินใจเลือกทำป๊อปอัพคาเฟ่ที่นี่ มันก็เหมือนกับการกลัดกระดุมเม็ดแรก เราไม่มีเวลาที่จะกลัดกระดุมเม็ดต่อไปผิด ดังนั้นเราต้องคิดให้ดีว่าจะทำอย่างไร เพื่อให้ช่วงเวลาเพียงไม่กี่เดือนข้างหน้านี้จะสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า เราต้องทำร้านกาแฟในอาคารที่เป็นโบราณสถาน โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายใด ๆ และยังรักษาสภาพเดิมทุกประการ ในขณะเดียวกันเราเองก็ต้องอยู่รอดได้ในเชิงธุรกิจด้วย” คุณแววกล่าวถึงข้อท้าทายที่กำลังเผชิญอยู่

“เราหลงรักอาคารเก่า โดยเฉพาะอาคารนี้ อยากจะร่วมอนุรักษ์และสร้างความทรงจำที่ดี ประสบการณ์ครั้งนี้จะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชีวิต และจะไม่มีอีกแล้ว แววรู้สึกว่าโชคดีมาก ๆ ที่ได้ทำคาเฟ่ในสถานที่อันเป็นประวัติศาสตร์ของประเทศ” 

การเปิดร้านกาแฟชั่วคราวหรือ Pop-up Café ครั้งนี้ เป็นการหลอมรวมบุคคลหลากหลายวงการเข้ามาร่วมกันผลักดันทุกอย่างให้เกิดขึ้นได้ในเวลาอันสั้น

“ด้วยสภาวะโรคระบาด เราเลยมีเวลาเตรียมตัวประมาณ 5 เดือน แต่เราได้พบคนเก่งมากมาย จากหลากหลายสาขาอาชีพ ทั้งนักวิชาการ นักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดี สถาปนิกอนุรักษ์ มัณฑนากร ช่างฝีมือ เชฟ มิกโซโลจิสต์ ศิลปิน นักออกแบบแสง ฯลฯ รวมทั้งเจ้าของพื้นที่ ทุกคนคือมิตรแท้ที่มาช่วยเราทำโปรเจกต์นี้โดยไม่หวังสิ่งใด เพราะทุกคนมีความรักต่ออาคารเก่าเหมือนกัน”

แม้ระยะเวลาจะสั้น แต่คุณแววและ คุณหนุ่ม-รังสรรค์ นราธัศจรรย์ นักออกแบบภายใน Craftsman Roastery  ได้ทุ่มเทศึกษาประวัติศาสตร์ของอาคารโบราณหลังนี้อย่างละเอียด รวมทั้งถนนบำรุงเมืองทั้งสาย เพื่อนำมาตีความและสร้างสรรค์ประสบการณ์ผ่านบรรยากาศ แสงเงา เมนูขนมและเครื่องดื่ม รวมทั้งเพลงที่เปิดในร้าน ฯลฯ หรือแม้กระทั่งเครื่องแต่งกายและทรงผมของบาริสต้า ด้วยความตั้งใจที่มอบความทรงจำสุดพิเศษให้กับลูกค้าผู้มาเยือนทุกคน

โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café
คุณแววและคุณหนุ่มแห่ง Craftsman Roastery 

“Craftsman Roastery เป็นเหมือน Soft Launch ของสถานที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้ ก่อนที่เจ้าของพื้นที่จะปิดเพื่อดำเนินการบูรณะและปรับปรุงทั้งอาคารและพื้นที่อย่างเป็นทางการ โดยคาดหวังว่าในอนาคตจะเปิดเป็นโรงแรม ร้านอาหาร แกลเลอรี่ สถานที่จัดแสดงงานศิลป์ รวมทั้งคาเฟ่ ซึ่งแผนการปรับปรุงดังกล่าวจะเริ่มขึ้นปลายปีนี้เมื่อทุกอย่างลงตัว ระหว่างนี้เราจึงอาสาเข้ามาลองใช้พื้นที่ในสภาพที่เป็นอยู่ตามเดิม ปกติ Craftsman Roastery ก็เลือกเปิดร้านกาแฟในอาคารเก่าอยู่แล้ว เช่น ที่บ้านอาจารย์ฝรั่ง ที่บ้านอาจารย์ฝรั่ง (บ้านศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี) ดังนั้นการเปิดป๊อปอัพคาเฟ่ในโรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจจึงตรงกับคอนเซ็ปต์ดั้งเดิม” คุณหนุ่มกล่าว

เรามาร่วมกันศึกษาประวัติอาคารและพื้นที่แห่งนี้ไปพร้อม ๆ กับคุณแววและคุณหนุ่ม แล้วมาลุ้นกันว่าเธอและเขาจะตีความออกมาอย่างไร เพื่อจะให้พวกเราได้รับประสบการณ์แบบไหน 

ประสบการณ์ที่ทั้งสองมั่นใจว่าจะเป็นความทรงจำล้ำค่าตลอดไป

โรงพิมพ์ของสยามประเทศ

“อาคารหลังนี้เดิมชื่อโรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ ผู้ก่อตั้งคือ หลวงดำรงธรรมสาร (มี ธรรมาชีวะ) สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2438 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ถือได้ว่าเป็นโรงพิมพ์ที่ดำเนินกิจการการนานที่สุดของไทย นอกจากนี้ยังเป็นโรงพิมพ์ที่ใหญ่และทันสมัยมาก เพราะมีเครื่องพิมพ์ระบบน้ำมัน มีจำนวนคนงานถึง 70 – 80 คน ทำหน้าที่แตกต่างกันไป เช่น ช่างหล่อตัวพิมพ์ ช่างแท่น ช่างเรียง ช่างพับ ฯลฯ นอกจากโรงพิมพ์แล้วก็ยังมีร้านขายหนังสือ ห้องสมุด และสำนักงานติดต่อลูกค้าตั้งอยู่ที่ตึกแถวสองชั้น ริมถนนบำรุงเมืองด้านหน้าโรงพิมพ์” คุณแววเล่าถึงอาคารประวัติศาสตร์หลังนี้ ซึ่งเป็นข้อมูลที่เธอได้รับทราบมาจากสถาปนิกอนุรักษ์

โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café
โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café

โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจรับพิมพ์หนังสือต่าง ๆ เช่น หนังสือแบบเรียน หนังสือธรรมะ รวมทั้งหนังสือทางราชการ อย่างเช่นหนังสือราชกิจจานุเบกษา ซึ่งโรงพิมพ์แห่งนี้ได้รับผิดชอบการพิมพ์เผยแพร่อยู่หลายปี ก่อนยุติลงใน พ.ศ 2504 เมื่อรัฐบาลได้จัดตั้งสำนักพิมพ์คณะรัฐมนตรีและราชกิจจานุเบกษาขึ้นเอง

โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café

“ชั้นล่างเป็นโรงพิมพ์ มีแท่นพิมพ์หนังสือ เครื่องจักรและอุปกรณ์การพิมพ์ต่าง ๆ ส่วนชั้นบนจะเป็นที่อาศัยของคนงาน หลวงดำรงธรรมสารถึงแก่กรรมในสมัยรัชกาลที่ 6 เมื่อ พ.ศ.2460 ต่อมาหลวงศรีบัญชา (ทวน ธรรมาชีวะ – ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยาศรีบัญชา) บุตรชาย ได้เข้ามาบริหารกิจการโรงพิมพ์สืบต่อจากบิดา”

“ในช่วงที่ท่านบริหารโรงพิมพ์นั้น ได้มีการสร้างอาคารโรงพิมพ์ขึ้นเป็นอาคารที่สองในพื้นที่ ต่อมาในช่วงต้นรัชกาลที่ 9 ราว พ.ศ. 2494 ได้เกิดเหตุการณ์เพลิงไหม้ครั้งใหญ่บริเวณเสาชิงช้า และลุกลามมายังพื้นที่โรงพิมพ์ด้วย ส่งผลให้ตึกโรงพิมพ์หลังที่สองและอาคารบางส่วนสูญสิ้นไปในเหตุการณ์ครั้งนั้น รวมทั้งแท่นพิมพ์รุ่นแรกและตัวพิมพ์ตะกั่วเป็นจำนวนมาก แต่อาคารนี้ไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด” คุณแววเล่าต่อ

หลังเหตุการณ์เพลิงไหม้ ผู้รับช่วงดูแลกิจการโรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจก็คือ นายทุน ธรรมาชีวะ บุตรชายคนโต ท่านได้ปรับปรุงกิจการโรงพิมพ์ให้ทันสมัยยิ่งขึ้น มีแท่นพิมพ์และเครื่องจักรสมัยใหม่หลายเครื่อง และได้ก่อสร้างอาคารโรงพิมพ์หลังใหม่ด้วยอะลูมิเนียมเพื่อป้องกันเหตุเพลิงไหม้

ปัจจุบันโรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจได้ย้ายออกจากที่ตั้งดั้งเดิมและเปลี่ยนชื่อเป็นโรงพิมพ์ธรรมสาร เพื่อเป็นเกียรติแด่หลวงดำรงธรรมสาร ผู้บุกเบิกและก่อตั้งโรงพิมพ์เป็นคนแรก

โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café

เมื่อโรงพิมพ์เป็นคาเฟ่

“เมื่อย้ายกิจการโรงพิมพ์ออกไป ก็ได้มีการปล่อยพื้นที่ให้เช่าเก็บพระพุทธรูปของร้านสังฆภัณฑ์ที่ตั้งอยู่ละแวกนี้ ตอนที่เราเข้ามาสำรวจพื้นที่ก็จะพบร่องรอยหลายอย่าง ถ้าสังเกตดี ๆ บนผนังเราจะยังมองเห็นร่องรอยของการใช้สีทองพ่นองค์พระพุทธรูป สีที่หลุดจากองค์พระก็ปรากฏเป็นลายบนผนัง หรือตามเสา” คุณหนุ่มชวนสังเกต

โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café

“ปัจจุบันพื้นที่และอาคารโรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจอยู่ในความดูแลของบริษัท รัจนาการ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ซึ่งมีแผนการที่จะเข้ามาพัฒนาพื้นที่อย่างเต็มรูปแบบในช่วงปลาย พ.ศ. 2565 ระหว่างนี้จึงเปิดพื้นที่ให้ Craftsman Roastery เข้ามาเช่าและเปิดบริการเป็นร้านกาแฟชั่วคราวขึ้น”

ขณะนั้น Craftsman Roastery กำลังจะหมดสัญญาเช่าที่บ้านอาจารย์ฝรั่งลงพอดี ประกอบกับบ้านอาจารย์ฝรั่งมีกำหนดปิดซ่อมในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2564 คุณแววและคุณหนุ่มจึงเริ่มมองหาพื้นที่ทดแทน 

“ราว ๆ เดือนพฤษภาคมเราก็ได้รับข้อมูลจากอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งท่านเป็นลูกค้าขาประจำอยู่พอดี ท่านได้แนะนำเราว่าให้ลองมาดูที่นี่ เราก็เลยแอบมาดูกัน พอเข้ามาก็พบว่า โอ้โห ใหญ่จัง (หัวเราะ) มีสองชั้นอีกด้วย ตัวอาคารเป็นอาคารเก่าตามสภาพที่เห็นอยู่ พอขึ้นไปดูบนชั้นสองก็พบว่าพื้นอาคารโครงสร้างไม้บางจุดอยู่ในสภาพผุกร่อน แต่เราสนใจอาคารหลังนี้มาก ๆ จึงรีบแจ้งอาจารย์ไปว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะขอนัดพบเจ้าของพื้นที่นี้” คุณหนุ่มเล่าต่อ

“พอมีโอกาสได้พบกัน ทางเจ้าของก็ไปเยี่ยมเราที่คราฟส์แมนด้วย เพื่อไปดูว่าเรามีวิธีทำคาเฟ่อย่างไร เราดูแลอาคารเก่าอย่างไร ซึ่งคิดว่าวิธีการของเราคงจะตรงกับสิ่งที่ทางรัจนาการตั้งใจไว้ คือการรักษาสภาพอาคารไว้ดังเดิม เพื่อรักษามิติของเวลาที่ฝังตัวอยู่กับอาคารมาอย่างยาวนานให้คงอยู่ตลอดไป ซึ่งเป็นสิ่งที่คาเฟ่นี้ให้คุณค่าและความสำคัญมาก ๆ” 

ในที่สุด Craftsman Roastery ก็ได้รับความไว้วางใจให้เข้ามาทำธุรกิจป๊อปอัพ คาเฟ่ ณ สถานที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้

โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café
พื้นที่ด้านล่าง 300 ตารางเมตร

อาคารโรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจมีพื้นที่ทั้งสิ้น 600 ตารางเมตร แบ่งเป็นชั้นบนและชั้นล่างอย่างละ 300 ตารางเมตรเท่ากัน

“เราตัดสินใจใช้เฉพาะพื้นที่ชั้นล่างเท่านั้น เพราะสภาพพื้นไม้ชั้นบนยังไม่พร้อมสำหรับการใช้งาน เราแบ่งพื้นที่ขนาด 300 ตารางเมตรเป็น 2 ส่วน คือ คาเฟ่จะมีพื้นที่ประมาณ 100 ตารางเมตร ส่วนอีก 200 ตารางเมตรที่เหลือ เราจัดสรรเป็น Exhibition Space สำหรับแสดงงานต่าง ๆ หรือพื้นที่จัดกิจกรรมทางศิลปะ” คุณหนุ่มสรุป

