ตอนอายุ 36 ปี ขณะที่ หมอ-สุรศักดิ์ สืบมงคลชัย ซัดเข้าเส้นชัยมาราธอนแรกในชีวิตด้วยความตื้นตัน ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น เขากลับต้องประหลาดใจ เมื่อแนวเล็บบนปลายเท้าที่ยังไม่หายชาเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ ก่อนผลัดออกเสีย 8 เล็บ พร้อมกับการมาตามนัดของอาการปวดเข่าด้านนอก (ITBS) และเจ็บหน้าแข้ง (Shin Splints) เรื้อรัง ที่ทำให้เขาต้องหยุดพักจากการออกกำลังกายฟื้นฟูสุขภาพ

ช่วงเวลาแห่งความระบมทนเปื่อย หมอพยายามศึกษาหาวิธีแก้ไขปัญหาจนค้นพบศาสตร์ ‘การวิ่งเท้าเปล่า’ (Barefoot Running) ที่ไม่เพียงช่วยให้เขากลับมาสนุกกับการวิ่งได้อีกครั้ง และถูกกล่าวขานว่าเป็นจอมยุทธ์เท้าเปล่ายุคแรกๆ ของเชียงใหม่ แต่ยังหล่นเมล็ดพันธุ์ความหลงใหล ซึ่งต่อมาเติบโตงอกงามสู่แบรนด์รองเท้าแตะวิ่งทำมือสุดยูนีก ตอบโจทย์คนอยากสัมผัสอารมณ์การวิ่งเท้าเปล่าอย่างปลอดภัย ไปจนถึงเป็นรองเท้าสวมใส่พิชิตมาราธอนยันอัลตร้ามาราธอนที่เหล่านักวิ่งแตะไว้วางใจ และติดปากเรียกต่อๆ ว่า ‘แตะพี่หมอ’ อันรู้กันว่าหมายถึงรองเท้าแตะวิ่งมินิมอล ‘Chiangmai Running Sandal’

Chiangmai Running Sandal รองเท้าแตะทำมือสำหรับวิ่ง จากนักวิ่งเท้าเปล่าระดับตำนาน
Zone 1

เจ็บเริ่มต้น

“นี่คืออะไรเหรอครับ”

“บ่อล้างขวดน้ำปลา”

มีเสียงหัวเราะซึมลอดหลังคำตอบของชายวัยกลางท่าทางกันเอง เขาคนนี้ทำให้ผมประทับใจในความเป็นตัวเองตั้งแต่แรกทัก ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่นเสื้อวิ่งคู่กางเกงยีนส์ขาสั้น ที่แย้มว่าเป็นทั้งชุดอยู่บ้านและใช้แข่งขันวิ่งระยะไกลชุดโปรด รวมถึงไอเดียการแปลงโฉมบ่อล้างขวดน้ำปลาเก๋ากึ๊กเป็นมุมทำงาน แบ่งสัดส่วนชั้นวาง กล่องจัดเก็บชิ้นส่วนวัสดุต่างๆ และอุปกรณ์ประดิดประดอยอย่างเป็นระเบียบ หากจะมีอะไรทำให้รู้สึกขัดแย้งไปบ้าง ก็อาจเป็นบรรยากาศที่แทบเหลือจะเชื่อว่ากำลังยืนอยู่ในสถานที่ให้กำเนิด Chiangmai Running Sandal ด้วยมีหม้อต้มซอสหวานขนาดยักษ์ กล่องลังกระดาษ ขวดพลาสติกใส จวบไม้พาเลทรายล้อม เคล้ากลิ่นเจือจางของน้ำส้มสายชู

ที่นี่คือโรงงานผลิตสารพัดเครื่องปรุงคู่ครัวตรา ‘สิงห์แดงคู่’ ธุรกิจหลักของหมอ เจ้าของโรงงานรุ่นที่ 3 และโลกใบเล็กหล่อเลี้ยงตัวตนและความรัก ซึ่งเขาหยิบจับเป็นงานรองอย่างการสร้างสรรค์รองเท้าแตะวิ่งมานานกว่า 5 ปี โดยอาศัยใช้เวลายามว่างจากการบริหารวัตถุดิบ ปรุงสูตร หรือจัดการบัญชี ปลีกมานั่งวัด ตัด ร้อย ประกอบทุกชิ้นส่วนรองเท้าพิถีพิถัน ขณะเดียวกันยังถือเป็นจุดปล่อยตัวแรกของชีวิตที่ออกวิ่ง ในวันที่ต้องเลือกว่าจะกินยาไปตลอดหรือออกกำลังกาย

“ก่อนหน้านั้นเราเคยน้ำหนักเกือบร้อยโล มีโรครุมเร้าเยอะมาก จนต้องกินยาเป็นกำๆ แต่ด้วยความกลัวตายและไม่อยากกินยา แพทย์จึงแนะนำว่าให้ออกกำลังกาย ซึ่งการวิ่งเป็นวิธีการที่ง่ายที่สุด เราเลยตัดสินใจออกวิ่ง โดยเริ่มต้นจากโรงงานแล้ววนไปตามถนนในหมู่บ้านทุกเย็น”

ความที่เรียนจบด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา หมอจึงมั่นใจว่าคงผ่านบทเรียนนี้ได้สบาย ทว่าใจที่พร้อมทะยานกลับกลายเป็นบ่าว เมื่อสารพัดรองเท้าเอาอาการบาดเจ็บเรื้อรังไว้ไม่อยู่ จนมาราธอนนัดประเดิมจบลงอย่างสาหัส ก่อนค้นพบกับการวิ่งรูปแบบเท้าเปล่า จากการพยายามหาทางออกให้วิ่งได้ตลอดและเจ็บตัวน้อยกว่า

“คนเราถ้าชอบอะไรจริงจัง เราจะหาวิธีทำมันให้ดีที่สุด ตอนนั้นเราเองก็ลองไปทั่ว เปลี่ยนรองเท้าแล้วยังไงก็ไม่รอด จนมาเจอการวิ่งเท้าเปล่า ซึ่งเขาว่ากันว่าเป็นท่วงท่าการวิ่งธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อร่างกาย และช่วยลดอาการบาดเจ็บได้ เลยเริ่มฝึกวิ่งจากการศึกษาผ่านอินเทอร์เน็ต เรียนรู้ด้วยตัวเอง เพราะนักวิ่งเท้าเปล่ากลุ่มใหญ่จะอยู่กรุงเทพฯ เป็นหลัก”

Chiangmai Running Sandal รองเท้าแตะทำมือสำหรับวิ่ง จากนักวิ่งเท้าเปล่าระดับตำนาน

จากวันแรกที่เท้าเจ็บเท้าพอง หมอพัฒนาความแข็งแกร่งและหายขาดจากบาดเจ็บเรื้อรัง ส่วนโรครุมเร้าก็เบาบาง เมื่อการวิ่งเท้าเปล่าเข้าเส้นเขาจึงหวนคืนสู่สนาม เปลือยเท้าเปล่าพิชิตมาราธอนค่อนโหล เก็บรางวัล Overall รวมถึงเป็นหัวหน้าทีม Pacer 4 ชั่วโมงในจอมบึงมาราธอน งานแข่งขันวิ่งมาราธอนที่มีชื่อเสียงงานหนึ่งของประเทศไทย

Chiangmai Running Sandal รองเท้าแตะทำมือสำหรับวิ่ง จากนักวิ่งเท้าเปล่าระดับตำนาน

“ยุคนั้นการวิ่งเท้าเปล่าในเชียงใหม่เป็นเรื่องแปลกใหม่มาก แต่พอคนเห็นเราวิ่งบ่อยและจบมาราธอนได้ก็เริ่มสนใจ เข้ามาถาม มาพูดคุย เราก็แบ่งปันประสบการณ์ให้เขาฟัง สักพักจึงเกิดเป็นกลุ่มก้อนเล็กๆ วันหนึ่งน้องในกลุ่มเห็นเราวิ่งเท้าเปล่าสบายๆ เลยอยากลองวิ่งดูบ้าง แต่ไปได้แค่ห้าสิบเมตรเท้าก็ช้ำเลือด ตรงนี้แหละที่เราคิดถึงเรื่องการทำรองเท้าขึ้นมา”

