ดูเหมือนไม่น่าจะเชื่อมโยงกันได้ระหว่างผลงานของศิลปินระดับโลกกับเด็ก แต่เพราะมันคือศิลปะ และเพราะมันคือ Antoni Gaudí (อันตอนี เกาดี) สถาปัตยกรรมของเกาดีเลยกลายเป็นเรื่องสนุกสำหรับเด็กๆ

ถ้าเรามองสถาปัตยกรรมของเกาดีแบบสายตาผู้ใหญ่ เราอาจจะมองเห็นสิ่งที่สะกดสายตา ความสวยแปลกอลังการ เห็นศิลปะแบบอาร์ตนูโวผสมผสานกับโกธิก เห็นประวัติศาตร์ชาติศิลปะ

แต่ถ้ามองสถาปัตยกรรมของเกาดีแบบสายตาของเด็ก เขาจะเห็นรูปทรงของธรรมชาติ มองเห็นเสาอันวิจิตรเป็นฝักข้าวโพด เห็นกิ่งก้านสาขาของต้นไม้ใหญ่ เห็นมังกรสีๆ โมเสกแวววับ

และเมื่อเราได้พาตัวเราเอง พาชื่นใจเข้าไปอยู่สถานที่ของเกาดี เราจะเห็นวิธีการเข้าถึงศิลปะของเขาด้วยวิธีการที่ต่างกัน เรามองความสวยงามอย่างที่อยากจะเข้าใจที่มาที่ไป อยากรู้แนวความคิดไอเดีย รู้แล้วมองมันเปรียบเทียบด้วยสายตาที่มองเห็น แต่สำหรับชื่นใจ มันเหมือนสวนสนุก ที่ชวนให้อยากวิ่งเล่นในตึกเหล่านั้น ในสวนเหล่านี้

 

La Sagrada Familia

ที่สุดแห่งสถาปัตยกรรมและโบสถ์ที่เคยไปเห็นมา เราขอยกให้ที่นี่ค่ะ แม้มันจะถูกเรียกว่า โบสถ์ที่ยังสร้างไม่เสร็จ เพราะเจ้าของความคิด ไอเดีย และการออกแบบ อย่างอันตอนี เกาดี ได้เสียชีวิตลงก่อนที่มันจะสร้างเสร็จ ด้วยความซับซ้อนและงบประมาณมหาศาลจึงทำให้มันยังคงดำเนินการสร้างมาจนถึงทุกวันนี้ และยังคงยาวนานต่อเนื่องไปอีกจนถึงปี 2026 ที่เขาคาดการว่าจะได้เห็น La Sagrada Familia แบบเสร็จสมบูรณ์

ความสวยงามของที่นี่เกินบรรยาย มันมีรายละเอียดซุกซ่อนและเปิดเผยอยู่เต็มไปหมด ไม่ว่าจะคุยกับใครที่เคยไปมา ก็จะเห็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ซ่อนอยู่ไม่เหมือนกันเลย อย่างพี่จูน สาวิตรี เคยเห็นแมลงเต่าทองที่ซุกซ่อนอยู่เสาประตูทางเข้า ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่ามันเป็นสถานที่ที่สามารถมาได้บ่อยๆ มาเพื่อคอยมองหารายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ นี่แหละ และด้วยความที่มันเป็นโบสถ์สวยตระการตา แต่มีเครนเอย ปั้นจั่นเอย มีส่วนที่เก่าและใหม่ของวัสดุที่ใช้ มันเหมือนไทม์ไลน์ของ La Sagrada Familia ที่สะท้อนออกมาสะกดสายตาเรา

และเขายังใส่ใจไปถึงเด็กๆ ด้วยมี audio guide สำหรับเด็กอายุ 6 – 12 ปีให้ยืม ซึ่งจะคอยช่วยอธิบายถึง La Sagrada Familia ให้เด็กๆ เข้าใจความเป็นเกาดีได้ดีมากยิ่งขึ้น

แนะนำว่าถ้าจะเข้าชมที่ La Sagrada Familia ให้ซื้อบัตรล่วงหน้ามาก่อน เพราะคิวยาวเหยียดมาก ด้านในมีส่วนนิทรรศการที่บอกเล่าที่มาของที่นี่ พาเด็กๆ ไปดูจะช่วยเขาเชื่อมโยงฟอร์มจากธรรมชาติเข้ากับสถานที่ได้ดีมากเลยค่ะ

