เมื่อใดก็ตามที่เนื้อร้องท่อนแรกของเพลง คุกกี้เสี่ยงทาย หรือ Koisuru Fortune Cookie ขึ้น ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนคลับของ BNK48 หรือไม่ คุณเป็นต้องยกมือทั้งสองขึ้นมาในระดับอก

นับจนถึงวันนี้ ในเวลาเพียงสั้นๆ ไม่ว่าคุณจะเงยหน้าไปที่ไหน เป็นต้องเห็นสาวๆ ในชุดสดใสหลากสีสันถูกจับวางอยู่คู่กันกับสินค้าทุกประเภท ตั้งแต่ในตู้เย็นที่บ้าน กิจกรรมนอกบ้าน ไปจนถึงสนามแข่งกีฬา

หลังจากมีประกาศเปิดสั่งจอง ชุดเครื่องเขียน สมใจ x BNK48 ล่วงหน้าไปเมื่อเดือนที่ผ่านมา ความนิยมจากเพลง คุกกี้เสี่ยงทาย Koisuru Fortune Cookie ก็ทำให้ยอดสั่งจองสดใสตามความคาดหมาย เช่นเดียวกับสินค้าที่ผ่านมาทุกตัวของ BNK48

เบื้องหลังการจับมือที่น่าสนใจระหว่าง สมใจ x BNK48

แต่มากไปกว่าการทำสินค้าร่วมกัน The Cloud เราสนใจวัฒนธรรม Collaboration ที่มากกว่าการเกิดสินค้าใหม่ และการแลกเปลี่ยนโอกาสในการสร้างแบรนด์ของกันและกัน

ในฐานะที่ติดตามแบรนด์ทั้งสองอยู่เสมอมา เราอยากรู้วิธีคิดเบื้องหลังและขึ้นตอนการทำงาน ของนิมิตรหมายอันดี และโชคดีที่เรามีโอกาสพูดคุยกับตัวแทนจากทั้งสองแบรนด์พร้อมกัน

ตาล-นพนารี พัวรัตนอรุณกร กรรมการบริหารด้านการตลาดของ ‘สมใจ’ แบรนด์ร้านเครื่องเขียนที่มีอายุกว่า 63 ปี หนึ่งในทายาทรุ่นสามที่นำพาแบรนด์ ‘สมใจ’ ให้ปรับตัวทันกับเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน และโรส-อรพรรณ มนต์พิชิต บวรวัฒนะ กรรมการบริหาร บริษัท บีเอ็นเค48 ออฟฟิศ จำกัด ผู้อยู่เบื้องหลังการบริหารทั้งหมดของ BNK48 รอเราอยู่แล้วที่นี่

เบื้องหลังการจับมือที่น่าสนใจระหว่าง สมใจ x BNK48

ก่อนพูดคุยเราไม่อาจเข้าใจได้เลยว่าการใช้ปากกาดินสอเป็นหน้าศิลปินที่เราชอบจะมีความหมายอะไรไปมากกว่าการแสดงความรัก

แต่พอได้ฟังแนวคิดเบื้องหลัง วิธีการทำงานทั้งหมด และหลักคิด ความเชื่อ ของแบรนด์ทั้งสองก่อนมาบวกรวมกัน จนออกมาเป็นงานที่สร้างสรรค์อยู่บนความเชื่อที่เหมือนกัน ทำให้เรามองสิ่งตรงหน้ามากกว่าแค่ชุดเครื่องเขียนสีหวานที่มีหน้าตาของไอดอลคนโปรด

“…รู้ทั้งรู้ว่าเขาใช้อะไรตัดสินใจ

ต้องน่ารักใช่ไหม ที่ใครเขาคิดกัน

ฉันขอแค่ให้เขา ลองมองจากข้างใน

คงจะดี ถ้ามีใจให้กับฉัน…” – Koisuru Fortune Cookie

BNK48

“ตอนที่ปล่อยเพลง Koisuru Fortune Cookie ออกมา เราเห็นแฟนคลับที่เป็นกลุ่มเด็กค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิง

ที่ผ่านมา คนทั่วไปอาจจะเห็นว่าแฟนคลับผู้ที่ชื่นชอบ BNK48 เป็นผู้ชายเยอะ เพราะผู้ชายอาจจะแสดงออกมากกว่า ทั้งจากที่เห็นรวมกลุ่มยืนร้องเพลงหน้าเวทีหรือที่งานจับมือ คนจึงจดจำว่าแฟนคลับมีแต่กลุ่มผู้ชาย แต่จริงๆ แล้วมีสัดส่วนเป็นครึ่งต่อครึ่งเลยนะ ตอนแรกเราก็ยังไม่รู้จะรับรองแฟนคลับกลุ่มเด็กผู้หญิงด้วยอะไร จึงคิดไว้ว่าอยากได้อะไรที่กุ๊กกิ๊ก” โรสเล่าถึงฐานแฟนคลับกลุ่มใหม่ที่น้อยคนจะรู้

รักนะ แต่ไม่กล้าแสดงออก

แฟนคลับเด็กผู้หญิงของ BNK48 หมายรวมถึงเด็กหญิงที่มองพี่ๆ BNK48 เป็นไอดอลเด็กสาวที่ทำตัวน่ารักเหมาะสม เป็นตัวอย่างที่ดีไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง ซึ่งพ่อแม่ผู้ปกครองต่างก็เห็นดีเห็นงาม จากสิ่งที่สมาชิก BNK สื่อสารและถ่ายทอดออกมา จึงไม่ห้ามเด็กๆ ที่จะมาชื่นชอบ ดังจะเห็นจากการที่มีผู้ปกครองพาน้องๆ เด็กๆ ใส่ชุดมางานจับมือ

“เราอยากเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อไอดอล เรื่องอกโตและความเซ็กซี่” ซึ่งในวันนี้ BNK48 ค่อยๆ พิสูจน์ความเชื่อนี้ จุดประกายเรื่องคุณค่าในตัวเองให้ใครก็ตามที่เฝ้ามองอยู่กล้าเป็นตัวของตัวเอง โรสให้เครดิตทีมคุณครูที่บ่มเพาะน้องๆ เพราะนอกจากทักษะการเป็นไอดอล ชีวิตและความถนัดส่วนตัว ทัศนคติและมุมมองที่มี ก็ยิ่งเพิ่มเสน่ห์ในตัวทำให้ BNK48 ทุกคนน่ารักและเป็นเด็กสาวมารยาทดีเสมอต้นเสมอปลาย

