-1-

กระทั่ง อาจารย์สมชาย เดือนเพ็ญ​ นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย-อุตรดิตถ์ ก็เพิ่งมาทราบเมื่อไม่นาน ถึงการมีอยู่ของบ้านที่ผมกำลังเขียนถึงหลังนี้ในเมืองลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ 

เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม

เรือนไม้สักทองทรงปั้นหยา สถาปัตยกรรมโคโลเนียลประยุกต์อายุกว่าร้อยปีหลังเดียวในจังหวัด บ้านหลังสุดท้ายในชีวิตของ เจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์ (เจ้าคุณเชย กัลยาณมิตร) อดีตข้าหลวงใหญ่แห่งมณฑลพายัพในสมัยรัชกาลที่ 5 และเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในสมัยรัชกาลที่ 6 

เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม
เชย กัลยาณมิตร

“สมัยที่ประเทศเรายังเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ภูมิภาคต่างๆ ของสยามมีการปกครองด้วยระบอบมณฑล ในฐานะข้าหลวงใหญ่แห่งมณฑลพายัพ เจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์จึงมีศักดิ์เป็นตัวแทนพระเจ้าแผ่นดิน ดูแลเมืองต่างๆ ในภาคเหนือ ท่านเกิดในสมัยรัชกาลที่ 4 และมีชีวิตอยู่จนถึงช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ในรัชกาลที่ 7 ท่านย้ายมาอยู่บ้านหลังนี้ในช่วงบั้นปลาย และเสียชีวิตที่นี่ในสมัยรัชกาลที่ 8” อาจารย์สมชายกล่าว

หากเป็นนักประวัติศาสตร์ ย่อมต้องเคยได้ยินชื่อเสียงของสายตระกูลกัลยาณมิตรมาบ้าง ตระกูลของเจ้าสัวโต แซ่อึ้ง (เจ้าพระยานิกรบดินทร์มหินทรมหากัลยาณมิตร) พ่อค้าชาวจีนฮกเกี้ยนที่อพยพมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในแผ่นดินพระเจ้าตากสินแห่งกรุงธนบุรี เจ้าสัวโตเป็นผู้ก่อตั้งวัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร ก่อนที่ลูกหลานของท่านจะรับราชการแผ่นดินสยามหลายต่อหลายรัชสมัยจนถึงปัจจุบัน

เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม
เจ้าสัวโต กัลยาณมิตร

กระนั้นอาจารย์สมชายก็รู้จักและมีความทรงจำผูกพันกับตระกูลนี้มากเป็นพิเศษ เพราะจากคำบอกเล่าของต้นตระกูลอาจารย์ ที่ซึ่งตาทวดของเขาเคยเป็นผู้ถือธงชาติไชยเฉลิมพลให้กองทัพของพระยามหาอำมาตยาธิบดี (ชื่น กัลยาณมิตร-ทายาทรุ่นที่ 3 ของเจ้าสัวโต บิดาของเจ้าคุณเชย) ในสงครามปราบฮ่อที่เมืองหลวงพระบาง (ราว พ.ศ. 2408 – 2433) 

และในช่วงที่อาจารย์เติบโต เขาก็มีโอกาสเห็นพระยากัลยาณวัฒนวิศิษฎ์ (เชียร กัลยาณมิตร บุตรชายของเจ้าคุณเชย) ขับรถจี๊ปสีเขียว 3 ตอน ซึ่งเป็นรถประจำตำแหน่งของข้าหลวงเทศาภิบาลพิษณุโลก มาตรวจที่นาที่อยู่ติดกับที่นาของแม่อาจารย์ในอำเภอสวรรคโลกอยู่บ่อยๆ 

จากคำบอกเล่าเกี่ยวกับผู้เป็นพ่อ และความทรงจำถึงผู้เป็นลูก ท้ายที่สุดอาจารย์ก็ได้ทราบจากปากคำของ ฉัตรชัย แว่นตา หนึ่งในคณะทำงานศึกษาประวัติศาสตร์เมืองลับแล (คณะทำงานที่อาจารย์สมชายรับเป็นที่ปรึกษา) ว่าบ้านไม้สักหลังงามที่ตั้งอยู่หลังโรงเรียนศรีพนมมาศพิทยากร ตำบลศรีพนมมาศ บริเวณปากทางเข้าตัวอำเภอลับแล คือบ้านหลังสุดท้ายของเจ้าคุณเชย 

“พอทราบอย่างนั้น ผมก็เลยลองขับรถไปดู แล้วก็เห็นรถจี๊ปสีเขียวที่เคยเห็นตอนเด็กๆ ซึ่งน่าจะเป็นของเจ้าคุณเชียร จอดอยู่หน้าบ้านจริงๆ ก็เลยเดินเข้าไปเคาะประตูบ้าน” อาจารย์กล่าว 

เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม

-2-

เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม
ชวเรศ กัลยาณมิตร

คนที่เปิดประตูมาพบอาจารย์สมชาย คือ ชวเรศ กัลยาณมิตร หลานปู่เจ้าคุณเชียร และหลานปู่ทวดของเจ้าคุณเชย

อาจารย์สมชายใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงในการอธิบายถึงสาเหตุและโยงใยแต่หนหลังที่ทำให้เขาจู่ๆ ก็มาเคาะประตูบ้าน ก่อนที่เจ้าของบ้านจะให้เขาเข้าไปสำรวจด้านใน

หลังจากเจ้าคุณเชียรเสียชีวิต บ้านหลังนี้กลายเป็นมรดกตกทอดมายังคุณชวเรศ และพี่น้องของเขารวมทั้งหมด 4 ท่าน (อันที่จริงมี 5 ท่าน หากเสียชีวิตไปแล้วหนึ่งท่าน) ทว่าไม่ได้มีใครมาอาศัยอยู่ที่นี่สักคน บ้านจึงถูกปิดไว้ และพี่น้องทั้งสี่ก็สลับกันเข้ามาดูแล 

พวกเขารักษาสภาพดั้งเดิมของบ้านไว้อย่างดี (บูรณะพื้นและหลังคาบ้าง) ขณะที่เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ รวมถึงรูปถ่ายเก่าๆ และเอกสารสำคัญเมื่อครั้งเจ้าคุณเชยอาศัยอยู่ก็ยังคงถูกเก็บรักษาไว้ (จะมีก็แต่ศาสตราวุธและข้าวของเครื่องใช้บางส่วนที่ได้นำไปมอบให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจัดแสดงแล้ว) อาจารย์สมชายจึงยุให้คุณชวเรศเปิดบ้านหลังนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ 