สถาปัตยกรรมล้ำเลอค่า

ผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมได้เข้ามาศึกษาและวิเคราะห์อาคารบำรุงนุกูลกิจอย่างละเอียดทันที หลังจากนั้นได้สรุปลักษณะทางสถาปัตยกรรมไว้ว่า อาคารอายุ 127 ปีหลังนี้มีลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นแบบผสมผสาน (Eclectic Style) ระหว่างสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและวิกตอเรียน เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน โครงสร้างอาคารเป็นแบบผนังรับน้ำหนักผสมโครงสร้างเหล็กและไม้ หลังคาทรงปั้นหยา มุงด้วยกระเบื้องซีเมนต์รูปว่าว คาดว่าอาคารสร้างอยู่บนเสาเข็มไม้ที่ก่อขึ้นจากซุงท่อนใหญ่ ๆ ตามวิธีการก่อสร้างในสมัยนั้น

โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café
สถาปัตยกรรมเป็นแบบผสมผสานระหว่างคลาสสิกและวิกตอเรียน

“ผู้เชี่ยวชาญสันนิษฐานว่าอาคารหลังนี้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างโดยสถาปนิกชาวยุโรป แต่ใช้ช่างชาวจีนเป็นแรงงานก่อสร้าง ด้านหน้าอาคารประดับด้วยลวดลายปูนปั้นเป็นลายแบบฝรั่ง ถือเป็นงานแฮนด์เมดนะคะ เพราะปั้นด้วยมือทั้งหมด งานไม้ฉลุลายที่ใช้ประดับตกแต่งอาคารก็เป็นงานฝีมือเช่นกัน อีกสิ่งที่ควรสังเกตก็คือลายที่เกิดจากการฉาบปูนผสมสีฝุ่นเพื่อทำเลียนแบบหินอ่อน ซึ่งยังเห็นประดับอยู่ด้านหน้าอาคารจนถึงปัจจุบัน” คุณแววชวนให้ผมสังเกตลายละเอียดอันงดงามที่ประดับอยู่ด้านหน้าอาคาร

โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café
ลายฝรั่ง ปั้นมือโดยช่างจีน 
โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café
การฉาบปูนเลียนแบบลายหินอ่อนปรากฏอยู่ภายในช่องเหลี่ยม

“นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญยังบอกเราว่า อาคารโรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจนั้นฉาบผนังอาคารทั้งภายในและภายนอกด้วยเทคนิค ‘การขัดปูนตำผสมฝุ่นสีเหลือง’ ซึ่งถือว่ามีความพิเศษ เนื่องด้วยการฉาบลักษณะนี้มักจะพบเฉพาะอาคารที่มีฐานานุศักดิ์สูงและมีความสำคัญเท่านั้น เพราะใช้เวลานานและงบประมาณสูงกว่าวิธีอื่น ๆ”

ฉาบอาคารด้วยเทคนิคการขัดปูนตำผสมสีเหลือง

จากภายนอก คราวนี้เราลองเข้าไปชมโครงสร้างและรายละเอียดทางสถาปัตยกรรมภายในกันบ้าง

“ตัวอาคารชั้นล่างเป็นพื้นปูน มีผนังรับน้ำหนักหนา ใช้อิฐก้อนใหญ่ แต่สิ่งที่น่าสนใจมาก ๆ ก็คือเสากลมเหล็กหล่อและคานเหล็กรูปเป็นตัวไอ (I) ซึ่งนำเข้ามาจากบริษัท Dorman Long & Co. เมือง Middleborough ประเทศอังกฤษ สำหรับใช้เพื่อรับน้ำหนักพื้นชั้นบนของอาคาร ซึ่งโครงสร้างเหล็กเช่นนี้แสดงถึงความทันสมัย” คุณหนุ่มชวนผมชม

โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café
เสากลมเหล็กหล่อและคานเหล็กจากบริษัท Dorman Long & Co. ประเทศอังกฤษ
โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café
โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café
บันไดไม้ทอดขึ้นสู่ชั้นบน สังเกตผนังรับน้ำหนักหนา ใช้อิฐก้อนใหญ่

“ส่วนอาคารชั้นบน การจัดสรรพื้นที่เป็นลักษณะเดียวกับชั้นล่าง แต่พื้นเป็นพื้นไม้ เสาและคานก็เป็นไม้ ไม่ใช่เหล็กหล่อ เพียงแต่ผลิตเสาไม้ให้มีรูปลักษณ์เลียนแบบเสาเหล็กหล่อชั้นล่าง และตั้งอยู่ตรงจุดเดียวกัน เพื่อถ่ายน้ำหนักอาคารจากบนลงล่าง สิ่งที่น่าสนใจคือฝ้าเพดานจะตีซ้อนเกล็ดตามสมัยนิยม ความพิเศษของอาคารนี้คือรอบ ๆ ฝ้าเพดาน จะมีการใส่ตะแกรงระบายอากาศ (Ventilation Grill) ซึ่งทำจากไม้ฉลุเป็นลายงดงาม ตะแกรงระบายอากาศจะช่วยระบายความร้อนจากหลังคาให้กระจายลงมาและออกผ่านหน้าต่างไปอย่างรวดเร็ว ทำให้อยู่สบาย ไม่ร้อน” 

โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café
เพดานตีซ้อนเกล็ด เสาและคานเป็นไม้แต่ทำเลียนแบบเสาเหล็กหล่อด้านล่าง
โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café
อีกมุมหนึ่งของอาคารชั้นบน
โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café
ตะแกรงระบายอากาศ (Ventilation Grill) ทำจากไม้ฉลุลายงดงาม 

ด้วยคุณค่าและความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมทั้งหมดที่กล่าวมา กรมศิลปากรจึงประกาศขึ้นทะเบียนตึกโรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจเป็นโบราณสถานเมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2542

“สิ่งที่ตามมากับโอกาสครั้งนี้ก็คือความรับผิดชอบที่จะต้องดูและรักษาโบราณสถานแห่งนี้ให้ดีที่สุด ซึ่งหลักการของเรามี 3 ข้อ นั่นคือ Preserve หมายถึงการรักษาอาคารให้คงสภาพเดิมมากที่สุด Protect คือการป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียใด ๆ และ Stabilize คือการสร้างความมั่นคงแข็งแรง เช่น ช่วยพยุงโครงสร้างเดิมเพื่อให้รองรับการใช้งานตามวัตถุประสงค์ใหม่ได้ จะเป็นวิธีค้ำหรือยันหรืออะไรก็ตามที่ช่วยทำให้อาคารแข็งแรงมั่นคงขึ้น แบ่งสัดส่วนพื้นที่ใช้สอยได้ตามต้องการ เราจะไม่เจาะหรือสร้างร่องรอยถาวรใด ๆ โดยเด็ดขาด แววขอใช้คำว่าเราทะนุถนอมอาคารนี้มาก ๆ” คุณแววกล่าวถึงความรับผิดชอบที่มาพร้อมกับโอกาส

คุณหนุ่มและคุณแววพาผมไปศึกษาวิธีการถนอมอาคารตามจุดต่าง ๆ อันเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ

“ความที่เราแบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วนคาเฟ่และส่วนจัดแสดง เราเลยต้องมีการกั้นพื้นที่แยกจากกัน เพราะส่วนที่เป็นคาเฟ่จะเป็นบริเวณที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ จำเป็นต้องกั้นกระจก ซึ่งการกั้นกระจกนั้น ปกติต้องใส่กรอบไม้หรือกรอบอะลูมิเนียม และต้องยึดกรอบเหล่านี้กับพื้นและเพดาน พื้นปูนนี่เราไม่ค่อยกังวล เพราะอยู่ในสภาพที่เจ้าของพื้นที่ตั้งใจจะรื้อและบูรณะอยู่แล้วในอนาคต ดังนั้นเราจึงได้รับอนุญาตให้เจาะยึดกับพื้นปูนได้ แต่ที่กังวลคือตงไม้บนเพดาน ซึ่งเป็นโครงสร้างสถาปัตยกรรมที่อยู่คู่อาคารหลังนี้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการเจาะ เราจึงใช้วิธีหนีบ (Clamp) เสาเหล็กเข้ากับตงไม้แทน ซึ่งตัวหนีบมีลักษณะคล้ายตัวซี (C) จึงเรียกว่าซีแคลมป์ (C Clamp) และยังมีแผ่นยางรองไว้อีกชั้นเพื่อซับแรงหนีบหรือแรงกด ป้องกันไม่ให้ตัวหนีบสัมผัสกับพื้นผิวไม้โดยตรง เพราะมีแผ่นยางช่วยซับไว้อีกชั้น (Buffer) และในวันที่เรารื้อออก เราก็จะไม่ทิ้งร่องรอยใด ๆ ไว้กับสถานที่นี้เลย”

โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café
แบ่งพื้นที่เป็น 2 ส่วน คือส่วนคาเฟ่และส่วนจัดแสดงงานศิลปะ
โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café
C Clamp ใช้การหนีบเสาเหล็กเข้ากับตงไม้แทนการเจาะ และมีแผ่นรองไว้อีกชั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวหนีบสัมผัสกับพื้นผิวไม้โดยตรง

“สำหรับการตกแต่งอื่น ๆ อย่างโคมไฟ ไฟราว (Track Light) เราก็ใช้ซีแคลมป์ในการยึดกับอาคาร สายไฟที่ต้องเดินใหม่ เราก็ใช้วิธีการโยงสายไฟผ่านซีแคลมป์ทั้งหมด ซึ่งช่างจะทำงานยากขึ้น ใช้เวลาเยอะขึ้น แต่เป็นสิ่งที่เรายินดีที่จะทำ” คุณหนุ่มกับคุณแววช่วยกันอธิบาย

โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café
โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café

“สิ่งที่จะดูแปลกปลอมสุดในอาคารนี้น่าจะเป็นบาร์กาแฟ แต่เราต้องใช้จริง ๆ ไม่เช่นนั้นเราก็ทำกาแฟไม่ได้ (หัวเราะ) แต่บาร์กาแฟของเราจะใช้อย่างระมัดระวังที่สุด คือมีแต่เครื่องทำกาแฟและมีเตาอบสำหรับอุ่นร้อนเบเกอรี่เท่านั้น อุปกรณ์อย่างแก๊สหุงต้มที่ใช้ความร้อนสูง เราจะไม่นำเข้ามาในอาคารโดยเด็ดขาด ในกรณีที่มีผู้มาเช่าพื้นที่สำหรับจัดงานฟังก์ชันอื่น ๆ และต้องการจะประกอบอาหารด้วยความร้อนสูง เราจะทำที่อาคารอื่น แล้วจึงนำเข้ามาเสิร์ฟในนี้ ซึ่งเราเตรียมอาคารสำรองไว้สำหรับกรณีเช่นนี้เรียบร้อยแล้ว อาคารดังกล่าวจะเป็นสถานที่เก็บวัตถุดิบสำหรับนำไปปรุงเป็นค็อกเทลหรือม็อกเทล เช่น เก็บผลไม้สด ผักสด น้ำเชื่อม น้ำแข็ง หรือเหล้าต่าง ๆ เราจะเก็บในอาคารอื่น เพื่อให้อาคารโรงพิมพ์รับภาระน้อยที่สุด” 

เป็นอย่างไรครับ ผมว่าคุณแววและคุณหนุ่มวางมาตรฐานการถนอมอาคารนี้ไว้รัดกุมจริง ๆ

โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café

ตีความอดีต เพื่อสร้างประสบการณ์คาเฟ่-บาร์ในวันนี้

เมื่อทั้งสองค้นหาวิธีอนุรักษ์อาคารสำเร็จแล้ว โจทย์ต่อมาก็คือป๊อปอัพคาเฟ่แห่งนี้ จะมอบประสบการณ์ให้ผู้มาเยือนอย่างไร

“เราศึกษาอดีตของย่านนี้ค่ะ คือถนนบำรุงมืองทั้งสาย แล้วเราก็พบว่าถนนสายนี้เป็นถนนสายช้อปปิ้ง (หัวเราะ) มีห้างฝรั่งเกิดขึ้นเป็นห้างแรก ๆ ของเมืองไทย ความเจริญในรูปแบบวัฒนธรรมตะวันตกมีอิทธิพลต่อผู้คนที่อาศัยอยู่รอบบริเวณนี้ แล้วในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 และ 6 ได้เริ่มมีการส่งนักเรียนไปเรียนต่อที่ยุโรปมาก โดยเฉพาะอังกฤษ จึงมีสังคมนักเรียนนอกเกิดขึ้น อย่างบุตรชายของหลวงดำรงธรรมสาร คือพระยาศรีบัญชา ท่านก็เป็นนักเรียนอังกฤษ ท่านก็มีไลฟ์สไตล์แบบตะวันตก เช่น ท่านชอบดื่มกาแฟดำ ทานไข่ดาวไส้กรอกและขนมปังทาเนยเป็นอาหารเช้า ซึ่งสังคมคนกรุงเทพฯ ในย่านนี้จึงเป็นลักษณะผสมผสานไทยปนฝรั่งที่มีความเก๋อยู่ในตัว” คุณแววเล่าอย่างสนุก

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตัดถนนเจริญกรุงขึ้น เพื่อความสะดวกในการแล่นรถม้าของชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในไทย นับเป็นถนนสายแรกที่ก่อสร้างแบบตะวันตก ต่อมาได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการปรับปรุงถนนเสาชิงช้า ซึ่งเป็นถนนเก่าแก่มาแต่ครั้งสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 โดยพระราชทานพระราชทรัพย์จ้างชาวจีนมาสร้างเป็นถนนสมัยใหม่ สองฟากถนนได้สร้างอาคารแบบตะวันตกขึ้น โดยทรงส่งนายช่างชาวไทยไปศึกษาดูแบบการก่อสร้างจากสิงคโปร์และปัตตาเวีย (ปัจจุบันคือกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย) พระราชทานนามถนนสายนี้ว่าถนนบำรุงเมือง

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 หนังสือราชกิจจานุเบกษาปีที่ 4 ฉบับปี พ.ศ 2420 ได้บันทึกความเอาไว้ว่า