“เราสอนเด็กๆ เสมอเรื่องห้ามลืมตัวตนว่าเราเคยเป็นใคร เป็นคนยังไง มีครั้งหนึ่งเราคุยงานที่คาเฟ่ อยู่ๆ ซัทจังเดินมาสวัสดีเราและก็หันไปสวัสดีคนที่เราคุยงานด้วย ทั้งๆ ที่มองเผินๆ คนอาจจะคิดว่าไม่จำเป็น แค่ยิ้มก็ได้ แต่นั่นก็ทำให้คนที่เราคุยงานด้วยเปลี่ยนจากที่เป็นแฟนคลับเฉยๆ ก็กลายเป็นประทับใจ” ฟังแล้วก็อดชื่นใจตามคุณโรสไม่ได้

Fortune Collaboration

เบื้องหลังการจับมือที่น่าสนใจระหว่าง สมใจ x BNK48

โรสเล่าหลักการคัดเลือกแบรนด์หรือองค์กรที่ BNK48 เลือก Collaborate หรือพัฒนาสินค้าร่วมกัน สั้นๆ ว่า หลายๆ แบรนด์เริ่มจากติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์เพื่อไปผลิตสินค้าของตัวเอง

“วิธีการนี้ง่ายกับเรามากเลยนะ แต่เราก็ต้องการให้สิ่งนั้นออกมาเป็น BNK48 มากที่สุด จะเห็นว่าที่ผ่านมา BNK48 มีสินค้าหลากหลายมาก และเราก็รู้ว่าไม่อาจทำทุกอย่างได้ด้วยตัวเองทั้งหมด เราอยากตั้งใจทำงานของเราหรือสิ่งที่เราถนัดอย่างการบริหารดูแลศิลปินของเราให้ดี สินค้าที่ออกมาจึงมีที่มาทั้งจากขายลิขสิทธิ์และการชวนพาร์ตเนอร์ทำงานร่วมกัน”

และเพราะรู้จักกับตาล ผู้บริหารรุ่นที่สามผู้ดูแลเรื่องแบรนด์และการตลาดของสมใจ แบรนด์ร้านเครื่องเขียนที่จริงใจ มีระบบจัดการที่ดี มีหน้าร้านและระบบร้านค้าออนไลน์ที่ช่วยกระจายสินค้าไปยังกลุ่มต่างๆ อย่างทั่วถึง โรสจึงเป็นตัวแทน BNK48 ชวนตาลและสมใจมาทำงานร่วมกัน

Somjai x BNK48

เบื้องหลังการจับมือที่น่าสนใจระหว่าง สมใจ x BNK48

นี่เป็นการทำงาน Collaboration ครั้งแรกของสมใจ

และแม้ตาลจะร้องเพลง Koisuru Fortune Cookie และเต้นตามสาวๆ BNK48 ได้หมด แต่เธอก็ยังไม่แน่ใจว่าต้องเริ่มอย่างไรในตอนแรก

“ตอนที่ BNK48 ชวนให้ทำงานร่วมกัน เราก็ปรึกษาครอบครัวก่อนเพราะคิดเผื่อว่าเขาจะไม่ยอม ปรากฏว่าพ่อแม่เรารู้จักและบอกให้ทำเลย จริงๆ ทุกคนในครอบครัวเปิดรับเรื่องนี้มาก ไม่แสดงความหวงหรือเป็นห่วงภาพลักษณ์ของสมใจเท่ากับพวกเราที่เป็นทายาทรุ่นสามด้วยซ้ำ ทางคุณแม่จะย้ำเสมอว่าให้ทำออกมาให้ดี อย่าให้แฟนคลับเสียใจ ส่วนคุณยายจะชอบเข้าไปอ่านคอมเมนต์มาก” ตาลเล่า ก่อนจะเสริมว่าคุณยายเจ้าของชื่อร้านถึงกับขอสั่งจอง 10 ชุดก่อนใครเพื่อแบ่งปันแก่เพื่อนๆ ชาวพุทธมณฑลสาย 4

กล่องดวงใจ

จากโจทย์หลักของที่ให้ออกแบบสินค้าเพื่อแฟนคลับอีกกลุ่ม กลุ่มที่ยังเป็นเด็ก เป็นนักเรียน

โจทย์ต่อมาของ BNK48 คือ สินค้าที่เป็นชุด เป็นกล่อง ประกอบด้วยสิ่งของหลายๆ อย่าง

“จากสีหลักของเพลง Koisuru Fortune Cookie อย่างสีชมพูและม่วง ทำให้เราคิดถึงการทำชุดเครื่องขียน โดยสีสันน่ารักที่มีช่วยทำให้จัดองค์ประกอบศิลป์และกราฟิกพื้นฐานง่าย แต่ก็มีมุมที่น่ากังวลเหมือนกัน เนื่องจากการทำอะไรเกี่ยวกับ BNK48 ค่อนข้างเป็นเรื่องอ่อนไหว ถ้าเราทำอะไรแล้วออกมาไม่ถูกใจ หรือการวางคาแรกเตอร์ในสินค้าเพียงเล็กน้อยก็อาจจะเป็นประเด็นได้” ทีมสมใจจึงเริ่มจากเรียนรู้เรื่องเซ็มบัตสึ หลักการวางคาแรกเตอร์ของ BNK48 และเลือกหยิบสินค้าขายดีของร้านมาจัดทำแบบพิเศษ

เบื้องหลังการจับมือที่น่าสนใจระหว่าง สมใจ x BNK48

อย่างเพลง Koisuru Fortune Cookie ที่มีโมบายล์เป็นเซ็นเตอร์ โมบายล์จึงอยู่ในตำแหน่งที่เด่นสุด อยู่ตรงกลาง หรือกฎเรื่องโลโก้ต้องไม่ทับกัน เป็นกฎทั่วไปที่ไม่ได้ทำให้การทำงานยากเกินไป

BNK48 ที่สุด

นอกจากคาแรกเตอร์ในเพลง การเลือกจับคู่กับสาวๆ บนเครื่องเขียน ใครจะอยู่บนปากกาทั้ง 3 ลาย ใครจะอยู่บนปกสมุดที่ 2 ลาย ใครอยู่ปกหน้า หรือใครจะอยู่ปกหลัง ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องอ่อนไหว