พี่น้องทั้งห้ามีแผนการจะเปิดบ้านนี้อยู่แล้ว การได้พบกับอาจารย์สมชายที่รู้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ และอธิบายภาพถ่ายเก่าๆ เกือบทั้งหมดที่มีในบ้านได้ แผนการที่วางไว้ของทายาทเจ้าคุณเชยจึงเป็นรูปเป็นร่าง

“เราคิดว่าเป็นความคิดที่ดีของคุณปู่ (เจ้าคุณเชียร กัลยาณมิตร-ผู้เขียน) ที่เขียนพินัยกรรมให้ยกทรัพย์สมบัติที่เป็นข้าวของเครื่องใช้และอาวุธเกือบทั้งหมดให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เพราะคุณปู่เป็นคนมีลูกมากถึงสามสิบห้าคน ท่านตระหนักว่าการมอบของเก่าแก่ให้ลูกๆ หลานๆ ทุกคนก็จะเก็บไว้เป็นสมบัติส่วนตัว ของที่มีประโยชน์ในเชิงประวัติศาสตร์ก็จะกระจัดกระจายไปหมด คนทั่วไปก็อาจไม่ได้เห็น จึงเขียนพินัยกรรมให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมารับไป 

“ทุกวันนี้สมบัติส่วนใหญ่ที่เคยอยู่ในบ้านหลังนี้ก็จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง ซึ่งภายหลังครอบครัวเราได้บ้านหลังนี้มา พินัยกรรมของคุณปู่จึงจุดประกายให้เราเปิดบ้านหลังนี้” คุณชวลี กัลยาณมิตร น้องสาวคุณชวเรศ และหนึ่งในผู้ร่วมก่อการ กล่าว 

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 ราวเกือบ 100 ปีหลังจากอาคารหลังนี้ได้ถูกสร้างขึ้น (บ้านสร้างเสร็จใน พ.ศ. 2468) บ้านเจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์ (เชย กัลยาณมิตร) ก็ได้เปิดทำการอีกครั้งในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์แห่งใหม่ของเมืองลับแล 

-3-

เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม
อาจารย์สมชาย เดือนเพ็ญ

ผมได้รับเกียรติจากอาจารย์สมชาย เดือนเพ็ญ เป็นมัคคุเทศก์พาชมบ้าน โดยในวันนั้น คุณชวเรศ และคุณชวลี กัลยาณมิตร ก็อยู่ต้อนรับด้วย

ขับรถจากตัวอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ ผ่านซุ้มประตูเมืองลับแล รูปปั้นแม่ม่ายอยู่ทางขวา อนุสาวรีย์พระศรีพนมมาศอยู่สุดปลายถนน ผ่านตลาดเทศบาล ปรากฏคลองชลประทานที่มีต้นจามจุรีสูงใหญ่แผ่กิ่งก้านปกคลุมหลายต้น-ต้นกระพี้จั่น ทองกวาว และงิ้วล้อม รอบสวน-ริมคลองสายนั้น คือที่ตั้งของตัวบ้านที่หันไปทางทิศตะวันออก 

เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม

“คนสร้างบ้านหลังนี้คือเจ้าคุณเชียร สร้างสมัยรัชกาลที่ 6 ขณะที่ท่านดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก โดยสร้างตามแบบสมัยนิยมยุคนั้น คือการนำอิทธิพลจากตะวันตกมาประยุกต์ให้เข้ากับสภาพอากาศและวิถีท้องถิ่น บ้านถูกสร้างขึ้นราว พ.ศ. 2461 ซึ่งขณะนั้นคุณปู่ทวดดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในรัชกาลที่ 6 ท่านอยู่กรุงเทพฯ จนราว พ.ศ. 2481 เกิดสงครามโลก และกรุงเทพฯ ก็ดูไม่ปลอดภัยจากสงคราม ท่านเจ้าคุณเชียรจึงให้เจ้าคุณปู่ทวดย้ายมาอยู่ที่นี่” คุณชวเรศย้อนความหลัง แม้เขาและพี่น้องอีก 4 คนไม่มีโอกาสทันอยู่รับใช้เจ้าคุณเชย หากก็เติบโตมาในบ้านหลังนี้ ภายใต้การเลี้ยงดูของเจ้าคุณเชียร 

ในอาคารไม้สักสูงสองชั้น จากห้องหับที่มีด้วยกันถึง 12 ห้อง เราเริ่มต้นจากโถงทางเข้าด้านขวาของตัวบ้านที่เป็นมุขยื่นรับกับจั่วหลังคาชั้นสอง โถงต้อนรับประดับประดาด้วยรูปถ่ายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้าคุณเชย และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ รวมถึงข้าราชการระดับสูงที่ติดตามเสด็จไปยังที่ต่างๆ

เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม

โดยด้านในสุดของห้องคือสัปคับ (ที่นั่งบนหลังช้าง) ซึ่งอาจารย์สมชายสันนิษฐานว่า อาจเป็นสัปคับที่ใช้รับเสด็จรัชกาลที่ 5 ครั้งเสด็จประพาสวัดพระแท่นศิลาอาสน์ กระนั้นก็หาได้มีภาพถ่ายยืนยันข้อสันนิษฐานนี้

ในขณะที่บันไดหลักของบ้านตั้งอยู่ในโถงฝั่งซ้ายของตัวบ้านในห้องรับประทานอาหาร โถงต้อนรับฝั่งขวาก็มีบันไดลับซ่อนอยู่ในห้องติดผนังด้านซ้าย บันไดลับที่เป็นทางลัดขึ้นสู่ชั้นสอง 

“ปกติห้องบันไดนี้จะไม่เปิด เหมือนเป็นบันไดเฉพาะกิจมากกว่า แต่พวกหลานๆ อย่างผมก็มักใช้บันไดนี้กันนะ ถ้าคุณปู่อยู่ข้างบน พอเดินขึ้นไป เราต้องสั่นกระดิ่งเพื่อบอกให้ท่านทราบ จากนั้นพอถึงเชิงบันไดข้างบนเราก็ต้องคลานเข่าจากตรงนั้นไปหาท่าน” คุณชวเรศ หลานคนโปรดของเจ้าคุณเชียร ยังจำชีวิตในวัยเด็กได้ดี

เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม

ก่อนจะเดินย้อนเวลาผ่านบันไดขึ้นไปบนบ้านนั้น อาจารย์สมชายชี้ชวนให้เราชมภาพถ่ายของท่านเจ้าคุณเชยที่ตามเสด็จรัชกาลที่ 5 ไปยังที่ต่างๆ รวมถึงในทริปประพาสยุโรป อาจารย์ให้เราสังเกตว่านอกจากเจ้าคุณเชยมักจะยืนถ่ายรูปอยู่ด้านข้างพระองค์ท่าน ซึ่งแสดงถึงความใกล้ชิด สิ่งหนึ่งที่รัชกาลที่ 5 พระราชทานให้สามัญชนก็คือการยืนถ่ายรูปค้ำพระเศียรพระองค์ท่านได้ตามแบบคนตะวันตก หรือในบางรูปที่พระองค์ท่านประทับนั่ง ข้าราชบริพารที่ตามเสด็จก็ยืนอยู่ด้านหลังท่านได้เลย ซึ่งถือเป็นเรื่องแปลกใหม่อย่างมากในยุคนั้น

เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม
เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม

ภายในห้องโถงรับแขกเชื่อมไปถึงห้องรับประทานอาหาร มีตู้กระจกที่จัดแสดงเอกสารราชการ ตรายาง และเหรียญตราประดับยศของท่านเจ้าคุณเชย ตั้งแต่สมัยเป็นเจ้าเมืองพิชัยในวัยหนุ่ม ข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลพิษณุโลก ข้าหลวงใหญ่มณฑลพายัพ ไปจนถึงเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย (เทียบเท่ารัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยในปัจจุบัน) 

รวมไปถึงพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6 ฉบับพิมพ์ครั้งแรก รวมถึงทำเนียบราชการของกระทรวงมหาดไทย ฉบับ พ.ศ. 2463 เป็นต้น

ห้องรับประทานอาหารในบ้านเป็นห้องโถงใหญ่สำหรับรองรับแขกเหรื่อนับสิบ คุณชวเรศเล่าถึงความพิเศษของโต๊ะไม้สักอายุเท่ากับตัวบ้านตัวนี้ ตรงที่มันมีกลไกด้านหลังปรับให้หน้าโต๊ะสั้นและยาว รองรับจำนวนแขกเหรื่อให้เหมาะสมกับพื้นที่ตามต้องการ

เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม

เช่นเดียวกับการกั้นห้อง ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของช่างโบราณที่ทำร่องที่เสาและคานสำหรับรองรับการถอดและใส่ฝาผนังได้ทั้งแผ่น โถงกลางของบ้านจึงยังแบ่งเป็นห้องเล็กๆ ได้อีก 3 ห้อง โดยที่เจ้าของบ้านแค่นำผนังมาสวมเข้ากับสลัก ไม่ต้องให้ช่างมาตัดไม้ตอกผนังแต่อย่างใด 

บันไดหลักของบ้านอยู่ภายในโถงห้องรับประทานอาหารส่วนนี้ ที่ซึ่งคุณชวเรศจำภาพของเจ้าคุณเชียรได้ดีว่าท่านมักจะเดินลงบันไดนี้ในตอนเย็น นั่งลงบนเก้าอี้หวายในห้องรับแขก และให้คนอ่านหนังสือพิมพ์ให้ฟัง หรือไม่อย่างนั้นก็ออกไปนั่งตรงชานบ้านที่เชื่อมต่อจากห้องรับประทานอาหาร ซึ่งเผยให้เห็นสนามหญ้า ทิวต้นไม้ใหญ่ และคลองส่งน้ำใต้ต้นจามจุรีบริเวณทิศใต้ของตัวบ้าน 

ผมลองเดินออกมานั่งตรงตำแหน่งที่คุณชวเรศเล่าให้ฟัง พื้นที่สีเขียวแผ่ยาวกว้างไกล แม้แดดยามบ่ายจะค่อนข้างแรง แต่สายลมที่พัดเข้ามาที่บ้านเย็นกว่า สถาปัตยกรรมก็เรื่องหนึ่ง หากความหรูหราที่แท้จริง อาจเป็นการที่บ้านเผยให้เราสัมผัสความสุขสงบเช่นนี้ 

เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม

-4-

และเราก็ตามอาจารย์สมชายเดินขึ้นบันไดลับด้านข้างขึ้นมาข้างบน

ห้องพระคือห้องแรกที่เชื่อมกับชานบันได ห้องเล็กแคบตามฟังก์ชันเดียวของห้อง พระพุทธรูปประดิษฐานอยู่บนหิ้งด้านในสุด พ้นจากห้องพระคือห้องทำงาน ที่ซึ่งผนังด้านหนึ่งแขวนรูปและจัดแสดงป้ายตราตระกูลกัลยาณมิตร ขณะที่ผนังที่เหลือเจ้าของบ้านนำเอกสารสำคัญทางราชการต่างๆ ใส่กรอบและแขวนไว้ ห้องทำงานถูกแบ่งครึ่งด้วยตู้กระจก โดยมีชั้นวางของที่มีลักษณะคล้ายซุ้มประตู ที่ด้านบนมีพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 5 ประดับอยู่ 

เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม
เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม

พิมพ์ดีดภาษาไทยรุ่นแรกๆ ที่ผลิตขึ้นในบ้านเราวางคู่กับโทรศัพท์มือหมุน ที่น่ารักคืออุปกรณ์ช่างจำพวกซิ่ว มีด กรรไกร ฯลฯ ที่เจ้าของบ้านนำมาแขวนไว้กับแป้นไม้ติดผนัง กลายเป็นที่เก็บของพ่วงของประดับไปในตัว 