บนความตั้งใจและไอเดียดิบๆ หมอหยิบยางในรถสิบล้อมาทากาวประกบ แล้วผูกหูหนีบด้วยเชือกขึงเต็นท์ สร้างเป็นรองเท้าแตะวิ่งคู่แรกในชีวิต เพื่อแบ่งปันให้คนที่อยากวิ่งเท้าเปล่า แต่ต้องยกธงขาวเพราะเท้าบาดเจ็บ

Zone 2

แตะพี่หมอ

ย้อนกลับไปประมาณ 7 ปีก่อน การจะหารองเท้าแตะวิ่งไม่ใช่เรื่องง่าย แถมยังโดนภาษีนำเข้าจนมีราคาสูงเทียบรองเท้าผ้าใบ เท่าที่จำได้ หมอเล่าว่าแตะวิ่งของคนไทยเจ้าแรกที่เคยใส่ทำขายอยู่แถวสวนลุมพินี พื้นทำจากยางทั่วไป ส่วนเชือกจากหนังควายเส้นยาว เป็นแตะวิ่งสไตล์พันข้อเท้าที่ค่อนข้างยุ่งยาก 

ต่อมาเมื่อเขามีโอกาสลงมือทำเองจึงได้รู้ว่าไม่ใช่ของง่าย เพราะไม่เพียงต้องตอบโจทย์สวมวิ่งได้ แต่ยังมีปัจจัยเรื่องคุณภาพและความดูดี

“ตอนทำรองเท้าแตะจากยางในรถสิบล้อเสร็จ เราใส่วิ่งเดี๋ยวนั้นเลยสามสิบกิโลเมตร รู้สึกว่ามันวิ่งโคตรง่ายเลยนะ เพราะเราเคยชินกับเท้าเปล่ามาไง แต่โจทย์ยากคือ คนอื่นใส่ไม่ได้ ไม่กล้าใส่ ดูไม่สวย อาจมองว่าไม่ใช่รองเท้าเลยด้วยซ้ำ”

หมอเก็บทุกข้อคิดเห็นจากเพื่อนพ้องร่วมวงการ เพื่อนำมาต่อยอดพัฒนารองเท้าแตะวิ่งคู่ใหม่หลากหลายรูปแบบ โดยสรรหาวัสดุใกล้ตัวมาทดลองทำพื้นรองเท้า ตั้งแต่ม่านกันแมลง แผ่นยางใส แผ่นยางดิบ เสื่อน้ำมัน เรื่อยไปจนถึงกริปเทปสเก็ตบอร์ด ส่วนหูคีบมีทั้งเชือกมัดของ เชือกฟาง เชือกมัดลังน้ำปลา สายเบลท์ ฯลฯ ทว่าพอหยิบยื่นให้ใครทุกคนล้วนส่ายหน้า กว่าจะมาเข้าที่เข้าทางที่แผ่นโฟมประกบหนังควายคู่สายเชือกผ้าร่ม ซึ่งหลายคนเริ่มสนใจและเขาก็พร้อมแบ่งปันให้ด้วยความยินดี 

Chiangmai Running Sandal รองเท้าแตะทำมือสำหรับวิ่ง จากนักวิ่งเท้าเปล่าระดับตำนาน
Chiangmai Running Sandal รองเท้าแตะทำมือสำหรับวิ่ง จากนักวิ่งเท้าเปล่าระดับตำนาน

“เราใส่ไปวิ่งที่สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี แล้วก็เริ่มมีคนเข้ามาทัก คนไหนบอกอยากได้ก็จะทำแจก เพราะอยากแบ่งปัน กระทั่งพอมีคนขอเข้ามาเยอะ เกินยี่สิบคนต่อเดือน เลยทำแจกไม่ไหว ขอเปลี่ยนมาขายถูกๆ แทน คู่ละ 499 บาท กำไรคู่ละสี่สิบบาท แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ได้คิดว่าจะทำเป็นแบรนด์จริงจังอะไร เราขายเฉพาะคนที่มาหา ไม่เคยเสนอขายใคร เพราะแค่ได้เห็นคนใช้เราก็ดีใจมากแล้ว”

จากงานสั่งผลิตค่อยๆ ขยับขยายกลายเป็นงานเสริมประจำอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อนักวิ่งคนหนึ่งมีความสุขกับการได้แบ่งปัน และอีกคนได้เจอกับรองเท้าที่ตามหามานาน จากหนึ่งเป็นสอง สี่ และแปด พวกเขาเริ่มพูดถึง บอกต่อ “อ่อ รองเท้าแตะวิ่งของพี่หมอ” เมื่อใครเอ่ยถามถึงต้นตอ จนหลายคนติดปากเรียกกันง่ายๆ ว่า ‘แตะพี่หมอ’ ในยุคที่ยังไร้แบรนด์

Chiangmai Running Sandal รองเท้าแตะทำมือสำหรับวิ่ง จากนักวิ่งเท้าเปล่าระดับตำนาน
Chiangmai Running Sandal รองเท้าแตะทำมือสำหรับวิ่ง จากนักวิ่งเท้าเปล่าระดับตำนาน
Zone 3

ทีมรองเท้าแตะ

หมอแบมือโชว์ตัวล็อกสีแดงแปร๊ด พลางอธิบายว่านี่คือหัวใจของรองเท้าแตะที่เขาทุ่มเวลาออกแบบนาน 8 เดือน และมันจะเสร็จสมบูรณ์ไม่ได้เลย หากขาดเพื่อนร่วมทีมที่โคจรมาเจอกันโดยบังเอิญในห้องซื้อ-ขาย แลกเปลี่ยนรองเท้ามือสอง ซึ่งสอยรองเท้าแตะวิ่งรุ่นเก๋าของเขา มีสมาชิกกลุ่มรายหนึ่งปล่อยในราคา 450 บาท แต่ด้วยสภาพรองเท้าค่อนข้างทรุดโทรม หมอจึงทักไปหาเจ้าของใหม่ เพื่อขอรับมาซ่อมให้ใช้งานได้ดีดังเดิมก่อนส่งกลับ นับแต่นั้นคนทั้งสองก็ได้รู้จักกัน

“จริงๆ เราแค่อยากเทคแคร์ลูกค้า เหมือนเป็นบริการหลังการขาย ซึ่งพอเขาได้รับของก็โทรมาขอบคุณ แล้วถามว่าทำไมเราต้องดูแลเขาขนาดนี้ ทั้งที่แค่ซื้อของมือสอง เราเลยตอบเขาไปว่า ไม่ได้คาดหวังอะไรนะ แค่มันเป็นรองเท้าที่เราต้องรับผิดชอบ และนี่ก็ไม่ใช่ลูกค้าคนแรกที่ทำให้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะจังหวะหรือดวงที่ทำให้ได้มาเจอกัน เพราะหลังจากนั้นเขาก็กลับมาช่วยพัฒนารองเท้า เขาเป็นเจ้าของโรงงานพลาสติก และดูแลการผลิตตัวล็อกที่เรามั่นใจ ยื่นจดสิทธิบัตรเป็นนวัตกรรมเฉพาะของแบรนด์เรามาจนถึงทุกวันนี้”

เช่นเดียวกับชิ้นส่วนอื่นๆ ของรองเท้าที่ล้วนผลิตมาจากทีมงานหลัก ซึ่งบ้างเป็นลูกค้า รวมถึงเพื่อนนักวิ่ง และหลายคนในทีมอาศัยอยู่ต่างจังหวัด อาทิ กรุงเทพฯ ลำพูน หรือพะเยา 

หากใครมองว่าเป็นโมเดลการทำงานที่แปลกแล้ว ยังมีเรื่องชวนแปลกยิ่งกว่า เพราะหมอเล่าเพิ่มเติมว่า กับเพื่อนร่วมงานบางคนเขาไม่ทราบอายุ กระทั่งไม่เคยเจอหน้า แต่พูดคุยกันอย่างสนิมสนม โดยทุกคนต่างสบายใจที่จะคบหา และแลกเปลี่ยนกันเฉพาะเรื่องวิ่ง เรื่องรองเท้า ไม่ยุ่งก้าวก่ายหน้าที่การงานส่วนตัวกัน พร้อมช่วยลงขันไอเดียปรับปรุงพัฒนารองเท้าแตะวิ่งให้ออกมาดีที่สุด