Park Güell

ที่นี่เองคือสวนที่มีตุ๊กแกยักษ์ประดับหินสีอยู่กลางสวน ซึ่งแท้จริงแล้วมันไม่ใช่ตุ๊กแกอย่างที่เราคิดเองในแว่บแรกที่เห็น มันคือมังกรค่ะ (Mosaic Dragon) สวนแห่งนี้แต่เดิมคือสวนส่วนบุคคล ที่สร้างขึ้นในช่วงปี 1900 – 1914 ซึ่งเช่นกันว่ามันมีเอกลัษณ์ความเป็นเกาดีที่ทำให้มันแตกต่างจากสวนอื่นๆ นอกจากตัวอาคาร หรือทางเดิน การจัดสวนก็ยังคงเป็นเอกลักษณ์ที่หาใครเทียบไม่ได้ มันแฝงความสนุกและแฟนตาซีเหมือนสวนในเทพนิยาย และมีกระเบื้องหลากสีที่ติดตกแต่ง เรียกความสนใจและจินตนาการจากเด็กๆ ได้สนุกไปเลย

นอกจากนั้น ใน Park Güell มีสนามเด็กเล่นที่สร้างขึ้นมาเพิ่มด้วย เท่าที่เห็นมี 2 อันสำหรับเด็กเล็กจิ๋วและเด็กโต มีส่วนของป่าให้เด็กๆ ได้เดินเล่นสำรวจฟอร์มของธรรมชาติ ที่เมื่อกันมาดูดีๆ จะเห็นสิ่งเหล่านั้นอยู่ในงานเกาดีนี่แหละ

 

Casa Milà

วันแรกที่เราไปถึงบาร์เซโลน่า จากโรงแรมไปถึง Casa Milà ไม่ไกล เลยเลือกซึมซับบรรยากาศเกาดีที่นี่ แล้วเราก็ตกหลุมรักเขาเข้าทันที

Casa Milà อาคารที่ตั้งอยู่ริมถนน ภายนอกของอาคารเหมือนคลื่นที่ทอดตัวยาวไปตามถนน ประดับลวดลายด้วยเหล็กดัดสีดำ ที่เขาได้แรงบันดาลใจมาจากสาหร่ายทะเล ดูภายนอกสนุกแล้ว ภายในนั้นยิ่งสนุกกว่า เขาออกแบบภายในให้เรารู้สึกเหมือนอยู่ในท้องทะเล ซึ่งทะเลแห่งนี้สมัยก่อร่างสร้างนั้นมาจากคุณ Milà (มิล่า) จ้างวานเกาดีมาออกแบบ ปัจจุบันยังมีครอบครัวที่อาศัยอยู่จริง ซึ่งตึกนี้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น World Heritage ที่มีกฎว่าครอบครัวที่เคยอยู่ในตึกนี้จะอยู่ต่อได้อีกแค่ 2 เจเนอเรชัน

ในส่วนที่เปิดให้เข้าไปเยี่ยมชมได้ จะมีห้องต่างๆ ให้เราได้เห็นชีวิตของคนในยุคนั้น ได้เห็นการออกแบบรายละเอียดของบ้านที่อลังการทางไอเดีย อยากให้ใช้เวลาในการเดิน เพราะเราจะเห็นลวดลาย เห็นแสงและเงาที่เกาดีตั้งใจออกแบบและซ่อนเนื้อหาเอาไว้

ที่ดาดฟ้าชวนตื่นตะลึงเหมือนสวนสนุก ชื่นใจร่าเริงมากตั้งแต่เข้ามาที่อาคารแห่งนี้ ด้วยทางเดินลาดๆ ยิ่งพอขึ้นมาถึงบนดาดฟ้าด้วยแล้ว ประติมากรรมที่ออกแบบไว้เหมือนมีชีวิต ยิ่งทำให้จินตนาการในการชอบเล่นสมมติบรรเจิดขึ้นทันที ซึ่งแท้จริงแล้วแท่งๆ เหล่านี้คือช่องระบายความร้อนเตาผิง คาดว่าซานตาคลอสเมื่อผ่านมาที่บ้านของคุณมิล่านี่จะต้องมีงงแน่นอนค่ะ

