ณ ร้านพันธุ์หมาบ้า สถาน ภายในตลาดนัดรถไฟศรีนครินทร์ ชาติ กอบจิตติ หรือที่ใครหลายคนถือวิสาสะนับญาติเรียกว่า ‘น้าชาติ’ นั่งรอผมอยู่แล้วในเครื่องแต่งกายเรียบง่าย อันได้แก่เสื้อโปโลสีดำและกางเกงยีนส์แบรนด์พันธุ์หมาบ้าซึ่งเขาเป็นผู้ก่อตั้ง

บนกำแพงหน้าร้าน คือภาพเพนต์หน้าปกหนังสือ พันธุ์หมาบ้า ซึ่งพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2531 และได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น

ย่อหน้าด้านบนมีคำว่า ‘พันธุ์หมาบ้า’ กี่คำหาใช่สาระสำคัญ หากแต่สิ่งที่น่าสนใจคือสถานะของคำคำหนึ่งที่ครั้งหนึ่งเป็นเพียงชื่อหนังสือ แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นทั้งร้านค้า เสื้อผ้า กางเกงยีนส์ แว่นตา กระเป๋า เข็มขัด ฯลฯ

ล่าสุดเขาเพิ่งโพสต์ภาพตัวเองสวมรองเท้าผ้าใบแบรนด์พันธุ์หมาบ้าที่จะจำหน่ายในอนาคต-เอากับเขาสิ

กล่าวโดยสรุปคือ ‘พันธุ์หมาบ้า’ กลายเป็นแบรนด์ที่ต่อยอดจากวรรณกรรม ซึ่งน่าจะเป็นแบรนด์เสื้อผ้าเพียงแบรนด์เดียวในประเทศที่มีที่มาที่ไปเช่นนี้

ชอบอะไร นิยมสิ่งใด ถ้าทำได้ ก็ทำไป-ดับเบิลซีไรต์คนแรกของประเทศและศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พ.ศ. 2547 ย้ำเช่นนี้หลายครั้งระหว่างที่เรานั่งสนทนากัน

ไม่ใช่แค่ย้ำ เขายังทำให้ดู

นิยมวรรณกรรมเขาเขียน นิยมเสื้อผ้าเขาทำขาย นิยมงานศิลปะเขาแบ่งพื้นที่ในร้านให้เป็นสถานที่แสดงงาน

และแน่นอนว่าบทสนทนาในเย็นวันนั้นที่ พันธุ์หมาบ้า สถาน ก็เวียนวนอยู่กับสิ่งต่างๆ ที่ชาตินิยม

ชาติ กอบจิตติ

ชาติ กอบจิตติ

เห็นว่าคุณทำรองเท้าผ้าใบใส่เอง

ใช่ เราต้องเอามาลองใส่ก่อนจะทำขาย ต้องดูไอ้พวกข้อบกพร่องต่างๆ เพราะว่าเราเองก็ไม่อยากได้ของไม่ดี เราก็ต้องทดลองใช้ ถ้าไม่ดีเราแก้

อันนี้ไม่ได้หาเสียง คือเวลาขายของอย่าสักแต่ว่าขาย เราต้องเป็นตัวแทนของลูกค้าเราด้วย มันมีอะไรไม่ดีเราต้องเป็นตัวแทน 

คุณยึดหลักนี้ในการทำธุรกิจมาตลอด

ขายหนังสือก็เหมือนกัน

คิดแบบนี้มาตลอด มันให้ผลที่ดีไหม

ระยะยาวดี คือระยะสั้นเดี๋ยวนี้คนมันหากินง่าย แต่ระยะยาวก็อย่างที่เห็น อายุเราเยอะแล้ว แต่แฟนเขาก็ไม่ทิ้งเรา เพราะเขาเชื่อว่าไอ้สิ่งที่เราทำมาตั้งแต่หนุ่มมันเป็นเรื่องของคุณภาพ

เหมือนคุณเชื่อในผลิตภัณฑ์ที่สุด

ผลิตภัณฑ์สำคัญ ไม่อย่างนั้นเราจะมาลองใส่ทำไม เห็นสวยดีก็ขายเลย ถามว่าสำคัญเพราะอะไร ถ้าเขาใช้ไม่ดีหนเดียวเขาก็เลิก พอเขาเลิก เขาก็ด่าแม่เรา ไม่พอถ้าเขาโมโหเรา เขาก็บอกเพื่อนเขาว่าไอ้ห่านี่หลอก ไม่รู้หนังสือเมียมันเขียนหรือเปล่า เดี๋ยวก็พานไปไม่อ่านหนังสือมันเลย

ของเรา เวลาเราโฆษณาหรือไปคุยเรามั่นใจ เพราะเราใช้แล้วมันดี ไม่เชื่อมึงก็ไปใช้ก่อนสิ ถ้าไม่ดีมาด่ากู แต่กูรับรองเลยว่าดี กูกล้าขายมึง

ชาติ กอบจิตติ

ชาติ กอบจิตติ

นักเขียนอย่างคุณทำรองเท้าผ้าใบเป็นได้ยังไง

เราเป็นคนชอบแต่งตัว แต่เราไม่ได้แต่งตัวแบบแฟชั่น เราแต่งแบบดูดี ดูดีมั้ยเล่า (หัวเราะ) หมายความว่าเราไม่ได้ใช้ของแพงอะไร แต่เอามาผสมกันแล้วมันดูดี ดูเข้ากับตัวเรา อาจจะไม่เหมาะกับคนอื่น แต่เราคิดว่าถ้าเราดูดี ไอ้คนที่มีรสนิยมคล้ายๆ เราเขาเห็นเขาก็อยากใส่

ที่ผ่านมาเราทำจะหมดแล้ว มีกางเกงยีนส์ มีเสื้อ มีเข็มขัด มีรองเท้า เหลือแค่แว่นตาที่ยังไม่ได้ทำ ข้าวเราก็ปลูกเอง บางคนบอกว่า มึงใช้ตังค์มั่งสิ (หัวเราะ) มึงไม่ใช้ตังค์เลยนี่หว่า

คุณเป็นพ่อค้าที่เก่งมั้ย ถ้าเทียบกับการเขียนหนังสือ

เราเป็นคนน่ะนะ เราก็ชอบใช้ชีวิตอย่างที่เราอยากใช้ อยากทำอะไรเราก็ทำ ส่วนเรื่องเก่งมันต้องให้คนอื่นเขาดู แต่ถ้าคุณถามผม ผมก็ต้องบอกว่า ผมเก่งที่สุด (หัวเราะ) แต่พูดอย่างนั้นคนก็จะหมั่นไส้ พูดไม่ได้ๆ เรื่องเก่งมันต้องให้คนอื่นเขาดู มันไม่เหมือนการสอบได้ที่ 1 ที่เห็นผลการเรียนแล้วรู้ว่าคุณเรียนเก่ง แต่นั่นคุณเก่งเฉพาะเรื่องเรียนนะ แต่เรื่องกินเหล้าผมว่าผมไม่แพ้ใคร เรื่องเรียนผมยอมคุณ แต่เรื่องกินเหล้ามาสอบกันใหม่ (หัวเราะ)

ของทุกอย่าง ถ้าเราอยากจะทำแต่เราไม่รู้ เราต้องเรียน ถามเขาดู (ชี้ไปที่ช่างภาพ) เขาจับกล้องตัวแรกมันคล่องขนาดนี้เหรอ แต่เขาชอบไง บางทีมันมีสิ่งลึกๆ ที่เราอยากทำแล้วคนอื่นเขายังไม่ทำ ซึ่งมันไม่มีใครมาทำแทนเรา เราก็เลยทำ ถ้าเขาทำไปแล้วเราก็ไม่ทำ คือสะใจเราแล้ว นี่แหละที่กูอยากเห็นเป็นอย่างนี้ แต่ไอ้สิ่งที่เราอยากเห็นไม่มีใครทำ เหมือนที่เราทำกางเกงยีนส์ ยีนส์ทั่วๆ ไปมันแข็ง ใส่แล้วเหมือนจะไปขี่ม้า แต่ยีนส์เรานุ่ม เพราะเราแก่แล้ว เราอยากได้ยีนส์ที่นุ่มๆ แต่ยังดูเป็นยีนส์อยู่ เราก็เลยทำ

ชาติ กอบจิตติ

ถ้านับอายุตอนนี้คุณก็เลยวัยเกษียนแล้ว 

64 แล้ว

สิ่งที่คุณทำอย่างกางเกงยีนส์ รองเท้าผ้าใบ มันควรจะเป็นเรื่องของคนหนุ่มมากกว่าไหม ไม่น่าเป็นเรื่องของคนวัย 64