“สิ่งสำคัญคือ ทุกคนในทีมผลิตต้องได้ใส่รองเท้าแตะวิ่งที่ตัวเองสร้าง เพื่อให้ตอบตัวเองได้ว่าใส่แล้วเป็นอย่างไร มีจุดอ่อน-จุดแข็ง ตรงไหนบ้าง จากนั้นจึงนำฟีดแบกกลับมาช่วยกันพัฒนาผลงาน ทุกวันนี้เราไม่เคยคิดว่าเราใหญ่โตกว่าใคร หรือเป็นเจ้าของเพียงคนเดียว แต่มองว่าทุกคนในทีมคือเจ้าของ พวกเราอยู่กันด้วยใจ บางทีมันก็อธิบายยากเหมือนกัน” 

การรวมตัวหลวมๆ สู่ธุรกิจจากคนที่รักในสิ่งเดียวกันค่อยๆ ขยับสร้างชื่อเสียง และดึงดูดเหล่านักวิ่งเท้าเปล่า เท้าแตะ จากเมืองกรุงให้ตามมาอุดหนุนกันถึงถิ่น จนต่อมาก็ได้ฤกษ์ก่อตั้งแบรนด์ Chiangmai Running Sandal ขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยมีแนวคิดสร้างสรรค์รองเท้าแตะวิ่งที่มีฟีลลิ่งใกล้เคียงกับการวิ่งเท้าเปล่า ใช้งานง่าย และดีไซน์สวย สวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน

“โจทย์ของเรายังคงเป็นความต้องการทำรองเท้าให้คนที่อยากวิ่งเท้าเปล่า แต่วิ่งไม่ได้หรือกลัวบาดเจ็บสวมใส่ ดังนั้นการออกแบบจึงยืนหลักเรื่องสัมผัส อารมณ์ ความมั่นคง และปลอดภัย ขณะเดียวกันก็อยากให้ลูกค้ามีรอยยิ้มเวลาเปิดกล่องแล้วเห็นว่ามันสวย รู้สึกอยากสวมใส่ จะใส่วิ่งก็ได้ ใส่เที่ยวก็ดูดี แม้มันอาจไม่ใช่รองเท้าที่ดีที่สุด แต่อย่างน้อยถ้าเป็นรองเท้าที่เขาอยากใส่ที่สุด แค่นี้ก็สมหวังเราแล้ว”

Chiangmai Running Sandal รองเท้าแตะทำมือสำหรับวิ่ง จากนักวิ่งเท้าเปล่าระดับตำนาน
Chiangmai Running Sandal รองเท้าแตะทำมือสำหรับวิ่ง จากนักวิ่งเท้าเปล่าระดับตำนาน
Zone 4

รองเท้ากับหัวใจ

ท่ามกลางขบวนเปิดตัวของทัพรองเท้าวิ่งแบรนด์ชั้นนำในช่วงครึ่งปีหลัง ที่งัดสารพัดนวัตกรรมโฟมและแผ่นคาร์บอนออกมาแข่งขันกันอย่างดุเดือด ผมบังเอิญไถฟีดเฟซบุ๊กไปเจอรูปของนักวิ่งหนุ่มคนหนึ่งแชะภาพตัวเองกับป้ายหน้าวัดพระธาตุลำปางหลวง พร้อมแคปชั่นบรรยายความภูมิใจที่สามารถพิชิตการวิ่งระยะอัลตร้า 100 กิโลเมตร ที่แสนโหดจากเชียงใหม่ถึงลำปาง แต่สิ่งที่สะดุดความสนใจยิ่งกว่า คือเขาคว้าเป้าหมายนี้ด้วยรองเท้าแตะเพียงคู่เดียว 

และผมเพิ่งจะทราบภายหลังว่า นั่นคือรองเท้าแตะวิ่งของ Chiangmai Running Sandal รุ่นถนนโปร 

“จริงๆ แบรนด์เราเพิ่งมาเป็นที่รู้จักวงกว้าง ก็ตั้งแต่ตอนเปิดตัวรุ่นถนนโปรช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งก่อนหน้านั้นลูกค้าส่วนใหญ่ถือว่าอยู่ในแวดวงเฉพาะกลุ่มมาก” 

ปัจจุบัน Chiangmai Running Sandal มีผลิตภัณฑ์ออกวางจำหน่ายอยู่ด้วยกัน 2 รุ่น คือ รุ่นถนนโปรและเทรลไฮบริด ไม่นับรุ่นเทรล ค.ศ. 2020 รองเท้าแตะวิ่งตัวประเดิมที่หมอเลือกเก็บเข้ากรุแทนเทขายลดราคา 

“รองเท้าแตะเทรลรุ่นแรก เราใช้แผ่นยางดิบ โฟมเกรดเอ และแผ่นยางปูพื้นฟิตเนส มาทาก้าวซ้อนกันสามชั้นเป็นพื้นรองเท้า แต่ตอนหลังด้วยเทคโนโลยีและความเข้าใจ ทำให้เราเห็นว่าพื้นรองเท้าลักษณะนี้สร้างปัญหา ‘รองเท้าเครียด’ เนื่องจากวัสดุแต่ละชนิดมีมวลไม่เหมือนกัน พอจับมารวมกันเลยมีความไม่เป็นธรรมชาติ พื้นผิวตึง ไม่ยืดหยุ่น และอาจส่งผลต่อกระทบต่อเอ็นร้อยหวาย 

“เรื่องนี้ไม่ใช่เพราะลูกค้ามีฟีดแบกกลับมาไม่ดี แต่เราเองรู้ว่ามันยังดีไม่พอ เลยเลือกเก็บกลับเข้ากล่องเกือบร้อยคู่ เพราะอยากให้ลูกค้าใช้ตัวที่ดีที่สุด ส่วนคำว่าขาดทุนช่างมัน แล้วก็ไม่เคยคิดดำน้ำขายลดราคา ต้องอย่าลดราคาเหมือนลดคุณค่าของตัวเอง เราไม่ลด แต่จะเอาไว้ให้คนที่เขาอยากได้ ให้ฟรีไม่คิดเงิน”

สิ่งที่ทำให้หมอตัดสินใจเด็ดขาด คือความสำเร็จในการพัฒนาพื้นรองเท้าจากวัสดุใหม่ ที่โดดเด่นในเรื่องน้ำหนักเบา ยึดเกาะเยี่ยม ผิวสัมผัสแข็งทว่ายืดหยุ่นสูง ช่วยให้วิ่งสบายเท้าและหมดปัญหารองเท้าเครียด รวมถึงคงความเป็นเอกลักษณ์ตามแบบฉบับรองเท้าวิ่งแนวมินิมอล ด้วยพื้นรองเท้าแบนราบสูงเสมอกันทั้งเท้า (Zero Drop) ซึ่งถูกนำมาเปิดตัวในรุ่นถนนโปร และกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้แบรนด์ได้รับการพูดถึงอย่างแพร่หลาย

นอกจากนี้ ในรองเท้าแตะหนึ่งคู่ยังมีส่วนประกอบสำคัญอื่นๆ อาทิ เชือกรองเท้าจากเชือกปีนเขา ที่มีความเหนียวนุ่มไม่บาดเท้า เชื่อมกับพื้นรองเท้าด้วยเทคนิคเฉพาะ อย่างการฝังเย็บบริเวณขอบข้างเพื่อให้ชิ้นงานออกมาเรียบร้อย ทนทาน พร้อมวางองศาเชือกบริเวณรัดส้นระดับ 45 องศา ก่อนร้อยผ่านตัวรองส้นเท้า ซึ่งช่วยไม่ให้รองเท้าหลุดส้น กระจายแรงกดทับตรงเอ็นร้อยหวาย และเพิ่มความปลอดภัยสำหรับการวิ่งในที่มืดด้วยแถบสะท้อนแสง

ส่วนเรื่องสวมใส่ง่ายกระชับ ต้องยกความดีความชอบให้กับตัวล็อก นวัตกรรมอันถือเป็นหัวใจของรองเท้า เพราะผู้ใช้งานสามารถรวบหรือคลายสายรองเท้าได้ทันที เพียงปรับจุดนี้แค่จุดเดียว

