“เจ้าชายน้อยเป็นนักเดินทาง เราก็พบ เจ้าชายน้อย เพราะการเดินทาง”

สุพจน์ โล่ห์คุณสมบัติ นักเขียนอิสระ ล่าม และนักจัดรายการวิทยุ หยิบวรรณกรรมขึ้นมาทีละเล่มจากกล่องไม้ใบใหญ่ เด็กชายตัวเล็กๆ คนหนึ่งยืนอยู่บนหน้าปกหนังสือเกือบทุกเล่ม ไม่ว่าจะเรียกเขาว่า Le Petit Prince, 小王子, Der Kleine Prinz, 星の王子さま หรืออีกกว่า 270 ภาษาทั่วโลก เราต่างรู้ดีว่าเขาคือตัวละครเดียวกันที่นักอ่านตกหลุมรัก

หลังลาออกจากงานสายการบินสวิสแอร์ที่ทำมาต่อเนื่องกว่า 14 ปี สุพจน์ตัดสินใจไปใช้ชีวิตอยู่ที่ปารีสและหลวงพระบางเมืองละ 1 เดือน เมืองแรกเป็นแรงบันดาลใจให้เขาเขียน PARIS, je t’aime พ็อกเก็ตบุ๊กของตัวเอง ส่วนเมืองที่ 2 นักเดินทางพบกับ ท้าวน้อย ในร้านหนังสือโดยบังเอิญ เด็กชายคนนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นให้เขาสะสมวรรณกรรมฝรั่งเศสที่ได้รับการแปลมากที่สุดในโลก

นักสะสมหนังสือ 'เจ้าชายน้อย' จากทั่วโลก : สุพจน์ โล่ห์คุณสมบัติ
เจ้าชายน้อย

“อันที่จริงเรารู้จัก เจ้าชายน้อย มาตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยแล้ว เพราะเป็นหนังสือที่เด็กเรียนวิชาเอกภาษาฝรั่งเศสถูกบังคับให้อ่าน ตอนนั้นไม่ได้อินอะไรมากมาย เข้าใจว่าเนื้อเรื่องน่ารัก แต่ก็ไม่ได้เข้าใจในหลักปรัชญาอะไร จนกระทั่งมาเจอ เจ้าชายน้อย ฉบับภาษาลาวที่หลวงพระบาง รู้สึกเลยว่าแต่ละภาษาก็มีเสน่ห์ของเขานะ ช่วงนั้นเป็นคอลัมนิสต์ หนังสือเดินทาง ได้เดินทางไปที่ใหม่ๆ แทบทุกเดือน เราก็เลยคิดว่า เอาล่ะ ต่อจากนี้ไปเมืองไหนก็จะซื้อหนังสือ เจ้าชายน้อย มาเก็บไว้ เป็นบันทึกการเดินทางอย่างหนึ่ง”

เจ้าชายน้อย

จากการเก็บหนังสือตามประเทศที่ไป นำไปสู่การเดินตลาดหนังสือเก่าทุกครั้งที่ท่องเที่ยว เพื่อนที่รู้จักเริ่มซื้อ เจ้าชายน้อย ภาษาแปลกๆ มาฝาก ลุกลามไปถึงการสั่งซื้อและแลกเปลี่ยน เจ้าชายน้อย ภาษาไทยกับชุมชนนักสะสมทั่วโลก จนปัจจุบันสุพจน์มี เจ้าชายน้อย ในครอบครองกว่า 90 เล่ม รวม 60 กว่าภาษา ตัวอักษรแปลกตาพาเขาไปรู้จักภาษาถิ่นและชนเผ่าต่างๆ นอกเหนือภาษาราชการ

“เราคิดอยู่เสมอว่า เจ้าชายน้อย ที่สะสมมันจะเป็นประโยชน์โภชผลมากกว่าแค่กองหนังสือสะสมที่เราเพียรหามา ฝันว่าสักวันหนังสือเหล่านี้มันจะคืนกลับไปรับใช้สังคมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้ว เราได้เป็นตัวแทนสมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ไปงานฉลอง 70 ปีครองราชย์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่เมืองโลซานน์ ก่อนเดินทางเราเสิร์ชหาหนังสือ เจ้าชายน้อย ตามปกติ ปรากฏว่าไปเจอเพจของนักสะสม เจ้าชายน้อย คนหนึ่งชื่อ Jean-Marc (ฌ็อง-มาร์ก) คุยกันไปมา เขาบอกว่าเขาอยู่ที่เมืองโลซานน์พอดี