“…นายแบดแมน เช่าพื้นที่ทำห้างแบดแมน เพื่อขายสินค้านานาชนิด ห้างแขกเปอร์เซีย ขายสินค้าจากต่างประเทศ ห้างเอส.ทิสแมน ขายนาฬิกา อำแดงทรัพย์ขายหมากพลูและบุหรี่ จีนหงีทำบ่อนเบี้ย จีนฮวดหลีตั้งโรงจำนำ จีนยิดขายเหล้าและหมี่ จีนหนูขายผ้า…” 

อ่านข้อความที่ปรากฏนี้แล้วผมถึงกับรำพึงออกมาว่า โอย… ช้อปกันสนั่นถนนเลย

ป๊อปอัพคาเฟ่ในอาคารโบราณยุค ร.5 แห่งถนนบำรุงเมือง ปลุกกลิ่นอายมาเฟียสำอางในสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและวิกตอเรียน
ถนนบำรุงเมืองในอดีต 
ภาพ : www.nextsteptv.com/khongdee

“คือเรารู้สึกว่าย่านนี้เป็นย่านทันสมัย เป็นย่านนักเรียนนอก มีความเป็นฝรั่งผสมไทย แล้วอาคารนี้ก็เป็นโรงพิมพ์มาก่อน เป็นแหล่งผลิตหนังสือ มีร้านหนังสือและห้องสมุด นับว่าเป็นแหล่งพัฒนาความรู้ของคน ช่วยหล่อหลอมให้คนกลายเป็นมนุษย์และเป็นสุภาพชน ผมนึกถึงคำว่า Grooming กับ Gentlemanliness คือมีความสำอางแล้วก็เป็นสุภาพบุรุษ” คุณหนุ่มเริ่มเห็นภาพอะไรบางอย่าง แล้วคุณแววล่ะ

“พอดีแววได้มีโอกาสดูซีรีส์ใน Netflix เรื่อง Peaky Blinders ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 1900 ขณะนั้นในไทยก็จะประมาณช่วง พ.ศ. 2443 สมัยรัชกาลที่ 5 ต่อมาจนถึงรัชกาลที่ 6 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับโรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ ซีรีส์เรื่องนี้ที่สะท้อนภาพมาเฟียในเมืองเบอร์มิงกัม (Birmingham) ดูแล้วแววรู้สึกชอบมาก ๆ คือมาเฟียในเรื่องทุกคนมีความ Grooming และมีความเป็น Gentlemanliness คือมาเฟียยุคนั้นตัดผมเนี้ยบ แต่งตัวเท่นะคะ แต่ก็มีความซ่าแบบมาเฟีย (หัวเราะ) คือมันมีความสนุกขึ้นอีกมิติ ภาพที่เห็นในซีรีส์เรื่องนี้ตรงกับภาพในจินตนาการของเรา สิ่งนี้จึงเป็นการจุดประกายให้แววอยากสร้างคาเฟ่ผสมบาร์ มีเสิร์ฟทั้งกาแฟ ทั้งเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์อย่างค็อกเทล แล้วก็มีม็อกเทลด้วย ถ้าให้แววสรุปว่าประสบการณ์ของที่นี่เป็นอย่างไร แววขอสรุปว่าเป็น Grooming Mafia ค่ะ (หัวเราะ)” คุณแววหัวเราะร่วนในขณะที่ผมกำลังสรรหาคำแปลของ Grooming Mafia เป็นภาษาไทยจนคิ้วแทบจะขมวดเข้าหากัน 

“มาเฟียสำอางดีไหมคะ” ข้อเสนอของคุณแววทำให้ผมขำก๊ากออกมา แต่ผมคิดว่าคำคำนี้ไม่เลวเลย

“แววคิดว่าคนเราก็มีทั้ง Bright Side และ Dark Side ไม่มีใครเจนเทิลเมนเนี้ยบตลอดเวลา ก็ต้องมีดื่มมีฮากันบ้าง ต่อให้เป็นนักเรียนอังกฤษจ๋าแค่ไหนก็เถอะ เราต้องการปรุงรสทั้งยุคเก่าและยุคใหม่เข้ากันอย่างกลมกล่อม มีเนี้ยบแล้วก็มีซนด้วย เราไม่อยากให้แขกเข้ามาแล้วเหมือนหลุดมิติมาสู่อดีตจนกลับไปไม่ถูก หรือมาแล้วรู้สึกเกร็ง จนทำตัวไม่ถูก ตึกอาจจะเก่า แต่เราก็เปิดเพลงฮิปฮอปได้ ซึ่งประสบการณ์ทั้งหมดไม่ได้มาจากอาคารและบรรยากาศเท่านั้น ต้องมาจากการดูแลและปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าของบาริสต้าด้วย ซึ่งเราจำเป็นต้องใส่ใจประเด็นนี้” 

ป๊อปอัพคาเฟ่ในอาคารโบราณยุค ร.5 แห่งถนนบำรุงเมือง ปลุกกลิ่นอายมาเฟียสำอางในสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและวิกตอเรียน

หากมาที่นี่อย่าลืมสังเกตเครื่องแบบของทีมบาริสต้านะครับ คุณแววลงมือคัดสรรด้วยตัวเองให้ออกมาเป็นแนวมาเฟียสำอางได้อย่างใจ “แม้แต่ผม แววก็พาน้อง ๆ ไปตัดที่ร้านแบบบาร์เบอร์เองนะคะ เลือกร้านเลือกทรงผมให้ทุกคน”

ป๊อปอัพพคาเฟ่แห่งนี้คือความผสมผสานของตะวันตกและไทย มีทั้งความเนี้ยบและความสนุกที่ทั้งสองเชื่อว่าทุกคนจะชอบ

กาแฟและเบเกอรี่ก็มีทีเด็ด

เมื่อตอนคิดเรื่องเมนูขนมสำหรับลูกค้านั้น คุณแววตั้งต้นจากความเข้าใจเรื่องขนมในสมัยรัชกาลที่ 5 และ 6 เสียก่อน

“แววเริ่มจากการศึกษาเกี่ยวกับคาเฟ่ยุคแรก ๆ ซึ่งก็มักจะเป็นแหล่งรวมตัวของเหล่านักเรียนนอก ซึ่งเคยสัมผัสประสบการณ์เช่นนี้จากยุโรป เพราะตอนนั้นเมืองไทยยังไม่มีคาเฟ่ ร้านกาแฟร้านแรกก็คือร้านกาแฟนรสิงห์ ที่สร้างขึ้นช่วงปลายรัชกาลที่ 6 แต่เดิมตั้งอยู่ภายในรั้วสนามเสือป่า ซึ่งเป็นร้านยอดนิยมของบรรดาพ่อค้า ชาวต่างชาติ ผู้รับราชการเสือป่ารักษาพระองค์ แล้วก็นักเรียนนอก ในสมัยนั้นก็มีบริการอาหารคาวหวาน ซึ่งส่งตรงมาจากครัวบ้านนรสิงห์ของเจ้าพระยารามราฆพ แล้วก็มีขนมไว้บริการ เป็นขนมแบบตะวันตกด้วยนะคะ”

เธอเริ่มตั้งคำถามว่ามีใครเป็น ‘ต้นแบบ’ ขนมฝรั่งที่แพร่หลายในยุคนั้น และมีการสร้างสรรค์ขึ้นอย่างไร

“มีพี่ที่น่ารักคนหนึ่งกรุณาแนะนำตำราขนมเล่มหนึ่งของหม่อมเจ้าสิบพันพารเสนอ โสณกุล แววอ่านแล้วชอบมาก ปิ๊งเลย ท่านหญิงสิบพันทรงมีพระชนมายุอยู่ในช่วงนั้นด้วย ที่แววว่าน่าสนใจคือสูตรขนมนั้นเป็นสูตรฝรั่งแต่นำมาปรับปรุงหรือพัฒนาอย่างไทย ก็เลยศึกษาตำราขนมของพระองค์ท่านอย่างจริงจัง คัดเมนูที่เรารู้สึกชอบ นำมาปรึกษากับเชฟ คือเชฟเช้า-คุณต่อจันทน์ แคทริน บุณยสิงห์ แล้วก็สไตลิสต์คือคุณหนูนา-มัทนา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เพื่อลองช่วยกันแกะสูตร ตีความ และหาวิธีการนำเสนอ”

ป๊อปอัพคาเฟ่ในอาคารโบราณยุค ร.5 แห่งถนนบำรุงเมือง ปลุกกลิ่นอายมาเฟียสำอางในสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและวิกตอเรียน

 “ตอนที่อ่านนี่แววมีความสุขมาก ศัพท์แสงที่ใช้ในหนังสือน่ารักมาก (หัวเราะ) อย่างเช่น คำว่ามันฮ่อ เราก็พยายามคิดว่ามันอะไร พออ่านไปเรื่อย ๆ อ๋อ… มันฮ่อคือวอลนัทค่ะ (หัวเราะ) หรืออย่างพาย (Pie) ท่านก็ทรงเขียนว่าปาย ปายมันฮ่อก็คือวอลนัทพาย (หัวเราะ)” 

“แล้วอย่างที่แววบอกว่าเป็นขนมฝรั่งที่พัฒนาอย่างไทย ก็เพราะว่าขนมฝรั่งสมัยนั้นวัตถุดิบบางอย่างมีราคาสูง ต้องนำเข้าเท่านั้น ซึ่งทำให้ท่านพยายามหาวิตถุดิบทดแทน เช่น ปายแอปเปิ้ล ซึ่งต้องใช้แอปเปิ้ลเขียว ท่านก็ทรงใช้มะม่วงดิบฝานแทน เพราะมีรสชาติอมเปรี้ยวใกล้เคียงกัน หรืออย่างเค้ก ก็จะไม่ใช่เค้กที่ฟูมาก ๆ เพราะผงฟูไม่ใช่วัตถุดิบที่แพร่หลายขณะนั้น อุปกรณ์ก็ยังไม่ครบครัน เค้กสมัยนั้นก็จะมีลักษณะเป็นแบบสปอนจ์เค้ก (Sponge Cake) ที่เนื้อจะแน่น ๆ ไม่เบาโปร่งแบบสมัยนี้ นอกจากนี้จะมีการใช้เครื่องเทศในขนมเยอะมาก เรียกว่าเป็นจุดเด่นเลยค่ะ คือทุกสูตรจะมีพวกซินนามอน โป๊ยกั๊ก กานพลู ลูกจันทน์เทศอยู่เสมอ (หัวเราะ) สำหรับแวว นี่ก็คือมาเฟียสำอาง ฝรั่งจ๋ามาเจอการตีความและพัฒนาแบบไทย ๆ มันคือความเนี้ยบบ้าง สนุกและซ่าบ้าง ที่ถ่ายทอดจากคอนเซ็ปต์ร้านสู่ขนมด้วย”

ในที่สุดคุณแวว เชฟเช้า และคุณหนูนาก็ได้ทดลองทำตามตำรา และนำมาปรับรสชาติให้ร่วมสมัยมากขึ้น พร้อมกับคัดเลือกเมนูเบเกอรี่มา 7 เมนูที่มั่นใจว่าจะสร้างความประทับใจให้ลูกค้า ที่สำคัญก็คือเป็นเมนูที่สามารถปรุงได้ในอาคารครัว ซึ่งมีอุปกรณ์และพื้นที่จำกัด นอกจากนี้ยังพลิกแพลงเพื่อสร้างสรรค์ร่วมกับผลไม้ตามฤดูกาลได้ โดยยังคงคอนเซ็ปต์ขนมฝรั่งที่ปรับปรุงแบบไทย ๆ ตามสมัยรัชกาลที่ 5 และ 6 

เรามาลองฟังเมนูแนะนำเรียกน้ำย่อยกันสักชิ้นสองชิ้นดีกว่า

Devil Cake with Dark Rum Sauce คำว่า Devil Cake นั้นเป็นคำที่เรียกตามหม่อมเจ้าสิบพันพารเสนอ เนื้อเค้กช็อกโกแล็ตแบบสปอนจ์เนื้อแน่น ๆ แช่เย็นทานยิ่งอร่อย หรือจะอุ่นร้อนสักหน่อยก็จะนุ่มเบาชวนเคลิ้ม เสริมด้วยดาร์กรัมซอสสูตรเฉพาะที่นำดาร์กช็อกโกแลตคุณภาพดี มาเคี่ยวกับผลไม้อย่างเชอร์รี่พร้อมสมุนไพรนานาชนิดให้หอมกรุ่น ก่อนตบด้วยรัม เวลาทานก็จะวูบ ๆ ร้อน ๆ ได้กลิ่นรัมขึ้นจมูกหอม ๆ แอบมีอารมณ์กรึ่ม ๆ อยู่ในบาร์

“แววว่าเค้กเมนูนี้มีความเป็นเค้กของผู้ใหญ่เท่ ๆ ไม่ใช่เค้กหวาน ๆ แบบเด็ก ๆ (หัวเราะ) ถ้าให้เปรียบเทียบอารมณ์ก็คงเหมือนการทานพวกช็อกโกแลตที่ใส่ลิเคอร์หรือรัมไว้ข้างใน ซึ่งมันจะให้อารมณ์ที่ต่างจากการทานช็อกโกแลตนม (หัวเราะ)”

ป๊อปอัพคาเฟ่ในอาคารโบราณยุค ร.5 แห่งถนนบำรุงเมือง ปลุกกลิ่นอายมาเฟียสำอางในสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและวิกตอเรียน

Banana Turnover หรือ เค้กกล้วยหน้าคว่ำ ที่ตอนทำก็คว่ำกล้วยลงด้านล่างเพื่อให้คลุกเคล้ากับคาราเมล เวลาอบออกมาซอสคาราเมลจะเคลือบอย่างทั่วถึง ดึงกลิ่นน้ำตาลไหม้จาง ๆ น่าซาบซ่านอร่อยลิ้น แถมยังเข้ากันได้ดีกับเค้กเนื้อแน่นที่หอมกลิ่นเนยเตะจมูก