นอกจากนั้น ยังมีส่วนขอนิทรรศการที่ทำให้เด็กๆ เข้าใจถึงที่มาที่ไปในการออกแบบรูปทรงต่างๆ ว่าเกาดีได้มันมาจากอะไร อย่างใบไม้ กิ่งก้านสาขาของต้นไม้ ข้าวโพด หัวหอม การเปรียบเทียบด้วยภาพที่เข้าใจง่ายทำให้เด็ก ได้รับแรงบันดาลใจที่ได้มากเชียวค่ะ

ที่นี่เปิดให้ชมทั้งกลางวันและกลางคืน ความต่างของการเข้าชมคือช่วงกลางคืนจะมีมัตติมีเดียฉายทั้งภายในและบนดาดฟ้า และบนดาดฟ้านี้สามารถมองผ่านไปได้ถึง La Sagrada Familia แบบลิบๆ ด้วยค่ะ

ผลงานของอันตอนี เกาดี ยังมีต่อยอดให้เหมาะกับเด็กและเหมาะกับยุคสมัย อย่างที่ Casa Batlló จะมีแท็บเลต (ต้องจ่ายเงินเพิ่มในส่วนนี้) ให้เราเอาไปจ่อตามจุดต่างๆ ที่เขามีให้ แล้วเราจะได้เห็นรูปแบบชีวิตครอบครัว Batlló ว่าเวลาที่อาศัยอยู่บ้านหลังนี้นั้นมีชีวิตอย่างไร

อีกอันคือเวิร์กช็อปการทำงานศิลปะด้วยโมเสกแบบสไตล์เกาดี เขาจะมีจัดสอนให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่สามารถสร้างผลงานเกาดีได้ด้วยมือตัวเอง

Writer & Photographer

พนิดา เอี่ยมศิรินพกุล

เริ่มต้นงานแรกหลังเรียนจบและงานเดียวจนถึงปัจจุบันคืองานในวงการสิ่งพิมพ์ รักงานบรรณาธิการและงานเขียน ตอนนี้มีอาชีพเป็นคุณแม่และภรรยาที่ทำงานที่รักไปด้วย อ่อนไหวง่ายและภูมิต้านทานต่ำเมื่อเจอกับเรื่องราวกระจุกกระจิก และคอยหาเวลาว่างเพื่อเก็บมาเป็นซีรีส์กุ๊กกิ๊ก ไกด์ อยู่เสมอ

เรื่องชื่นใจ

บันทึกการเลี้ยงเด็กหญิงชื่นใจ โดยแม่ตุ๊กตา

ก่อนที่เราจะมีชื่นใจมาเป็นผู้ร่วมคณะทัวร์กุ๊กกิ๊ก การเดินทางของเรามีเป้าหมายไม่มาก คือได้ไปเดินในร้านเล็กร้านน้อยที่ขายของแบบคัดเลือกมาถูกจริตกัน ไปนั่งร้านกาแฟ ไปกินขนม ดมกลิ่นกาแฟหอมๆ ไปพิพิธภัณฑ์ ไปแกลเลอรี่ แล้วก็เดินเข้าซอยนั้นออกซอยนี้ เพื่อหลงเป็นอาชีพ

เมื่อมีชื่นใจมาเป็นลูกคณะ หัวหน้าคณะอย่างแม่ก็ยังไม่ทิ้งโปรแกรมเดิมๆ เพียงแต่เพิ่มเติมอะไรที่เกี่ยวกับเด็กเข้ามาบ้าง มีสวนสัตว์บางครั้ง มีสวนน้ำบางที มีแกลเลอรี่สำหรับเด็ก มีพิพิธภัณฑ์นักทดลอง และอะไรต่ออะไรที่อยู่ในความรักความชอบความสนใจของลูกคณะในช่วงเวลานั้นๆ

อย่างหนึ่งที่เราได้เรียนรู้จากการพาลูกเข้าพิพิธภัณฑ์ นอกจากแม่และพ่อได้ดูงานของศิลปินต่างๆ แล้ว (อย่าเพิ่งคาดหวังว่าเด็กเล็กๆ จะซึมซับแนวคิดของศิลปินท่านนั้นๆ ได้ มันเกินกำลังไปนิดค่ะ) สิ่งที่เราได้มากกว่าการดำรงกิจกรรมเดิมๆ ที่เราชอบ คือชื่นใจได้เรียนรู้มารยาทต่างๆ ในการอยู่ร่วมสังคมกับคนอื่น เวลาที่เราอยู่ในนี้ เราจำเป็นจะต้องลดระดับเสียงลง เราจำเป็นต้องใส่ใจคนอื่นๆ ที่อยู่ใกล้ๆ เราจำเป็นต้องระงับมืออันแสนไวของลูกไม่ให้ไปจับตัวผลงานเลอค่า หรือพยายามจะแทะนั่นแทะนี่เวลาเห็นอะไรแปลกใหม่