สำหรับความแตกต่างของรองเท้าทั้งสองรุ่น หมออธิบายว่ารุ่นถนนโปรเหมาะสำหรับคนเน้นวิ่งถนน ทำความเร็ว ด้วยพื้นรองเท้าหน้า 14 มิลลิเมตร จึงให้ความคล่องตัวสูงและความรู้สึกดิบใกล้เคียงกับวิ่งเท้าเปล่า ชนิดสัมผัสได้ทุกย่างก้าวที่เหยียบเศษหินหรือกิ่งไม้ ขณะรุ่นเทรลไฮบริด พื้นจะหนาและดอกยางแน่น ตอบโจทย์คนชอบวิ่งตะกุยเขา ให้การซัพพอร์ตที่เหนือกว่า แต่ความเร็วเป็นรอง ทั้งยังออกแบบมาให้สวมใส่วิ่งถนนหรือซิตี้รันได้อีกด้วย

รองเท้าแตะของ หมอ-สุรศักดิ์ สืบมงคลชัย ที่ตั้งใจแก้ปัญหาบาดเจ็บจากการใส่รองเท้าวิ่ง

ทุกครั้งที่ทำโมเดลต้นแบบเสร็จ เราจะส่งไปให้นักวิ่งทั่วประเทศทดสอบประมาณยี่สิบถึงสามสิบคู่ โดยทั้งหมดเป็นนักวิ่งเท้าเปล่ามาราธอนที่เราติดตามดูสถิติการวิ่ง และเห็นว่าเขาสามารถดึงศักยภาพรองเท้าออกมาได้ดีที่สุด”

หนึ่งในนักวิ่งทดสอบซึ่งหมอบอกว่าเปรียบเสมือนแขนขาอีกข้างของแบรนด์ ที่รองเท้าแตะวิ่งทุกคู่จะต้องผ่านฝีเท้าของเขา คือ โจ้-อดิศร ยงศรีเกษตร (อาจารย์โจ้ #ดดด) นักวิ่งโลคอลผู้หันมาวิ่งเท้าเปล่าเพราะประสบการณ์บาดเจ็บเรื้อรังจากรองเท้าผ้าใบ ก่อนเสพติดแตะวิ่ง Chiangmai Running Sandal โดยล่าสุดเขาเพิ่งพารองเท้าแตะแดงคู่ใจไปดันสนามอัลตร้ามาราทอน Until 100K CNX Loop 2021 – Zero Edition จบการแข่งขันระยะ 100 กิโลเมตร ด้วยการคว้าอันดับ 5 ทำเวลา 11.45 ชั่วโมง 

“เสน่ห์รองเท้าแตะวิ่งของพี่หมอ คือการให้ฟีลแบบวิ่งเท้าเปล่า สำหรับนักวิ่งแตะเท้าใหม่อาจรู้สึกว่าพื้นรองเท้าสากแข็ง คิดว่าถ้าได้ลองใช้ไปสักระยะจะเริ่มชิน และนั่นคือข้อดีที่ทำให้เท้าเราไม่ลื่นไถล การวิ่งแนวรองเท้าแตะช่วยสร้างกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่ง และเผาผลาญพลังงานดีกว่ารองเท้าผ้าใบ เพราะในระยะทางเท่ากัน รองเท้าแตะใช้รอบขาเยอะกว่า ร่างกายจึงทำงานหนักกว่า สำคัญสุดคือเราจะได้วิ่งในท่าทางเป็นธรรมชาติ ลดเปอร์เซ็นต์บาดเจ็บ แถมยังมีความปลอดภัย เพราะมันป้องกันไม่ให้เท้าเหยียบเศษแก้ว เศษตะปู” โจ้แลกเปลี่ยนความหลงใหล

“ปกติถ้ามีลูกค้าถามเราจะบอกเลยว่า ห้ามใส่ถุงเท้า ไม่ต้องใส่ เพราะอยากให้เขาได้ฟีลแบบที่โจ้บอก ดังนั้น คนเท้านุ่มๆ ซื้อรองเท้าเราไปใส่อาจต้องทนช่วงเริ่มต้นหน่อย แต่ส่วนใหญ่มาซื้อตามเพื่อนแนะนำ พอเขาใส่แล้วเท้าพอง เพื่อนก็จะบอกว่าเดี๋ยวหายเอง ซึ่งเขาเชื่อเพื่อนมากกว่าเราแน่นอน เลยไม่ค่อยมีปัญหา” หมอหัวเราะ “ขนาดรองเท้าผ้าใบคู่ใหม่ยังกัดเลย ถ้าเราผ่านไปได้ก็จบ มันไม่มีอะไรดีร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก”

รองเท้าแตะของ หมอ-สุรศักดิ์ สืบมงคลชัย ที่ตั้งใจแก้ปัญหาบาดเจ็บจากการใส่รองเท้าวิ่ง
Zone 5

กำไรความสุข

“ลูกค้าชอบงงว่า ทำไมเราถึงถามน้ำหนัก ส่วนสูง อายุ อาชีพ สถานที่วิ่ง หรือเพซวิ่งในระยะสิบกิโลเมตร เพราะเหล่านี้มีผลต่อการนำมาประเมินเพื่อจะได้แนะนำเขาถูกว่าควรใช้รองเท้ารุ่นไหน แบบไหน ยกตัวอย่าง ถ้าคนชอบวิ่งเร็วเราก็จะเลือกรุ่นถนนโปร ตัดรองเท้าให้ขนาดพอดีกับเท้าไม่ให้เหลือแม้แต่มิลลิเมตรเดียว เพราะถ้าเหลือ มีโอกาสเสี่ยงวิ่งไปเตะพื้นหรือสะดุด เกิดอุบัติเหตุง่ายกว่า และกลายเป็นภาระของการวิ่ง”

นี่คือความใส่ใจในรายละเอียดของหมอที่ทำให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่า จะได้รองเท้าที่ตอบโจทย์การใช้งานสูงสุด ความพิเศษอีกอย่างคือ ลูกค้ายังสามารถถ่ายทอดความเป็นตัวเอง ด้วยการเลือกชิ้นส่วนพื้นรองเท้า เชือก ตัวล็อก และตัวรองส้นเท้า หลากหลายสีสันได้ตามต้องการ ตลอดจนพร้อมให้บริการคนเท้าพิการ เท้าผิดรูป หรือเท้ายาวไม่เท่ากัน เนื่องจากพื้นรองเท้าทุกขนาดใช้วิธีการตัดด้วยมือ ซึ่งหากใครเท้ามีปัญหา หมอแนะนำว่านัดหมายเข้ามาวัดเท้าที่โรงงานได้ เพื่อความชัวร์กว่าการสั่งทางเพจเฟซบุ๊ก โดยการประกอบรองเท้าทุกคู่ล้วนผ่านน้ำหนักมืออันประณีตและคล่องแคล่วของหมอ รองเท้าหนึ่งคู่จึงใช้เวลาทำไม่นานนัก ส่วนมากสั่งเช้า จัดส่งเย็น 

พลันหมอเล่าต่อถึงกลุ่มลูกค้าของ Chiangmai Running Sandal ให้ฟังว่า “ช่วงนี้มีลูกค้าต่างประเทศแวะมาอุดหนุนทุกสัปดาห์ ทั้งจากอเมริกา มาเลเซีย เมียนมา และสิงค์โปร์ บ้างเป็นลูกค้าที่ไปเจออาจารย์โจ้วิ่งบนดอยแล้วตามมาซื้อ บางคนเห็นเพื่อนซื้อไปใช้ พอได้มาไทยบ้างเลยเหมาทีเดียวห้าคู่ก็มี ส่วนลูกค้าคนไทยช่วงแรกจะเป็นคนกรุงเทพฯ แต่ตอนนี้กรุงเทพฯ กับเชียงใหม่สูสีกัน ลูกค้าเชียงใหม่มีเข้ามาเกือบทุกวัน เมื่อเช้าก็ขายได้ตั้งสามคู่แล้ว”

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีเสียงตอบรับจากลูกค้าเพิ่มขึ้น แต่หมอกลับเลือกวิ่งสวนทางการตลาด เขาปฏิเสธที่จะขยายกิจการทั้งในโลกออฟไลน์และออนไลน์ 