“สมใจไม่กล้าเลือกเลย” ตาลเล่า

เบื้องหลังการจับมือที่น่าสนใจระหว่าง สมใจ x BNK48

“เราไม่อยากเลือกว่าใครต้องอยู่ตำแหน่งไหน เพราะในเชิงการบริหาร เราดูแลปฏิบัติกับน้องทุกคนเท่ากัน” โรสรีบแถลง

วิธีการที่ต้นสังกัดกลุ่มไอดอลแฟรนไชส์ชื่อดังที่มีสาขาทั่วโลกใช้ก็คือ ให้คะแนนความนิยมเป็นตัวตัดสิน ทั้งจากโซเชียลมีเดียวทุกช่องทางและยอดคนที่มาร่วมงานจับมือ

เบื้องหลังการจับมือที่น่าสนใจระหว่าง สมใจ x BNK48

ความตั้งใจเดิมของโรส คืออยากให้ทุกคนอยู่บนปากกา เพราะไม่อยากให้แฟนคลับของใครต้องน้อยใจ แต่ปากกาแท่งเล็กเกินไปที่จะทำให้ทุกคนอยู่บนนั้นได้จริงๆ ไม่เหมือนไม้บรรทัดและกล่องดินสอ

“เราไม่สามารถทำปากกาเป็นลายครบทุกคนได้ มันบริหารจัดการยากเกินไปหากต้องทำอย่างนั้น จึงต้องลงเอยด้วยวิธีการสุ่ม ซึ่งไม่ใช้เพื่อหลอกล่อให้คนซื้อจำนวนมาก” โรสเสริม

ใช้ได้

“ตอนแรกเราอยากได้หัวปากกาที่เป็นคาแรกเตอร์น้องเลย” โรสเล่าติดตลก

ซึ่งทางสมใจก็กลับไปศึกษาและแนะนำว่าถ้าทำแบบนั้น อาจจะออกมาไม่น่ารักอย่างที่คิด

“ถ้าทำลักษณะที่เป็นยาง หน้าของน้องๆ จะไม่ชัดเจนซึ่งจะดูน่ากลัวมากกว่าน่ารัก เราก็มาคิดต่อว่าหรือทำเป็นตัวการ์ตูนดีมั้ย แต่ก็กลัวว่าภาพที่ออกมาจะไม่เหมือนกับที่แฟนคลับคิด เราจึงสรุปว่าทำอย่างไรก็ได้ให้หน้าของน้องๆ คมชัด” ตาลเล่าความตั้งใจที่อยากทำเครื่องเขียนที่ทั้งสวยงาม มีคุณภาพดี และมีรายละเอียดถูกต้องตามที่ BNK48 และ 48Group กำหนดไว้ เพราะอยากให้คนได้ใช้จริงๆ

เบื้องหลังการจับมือที่น่าสนใจระหว่าง สมใจ x BNK48

ตาลเล่าว่ามีแฟนคลับรุ่นใหญ่ (โอตะ-โอชิ) ส่งข้อความมามากมายความว่า “ปากกาชมพูมากครับ ผมไม่รู้จะถือยังไง ครั้งหน้าช่วยทำสีน้ำเงินหน่อยนะครับ” ซึ่งไม่น่าแปลกใจที่แฟนคลับอาจจะไม่รู้ว่า จริงๆ แล้วจุดประสงค์ของการออกชุดเครื่องเขียนกับสมใจนั้นเพื่อกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็กผู้หญิงจริงๆ

นั่นคือด้วยลักษณะสินค้าที่สื่อสารออกไป สมใจ x BNK48 ต้องการให้ชุดเครื่องเขียนนี้ไปถึงกลุ่มแฟนฐานใหม่

เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล

อีกโจทย์สำคัญที่ BNK48 มอบหมายให้สมใจคือ ราคาชุดเครื่องเขียนนี้ต้องไม่แพงเกินไป

ถ้าใครคิดว่าราคา 990 บาทแพงไปสำหรับเครื่องเขียน 6 ชิ้น เราขอให้คุณจินตนาการถึงกล่องชุดเครื่องเขียนขนาด 40 x 50 เซนติเมตร ไปพร้อมกัน

“กล่องใหญ่มาก” ใครสักคนที่ร่วมฟังการสนทนานี้ร้องขึ้นอยากไม่รู้ตัว

ชุดกล่องเครื่องเขียนประกอบด้วยปากกาลายสมาชิก BNK48 1 ด้าม (สุ่มสาย 3 ลาย ได้แก่ เฌอปราง มิวสิค และปัญ) สมุดโน้ต 1 เล่ม (สุ่มแบบสมุด แบบมีและไม่มีเส้น) ไม้บรรทัด 2 ชิ้น (สุ่มลาย 4 แบบ) ดินสอ 1 แท่งและยางลบ ที่มีเฉพาะในชุดพิเศษนี้เท่านั้น

เบื้องหลังการจับมือที่น่าสนใจระหว่าง สมใจ x BNK48

“พนักงานเล่าให้ฟังว่า มีเด็กที่ใช้ชื่อพ่อแม่ผู้ปกครองในการโอนเงินเยอะมาก และตอนที่เห็นจำนวนผู้สั่งจองล่วงหน้า เรายังคุยกับพี่โรสเลยว่าเป็นไปตามที่เราตั้งใจกันไว้ เพราะมีแฟนคลับผู้ใหญ่และเด็กสัดส่วนที่เท่ากันเลย” ตาลเสริม ก่อนจะเล่าว่ามีแฟนคลับจำนวนมากใช้วิธีแลกลายที่ได้รับ หรือหาสมาชิกช่วยหารราคาค่าชุดเครื่องเขียนด้วย

ในขั้นตอนการทำงานโรสทิ้งท้ายว่า ถ้าในเรื่องการออกแบบ เธอเชื่อมั่นในทีมงานของสมใจเสมอ งานของเธอคือช่วยดูแลความถูกต้อง ส่วนเรื่องการขาย ทางสมใจก็แค่บอกว่าจะใช้ช่องทางไหนบ้าง ส่วนโรสจะคอยเล่าประสบการณ์หรือสิ่งที่เจอให้สมใจระวังและเตรียมรับมือ เช่นเรื่องใหญ่ๆ อย่างให้ระวังเว็บล่ม