เราอย่าไปกำหนดมันว่าอายุเท่าไหร่ เราอยากทำอะไร ถ้าทำได้ เราทำ บางคนบอกว่า “เฮ้ย ใกล้ 70 แล้ว เข้าวัดเถอะ” ก็กูไม่อยากไปอะ (หัวเราะ) มึงจะบอกให้กูไปทำไม กูยังอยากสนุกอยู่ มันเดือดร้อนมึงหรือเปล่าเล่า เดือดร้อนมึงก็นิดหน่อย เพราะว่าพอมึงเห็นของกูแล้วมึงชอบก็ต้องมาซื้อ แค่นั้นเอง

บางคนพอเกษียณแล้วเฉา เราไม่ได้พูดถึงร่างกายนะ ร่างกายแน่นอนว่ามันก็ต้องมีโรคมีอะไร เป็นปกติของชีวิต แต่ความคิดความอ่านเราว่าเรายังคุยกับเด็กได้ ยังแลกเปลี่ยนกันได้ ยังอำกันทัน ข้างในอย่าไปปล่อยให้มันแก่

พูดเหมือนกลัวความแก่

ไม่ๆๆ เราไม่ได้กลัวความแก่ จะไปกลัวทำห่าอะไรในเมื่อมันต้องมา เหมือนกับมึงเข้าแถวฉีดวัคซีน ไปกลัวเข็มทำไมในเมื่อสักวันก็ต้องถึงมึง กลัวแล้วได้อะไร เพราะยังไงมึงก็เข้าคิวอยู่แล้ว สนุกกับมันดีกว่า

พอมาทำธุรกิจ คุณทำงานหนักขึ้นกว่าตอนเขียนหนังสือไหม

คนละอย่าง เขียนหนังสือก็หนัก บางทีเราก็เขียนถึงเช้า ส่วนทำธุรกิจเหมือนเราท่องไปในโลกใหม่ที่เราไม่รู้จัก เราไม่เคยรู้จักใคร ไม่เคยรู้ว่ามีผ้ากี่ออนซ์ ไม่รู้ว่าจากผ้าดิบเอาไปฟอกแล้วเป็นยังไง ไม่เคยรู้จักคนในโรงงานทอผ้า ไม่เคยรู้จักคนในโรงงานฟอกยีนส์ เราก็ไปรู้จัก

มันเช่นเดียวกับตอนเราเขียนหนังสือใหม่ๆ เราก็ไม่รู้จักมัน จะพิมพ์ที่ไหนวะ ไปส่งที่ไหนวะ แต่เรารู้สึกว่าเราชอบเขียนก็เขียนไป พอหนักๆ เข้า พอเข้าไปอยู่ในวงการ เพื่อนฝูงก็เยอะแยะ แก่ไปก็เป็นขาใหญ่ในวงการวรรณกรรม อันนี้ก็เหมือนกัน เดี๋ยวอีกสักพักเราก็เป็นนายกสมาคมพวกสิ่งทอแล้ว (หัวเราะ)

ชาติ กอบจิตติ ชาติ กอบจิตติ

คุณทำเสื้อผ้าด้วยเซนส์ของศิลปินหรือนักธุรกิจ

มันรวมกัน เพราะว่าถ้าเป็นศิลปินเราไม่ต้องสนใจตัวเลข แต่นี่เราต้องสนใจตัวเลข เพราะเราเลี้ยงคน แต่ละเดือนเราต้องจ่ายเงินเดือนพนักงาน ไปเอาเสื้อเขามาเราก็ต้องใช้หนี้เขา เอาง่ายๆ เราต้องคิดว่าของจะขายได้มั้ย กำไรเท่าไหร่ จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายมั้ย แต่ศิลปินเขาไม่ต้องคิดนี่ ใช่มั้ย ทำเสื้อมา 2 ตัว ขายตัวละล้านห้าก็ตั้งไป จะไปคิดอะไร คนจะซื้อไม่ซื้อก็ช่างมัน แต่นี่เราต้องคิด เรารู้สึกว่าเราทำอะไรพื้นฐานเราคือความจริง เขียนหนังสือก็เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเป็นศิลปินแล้วจับต้องยาก เรามีเหตุมีผล แต่ไม่เกี่ยวกับการทำงานนะ การทำงานบางทีไม่จำเป็นต้องมีเหตุมีผล แต่การใช้ชีวิตจำเป็นต้องมีเหตุมีผล

การทำงานไม่ต้องมีเหตุมีผล ก็อย่างเช่นคุณเขียนหนังสือ คุณอยากทำเป็นโพสต์โมเดิร์นหรืออยากจะทำอะไรก็ทำไป ไม่ต้องมีเหตุมีผลหรอก แต่พอหนังสือขายไม่ได้ ทีนี้เป็นเรื่องของการใช้ชีวิตแล้ว มันต้องมีเหตุมีผลว่าทำไมหนังสือเราขายไม่ได้ ทำยังไงให้ขายได้ ทำยังไงจะให้สำนักพิมพ์เขาไม่ขาดทุน อันนี้ก็ต้องเป็นเรื่องมีเหตุมีผล

ชาติ กอบจิตติ

ชาติ กอบจิตติ

คุณใช้ชีวิตอย่างมีเหตุมีผลมาตลอดมั้ย

เราเป็นคนมีเหตุมีผล ดูเราพูดสิ เป็นเรื่องเป็นราว (หัวเราะ)

ถ้าให้ย้อนมอง คุณเป็นคนกล้าได้กล้าเสียมั้ยเวลาทำธุรกิจ

ส่วนหนึ่งมันทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะว่าทุนเราน้อย ถ้าเราไปลงทุนเยอะแยะแล้วเกิดออกมาขายไม่ได้มึงทำยังไงล่ะ

แต่เดี๋ยวนี้มันง่ายขึ้น เมื่อก่อนสมัยที่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีออนไลน์ ถ้าไปลงนิตยสาร ไปโฆษณา มันเสียเงินเท่าไหร่แล้ว แล้วคนจะดูของเรากี่คน เดี๋ยวนี้พอลงเฟซบุ๊ก ลงไลน์ปุ๊บ คนพิมพ์มาแล้ว ‘จองนะน้า’ ‘โอนก่อนได้มั้ย’ ไม่ต้องเสียค่าโฆษณา แล้วเดี๋ยวนี้ไปอยู่หนังสือ โอกาสที่คนจะเปิดหนังสือเหล่านั้นมีสักกี่คน นอกจากคนที่เป็นสมาชิก แล้วอันนี้คนเห็นเท่าไหร่ (หยิบมือถือขึ้นมา) สมมติเรามีคนตามสักหมื่นสองหมื่นคน โพสต์ขายรองเท้าไปปุ๊บ พอคนเห็น แล้วมีคนสั่งสัก 500 คู่ก็จบแล้ว

การเปิดร้านเราต้องเสียค่าเช่า เสียค่าคน เสียค่าไฟ เสียเวลามาดู ต้องมานั่งอารมณ์เสีย เช็ดร้าน นั่งเฝ้า แต่ไอ้นั่นไม่ต้อง ขายได้ 24 ชั่วโมง สี่ห้าทุ่มดังแล้ว ตึ๊งๆๆ คนโอนเงินมาแล้ว ยุโรปเหรอ อเมริกาเหรอ สั่งได้ ค่าเช่าก็ไม่ต้องเสีย จากราคาขายหักต้นทุนผลิตเราได้เต็ม

ดูเหมือนคุณจะพอรู้เรื่องการตลาดออนไลน์

ผมเพิ่งมาเล่น เราต้องรู้ศักยภาพของมัน ทุกอย่างแหละ เรียนรู้มัน แล้วก็ใช้มัน เหมือนรถยนต์ก็มีไว้ให้มึงขับไปไหนมาไหน แต่ไม่จำเป็นว่าทุกเช้ามึงจะต้องมาเช็ดทุกวันหรอก มึงก็แค่ดูแลไม่ให้เครื่องมันเสียแล้วก็ใช้มัน ไปถึงที่ตรงเวลาหรือเปล่า จบ เทคโนโลยีก็เหมือนกัน ไม่จำเป็นว่าพอมือถือรุ่นใหม่ออกแล้วต้องไปเปลี่ยนตามมัน ไอ้ที่มีอยู่ใช้ครบหรือยัง มันใช้ได้หรือเปล่า แล้วมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ที่จะตอบสนองการใช้เราได้มั้ย โอเค ถ้าเกิดมันไม่มีอย่างที่เราต้องการ ก็ไปซื้อใหม่

ชาติ กอบจิตติ

แล้วคุณเรียนรู้การตลาดออนไลน์จากไหน

ผมไม่ได้เรียน ผมก็ดูเอาสิ คุณว่าแจ็ค หม่า ทำอะไรเป็นบ้าง ทุเรียนผมว่าแจ็ค หม่า ปลูกไม่ได้ เขาทำอะไรเป็น มันคือออนไลน์ บางคนบอกว่าไม่เอาหรอกๆ คือมึงไม่เอามัน แต่มันจะเอามึง มึงปฏิเสธมัน แต่มันไม่ปฏิเสธมึง แล้วพอมึงไม่ทันปุ๊บ ทีนี้มึงตกขบวนแล้ว