“ฌ็อง-มาร์กเลยชวนเราไปบ้าน พอไปถึงคุยกันถูกคอมาก เขาพาชมห้องสมุดที่สะสมหนังสือ เจ้าชายน้อย กว่า 4,000 เล่ม เต็มกำแพงเลย เขาน่าจะเป็นคนที่มีหนังสือ เจ้าชายน้อย ในครอบครองมากที่สุดในโลก ตอนหลังเราเลยได้รู้ว่าเขาก่อตั้งมูลนิธิฌ็อง-มาร์ก พร็อบสต์ เพื่อเจ้าชายน้อย (Fondation Jean-Marc Probst pour le Petit Prince) เพื่อสนับสนุนและเผยแพร่หนังสือ เจ้าชายน้อย ให้เป็นภาษาต่างๆ และทำให้คนได้เข้าถึงวรรณกรรมดีๆ เรื่องนี้ให้มากที่สุด พอเราเสนอว่าอยากจะแปลภาษาถิ่นของไทยบ้าง เขาก็ตอบตกลงทันที”

เมื่อกลับมาเมืองไทย สุพจน์ร่วมมือกับ จี๋-บุษกร พิชยาทิตย์ อดีตเจ้าของร้านหนังสือเล็กๆ ที่ถนนพระอาทิตย์เพื่อตามหานักแปล จนในที่สุดก็ได้ ผช.ศ. วิลักษณ์ ศรีป่าซาง ผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาษาคำเมืองช่วยแปลสำนวนภาษาไทยของ เอ๋-อริยา ไพฑูรย์ เป็นภาษาล้านนาจนเสร็จเรียบร้อย และกำลังเข้าสู่ขั้นตอนวางกราฟิกและจัดรูปเล่ม เมื่อหนังสือเสร็จเรียบร้อย เจ้าชายน้อย ผู้อู้กำเมืองจะถูกแจกจ่ายไปทั่วห้องสมุดโรงเรียนและมหาวิทยาลัยทั่วภาคเหนือ

เจ้าชายน้อย

“หลายคนถามว่าแปลมาแล้วจะมีคนอ่านออกเหรอ จะมีประโยชน์อะไร หรือแค่ทำเอาความโก้เก๋ ซึ่งเราว่าเรามองข้ามจุดนั้นมาแล้ว ภาษาถิ่นหลายภาษากำลังจะเป็นภาษาตาย แทบไม่มีคนอ่านหรือเขียน ถ้า เจ้าชายน้อย ฉบับล้านนาเล่มนี้จะทำให้เด็กหันมาเรียนภาษาล้านนาเพิ่มขึ้นสักคนหนึ่ง เราว่าก็คุ้มแล้ว ขนาดประเทศที่อยู่ในภาวะสงครามกลางเมืองอย่างอัฟกานิสถาน หรือชนกลุ่มน้อยอย่างชาวเคิร์ด เขายังเห็นคุณค่าและแปลวรรณกรรมดีๆ อย่างนี้ให้เยาวชนของเขาอ่าน ยิ่งเป็นแรงบันดาลใจให้เราพยายามที่จะแปล เจ้าชายน้อย เป็นภาษาถิ่นต่างๆ ของไทยเราให้มากที่สุด ภาษาถิ่นต่อไปที่เราวางแผนไว้คือภาษายาวี เพื่อแจกสถานศึกษาทางภาคใต้ต่อไป”

‘What is essential is invisible to the eye — สิ่งสำคัญไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตา’

สุนัขจิ้งจอกบอกเจ้าชายน้อยเมื่อทั้งคู่ได้ทำความรู้จักกัน Antoine de Saint-Exupéry (อองตวน เดอ แซงเตก-ซูเปรี) เขียนวรรณกรรมเรื่องนี้ในสมัยไฟสงครามโลกครั้งที่ 2 ลุกโชน เรื่องราวที่เศร้าและอ่อนโยนของ เจ้าชายน้อย มีความเป็นสากล ไม่มีเชื้อชาติ ศาสนา ปรัชญาชีวิตง่ายๆ ที่ซ่อนอยู่ในตัวอักษรทำให้ใครต่อใครร่วมเดินทางไปกับเด็กชายจากต่างดาวได้ทุกช่วงวัย และการเดินทางด้วยความรักของนักสะสม เจ้าชายน้อย ช่วยส่งต่อสิ่งสำคัญผ่านตัวอักษรให้นักอ่านท้องถิ่นสัมผัสด้วยใจ