Naoshima Island

Naoshima Island

Naoshima Island

ความยากที่สุดของการเข้าพิพิธภัณฑ์กับชื่นใจ คือช่วงวัยเกือบๆ 2 ขวบนี่ล่ะค่ะ ชื่นใจกำลังสนุกกับสองขาที่รู้แล้วว่าสามารถเดิน เดินไวๆ และออกวิ่งไปข้างหน้าได้อย่างไม่หยุดยั้ง อะไรที่ผ่านเข้ามาในสายตาแล้วอยากจะไปดู ไปสัมผัส ไปจ้องใกล้ๆ ก็แค่ออกแรงเดินไป แต่ทำให้พ่อและแม่ปวดหัวไม่น้อย ตอนที่เด็กกว่านี้ เราอาจสยบด้วยการเอาเข้าเปลอุ้ม แล้วเดินไปด้วยกัน ออกเสียงดังอ้อแอ้ก็หาอะไรให้ดู ให้จับ ดึงความสนใจด้วยผลงานแต่ละชิ้นตรงหน้า

เมื่อผ่านวัยแห่งความยากในการควบคุมมาได้ ช่วงอายุ 2 ขวบกว่า เราว่าเป็นวัยที่ลูกสนุกและเริ่มได้ซึมซับรูปทรง ลวดลาย สีสัน ผ่านผลงานศิลปะต่างๆ ได้ดีขึ้น เวลาบอกเล่าหรืออธิบายอะไรให้ฟังเกี่ยวกับชิ้นงาน ก็ดูแววตาเปิดรับมากขึ้น และเริ่มเข้าใจแล้วว่าเมื่อเราอยู่ในพิพิธภัณฑ์หรือแกลเลอรี่ เราจำเป็นต้องลดระดับเสียงลงนะ เราเอื้อมมือไปจับไม่ได้นะ อีกอย่างที่ชื่นใจค้นพบในพิพิธภัณฑ์คือสัญลักษณ์ที่ต้องการสื่อสารกับเรา มันช่วยสร้างความเข้าใจอันดีสำหรับเขาในการรู้จักมารยาทสังคมได้ดีขึ้นมากค่ะ อย่างป้ายงดใช้เสียง ป้ายห้ามถ่ายรูป ป้ายห้ามจับ ฯลฯ ชื่นใจเชื่อถือคำสั่งของป้ายเหล่านี้มาก ปฏิบัติตามอย่างดี ไม่มีวอกแวก หรือหลังๆ เวลาไปที่ไหนถ้าเกิดเสียงดัง ก็จะเปรียบเทียบให้ชื่นใจฟังว่าต้องเงียบเหมือนอยู่ในพิพิธภัณฑ์ไง

เมื่อพูดถึงพิพิธภัณฑ์ หนึ่งในทริปแห่งความทรงจำของเราตลอดกาล คือการไป Naoshima Island เกาะขนาดเล็กแห่งหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น เกาะแห่งนี้เป็นสวรรค์ของงานศิลปะ ของศิลปิน และของคนที่ชื่นชอบในศิลปะหลายๆ แขนง เป็นเกาะที่มีชื่อเสียงในทางศิลปะอย่างมาก ทั้งในหมู่นักท่องเที่ยวทั่วโลก และชาวญี่ปุ่นเอง

Naoshima Island

Naoshima Island

การเดินทางไปที่เกาะนี้สมบุกสมบันมาก ต้องนั่งเครื่องบิน ต่อรถไฟ ลงเรือ ต่อรถบัส นั่นล่ะกว่าจะถึง แต่เมื่อไปถึงแล้วทุกอย่างช่างคุ้มค่า การต้อนรับเราด้วยฟักทองลูกใหญ่สีแดงจุดดำ ทำให้ความเหนื่อยเกือบหายเป็นปลิดทิ้ง อีกทั้งมุมที่มองจากห้องพักของเราในโรงแรม Benesse House ที่เห็นงานประติมากรรมชิ้นใหญ่ สีสันสดใส วางตั้งอยู่ในสวนโล่งกว้างเหมือนเป็นสนามเด็กเล่น และมีทะเลสงบเงียบทอดตัวยาวให้เราได้นั่งมอง เป็นความผ่อนคลายที่แฝงความสนุกสนานตื่นเต้นไว้ในใจ