แต่ไอ้พวกนี้มันก็เป็นวัฏจักร ต่อไปจะมีคนฉลาดกว่าเฟซบุ๊ก ฉลาดกว่าไลน์ แล้วมันก็จะมาแทนที่ แต่นั่นเราไม่ต้องไปกังวล เพราะหมายความว่าตลาดข้างบนมันเปิดแล้ว มันจะไม่ลงข้างล่างอีกแล้ว แต่ข้างล่างจำเป็นต้องมี ไม่ต้องมีเยอะ มีแค่หัวเมืองใหญ่ๆ ให้คนมาจับสินค้า ให้รู้ว่าเรามีตัวตน ยังจำเป็น ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ยิ่งขยาย ยิ่งสาขาเยอะ ยิ่งดี เดี๋ยวนี้คุณยิ่งเปิดค่าโสหุ้ยมันยิ่งเยอะ

เท่าที่เห็นนักเขียนมักจะขัดๆ เขินๆ เวลาพูดเรื่องการค้าขาย เรื่องเงินๆ ทองๆ คุณเองเป็นอย่างนั้นไหม

บางทีเราก็ตลกนะ บางคนพอพูดถึงเงินมันไม่อยากพูด อ้อมแอ้ม พูดแล้วเดี๋ยวจะหาว่าเห็นแก่เงิน อ้าว ซื้อข้าวกินใช้เงินมั้ยล่ะ ค่าเช่าใช้เงินมั้ย ก็ในเมื่อเราใช้เงินเราก็จำเป็นจะต้องเข้าใจมัน รู้จักมัน ขณะเดียวกันถ้าเราจะบอกว่าเราปฏิเสธเงิน ไม่ชอบเงิน เวลาเดือดร้อนก็ไม่ต้องร้อง

เรามาทำตรงนี้เรารู้สึกว่า เฮ้ย เราทำงาน ทำงานมันก็ต้องได้เงิน เพราะว่าเงินมันเป็นตัวลงทุน ถ้าเราลงทุนไปแล้วเราไม่ได้เงินเราก็ขาดทุน ขาดทุนเราก็เสียเงิน ทำยังไงจะให้เงินที่เราลงทุนไปมันงอกเงย โดยที่มันเลี้ยงตัวมันได้ เราไม่ต้องไปลงกับมันอีก มันก็ต้องบริหารมัน

ในฐานะคนที่เป็นดับเบิลซีไรต์ เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ การที่ชีวิตให้ความสำคัญกับธุรกิจมากกว่าการเขียน รู้สึกผิดมั้ย

ไม่ได้รู้สึกผิด เพราะว่ามันเป็นชีวิตเรา คนที่ให้รางวัลก็ไม่ใช่พ่อแม่เรา พ่อแม่เราเป็นคนให้ชีวิตเรามา แล้วเราก็เป็นคนใช้ชีวิตของเรา ชีวิตหนึ่งเราอยากทำอะไรเราก็ทำ แต่ถามว่าเราไม่ได้เขียนหนังสือเลยเหรอ เปล่า เราก็เขียนตลอด แต่คนอื่นไม่เห็น ถามว่าทำไมเราทำเสื้อผ้า เราทำก็เพราะเราสนุกและรู้สึกว่าความมั่นคงของชีวิตมันจำเป็น เพราะเราไม่มีลูกมีเต้า แต่เนื้อแท้ของมันคือมันสนุก ถ้าไม่สนุกเราก็ไม่ทำ ถ้าให้ไปทำโรงกลึงเพื่อจะได้ตังค์เราก็ไม่เอา เพราะเราทำไม่เป็น

แล้วทำเสื้อผ้า รองเท้า มันก็เหมือนทำงานศิลปะนะ กว่าจะได้มาไม่ใช่ง่ายๆ นะ สีนี้กับสีนั้นมันจะได้มั้ย ย้อมมาแล้วเป็นอย่างนี้ ลายนี้จะวางคอมโพสิชันยังไง คนไม่คิดถึงรายละเอียดไงว่าพวกนี้ก็เป็นศิลปะ

สมมติว่าปัจจัย 4 มีอันเดียวแหละที่ใช้ศิลปะน้อยที่สุด ปัจจัย 4 มีอะไรบ้าง อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย ถามว่าอาหารไม่มีศิลปะเหรอ อาหารไทยมีการประดิดประดอย มันไม่ใช่แดกๆ กันอิ่มแล้วไปขี้ อย่างที่อยู่อาศัย ทำไมต้องมีสถาปนิก ทำไมจะต้องมีมัณฑนากร เสื้อผ้าก็เหมือนกัน ทำไมต้องมี Paul Smith มี Pierre Cardin มีไอ้เข้ (Lacoste) มีอะไรต่ออะไร แล้วพอกูทำบอกกูไม่มีศิลปะ เฮ้ย มึงดูถูกกูหรือเปล่า มีอันเดียวที่ใช้ศิลปะน้อยที่สุดคือยารักษาโรค เพราะกินแล้วมันต้องรักษาโรค แต่ศิลปะของมันอาจจะเป็นเรื่องบรรจุภัณฑ์ ในปัจจัย 4 มีอะไรล่ะที่ไม่มีศิลปะเข้าไปปน

ชาติ กอบจิตติ

ชาติ กอบจิตติล่าสุดเห็นคุณโพสต์ในเฟซบุ๊กถึงหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ที่กำลังประสบปัญหา คุณมีทัศนะต่อประเด็นนี้ยังไง

เราไม่ได้เฉพาะเจาะจงที่หอศิลป์กรุงเทพฯ เราคิดว่าประเทศไหนก็แล้วแต่ ถ้าไม่สนใจเรื่องนี้ เรื่องวรรณกรรม เรื่องศิลปะ มันศิวิไลซ์ไม่ได้หรอก มันเป็นประเทศป่าเถื่อน คุณไปดูยุโรปสิ ไปดูมิวเซียมเขาสิ ไปดูงานเขาสิ เขามี แล้วเรามีมั้ยล่ะ มันจำเป็นต้องมี ถ้าไม่มีมันเจริญไม่ได้

เวลาเราไปบ้านคน จะดีไม่ดีเราจะดู 4 อย่าง หนึ่ง ในบ้านมีหนังสือมั้ย สอง เลี้ยงสัตว์อะไรบ้าง สาม บ้านมีต้นไม้บ้างมั้ย สี่ มีรสนิยมในเรื่องศิลปะ ดนตรี บ้างหรือเปล่า แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องมีครบนะ ถ้ามีสักอย่างก็โอเคแล้ว แต่ถ้าบ้านไม่มีอะไรเลยกูไปก่อนแล้ว

4 อย่างนี้สำคัญยังไง

มันคือความเป็นมนุษย์ มันคือความเป็นผู้เจริญ สมมติเราเลี้ยงต้นไม้ มันก็ให้ความร่มเย็น ถ้าอ่านหนังสือเขาก็สามารถจะแลกเปลี่ยนความรู้กับเราได้ ถ้าเลี้ยงสัตว์คุณก็คงเป็นคนเมตตา ถ้าสนใจศิลปะ แน่นอน คุณก็มีสุนทรีย์ในตัวคุณ แล้วดูบ้านเราสิ บ้านที่หมายถึงประเทศ ศิลปะหรือหนังสืออะไรมันมีหรือเปล่าล่ะ

บางคนบอกว่าเอาเรื่องปากท้องไว้ก่อน ท้องไม่อิ่ม เงินไม่เหลือ ใครจะมีอารมณ์มาสนใจศิลปะ

แล้วไอ้คนที่อยู่ในถ้ำสมัยก่อน เช้าเขาออกไปหาอาหาร เพราะยังอุ่นไม่เป็น ต้มไม่เป็น ยังกินของสดอยู่ มันจะไปเขียนรูปบนผนังทำไม ศิลปะมันอยู่คู่กับมนุษย์ อย่างพวกนักเขียนบางทีก็จะบอกว่า ถ้ามึงอิ่มมากๆ มึงทำงานสร้างสรรค์ไม่ได้ มึงต้องหิว มันอาจจะจริงก็ได้ เพราะต้องหาเงินมาพิมพ์ (หัวเราะ)

ตอนเราเด็กๆ เราเคยเอาข้าวบูดมาซาวน้ำแล้วต้มกิน มันก็หิว แต่พวกนี้เราก็ไม่ได้ทิ้ง มันก็ยังอยู่ข้างใน ไม่รู้สิ มันอาจจะฝังอยู่ข้างในเรามั้ง