ทั้งนี้ห้องนอนเป็นห้องเดียวในบ้านที่ไม่ได้เปิดให้บุคคลภายนอกเข้าชม หากผมก็แอบชำเลืองผ่านม่านสีขาวเข้าไป นอกจากเตียงนอนที่ต้องมีอยู่แล้วในห้อง จากมุมนี้ผมมองเห็นกระจกสีโดดเด้งขึ้นมาชัดเจน โดยกระจกสีที่ว่าถือเป็นอีกเครื่องประดับสำคัญของตัวบ้าน เพราะมันอยู่ในช่องบนของประตูและหน้าต่างทุกบาน

เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม
กระจกสี

เมื่อมองจากภายนอกเข้ามา จะเห็นเป็นเพียงกระจกสีดำเรียบๆ แต่เมื่อเราอยู่ในบ้านและมองออกไป กระจกปรากฏสีสัน-เขียว ฟ้า น้ำเงิน ส้ม ฯลฯ แปลกตายิ่ง 

คุณชวเรศบอกเราว่า กระจกดังกล่าวเป็นวัสดุหายากในสมัยนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับหัวเมืองต่างจังหวัด และเขายังจำความตื่นตาในวัยเด็กเมื่อมองกระจกเหล่านั้นจากข้างนอก ก่อนเดินเข้ามามองจากข้างในได้ดี

“อีกหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ยุคหลังในบ้านเราคือห้องน้ำในบ้านหลังนี้” อาจารย์สมชายพูดขึ้นระหว่างพาเราเดินผ่านห้องน้ำ เพื่อลงบันไดหลักไปชั้นล่าง 

“เรือนหลังนี้เป็นเรือนหลังแรกๆ ของประเทศที่ใช้ส้วมซึม ซึ่งออกแบบโดยพระยานครพระราม (สวัสดิ์ มหากายี) ก่อนจะมีการรณรงค์ให้ใช้กันทั่วไป ปัจจุบันห้องน้ำชั้นบนยังเป็นแบบนี้อยู่ แต่ห้องน้ำข้างล่างเปลี่ยนเป็นชักโครกแล้ว นี่จึงเป็นส้วมซึมยุคแรกๆ ในประเทศไทย ที่ยังคงมีให้เห็นอยู่จนทุกวันนี้” 

เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม
เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม

พระยานครพระราม (สวัสดิ์ มหากายี) ออกแบบส้วมดังกล่าวใน พ.ศ. 2467 ในขณะที่ท่านดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสวรรคโลกและอุตรดิตถ์ โดยออกแบบส้วมในลักษณะเป็นโถแบบนั่งยอง ส่วนล่างของโถทำเป็น ‘คอห่าน’ เมื่อใช้เสร็จต้องเอาน้ำราด เพื่อขับให้สสารลงบ่อ และเหลือน้ำค้างอยู่ที่โถเพื่อช่วยกันแมลงวันไม่ให้บินลงไป ส่วนที่เรียกกันว่า ‘ส้วมซึม’ ก็เพราะเมื่อขับถ่ายเสร็จแล้วเทน้ำราดให้ซึมลงดิน ทำให้ดินตามบ้านเรือนโสโครกได้ (ภายหลังมีการบ่อซึม-บ่อเกรอะรับสิ่งที่ขับถ่าย และกำจัดสิ่งปฏิกูลได้ดีขึ้น)

ในขณะที่ท่านเจ้าคุณเชยผู้เป็นเจ้าของบ้านมีบทบาทในการเปลี่ยนผ่านระบบบริหารจัดการของประเทศสู่ความทันสมัย ส้วมในบ้านของท่านเจ้าคุณ ก็เป็นอีกหลักฐานของการอภิวัฒน์ระบบสุขาภิบาลในสยามเช่นกัน 

ก่อนกลับบ้าน อาจารย์สมชายชี้ให้เรามองไปยังรถจี๊ปสีเขียว 3 ตอนของเจ้าคุณเชียรที่จอดอยู่ใต้ต้นไม้หน้าบ้าน-จุดเริ่มต้นของอาจารย์ในการค้นพบบ้านหลังนี้ ก่อนจะชี้นำสายตาไปยังลานโล่งไม่ไกลจากกัน เล่าว่าตรงนั้นคือที่จัดงานประชุมเพลิงเจ้าคุณเชยใน พ.ศ. 2485 

“ช่วงนั้นประเทศยังมีสงคราม ข้าวยากหมากแพง เข้าใจว่าเจ้าคุณเชยสั่งเสียกับเจ้าคุณเชียรว่าให้จัดงานศพอย่างเรียบง่ายบริเวณบ้านนี้ ให้จัดเล็กๆ ภายในครอบครัว ก่อนนำเถ้าไปลอยอังคาร

 “ว่าไปแล้วงานศพของท่านสมถะแตกต่างจากบทบาทการทำงานของท่านมาทั้งชีวิตเลยนะ ตั้งแต่การบริหารจัดการการปกครองในภาคเหนือ การมีส่วนในการเปลี่ยนผ่านประเทศสู่ความทันสมัยในสมัยรัชกาลที่ 5 เรื่อยมาจนถึงรัชกาลที่ 6 

เรือนเชย กัลยาณมิตร จังหวัดอุตรดิตถ์ 
 เรือนโบราณในฐานะพิพิธภัณฑ์ของชายผู้นำความทันสมัยมาสู่สยาม

“ซึ่งตามข้อเท็จจริงในภาคเหนือนี้ นอกจากพระเจ้าแผ่นดิน ศักดิ์ของเจ้าคุณเชยเป็นรองแค่กรมพระยาดำรงราชานุภาพเท่านั้น แต่งานศพท่านเรียบง่ายแบบสามัญชนคนหนึ่งเท่านั้น” อาจารย์สมชายกล่าว

ว่าไปแล้วชีวิตบั้นปลายของข้าราชการผู้มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งท่านนี้ก็กลับสมถะและแสนลับแลดังชื่อเมืองสุดท้ายที่ท่านใช้ชีวิต อย่างไรก็ดี อาจกล่าวได้ว่าบ้านหลังนี้ถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายในภาพร่างทั้งหมดของชีวิตบุคคลสำคัญคนหนึ่งของประเทศ… 

แต่นั่นล่ะ แม้คุณไม่ใช่คอประวัติศาสตร์ ลำพังแค่การมาชมบ้านไม้เก่า-เรียบและสวย รวมถึงต้นไม้ใหญ่ที่อยู่รายรอบ-ร่มและรื่น ก็ถือเป็นความคุ้มค่าต่อการดั้นด้นเดินทางมา ไม่ว่าจะตั้งต้นจากที่ไหน 