“กลิ่นและรสสัมผัสหลักของเค้กเมนูนี้คือ เค้กที่ Buttery และกล้วยเป็นชิ้น ๆ ที่ Caramelized ค่ะ”

ป๊อปอัพคาเฟ่ในอาคารโบราณยุค ร.5 แห่งถนนบำรุงเมือง ปลุกกลิ่นอายมาเฟียสำอางในสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและวิกตอเรียน

Walnut Pie หรือปายมันฮ่อ มันฮ่อชิ้นอวบดาหน้ามาเต็มทุกอณู พร้อมกลิ่นเครื่องเทศละมุน กระตุ้นให้อยากเคี้ยว

“ชอบชื่อนี้ปายมันฮ่อ มาจากหนังสือของท่านหญิงสิบพัน เลยอยากให้ทุกคนได้ลองเพื่อเป็นความทรงจำต่อร้านของเรา”

ป๊อปอัพคาเฟ่ในอาคารโบราณยุค ร.5 แห่งถนนบำรุงเมือง ปลุกกลิ่นอายมาเฟียสำอางในสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและวิกตอเรียน

“ส่วนเมนูกาแฟนั้น เราไม่ได้สร้างสรรค์เมนูใหม่ ๆ ขึ้นมาเพราะเราเล่นความแฟนซีไปกับขนมเยอะแล้ว แววเลยอยากให้เมนูกาแฟที่คลาสสิก ซึ่งทุกคนชื่นชอบและคุ้นเคยดี ให้กาแฟเป็นแบบ Everyday Drink มากกว่า”

แต่เมื่อให้เลือกเมนูกาแฟที่เธออยากแนะนำ เธอจึงเลือกมา 2 ตัว คือ 

Mocha Yuzu กาแฟคุณภาพผสมช็อกโกแลตระดับ Artisan ที่เจือรสชาติของมอลต์และเฮเซลนัท นำมาผสมน้ำส้มยูสุ ก่อนท็อปอัพด้วยผิวส้มยูสุและน้ำตาลไหม้ที่ทำให้ใคร ๆ ก็สดชื่น 

ป๊อปอัพคาเฟ่ในอาคารโบราณยุค ร.5 แห่งถนนบำรุงเมือง ปลุกกลิ่นอายมาเฟียสำอางในสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและวิกตอเรียน

Spiced Thai Latte ลาเต้แบบไทย ๆ ที่อวลไปด้วยกลิ่นอายของเครื่องเทศ ผสมน้ำเชื่อมสูตรเด็ดที่หมักกับอบเชย และมีกลิ่นโป๊ยกั๊กอ่อน ๆ หอมรัญจวนใจไทยปนเทศ

ป๊อปอัพคาเฟ่ในอาคารโบราณยุค ร.5 แห่งถนนบำรุงเมือง ปลุกกลิ่นอายมาเฟียสำอางในสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและวิกตอเรียน

ค็อกเทล ม็อกเทล มีเซอร์ไพรส์

เมนูค็อกเทลเสริมความเป็นบาร์ให้กับคาเฟ่ ซึ่งคุณแววได้ชวน คุณกานต์-กานต์ เลียงศรีสุข ครีเอทีฟ มิกโซโลจิสต์ จากร้าน Dag Bkk มาร่วมสร้างสรรค์และสร้างเซอร์ไพรส์

ป๊อปอัพคาเฟ่ในอาคารโบราณยุค ร.5 แห่งถนนบำรุงเมือง ปลุกกลิ่นอายมาเฟียสำอางในสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและวิกตอเรียน
คุณกานต์ ครีเอทีฟ มิกโซโลจิสต์ จากร้าน Dag Bkk

“เรามีค็อกเทล 6 เมนู และแปลงเป็นม็อกเทลได้ 4 เมนู ดื่มแล้วสดชื่น ที่ผมเลือกนำเสนอในวันนี้คือ Sabini ซึ่งนำฝรั่งสดไปสกัดเย็น (Cold Pressed) ผสมด้วยน้ำผึ้งที่นำไปแช่กับผิวเลม่อนและมะนาวนานหนึ่งสัปดาห์ เพื่อให้ได้กลิ่นหอมและเกิดรสที่ต้องการ ถ้าเป็นค็อกเทลเราก็เติมจินลงไปครับ” คุณกานต์เล่า

ป๊อปอัพคาเฟ่ในอาคารโบราณยุค ร.5 แห่งถนนบำรุงเมือง ปลุกกลิ่นอายมาเฟียสำอางในสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและวิกตอเรียน

“ส่วนค็อกเทลที่ผมแนะนำ อันนี้เป็นเมนูเซอร์ไพรส์จากบาร์ของเรา นั่นคือ Coffee Milk Punch Cocktail ที่ผมได้แรงบันดาลใจมาจากค็อกเทลในยุค 70 และ 80 การทำค็อกเทลสไตล์มิลค์พันช์ คือการนำนมมาผสมเครื่องเทศแล้วอุ่นให้ร้อน พร้อมควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ที่ประมาณ 60 – 70 องศาเซลเซียส ก่อนนำมาใส่กาแฟที่คั่วพิเศษของ Craftsman Roastery กับเหล้าตระกูลสปิริต ทิ้งไว้สักระยะจนส่วนผสมแยกชั้นเหมือนชีส จากนั้นนำไปกรองด้วยฟิลเตอร์ เพื่อสกัดไขมันออกให้หมด เราจะได้ส่วนผสมที่ใสมาก ๆ ซึ่งกระบวนการนี้เรียกว่า Clarify คือทำให้ใส เวลาทานจะมีรสสัมผัสของทั้งกาแฟ เหล้า และทิ้งรสนมไว้ที่ลำคอ ค็อกเทลตัวนี้ตั้งใจใช้กาแฟเพราะเราเป็นคาเฟ่” คุณกานต์อธิบายจนผมเคลิ้มไปหมด เมื่อลองชิมแล้วยิ่งเคลิ้มหนักกว่าเดิมอีกหลายเท่า

ป๊อปอัพคาเฟ่ในอาคารโบราณยุค ร.5 แห่งถนนบำรุงเมือง ปลุกกลิ่นอายมาเฟียสำอางในสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและวิกตอเรียน

พร้อมเปิดตัวในงาน Bangkok Design Week

  และแล้วความพยายามและความทุ่มเททั้งหมดตลอดระยะเวลา 5 เดือนที่ผ่านมาก็ถึงวาระสำคัญ นั่นคือการเปิดตัว Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์นี้พร้อม ๆ กับเทศกาลออกแบบกรุงเทพฯ 2565 หรือ Bangkok Design Week 2022

ป๊อปอัพคาเฟ่ในอาคารโบราณยุค ร.5 แห่งถนนบำรุงเมือง ปลุกกลิ่นอายมาเฟียสำอางในสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและวิกตอเรียน

“เราตั้งใจว่าจะเปิดตัวในงาน Bangkok Design Week ซึ่งจัดขึ้นพอดีกับที่คาเฟ่เสร็จสมบูรณ์ ผมได้เคยร่วมงานกับ Design & Object Association หรือ D&O และ D&O เป็นส่วนหนึ่งของผู้ที่เข้ามาร่วมงาน Bangkok Design Week ในปีก่อน ๆ ทางเราเลยชวนเขามาจัดแสดงงานที่นี่ ซึ่งทางสมาชิกของกลุ่มก็ตอบรับด้วยความยินดีมาก ๆ” คุณหนุ่มกล่าว

ป๊อปอัพคาเฟ่ในอาคารโบราณยุค ร.5 แห่งถนนบำรุงเมือง ปลุกกลิ่นอายมาเฟียสำอางในสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและวิกตอเรียน

“โจทย์ที่ D&O กำหนดขึ้นคือ Future Paradise ซึ่งแนวคิดมาจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เมื่อเรากำลังเผชิญอยู่กับโรคระบาดและสภาวะเศรษฐกิจถดถอย D&O อยากชวนดีไซเนอร์ให้ร่วมกันคิดว่างานดีไซน์นั้นจะไปต่ออย่างไร ไม่ต้องมองไปไกล เอาแค่ในอีก 5 ปี หรือ 10 ปี ข้างหน้า ดังนั้นคำว่า Future จึงไม่ได้หมายถึงการมองไกลไปยังโลกอนาคต แต่ระยะ 5 ปี 10 ปี จะมีอะไรที่สร้างอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตของเราบ้าง และงานดีไซน์ควรเป็นอย่างไร ซึ่งดีไซเนอร์ของแต่ละแบรนด์ก็จะไปตีความ และนำผลงานมาแสดงกันที่นี่” คุณหนุ่มเล่าจนผมอยากดูเสียแล้ว

ป๊อปอัพคาเฟ่ในอาคารโบราณยุค ร.5 แห่งถนนบำรุงเมือง ปลุกกลิ่นอายมาเฟียสำอางในสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและวิกตอเรียน

งาน Bangkok Design Week จะมีขึ้นตั้งแต่วันที่ 5 – 13 กุมภาพันธ์ ซึ่งปีนี้เป็นปีแรกที่งานจะขยายพื้นที่มายังถนนบำรุงเมือง รวมทั้งย่านใกล้เคียงอย่างมหาวิทยาลัยศิลปากร (วังท่าพระ) และห้างนิวเวิลด์ (บางลำพู) ด้วย

“ส่วนทางคาเฟ่ของเราจะนำหนังสือที่เคยตีพิมพ์โดยโรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจจำนวนหนึ่ง ซึ่งคัดมาจากหอสมุดวังท่าพระ มหาวิทยาลัยศิลปากร นำมาจัดแสดง รวมทั้งภาพถ่ายของโรงพิมพ์ในอดีตที่สืบค้นมาได้ พร้อมกับภาพถ่ายโรงพิมพ์ที่เพิ่งถ่ายใหม่โดยกลุ่มสังเคราะห์แสง ทั้งหมดเป็นนิทรรศการที่เราตั้งใจนำเสนอเพื่อให้ผู้ที่มาชมงานได้ร่วมภาคภูมิใจกับโรงพิมพ์แห่งแรกของสยาม และเราตั้งใจว่าจะมีนิทรรศการชุดใหม่ ๆ เผยแพร่ออกมาเรื่อย ๆ ในอนาคต”

นอกจากนิทรรศการแล้ว คุณหนุ่มยังบอกข่าวดีว่าจะมีการนำเสนอ Lighting Design โดยทีม FOS Lighting Design Studio ซึ่งได้เข้ามาศึกษาประวัติและรายละเอียดทางสถาปัตยกรรมของอาคารแห่งนี้ เพื่อนำกลับไปตีความและสร้างเป็นผลงาน Lighting Design สำหรับอาคารโรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจโดยเฉพาะ 

“ทางดีไซเนอร์ตีโจทย์ว่าอาคารนี้มีลายละเอียดที่งดงาม ไม่ว่าลายฉลุ ลายปูนปั้น หรือร่องรอยบนผนังของอาคารที่แสดงมิติเวลาแห่งอดีต จึงต้องการสื่อออกมาให้เราได้ชมกันทั้งภายนอกและภายในอาคาร ผมก็ขอเชิญชวนทุกท่านมาชมด้วยกันนะครับ” คุณหนุ่มทิ้งท้าย

สำหรับผม Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café เป็นดั่งพรหมลิขิตที่บันดาลให้ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น แม้ว่าคาเฟ่แห่งนี้จะเปิดบริการแค่เพียงไม่กี่เดือน แต่ผมเชื่อมั่นว่าเราจะได้รับสุนทรียครบทุกประสาทสัมผัส ไม่ว่ารูป รส กลิ่น เสียง ได้ชื่นชมสถาปัตยกรรมอันงดงามที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์อันน่าภาคภูมิใจ

“เราโชคดีมาก ๆ ที่ได้รับความช่วยเหลือจากทุก ๆ คนในทุก ๆ ด้าน ที่ช่วยทำให้ป๊อปอัพคาเฟ่แห่งนี้เป็นจริง เราจะใช้โอกาสและความช่วยเหลือที่ได้รับจากรัจนาการ พร็อพเพอร์ตี้ ในครั้งนี้ สร้างประสบการณ์ที่จะเป็นความทรงจำของทุกคนตลอดไป” คุณแววกล่าวด้วยรอยยิ้ม

ตอนนี้ผมพร้อมจะไปสัมผัสประสบการณ์มาเฟียสำอางเต็มรูปแบบแล้วครับ

ป๊อปอัพคาเฟ่ในอาคารโบราณยุค ร.5 แห่งถนนบำรุงเมือง ปลุกกลิ่นอายมาเฟียสำอางในสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและวิกตอเรียน

ขอขอบพระคุณผู้ให้สัมภาษณ์

คุณแวว-เนตรนภา นราธัศจรรย์ ผู้ก่อตั้งคราฟส์แมน โรสเตอรี่

คุณหนุ่ม-รังสรรค์ นราธัศจรรย์ นักออกแบบภายใน คราฟส์แมน โรสเตอรี่

คุณกานต์-กานต์ เลียงศรีสุข Creative and Mixologist ของ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café

ข้อมูลเชิงประวัติพื้นที่ สถาปัตยกรรม และโครงสร้างทางสถาปัตยกรรม

คุณวทัญญู เทพหัตถี สถาปนิกอนุรักษ์ บริษัทกุฎาคาร จำกัด

ภาพโรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจในอดีต และหลวงดำรงธรรมสาร จากหนังสือ ตำนานห้างร้านสยาม โดย อเนก นาวิกมูล

Writer

Avatar

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

Avatar

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Heritage House

สถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่เล่าประวัติศาสตร์บนแผ่นดินไทย