ชาติ กอบจิตติ

เจอกันครั้งก่อนคุณเคยบอกว่าศิลปะสูงสุดคือศิลปะการใช้ชีวิต

ใช่ เพราะเรามีชีวิตเดียว มันไม่เหมือนรถ พอคันนี้เก่าจะไปเปลี่ยนมันไม่ได้ พังแล้วพังเลย แล้วไม่มีใครที่จะอยู่กับตัวเราได้นานเท่าตัวเรา เพราะฉะนั้น จะทำยังไงให้ตัวเราไม่ลำบากมาก ทำยังไงให้ตัวเรามีความสุข

ใช้ชีวิตแบบไหนจึงเรียกว่ามีศิลปะการใช้ชีวิต

อยู่โดยที่เราดูแลตัวเองได้ แล้วก็มีความสุข อยากทำอะไรเราได้ทำ แต่ถ้าเราทำแล้วเป็นประโยชน์กับคนอื่นด้วยมันก็ดี และไม่สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น แต่ตายไปคนจะรักไม่รักเราไม่รู้ เราตายไปแล้ว

ตอนโปรโมตหนังสือเล่มใหม่ที่ชื่อ   (หา) เรื่องที่บ้าน ทำไมคุณบอกว่า “การทำงานนอกจากจะได้งานแล้ว งานยังช่วยให้เรารู้ตัวว่า ตัวเราเองยังมีค่า”

คนมันจะมีค่าที่การทำงาน เราทำงานทั้งชีวิต เพียงแต่หน้าที่การงานเราสลับกัน เราทำงานตั้งแต่สมัยเรียน พ่อแม่เราส่ง เราก็ทำงาน หรือคุณไปดูประวัติศาสตร์บุคคลสำคัญของโลกหรืออะไรก็แล้วแต่ คนพวกนี้ทำงานทั้งนั้นแหละ ศาสนาก็ทำงานนะ ไม่ใช่ว่าศาสดาอยู่ๆ มานั่งบรรลุ ศาสดาก็ต้องศึกษา วิเคราะห์ นั่นก็คือการทำงาน การทำงานทำให้เรามีค่า ถ้าเราไม่ทำงานชีวิตเราก็เรื่อยเปื่อย

เราเป็นคนสนุกกับการทำงานและชอบทำงาน บางทีเราเป็นคนเมา เราเมาเละนะสมัยหนุ่มๆ เดี๋ยวนี้ก็ยังมีบ้าง แบบที่ตื่นมาแล้วไม่อยากนึกถึงเมื่อคืนเลย ซึ่งสมมติถ้าเราไม่ทำงาน ไม่เขียน คำพิพากษา คนก็คงบอกว่า ไอ้นี่แม่งขี้เมา ลามกจกเปรต อย่าไปคบมันนะ แต่พอมี คำพิพากษา เฮ้ย มันเก่งเว้ย เมาแล้วยังทำงาน

ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ หรอก ลองเราไม่ทำงานสิ คนก็จะว่าเราเป็นตาแก่ที่เมาเหล้า ทำตัวเละเทะ แต่พอบอกเขาเขียน พันธุ์หมาบ้า นะ โอ้โห เมาแล้วยังทำงานเว้ย ภาพมันต่างไหมเล่าเมื่อมีงาน แล้วลองคิดดูสิ สมมติถ้าเราไม่มีงานที่เราทำไว้ คุณก็ไม่มาหาใช่มั้ย นั่นแหละ งานมันทำให้เรารู้สึกว่าตัวเรามีค่า แล้วสิ่งที่มันจะอยู่กับเราก็คืองานที่ทำ เงินทองหามาเดี๋ยวก็หมด แต่งานที่ทำแล้วมันจะยังอยู่

เราไม่ได้ประมาท ในขณะที่แดกเหล้ากันโครมๆ เพื่อนเราตายไปเยอะ เราก็ต้องทำงาน แล้วอย่างที่เราบอก ถ้าเราทำงานงานมันจะเลี้ยงเรา เดี๋ยวเดือนหน้า พันธุ์หมาบ้า ก็จะพิมพ์ครั้งที่ 29 คำพิพากษา พิมพ์ครั้งที่ 51

ตอนทำงานรู้มั้ยว่ามันจะหล่อเลี้ยงเราถึงวันนี้

ใครจะไปรู้ จะไปรู้ได้ยังไง ทำให้มันดีที่สุดก่อน แล้วขายไม่ได้ค่อยไปหาวิธีขาย

ชาติ กอบจิตติ

อายุมากขึ้น เวลาทำงานเอาอยู่มากขึ้นมั้ย

ส่วนหนึ่งที่มันช่วยเราคือประสบการณ์ เราได้ความชำนาญ ได้ทักษะ แต่บางทีทักษะมันก็เป็นภาพลวงตา พอเราชำนาญ เห็นว่าทำแบบนี้แล้วมันดี เราก็ยึดอยู่แต่กับตรงนี้ ไม่กล้าสละไปสิ่งใหม่ มันทำให้ศิลปินหลายคนกลายเป็นช่างฝีมือ เพราะไปติดทักษะ เขียนรูปมาทุกทีก็จะเหมือนรูปเดิม เขียนรูปมาก็จะเป็นรูปเก่า เพราะว่าไปติดกับทักษะที่ตัวเองชำนาญ อันตรายเหมือนกัน

อันตรายยังไง

หลงในทักษะ ไม่ได้ผ่านการคิด แต่บางทีการคิดงานชนิดใหม่มันใช้ทักษะเดิมไม่ได้ กระบวนการมันไม่ไปด้วยกัน

พอคุณเขียนหนังสือมานานเข้า เริ่มกลายเป็นช่างฝีมือด้วยไหม

ถ้าสังเกตดูงานเรามันจะไม่ซ้ำกัน เพราะเราไม่ได้ติดกับทักษะ ทักษะจะมีในเรื่องการโน้มน้าวอารมณ์ สมมติพอถึงตรงนี้กูอยากให้เขาร้องไห้ กูบี้เช็ดน่ะ อันนี้คือทักษะที่เราชำนาญ แต่มันไม่ใช่ว่าจะมาร้องไห้กันทุกเรื่อง เพราะเรื่องอื่นมันก็ไม่ใช่ คำพิพากษา ถ้าไปดูงานเราจะเห็นว่าไม่ค่อยมีซ้ำ แต่มันจะมีร่องรอยของคนเขียนอยู่

ถึงวันนี้ คิดว่าอะไรทำให้เวลาผ่านมา 30 ปี พันธุ์หมาบ้า ยังอยู่ในใจคน

เรื่องที่พูดมันเป็นเรื่องพื้นฐาน เป็นเรื่องเพื่อน เรื่องของวัยรุ่นที่คบกัน ซึ่งมันมีมาตั้งแต่ยุคหินแล้ว มึงไปล่าสัตว์มึงจะเอาคนไม่ไว้ใจไปเหรอ มึงก็ต้องเอาเพื่อนมึงไป ไม่อย่างนั้นเจอกระทิงแล้วไอ้นั่นวิ่งจู๊ดมึงทำยังไงล่ะ มึงก็ต้องเอาเพื่อนไป เรื่องเพื่อนมันมีตลอด เด็ก ม.4 ม.5 ก็ยังอ่านเพราะเขามีเพื่อน เพียงแต่ไอ้ฉากหลังมันอาจจะแตกต่าง ตอนนั้นอาจจะเป็นยุคฮิปปี้ ตอนนี้อาจจะเป็นยุคแร็ป ยุคฮิปฮอป แต่ไอ้ความเป็นเพื่อนมันยังอยู่

หรืออย่างเรื่อง คำพิพากษา ดูจากในอินเทอร์เน็ต เดี๋ยวนี้คนก็ยังตัดสินกันง่ายๆ ยังแชร์ยังเชื่อกันอยู่อย่างนั้น ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปยังไง แต่รักโลภโกรธหลงยังอยู่ เนื้อมันอยู่ที่เดิม เครื่องแต่งกายต่างหากที่เปลี่ยน

ทุกวันนี้คุณยังเขียนงานที่ทรงพลังแบบตอนที่เขียน พันธุ์หมาบ้า หรือ คำพิพากษา ได้ไหม

ขอโทษนะ ไอ้ทักษะฝีมือเราทำได้ แต่ไอ้งานที่มันมีพลัง งานที่เป็นแบบนั้น มันเป็นเรื่องวัย เป็นเรื่องความคิด

ถ้าตอนมึงเป็นวัยรุ่นมึงไม่อยากล้างโลกมึงไม่ใช่วัยรุ่นแล้ว มึงต้องผ่านชั่วโมงนั้นมา ที่คิดว่ากูจะต้องล้างโลกให้ได้ โลกนี้มันสกปรก แล้วถามว่าคิดแบบนั้นผิดมั้ย ไม่ผิด ถ้ามึงเป็นวัยรุ่นแล้วมึงไม่เป็นอย่างนั้นสิ มึงผิดปกติแน่ๆ