ขอขอบคุณอาจารย์สมชาย เดือนเพ็ญ นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นสุโขทัย-อุตรดิตถ์ และรองปลัดเทศบาลตำบลในเมือง อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย และคณะทำงานศึกษาประวัติศาสตร์เมืองลับแล


แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ บ้านเจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์ 

เวลาทำการ : 09.00 – 17.00 น. (กรุณานัดล่วงหน้า) 

โทร : 06 3289 5564

Facebook : แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ บ้านเจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์

Writer & Photographer

จิรัฏฐ์​ ประเสริฐทรัพย์

ประกอบอาชีพรับจ้างทำหนังสือ แปลหนังสือ และผลิตสื่อ ใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีงานอดิเรกคือเขียนเรื่องสั้นและนวนิยาย ผลงานล่าสุดคือรวมเรื่องสั้น ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งเศร้า

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

“บัดนี้ยังมีนักคะเลดล้ำ ซั้นซื่อเป็งจาน…”

เสียงขับร้อยกรองอันนุ่มหูลอยอยู่ในอากาศ พลันที่เราเดินล่วงมายังบ้านป่ากลางเมืองขอนแก่น ซึ่งโอบล้อมด้วยรั้วไม้ไผ่และแมกไม้หนาทึบ

เรากวาดสายตาดูธรรมชาติรอบทิศให้แน่ใจอีกครั้ง เมื่อครู่เรายังอยู่ที่จังหวัดใหญ่ในภาคอีสาน รู้ตัวอีกทีก็มาถึงนครเป็งจาน อันเป็นฉากหลังของวรรณคดีเรื่อง สังข์ศิลป์ชัย แล้ว

โฮงสินไซ : พื้นที่เรียนรู้วรรณคดี 'สินไซ' ของหนุ่มอุบลฯ ในบ้านสวนกลางเมือง จ.ขอนแก่น

“คนภาคกลางเรียกเรื่องนี้ว่า สังข์ศิลป์ชัย คนภาคอีสานและคนลาวเรียกว่า สินไซ” ศิลปินผู้พักมือจากการวาดภาพชั่วคราวส่งเสียงบอกเราจากคอฟฟี่บาร์ “โฮงก็คือโรง หรือที่อยู่ของเจ้าเมืองในภาษาอีสาน”

ชายคนนั้นแนะนำตัวว่าชื่อ ผศ.ดร.ทรงวิทย์ พิมพะกรรณ์ อดีตอาจารย์ประจำสายวิชาทัศนศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้ก่อตั้ง ‘โฮงสินไซ’ แห่งนี้

โฮงสินไซ : พื้นที่เรียนรู้วรรณคดี 'สินไซ' ของหนุ่มอุบลฯ ในบ้านสวนกลางเมือง จ.ขอนแก่น

“จริง ๆ แล้วส่วนตัวเป็นคนกลางเก่ากลางใหม่ เป็นคนอีสานก็จริง แต่ว่าไม่มีโอกาสได้เรียนรู้เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นของตัวเองเลยนะครับ ศิลปะที่เรียนก็เป็นศิลปะสมัยใหม่ ไม่เคยได้ฟังหมอลำ ด้วยการศึกษาในแบบสมัยใหม่นี่แหละที่ทำให้เราไกลจากเรื่องราวของตนเอง ไกลจากศิลปะ ไกลจากวัฒนธรรม รวมถึงวรรณกรรม นิทานเรื่องนี้ก็เช่นเดียวกัน”

อ.ทรงวิทย์ เปรยถึงสาเหตุที่เขาเนรมิตบ้านส่วนตัวเป็นแหล่งเรียนรู้วรรณคดีเรื่อง สินไซ พลางเสิร์ฟกาแฟที่เพิ่งชงเสร็จอุ่น ๆ ให้เราดื่ม

อดีตเด็กหนุ่มผู้มีหัวศิลป์ชาวอุบลราชธานีตบเท้าเข้ากรุงเทพฯ มาเรียนปริญญาตรีที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตามด้วยปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ก่อนกลายเป็นชาวขอนแก่นเมื่อเขาย้ายมาสอนหนังสือ และศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นตั้งแต่ พ.ศ. 2541

ชีวิตที่ขอนแก่นนับเป็นจุดพลิกผันในชีวิตอาจารย์ศิลปะสมัยใหม่ ผู้เคยหมางเมินในรากเหง้าชาวอีสานของตนเองโดยแท้ เมื่อเขาได้ศึกษาเรื่อง สินไซ ผ่านศิลปะท้องถิ่นของจังหวัดนี้

โฮงสินไซ : พื้นที่เรียนรู้วรรณคดี 'สินไซ' ของหนุ่มอุบลฯ ในบ้านสวนกลางเมือง จ.ขอนแก่น

“เรื่องนี้เป็นวรรณกรรมอุษาคเนย์ เท่าที่มีการศึกษา เราพบว่าวรรณกรรมเรื่องนี้ปรากฏอยู่ในพื้นที่ของคนกลุ่มมอญในประเทศเมียนมา อยู่ในประเทศกัมพูชาหรือในวัฒนธรรมเขมร ไทยก็มีทุกภาค เป็นที่นิยมมากในประเทศลาวและภาคอีสานซึ่งเป็นสำนวนร่วมกัน เนื่องจากในอดีตอีสานกับลาวถือว่าเป็นคนกลุ่มเดียวกัน เรื่อง สินไซ ฉบับที่ตัวเองนิยามว่าเป็นฉบับสองฝั่งโขงถือว่าเป็นฉบับที่นิยมที่สุด”