นักสะสมหนังสือ 'เจ้าชายน้อย' จากทั่วโลก : สุพจน์ โล่ห์คุณสมบัติ

“โครงการแปล เจ้าชายน้อย เป็นภาษาถิ่นที่เรากำลังทำอยู่นี่ทำให้เราตระหนักว่า ความหอมหวนของการสะสมอะไรสักอย่างคือการที่เราได้มา แต่หากของสะสมของเราได้เป็นตัวต่อยอดเพื่อสร้างประโยชน์ไปยังผู้อื่นและสังคมโดยรวมด้วยแล้ว นี่เองที่เป็นความสุขของการสะสมอย่างแท้จริง เราเชื่อว่าของสะสมของทุกคนก็เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นได้ เพราะการได้มาและการให้ไปเป็นของคู่กันเสมอ”  

 

เจ้าชายน้อย 5 เล่มที่มีความหมายมากที่สุด

ທ້າວນ້ອຍ (ภาษาลาว) : จุดตั้งต้นให้เริ่มสะสม เจ้าชายน้อย คือเล่มนี้ เราเจอ ท้าวน้อย ที่ร้านหนังสือในหลวงพระบาง ดูน่ารักดี มารู้ทีหลังว่าเป็นฉบับพิมพ์ภาษาลาวครั้งแรก ตอนนี้กลายเป็นหนังสือที่มีมูลค่ามากไปแล้ว

เจ้าชายน้อย (ภาษาไทย พิมพ์ พ.ศ. 2522) : อาจารย์วิลักษณ์ ศรีป่าซาง มอบให้เราตอนที่แปลเรื่องนี้เป็นภาษาล้านนา แรคำ ประโดยคำ (สุพรรณ ทองคล้อย) ศิลปินแห่งชาติให้ท่านมา แล้วเซ็นว่า “แรคำ ให้อาจารย์วิลักษณ์” อาจารย์ก็เซ็นต่อว่า “วิลักษณ์ ให้คุณพจน์” เล่มนี้เป็นฉบับภาษาไทยที่มีค่าที่สุดสำหรับเรา

Malý Princ (ภาษาเช็ก) : เล่มนี้เป็นเล่มต้องจดจำ เพราะระหว่างที่วิ่งไปตามหา เจ้าชายน้อย ในร้านหนังสือในเมือง Prague แม่เราที่นั่งรออยู่โดนล้วงกระเป๋าโดยไม่รู้ตัว เงินสดเรือนแสนที่เพิ่งแลกมาก็ไปหมดเลย จึงถือว่าเล่มนี้แพงที่สุดเท่าที่สุดเท่าที่เคยซื้อมา

Le Petit Prince (ภาษาฝรั่งเศส) : เราโชคดีได้เล่มนี้จากร้านหนังสือเก่าทางใต้ของฝรั่งเศส พิมพ์หลังจากตีพิมพ์ครั้งแรกไม่กี่ปี เขาขายแค่ 7 ยูโรเท่านั้น ตอนได้มานี่มือเย็นเลยเพราะในอินเทอร์เน็ตขายแพงมาก

Les Œuvres complètes d’Antoine de Saint-Exupéry (ภาษาฝรั่งเศส) : เราเข้าร้านหนังสือ La Librairie Ancienne ที่ย่านเมืองเก่าของเจนีวา ไปถามหา เจ้าชายน้อย เขาก็หยิบเล่มนี้มาให้ ปรากฏว่าเป็นหนังสือเก่าเล่มใหญ่ สวยมาก รวมงานเขียนทั้งหมดของแซงเตก-ซูเปรี พร้อมภาพสีน้ำจากตัวแซงเตก-ซูเปรีเอาไว้ ซึ่งแน่นอนว่ารวมเรื่อง เจ้าชายน้อย อยู่ด้วย

เจ้าชายน้อย ที่กำลังตามหา

ตอนนี้เรากำลังสั่ง เจ้าชายน้อย ภาษา T5 ที่เป็นรหัสโค้ด คนขายเป็นนักสะสม เจ้าชายน้อย ชาวบัวโนสไอเรส แต่เล่มที่อยากได้จริงๆ คือ เจ้าชายน้อย ฉบับพิมพ์ครั้งแรก เป็นภาษาอังกฤษ พิมพ์ที่อเมริกา เมื่ออองตวน แซงเตก-ซูเปรี ไปเป็นทหารประจำการสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และมีลายเซ็นอองตวน แซงเตก-ซูเปรี กำกับอยู่ด้วย