เราก็เคยเป็นเหมือนกัน แต่พอแก่แล้วก็เข้าใจว่า อ๋อ มันเป็นอย่างนั้นนี่หว่า นั่งดูเขาไป เมื่อก่อนกูก็เคยเป็นนะอย่างพวกมึงน่ะ พอเราโตขึ้น ผ่านอะไรมากขึ้น เราก็จะรู้สึกว่ามันก็เป็นบริบทของมัน แต่ถ้าตอนนี้จะไปล้างโลก ไปเย้วๆ เด็กมันคงถามเรา ไหวเหรอลุง ลุงดูหลานดีกว่ามั้ง (หัวเราะ)

คุณเป็นคนเข้าใจวัยรุ่น

อ้าว มันเป็นอย่างนั้น ตอนนั้นเราก็เป็น เราไปท้าผู้ใหญ่ชกก็ยังมี (หัวเราะ) คิดว่าความคิดความอ่านเขาแก่แล้ว โบราณ คร่ำครึ ล้าสมัย ก็ไปท้าเขาชก ตอนนั้นมันเด็ก ตอนนี้ถ้าเกิดมีเด็กมาท้าเราชกก็ เออ มึงเก่ง กูสู้มึงไม่ได้ กูเคยเป็นอย่างมึงนั่นแหละ (หัวเราะ)

ชาติ กอบจิตติ

แสดงว่าในวัยนี้คุณไม่สามารถสร้างงานแบบในวันวานได้อีกแล้ว

เช่นเดียวกันๆ ถ้าผมสร้างงานในวัยนี้ ไอ้คนหนุ่มคนนั้นก็สร้างงานอย่างนี้ไม่ได้ สมมติคุณชาติเมื่อสักอายุสามสิบกว่าก็สร้างงานแบบตอนที่คุณชาติอายุหกสิบกว่าไม่ได้ เช่นเดียวกัน มันเป็นช่วงชีวิต

เสียบางอย่างไปก็ได้บางอย่างมา

ไม่มีอะไรเสียไปหรอก มันมีแต่เราผ่านมาเท่านั้นเอง

ถ้าคุณไปคิดว่าคุณเสียอะไรคุณจะเสียตลอดแหละ มึงเสียอาหารเช้าตอนขี้กลางวัน ตอนเย็นมึงขี้ เสียอาหารกลางวันไปอีกแล้ว มันก็เสียตลอด แต่ไม่หรอก มันแค่ผ่านไปเฉยๆ

ไม่เสียแล้วคุณได้อะไรไหมเมื่ออายุมากขึ้น

มันก็คือประสบการณ์ไง กินไอ้นี่แล้วขี้แสบตูดทีหลังก็อย่าไปกิน ตอนสั่งก็บอกเขาว่าอย่าเผ็ดมาก ก็เท่านั้น เวลาผิดอย่าไปผิดซ้ำซากอยู่ที่เดิม ผิดครั้งแรก โอเค เราไม่รู้ ไม่เป็นไร ผิดครั้งที่ 2 ในจุดเดิม ไม่เป็นไร เป็นบทเรียน แต่ถ้ายังผิดครั้งที่ 3 ในที่เดิม อันนี้มึงโง่แท้ๆ เลย ชีวิตจำไว้ อย่าไปผิดที่เดิม 3 ครั้ง

ถึงวันนี้รู้หรือยังว่าสิ่งสำคัญในชีวิตแท้จริงคืออะไร

ไม่รู้หรอก เกิดอีก 3 ชาติก็ไม่รู้ (หัวเราะ) อย่าไปติดกับมันมาก อย่างของรักของชอบ เดี๋ยวนี้เวลาจานที่เก็บไว้ตก นาฬิกาที่เก็บไว้แมวไปตะกาย ก็ เออ ปล่อยไป

ไม่เสียดาย

ก็ถึงบอกไง ไม่รู้หรอก ของบางทีเก็บมาเกือบทั้งชีวิตแล้วสุดท้ายก็ อ๋อ แค่นี้เหรอ ช่างมันเหอะ อยู่ให้มันมีความสุข

พูดเหมือนไม่ยึดติดอะไรแล้ว

ถ้าเราไปติดกับอะไรมากมันก็กังวลเยอะ แค่ทำยังไงให้มันดีที่สุด ทำเต็มที่ แล้วไม่ต้องไปโทษตัวเองว่าทำไมกูโง่อย่างนี้วะ ทำไมกูไม่ฉลาดเท่าเขาวะ อย่าไปคิดอย่างนั้น กลับกัน ต้องชมว่า เฮ้ย มึงเก่งนะ เมื่อก่อนกูไม่เห็นมึงเก่งขนาดนี้เลย อย่างเรา ลูกค้าเข้าร้านมาก็แฮปปี้ ยิ้มมีความสุข เราทำได้ขนาดนี้นะ ไม่เชย ไม่อาย แค่นั้นก็จบ

พูดกันภาษาเด็กๆ คือ ชีวิตแม่งเศร้าหมองพอแล้ว มึงจะไปซ้ำเติมตัวเองอีกทำไม มึงต้องให้กำลังใจตัวมึงสิ

ชาติ กอบจิตติ

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

พี่ก้อง-ทรงกลด บางยี่ขัน โทรศัพท์หาผมเมื่อวันก่อนว่า เขาเพิ่งไปกินขนมเค้กที่ร้าน Windows Café & Restaurant ซึ่งตั้งอยู่ในโรงแรมสไตล์โคโลเนียลเปิดใหม่ที่เชียงใหม่ชื่อ Sela

แน่นอน พี่ก้องไม่ได้โทรมาแค่จะบอกว่า เค้กร้านนี้อร่อย ผมควรไปชิม ใจความจากปลายสายระบุถึงเรื่องราวของคนทำเค้กที่เจ้าตัวเพิ่งไปกินมา

“เชฟชื่อคริส เป็นคนอังกฤษ เคยทำขนมเสิร์ฟเชื้อพระวงศ์ที่นั่น ตอนนี้เขาย้ายมาเปิดร้านอยู่เชียงใหม่…”

เหล่านี้คือข้อมูลบางส่วนที่ผมได้รับ พร้อมเบอร์ติดต่อที่พี่ก้องได้มาจากเจ้าของ Windows Café & Restaurant 

“ลองไปคุยดู น่าสนใจดีครับ” แกว่าอย่างนั้น

นั่นแหละครับ

หลังการนัดหมายเสร็จสิ้น เชฟคริสส่งโลเคชันมาทางไลน์ ร้านของเขาอยู่ไม่ห่างจากโรงแรม Sela เท่าไหร่นัก ออกจากตัวเมืองเชียงใหม่ทางถนนเลียบคลองชลประทาน เลยสี่แยกสะเมิงไปสักพัก จนพ้นปั๊มน้ำมัน ปตท. ก็กลับรถข้ามคลอง จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าซอย ก็จะเห็นดอยสุเทพเป็นฉากหลัง

ร้านนี้ตั้งอยู่ที่ตำบลน้ำแพร่ อำเภอหางดง หลังการทักทาย ผมตั้งใจจะถามว่า ทำไมคนทำอาหารเก่ง ๆ นิยมมาปลูกบ้านหรือเปิดร้านในย่านหรืออำเภอนี้กันนัก อาจเป็นเรื่องบังเอิญ หรือมีใครเป็นตัวตั้งตัวตีชักชวน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ถาม

ลักษณะของร้านเป็นบ้านชั้นเดียวล้อมรอบด้วยสวน โต๊ะอาหารถูกจัดเรียงไว้บนสนามหญ้า ส่วนพื้นที่ในอาคารเป็นห้องครัว ไม่สิ ต้องเรียกว่าเป็นโถงทำครัว เพราะมีขนาดใหญ่เท่าบ้านทั้งหลัง เคาน์เตอร์ทำอาหารพร้อมอ่างล้างจาน 6 จุด เตาแก๊สและเตาอบอย่างละ 4 เตา ตู้เย็นขนาดเล็กอีก 6 ตู้ และไซส์จัมโบ้อีก 1 ตู้ นี่คือภาพที่ผมเห็นโดยคร่าว ไม่ใช่ทั้งหมด

“เรียกว่าเป็นการชดเชยชีวิตที่ผ่านมาก็ได้ ผมเคยทำงานแค่ในห้องครัวเล็ก ๆ บนเรือ” เจ้าของสถานที่ผายมือเพื่อกะระยะขนาดห้องครัวในอดีต “พอจะทำห้องครัวเป็นของตัวเองบ้าง เลยขอกว้างขวางหน่อย อยากให้มันเป็นเหมือนสนามเด็กเล่นน่ะ”

ถึงจุดนั้น ผมก็ได้ทราบข้อมูลใหม่ คู่สนทนาไม่ใช่แค่เชฟเบเกอรี่ แต่เป็นเชฟที่ทำอาหารครอบจักรวาล ซึ่งประจำการอยู่บนเรือยอชต์ เขาทำอาชีพนี้ต่อเนื่องมากว่า 20 ปี จนเกษียณ

เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่
เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่