สมาคมสถาปนิกสยามฯ ประกาศให้วิหารน้อยได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม ประเภทงานอนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรมและชุมชนระดับดีมาก ประจำ พ.ศ. 2565 ซึ่งถือว่าเป็นรางวัลสูงสุดในประเภทนี้และครั้งนี้

“เมื่อทราบข่าว ดิฉันรู้สึกเป็นเกียรติและดีใจมาก ๆ ดิฉันมาทำบุญถวายพระอัฐิเสด็จปู่เป็นประจำทุกปีตั้งแต่เล็ก ๆ พอโตขึ้นมาก็เห็นความทรุดโทรมของที่นี่ วิหารน้อยเป็นอาคารโบราณที่สร้างขึ้นมานาน ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อได้มาเป็นประธานมูลนิธิราชสกุลอาภากร ในพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ก็คิดว่าจะต้องลงมือทำอะไรสักอย่าง

“ความที่ดิฉันยึดมั่นกับคำสอนของเสด็จปู่ที่ว่า ทำอะไรต้องทำจริง ก็เลยเกิดความคิดว่าจะบูรณะวิหารน้อยให้ดีที่สุด จึงได้ปรึกษากับกองทัพเรือ และขอให้กรมศิลปากรมาช่วย รวมทั้งเชิญผู้มีความรู้อย่างคุณวทัญญูให้มาร่วมเป็นที่ปรึกษาในการบูรณะครั้งนี้” หม่อมราชวงศ์จิยากร อาภากร เสสะเวช พระนัดดาใน พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ ผู้ทรงเป็นต้นราชสกุลอาภากร) กล่าวอย่างภูมิใจ

หม่อมราชวงศ์จิยากร อาภากร เสสะเวช

“หัวใจของการบูรณะวิหารน้อย คือการนำองค์ความรู้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการมาใช้ในการบูรณะ เพื่อมุ่งอนุรักษ์และพัฒนาอาคารโบราณให้เหมาะสมต่อการใช้งานในอนาคต รวมทั้งบันทึกไว้เป็นองค์ความรู้และกรณีศึกษาสำหรับการบูรณะอาคารโบราณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาคารที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการอนุรักษ์อาคารสำคัญร่วมสมัยอื่น ๆ อีกมากมาย” คุณวทัญญู เทพหัตถี กรรมการผู้จัดการ บริษัท กุฎาคาร จำกัด สถาปนิกอนุรักษ์ผู้ร่วมเป็นที่ปรึกษาโครงการบูรณะวิหารน้อยครั้งล่าสุด กล่าวถึงความสำคัญของการบูรณะครั้งนี้

คุณวทัญญู เทพหัตถี
ภาพ : ปฏิพล รัชตอาภา

คอลัมน์ Heritage House จึงอยากเชิญชวนผู้อ่านทุกท่านไปร่วมทำความรู้จักกับวิหารน้อย เพื่อทราบถึงประวัติความเป็นมา ลักษณะเด่นทางสถาปัตยกรรม ตลอดจนกระบวนการอนุรักษ์ที่ถูกต้อง

“แต่การทำความรู้จักแต่เฉพาะวิหารน้อยอาจไม่เพียงพอ ผมคิดว่าเราควรเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดของสุสานหลวงวัดราชบพิธเสียก่อน ที่นี่มีทั้งเจดีย์ทรงลังกา ปราสาทขอมประยุกต์ สถาปัตยกรรมอิทธิพลโกธิก (Gothic) คลาสสิก ฯลฯ ซึ่งรูปแบบสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกันเช่นนี้ล้วนมีที่มาที่ไปทั้งสิ้น ทั้งหมดกำหนดขึ้นจากสถานะของบุคคลผู้นั้น อันเกี่ยวเนื่องกับรัชกาลที่ 5 ซึ่งเมื่อได้ทราบแล้ว เราจะรู้สึกได้เลยว่ารัชกาลที่ 5 ทรงคิดทุกอย่างอย่างรอบคอบ มีระเบียบแบบแผน” คุณวทัญญูได้ชวนเราให้เปิดมุมมองที่กว้างขึ้น

ถ้าพร้อมแล้ว ตามผมมาเลยครับ

สุสานหลวงวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

“จริง ๆ แล้ว โดยธรรมเนียมไทยไม่เคยปรากฏการสร้างสุสานเพื่อบรรจุพระศพหรือพระอัฐิของเจ้านายในพระราชวงศ์มาก่อน การสร้างสุสานหลวงเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อเป็นที่บรรจุพระอัฐิเฉพาะพระมเหสีเทวี พระราชโอรส-ธิดา อัฐิของเจ้าจอมมารดา และเจ้าจอมในรัชกาลที่ 5 เท่านั้น กล่าวโดยภาษาสามัญก็คือ เป็นสถานที่สงวนไว้เฉพาะสมาชิกครอบครัวของพระองค์ท่าน” คุณวทัญญูเล่า

แต่เดิมนั้น หลังจากบำเพ็ญกุศลถวายพระศพจนครบวาระแล้ว ก็จะตามด้วยพิธีถวายพระเพลิงพระศพ แล้วจึงเชิญพระอังคารไปลอยน้ำบริเวณหน้าวัดสำเพ็งหรือวัดปทุมคงคาฯ เชิญพระอัฐิอีกส่วนหนึ่งไปบรรจุไว้ในพระบรมมหาราชวัง หรือวังของเจ้านายพระองค์นั้น ๆ หรือเชิญไปประดิษฐานยังวัดอันเกี่ยวข้องกับพระองค์ท่าน แต่ไม่มีการบรรจุรวมกันในลักษณะสุสานเช่นนี้

ภาพเก่าสุสานหลวง วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม สมัยรัชกาลที่ 5

“ไม่มีบันทึกที่ปรากฏแน่ชัดว่าทำไมรัชกาลที่ 5 จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสุสานหลวงขึ้น แต่พอจะสันนิษฐานได้ว่ามาจากสาเหตุสำคัญ 2 ประการ ประการแรก สภาพบ้านเมืองที่เปลี่ยนไป การประกอบพิธีอันเกี่ยวเนื่องกับพระศพไม่สะดวกเหมือนเมื่อก่อน เช่นการลอยพระอังคารในแม่น้ำ ในอดีตบริเวณหน้าวัดสำเพ็งหรือวัดปทุมคงคาฯ เป็นเขตนอกเมือง คนอาศัยอยู่ไม่มาก แต่ในสมัยรัชกาลที่ 5 จำนวนประชากรมีเพิ่มขึ้นมาก พื้นที่บริเวณนั้นกลายเป็นแหล่งชุมชน จึงไม่เหมาะที่จะลอยพระอังคารอีกต่อไป

“รัชกาลที่ 5 ทรงมีครอบครัวใหญ่ มีมเหสีเทวี เจ้าจอมมารดา รวมทั้งพระราชโอรส-ธิดาหลายพระองค์ ทั้งนี้คงจะโปรดให้รวบรวมสมาชิกครอบครัวของพระองค์ท่านไว้ด้วยกัน ไม่ต้องกระจัดกระจายไปบรรจุพระอัฐิไว้หลาย ๆ ที่ และสาเหตุสำคัญอีกประการคือ สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ หรือ ‘สมเด็จพระนางเรือล่ม’ สวรรคต”

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2423 เกิดเหตุเรือพระประเทียบของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ล่มลง ณ ตำบลบางพูด แขวงเมืองนนทบุรี เป็นเหตุให้สวรรคตพร้อม สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพ็ชรรัตน์ พระราชธิดา สมเด็จพระนางเรือล่มทรงเป็นพระอัครมเหสีที่รัชกาลที่ 5 ทรงสนิทเสน่หาเป็นอย่างยิ่ง นำความเศร้าโศกพระราชหฤทัยเป็นอย่างมาก จึงมีพระราชประสงค์จะสร้างที่บรรจุพระอัฐิไว้ให้สมพระราชสถานะ

สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพ็ชรรัตน์ พระราชธิดา

งานพระเมรุของสมเด็จพระนางเรือล่มมีขึ้นที่ท้องสนามหลวงเมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2424 แต่กว่าจะเริ่มก่อสร้างเจดีย์บรรจุพระอัฐิที่สุสานหลวงนั้น ตกประมาณ พ.ศ. 2426 ล่วงมาหลังจากงานพระเมรุราว ๆ 2 ปี ในการนี้ ได้ทรงเลือกวัดราชบพิธฯ ด้วยเป็นวัดประจำรัชกาล ปรากฏพื้นที่ว่างข้างวัดซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกพอดี นอกจากนั้นยังตั้งอยู่ริมถนนอัษฎางค์ เสด็จพระราชดำเนินมาประกอบพิธีได้สะดวก จึงนับว่าเป็นพื้นที่เหมาะสม

“เมื่อมีพระราชดำริที่จะสร้างอนุสรณ์สถานพระราชทานสมเด็จพระนางเรือล่มแล้ว ก็ทรงเล็งเห็นว่าสมควรจะสร้างอนุสรณ์สถานเพื่อพระราชทานพระเมสีเทวีพระองค์อื่น ๆ รวมทั้งเจ้าจอมมารดาและเจ้าจอม ตลอดจนพระราชโอรส-ธิดาพร้อม ๆ กันไปเลย เชื่อว่าท่านทรงคิดรวบยอดแล้วว่าไหน ๆ จะทำแล้ว ก็ทำให้ครบเสียเลย 

“ตอนที่ท่านเริ่มสร้างสุสานหลวงนั้น มีเพียงสมเด็จพระนางเรือล่มสวรรคตพร้อมพระราชธิดาเท่านั้น ตามมาด้วยพระราชธิดาบางพระองค์ที่สิ้นพระชนม์ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ส่วนพระมเหสีเทวี พระราชโอรส-ธิดาพระองค์อื่น ๆ ยังมีพระชนม์อยู่หมด สุสานหลวงจึงเป็นสุสานที่สร้างขึ้นก่อนคนตาย คิดว่านี่คือข้อพิสูจน์ที่ว่าทรงมองเผื่ออนาคตไปเลย เป็นการเตรียมการณ์ล่วงหน้า

เจดีย์สี่ ศาลาหนึ่ง

“สถาปัตยกรรมสำคัญเมื่อแรกสร้างสุสานหลวงคือศาลา 1 หลังและพระเจดีย์อีก 4 องค์ ซึ่งทั้งหมดตั้งเรียงในระนาบเดียวกัน” คุณวทัญญูชี้ให้ชม

พระเจดีย์องค์แรกได้พระราชทานไว้เพื่อบรรจุพระอัฐิสมเด็จพระนางเรือล่มและพระราชธิดา ส่วนอีก 3 องค์ที่เรียงต่อมานั้น พระราชทาน สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า, สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง (สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ) และ สมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระบรมราชเทวี ส่วนศาลาที่ตั้งอยู่ริมสุดนั้น สร้างพระราชทานเจ้าคุณพระประยูรวงศ์ (เจ้าจอมมารดาแพ) การก่อสร้างพระเจดีย์และศาลาครั้งนี้ สันนิษฐานว่าใช้เวลาก่อสร้างทั้งสิ้น 7 เดือน จนแล้วเสร็จเมื่อกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2427

“สมเด็จพระนางเจ้าทั้ง 4 พระองค์ทรงเป็นพระภรรยาเจ้าชั้นลูกหลวง หมายถึงว่าทรงมีพระราชสมภพมาเป็นพระราชธิดาพระมหากษัตริย์ ซึ่งก็คือรัชกาลที่ 4 ส่วนศาลาอีกหลังนั้น พระราชทานให้เจ้าคุณพระประยูรวงศ์ ซึ่งเป็นพระสนมเอกคนสำคัญ ภายในมีพระพุทธรูปปางห้ามญาติขนาดสูงเท่าตัวท่าน ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หล่อไว้ ได้พระราชทานนามพระเจดีย์ 4 องค์ไว้คล้องจองกัน คือ สุนันทานุสาวรีย์ รังษีวัฒนา เสาวภาประดิษฐาน และสุขุมาลนฤมิตร์ ส่วนศาลาที่บรรจุพระพุทธรูปนั้นปรากฏนามต่อมาว่า พิหารน้อย ก่อนจะกร่อนกลายเป็น วิหารน้อย อย่างที่เราเรียกในปัจจุบัน”

พระเจดีย์สุนันทานุสาวรีย์ที่ประดิษฐานพระอัฐิสมเด็จพระนางเรือล่มและพระราชธิดา

จดหมายเหตุราชกิจรายวันรัชกาลที่ 5 ได้กล่าวถึงพิธีก่อฤกษ์พระเจดีย์และศาลาที่สุสานหลวง เมื่อวันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2426 ความว่า

“อนึ่งเวลาเย็น วันนี้สวดมนต์ก่อพระฤกษ์พระเจดีย์สี่องค์กับศาลาที่วัดราชบพิธ โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าวชิรุณหิศเสด็จไปทรงจุดเทียนแทนพระองค์ และในวันรุ่งขึ้นได้โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี และสมเด็จพระนางเจ้าทั้งสองพระองค์ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงก่อฤกษ์พระเจดีย์และศาลาที่วัดราชบพิธ ในการนี้ได้โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าจอมมารดาแพไปร่วมทำพิธีด้วย”

ข้อควรสังเกตประการหนึ่ง คือการเรียงลำดับอนุสรณ์สถาน ที่เริ่มด้วยวิหารน้อยก่อน แล้วจึงตามมาด้วยเจดีย์ทั้ง 4 องค์ ซึ่งสะท้อนตามลำดับการเข้ารับราชการเป็นพระภรรยา เจ้าจอมมารดาแพนั้นเป็นรักแรกของรัชกาลที่ 5 ได้ทรงสู่ขอต่อ พระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) และเริ่มรับราชการตั้งแต่ยังดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ยังมิได้ครองราชย์ ส่วนสมเด็จพระนางเจ้าทั้ง 4 พระองค์นั้น ทรงรับราชการเป็นพระภรรยาเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว

แผนที่โบราณแสดงที่ตั้งของวิหารน้อยและพระเจดีย์ทั้ง 4 องค์เรียงอยู่ในระนาบเดียวกัน บนสุดทรงเหลี่ยมคือวิหารน้อย จากนั้นจึงเรียงต่อมาด้วยพระเจดีย์สุนันทานุสาวรีย์ รังษีวัฒนา เสวภาประดิษฐาน และสุขุมาลนฤมิตร์

หม่อมเจ้าประวิช ชุมสาย ทรงเป็นทั้งสถาปนิกและช่างผู้รับผิดชอบการก่อสร้างพระเจดีย์ทั้ง 4 องค์ จะสังเกตว่าพระเจดีย์ทรงกลมนี้ไม่ได้เป็นสถาปัตยกรรมแบบไทยประเพณีล้วน ๆ แต่ท่านทรงนำรายละเอียดบางประการจากสถาปัตยกรรมโกธิก มาใช้ผสมผสานด้วย สังเกตได้จากหน้าต่างที่มีลวดลายวิจิตร แบ่งพื้นที่ออกเป็นช่อง ๆ ประดับกระจกหลากสีตามแบบโกธิก” คุณวทัญญูชวนผมให้สังเกต

พระเจดีย์รังษีวัฒนา โปรดสังเกตหน้าต่างที่มีลวดลายวิจิตร แบ่งพื้นที่ออกเป็นช่อง ๆ ประดับกระจกหลากสีตามแบบโกธิก

สถาปัตยกรรมโกธิกเป็นสถาปัตยกรรมที่เผยแพร่โดยทั่วไปในยุโรป และเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมที่มักจะนำมาใช้กับศาสนสถานอย่างโบสถ์

“การนำสถาปัตยกรรมโกธิกมาใช้กับสุสานเป็นสิ่งที่พบเห็นได้เสมอ สุสานมีความเกี่ยวเนื่องกับศาสนา มีคติความเชื่อลักษณะเดียวกัน จึงเลือกใช้รูปแบบสถาปัตยกรรมเดียวกัน ขณะที่รัชกาลที่ 5 ทรงครองราชย์อยู่นั้น ตรงกับรัชสมัยของ สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย จึงเป็นรูปแบบที่เรียกว่า ‘วิกตอเรียนโกธิก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือวัดนิเวศธรรมประวัติ อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบวิกตอเรียนโกธิกทั้งหลัง”

พระเจดีย์เสาวภาประดิษฐาน โปรดสังเกตหน้าต่างที่มีลวดลายวิจิตร แบ่งพื้นที่ออกเป็นช่อง ๆ ประดับกระจกหลากสีตามแบบโกธิก

สำหรับแนวคิดที่สร้างอนุสรณ์สถานเป็นลักษณะเจดีย์ทรงลังกานั้นมีความเป็นมาอย่างไร

“เหตุผลสำคัญที่รัชกาลที่ 5 ทรงสร้างเป็น ‘เจดีย์’ ก็เพราะว่ามีพระราชประสงค์ให้เป็นมากกว่าสถูปบรรจุพระอังคาร แต่ให้เป็นพระธาตุเจดีย์ เพราะมีหลักฐานว่าได้มีการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้บนยอดตั้งแต่แรกสร้าง คิดว่าพระองค์ท่านมีพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานความเป็นสิริมงคลให้พระมเหสีเทวีและพระราชโอรส-ธิดาที่ทรงสนิทเสน่หาได้ประทับอยู่ภายใต้ร่มพระบารมีแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ส่วนเหตุผลของการสร้างเป็นลักษณะ ‘เจดีย์ทรงลังกา’ นั้น น่าจะมาจากพระราชนิยมที่สืบเนื่องมาแต่ครั้งรัชกาลที่ 4”

พระเจดีย์สุขุมาลนฤมิตร์

วิหารน้อย

วิหารน้อยมีลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกผสมโกธิก ซึ่งแตกต่างจากพระเจดีย์ทั้ง 4 องค์ที่ตั้งอยู่ในระนาบเดียวกันโดยสิ้นเชิง

“แม้เจ้าคุณพระประยูรวงศ์หรือเจ้าจอมมารดาแพ จะเป็นผู้ที่ทรงยกย่องว่าเป็นพระสนมเอก แต่อนุสรณ์สถานของเจ้าจอมมารดาแพนั้นไม่สามารถนำเจดีย์ทรงลังกามาใช้ได้ เพราะท่านเป็นเพียงพระสนม ไม่ใช่สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชเทวี หรือพระบรมราชินี ดังนั้นจึงต้องลดศักดิ์ของอาคารลงมา และแปลงไปเป็นอาคารประเภทอื่นเสีย คือแทนที่จะสร้างเป็นเจดีย์ ก็เปลี่ยนมาเป็นศาลาแทน รวมทั้งเลี่ยงการใช้สถาปัตยกรรมแบบไทยไปเป็นตะวันตก โดยมีหม่อมเจ้าประวิช ชุมสาย เป็นผู้ทรงออกแบบและควบคุมการก่อสร้างวิหารน้อยเช่นกัน” คุณวทัญญูอธิบาย

เจ้าคุณพระประยูรวงศ์ (เจ้าจอมมารดาแพ)

วิหารน้อยจึงเป็นศาลาเพียงแห่งเดียวที่ตั้งอยู่ในสุสาน สามารถใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีสงฆ์ได้ เมื่อรัชกาลที่ 5 ยังมีพระชนม์ชีพ ก็ทรงใช้พื้นที่วิหารน้อยสำหรับบำเพ็ญพระราชกุศลพระราชทานสมเด็จพระนางเรือล่มและพระราชธิดา ต่อมาวิหารน้อยจึงกลายมาเป็นพื้นที่สำหรับสมาชิกราชสกุลทุกมหาสาขาที่สืบเชื้อสายมาจากรัชกาลที่ 5 ใช้ประกอบพิธีสงฆ์เพื่อบำเพ็ญกุศลถวายพระอัฐิบรรพบุรุษของแต่ละราชสกุลอย่างต่อเนื่อง 

‘วิหาร’ เป็นคำที่เราใช้เรียกอาคารโถงที่มีพระพุทธรูปประดิษฐาน เพื่อให้ฆราวาสใช้ประกอบพิธีสงฆ์ร่วมกัน นี่คือสาเหตุที่รัชกาลที่ 5 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระพุทธรูปปางห้ามญาติขนาดเท่าตัวเจ้าจอมมารดาแพเป็นพระพุทธรูปสำคัญประดิษฐานอยู่ในวิหารน้อยแห่งนี้

พระพุทธรูปขนาดเท่าตัวเจ้าคุณพระประยุรวงศ์ (เจ้าจอมมารดาแพ)

ภายในวิหารน้อยเป็นที่บรรจุอัฐิเจ้าคุณพระประยูรวงศ์และสายสัมพันธ์ หนึ่งในนั้นคือ เจ้าจอมมารดาโหมด ในรัชกาลที่ 5 ผู้ซึ่งเป็นน้องสาวร่วมบิดามารดาของท่าน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทรงเป็นพระราชโอรสที่ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาผู้นี้ กล่าวง่าย ๆ คือทรงเป็น หลานป้า ของเจ้าคุณพระประยูรวงศ์ ดังนั้นวิหารน้อยจึงเป็นสถานที่ประดิษฐานพระอัฐิของพระองค์ท่านด้วย

เจ้าคุณพระประยูรวงศ์ (เจ้าจอมมารดาแพ) เมื่อล่วงเข้าสู่ปัจฉิมวัย
เจ้าจอมมารดาโหมด ในรัชกาลที่ 5 ผู้เป็นน้องสาวเจ้าคุณพระประยูรวงศ์ (เจ้าจอมมารดาแพ)
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ ต้นราชสกุลอาภากร) ประสูติแต่เจ้าจอมมาราดาโหมด และทรงเป็นหลานป้าของเจ้าคุณพระประยูรวงศ์ (เจ้าจอมมารดาแพ)

การบูรณะวิหารน้อยครั้งล่าสุด เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2561 เริ่มต้นขึ้นจากมูลนิธิราชสกุลอาภากร โดยหม่อมราชวงศ์จิยากร อาภากร เสสะเวช ประธานมูลนิธิ ได้หารือกับกองทัพเรือเพื่อวางแนวทางบูรณะร่วมกับกรมศิลปากร

“หนึ่งในกรรมการมูลนิธิราชสกุลอาภากร คือ คุณสิน พงศ์หาญยุทธ ได้กรุณาชวนผมให้เข้ามาร่วมเป็นที่ปรึกษาในโครงการบูรณะครั้งนี้ โดยร่วมในกระบวนการต่าง ๆ ตั้งแต่ต้น ซึ่งทำให้เกิดการค้นคว้าและค้นพบข้อมูลสำคัญมากมาย เพื่อกำหนดแนวทางการอนุรักษ์ที่เหมาะสม” คุณวทัญญูกล่าวถึงภารกิจสำคัญครั้งนี้

“ก่อนที่ผมจะเข้ามาร่วมดำเนินการบูรณะ วิหารน้อยได้รับการบูรณะมาก่อนหน้านี้หลายครั้ง ในช่วงเวลาที่ต่างกัน ซึ่งส่งผลให้วิหารน้อยมีสภาพอย่างที่เห็นในปัจจุบัน”

เราลองมาย้อนเวลากลับไปสู่อดีตกว่าร้อยปีก่อน เพื่อศึกษาดูว่าวิหารน้อยมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

วิหารน้อยในอดีต  

“อาคารวิหารน้อยในปัจจุบันไม่ใช่อาคารต้นฉบับดั้งเดิมที่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2427 เราสืบค้นจากภาพถ่ายโบราณจนพบภาพวิหารน้อยต้นฉบับ จะเห็นว่าแตกต่างจากปัจจุบันมาก เดิมเป็นอาคารปรากฏซุ้มยอดแหลมประดับอยู่ด้วย ประเด็นนี้น่าสนใจมาก โดยฐานันดรศักดิ์แล้ว รัชกาลที่ 5 ไม่สามารถพระราชทานยอดเจดีย์แบบลังกาได้ เพราะเจ้าคุณพระประยูรวงศ์เป็นเพียงเจ้าจอมเท่านั้น แต่ด้วยความที่เป็นผู้ที่ทรงสนิทเสน่หามาก จึงทรงเลี่ยงมาใช้ซุ้มยอดแหลมแบบตะวันตกแทน เรียกได้ว่ายังพระราชทานเกียรติยศให้กับอนุสรณ์สถานของท่านในรูปแบบที่แตกต่างเป็นพิเศษ”

ภาพวิหารน้อยแรกสร้างสมัยรัชกาลที่ 5 ภาพถ่ายต้นฉบับจากคุณศรีมนา สุริยะ ได้นำไฟล์ภาพมาลงสีเพื่อให้เห็นวิหารน้อยเด่นชัดขึ้น โปรดสังเกตยอดซุ้มยอดแหลมแบบโกธิก 2 ซุ้มที่ปรากฏอยู่
ภาพร่างด้านทิศเหนือที่ทำขึ้นหลังจากศึกษาข้อมูลและภาพถ่ายในอดีต

“รูปแบบสถาปัตยกรรมตอนแรกสร้างนั้นยึดแนวสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกเป็นหลัก มีการสอดแทรกองค์ประกอบแบบโกธิกผสมผสานเข้าไปในรายละเอียดบางประการ”

“ขอเริ่มที่สถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกก่อน ถ้าให้อธิบายถึงสถาปัตยกรรมลักษณะนี้อย่างกระชับที่สุดคือสถาปัตยกรรมที่มีองค์ประกอบตามแบบกรีกและโรมัน สิ่งที่สังเกตได้ง่ายสุดในอาคารหลังนี้ก็คือเสาและหัวเสาแบบกรีก ที่เสาปูนประดับอาคารมีการเซาะร่องตามแนวตั้ง เรียกว่า ฟลูต (Flute) มีซุ้มปูนปั้นประดับประตูและหน้าต่าง อย่างเช่นซุ้มโค้งครอบด้วยหน้าจั่วรูปสามเหลี่ยม เรียกว่า เพดิเมนต์ (Pediment) ประดับเหนือช่องหน้าต่างภายนอกอาคาร หากเข้าไปภายในก็จะพบซุ้มโค้งโรมันประดับเหนือบานประตูหน้าต่างเช่นกัน”

แล้ววิหารน้อยมีอะไรบ้างที่เป็นลักษณะสถาปัตยกรรมแบบโกธิก

“ลองสังเกตจากสิ่งใหญ่ ๆ ก่อนนะครับ การใช้ซุ้มยอดแหลมบนหลังคานั้นเป็นโกธิกที่ชัดมาก หรือการประดับเหล็กหล่อบนสันหลังคา รวมทั้งการประดับขอบซุ้มด้วยปูนปั้นซึ่งลวดลายลักษณะนี้ถือว่าการตกแต่งอาคารแบบโกธิก สำหรับช่องแสงบนบานประตูและหน้าต่างนั้น มีลวดลายเป็นลายเรขาคณิต ซึ่งไม่ถือว่าเป็นลายแบบโกธิก แต่วิธีการกรุกระจกหลากสีลงไปในช่องแสงเหล่านั้น ถือว่าเป็นวิธีการแบบโกธิก” คุณวทัญญูบรรยาย