“ไม่เคยมีใครไม่เว็บล่มนะ BNK48 ทำเว็บล่มทุกราย” โรสหัวเราะ

สมใจ x BNK48 = ชุดเครื่องเขียนเสี่ยงทาย

ไม่ใช่เรื่องที่จะยากเกินคาดเดา

ผลตอบรับของการทำงานร่วมกันครั้งนี้ถล่มทลายเช่นเดียวกับสินค้าทุกชิ้นของ BNK48

ตาลเป็นตัวแทนของสมใจเล่าถึงสิ่งที่ได้รับว่า เธอมองยอดขายเป็นเรื่องรองจากการรับรู้และตอบรับของแฟนคลับแบรนด์ทั้งสองแบรนด์ที่เพิ่มขึ้น

เครื่องเขียนเสี่ยงทาย

“เราไม่ได้มองว่าต้องเป็นแฟนคลับรุ่นใหญ่ซื้อชุดเครื่องเขียนนี้มากที่สุด เราแค่อยากให้เด็กๆ ได้ใช้จริงๆ สำหรับเรา เราคิดว่าเครื่องเขียนเป็นของแทนใจ ตอนเด็กๆ ที่เราชอบไอดอลหรือชอบตัวการ์ตูนอะไรเราก็อยากใช้ มีลูกพนักงานที่ออฟฟิศเดินมาหาเราทั้งชุดนักเรียนเลยบอกว่าอยากได้ ทุกครั้งที่เด็กมาคุยด้วยจะดีใจมากเพราะว่ารู้สึกว่าได้ทำตามโจทย์แล้ว เด็กได้ใช้จริงๆ” ตาล ตัวแทนของสมใจเล่า

“ถ้าเราจะทำเพื่อให้ตอบกลุ่มแฟนคลับรุ่นใหญ่ เราก็ทำเองได้เลยเพราะเป็นรูปแบบที่เราทำมาอยู่แล้ว และเราอาจจะได้ยอดขายมากกว่านี้ เพราะสามารถขายในราคาแพงกว่านี้ได้ แต่การร่วมกันทำงานกับสมใจครั้งนี้เราอยากขยายกลุ่มแฟนคลับจริงๆ เพราะเราเห็นแล้วว่าเรามันกลุ่มเด็กนักเรียน กลุ่มผู้หญิงที่ไม่มีของแทนใจแบบนั้นบ้าง” โรสกล่าว

สวยงามตามที่เป็น

“เราดูแลงานออกแบบชุดเครื่องเขียนก็จริง เราเห็นรูปเขาในจอคอมพิวเตอร์ตลอด แต่ก็ไม่คิดว่าจะอินตามขนาดนี้ จนกระทั่งไปงานคอนเสิร์ตจึงเข้าใจ ไม่ใช่แค่เรื่องหน้าตา แต่เป็นพัฒนาการของน้องๆ ทุกคน เราชอบคำที่พี่โรสและพี่ต้อม (จิรัฐ บวรวัฒนะ) พูดว่า เขามองผู้หญิงสวยเหมือนดอกไม้ที่ต่างกัน ทุกคนมีคาแรกเตอร์ มีความดีงามในแบบของตัวเอง และแตกต่างกันออกไป ไม่เหมือนสมัยรุ่นตาลที่ความสวยจะถูกจำกัดอยู่เพียงไม่กี่แบบ ความสวยที่สมบูรณ์แบบมาแล้ว และในคอนเสิร์ต ไม่ใช่แค่การประกาศคนที่ชนะเป็นเซ็นเตอร์ของเพลงใหม่ แต่สำหรับสมาชิกใหม่ๆ ที่ไม่เคยขึ้นอันดับมาก่อน แล้วพยายามจนมาเป็น 1 ใน 16 คนของเพลงใหม่มันยิ่งใหญ่มาก” ตาลเล่าถึงความรู้สึกที่เปลี่ยนไป

เช่นเดียวกับโรส ในฐานะที่เห็นเด็กๆ ทุกคนมาตั้งแต่วันแรก นอกจากความรู้สึกภูมิใจและดีใจกับเด็กทุกคน ที่ทำได้ขนาดนี้ในเวลาสั้นๆ เธอนับถือหัวใจที่ร่วมสู้ด้วยกันมาตลอด ทั้งที่ในวันแรกแทบไม่มีอะไรทำให้แน่ใจเลยว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้จริงในประเทศไทย

เบื้องหลังการจับมือที่น่าสนใจระหว่าง สมใจ x BNK48 เบื้องหลังการจับมือที่น่าสนใจระหว่าง สมใจ x BNK48 เบื้องหลังการจับมือที่น่าสนใจระหว่าง สมใจ x BNK48

“เราเชื่อในเสน่ห์ที่มีรูปแบบแตกต่างกันจากทัศนคติที่ดี และสุดท้ายทุกอย่างจะฉายแววออกมา ถ้าเปรียบเทียบรูปก่อนและหลังของแต่ละคน ทุกคนมาไกลจนเราเองยังตกใจ เราไม่มีการทำศัลยกรรมเลยนะ ทุกคนแค่รู้สึกต้องพยายามฝ่าฟัน ยังคุยกับผู้ปกครองของน้องๆ อยู่เลยว่า BNK48 เป็นเวทีที่เปิดโอกาสจริงๆ เพราะเป็นโครงการเดียวที่ไม่ประกาศส่วนสูงขั้นต่ำ และเรายืนยันเลยว่าไม่เด็กเส้นจริงๆ แม้ที่ผ่านมาเราจะเจอคนฝากเยอะมาก มาทุกทาง ในเมืองไทยอาจจะคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ แต่เราอยากทำ BNK48 ของเราแบบนี้” คำยืนยันจากโรส ทำให้เราสมัครใจขอร่วมเข้าทีมแฟนคลับผู้หญิงของ BNK48 ทันที ก่อนที่ตาลจะทิ้งท้ายถึงการทำงานร่วมกันครั้งนี้

“เรื่องนี้สำคัญมากๆ เลยนะ ผู้บริหารสมใจทุกคนนับถือสิ่งที่ BNK48 ทำ เรื่องความตั้งใจนำเสนอความเก่งด้านต่างๆ นอกจากการเป็นตัวของตัวเองแล้ว เราได้เห็นว่าแฟนคลับเขารักชอบไอดอลของเขาในสิ่งที่เป็นจริงๆ”

แม้จะหมดเขตสั่งซื้อล่วงหน้าชุดเครื่องเขียน Box Set Special Edition สมใจ X BNK48 ไปแล้ว ซึ่งใครหลายคนคงกำลังรอรับและรอใช้ด้วยใจจดจ่อ ใครที่พลาดไป เร็วๆ นี้ สมใจ X BNK48 กำลังจะกลับมาอีกครั้ง ติดตามได้ที่ช่องทางโซเชียลมีเดียของ สมใจ และ BNK48

เบื้องหลังการจับมือที่น่าสนใจระหว่าง สมใจ x BNK48

ขอบคุณสถานที่
ร้าน Bar Storia del Caffè สาขาเพลินจิต
ภาพ : สมใจ

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

สูตรคูณ

เบื้องหลังงานสร้างสรรค์ครั้งพิเศษจากการ...