“การเปิดหน้าร้านหรือวางขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ อาจช่วยให้เราขายดีก็จริง แต่กำไรก็คงไม่ได้เยอะขึ้นเท่าไหร่ และส่วนตัวการทำรองเท้ามันไม่ใช่อาชีพ แต่เราแค่สนุกกับมัน มีรอยยิ้มกับมัน ไม่ได้คิดว่า เฮ้ย มีคนอยากได้เยอะ ต้องปั่นกระแส ปั่นราคา เราไม่ต้องการ สิ่งที่เราต้องการคือ อยากให้ทุกคนได้ใช้ของดี ราคาคุ้มค่าในจุดที่เขารับได้ อีกอย่างเราสนุกกับการเจอลูกค้าที่มาซื้อถึงที่ มาปรับเท้ากับรองเท้า เห็นรูปร่างเท้าของทุกคน และได้พูดคุยกัน เพราะความรู้หลายอย่างเราก็ได้มาจากการแลกเปลี่ยนตรงนั้น เราชอบวิธีการทำงานแบบนี้มากกว่า”

จากวันที่เคยแจกฟรีไม่มีใครสน จนก้าวมาถึงจุดขอให้ลูกค้ารอตามคิว หมอบอกว่านี่คือจุดที่เขาแสนพอใจ เป้าหมายของวันนี้และพรุ่งนี้ จึงเป็นการทุ่มเททำสิ่งที่รักและมีความสุข เพื่อแบ่งปันความสุขให้กับคนที่รักในสิ่งเดียวกัน และหากจะมีธงอะไรสักอย่างที่พิสูจน์การเติบโตของ Chiangmai Running Sandal นั่นคือธงของการพัฒนา หาใช่การขยับขยาย ยอดขาย หรือผลกำไร

“สิ่งที่เรากลัวมากที่สุด คือกลัวว่าเราจะหยุดคิดรองเท้ารุ่นใหม่ๆ ออกมา ดังนั้น หัวใจสำคัญของแบรนด์เรา จึงเป็นการพยายามไม่หยุดพัฒนา และต้องชัดเจนในตัวตน บอกตรงๆ เราไม่เคยสนใจกระแสรอบข้าง เห็นเขาทำแบบนั้นแล้วขายดีต้องตาม คนส่วนมากชอบคิดแบบนี้ แต่เราไม่เคยมอง เรามองแต่ไอ้นี่” หมอคว้ารองเท้ามาจากกองรอแพ็กส่งลูกค้า “เอาเวลามาคิดพัฒนารองเท้าเราให้มันดีขึ้นดีกว่า”

รองเท้าแตะของ หมอ-สุรศักดิ์ สืบมงคลชัย ที่ตั้งใจแก้ปัญหาบาดเจ็บจากการใส่รองเท้าวิ่ง

Lessons Learned

  • ทำสินค้าจากสิ่งที่ตัวเองถนัด แต่ในขณะเดียวกันก็พยายามรวบรวมความเห็นจากผู้ใช้อื่นๆ ให้ได้มากที่สุด แล้วพัฒนาผลิตภัณฑ์ออกมาให้ดีที่สุด
  • ทีมจะเวิร์ก งานจะออกมาดี ทุกคนในทีมต้องเข้าใจในผลิตภัณฑ์ และคนเป็นผู้นำต้องรู้จักเปิดใจรับฟังความคิดเห็น
  • อย่ารีรอฟีดแบกจากลูกค้า หากรู้ว่าสิ่งใดยังไม่ดีพอ ให้ตอบตัวเองและลงมือปรับปรุงพัฒนา
  • ความจริงใจ คือกุญแจที่ทำให้การตลาดแบบปากต่อปากมีประสิทธิภาพ

Chiangmai Running Sandal

โทรศัพท์​ : 08 1287 4862

Facebook : Chiangmai Running Sandal

Writer

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

Home Sweet Home

วลีสุดคลาสสิกที่เชื่อว่าทุกคนรู้จักและรู้ซึ้งถึงความหมายเป็นอย่างดี เพราะช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์โควิด-19 ทำให้เราออกไปข้างนอกไม่ได้และต้องอยู่บ้านกันมากขึ้น 

ด้วยเหตุนี้เอง หลายคนเริ่มให้ความสำคัญกับของใช้ในบ้าน เพื่อสร้างประสบการณ์การอยู่บ้านให้ดียิ่งกว่าที่เคยเป็น สมกับที่ต้องใช้เวลาแทบจะ 24 ชัั่วโมงในพื้นที่ของตัวเอง จนเกิดเทรนด์มากมายอย่างกระแสนิยมเทียนหอม หรือการเช่าเก้าอี้ทำงานสุขภาพราคาแพงมาใช้ที่บ้าน 

วันนี้เรามีนัดสนทนากับ แนน-พนัชกร บุญยิ่งสถิตย์ Managing Director ของ Haus64 แบรนด์เครื่องนอนและผ้าขนหนูที่ถือคติว่า อยากทำของคุณภาพดีให้คนซื้อไปใช้แล้วมีความสุขในการใช้ชีวิตอยู่ในบ้าน ทั้งผ้าเช็ดตัวหนานุ่มแบบโรงแรม 5 ดาว และผ้าปูที่นอนทอละเอียดถึง 800 เส้นด้าย ที่สลับจับคู่สีได้ตามชอบ จนกลายมาเป็นแบรนด์เครื่องใช้ในบ้านที่น่าจับตามอง พัฒนาสินค้าจากปัญหาการใช้จริงของลูกค้า และจริงใจเกินร้อยด้วยนโยบายคืนเงิน 100 เปอร์เซ็นต์ 

ตลอดบทสนทนา แนนพูดเสมอว่าสินค้าทุกชิ้นคือของที่เธอใช้เองในชีวิต เพราะเชื่อว่าความรัก และความตั้งใจในการผลิตสินค้าดี ๆ ออกมาขาย คือหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจ

Haus64 แบรนด์เครื่องนอนและผ้าขนหนูที่จริงใจกับลูกค้า และมีนโยบายคืนเงินให้ 100%

เอาปัญหามาทำให้เป็นเรื่องง่าย

Haus64 ตั้งเป้าผลิตสินค้าชุดเครื่องนอนและผ้าขนหนูพรีเมียมในราคาจับต้องได้ นอกจากคุณภาพสินค้าที่ดีแล้ว ยังนำปัญหาที่คนใช้งานจริง ๆ ต้องเจอมาพัฒนาสินค้าให้ต่างจากแบรนด์อื่น ๆ ในท้องตลาด ฟังก์ชันชุดเครื่องนอนของแบรนด์เกือบทั้งหมดมาจากการสังเกตการใช้งานและฟีดแบ็กของลูกค้าทั้งสิ้น อย่างการใส่ตัวแป๊กตรงมุมปลอกผ้านวม หรือทำป้ายผ้าปูที่นอนให้มีสัญลักษณ์ว่าด้านไหนคือด้านไหน ทำให้การปูที่นอนง่ายขึ้นมาก 

เป็นธรรมเนียมของธุรกิจนี้ที่ทันทีเมื่อส่งของเสร็จ ระบบจะส่งข้อความอัตโนมัติไปถามความคิดเห็นของลูกค้า สัปดาห์ถัดไปก็จะส่งไปอีกรอบว่าใช้แล้วชอบไหม มีคำแนะนำว่าจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างไรบ้างหรือเปล่า

เห็นได้ว่าแบรนด์ให้ความสำคัญและใส่ใจในความคิดเห็นของลูกค้ามากที่สุด

“เนื่องจากเราไม่เคยทำตลาดนี้มาก่อน มันใหม่มากสำหรับเรา และเราอยากรู้จริง ๆ ว่าลูกค้าคิดยังไง เวลาเขาตัดสินใจซื้อก็อยากรู้ว่าเพราะอะไร ใช้ไปแล้วมีฟีดแบ็กยังไงบ้าง เลยได้อินไซต์จากลูกค้ามาเต็ม ๆ อย่างก่อนหน้านี้เราเคยทำผ้าปูที่นอนเป็นยางยืดรอบผืน แบบที่เขาฮิตกัน แต่พอลูกค้าใช้จริงก็ไม่ชอบเพราะหามุมไม่เจอ เลยมาปรับแก้ให้ยางยืดรัดแค่มุมแต่ยาวกว่าปกติ เชือกในไส้นวมจะเป็นแบบไหน มีกี่อันเพื่อให้ใช้ได้ดี เราก็ทดลองจนได้แบบที่พอใจ

“หรือเรื่องความสูงของผ้าปู เราทำสูงกว่าปกติ เพราะเดี๋ยวนี้ลูกค้ามักมีท็อปเปอร์วางบนที่นอนอีกชั้น ทำให้ผ้าปูทั่วไปคลุมได้ไม่หมด แล้วเรามีบริการสั่งตัดได้ ที่นอนไซส์ไม่ปกติ หมอนรูปทรงแปลก ๆ เราก็ทำให้ได้หมด ค่อย ๆ เพิ่มบริการพิเศษมาให้ลูกค้า” 