ภาพ 3 มิติวิหารน้อยด้านทิศใต้ ลองสังเกตลักษณะทางสถาปัตยกรรมดั้งเดิมที่เคยปรากฏอยู่ ตามที่บรรยายไว้ในบทความ
ช่องแสงบนบานประตูและหน้าต่างเป็นลวดลายเป็นลายเรขาคณิต ซึ่งไม่ถือว่าเป็นลายแบบโกธิก แต่วิธีการกรุกระจกหลากสีลงไปในช่องแสงเหล่านั้น ถือว่าเป็นวิธีการแบบโกธิก

ภาพ 3 มิติที่นำมาแสดงประกอบบทความนี้ เกิดจากการวิเคราะห์และศึกษาภาพถ่ายโบราณที่ค้นพบ แล้วนำมาสร้างภาพจำลองในมิติต่าง ๆ เพื่อสะท้อนรายละเอียดได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

“อย่างเหล็กหล่อที่เป็นสันหลังคาก็ไม่มีให้เห็นแล้ว แต่เราสามารถจำลองออกมาเป็นภาพ 3 มิติให้เห็นได้ ก็เพราะเราสำรวจแล้วพบชิ้นส่วนเหล็กหล่อประดับหลังคา จากนั้นเราได้ลองนำมาเทียบเคียงกับอนุสาวรีย์แบบโกธิกอื่น ๆ ที่ปรากฏอยู่ในสุสานหลวง แล้วก็พบว่ามีลักษณะเหมือนกัน เราจึงร่างเป็นภาพขึ้นมาใหม่

“หรืออย่างเสาปูนปั้นเซาะร่องประดับอาคารหรือฟลูต ก็ไม่ปรากฏอยู่แล้วบนอาคารปัจจุบัน แต่เราสามารถสำรวจพบหลักฐานการเซาะร่องเดิม แล้วนำมาประมวลกับภาพถ่ายโบราณให้แน่ใจก่อนที่นำมาร่างเป็นภาพสามมิติอย่างที่เห็น”

สิ่งสำคัญอีกประการคือเรื่องของสี จากการสำรวจชั้นสีของผนัง ประตู หน้าต่าง ในการบูรณะครั้งล่าสุด พบร่องรอยว่าสีทาอาคารคือสีเหลืองอมน้ำตาล ส่วนสีที่ทาบัวปูนปั้นนั้นเป็นสีขาว และสีที่ทาวงกบและบานกรอบประตูหน้าต่างบนอาคารล้วนเป็นสีเขียว จึงเป็นสีที่นำมาใช้ทาอาคารในการบูรณะครั้งล่าสุด เพราะตรวจสอบอย่างละเอียดจนมั่นใจว่าเป็นเป็นสีดั้งเดิม

ก่อนการบูรณะครั้งล่าสุดเมื่อ พ.ศ. 2561 นั้น วิหารน้อยผ่านการบูรณะมา 4 ครั้ง ครั้งสำคัญที่สุดเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับอาคารหลังนี้พอสมควร และกลายสภาพมาเป็นอาคารอย่างที่เห็นในปัจจุบัน คุณวทัญญูค่อย ๆ ไล่เรียงเราฟังว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

“สิ่งที่เห็นชัดเจนที่สุดคือซุ้มยอดแหลมหายไป สันนิษฐานว่าน้ำฝนรั่ว ชำรุดหนักจนต้องรื้อหลังคาเดิมออกทั้งหมด คือหลังคาทรงนี้มักจะทำให้น้ำฝนเทลงมาสะสมและรั่วซึมอยู่แล้ว เมื่อรื้อซุ้มหลังคาออกจึงต้องสร้างหลังคาทรงจั่วขนาดใหญ่คลุมอาคารทั้งหลังขึ้นมาแทน พร้อมกับยื่นชายคาโดยรอบสำหรับป้องกันแดดและฝนให้ดีขึ้นกว่าเดิม ลักษณะหลังคาทรงจั่วคือหลังคาที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน”

วิหารน้อยเมื่อซุ้มยอดแหลมหายไป กลายเป็นหลังคาทรงจั่ว

“นอกจากเปลี่ยนหลังคาทั้งหมดแล้ว ยังมีการสร้างผนังขึ้นมาใหม่เพื่อปิดอาคารด้านหน้า พร้อมกับสร้างซุ้มประตูใหม่เพื่อเปิดเป็นทางเข้า จั่วเหนือซุ้มประตูโค้งปรากฏเป็นไม้ฉลุลายพรรณพฤกษาแบบวิกตอเรียน ที่ยอดจั่วประดับด้วยไม้สาระไน หรือไม้แกะสลักแนวตั้งที่ประดับตรงกลางจั่ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันว่าสร้างขึ้นในภายหลัง เพราะลักษณะทางสถาปัตยกรรมเช่นนี้เป็นคนละยุคกับอาคารเดิม

“เมื่อมีจั่ว ก็มีการเพิ่มลายปูนปั้นประดับหน้าจั่ว เป็นลายพระอาทิตย์ครึ่งดวงเปล่งรัศมีเหนือน้ำ ซึ่งตอนที่ผมมีโอกาสเห็นครั้งแรกก็ไม่แน่ใจว่าเป็นลายอะไร เมื่อลองสืบค้นไปเรื่อย ๆ ก็พบว่าเป็นตราประจำพระองค์ของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นไชยาสุริโยภาส

ลายปูนปั้นประดับหน้าจั่ว เป็นลายพระอาทิตย์ครึ่งดวงเปล่งรัศมีเหนือน้ำ เมื่อสืบค้นจึงพบว่าเป็นตราประจำพระองค์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นไชยาสุริโยภาส

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นไชยาสุริโยภาส (พระองค์เจ้าสุริยงประยุรพันธ์-ต้นราชสกุลสุริยง) ทรงเป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่ 5 ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาโหมด และเป็นพระอนุชาร่วมเจ้าจอมมารดาเดียวกันกับพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

“พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นไชยาสุริโยภาสสิ้นพระชนม์ลงเมื่อ พ.ศ. 2462 ในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งน่าจะเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่วิหารน้อยกำลังได้รับการบูรณะอยู่พอดี จึงมีการเชิญลายปูนปั้นตราประจำพระองค์มาประดับไว้เมื่อเชิญพระอัฐิมาบรรจุที่วิหารน้อยก็เป็นได้”

ตราประจำพระองค์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นไชยาสุริโยภาส
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นไชยาสุริโยภาส (พระองค์เจ้าสุริยงประยุรพันธ์ ทรงเป็นต้นราชสกุลสุริยง)

หลังจากการบูรณะครั้งใหญ่สมัยรัชกาลที่ 6 อย่างที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ได้มีการบูรณะวิหารน้อยอีก 2 ครั้ง แต่มิได้เป็นการบูรณะที่เปลี่ยนสภาพอาคารไปโดยสิ้นเชิง และแล้วก็มาถึงการบูรณะครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2561

การบูรณะวิหารน้อยครั้งล่าสุด

หลังจากที่ทำการศึกษาข้อมูลเชิงลึกอย่างละเอียด ก็ถึงเวลาลงมืออย่างจริงจัง หลักการสำคัญข้อแรกที่ทีมงานร่วมกันแก้ไขอย่างเร่งด่วนคือการจัดการปัญหาความชื้น ที่ทำลายอาคารโบราณหลังนี้ให้ทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว

“ความชื้นเกิดจากน้ำใต้ดิน เป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องรีบแก้ไข เราขุดลงไปเพียงศอกเดียวก็เจอน้ำแล้ว สิ่งแรกที่ทำคือการตัดลดความชื้นด้วยการเจาะรูผนังอิฐลึกเข้าไปประมาณ 50 เซนติเมตร แล้วเอาไม้แบบกั้นไว้ จากนั้นก็เทคอนกรีตอีพ็อกซี่เรซิ่นเข้าไปแทนที่เนื้ออิฐเดิม ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนเกิดเป็นแนวป้องกันความชื้นไปรอบอาคาร จากนั้นก็ซ่อมเปลี่ยนอิฐที่ชำรุดด้วยอิฐขนาดเท่าเดิม ลอกปูนซีเมนต์เดิมออกทิ้งทั้งหลัง ใช้ปูนหมักฉาบกลับเข้าไปใหม่ เพราะปูนหมักมีคุณสมบัติที่สามารถช่วยระบายความชื้นได้”

การเจาะรูผนังลึกเข้าไปประมาณ 50 เซนติเมตร ก่อนเอาไม้แบบกั้นไว้ แล้วจึงเทคอนกรีตอีพ็อกซี่เรซิ่นเข้าไปแทนที่เนื้ออิฐเดิมเพื่อตัดลดความชื้น
การติดตั้งไม้แบบและเทคอนกรีตอีพ็อกซี่เรซิ่นเข้าไปแทนที่เนื้ออิฐเดิมเพื่อตัดลดความชื้น

เมื่อซ่อมอาคารให้มีสภาพแข็งแรงขึ้นแล้ว สิ่งที่ทำต่อมาก็คือการซ่อมประตูหน้าต่างทั้งหมด รวมทั้งช่องแสงบรรจุกระจกสี

“ประตูหน้าต่างผุเกือบทั้งหมดจากปัญหาความชื้น จึงต้องเปลี่ยนใหม่ ส่วนวงกบด้านบนและช่องแสงยังอยู่ในสภาพดี จึงรักษาไว้แล้วนำกลับมาใช้ พร้อมกับเสริมความแข็งแกร่งในจุดที่ยึดกับผนังอิฐด้วยการเสริมคอนกรีต และยึดด้วยสลักเกลียว

“การซ่อมกระจกสีในช่องแสงนั้นเป็นสิ่งที่ท้าทายมาก ๆ เพราะต้องรื้อกระจกสีที่แตกหักเสียหาย รวมทั้งต้องรื้อแผ่นอะคริลิกสีที่นำมาใช้เปลี่ยนแทนกระจกสีในการซ่อมยุคหลัง ๆ ออกมาให้หมด ซึ่งกระบวนการนี้ต้องผ่าคิ้วไม้เดิมออกทีละช่อง ๆ จากนั้นจึงค่อย ๆ ใส่กระจกสีใหม่ลงไป โดยต้องทำคิ้วไม้ใหม่ทีละช่อง ๆ จนกว่าจะครบทั้งแผ่น ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้ช่างไม้ที่มีฝีมือละเอียดประณีตเป็นอย่างมาก”

ช่องแสงกรุกระจกสีก่อนบูรณะ จะสังเกตได้ว่ามีบางช่องที่ใช้แผ่นอะคริลิกแทนกระจกสี
งานซ่อมเปลี่ยนกระจกสีประตูหน้าอาคาร

การเรียงกระจกสีก็เป็นสิ่งที่ท้าทายทีมช่างเป็นอย่างมาก การจะใส่สีอะไรลงไปในแต่ละช่องแสงนั้น ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ทีมงานต้องศึกษาแบบแผน (Pattern) การใช้กระจกสีว่าเป็นอย่างไร เพื่อบูรณะให้ได้ใกล้เคียงกับของเดิมมากที่สุด

การสันนิษฐานรูปแบบ (Pattern) การวางกระจกสีในช่องแสงของบานหน้าต่างเมื่อแรกสร้าง แล้วร่างเป็นแบบขึ้นมา

“หรืออย่างช่องแสงรูปครึ่งวงกลมเหนือประตูใหญ่นั้น ตอนที่มาบูรณะก็พบว่าเป็นเพียงกระจกใสเท่านั้น ซึ่งเราเชื่อว่าช่องแสงรูปครึ่งวงกลมนี้ ในอดีตไม่น่าจะเป็นกระจกใสธรรมดา ๆ แต่ควรเป็นกระจกสีด้วย ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องสันนิษฐานรูปแบบกระจกสีขึ้นมาใหม่ เพื่อนำมาใช้กับช่องแสงรูปครึ่งวงกลมนี้โดยเฉพาะ เพื่อให้กลมกลืนกับช่องแสงชุดอื่น ๆ ที่ประดับอาคารอยู่

ช่องแสงรูปครึ่งวงกลมและช่องแสงอื่น ๆ เมื่อบูรณะแล้ว

“การบูรณะหลังคาก็สำคัญ เพราะอยู่ในสภาพที่ทรุดโทรมมาก ๆ เดิมเป็นหลังคาที่มุงด้วยกระเบื้องซีแพคโมเนียและเป็นโครงหลังคาไม้ ซึ่งสภาพผุชำรุดมาก ความชื้นทำให้มีปลวกเข้ามาทำลายทั้งหมด 

“เมื่อประเมินแล้วพบว่าโครงหลังคาหลักมีสภาพไม่แข็งแรง อาจเป็นอันตรายได้ จึงต้องเสริมโครงสร้างหลังคาเสียใหม่ด้วยเหล็ก เพื่อให้แข็งแรงและรับน้ำหนักได้มากขึ้น ระแนงไม้ที่ยังใช้ได้ก็นำกลับมาใช้ ส่วนที่ไม่สามารถใช้ได้ก็เปลี่ยนเป็นระแนงโลหะแทน

“ส่วนกระเบื้องมุงหลังคานั้น กลับมาเลือกใช้กระเบื้องว่าวสีเดิมตามแบบเดิมที่ปรากฏในหลักฐานที่ค้นพบ ส่วนไม้ฉลุนั้นก็ชำรุดมาก จึงนำมาขัด ปรับแต่งให้เรียบร้อย แต่ความที่ไม้ฉลุนั้นบางมาก ๆ จึงจำเป็นต้องเสริมความหนาลงไปบนชิ้นไม้ โดยการลอกลายและฉลุลายบนไม้ใหม่ให้เหมือนต้นแบบ ก่อนนำมาประกบติดกับไม้ฉลุเดิม ไม้ฉลุต้นฉบับจะพลิกกลับไว้ด้านใน เพื่อรักษาของเดิมไว้ให้ดีที่สุด ส่วนไม้ที่ฉลุใหม่แล้วนำมาประกบนั้น จะหันออกด้านนอก ส่วนไม้สาระไนที่ประดับบนยอดหลังคามาแต่เดิมนั้นเสียหายจนไม่สามารถซ่อมได้ จึงผลิตขึ้นใหม่ตามรูปแบบเดิมทุกประการ” 