อาจเพราะอินเทอร์เน็ตเข้าถึงง่าย ทำให้คนรุ่นใหม่ๆ มีโอกาสทำความรู้จักกับโลกอดีตที่เรืองรอง

อาจเพราะโลกยุคปัจจุบันไม่น่าเอ็นจอยเท่าโลกยุคเก่า

อาจเพราะเราต่างโหยหาอดีตและโรแมนติกกับมัน

อาจเพราะโลกร้อน COVID-19 

และอีกมากมายหลายอาจเพราะ…

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม Nostalgic Feeling หรือความรู้สึกโหยหาอดีต กำลังก่อตัวขึ้นกับคนในสังคมทั่วโลก จนสื่อหลายสำนักคาดคะเนกันว่า มันจะกลายมาเป็นเทรนด์ความรู้สึกของคนในยุคสมัยนี้ในอนาคตอันใกล้

MOO x Nanyang งานคอลแลบที่พารองเท้านักเรียนเข้ามาในโลกแฟชั่นผู้ใหญ่และย้อนเวลาไปพร้อมกัน, หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา

หลังบทสนทนากับ หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา จบลง เราเริ่มรู้สึกคล้อยตามการคาดคะเนเทรนด์เหล่านี้ เพราะล่าสุดเขาเพิ่งนำทีม MOO แบรนด์เสื้อผ้าน้องใหม่จาก ASAVA Group ไปทำการ Collaboration กับรองเท้านักเรียนระดับตำนานอย่างนันยาง และสร้างประสบการณ์ที่ทำให้ผู้คนที่ไม่ได้ใส่รองเท้าจากแบรนด์นี้มาเป็นสิบปี หันกลับมามองนันยางใหม่ด้วยความรู้สึกบางอย่างอีกครั้ง

วันนี้ The Cloud จึงอยากพาผู้อ่านไปรู้จักกับแบรนด์ไทยทั้งสองให้มากขึ้น รวมถึงวิธีคิดเบื้องหลังการออกแบบรองเท้า MOO x Nanyang Sneakers ที่ทำให้หลายคนได้กลับไปสัมผัสกับห้วงความคิดช่วงวัยนักเรียน

MOO x Nanyang งานคอลแลบที่พารองเท้านักเรียนเข้ามาในโลกแฟชั่นผู้ใหญ่และย้อนเวลาไปพร้อมกัน, หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา

คิดแบบหมู Moo

“ถ้า Asava คือ Impression ที่เรามีต่อผู้หญิง”

“Moo คือ Impression ที่เรามีต่อผู้ชาย” 

หมูเกริ่นนำถึงแบรนด์ Moo น้องใหม่คนล่าสุดจาก ASAVA Group ในแบบที่คนไม่คุ้นแฟชั่นอย่างเราพอเข้าใจ

Moo คือแบรนด์เสื้อผ้าและไอเท็มของผู้ชายที่มีลุคสนุกสนาน ผ่อนคลาย สวนทางกับภาพของแบรนด์แม่อย่างสิ้นเชิง แต่หมูยืนยันว่าทุกแบรนด์ที่ออกมาจากตัวเขา ล้วนถูกหยิบมาจากชีวิตจริงไม่แง่มุมใดก็มุมหนึ่ง ซึ่งเขาก็นิยามถึง Moo ต่อว่า 

“มันอาจจะเป็น A fun side of ASAVA. ก็ได้นะ คือเป็นตัวตนอีกด้านหนึ่งของเราที่คนไม่ค่อยได้รู้จัก”

หากเจาะจงว่าตัวตนด้านที่สนุกสนานของ ASAVA คือเครื่องแต่งกายในสไตล์อะไร หมูเล่าให้ฟังว่ามันคือ Preppy Workwear Vintage ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจาก ‘ตู้เสื้อผ้า’ ของตัวเขาเอง

ฟังดูน่าพิศวงกับการที่แบรนด์เสื้อผ้าสักยี่ห้อหนึ่งจะถูกดีไซน์ขึ้นจากตู้เสื้อผ้าของผู้เป็นเจ้าของ แทนที่จะเป็นการวิจัยตลาดหรือการจับเทรนด์มาแรง 

แต่ก็อย่างที่หมูบอก ทุกแบรนด์ของ ASAVA Group ล้วนมีจุดตั้งต้นมาจากตัวเขา

MOO x Nanyang งานคอลแลบที่พารองเท้านักเรียนเข้ามาในโลกแฟชั่นผู้ใหญ่และย้อนเวลาไปพร้อมกัน, หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา
MOO x Nanyang งานคอลแลบที่พารองเท้านักเรียนเข้ามาในโลกแฟชั่นผู้ใหญ่และย้อนเวลาไปพร้อมกัน, หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา

“ไอเดียของ Moo คือเราจะหยิบจับเสื้อผ้าที่เราชอบใส่มาขยำรวมกัน จากนั้นเราก็เอาสิ่งที่เราสนใจในตอนนั้น ไม่ว่าจะเป็นแนวคิด สีสัน หรือเทรนด์ มาผสมรวมกัน ทำให้ Moo มีทั้งสไตล์ที่ชัดเจนและความร่วมสมัย”

ความร่วมสมัยหนึ่งที่สะท้อนออกมาจาก Moo คือวิธีในการปล่อยคอลเลกชันใหม่ Moo คอลเลกชันแรกถูกปล่อยออกมาช่วงปลาย ค.ศ. 2019 และทยอยปล่อยคอลเลกชันต่อมาโดยไม่ได้ยึดกับไทม์ไลน์แบบ ‘ฤดูกาล’ หรือ Season ของวงการแฟชั่น