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

The Collector

คอลเลกชันความหลงใหลของนักสะสมนานาประเภท

“เทปคาสเซตต์เหล่านี้จะใช้คำว่าสะสมก็ไม่เชิง”

เราชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดนี้ออกมาจากปากของ แจ็ค-พีรภัทร โพธิสารัตนะ เพราะคอลัมน์นี้เป็นคอลัมน์สำหรับบุคคลผู้สะสมอะไรสักอย่าง ถ้าเราจะสัมภาษณ์คนที่ไม่ได้สะสมอะไรมาลงก็คงจะผิดคอนเซปต์เกินไปสักหน่อย

แต่เมื่อได้รู้ว่าแจ็คคือคนที่มีเทปคาสเซตต์เก็บไว้ที่บ้านมากกว่า 3,000 ม้วน เราเลยตัดสินใจว่าจะลองนั่งคุยกับเขาต่ออีกสักหน่อยดีกว่า เริ่มจากเรื่องง่ายๆ อย่างเทปม้วนแรกก่อนแล้วกัน

“เทปม้วนแรกที่เราขอแม่ซื้อเป็นเพลงประกอบสารคดีเรื่อง Music from The Body ของ Roger Waters กับ Ron Geesin จาก Pink Floyd ตอนนั้นอายุ 12 เองมั้ง” แจ็คย้อนความถึงเทปม้วนแรกที่เค้าเคยซื้อให้เราฟัง

“นี่ถือเป็นม้วนที่ดึงเราสู่การฟังเพลงอย่างจริงจังเลย เพราะก่อนหน้านั้นเราก็ฟังเพลงแค่จากที่พ่อแม่ฟัง จนกระทั่งมาเจอม้วนนี้นี่แหละ ซึ่งหลังจากนั้นจึงถูกถึงเข้าสู่โลกของ Pink Floyd ไป ซึ่งเพื่อนร่วมวงที่เคยเล่นด้วยกันกับเรายังบอกเลยว่าเราเริ่มผิดไปหน่อย”

ด้วยความที่เริ่มต้นจาก Pink Floyd และเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นทำให้แจ็คเลือกที่จะฟังแต่เพลงสายยากเพราะรู้สึกว่ามันแมนและเท่ดี จนกระทั่งเข้าสู่มหาวิทยาลัยก็เป็นช่วงที่แจ็คเริ่มหันกลับมามองเพลงไทยกับเขาบ้าง ด้วยกระแสเพลงอัลเทอร์เนทีฟที่มาแรงในยุคนั้น

เทปคาสเซตต์

“ช่วงที่อยู่มหาวิทยาลัยเป็นช่วงที่เริ่มซื้อเพลงไทยบ้างแล้วเพราะว่าเราเล่นดนตรี เราเข้ามหาวิทยาลัยปี 2538 ซึ่งมันเป็นยุครุ่งเรื่องของอัลเทอร์เนทีฟพอดี และวงดนตรีทุกวงในประเทศตอนนั้นก็น่าจะแกะเพลงพวกนี้แหละ ทั้งโมเดิร์น็อก ทั้งพราว เราก็เลยเริ่มฟังเพลงไทย”

และช่วงมหาวิทยาลัยนี่เองที่ทำให้แจ็คเริ่มซื้อเทปมากขึ้นเรื่อยๆ จากเงิน 3,000 บาทที่ทางบ้านส่งมาให้ใช้ในแต่ละเดือน จนเมื่อเรียนจบ 4 ปี แจ็คก็ได้เทปกลับบ้านไปทั้งหมด 4 กระเป๋าเดินทางใหญ่ด้วยกัน

“เวลาตัดสินใจซื้อก็ไม่มีอะไรมากเลย บรรยากาศยุคนั้นด้วยความที่มันยังไม่มีดิจิทัล ยังไม่มีดาวน์โหลด เราก็จะรับรู้เรื่องราวข่าวสารจากนิตยสารและวิทยุเป็นหลัก ถ้าแมกกาซีนพูดถึง ถ้าวิทยุเปิด เราก็จะตามไปซื้อกัน และช่องทางเดียวที่เราจะได้เจอและพูดคุยกับศิลปินก็ไม่ใช่ช่องทางออนไลน์แบบทุกวันนี้ แต่เป็นการไปเจอกันจริงๆ ตามคอนเสิร์ต ไม่ก็ตามแผงเทป เพราะฉะนั้น การที่ศิลปินกลับมาออกอัลบั้มแต่ละครั้ง กลับมาออกเทปแต่ละม้วน กลับมาเล่นคอนเสิร์ต จึงเป็นอะไรที่เราค่อนข้างจะรอคอย”