สถานที่แห่งนี้มีชื่อว่า Limeleaf Kitchen นอกจากเป็นร้านอาหารเปิดใหม่ที่เสิร์ฟบาร์บีคิว สลัด และเบเกอรี่ รวมถึงเมนูพิเศษ ๆ ตามวาระ เชฟคริสยังตั้งใจให้ที่นี่เป็นโรงเรียนสอนทำอาหารด้วย หากแตกต่างจากที่อื่นตรงที่มีคอร์สพิเศษสำหรับผู้ที่ประสงค์อยากเป็นเชฟบนเรือแบบเขา

ส่วน คริสโตเฟอร์ ริชาร์ด โจนส์ (Christopher Richard Jones) คือชื่อจริงของเขา หนุ่มใหญ่ชาวอังกฤษที่เคยเป็นเชฟประจำเรือยอชต์ชั้นนำอย่าง Enigma, Perini Navi และอื่น ๆ พาผู้คนล่องมหาสมุทรมาแล้วทั่วโลก ลูกค้าที่เคยฝากท้องไว้กับเขามีตั้งแต่มหาเศรษฐี เซเลบริตี้ ศิลปิน และนักแสดงฮอลลีวูด รวมถึงครอบครัวของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดและโซฟี เคาน์เตสแห่งเวสเซกซ์

เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่

คริสใช้ชีวิตในวัยเลข 3 ถึงเลข 5 นำหน้า ทำอาหารบนเรือ 8 เดือนต่อปี และใช้ช่วงหยุดพักผ่อนอีก 4 เดือนที่เหลือในอังกฤษ ฝรั่งเศส และสเปน กระทั่งช่วงปีท้าย ๆ ที่เขาเลือกใช้ชีวิตช่วงหยุดยาวประจำปีที่ประเทศไทย ท้ายที่สุดเขาก็ตัดสินใจใช้ชีวิตในวัยหลัง 55 ปี ปักหลักที่เชียงใหม่ 12 เดือนต่อปี ด้วยการเปิดร้านพ่วงโรงเรียนสอนทำอาหาร ซึ่งก็คือสถานที่ที่เรานัดหมายกันในวันนี้

“แปลว่าลูกค้าร้านคุณจะได้กินอาหารแบบเดียวกับที่เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดเคยกินน่ะสิ” ผมแซว

“ผมไม่คิดว่านั่นเป็นจุดขายนะ” เขาตอบ “และอันที่จริง นอกจากที่เคยสอนลูก ๆ พวกเขาทำขนม ผมก็จำไม่ได้แล้วว่าทำอาหารอะไรเสิร์ฟพวกเขา”

มรดกจากเกลียวคลื่น

“ก่อนคุยกัน ขอผมอวดห้องนี้หน่อย”

มุมด้านในสุด ซ้ายมือของโถงทำอาหาร คริสเปิดประตูนำผมสู่อีกพื้นที่ เขาเรียกมันด้วยอารมณ์ขันว่า ‘ห้องแห่งความลับ’

ห้องมีขนาดไม่ถึง 5 ตารางเมตร แอร์เย็นฉ่ำ อันที่จริงก็ไม่ต่างอะไรจากห้องเย็นที่ใช้เก็บวัตถุดิบประกอบอาหารในร้านอาหารทั่วไป กระนั้นเมื่อพินิจชั้นวางที่เต็มไปด้วยโหลบรรจุของเหลวและทัพเพอร์แวร์บรรจุวัตถุดิบ ซึ่งเจ้าของห้องแปะสติกเกอร์ชื่อกำกับและแยกไว้อย่างเป็นระเบียบ บ๊วยหมักในโถวอดก้า น้ำส้มสายชูที่หมักจากพลัม น้ำผึ้งป่าสำหรับหมักไวน์ พริกฆาลาเปญโญดอง เบียร์ที่ทำจากขิง ถั่วตองกา กัวร์กัมจากอินเดีย ไปจนถึงหัวเชื้อราโคจิ เป็นอาทิ ผมเลยถามย้ำ ไหนคุณบอกจะขายบาร์บีคิวเป็นหลัก

“ทั้งหมดนี้เป็นมรดกที่ผมได้จากการทำงานบนเรือ” ชายผู้ยืนอยู่กลางห้องกล่าว

“มรดก” ผมทวนคำ “หมายถึงคุณเก็บทั้งหมดนี้มาจากห้องครัวบนเรืองั้นหรือ”

“ไม่ใช่แบบนั้น” เขาหัวเราะ “ห้องครัวบนเรือบางลำเล็กกว่าห้องนี้เท่าหนึ่งได้ ไม่มีทางเก็บวัตถุดิบพวกนี้ได้หมด ที่ผมหมายถึงคือการที่คุณเป็นเชฟคนเดียวบนเรือที่เดินทางอยู่ตลอดเวลา คุณจำเป็นต้องทำอาหารตามความต้องการของลูกค้าให้ได้หลากหลายที่สุด ซึ่งหมายถึงตั้งแต่ซูชิไปจนถึงเคบับเลยน่ะ

“ไอ้ความหลากหลายตรงนี้แหละที่ทำให้ผมรักการเรียนรู้ รวมถึงชอบสะสมวัตถุดิบจากเมืองต่าง ๆ ที่เรือไปเทียบท่า เพื่อทดลองพัฒนาเมนูด้วยตัวเอง พอย้ายมาปักหลักที่นี่ นิสัยนี้มันก็ติดตัวผมมาด้วย ผมเลยมองว่านี่เป็นมรดก” คริสอธิบาย

หลังจบวิทยาลัยด้านการทำอาหารที่อังกฤษ คริสทำงานแรกในแผนก Food & Beverage ของโรงแรมในฝรั่งเศส ก่อนมาเป็นเชฟส่วนตัวให้ธนาคารหรูแห่งหนึ่งที่ลอนดอน จากนั้นเรียนต่อการจัดการโรงแรมที่ไบร์ทตัน และจบออกมาได้งานกับบริษัทที่เป็นเจ้าของโรงแรม The Ritz London ซึ่งบริษัทนั้นก็เป็นเจ้าของเรือยอชต์ที่จอดเทียบท่าอยู่ในบาร์เซโลนาด้วย และเขาเดินทางไปกับเรือครั้งแรกที่นั่น

เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่
เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่

“มันไม่ใช่งานที่สนุกหรอก แค่นั่งอยู่เฉย ๆ เจอคลื่นแรง ๆ คุณก็อาจเมาแล้ว แต่ผมต้องเตรียมอาหารไปด้วยในห้องครัวที่เล็กและแคบ สิ่งอำนวยความสะดวกก็ไม่ได้ครบเหมือนทุกวันนี้ ที่สำคัญคือคุณต้องอยู่บนเรือราว 8 เดือนต่อปี พอเรือเทียบท่าส่งลูกค้าขึ้นฝั่ง อีกวันลูกค้ารายใหม่ก็มา เราก็ต้องออกเรือกันต่อ ทริปหนึ่งอาจใช้เวลาอยู่กลางทะเล 12 วัน แต่ถ้าขึ้นไปถึงนอร์เวย์หรือเกาะแอนติกาก็ใช้เวลาเกือบเดือน

“ตอนเริ่มงานใหม่ ๆ ผมก็คิดว่าไม่เป็นไร อย่างน้อยรายได้ก็ดี ทำงานเก็บเงินไปสักพักแล้วค่อยว่ากัน… รู้ตัวอีกทีก็อยู่มา 20 ปีแล้ว” เขาหัวเราะ

“แล้วอะไรทำให้คุณทำงานนี้ได้นานขนาดนั้น เพราะได้เที่ยวหรือ” ผมถามต่อ

“ก็ไม่เชิง เอาจริง ๆ ถ้าคุณไปเทียบท่าอยู่เมืองเดิมเกิน 4 ครั้ง คุณจะพบว่ามันไม่ใช่เรื่องของการท่องเที่ยวอีกต่อไป” เขาตอบ “แต่อย่างที่ผมบอก มันคือการได้เรียนรู้ พอเรือเทียบท่าที่ไหน ผมก็มักจะไปตระเวนกินอาหาร แวะร้านหนังสือเพื่อซื้อหนังสือทำอาหารท้องถิ่นกลับมา และที่สำคัญคือการได้ไปจ่ายตลาดหาซื้อวัตถุดิบมาทำอาหาร ในบางเมืองผมอาจแวะไปดูฟุตบอล หรือดู Formula 1 บ้าง แต่กิจวัตรหลัก ๆ ของผมคือชิมอาหาร ซื้อหนังสือ และจ่ายตลาด”

“คุณเรียนรู้การทำอาหารทั้งหมดจากบนเรือหรือ”