“เราตั้งใจไว้ว่าจะไม่ทำหมูออกมาเป็นคอลเลกชันตามฤดูกาล เพราะเราเชื่อว่า ทุกวันนี้คนไม่ได้ซื้อเสื้อผ้าตาม Sping/Summer Fall/Winter ในเชิงประโยชน์การใช้สอยอีกแล้ว เพราะเดี๋ยวนี้คนไม่ได้มีตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่แน่นอน มีการเปลี่ยนถ่ายย้ายที่อยู่ตลอดเวลา ทำให้วิธีคิดการแต่งตัวของคนไม่ได้มี Season มากเท่ากับสมัยก่อน แต่คนกลับรับรู้การออกคอลเลกชันใหม่ของแบรนด์จากการโฆษณาของร้านค้ามากกว่า ซึ่งพอวิธีคิดของมนุษย์เปลี่ยน พฤติกรรมของเขาก็เปลี่ยนด้วย”

การออกคอลเลกชันของ Moo ถูกเรียกเป็น Drop ซึ่งแต่ละ Drop ก็จะมีไอเท็มไฮไลต์ที่เหมาะสมกับช่วงเวลานั้นๆ ไม่ว่าจะในด้านของสีสัน เนื้อผ้า หรือประโยชน์ใช้สอย การไม่ผูกตัวเองอยู่กับปฏิทินทำให้ Moo มีความยืดหยุ่นในการทำงาน ซึ่งความยืดหยุ่นนี้ครอบคลุมไปถึงต้นทางอย่างวิธีคิดการออกแบบไอเท็มแต่ละชิ้นด้วย

“ต้องบอกว่าดีไซน์ออฟฟิศที่นี่ไม่ได้เชื่อว่าเราเป็นคนขายเสื้อ แต่เราเป็นคนขายความคิด เพราะฉะนั้น ทุกอย่างมันจะย้อนกลับมาที่วิธีคิดทั้งหมด โอเค เราอาจจะเริ่มต้นจากการขายเสื้อ เพราะมันเป็นความหลงใหลแรกของเรา แต่ต่อไปเราก็เปลี่ยนวิธีคิดของเราให้กลายเป็นอย่างอื่นได้ เป็นรองเท้าก็ได้ อาหารก็ได้ โรงแรม สีทาบ้าน กระดาษเช็ดปาก หรือแม้แต่โรงเรียนก็ได้

“สิ่งที่สำคัญสำหรับเรา คือไม่ว่าจะเป็นอะไร มันต้องเกิดมาจากความอยากของเราจริงๆ ไม่มีแบรนด์ไหนของ ASAVA Group ที่คิดขึ้นมาเพราะรู้สึกว่าทำแล้วจะดัง ทุกแบรนด์ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะ Moo มันไม่มีอะไรที่ตอหลดตอแหลเลย มันคือสิ่งที่เราเชื่อ สิ่งที่เราใส่ และสิ่งที่เรามองเห็นคุณค่าจริงๆ”

MOO x Nanyang งานคอลแลบที่พารองเท้านักเรียนเข้ามาในโลกแฟชั่นผู้ใหญ่และย้อนเวลาไปพร้อมกัน, หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา

เก๋าแบบนันยาง

‘เก๋ามาตั้งแต่รุ่นพ่อ’ 

คือมอตโต้เก่าของแบรนด์รองเท้านักเรียนไทยที่ตรงกับชีวิตจริงของหลายคน เพราะแบรนด์รองเท้ายี่ห้อนี้ผลิตรองเท้าขายให้กับเหล่านักเรียนไทยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2496 ซึ่งถ้านับมาจนถึง พ.ศ. นี้ ก็เป็นเวลาเกือบๆ 70 ปีแล้ว ระยะเวลาที่แบรนด์ได้ปักหลักตีตลาดนักเรียนมาอย่างยาวนานทำให้ ‘นันยาง’ ก้าวพ้นคำว่าแบรนด์ จนกลายมาเป็น ‘สถาบัน’ ของเหล่านักเรียนและอดีตนักเรียนไทยแทบทุกคน

รองเท้านันยางยืนยงผ่านกาลเวลาจากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูกและคงความนิยมมาได้ตลอดหลายสิบปี โดยมีตัวเลขสถิติจากเว็บไซต์ของนันยางเองระบุว่า นันยางผลิตรองเท้าออกมาแล้วกว่า 300,000,000 คู่ ตัวเลขนี้เราไม่ได้พิมพ์เลขศูนย์เกินแต่อย่างใด และมันอ่านว่า ‘สามร้อยล้านคู่!’ เราขอให้หมูใช้สายตาของคนในวงการแฟชั่นและนักออกแบบวิเคราะห์ถึงเหตุผล ว่าอะไรทำให้นันยางเป็นที่นิยมของคนไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

“ปัจจุบันรองเท้านันยางคือ Iconic ของรองเท้านักเรียน ซึ่งเราว่าของที่เป็น Iconic ทั้งหลาย คือของที่ถูกออกแบบและจัดวางมาแล้วอย่างดี แต่เราก็ตอบไม่ได้ว่ามันคือการจัดวางของอะไรกันแน่ มันอาจจะเป็นดีเทล ความรู้สึก หรือบริบทต่างๆ ที่รายล้อมตัวรองเท้าไว้ ซึ่งเราขอเรียกอะไรก็ตามที่ก้าวไปสู่จุดที่เป็น Iconic ว่า Magic เราเชื่อว่ามันเป็นเวทมนตร์บางอย่างที่ไม่มีใครรู้ว่าประกอบไปด้วยอะไรบ้าง หรือถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไร

“แต่ถ้าจะให้เราลองคิดดูว่าอะไรที่ทำให้นันยางยังอยู่ในใจของคนไทย แม้เขาจะเลยวัยนักเรียนแล้วก็ตาม เราคิดว่าเพราะมันคือหนึ่งในองค์ประกอบของชีวิตคนไทยแทบทุกคน เราโตมากับมัน สวมใส่มันห้าวันต่อสัปดาห์เป็นเวลาสิบกว่าปี มันมีความสำคัญมากๆ กับเราในช่วงระยะเวลาหนึ่งของชีวิต ฉะนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่ารองเท้านันยางมีอิทธิพลกับผู้คนอย่างมาก”

ขณะเดียวกันหมูก็อธิบายเพิ่มเติมว่า บางครั้งความเป็น Iconic ก็ทรงอิทธิพลเสียจนไม่มีรองเท้ารุ่นอื่นๆ ผงาดขึ้นสร้าง ‘ภาพจำ’ ที่ทัดเทียมกับรองเท้านักเรียนรุ่นคลาสสิกของนันยางได้ ไม่แม้กระทั่งรองเท้ารุ่นใหม่ๆ ของนันยางเองก็ตาม ซึ่งในเรื่องนี้เอง เขาก็เคยประสบมาในรูปแบบของงานดีไซน์ที่สร้างปรากฏการณ์ในสังคมช่วงระยะเวลาหนึ่ง