 แจ็ค-พีรภัทร โพธิสารัตนะ

ด้วยบรรยากาศที่คึกคักในยุคนั้น ทำให้ธุรกิจเพลงกลายเป็นธุรกิจหนึ่งที่แข็งแกร่งมาก การขายได้ล้านตลับคือสิ่งที่เราได้ยินกันอยู่บ่อยๆ ความรุ่งเรืองของยุคนั้นมันขนาดที่ว่าคนทำเทปถูกกฎหมายก็รวย คนทำเทปผีก็รวยด้วย

“สมัยยุคแรกๆ มันยังไม่มีค่ายเพลงที่เอาเทปฝรั่งเข้ามา พวกร้านค้าที่เอาเข้ามาขายเค้าก็จะทำเทปผีของตัวเองด้วย ยี่ห้อที่คุ้นๆ ก็จะมีอย่าง 501 หรือที่ดังที่สุดก็จะเป็น Peacock ในตำนาน คือ Peacock นี่นอกจากทำเทปผีแล้วเขายังเป็นบริษัทจัดจำหน่ายเองด้วยนะ คาราบาวยุคแรกๆ ก็ใช้บริการ Peacock โดยเทปผีสมัยนั้นแทบจะ 99 เปอร์เซ็นต์เป็นเพลงฝรั่ง ซึ่งเป็นเป้าหมายหนึ่งเวลาเราเข้ากรุงเทพฯ ด้วย”

แจ็คเล่าให้เราฟังว่า ในสมัยนั้นบ้านเกิดที่ชลบุรีมีร้านขายเทปอยู่ไม่มากนัก แถมยังเป็นเพลงไทยซะเยอะ เค้าจึงมักจะหาโอกาสเข้ามากรุงเทพฯ เพื่อหาซื้อเทปเพลงที่ต้องการ ซึ่งบรรยากาศของร้านเทปสมัยนั้นก็มักจะเป็นแค่คูหาที่ไม่ใหญ่มาก และวางกล่องเทปเรียงเป็นแผงให้เราเลือกดู

“จริงๆ เทปคาสเซตต์มันก็มีการแบ่งประเภทเทคโนโลยีด้วยนะ เท่าที่ผมสัมผัสมามันจะมีอยู่ 2 แบบ นั่นคือเทปคาสเซตต์แบบธรรมดา กับเทปคาสเซตต์แบบเหล็ก สมัยก่อนเค้าพยายามที่จะสร้างนวัตกรรม โฆษณาว่าเสียงดีไฮโซ ผมเคยซื้อมาม้วนหนึ่งแต่ก็ไม่เห็นรู้สึกว่ามันต่างกันยังไง (หัวเราะ)”

และด้วยเทคโนโลยีนี่เองที่ทำให้เทปคาสเซตต์เข้าสู่ช่วงเวลาของการล่มสลายเช่นกัน

“ยุคที่คาสเซตต์ล่มสลายน่าจะเป็นช่วงปี 2000 เราจำได้ว่าเราเขียนรีวิวเพลงจากเทปม้วนสุดท้ายคือ Mr.Team อัลบั้ม BUMP ซึ่งเป็นชุดก่อนที่แกรมมี่จะเปลี่ยนมาให้ซีดีกับสื่อ โดยเรามองว่ามันก็คือกฎแห่งไตรลักษณ์ล่ะเนอะ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เราคงห้ามการเปลี่ยนแปลงหรือการพัฒนาทางเทคโนโลยีไม่ได้ใช่มั้ย การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติ อุตสาหกรรมต่างหากที่จะต้องปรับตัวว่าจะทำอย่างไรต่อไป ทางแรกคือ รักษาฐานแฟนของนวัตกรรมเดิมให้ได้ ไม่ก็ปรับตัวเข้าสู่นวัตกรรมใหม่ ซึ่งทุกๆ ค่ายเขาก็พยายามปรับกันอยู่ใน 2 ทางนี้ บ้างก็ล้ม บ้างก็ยังอยู่ ฉะนั้น การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมดา ทุกวันนี้มันอยู่ในจุดที่รูปแบบของสื่อทุกอย่างมันเริ่มคลายความสำคัญลงแล้ว เนื้อหาต่างหากเป็นส่วนที่สำคัญ อย่างที่เค้าว่า content is king ใช่มั้ย อย่าง The Cloud จะอยู่บนเว็บหรืออยู่ในแมกกาซีนก็เหมือนกันแหละ เพราะมันก็มีความเข้มข้นของมันอยู่”