จุดขายของผ้าปูที่นอนของ Haus64 ที่มิกซ์แอนด์แมตช์สีสันได้ทั้งหมด ก็มาจากการคิดถึงจิตใจลูกค้าเช่นกัน

“เราอยากทำที่นอนให้สวย ออกแบบได้ตามสไตล์ของลูกค้าเอง เวลาไปเลือกซื้อผ้าปูมักขายเป็นชุด มีสีเดียว ซึ่งอาจจะน่าเบื่อ เราเลยตั้งใจให้ลูกค้าเลือกผสมสีในชุดได้เองตามชอบ ทำให้เวลาเราออกแบบลายผ้า เราต้องเอาทุกสีมาเทียบกันจริง ๆ เพื่อดูว่ามันผสมกันได้สวย ต่อให้เป็นคู่ที่ดูไม่เท่ากันก็ต้องออกมาไม่โดดมาก เรารู้สึกว่าการที่ได้เลือกเองเป็นชุด ๆ ชิ้น ๆ มันสนุกกว่า เหมือนได้แต่งห้อง จนมีคนคอมเมนต์ว่า ถ้าอยากจะเปลี่ยนฟีลห้องก็มาใช้แบรนด์นี้ เพราะไม่ต้องซื้อสีเดียวกันทุกชิ้น ไม่ต้องซื้อทั้งชุดใหม่ ซื้อแค่บางตัวก็ได้ สีที่เราคิดมามิกซ์กันได้หมด ลูกค้าซื้อแค่บางสี บางชิ้น แล้วก็เปลี่ยน Total Look ในห้องได้เลย หรือลูกค้าบางคนส่งรูปห้องมาให้เลย ให้เราช่วยเลือกว่าห้องสีนี้ควรใช้ผ้าสีอะไร สนุกมาก แอดมินก็ได้ช่วยลูกค้าคิดไปด้วย” 

ลูกค้าหลักของแบรนด์เป็นคุณแม่ รองลงมาก็เป็นคู่รักที่เพิ่งแต่งงานและต้องซื้อชุดเครื่องนอนใหม่ และคู่สีที่ขายดีที่สุดคือ Moonlight (สีเบจ) กับ Sand Strip (ลายเส้นสีน้ำตาล) และ Blue Dawn (สีฟ้าเทา) กับ Graphite Grid (ลายตางรางสีเทา) ที่ลูกค้าตามหาซื้อจนของหมด 

แนนเล่าให้เราฟังถึงเรื่องราวน่ารัก ๆ อย่างคุณแม่ลูกเล็กกลับมาซื้อเครื่องนอนซ้ำ เพราะปกติลูกนอนแล้วร้อน เหงื่อออกที่หัวเยอะจนไม่สบายตัว แต่พอเป็นผ้าปูของ Haus64 ลูกเหงื่อไม่ออกและหลับสบายขึ้น หรือลูกค้ามารีวิวว่าชอบผ้าปูแบรนด์นี้มาก ๆ เพราะไม่เกี่ยวส้นเท้าที่แตกแห้ง 

“เราเองก็เป็นคนที่มีปัญหาเรื่องนี้บ้างเหมือนกัน แต่ไม่เคยสังเกตเลย มาดูว่าทำไมมันถึงไม่เกี่ยว ก็เป็นเพราะว่าผ้าคอตตอนตามธรรมชาติมันจะเป็นใยสั้น ๆ ต่างจากผ้าใยสังเคราะห์ที่ใยมันจะค่อนข้างยาว สมมติเรามีหนังหรืออะไรคม ๆ ไปเกี่ยวก็ทำให้มันดึงออกมาทั้งเส้น มันก็จะกลายเป็นกระจุกหรือขุย ๆ ที่ผ้า ทำให้มันพัง แต่คอตตอนเป็นใยสั้น คือถ้าโดนเกี่ยวก็จะแค่หลุดออกไปนิดเดียว ไม่ได้กระจุกอยู่บนผ้า เราก็เลยรู้สึกว่าเป็นอีกอินไซต์ที่เราก็ค้นพบ รวมถึงคนที่เลี้ยงหมาเลี้ยงแมวก็คล้ายกัน ผ้าก็จะไม่พังง่าย ถ้าเป็นผ้าอื่น ขนน้องก็จะฝัง เอาออกยาก คอตตอนจะปัดได้ง่ายหน่อย”

ความจริงใจต่อลูกค้าคือหัวใจ

ผ้าขนหนู ผ้าปูที่นอน และหมอน เป็นสินค้าที่ปกติผู้บริโภคต้องได้ลองจับลองลูบจริงก่อนตัดสินใจซื้อ แต่ทำไมลูกค้าของแบรนด์ Haus64 กลับกล้าซื้อผ่านออนไลน์ แนนตอบอย่างมั่นใจว่า เพราะนโยบายที่จริงใจต่อลูกค้าที่เป็นหัวใจสำคัญคือคำตอบ

“เราบอกชัดเจนตั้งแต่แรกว่า ถ้าซื้อไปแล้วไม่พอใจ เรายินดีคืนเงิน 100 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่ถามเหตุผลอะไรเลย ขออย่างเดียวคืออย่าเพิ่งเอาไปซัก ทุกคนก็พอใจเพราะสินค้าที่เค้าได้ตรงปกกับที่เราเคลมไว้ มีลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำเยอะมาก เขาก็จะเห็นตั้งแต่การที่เราส่งของให้เขา มีห่อ มีโน้ตให้ มีดีเทล มี Care Card เขาก็ประทับใจว่าเราใส่ใจจริง ๆ 

“อาจเพราะว่าเราอยากเป็นเหมือนเพื่อนบ้านของลูกค้า วิธีการที่เราพูดในเพจก็จะเป็นการเล่าเรื่อง เหมือนเราเป็นเพื่อนบ้านที่มีอะไรมาเล่าให้ฟัง ทำสิ่งนั้นสิ่งนี้อยู่ สนใจไหม มีอะไรก็คุยกันได้ และเราพร้อมที่จะรับฟีดแบ็กเพื่อไปพัฒนาอยู่ตลอดเวลา เพราะรู้ว่า Input ที่ดีที่สุดก็คือลูกค้านี่แหละ 

“เขาคือคนที่ให้โอกาสเราจริง ๆ แค่เห็นผ่านฟีดแล้วอยากจะสนับสนุน หลายคนบอกว่าเขาสนับสนุนเพราะเห็นว่าเป็นแบรนด์ไทย นอกจากนี้ เรามีสุ่มโทรไปถามฟีดแบ็กลูกค้าด้วยนะ มีคนหนึ่งบอกว่าเป็นกำลังใจให้ เห็นมาตั้งแต่จุฬาฯ มาร์เก็ตเพลส ในฐานะคนทำ เราฟังแล้วรู้สึกปลื้มใจ รู้สึกโชคดีที่ได้รับโอกาสพิเศษนี้ เพราะฉะนั้น ทุกฟีดแบ็กเลยเป็นความหวังดีที่อยากให้เราพัฒนา เขาไม่ต้องบอกเราก็ได้ จะไปว่าที่อื่นก็ได้ แต่เขาเลือกที่จะบอกเรา มันก็เป็นของขวัญสำหรับพวกเราเหมือนกัน”

Haus64 แบรนด์เครื่องนอนและผ้าขนหนูที่จริงใจกับลูกค้า และมีนโยบายคืนเงินให้ 100%

จุดเริ่มต้นของบ้านเลขที่ 64

ก่อน Haus64 เกิดขึ้น แนนเคยเป็นผู้ประกอบการในลักษณะ B2B (Business to Business) ขายส่งชุดเครื่องนอนและผ้าขนหนูให้โรงแรมต่าง ๆ มาเกือบสิบปี และไม่เคยมีประสบการณ์ในการขายของให้ลูกค้ารายบุคคลหรือ B2C (Business to Consumer) มาก่อน จนช่วงโควิดที่โรงแรมจำนวนมากปิดเพราะล็อกดาวน์ ทำให้ออเดอร์ทั้งหมดตกฮวบกลายเป็นศูนย์ เธอจึงจับพลัดจับผลูมาเริ่มทำแบรนด์ใหม่อย่าง Haus64