“เวลาที่เราสร้างงานดีไซน์ที่ได้รับความนิยมจากสังคม แล้วเราลองเอามันมารีดีไซน์ใหม่ เช่นปรับดีเทลหรือเปลี่ยนประเภทผ้า มันกลับไม่ฮิตเหมือนกับตัวแรกที่เคยฮิต คือเราไม่รู้หรอกว่าปัจจัยรอบข้างทั้งหลายที่ทำให้ของสิ่งหนึ่งได้รับความนิยมจนกลายเป็นปรากฏการณ์คืออะไร เราพอจะหาคำอธิบายได้บ้าง แต่ก็ไม่ทั้งหมดหรอก”

MOO x Nanyang Sneakers เมื่อความหมูมาเจอความเก๋า

MOO x Nanyang งานคอลแลบที่พารองเท้านักเรียนเข้ามาในโลกแฟชั่นผู้ใหญ่และย้อนเวลาไปพร้อมกัน, หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา

คงไม่มีใครคาดคิดว่าแบรนด์หน้าใหม่อายุ 1 ปีกว่าๆ จะเดินเข้าไปหาแบรนด์ระดับตำนานอย่างนันยางเพื่อทำงาน Collaboration ร่วมกัน เพราะทั้งอายุของแบรนด์ สไตล์ หรือแนวทาง ดูเหมือนไม่มีอะไรที่ใกล้กันเลย

เราจึงอดถามไม่ได้ว่า อะไรที่ทำให้ Moo ซึ่งเป็นแบรนด์รุ่นคราวลูกหรือคราวหลาน เลือกก้าวไปทำงานกับแบรนด์ที่เก๋าระดับรุ่นพ่อ จนออกมาเป็นงานคอลแลบรุ่นพิเศษอย่าง MOO x Nanyang Sneakers

“ไอ้เรามันเป็นคนชอบหาเรื่อง อะไรดีๆ เราก็ชอบตัด ชอบไปปรับมัน อย่างนันยางนี่เขาก็ขายได้ขายดีของเขาอยู่แล้ว แต่เราเห็นพื้นที่ที่น่าสนุกในการทำงานร่วมกัน เราเลยอยากไปลองคุยกับเขา”

หมูเล่าให้ฟังว่า การท้าทายให้แบรนด์ระดับนันยางลองทำสิ่งใหม่ๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแบรนด์ระดับสถาบันก็มีวิถีที่ชัดเจนจากการดำเนินงานมาเป็นเวลานาน ซึ่งการคอลแลบกับแบรนด์อื่นๆ ไม่ได้อยู่ในแผนของเขา ทั้งยังไม่มีความจำเป็นในแง่ธุรกิจอีกด้วย เพราะรองเท้าของนันยางขายได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว แต่ด้วยความที่รู้จักและเชื่อมือกัน การท้าทายของหมูจึงได้รับไฟเขียวในที่สุด

“หลังจากที่รู้ว่าเขาตกลง เราก็เดินออกจากห้องประชุมพร้อมกับแบบรองเท้าที่สเก็ตช์เสร็จแล้วในหัว พอถึงออฟฟิศเราก็โยนงานให้ทีมไปแตกออปชันมาเพิ่มได้เลยว่าจะจัดวางสีสันอย่างไร ขนาดความยาวของแถบสีเท่าไร หัวรองเท้าจะเป็นแบบไหน ฯลฯ”

MOO x Nanyang งานคอลแลบที่พารองเท้านักเรียนเข้ามาในโลกแฟชั่นผู้ใหญ่และย้อนเวลาไปพร้อมกัน, หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา

อะไรคือการสเก็ตช์ภาพชิ้นงานเสร็จในหัวหลังจากการประชุม เราถามสวนไปหาหมู

“ก็เราฝันเอาไว้นานแล้วว่าถ้าจะทำรองเท้าผ้าใบสักคู่หนึ่ง มันจะเป็นประมาณไหน” หมูตอบรวดเร็ว ก่อนเติมรายละเอียดเพิ่ม

“คือเราว่าการเริ่มต้นครั้งแรกของอะไรก็ตามมันไม่ยากหรอก เพราะเรามีภาพในหัวอยู่เยอะ อย่างลาย Stripe นี้ก็มีที่มา ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่อายุสิบห้า ตอนนั้นเราได้ตัดเสื้อครั้งแรกในชีวิต เพราะเป็นการบ้านของวิชาตัดเย็บ อาจารย์ให้โจทย์ว่าจงตัดชุดนอนมา จำได้ว่าเราก็เดินไปซื้อผ้าที่ร้านเฮี้ยงหยูฮวด แล้วเลือกลาย Stripe สีขาว-น้ำเงิน มา จากนั้นก็ตัดตามแบบที่อาจารย์ให้มานี่แหละ แต่เราก็เติมกระเป๋า เติมนู่นนี่ที่เราอยากใส่เข้าไปเอง อะไรที่อยากใส่แต่ทำไม่เป็นก็ไปถามคนที่ร้านตัดเสื้อของแม่ 

MOO x Nanyang งานคอลแลบที่พารองเท้านักเรียนเข้ามาในโลกแฟชั่นผู้ใหญ่และย้อนเวลาไปพร้อมกัน, หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา

“ถึงเวลาเอาไปส่งอาจารย์ก็ตกใจว่างานของเรามันจริงจังเกินความคาดหวังของเขาไปไกล การเป็นลายแรกของเสื้อเรานี่แหละที่ทำให้ Stripe มีอิทธิพลต่อมาจนถึงวันนี้ เราเปิดแบรนด์มาสิบกว่าปีลวดลายนี้ก็ไม่เคยหายไปจากคอลเลกชันของเราเลย รองเท้าผ้าใบคู่แรกของเรามันก็เลยต้องเป็นลาย Stripe อยู่แล้ว”

MOO x Nanyang งานคอลแลบที่พารองเท้านักเรียนเข้ามาในโลกแฟชั่นผู้ใหญ่และย้อนเวลาไปพร้อมกัน, หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา
MOO x Nanyang งานคอลแลบที่พารองเท้านักเรียนเข้ามาในโลกแฟชั่นผู้ใหญ่และย้อนเวลาไปพร้อมกัน, หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา

80 เปอร์เซ็นต์ 

วันนี้ทุกคนคงหาดูหน้าตาของเจ้ารองเท้า Moo x Nanyang Sneakers ทั้งสองรุ่นกันได้ไม่ยาก และคงเห็นว่า ความฝันที่เป็นรูปเป็นร่างของหมูในการทำรองเท้าผ้าใบคู่แรกมีผลลัพธ์ออกมาประมาณไหน แต่เราก็ได้แอบถามหมูว่าการเดินทางของความฝันนี้ ตั้งแต่แบบในหัวจนออกมาเป็นรองเท้าทั้งสองลาย เขาพบเจอความท้าทายอะไรบ้าง

“ความท้าทายแรกคือ การที่เราจะไปท้าทายเขาให้เขาลองสิ่งใหม่ๆ นี่แหละ เพราะแบรนด์ระดับตำนานทั้งหลาย เขามีความเป็นสถาบันที่ชัดเจนและขยับเขยื้อนยาก เพราะสิ่งที่เขาทำมันยังเวิร์กอยู่ ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไปเปลี่ยนแปลง อย่างการที่เรามาคอลแลบกับนันยางมันไม่ใช่ความจำเป็นในแง่ธุรกิจของเขาเลย เพราะรองเท้านันยางก็ขายได้อยู่แล้ว แต่สุดท้ายเขาก็ซื้อไอเดีย และยินดีที่จะปรับบางอย่างเพื่อสร้างสรรค์สิ่งนี้ร่วมกันกับเรา”

MOO x Nanyang งานคอลแลบที่พารองเท้านักเรียนเข้ามาในโลกแฟชั่นผู้ใหญ่และย้อนเวลาไปพร้อมกัน, หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา
MOO x Nanyang งานคอลแลบที่พารองเท้านักเรียนเข้ามาในโลกแฟชั่นผู้ใหญ่และย้อนเวลาไปพร้อมกัน, หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา

ทุกๆ ครั้งที่แบรนด์แต่ละแบรนด์จับมือร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งใหม่ขึ้นมาสักอย่าง นอกจากความท้าทายในการออกแบบชิ้นงานให้ตรงใจกับคนจากทั้งสองฝ่ายแล้ว กระบวนการผลิตก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ท้าทายไม่แพ้กัน โดยเฉพาะเมื่อแบรนด์ทั้งสองแบรนด์มีจุดแข็งที่แตกต่างกัน หรือที่หมูใช้คำว่า ‘คนสายออกแบบ’ กับ ‘คนสายโรงงาน’ ซึ่งคนทั้งสองแบบนี้ต่างก็มีมุมมองเป็นของตัวเอง ว่าง่ายๆ คือคุยกันคนละภาษา ทำให้กระบวนการนี้ต้องอาศัยความเข้าใจ ความประนีประนอม และความใจเย็นของทั้งสองฝ่าย เพื่อสร้างสรรค์ชิ้นงานที่ดีที่สุดออกมา

“แต่เราไม่ได้คิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรค” หมูเล่าถึงความท้าทายด้านการสื่อสารระหว่างแบรนด์

“ต้องเข้าใจว่าการทำงานออกแบบอย่างที่เราทำ คนที่เป็นต้นไอเดียหรือดีไซเนอร์จะเต็มไปด้วยจินตนาการและความสร้างสรรค์ แต่พอเราต้องร่วมงานกับผู้ผลิตจริงๆ มันมีอีกหลายขั้นตอนและหลายปัจจัยที่ต้องฝ่าฟันจนงานออกมา ซึ่งสุดท้ายแล้วตัวชิ้นงานมันก็ไม่เป็นดั่งที่เราฝันอยู่แล้วแหละ ได้แปดสิบเปอร์เซ็นต์จากในหัวก็เรียกได้ว่าเก่งสุดๆ แล้ว”

MOO x Nanyang งานคอลแลบที่พารองเท้านักเรียนเข้ามาในโลกแฟชั่นผู้ใหญ่และย้อนเวลาไปพร้อมกัน, หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา

เสื้อผ้าอารมณ์

แม้เราไม่ได้ถามหมูต่อว่า Moo x Nanyang Sneakers คือกี่เปอร์เซ็นต์จากจินตนาการของเขา แต่ระหว่างที่คุยกัน แววตาเขาเต็มไปด้วยความหลงใหลและภาคภูมิใจกับรองเท้าทั้งสองคู่นี้

หนึ่ง อาจเพราะมันเป็นรองเท้าผ้าใบคู่แรกที่เขาได้ออกแบบตั้งแต่ต้นจนจบ 

สอง สาม และสี่ อยู่ในย่อหน้าถัดถัดไป

“สิ่งที่พิเศษในคอลเลกชันนี้สำหรับเราไม่ใช่ตัวรองเท้าด้วยซ้ำ แต่มันคือความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังจากที่คนได้เห็นงานดีไซน์ของเรา ตัวรองเท้าทำหน้าที่เป็นเพียงอุปกรณ์ที่ไปขยับตะกอนความทรงจำบางอย่างให้ฟุ้งกลับมา ความ Nostalgia ที่มันแล่นขึ้นมาในหัวของแต่ละคนนี่แหละคือความพิเศษ

“บางครั้งก็เหมือนกับเรื่องของผัดกะเพราแหละ ที่เรากินอยู่บ่อยจนมองไม่เห็นความอร่อยหรือความพิเศษของมัน เช่นเดียวกับแบรนด์หลายๆ ยี่ห้อที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเราตลอด แต่เรามองข้ามไป ซึ่ง Moo สนใจในพื้นที่ตรงนี้และอยากเข้าไปตีความคุณค่าให้กับมันใหม่อีกครั้ง เพื่อให้คนได้หันกลับมามองสิ่งที่คุณค่าเหล่านี้อย่างชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม”

MOO x Nanyang งานคอลแลบที่พารองเท้านักเรียนเข้ามาในโลกแฟชั่นผู้ใหญ่และย้อนเวลาไปพร้อมกัน, หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา

Writer

คณพล วงศ์วิเศษไพบูลย์

นักเขียนอิสระ ที่กำลังลองทำงานหลายๆ แบบ ชอบลี้คิมฮวง ต้นไม้ เพลงแก่ๆ มีความฝันอยากทำฟาร์มออร์แกนิก และล่าสุดเขียนจดหมายสะสมลงในเพจ In the Letter

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load