เทป

 แจ็ค-พีรภัทร โพธิสารัตนะ

แม้ยุคทองของเทปคาสเซตต์จะจากเราไปแล้ว แต่เทปกว่า 3,000 ม้วนที่แจ็คเก็บไว้ก็เป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่าเรื่องราวเหล่านั้นเคยเป็นจริง และแม้เป็นจำนวนที่อาจจะไม่ได้เยอะเป็นสถิติโลก แต่ก็มากพอที่ทำให้เราสงสัยว่าทำไม

“เอาจริงๆ คนยุคนั้นถ้าฟังเพลงมาเรื่อยๆ ก็คงมีประมาณนี้เหมือนกันแหละ มันมาจากการที่เราฟังเรื่อยๆ ซื้อเก็บเรื่อยๆ จนมันมีเยอะเองมากกว่า ซึ่งเรามองว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เติบโตมาพร้อมกับเราและได้รับมาระหว่างทางของชีวิตการฟังเพลง เพราะฉะนั้น เราเลยบอกว่าเทปเหล่านี้จะใช้คำว่าสะสมก็ไม่เชิงซะทีเดียว”

คุยกันถึงตรงนี้ เราสงสัยว่าในวันที่เราสามารถหาเพลงฟังได้ทั่วไปในโลกอินเทอร์เน็ตแล้ว ทำไมเขายังคงเก็บเทปคาสเซตต์เหล่านั้นอยู่

กล่องพลาสติกที่มีม้วนฟิล์มอยู่ข้างในยังมีความหมายต่อตัวเขามากแค่ไหนกัน

คาสเซตต์มันก็เป็นสัญลักษณ์หนึ่งของยุค 80 เนอะ สำคัญขนาดไหนก็สามารถดูกันได้จากมุกที่เขาชอบล้อกันว่า ปากกากับคาสเซตต์มันมีจุดร่วมกันยังไง มันคือป๊อปคัลเจอร์ของยุคนั้นเลย ซึ่งทุกคนในยุคนั้นก็คงผ่านจุดที่เคยใช้ปากกาหมุนมาแล้ว ผ่านจุดที่ต้องแช่ตู้เย็นเพราะมันยืด หรือผ่านจุดที่ต้องงัดตลับออกมาเพราะเทปโดนกิน ต้องมานั่งร้อยเทปใหม่ ซึ่งถ้าร้อยไม่เป็นก็พังไปเลย ซึ่งมันก็ไม่ใช่เสน่ห์อะไรหรอก มันก็ป็นแค่วิถีที่คนฟังเพลงยุคนั้นต้องผ่านมา แต่สิ่งสำคัญมันอยู่ตรงเรื่องราวที่มันเกิดขึ้นทั้งก่อนและหลังจากที่ได้เทปแต่ละม้วนมาต่างหาก”

หลังจากจบประโยคนี้ แจ็คก็เริ่มร่ายเรื่องราวของเทปแต่ละม้วนที่เค้าคัดมาในวันนี้ให้เราได้ฟัง

เทป

10 อัลบั้มที่ถูกประทับไว้ในความทรงจำ

คนเขียนเพลงบรรเลงชีวิต-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์

เป็นอัลบั้มที่เราไปตามหาซื้อย้อนหลังตอนที่มันออกมาแล้ว 5 ปี หาซื้อยากมาก ไปได้มาตอนไปส่งพี่สาวเพื่อเข้าหอพักที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้วไปแวะกินข้าว แล้วก็ไปเจอแผงเทปแผงหนึ่งวางขายอยู่แบบฝุ่นจับทุกม้วน ซึ่งพอเราเดินไปดูก็เจอเทปม้วนนี้ก็วางอยู่ตรงนั้น เราก็ เห้ย มีอันนี้ด้วยว่ะ ดีใจมากตอนนั้น

เทป

 