“ก็ไม่เชิงอีก ปฏิเสธไม่ได้ว่างานบนเรือเป็นจุดเปลี่ยน แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด หลายครั้งผมก็เรียนรู้จากช่วงหยุดยาวประจำปี อย่างไปศึกษาเรื่องอาหารโมเลกุลจาก El Bulli ที่บาร์เซโลนา หรือเดินทางมาเรียนอาหารไทยที่เมืองไทย ผมมองว่าถ้าเรารักที่จะเรียนรู้ อยู่ไหนมันก็เรียนรู้ได้หมด แค่ผมโชคดีที่ได้เดินทางไปกับเรือ” เขาตอบ

เว้นวรรคอีกสักพัก คล้ายเขารู้สึกว่ายังอธิบายได้ไม่เคลียร์นัก

“ยกตัวอย่างแบบนี้ คุณรู้จักหัวเชื้อราโคจิไหม คนญี่ปุ่นใช้มันหมักกับสิ่งต่าง ๆ เพื่อทำเครื่องปรุงมาเป็นร้อย ๆ ปีแล้ว แต่สิ่งนี้กลับใหม่สำหรับคนตะวันตกอย่างผม โคจิทำให้ผมหมักเนื้อ Dry-aged ได้ในเวลา 2 วัน จากเดิมที่ใช้เวลา 45 วัน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์แบบเดียวกัน องค์ความรู้เหล่านี้มันอยู่กับวิถีผู้คนในพื้นที่ต่าง ๆ หลากหลายไปหมด อากาศที่ต่างกันเพียงเล็กน้อย วัตถุดิบแบบเดียวกันก็ให้รสชาติไม่เหมือนกัน ไหนจะตำรับอาหารของชนเผ่าในภูมิภาคต่าง ๆ อีก อะไรคือความสนุกของการได้ทำอาหารไปพร้อมกับเดินทางด้วยเรือ คือการมีโอกาสเข้าถึงเรื่องพวกนี้นั่นแหละครับ” คริสขยายความ

เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่
เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่

เพลย์กราวนด์คิทเช่น

ประตูห้องแห่งความลับถูกปิด (ผมตั้งข้อสังเกตกับเขาว่ามันควรเรียกว่า Laboratory เสียมากกว่า ซึ่งคริสเห็นด้วย) เจ้าของสถานที่นำเรากลับมาสู่โถงทำอาหารกลางบ้าน พื้นที่ที่เขาเรียกมันว่า Playground

อีกหนึ่งหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สะท้อนว่า แพสชันอันล้นเหลือในการเป็นเชฟของคริส หาใช่เพียงการได้เรียนรู้ แต่ยังรวมถึงการได้ ‘ทำอาหาร’

คริสเล่าว่าเขาปลูกบ้านหลังนี้เมื่อ 5 ปีที่แล้ว วางแผนว่าจะใช้เป็นชั้นเรียนสอนทำอาหาร โดยเน้นที่คอร์สการประกอบอาหารบนเรือ ที่ต้องรับมือกับข้อจำกัดด้วยเทคนิคอันหลากหลาย ขณะเดียวกัน ด้วยความที่ตลอดอาชีพที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เขาต้องทำอาหารบนเรือเพียงลำพัง เลยตั้งใจให้ครัวแห่งนี้เป็นสถานที่ต้อนรับเชฟจากที่ต่าง ๆ มาเปิดคอร์สสอนทำอาหารเฉพาะทางแก่ผู้ที่สนใจ หรืออย่างเรียบง่ายที่สุด คือการมีเพื่อนเชฟสักคนมาร่วมทำอาหารกับเขาบ้าง

“เลยมองว่านี่เป็นเพลย์กราวนด์น่ะ” เขาสรุป

“การเป็นเชฟบนเรือมันเหงาขนาดนั้นเลยหรือ” ผมยังไม่ยอมลงจากเรือ

“ถ้าในแง่ของการทำอาหารคนเดียวก็ใช่ มีบางครั้งถ้าได้ประจำบนเรือที่มีขนาดใหญ่หน่อย ผมก็จะมีผู้ช่วยอีกคนหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่ผมจะทำงานในเรือเล็กมากกว่า แต่ให้พูดจริง ๆ ก็ไม่เหงาขนาดนั้นหรอก”

เหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ เขาเล่าว่าความสนุกอีกอย่างที่ทำให้เขาทำงานบนเรือได้ต่อเนื่องจนลืมความคิดจะลาออกตอนหนุ่ม ๆ คือการได้ทำอาหารร่วมกับลูกค้า

เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่

“ลูกค้าเรือส่วนใหญ่ ถ้าไม่ใช่กลุ่มเพื่อนก็เป็นครอบครัว ความที่ผมเป็นเชฟคนเดียวบนนั้น เราจึงเหมือนเป็นสมาชิกกับครอบครัวเขากลาย ๆ บางครั้งลูกค้าก็มาทำอาหารร่วมกับผม หรือไม่ก็ให้ผมสอนทำอาหาร ครั้งหนึ่งเรือที่ผมประจำการได้ต้อนรับครอบครัวของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด ผมก็มีโอกาสสอนลูก ๆ ของพวกเขาทำเค้กและสโคน” คริสเล่า

ทั้งนี้ ด้วยฝีมือทำอาหารของคริสที่ติดปากติดใจครอบครัวจากราชวงศ์อังกฤษครอบครัวนี้ หลังเรือเทียบท่า พวกเขาจึงชวนคริสให้ติดตามไปเป็นเชฟส่วนตัวในการเดินทางพักผ่อน (บนบก) อีกหลายครั้ง ผมขอให้เชฟเล่าถึงช่วงเวลาดังกล่าว แต่เขาประสงค์จะเก็บรายละเอียดส่วนตัวนี้ไว้ เผยเพียงว่าพวกเขาเป็นครอบครัวติดดินและน่ารัก นั่นเป็นอีกช่วงเวลาที่เขามีความสุขกับการทำงาน

“แน่นอน เราต้องเจอลูกค้าหลากหลายประเภท แบบที่ปาร์ตี้เมากันทั้งวันทั้งคืน หรือพวกมหาเศรษฐีที่เครซี่มาก ๆ ขนาดสั่งให้เฮลิคอปเตอร์ไปซื้อคาเวียร์ก็มี แต่ส่วนใหญ่ที่เจอจะอัธยาศัยดี และเราเชื่อมโยงกันได้ด้วยอาหาร” เขาตอบ เงียบสักพัก และเล่าต่อ

“อย่างที่บอก ชีวิตบนเรือยอชต์ในฐานะลูกเรือมันไม่สะดวกสบายเท่าไหร่หรอก แต่พอได้ทำอาหารให้คนกิน แล้วพวกเขาชอบมัน เท่านี้เลย ชดเชยได้แล้ว”

“คุณเคยมีความคิดจะไปทำงานบนเรือใหญ่ ๆ ที่น่าจะสบายกว่าอย่างเรือสำราญบ้างไหม” ผมถามอีก

“ไม่เลย” เขาปฏิเสธทันควัน

“ผมมองว่าปฏิสัมพันธ์แบบนี้มันไม่อาจเกิดขึ้นได้บนเรือสำราญ เพราะคุณต้องทำอาหารให้คนจำนวน 3,000 – 4,000 คนกิน มันเต็มไปด้วยเงื่อนไขมากมาย และหลายครั้งอาหารที่เสิร์ฟบนนั้น ก็เป็นอาหารสำเร็จรูปที่เราต้องนำมาอบไมโครเวฟเสิร์ฟ จึงมีเส้นบาง ๆ ระหว่างการทำอาหารกับการเสิร์ฟอาหาร ซึ่งผมชอบทำอาหาร เรือยอชต์ยึดโยงกับผมแบบนี้”

“แต่งานเลี้ยงต้องมีวันเลิกราใช่ไหม” ผมคล้ายว่าจะรู้ทัน จึงถามแทรก

“แน่นอนที่สุด”

เชฟคริสโตเฟอร์ อดีตเชฟเรือยอชต์ที่เดินทางรอบโลก ลงหลักทำร้าน Limeleaf Kitchen และโรงเรียนสอนทำอาหารที่เชียงใหม่
เชฟคริสโตเฟอร์ อดีตเชฟเรือยอชต์ที่เดินทางรอบโลก ลงหลักทำร้าน Limeleaf Kitchen และโรงเรียนสอนทำอาหารที่เชียงใหม่

เทียบท่าที่เชียงใหม่

ครั้งแรกที่คริสเห็นชายฝั่งประเทศไทย คือช่วงที่เขาเป็นเชฟบนเรือที่ล่องจากสิงคโปร์ไปยังเกาะลังกาวีในมาเลเซีย

ครั้งที่ 2 เกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่นาน เขาเดินทางมาร่วมงานกับบริษัทล่องเรือยอชต์ ซึ่งประจำการที่ท่าเรือในภูเก็ต “แต่นั่นก็เป็นเวลาสั้น ๆ และผมก็แทบไม่ได้ไปไหนเลย” เขาบอก