ท้องเรื่องก็ไม่ต่างจากวรรณคดีไทยส่วนใหญ่มากนัก เริ่มจากนางสุมนทา (สุมุณฑา) น้องสาวของท้าวกุดสะราด (กุศราช) แห่งเมืองเป็งจานถูกยักษ์กุมภัณฑ์ลักไปเป็นชายา ภายหลังท้าวกุดสะราดได้พระโอรสไล่เลี่ยกัน 9 พระองค์ ในจำนวนนี้มี 3 องค์ที่พระอินทร์ส่งลงมาเกิด ได้แก่สีโห (คชสีห์) สินไซ และสังข์ทอง (หอยสังข์) บรรดามเหสีองค์อื่นใส่ร้ายว่าพระโอรสเหล่านี้เป็นกาลกิณี ท้าวกุดสะราดจึงขับไล่ออกจากเมือง แต่พระอินทร์ก็มาช่วยเนรมิตเมืองใหม่ให้อยู่ ครั้นเติบใหญ่ สีโห สินไซ และสังข์ทอง ได้ออกตามหาเสด็จอาสุมนทาของพวกตน ต้องข้ามผ่าน 7 ย่านน้ำ 9 ด่านมหาภัย จึงได้พบนางสุมนทา สินไซฆ่ายักษ์กุมภัณฑ์ตาย พากันกลับนครเป็งจาน ท้าวกุดสะราดสละราชสมบัติให้สินไซปกครองต่อมาอย่างร่มเย็นเป็นสุข

โฮงสินไซ : พื้นที่เรียนรู้วรรณคดี 'สินไซ' ของหนุ่มอุบลฯ ในบ้านสวนกลางเมือง จ.ขอนแก่น

“ถ้าจะเอาแค่ความสนุกสนาน เราก็พูดถึงเรื่องการผจญภัย รักโลภโกรธหลงตามแบบของนิยายนิทานต่าง ๆ แต่ความจริงแล้วเรื่องนี้มีการสอดแทรกให้เราได้คิดพิจารณาตามตัวบท”

อ.ทรงวิทย์ ยกตัวอย่างชื่อยักษ์ ‘กุมภัณฑ์’ แปลว่าผู้มีอัณฑะใหญ่เท่าหม้อ คือภาพแทนของตัณหาราคะที่มากล้น ส่วนสามพี่น้องล้วนมีนัยของไตรสิกขา สีโหคือศีล สังข์ทองคือสมาธิ และสินไซคือปัญญา ที่พวกเขาต้องไปทวงนางสุมนทาคืนมา ก็เพื่อทวงคืนความถูกต้องจากความลุ่มหลงมัวเมา

วรรณคดีเรื่องนี้จึงให้ทั้งอรรถรสความบันเทิง หลักธรรมคำสอนในพุทธศาสนา หากอ่านฉบับสองฝั่งโขงก็จะได้เรียนรู้วิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณีที่ชาวอีสานเรียกว่า ‘ฮีตสิบสองคองสิบสี่’ และยังได้เพลิดเพลินไปกับคำประพันธ์อันสละสลวยอีกด้วย

ยิ่งอาจารย์ได้ศึกษา ก็ยิ่งเกิดความรักความหลงใหลในยอดวรรณคดีคำกลอนเรื่องนี้ และพบว่า สินไซ ได้ซึมลึกอยู่ในวัฒนธรรมของคนลุ่มแม่น้ำโขงอย่างไม่อาจแยกจากกันได้

โฮงสินไซ : พื้นที่เรียนรู้วรรณคดี 'สินไซ' ของหนุ่มอุบลฯ ในบ้านสวนกลางเมือง จ.ขอนแก่น

“เราพบว่า สินไซ ปรากฏอยู่ในทั้งจิตรกรรมฝาผนังหรือฮูปแต้ม อยู่ในเพลงหมอลำ แล้วเราย้อนกลับไปพบเอกสารใบลาน ไปพบคนมาปริวรรตมากมายในพื้นที่อีสาน โดยเฉพาะขอนแก่นเรา”

ใน 2548 อ.ทรงวิทย์ ร่วมทำวิจัยให้กับสำนักงานศิลปวัฒนธรรมของกระทรวงวัฒนธรรม ขณะนั้นเทศบาลนครขอนแก่นกำลังค้นหาอัตลักษณ์ในการพัฒนาเมือง เขาจึงได้นำเสนอข้อมูลเรื่อง สินไซ ที่เคยค้นคว้าไว้แก่เทศบาลนครขอนแก่น ทางเทศบาลก็นำวรรณคดีเรื่องนี้มาใช้เป็นส่วนหนึ่งในยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองขอนแก่นระหว่าง พ.ศ. 2550 – 2554

“ร่องรอยต่าง ๆ ของยุทธศาสตร์ยังหลงเหลืออยู่มากในขอนแก่น เช่น เสาไฟฟ้า ที่นี่ไม่ใช่เสาหงส์ พญานาค แต่เป็นเสาสินไซ มีตัวสีโหที่ดูคล้าย ๆ คชสีห์ ถนนอีกเส้นหนึ่งก็มีรูปหอยสังข์ อีกเส้นหนึ่งเป็นรูปคนมีพระขรรค์กำลังแผลงศร คนไม่รู้ว่าคืออะไรก็ตั้งคำถาม แต่คนที่รู้ก็พอมี เพราะว่าช่วงนั้นก็มีการบรรจุเข้าไปในโรงเรียน ไปทำหลายอย่างมาก เช่น ละครเวที เพื่อยกชูวัฒนธรรมท้องถิ่นขึ้นมา”

กระทั่งยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองช่วงปีนั้นสิ้นสุดลง กิจกรรมเกี่ยวกับ สินไซ จึงซาลงไป หากแต่ความรู้และความสนใจที่ อ.ทรงวิทย์ มีต่อวรรณคดีเรื่องนี้ไม่มีวันหมดอายุ 

โฮงสินไซ : พื้นที่เรียนรู้วรรณคดี 'สินไซ' ของหนุ่มอุบลฯ ในบ้านสวนกลางเมือง จ.ขอนแก่น

“ก่อนหน้านั้นมีนักศึกษาหรือผู้ที่สนใจศึกษาเรื่องนี้แวะเวียนมาสัมภาษณ์บ่อย เราก็ต้องเอาสิ่งที่รวบรวมมาให้เขาดู พอบ่อยขึ้นก็คิดว่าถ้างั้นเราลองมาจัดพื้นที่ให้สะดวกต่อการเข้ามาศึกษาดีมั้ย เพื่อที่พวกเขาจะได้เห็นภาพรวมทั้งหมด เลยจัดพื้นที่หนึ่งให้เป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรง จะเรียกว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อม ๆ ก็ได้ครับ”