ก่อนที่จะมา เราคิดกันไว้ว่าถ้าไปถึงแล้วห้องแสดงงานไหนที่ชื่นใจดูท่าจะเข้าไม่ไหว เพราะต้องใช้ความสงบเงียบมากๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่พิพิธภัณฑ์ค่อนข้างซีเรียส เราจะผลัดกันเข้าไปดู พอเอาเข้าจริงบรรยากาศของพิพิธภัณฑ์รวมถึงคนดูแลจะคอยบอกเราถึงกฎกติกามารยาทในการเข้าชม ก็ทำให้จากที่เคยคิดว่าชื่นใจจะเข้าไม่ไหวแน่ๆ เลยได้ดูเกือบทุกงาน

Naoshima Island

Naoshima Island

พิพิธภัณฑ์ที่ชอบที่สุดของเกาะนี้คือที่ Chichu Art Museum แค่ได้เดินอยู่ในนี้แล้วดูสถาปัตยกรรมก็สนุกแล้ว ในนี้มีงานของศิลปินหลายคน แต่ละงานจัดแสดงด้วยพื้นที่แบบเต็มที่ ช่วยขับให้แต่ละงานส่งพลังให้ตื่นตะลึงดี อย่างงานของโมเนต์ Walter De Maria ที่นี่เป็นที่นึงที่เราเคยคิดว่าชื่นอาจจะเงียบไม่ไหว แต่เธอทำได้

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังมีโบรชัวร์ให้เราใช้สื่อสารกับเด็กเกี่ยวกับงานศิลปะแต่ละชิ้นอีกด้วย ซึ่งเหมาะกับการใช้ระหว่างรอเข้าชมแต่ละงาน แสดงว่าที่นี่ต้อนรับเด็ก แต่เด็กคนนั้นก็ต้องเคารพกติกาในการเข้าชมงานด้วย

Naoshima Island Naoshima Island

นอกจากที่ Naoshima Island แล้ว ยังมีเกาะศิลปะน้อยใหญ่อีกหลายเกาะในบริเวณใกล้ๆ กัน อีกเกาะที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงคือ Teshima ที่นี่มีงานศิลปะหลายชิ้น หลายงาน แต่ส่วนใหญ่จะเปิดแค่วันเสาร์-อาทิตย์ ที่เกาะนี้เราได้มาแค่งานไฮไลต์ของเกาะ คือที่ Teshima Art Museum ซึ่งคุ้มค่ามากสำหรับเราแล้วค่ะ

Teshima Art Museum ถูกออกแบบไว้ราวกับปาฏิหาริย์ คือท่ามกลางทุ่งนาขั้นบันได ท้องฟ้าผืนกว้าง และคุณลุงผู้กำลังเก็บเกี่ยวพืชผล มีนกที่เลี้ยงไว้คอยบินวนเพื่อจับหนู มองไปไกลลิบๆ จะเห็นหลังคาโค้งๆ ของมิวเซียมโผล่พ้นหญ้าขึ้นมา นั่นเป็นเพียงแค่ภายนอก พอเข้าไปภายในยิ่งสวยงาม

Naoshima Island

ตอนแรกเราคิดว่าที่นี่ชื่นใจคงเข้าไม่ได้แน่ๆ ตอนขามาชื่นใจหลับมา มาถึงหน้ามิวเซียมก็ยังไม่ตื่น ตอนนั้นเลยตกลงว่าเราจะผลัดกันเข้าไป คนนึงเฝ้าชื่นใจไว้ เราเป็นคนเข้าไปก่อน ทันทีที่เข้าไปก็คิดว่าชื่นใจควรเข้ามาให้ได้ ยังไงก็ต้องลองดู หมดผลัดเดินออกไปชื่นใจตื่นพอดี เลยลองถามชื่นใจว่าลองเข้าไปไหม ข้างในน่าทึ่งมากนะ ถ้าเข้าไปน่าจะชอบ

ชื่นใจงัวเงียๆ แต่ก็บอกว่าจะเข้าไป เลยตกลงกันก่อนว่าข้างในน่ะต้องเงียบสุดๆ นะ มีคำถามอะไรอยากถามให้เก็บไว้ออกมาถามข้างนอก ต้องเดินด้วย ห้ามวิ่ง จับมือแม่ไว้ตลอดจะดีมาก เธอก็เออออๆ ก็เลยจูงมือพากันเข้าไปด้วยใจตุ๊มๆ ต่อมๆ เราคิดในใจว่าอย่างมากก็รีบพาออกถ้าเห็นท่าจะเกิดความเสียหายหรือรบกวน