อะลาดิน – เพลงประกอบละครสถาปัตย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ม้วนนี้ได้มาจากร้านโดเรมี เป็นเพลงประกอบละครของคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ ตอนนั้นเราได้ฟังเพลงในอัลบั้มนี้เพลงหนึ่งจากวิทยุแล้วรู้สึกว่ามันโคตรดีเลย ซึ่งก็ไปบังเอิญเจอที่ร้านโดเรมีเลยหยิบกลับบ้านมา ซึ่งตอนหลังได้มีโอกาสรู้จักกับคนแต่งเพลงนี้ก็คือคุณอาร์ต วง 7thSCENE ผมก็จะคอยถามอาร์ตตลอดว่ามีไฟล์มั้ย อยากได้เป็นซีดี ซึ่งอาร์ตนั้นเป็นคนที่ยอมคุยกับผมทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องนี้ที่ไม่เคยตอบกลับมาเลย (หัวเราะ)

เทป เทป

 

ปรากฏการณ์ฝน – เฉลียง

ม้วนนี้ได้มาจากร้านมือสองที่จตุจักร ซึ่งเทปมือสองโดยทั่วไปสมัยนั้นเค้าจะขายกันแค่ประมาณ 20 บาท แต่ม้วนนี้ถูกตั้งราคาไว้ที่ 250 เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่เฉลียงกลับมาเล่นกันใหม่พอดี ไอ้เราก็ยอมกัดฟันซื้อมา วันรุ่งขึ้นได้คุยกับพี่วิภว์ บูรพาเดชะ ก็อวดแกใหญ่เลย ซึ่งแกอึ้งไปแป๊บหนึ่งแล้วก็พูดกลับมาว่าเมื่อวานแกไปคอนเสิร์ตเฉลียงมา แล้วเค้าเอาซีดีมารีมาสเตอร์ใหม่ทั้งห้าอัลบั้ม แล้วขายยกเซ็ตแค่พันเดียว เฉลี่ยแค่แผ่นละ 200 บาท ถูกกว่าเทปของผมอีก ตอนนั้นโกรธพี่วิภว์ไป 3 วัน (หัวเราะ) ก็เป็นม้วนที่ทำให้จำเหตุการณ์เพี้ยนๆ แบบนี้ได้

เทป เทป

 

เก่ง – เก่ง

หลายคนคงรู้จักพี่เก่งในชื่อของ เก่ง ไปโรงเรียน ซึ่งนี่คืออัลบั้มแรกของแกที่ออกเพลงมาเป็นเทปคาสเซตต์ ตอนนั้นพี่เต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม ไปได้ม้วนนี้มาจากหน้ารามแล้วชอบมาก แกเลยเอาไปเปิดที่ Hot Wave จนกระทั่งพี่เก่งแกได้ออกซีดี ม้วนนี้ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของพี่เก่ง และเป็นจุดที่เราภูมิใจว่ามันคงมีไม่กี่คนในประเทศหรอกที่มีม้วนนี้ แม้ที่จริงจะฟังไปไม่กี่รอบก็ตาม

เทป เทป

 

a day red label album

ตอนนั้นเราทำเว็บไซต์กับพี่วิภว์ ซึ่งงานท้ายๆ ที่เราทำด้วยกันคือการสัมภาษณ์พี่โหน่ง (วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์) แล้วเราก็ได้ม้วนนี้มา แต่ความเจ๋งคือพี่เป้ง (ทรงพล จั่นลา) ที่เป็นอาร์ตไดเรกเตอร์ของ a day ตอนนั้นแกไรต์แผ่นมาให้ด้วย แล้วแกเขียนชื่อบนปกซีดีแผ่นนั้นเป็นชื่อคนร้องจริงหมดเลย ซึ่งศิลปินหลายคนในอัลบั้มนั้นเขาใช้เป็นชื่อเล่นปิดบังตัวจริงกัน อย่าง Alien D.N.A. ที่ทำเพลงแนวอิเล็กทรอนิกส์ร็อก พี่เป้งก็เขียนมาเลยว่าเป็นพี่แมว จิรศักดิ์

เทป

 