นั่นคือความคิดที่จุดประกายให้อาจารย์อุทิศพื้นที่บ้านตัวเองเป็นโฮงของท้าวสินไซ

“แรก ๆ ก็ไม่ได้ทำกิจกรรมอะไรมากมาย ก็แค่เก็บรวบรวมและจัดแสดง มีตู้เก็บเอกสารหนังสือให้เป็นระบบมากขึ้น มีสิ่งของต่าง ๆ จัดให้เป็นสัดเป็นส่วน”

ที่นี่มีเนื้อที่กว้างขวางถึง 3 ไร่ โดยอาจารย์แบ่งเนื้อที่จัดแสดงออกเป็น 3 ส่วน

เริ่มจากส่วนแรกคือพื้นที่จัดนิทรรศการถาวร ซึ่งเน้นหนักไปที่วรรณคดี 

โฮงสินไซ : พื้นที่เรียนรู้วรรณคดี 'สินไซ' ของหนุ่มอุบลฯ ในบ้านสวนกลางเมือง จ.ขอนแก่น

บ้านสองชั้นหลังนี้เป็นที่รวบรวมข้าวของทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับ สินไซ เมื่อเข้ามาจะได้พบกับตู้กระจกเก็บรวบรวมเอกสารประมาณ 140 – 150 รายการ ประกอบด้วยในแง่รัฐศาสตร์-การเมือง 10 เล่ม ฉบับร้อยแก้วคำธรรมดา 8 เล่ม กลอนลำ 8 เล่ม หนังสือภาพ 10 เล่ม เอกสารเชิงวิเคราะห์อันเนื่องในสินไซ 8 เล่ม, สินไซฉบับปริวรรตภาษาไทย-ลาว 30 เล่ม งานวิจัยสินไซภาษาไทย-ลาว 16 เล่ม เอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอีก 40 – 50 รายการ และยังมีฉบับแปลภาษาต่างประเทศ ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลี เวียดนาม อีก 8 เล่ม

ผนังห้องประดับภาพเขียนสีน้ำเล่าเรื่อง สินไซ แบ่งเป็น ‘บั้น’ หรือตอนในเนื้อเรื่อง ซึ่งอาจารย์เป็นผู้วาด และของสะสมอีกนานัปการ ทั้งหนังตะลุง เสื้อยืด ถ้วยกาแฟ ภาพถ่าย แผ่นพับ ของที่ระลึก ฯลฯ ส่วนหนึ่งเป็นมรดกที่หลงเหลือมาจากยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองขอนแก่น พ.ศ. 2550 – 2554 

โฮงสินไซ : พื้นที่เรียนรู้วรรณคดี 'สินไซ' ของหนุ่มอุบลฯ ในบ้านสวนกลางเมือง จ.ขอนแก่น

ส่วนที่สองคือนิทรรศการหมุนเวียน ที่อาจารย์นิยามว่าเป็นพื้นที่เปิดโอกาสให้กับการต่อยอด โดยนำผลงานของช่างพื้นบ้านพื้นเมืองและผู้ด้อยโอกาสมาเผยแพร่ เป็นต้นว่าภาพวาดของน้อง ๆ ที่มีความบกพร่องของพัฒนาการด้านสังคมและกลุ่มผู้พิการที่มาร่วมทำกิจกรรมที่นี่

โฮงสินไซ : พื้นที่เรียนรู้วรรณคดี 'สินไซ' ของหนุ่มอุบลฯ ในบ้านสวนกลางเมือง จ.ขอนแก่น

และส่วนที่สามคือพื้นที่จัดกิจกรรมซึ่งไม่มีอาณาเขตตายตัว ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ในตัวบ้าน นอกตัวบ้าน ไปจนถึงพื้นที่ป่าทั้ง 3 ไร่ เขียวขจีด้วยต้นไม้ประมาณ 300 – 400 ต้น

แหล่งศึกษายอดวรรณคดีคำกลอนดินแดนลุ่มน้ำโขง พื้นที่ที่เปิดโอกาสแก่ทุกคนภายใต้แนวคิดธรรมชาติ-วัฒนธรรม-ศิลปะ

“ตอนนี้พื้นที่โฮงสินไซไม่ได้เป็นพื้นที่แค่พิพิธภัณฑ์จัดแสดงข้อมูลเกี่ยวกับวรรณคดีเท่านั้น ข้อมูลเหล่านั้นเป็นแค่ฐานความรู้ สาระสำคัญของพื้นที่โฮงสินไซก็คือ การเชื่อมโยงเรื่องเล่าหรือว่าภูมิปัญญาในอดีตกับกระบวนการเรียนรู้ของผู้ที่เข้ามาเรียนรู้ที่นี่ โดยเราบูรณาการเรื่องธรรมชาติ-วัฒนธรรม-ศิลปะ”

ธรรมชาติตามความหมายของอาจารย์มีทั้งธรรมชาติภายในและธรรมชาติภายนอก ต้องใช้ผัสสะหรือประสาทการรับรู้ทั้ง 6 และประสบการณ์ตรงในการเรียนรู้เข้าใจ

วัฒนธรรมคือการมาอยู่ร่วมกัน มีปฏิสัมพันธ์ เคารพซึ่งกันและกัน

ศิลปะก็คืองานสร้างสรรค์ ซึ่งอาจารย์มีองค์ความรู้ด้านนี้เป็นอย่างดี

ทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกันเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ที่ใช้วรรณคดีเป็นตัวบูรณาการ ดังที่อาจารย์ได้ย้ำกับเราเสมอว่า สินไซ ฉบับลุ่มน้ำโขงสอนความจริงทุก ๆ มิติตั้งแต่การเกิดจนถึงการตาย

“กลุ่มที่เรากำลังทำกิจกรรมด้วยอยู่ในตอนนี้คือกลุ่มบุคคลออทิสติกและผู้พิการ” อ.ทรงวิทย์ เล่าถึงกลุ่มเป้าหมายหลักที่โฮงสินไซชวนมาร่วมสนุกอยู่บ่อยครั้ง “เรามองว่าวรรณกรรมนี้นำมาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาได้ เช่น การเชื่อมโยงประเด็นอุปสรรคในชีวิตกับคนพิการเข้ากับอุปสรรค 9 ด่านที่ตัวละครต้องฟันฝ่า หรือว่าจินตนาการให้เขาตีความเรื่องราวด้วยกระบวนการต่าง ๆ”