แน่นอนว่าพอเข้าไปเด็กหญิงวัยสองขวบกว่าก็ต้องทดสอบคำพูดของเรากันหน่อยว่าจริงจังแค่ไหน หรือแค่เล่นๆ ด้วยการเปล่งเสียง ทันทีที่ชื่นอ้าปาก เราก็ส่งสัญญาณ ชู่วววว ว่าห้ามใช้เสียง เราใช้การพูดกระซิบกันแบบเบาที่สุด นางคงปรู๊ฟละว่าแม่เอาจริงเลยไม่พูดเสียงปกติอีก และไม่วิ่ง เพราะในนั้นมีงานศิลปะที่น่าสนใจกว่า คือหยดน้ำที่ถูกออกแบบโดย Rei Naito (เร นาอิโตะ) เป็นหยดน้ำที่ชวนน่าสนใจกับทุกคน ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ เราต่างมีวิธีที่จะเข้าถึงงานชิ้นนี้ในวิธีและประสบการณ์ที่ต่างกัน แต่นั่นเพราะมีความอยากทดลองอยู่ในตัวพวกเราทุกคน

Naoshima Island

นอกจากหยดน้ำที่เป็นงานศิลปะเชิงทดลองแล้ว ตัวอาคารที่ถูกออกแบบโดย Ryue Nishizawa (เรียว นิชิซาว่า) ก็ชวนตื่นตะลึงไม่แพ้กัน (ในนี้ห้ามพกกล้องและห้ามถ่ายรูปโดยเด็ดขาด) การเล่นกับรูปทรงโค้ง สีขาว และเจาะช่องเพื่อให้อากาศไหลผ่าน ทำให้เกิดมิติที่แปลกในพื้นที่แห่งนี้

เราอยู่ในนี้กันนานพอควร แต่เมื่อดูเวลาแล้วก็ต้องบ๊ายบายกันก่อน เดี๋ยวจะไม่ทันรถโดยสารรอบต่อไป ในคาเฟ่ของ Teshima Art Museum ก็ออกแบบให้สอดคล้องกัน นัยว่าเมื่อออกจากบรรยากาศของพื้นที่พิพิธภัณฑ์ตรงนั้น ก็ยังเชื่อมต่อความรู้สึกกันได้ ในช่วงเวลาที่ผ่อนคลายมากขึ้น ในคาเฟ่มีขายขนม อาหาร และน้ำ มีโดนัทที่ทำจากข้าว และชุดอาหารก็อร่อยมากค่ะ

จากพื้นที่จำกัด จากความสงบเงียบในพิพิธภัณฑ์ จากสายตาของชื่นใจกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า จากผนังที่ติดประดับไปด้วยชิ้นงานในแต่ละพิพิธภัณฑ์ เมื่อออกจากกฎเกณฑ์ที่ต้องเรียนรู้ของสังคมแล้ว เราจะหาที่นั่งพักในสวนหรือในพื้นที่โล่งๆ ให้ชื่นใจได้วิ่งอย่างอิสระ เมื่อเด็กเรียนรู้ว่าพื้นที่ไหนทำอะไรได้แค่ไหน เขาจะค่อยๆ เรียนรู้ที่จะทำตัวกลมกลืนไปกับกฎระเบียบที่ตัวเขาได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรม ผ่านสถานที่ และผ่านผู้คนรอบๆ ตัว เมื่อนั้นเสียงห้ามและความกังวลของเราจะลดน้อยลงเรื่อยๆ

Naoshima Island

Writer & Photographer

พนิดา เอี่ยมศิรินพกุล

เริ่มต้นงานแรกหลังเรียนจบและงานเดียวจนถึงปัจจุบันคืองานในวงการสิ่งพิมพ์ รักงานบรรณาธิการและงานเขียน ตอนนี้มีอาชีพเป็นคุณแม่และภรรยาที่ทำงานที่รักไปด้วย อ่อนไหวง่ายและภูมิต้านทานต่ำเมื่อเจอกับเรื่องราวกระจุกกระจิก และคอยหาเวลาว่างเพื่อเก็บมาเป็นซีรีส์กุ๊กกิ๊ก ไกด์ อยู่เสมอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load