ตอนนั้นเอง แนนเพิ่งผลิตผ้าขนหนูรุ่นที่ทำให้โรงแรมห้าดาวริมน้ำแห่งหนึ่งออกมากว่าพันชิ้น เธอตัดสินใจนำสต็อกที่มีมาขายในกลุ่มจุฬาฯ มาร์เก็ตเพลส ซึ่งได้การตอบรับอย่างดีตั้งแต่ครั้งแรก 

“จำได้ว่าโพสลงกรุ๊ปประมาณ 5 ทุ่มกว่า หลังจากนั้นแค่ 1 – 2 นาทีก็มีคนทักมาซื้อ เราคิดว่าถ้าขายได้ 2 ชุดก็ดีใจแล้ว แต่หลังจากนั้นคนทักเยอะมาก วันนั้นตอบแชตจนถึงดึกดื่น”

จากที่มีแค่ผ้าขนหนูสีขาวอย่างเดียว ลูกค้าก็เริ่มถามถึงสีอื่นเรื่อย ๆ รวมถึงสินค้าอื่น ๆ เธอเลยตั้งใจทำผ้าขนหนูให้มีดีไซน์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะในหลายสี และต่อยอดมาเป็นผ้าปูที่นอน 800 เส้นที่สเปกสูงกว่าท้องตลาดทั่วไปอีกเช่นกัน 

“ปกติผ้าคอตตอนเขาจะทำสูงสุดอยู่ที่ 800 เส้น ตั้งแต่ที่เราทำธุรกิจนี้มาเกือบ 10 ปี มีแค่ 1 – 2 โรงแรมเท่านั้นที่ใช้เกรดนี้ ส่วนตัวเราเองก็ชอบแบบจำนวนเส้นเยอะ ๆ แต่พอจะเอามาขายเองก็คิดว่าถ้าเป็น 500 เส้นน่าจะชัวร์กว่า ขายได้และมีตลาดแน่นอน แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจลองทำตามสัญชาตญาณของตัวเอง โดยการเอาตัว 800 เส้นมาขาย ผลตอบรับก็ออกมาดีกว่าที่คิดไว้”

ในเวลาที่ตลาดเปลี่ยนไปสนใจผ้าที่ค่อนข้างนุ่มลื่นอย่างผ้าโพลีเอสเตอร์ คอตตอนซิลค์ หรือผ้าเทนเซลกันหมด แต่ Haus64 กลับเลือกทำผ้าปูที่นอนจากผ้าฝ้ายหรือคอตตอน 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะแนนเชื่อว่าเมืองไทยเป็นเมืองร้อนชื้น ด้วยความเป็นคนขี้ร้อนเป็นทุนเดิมของแนน เวลานอนตอนกลางคืน ผ้าปูที่นอนจึงควรมีคุณสมบัตินอนแล้วสบายตัว ไม่อับชื้นจนเหงื่อออก หรือต้องถีบผ้าห่มออกกลางดึก รวมถึงลักษณะพิเศษของผ้าฝ้าย 100 เปอร์เซ็นต์ คือยิ่งซักจะยิ่งคลายตัวและยิ่งนุ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่เหมือนผ้าตัวอื่นที่จะค่อนข้างคงรูป แต่ในขณะเดียวกันอายุการใช้งานก็นานมากเช่นกัน 

“แนนเคยคำนวณแล้วถ้าซักอาทิตย์เว้นอาทิตย์ก็อยู่ได้แปดปีเลย ก็คิดว่ามันเป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ ประหยัดด้วย แล้วก็ยิ่งใช้แล้วยิ่งนอนสบายมากขึ้นด้วย ดูแลง่ายมาก โยนเข้าเครื่องซักตามปกติเลยเพราะมันทนมาก” 

Haus64 จึงเกิดขึ้นมาด้วยความตั้งใจอยากทำของดี ๆ ให้บ้านคนซื้อสวยอบอุ่นเหมือนกัน ตั้งชื่อแบรนด์ว่า Haus แล้วเลือกบ้านเลขที่มาต่อท้าย โดยปัจจุบันมีผ้าขนหนู 6 สี และชุดเครื่องนอนมากกว่า 10 ดีไซน์ให้เลือกสรร คละลายและสีได้ตามต้องการ

Haus64 แบรนด์เครื่องนอนและผ้าขนหนูที่จริงใจกับลูกค้า และมีนโยบายคืนเงินให้ 100%

ขัดความเชื่อเดิมที่มีมา

จากประสบการณ์ตลอดเกือบสิบปีในตลาด B2B (Business to Business) วงการนี้มีความเชื่อมาตลอดว่าผ้าขนหนูตามบ้านต้องน้ำหนักเบาและมีคุณสมบัติตากแล้วแห้งเร็ว ไม่มีใครซื้อผ้าขนหนูหนา ๆ แบบโรงแรมไปใช้เองในชีวิตประจำวัน แต่เธอกลับมองว่ายังมีตลาดของคนที่ชอบผ้าขนหนูลักษณะนี้อยู่ ซึ่งก็เป็นข้อแตกต่างที่ทำให้สินค้าของ Haus64 ไม่เหมือนใคร

“คนที่ผลิตให้เขาห้ามเราอยู่ 3 รอบ บอกว่าจะทำเหรอ คิดดี ๆ นะ แต่เราตัดสินใจว่าจะทำ ถ้าขายไม่ออกจะยอมรับเอง เรารู้อยู่ว่าไม่ค่อยมีใครทำเท่าไหร่หรอก เพราะยกสเปกโรงแรมมาทั้งยวง ทั้งความหนัก ความหนา ความแน่น ปกติผ้าเช็ดตัวตามบ้าน คนเชื่อว่าต้องเป็นแบบบาง เพราะตากแล้วแห้งเร็ว แต่เราใช้ผ้าของตัวเอง เรารู้ว่าเช็ดตัวปุ๊บแล้วตัวแห้งเลย พอวางขาย คนซื้อไปใช้ก็รู้สึกเหมือนกัน ความเจ๋งคือมันซับน้ำได้เร็วมาก เพราะหนา เส้นใยเยอะ ซับตัวได้แห้งทันที”

แนนอธิบายว่า ปกติแล้วการผลิตผ้าขนหนูให้ออกมานุ่ม เทคนิคทั่วไปคือการคลายเกลียวเส้นใยออก แต่ผ้าจะซับน้ำได้ช้าลงเช่นกัน ทำให้ผ้าขนหนูที่นุ่มมาก ๆ ซับน้ำได้ไม่ค่อยดีนัก ผ้าขนหนูของ Haus64 จึงออกแบบมาให้นุ่มกำลังดี หนาหนักแต่ซับน้ำได้เร็ว แต่ในขณะเดียวกันก็แห้งไวด้วย 

การสร้างแบรนด์ = ได้ทำในสิ่งที่อยากทำมาตลอด

ในสมัยที่เธอทำสินค้าส่งให้ธุรกิจโรงแรม ความอึดอัดใจในการลดสเปกเพื่อลดต้นทุนการผลิตเป็นสิ่งที่ติดค้างในใจมาเสมอ

“เรารู้ว่าของที่เลือกมาเองดียังไง แต่โรงแรมส่วนมากต้องคำนึงถึงต้นทุนเป็นหลัก ​​สุดท้ายจะทำกี่ร้อยเส้นก็ได้ แต่ราคาต้องสู้กับอีกเจ้าหนึ่งได้ ถ้าไม่เท่าก็ต้องถูกกว่า พอมาทำ B2C เรารู้สึกว่าอยากทำอะไรเต็มที่แค่ไหนก็ทำได้เลย เช่น อยากได้ผ้า 800 เส้นเราก็ทำ หรือปลอกผ้านวมที่ข้างในผูกเชือกยาก เราอยากติดแป๊กสไตล์ญี่ปุ่น ซึ่งในเมืองไทยทำไม่ได้ ต้องไปสั่งจากโรงงานที่ญี่ปุ่น เราก็ทำ อยากทำอะไรก็ใส่ลงไป เลยรู้สึกแฮปปี้กว่ามาก”

การปรับตัวจากการทำออเดอร์ส่งโรงแรมร้อยราย มาเป็นลูกค้านับหมื่นก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะมีเทคโนโลยีมารองรับทั้งหมด