เทคโนโลยี – ร็อคเคสตร้า

อัลบั้มนี้ผมมาตามซื้อทีหลัง สิ่งที่ทำให้เราเลือกมาเป็นหนึ่งในสิบก็คือปก ศิลปินในยุคนั้นมักจะเลือกภาพตัวเองมาไว้บนปกเพื่อสร้างความคุ้นเคยกับผู้ฟัง แต่ชุดนี้มาเป็นงานวาดที่เหมือนกับวงโพรเกรสซีฟร็อกเลย ซึ่งก็น่าแปลกใจว่าขนาดปกเปลี่ยนไปขนาดนี้ก็ยังสามารถทำยอดขายได้ดีอยู่ เป็นข้อพิสูจน์ว่าถ้าตัวเพลงมันดีมันก็แข็งแรงพอที่จะพาเพลงไปสู่คนฟังได้

เทป เทป

 

เอกรงค์ – เอกรงค์

อันนี้เหมือนกับเป็นยูนิตย่อยของกลุ่ม บัตเตอร์ฟลาย ที่ถือเป็นต้นทางของคนทำเพลงหลายๆ คนในยุคปัจจุบัน เอกรงค์เป็นยูนิตของคุณจิรพรรณ อังศวานนท์ และคุณสินนภา สารสาส ที่เลือกอันนี้มาเพราะว่าปกสวย เป็นรูปขาวดำ เท่มาก แล้วอีกอย่างที่เราว่ามันไม่น่าจะเหมือนเทปชุดอื่นๆ คือที่กล่องด้านหลังตรงขอบมันมีความเว้าลงไป เป็นลูกเล่นที่ทำให้เรารู้สึกว่านอกจากดนตรีแล้วแพ็กเกจห่อหุ้มมันยังมีความพิเศษด้วยนะ

เทป

 

ธรรมดามันเป็นเรื่องธรรมดา – เพชร โอสถานุเคราะห์

อันนี้ไม่มีอะไรมากเลย คือมันเป็นอัลบั้มเทคโนป๊อปที่ไม่น่าเชื่อว่าแกรมมี่จะออกมาในยุคสมัยที่มีแต่เพลงบับเบิลกัมได้ และนอกจากความเป็นไฮโซทางด้านดนตรีแล้วแกยังมีการเล่นกับการแบ่งด้านของเทป มีมุก Side 1, Side2 และ Side 3 ที่มันไม่มีออกมา ก็แสดงถึงความเป็นคนครีเอทีฟของแก

เทป เทป

 

เจ้าหญิง / เจ้าชาย – ปฐมพร ปฐมพร

สมัยนั้นประเทศไทยยังไม่ค่อยมีศิลปินที่ออกอัลบั้มคู่เท่าไหร่ ซึ่งอัลบั้มนี้แกแบ่งคอนเซปต์ชัดเจน อัลบั้ม เจ้าหญิงแห่งดอกไม้ ก็จะเป็นเพลงช้างดงาม ส่วนอัลบั้ม เจ้าชายแห่งทะเล ก็จะเป็นทะเลคลั่ง มีความหยาบคายไปเลย ในแง่คอนเซปต์มันดีอยู่แล้ว พอมันออกมาเป็นอัลบั้มก็เลยสวยมาก ซึ่งก็เป็นอีกอัลบั้มที่เราไปตามซื้อมือสองทีหลัง จำได้ว่าตอนนั้นเราได้ม้วนเจ้าหญิงมาก่อน แต่ว่าตามร้านส่วนใหญ่เขาจะ ไม่ยอมขายแยก แต่มาวันหนึ่งเราไปร้านแห่งหนึ่งแล้วเจ้าของไม่อยู่ อยู่แต่แฟนแก แล้วเราไปเห็นอัลบั้มนี้วางไว้เราก็ไปถามว่าขอซื้อได้มั้ย แฟนเจ้าของที่ไม่รู้เรื่องก็ขายมาให้ เราจ่ายเงินปุ๊บก็รีบออกจากร้านเลย ซึ่งหลังจากนั้นเราก็แวะไปร้านนั้นอีก ก็จะเจอเจ้าหญิงที่ถูกวางไว้อย่างเดียวดาย

เทป เทป

 

Polycat

เลือกมาเพราะมันเป็นเทปคาสเซตต์ม้วนแรกที่ซื้อในรอบหลายปี เป็นสิ่งที่บอกกับเราว่าอย่างน้อยที่สุดเทปคาสเซตต์ก็ยังไม่หายไปจากชีวิตเรา

Polycat Polycat

Writer

Avatar

พีรพิชญ์ ฉั่วสมบูรณ์

นักเขียน, แฟนคลับ AKB48 และเจ้าของเพจ AKBanything ผู้คลั่งไคล้วงนี้มากขนาดต้องเขียนหนังสือออกมาในชื่อว่า 12-4-48

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load