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด ที่เราจะเห็นกลุ่มเยาวชนผู้ด้อยโอกาสเดินทางมาเยือนโฮงสินไซ เพื่อทำงานศิลปะ สำรวจต้นไม้ และทำกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องอยู่บ่อยครั้ง

แหล่งศึกษายอดวรรณคดีคำกลอนดินแดนลุ่มน้ำโขง พื้นที่ที่เปิดโอกาสแก่ทุกคนภายใต้แนวคิดธรรมชาติ-วัฒนธรรม-ศิลปะ

อาจารย์กล่าวว่าสาเหตุที่อยากช่วยเหลือกลุ่มผู้บกพร่องทางร่างกายและสติปัญญา ก็เพราะคนเหล่านี้มีด้านที่คล้ายคลึงกับตัวละครเอกในเรื่องที่ผิดแผกจากคนทั่วไป เช่น เกิดมาเป็นหอยสังข์ เป็นสิงห์ผสมช้าง เป็นเด็กที่ถืออาวุธติดมือมาจากครรภ์มารดา ทั้งที่พวกเขาไม่ใช่คนเลวร้าย แต่เพราะมีสภาพร่างกายไม่เหมือนคนปกติ จึงถูกเนรเทศออกจากเมืองเกิด ทำนองเดียวกับกลุ่มคนพิเศษที่ถูกสังคมหันหลังให้

“พอน้อง ๆ ออทิสติกมาเที่ยวที่นี่ เราก็จัดกิจกรรมให้เขาเดินป่า แล้วเชื่อมโยงกับด่านมหาภัยทั้ง 9 ให้เขาจินตนาการไปต่าง ๆ นานาว่าเป็นด่านอะไรบ้าง แล้วเขาก็จะได้เรียนรู้พฤกษศาสตร์จากต้นไม้ที่พบระหว่างทาง ได้สัมผัสโดยใช้ตา ใช้หู ใช้การดมกลิ่น สัมผัสลิ้มรส แล้วก็ให้อยู่กับความเป็นปัจจุบัน” คำบอกเล่านั้นพอจะไขความข้องใจให้เราได้ว่า เหตุใดพื้นที่นี้จึงมีหุ่นงูปลอมตัวใหญ่ยักษ์ ดูราวกับว่าจำลองมาจากด่านงูซวง (งูใหญ่) ที่สินไซได้พบระหว่างทางไปล่านางสุมนทาคืนมา

เราดื่มกาแฟที่อาจารย์ชงให้จนหมดแก้ว ครั้นถามถึงราคา เขากลับส่ายหน้าปฏิเสธ

แหล่งศึกษายอดวรรณคดีคำกลอนดินแดนลุ่มน้ำโขง พื้นที่ที่เปิดโอกาสแก่ทุกคนภายใต้แนวคิดธรรมชาติ-วัฒนธรรม-ศิลปะ

“กาแฟนี่ไม่ได้จำหน่าย แค่เจ้าของชอบทานกาแฟ มองว่าตรงนี้เป็นที่พบปะ แลกเปลี่ยน พูดคุยกันได้ เลยทำเป็นสินไซคอฟฟี่บาร์ขึ้นมา ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ถ้าอยากสนับสนุนให้กิจกรรมต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ หรือว่าจะจ่ายให้กับคนอื่นที่ไม่มีกำลังก็ได้ทั้งสิ้น”

เจ้าของพื้นที่ยังเสริมอีกว่า ที่โฮงนี้ไม่เคยคิดค่าเข้าชม อยากมาศึกษา สินไซ หรือวรรณกรรมเรื่องไหน ๆ ก็เข้ามาศึกษาได้ฟรี หรืออยากมาแค่พักผ่อนหย่อนใจก็ย่อมได้ มาถึงแล้วท้องยังว่างก็ทานอาหารของที่นี่ได้ หรือจะนำอาหารมาปรุงทานที่นี่ก็ทำได้เช่นเดียวกัน

แหล่งศึกษายอดวรรณคดีคำกลอนดินแดนลุ่มน้ำโขง พื้นที่ที่เปิดโอกาสแก่ทุกคนภายใต้แนวคิดธรรมชาติ-วัฒนธรรม-ศิลปะ

“เราออกแบบไว้ว่าอยากให้มันสัมพันธ์กับวิถีชีวิต ไม่ได้ออกแบบให้เป็นหน่วยงาน สถาบัน หรืออะไรที่เป็นระบบ ที่ผ่านมาเราจัดกิจกรรมกับน้อง ๆ กับผู้ปกครองกลุ่มออทิสติก เขาก็รู้สึกว่าที่นี่เป็นบ้าน ที่นี่เป็นพื้นที่ของเขา มาแล้วเขาสบายใจ ได้รับการโอบอุ้ม สามารถจะมีตัวตน ได้รับการยอมรับซึ่งกันและกัน พื้นที่ตรงนี้เลยมีลักษณะไม่เป็นทางการ มีความเป็นเครือญาติ มีความเป็นชุมชนแบบอีสานที่ผ่านมา”

อ.ทรงวิทย์ เผยแนวทางที่เขาใช้ดำเนินการศูนย์การเรียนรู้ของตนเองมาแรมปี และมันจะเป็นอย่างนี้ต่อไปตราบเท่าที่บ้านหลังนี้ยังเป็นพื้นที่เล่าขานตำนานสินไซ สีโห สังข์ทอง และด่านมหาภัยทั้ง 9 อยู่

“ถึงไม่มีอะไรติดไม้ติดมือมาก็ไม่เป็นไร ถือว่ามาแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดกันนะครับ” 

แหล่งศึกษายอดวรรณคดีคำกลอนดินแดนลุ่มน้ำโขง พื้นที่ที่เปิดโอกาสแก่ทุกคนภายใต้แนวคิดธรรมชาติ-วัฒนธรรม-ศิลปะ

โฮงสินไซ

ที่ตั้ง : 257 หมู่ 17 ตำบลศิลา อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : วันอังคาร-ศุกร์ เวลา 13.00 – 16.00 น. และวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 10.00 – 16.00 น.

โทรศัพท์ : 08 9499 2256 (กรุณาติดต่อล่วงหน้าก่อนเข้าชม)

Facebook : โฮงสินไซ

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

อดีตนิสิตอักษรผู้ชอบอ่านและชอบเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load