“​​เดี๋ยวนี้มีระบบมาช่วยเยอะ ก็เลยไม่ยุ่งเท่าที่คิด น้องชายเป็นคนดู ซึ่งเขาทำระบบเก่งอยู่แล้ว อย่างเมื่อก่อนโรงแรมเราก็จะส่งออเดอร์ใหญ่ ๆ ครั้งหนึ่งที่ละ 500 – 1000 ผืน แต่ B2C เราส่งที่ละชิ้นสองชิ้น เพราะฉะนั้นระบบภายในก็จะเป็นคนละระบบ ใช้โปรแกรมขึ้นมาช่วย การรับออเดอร์ลูกค้า มีออกบิล ติดต่อขนส่ง ใช้พวกนี้มาช่วยทำให้ทำงานได้ง่ายขึ้น”

ยิ่งหลงใหล ยิ่งใส่ความน่าสนใจให้สินค้า

แนนบอกเราว่าพื้นฐานที่ทำให้เธออยู่ในวงการนี้มานาน ยิ่งทำให้อินในสิ่งที่ทำ

“อย่างเวลาไปเดินห้าง เห็นผ้าแล้วเราอดไม่ได้ที่จะจับ และอยากดูว่าคนอื่นเขาทำอะไรกันอยู่ เราไปเดินงานแฟร์เกือบทุกปี เพื่อจะไปดูว่ามีอะไรใหม่ ๆ บ้าง มันก็ทำให้อินขึ้นเรื่อย ๆ แต่สิ่งที่อินที่สุดน่าจะเป็นความสบายและบ้านสวย ๆ เราชอบนอนบนที่นอนนุ่ม ๆ บรรยากาศดี ๆ พวกผ้าที่โดนตัวเราก็เป็นความรู้สึกหนึ่งที่เราหลงใหล”

ประจวบเหมาะกับสถานการณ์โควิดที่คนต้องหันกลับมาอยู่บ้านมากขึ้นและให้รางวัลตัวเองจากการทำงานเช่นกัน 

แนนยกตัวอย่างน่าสนใจ อย่างลูกค้าวิ่งมาราธอนหนัก ทุกครั้งที่ออกกำลังกายเสร็จก็มีที่นอนดี ๆ เป็นรางวัลให้ตัวเอง หรือบางคนเพิ่งแต่งงาน เลยอยากซื้อผ้าปูที่นอนดี ๆ ให้เจ้าสาวได้นอนอย่างสบายที่สุด ลูกค้าบางคนมีลูกเล็ก ก็พบว่า Haus64 ทำให้เด็กหลับง่าย หลับสนิทยิ่งขึ้น

“จากเมื่อก่อนคนอาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับผ้าปูที่นอนหรือการแต่งบ้านบางมุม แต่พอต้องอยู่บ้านนาน ๆ การแต่งบ้านหรือการดูแลบ้านให้สวยขึ้นก็บูมขึ้นมา เทรนด์เปลี่ยนไป ได้เห็นว่าคนหันมาสนใจเรื่องนี้กันมากขึ้น เหมือนทำงานมาหนัก ๆ หรือทำกิจกรรมอื่น ๆ นอกบ้านมา กลับบ้านก็อยากให้รางวัลตัวเองได้ทุกวันด้วยบ้านที่สวย ที่นอนที่นอนสบาย ผ้าขนหนูที่สัมผัสผิวแล้วนุ่ม จากเมื่อก่อนการไปเที่ยวคือรางวัล ตอนนี้ก็เปลี่ยนมาเป็นชีวิตประจำวันมากกว่า”

เสียงตอบรับเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ บางครั้งคนผลิตก็อาจมองไม่เห็นด้วยตัวเอง คำชมทำให้ชุ่มชื่นหัวใจ ส่วนคำติก็ช่วยพัฒนาสินค้าให้ดีขึ้นไปอีก

Haus64 แบรนด์เครื่องนอนและผ้าขนหนูที่จริงใจกับลูกค้า และมีนโยบายคืนเงินให้ 100%

ทิศทางในอนาคตของ Haus64

การมีโชว์รูมที่ให้ทุกคนได้ลองมาเห็นสินค้าจริง ยังเป็นเรื่องที่เจ้าของแบรนด์มองว่าจำเป็น แม้การขายออนไลน์ปัจจุบันก็ดีอยู่แล้ว 

“เราไปออกงานบ้านและสวนครั้งแรกเมื่อปลายปีที่แล้ว ซึ่งคนที่มาก็บอกว่าอยากจับผ้ามาตั้งนานแล้ว เราเลยคิดว่ายังจำเป็นอยู่ แต่เนื่องจากเรายังไม่ค่อยอยากเอาเข้าห้าง เพราะเวลาเข้าห้างก็จะต้องมีค่าการตลาด เสียค่า GP ให้ห้างเยอะ เราจะทำราคานี้ให้ลูกค้าไม่ได้ สมมติว่า 800 เส้น ชุด 4 – 5 ชิ้นธรรมดาทั่วไปเขาขายกันเฉียดหมื่น ในขณะที่เราขายแค่ 5,000 – 6,000 บาท การเข้าห้างเลยจะทำให้ลูกค้าต้องจ่ายแพงโดยไม่จำเป็น แต่ถ้าถามว่าอยากมีโชว์รูมไหม ในอนาคตก็อยากมีนะ ตอนนี้เราก็มีเพื่อนสนใจเป็นตัวแทนจำหน่ายอยู่ เขามีโชว์รูมให้ไปลองจับ มีเอาไปวางเล็ก ๆ น้อย ๆ น่าจะสักช่วงประมาณปีหน้า อาจจะได้เห็นโชว์รูมของแบรนด์เราเอง”

ส่วนอนาคตของ Haus64 แนนมีแผนที่จะแตกไลน์ผลิตภัณฑ์มาเป็นของใช้ในบ้านเพิ่มเติม รวมถึงการทำ Collaboration กับดีไซเนอร์ไทย เพราะอีกความฝันของเธอ คือการนำพาแบรนด์เติบโตไปไกลถึงต่างประเทศ 

“อาจจะต้องย้อนนิดหนึ่ง วงการสิ่งทอของเมืองไทยเป็นอุตสาหกรรมขาลงมาหลายปีแล้ว ถ้าจะลงทุนเพิ่มหรืออยากเป็นที่รู้จักในตลาดโลกมันก็ยากมากที่เราจะสู้จีนหรืออินเดียไหว เราคิดว่าในแง่ Economy of Scale เขาอาจจะได้เปรียบกว่า แต่ไทยเรามีของดีอย่างผ้าไทยหรือมีดีไซเนอร์เก่งๆ เยอะมาก เราเอาไอเดียเราไปขายก็ได้นี่นา ใช้การดีไซน์ ใช้ความสามารถของคนไทยในการเล่าเรื่องและความเป็นมา วัฒนธรรมของเราผ่านงานผ้าแล้วส่งออกไปตลาดโลก เรามีภูมิปัญญาอยู่ ก็เอามาปรับมาประยุกต์ให้มันใช้ได้และทันสมัย ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะขยายไปหลาย ๆ ประเทศ เพราะอยากให้คนรู้จักว่าคนไทยก็ทำงานดีไซน์ได้เหมือนกัน”

แนน-พนัชกร บุญยิ่งสถิตย์ Managing Director ของ Haus64

Lessons Learned

  • ธุรกิจที่ดีคือธุรกิจที่ปรับตัวตามสถานการณ์ได้ และพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงไปสู่ตลาดใหม่ ๆ อยู่ตลอด
  • รีบมองหาโอกาสหรือช่องว่างทางการตลาดใหม่ ๆ ให้ออก จะทำให้สินค้าหรือแบรนด์ของเราแตกต่างจากเจ้าอื่นได้อย่างยั่งยืน
  • การนำอินไซต์หรือ Pain Point ของลูกค้ามาพัฒนาต่อ จะทำให้สินค้าแก้ไขปัญหาของกลุ่มเป้าหมายได้จริงและเกิดการซื้อซ้ำ
  • การสื่อสารอย่างจริงใจกับลูกค้าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะผู้บริโภคสัมผัสได้จริงถึงความเอาใจใส่ของผู้ประกอบการ

Writer

ณิชากร เอื้อสุนทรวัฒนา

อดีตนักเรียนโฆษณาที่มาเอาดีทางด้านอาหาร แต่หลงใหลการสัมภาษณ์และงานเขียน

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load