นอกจากอาคารแล้ว สิ่งสำคัญคือการบูรณะภูมิสถาปัตย์โดยรอบ 

“การบูรณะครั้งก่อน ๆ มีการถมพื้นที่บริเวณรอบ ๆ วิหารน้อยให้สูงขึ้นจนบันไดหายไปหนึ่งขั้น เราจึงตัดสินใจรื้อแผ่นปูทางเดินออก แล้วขุดปรับดินลงไปให้เท่ากับระดับเดิมสมัยแรกสร้าง เพื่อให้อาคารกลับมามีสัดส่วนใกล้เคียงต้นฉบับ

ก่อนการบูรณะจะสังเกตเห็นว่าบันไดขั้นแรกถูกกลบทับด้วยพื้นทางเดินนอกอาคาร
หลังบูรณะให้กลับสู่ระดับเดิม

“ขณะที่สำรวจบริเวณ เรายังพบเสาโคมไฟทำจากเหล็กหล่อ นำเข้าจากอังกฤษมาแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ตั้งอยู่ผิดตำแหน่ง เราก็ขุดย้ายเสาไฟไปทำความสะอาด ลอกสี ขัดสนิม และทำสีใหม่ พร้อมทั้งสั่งผลิตโคมไฟหัวเสาพร้อมกับแกนเหล็กคอเสา โดยเลียนแบบของเดิมที่ค้นพบได้จากภาพถ่ายเก่า ก่อนนำกลับมาติดตั้งในตำแหน่งที่สร้างความสว่างและสวยงามให้กับพื้นที่

เสาโคมไฟคู่หน้าวิหารน้อยคือเสาที่ทำจากเหล็กหล่อ นำเข้าจากอังกฤษมาแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งนำมาบูรณะใหม่แล้วนำมาตั้งในตำแหน่งที่เหมาะสม

“นอกจากนั้นยังบูรณะอนุสาวรีย์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอรองค์อรรคยุพา ซึ่งเป็นพระราชธิดาในรัชกาลที่ 5 ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาโหมดเช่นกัน และทรงเป็นพระขนิษฐาในกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ซึ่งสิ้นพระชนม์เมื่อพระชนมายุเพียง 4 เดือนเท่านั้น และเป็นพระราชธิดาพระองค์แรกที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เชิญพระศพลงหีบและนำมาบรรจุตรงแท่น ก่อนสร้างอนุสาวรีย์ทำด้วยหินอ่อนพระราชทานในภายหลัง

อนุสาวรีย์พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอรองค์อรรคยุพา

“ส่วนอนุสาวรีย์ที่อยู่ในบริเวณเดียวกันกับวิหารน้อยคืออนุสาวรีย์ของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเขจรจิรประดิษฐ์ ซึ่งเป็นพระราชธิดาที่ประสูติแต่ เจ้าจอมมารดาแส (แส โรจนดิศ) อนุสาวรีย์นี้มีรูปแบบสถาปัตยกรรมโกธิกอย่างชัดเจน จากการตรวจสอบแล้วพบว่าชำรุดเพียงเล็กน้อย จึงลอกสีเดิมออก ล้างทำความสะอาด และซ่อมแซมผิวปูนฉาบให้กลับมางดงามดังเดิม”

อนุสาวรีย์พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเขจรจิรประดิษฐ์

เมื่อภายนอกมีสภาพสวยงามแล้ว ภายในก็ต้องบูรณะให้กลับมางดงามด้วยเช่นกัน

“สิ่งสำคัญภายในคือพระพุทธรูปยืนทั้ง 5 องค์ รวมทั้งพระพุทธรูปขนาดความสูงเท่าเจ้าคุณพระประยูรวงศ์ด้วย ทุกองค์ชำรุดมาก ทองหลุดล่อน มีคราบดำ พระเนตรสูญหาย จึงต้องซ่อมแต่งผิวโลหะเดิมให้เรียบร้อย ลงรัก ปิดทองใหม่โดยใช้ทองตีมือสีออกแดงที่เรียกว่า ‘ทองกิมซัว’ บูรณะพระเนตรใหม่โดยใช้เปลือกหอยโข่งทะเลและนิล 

“ฐานของพระพุทธรูปก็ชำรุด ต้องนำกระจกเกรียบมาติดใหม่ โดยเลือกใช้กระจกเกรียบที่ทำอย่างโบราณ มีความบาง โดยเป็นฝีมือช่างกระจกเกรียบจากตำบลหนองแก๋ว อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนกระจังประดับฐานพระก็นำมาถอดพิมพ์จากต้นแบบ แล้วหล่อด้วยตะกั่วขึ้นใหม่ ก่อนนำมาซ่อมแซมจนสมบูรณ์

พระเนตรชำรุด รวมทั้งองค์พระด้วย
งานทารักปิดทองเพื่อบูรณะองค์พระ
พระพุทธรูปยืนทั้ง 5 องค์หลังบูรณะ

“อีกสิ่งสำคัญที่บูรณะคือป้ายจารึกพระนามและแท่นที่ประดิษฐานพระรูปพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ซึ่งป้ายเดิมเป็นหินอ่อนมีลายเส้นจำนวนมาก ทำให้ตัวอักษรที่ปรากฏอยู่บนนั้นอ่านได้ไม่ชัด แท่นก็เป็นแท่นปูน จึงต้องออกแบบและทำขึ้นใหม่ โดยนำหินแกรนิตสีดำเรียบมาทำป้ายพระนาม ส่วนป้ายจารึกซ้าย-ขวาและแท่นทำขึ้นใหม่โดยใช้หินอ่อนสีขาว ชนิดไวท์คาราร่า ส่วนที่บรรจุพระอัฐิพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นไชยาสุริโยภาสนั้น เดิมเป็นช่องบรรจุพระอัฐิบนผนัง ซึ่งได้รักษาไว้ดังเดิม”

คุณวทัญญูบรรยายถึงขั้นตอนการบูรณะอย่างละเอียด และผมก็ได้พยายามถ่ายทอดออกมาให้ครบถ้วนมากที่สุด ด้วยหวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้สนใจศึกษาในอนาคต

กยิราเจ กยิราเถนํ – จะทำสิ่งไร ควรทำให้จริง      

“การบูรณะวิหารน้อย ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระอัฐิของเสด็จปู่และบรรพบุรุษทุกพระองค์และทุกท่าน เป็นสิ่งที่ดิฉันปลื้มใจมาก และตั้งใจทำถวายพระองค์ท่านด้วยความกตัญญู” หม่อมราชวงศ์จิยากรกล่าว

ในฐานะที่เป็นพระนัดดา ผมอยากให้คุณหญิงเล่าถึงพระจริยวัตรของเสด็จปู่ให้พวกเราฟังสักหน่อย

“ดิฉันไม่มีโอกาสได้เฝ้าท่าน เพราะตอนที่ดิฉันเกิด ท่านสิ้นพระชนม์ไปนานกว่า 30 ปีแล้ว จึงได้แต่ฟังจากคำบอกเล่าของผู้ใหญ่ ภาพเสด็จปู่ในจินตนาการคือผู้ที่วางพระองค์ง่าย ๆ ใส่กางเกงแพร เสื้อผ้าป่านธรรมดา ๆ อยู่บ้าน เป็นผู้ยึดมั่นในพระพุทธศาสนา และการสร้างคุณความดี มีเมตตากับคนทุกระดับชั้น ท่านทรงวางพระองค์มัธยัสถ์ 

ท่านป้าเริง (หม่อมเจ้าเริงจิตรแจรง อาภากร พระธิดา) ทรงเล่าว่าถ้าลูก ๆ จะทูลขอเสื้อกางเกงใหม่ ท่านก็ให้เอามาใส่ให้ท่านดูก่อนว่าเก่าพอหรือยัง ถ้ายัง ก็ให้ใช้ต่อไป ท่านไม่ได้ประทานสิ่งของให้ลูกง่าย ๆ ลูก ๆ ของท่านต้องตั้งใจเรียนหนังสือ ต้องรู้จักทำงาน รู้จักหาเงิน รู้จักเก็บสะสมไว้เผื่อวันข้างหน้า ความที่ท่านเป็นทหารเรือ ท่านก็จะเสวยง่าย ๆ ข้าว ไข่เจียว ผักลวกจิ้ม ปลาทอด ไม่โปรดอะไรที่หรูหราฟุ่มเฟือย แล้วก็คิดถึงผู้อื่น พยายามช่วยเหลือผู้อื่น 

“เมื่อท่านเป็นทหารเรือ ท่านก็ทรงงานอย่างเต็มความสามารถ พัฒนากองทัพเรือให้เจริญก้าวหน้า จนทหารเรือเคารพพระองค์ท่านว่าเป็นพระบิดาของพวกเขา เมื่อมีเหตุให้ต้องทรงออกจากราชการอยู่ช่วงหนึ่ง พระองค์ท่านก็ไม่ได้ปล่อยพระองค์ให้ว่างโดยไม่ทำอะไร แต่ทรงศึกษาเรื่องแพทย์แผนไทยและเรื่องอื่น ๆ อย่างจริงจัง ทรงเป็น ‘หมอพร’ ออกรักษาประชาชนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เสด็จออกตรวจประชาชนบริเวณย่านนางเลิ้ง ไปจนเยาวราชและย่านอื่น ๆ ด้วยเครื่องมือสมัยใหม่ แต่ทรงใช้ยาตำราหลวงตามแบบฉบับแพทย์แผนไทย ทุกวันนี้เวลาครบวันสำคัญอันเกี่ยวเนื่องกับพระองค์ท่าน ชาวบ้านแถวนั้นยังจัดงิ้วถวายอยู่เลย” หม่อมราชวงศ์จิยากรกล่าวด้วยความภูมิใจ

แล้วเวลาคนเรียกขานถึงพระองค์ท่านว่า ‘เสด็จเตี่ย’ คุณหญิงรู้สึกอย่างไร

“ก็รู้สึกภูมิใจนะคะ คำว่าเสด็จเตี่ยสะท้อนความผูกพันใกล้ชิด เหมือนเราเป็นญาติกัน (หัวเราะ) แล้วพระองค์ท่านเองก็วางพระองค์เรียบง่าย ติดดิน ทรงเป็นที่รักและเคารพของชนหมู่มาก

“วิหารน้อยนั้นนอกจากจะเป็นสถานที่ประกอบพิธีสงฆ์ของทายาทเนื่องในวันสำคัญของเสด็จปู่แล้ว เรายังเปิดให้ประชาชนทั่วไปได้เข้ามาสักการะพระอัฐิในวันอื่น ๆ ด้วย ตามวาระสะดวก เนื่องจากมีผู้เรียกร้องเข้ามาเป็นจำนวนมาก โดยจะประกาศให้ทราบล่วงหน้าผ่าน Facebook ของมูลนิธิฯ ซึ่งเป็นมูลนิธิที่เราตั้งใจสานต่อพระปณิธานของพระองค์ท่านในทุก ๆ เรื่อง ไม่ว่าการทหาร การกีฬา การแพทย์แผนโบราณ ดนตรีไทย ฯลฯ ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์ท่านสนพระทัยและได้ทรงริเริ่มไว้”

และแล้วก็มาถึงคำถามสุดท้ายที่ผมได้ถามหม่อมราชวงศ์จิยากรว่าพระคุณลักษณะอะไรที่พวกเราควรดำเนินตามพระองค์ท่าน

“ขอให้รักในสิ่งที่ทำ ลงมือทำอย่างเต็มที่ อย่าย่อท้อเมื่อเจออุปสรรค มีมานะอดทน ไม่ว่าผลสำเร็จจะมาเร็วหรือช้า ก็ขอให้มั่นใจแล้วก้าวต่อไปจนสุดทาง เหมือนอย่างที่พระองค์ท่านทรงมีคติพจน์ประจำพระองค์ว่า กยิราเจ กยิราเถนํ หมายความว่า จะทำสิ่งไร ควรทำให้จริง”

เช่นเดียวกับการบูรณะวิหารน้อย สุสานหลวงวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ครั้งนี้ที่ทุก ๆ ฝ่ายได้ร่วมกัน ‘ทำจริง’ โดยใช้พลังกันอย่างเต็มความรู้ความสามารถ เพื่อบูรณะให้อาคารโบราณหลังนี้กลับมางดงามสมบูรณ์ตามหลักวิชาการที่ถูกต้อง เพื่อจะเป็นกรณีศึกษาสำหรับอาคารโบราณที่มีคุณค่าอื่น ๆ ต่อไปในอนาคต

ขอขอบพระคุณ

· หม่อมราชวงศ์จิยากร อาภากร เสสะเวช ประธานมูลนิธิราชสกุลอาภากร ในพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

· คุณวทัญญู เทพหัตถี กรรมการผู้จัดการ บริษัท กุฎาคาร จำกัด สถาปนิกอนุรักษ์ผู้ร่วมเป็นที่ปรึกษาโครงการบูรณะวิหารน้อยครั้งล่าสุด

· ภาพถ่ายบางภาพที่ใช้ประกอบคอลัมน์นี้ ถ่ายโดย คุณสัญชัย ลุงรุ่ง ซึ่งมูลนิธิราชสกุลอาภากร ในพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ได้อนุญาตให้นำมาใช้ ผู้เขียนต้องขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง

เอกสารอ้างอิง

การบูรณะวิหารน้อย สุสานหลวงวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เรียบเรียงโดย วทัญญู เทพหัตถี ดำเนินการจัดพิมพ์โดย มูลนิธิราชสกุลอาภากร ในพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

Writer

Avatar

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load