อย่างเป็นทางการคือครั้งที่ 3 นั่นคือราวสิบกว่าปีที่แล้ว ชายหนุ่มในยามนั้นใช้วันหยุดประจำปี 4 เดือน เดินทางมาท่องเที่ยวในภาคเหนือของไทย และเรียนทำอาหารที่เชียงใหม่ การเดินทางในครั้งนั้นส่งผลสำคัญต่อชีวิตของเขามาจนทุกวันนี้

“ไม่รู้สิ อาจเป็นเพราะรสชาติอาหาร หรือไม่ก็ป่าและภูเขา คุณนึกออกไหม ผมอยู่บนเรือมาเกือบทั้งชีวิต มองไปทางไหนก็เจอแต่ทะเล พอมาเชียงใหม่ครั้งแรก มันต่างไปอย่างสิ้นเชิง พอปีต่อมาก็กลับมาที่นี่อีก แล้วจากนั้นก็หาเวลามาเรื่อย ๆ และคิดว่าเราน่าจะมีบ้านเล็ก ๆ บนดอยสักหลังนะ” เขาว่า

เชฟคริสโตเฟอร์ อดีตเชฟเรือยอชต์ที่เดินทางรอบโลก ลงหลักทำร้าน Limeleaf Kitchen และโรงเรียนสอนทำอาหารที่เชียงใหม่

นั่นทำให้เขาได้พบกับ หน่อย-ณัฐนิชา อิ่มอาคม ชาวกาญจนบุรีที่มาลงหลักปักฐานทำโฮมสเตย์แนวอนุรักษ์ธรรมชาติอยู่ก่อนแล้ว ชื่อ Limeleaf Eco-Lodge บนดอยไม่ไกลจากน้ำพุร้อนแม่ขะจาน อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย หน่อยแนะนำให้คริสปลูกกระท่อมไม่ไกลจากที่พักของเธอ เพื่อให้เป็นที่พักหลักในช่วงที่เขาหยุดจากงานเรือ

นับแต่นั้น จากเดิมที่เขามีบ้านหลังแรกที่อยู่บนเรือยอชต์ และบ้านหลังที่ 2 คืออพาร์ตเมนต์ในเกาะมายอร์กา คริสได้ยกเลิกสัญญาเช่าที่พักที่สเปนหลังนั้น และเปลี่ยนมาใช้เวลาในช่วงวันหยุดบนดอยที่เชียงราย เขาเริ่มพัฒนาความสัมพันธ์กับหน่อยอยู่หลายปี ทั้งสองเข้าพิธีวิวาห์เมื่อ 4 ปีที่แล้ว และคริสตัดสินใจลาออกจากงานที่ทำมากว่า 20 ปี เมื่อราว 2 ปีก่อน ท้ายที่สุด เขาย้ายมาปักหลักที่เชียงใหม่แบบ For Good เมื่อปลายปีที่ผ่านมา

“อะไรที่เป็นจุดเปลี่ยนน่ะหรือ” คริสทวนคำถาม “เมื่อคุณประสบอาการปวดหลังเรื้อรัง หรือไม่อยากนอนเตียง 2 ชั้นบนเรือ เพื่อฟังเสียงกรนจากลูกเรือคนอื่นอีกแล้วน่ะสิ” เขาหัวเราะ

“ผมอายุมากแล้ว ก็คิดว่าได้เวลาลงจากเรือจริง ๆ และมีครอบครัวเสียที” ชายวัยย่าง 57 ปีตอบ

เดาได้ไม่ยาก หลังเกษียณจากงานประจำ สิ่งที่คริสยังคงทำต่อไปคืออาหาร

และอย่างไม่ต้องสงสัย Limeleaf Kitchen คือชีวิตเขาหลังจากนี้

เชฟคริสโตเฟอร์ อดีตเชฟเรือยอชต์ที่เดินทางรอบโลก ลงหลักทำร้าน Limeleaf Kitchen และโรงเรียนสอนทำอาหารที่เชียงใหม่

“อย่างที่บอกว่าตอนแรกจะทำโรงเรียนสอนทำอาหารด้วย ตั้งใจจะเปิดเมื่อ 2 ปีที่แล้ว แต่โควิดก็ดันมาเสียก่อน เลยเลื่อนเปิดมาจนถึงตอนนี้ อาจจะยังไม่เปิดสอนเต็มตัว แต่จะเปิดร้านทำบาร์บีคิว สลัดบาร์ และเบเกอรี่ มีจัดบุฟเฟต์บ้างบางวัน แล้วค่อย ๆ พัฒนาเมนูอื่น ๆ ไป” เจ้าของร้านเล่า

นอกจากจะได้ชิมอาหารของอดีตเชฟบนเรือที่ทำเมนูได้หลากหลายแล้ว อีกสิ่งที่คริสภูมิใจนำเสนอคือ ผัก ผลไม้ และวัตถุดิบออร์แกนิกอีกหลากหลาย ซึ่งถูกนำมาบรรจุอยู่ในเมนคอร์สและขนมเค้กของร้าน เขาและหน่อยลงมือปลูกไว้ในสวนหลังบ้านบนดอยที่แม่ขะจาน รวมถึงวัตถุดิบท้องถิ่นที่เขามักเล่นแร่แปรธาตุ เพื่อให้ได้มาซึ่งตำรับหรือรสชาติใหม่ ๆ อยู่เสมอ

“ผมชอบเชียงใหม่เพราะเป็นเมืองที่มีความหลากหลายของอาหารและวัตถุดิบประกอบอาหารในทุกระดับ แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือการมีเครือข่ายคนทำอาหาร ซึ่งรวมกันอย่างเข้มแข็ง เพราะตอนผมมาที่นี่ใหม่ ๆ ผมไม่รู้จักใครเลย แล้วมาวันหนึ่งผมเห็นร้าน Windows Café & Restaurant มาเปิดแถว ๆ บ้าน ก็เลยลองนำเค้กไปเสนอขาย คุณพิ้งค์ เจ้าของร้าน พอเขาซื้อ เขาก็แนะนำให้ผมรู้จักคนอื่น ๆ หรือที่ผมรู้จัก เชฟแนนลีลวัฒน์ มั่นคงติพันธ์ (เจ้าของ Cuisine de Garden – ผู้เขียน) เขาก็พาผมไปรู้จักเชฟคนอื่น ๆ ทำให้ผมมีคอนเนกชันต่อไปเรื่อย ๆ

“ผมรู้สึกว่าเครือข่ายนี้เหมือนกลุ่มเพื่อน ที่มักเอาแหล่งวัตถุดิบหรือข้อมูลมาแบ่งปันกัน แตกต่างจากเมื่อก่อนที่เชฟมักจะผูกขาด Supplier ของตัวเอง ซึ่งผลดีของการมีเครือข่ายนี้ยังมาตกที่เกษตรกร จะได้ขายผลผลิตที่มีคุณภาพของเขาได้มากขึ้นด้วย สิ่งเหล่านี้ทำให้การทำอาหารที่นี่เป็นเรื่องสนุก เพราะมีเพื่อนที่พร้อมจะร่วมสนุกกับคุณอยู่ตลอดเวลา” เขายิ้ม

เป็นอีกครั้งที่เขาใช้คำว่า ‘สนุก’ เป็นคุณศัพท์ประกอบการทำอาหาร

“ว่าแต่พอมาปักหลักกับที่แบบนี้แล้ว คุณยังคิดถึงงานบนเรืออยู่ไหม” ผมสงสัย

เงียบไปสักพัก

“ไม่นะ” เขาตอบ ก่อนนำสายตาไปยังเคาน์เตอร์ครัวที่เรียงต่อกัน 3 แถว “แต่ก็มีบ้างบางครั้งที่ยังไม่ชินกับครัวที่ใหญ่ขนาดนี้…

“แล้วก็พื้นห้อง ที่มันไม่โคลงเคลงอีกต่อไปแล้วน่ะ” เขาจบประโยคด้วยรอยยิ้ม

เชฟคริสโตเฟอร์ อดีตเชฟเรือยอชต์ที่เดินทางรอบโลก ลงหลักทำร้าน Limeleaf Kitchen และโรงเรียนสอนทำอาหารที่เชียงใหม่

Limeleaf Kitchen 

ที่ตั้ง : 25/6 หมู่ 10 ตำบลน้ำแพร่ อำเภอหางดง เชียงใหม่ (แผนที่

วัน-เวลาทำการ : เปิดบริการวันพุธ-อาทิตย์ เวลา 10.00 – 16.00 น.

โทรศัพท์ : 09 7012 1948

Facebook : Limeleaf Kitchen

Writer

จิรัฏฐ์​ ประเสริฐทรัพย์

ประกอบอาชีพรับจ้างทำหนังสือ แปลหนังสือ และผลิตสื่อ ใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีงานอดิเรกคือเขียนเรื่องสั้นและนวนิยาย ผลงานล่าสุดคือรวมเรื่องสั้น ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งเศร้า

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load