ในที่ประชุม The Cloud ผู้เขียนได้รับโจทย์ให้ออกแบบคอลัมน์ที่ครอบคลุมความหมายของการทำงานที่ดี โดยเฉพาะเรื่องของการบริหารและการจัดการของฝั่งฟากธุรกิจ

‘ธุรกิจ พันธกิจ วิสัยทัศน์ การบริหารจัดการองค์กร’ อ่านทวน 4 รอบ ก็ยังรู้สึกว่าไม่ค่อยเข้ากับเมฆก้อนอื่นๆ ใน The Cloud สักเท่าไหร่ แต่ถ้าย้อนกลับไปพูดเรื่องการมุ่งมั่นทำงานออกมาให้ดี เราก็ต้องไม่ลืมว่า มีแค่ใจอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องมีทักษะในส่วนของการบริหารและจัดการ เราจึงควรมีต้นแบบดีๆ ในเรื่องการทำงานและความเป็นผู้นำ ซึ่งเรานำไปปรับใช้กับเรื่องอื่นๆ ในชีวิตได้

เดิมทีผู้เขียนตั้งใจทำบทสัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูงในเชิงเข้มข้น เพื่อเจาะลึกการทำงานขององค์กรต้นแบบ แต่ก็เกรงว่าผู้อ่านทางบ้านอาจจะกด report เพราะคิดว่าเว็บโดนแฮ็ก ผู้เขียนจึงขอถือวิสาสะปรับการนำเสนอให้เข้ากับตัวตนของเราและผู้อ่าน ซึ่งอาจจะเป็นพนักงานบริษัทผู้รักษาระยะห่างระหว่างที่นั่งในห้องประชุมกับท่านประธานหัวโต๊ะ จนไม่อาจรับสารวิสัยทัศน์ที่มี, เจ้าหน้าที่ระดับกลางผู้ประทับใจในการทำงานของผู้นำองค์กร, ผู้บริหารฝึกหัดที่กำลังหาต้นแบบที่ดี หรือผู้ที่ทำงานนอกตึกสูงกลางย่านธุรกิจ แต่สนใจใคร่รู้เรื่องนี้

จึงเป็นที่มาของ ‘กัปตันทีม’ บทสนทนานอกตำราการจัดการ ว่าด้วยแนวคิดในการทำงานของผู้ทำหน้าที่นำทิศนำทางขององค์กรต่างๆ

กัปตันทีมคนแรกของเราคือ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

หน่วยงานที่คนรู้จักดีว่าสนับสนุนการเติบโตของกิจการเพื่อความมั่นคง เสริมสร้างการแข่งขัน และการแสวงหาตัวเลขเชิงบวกอย่างไม่จบไม่สิ้น แต่ยังมีอีกหลายบทบาทที่เราอาจจะไม่เคยรู้ เช่นการเป็นแบบอย่างที่ดีกับภาคธุรกิจ อาจจะไม่ใช่กับทุกกิจการในระบบเศรษฐกิจ แต่อย่างน้อยก็กับ 665 บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

โปรดลืมศัพท์คำสวยๆ ในบทวิสัยทัศน์และพันธกิจองค์กรไปก่อน เพราะบทสนทนากับ คุณเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในคราวนี้เรียบง่ายกว่าที่ใครหลายคนคาดคิด

เกศรา มัญชุศรี, SET, ตลาดหลักทรัพย์

“สิ่งที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ทำไม่ได้มีแค่เรื่องธุรกิจ แต่มีความคาดหวังของผู้ที่เกี่ยวข้องซึ่งมีหลากหลาย ดังนั้นคนที่เป็นผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงต้องทั้งบู๊ทั้งบุ๋นเยอะ หน้าที่ของเราคือการ balancing power หรือการหาสมดุลของหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง”

เราถามคุณเกศราถึงบทบาทหน้าที่ที่คนทั่วไปมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับการทำงานของตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งหากคุยเรื่องนี้กันอย่างลงลึกแล้ว คุณจะพบว่าภายใต้ภาพการแสวงหาความมั่งคั่งที่ฉายภาพให้ตลาดทุนดูเป็นสนามของผู้มีฐานะในสังคม แท้จริงมีความมุ่งมั่นที่จะเป็นต้นแบบองค์กรที่ดีผ่านข้อกติกาและระบบระเบียบมากมาย

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ส่งเสริมความยั่งยืนแก่บริษัทจดทะเบียน ด้วยการออกแนวปฏิบัติและอบรมเรื่องการดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงความยั่งยืน เพื่อให้บริษัทเห็นความสำคัญและนำหลักสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (Environmental, Social and Governance หรือ ESG) ไปปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจจนเป็นวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งจะเป็นรากฐานของกิจการให้ดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน ตลอดจนขยายวงกว้างไปสู่สังคม

“เมื่อเราจะบอกให้ธุรกิจต่างๆ ทำเช่นนั้น เราเองก็ต้องทำเองด้วย”

ที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ทำเว็บไซต์ www.setsocialimpact.com เพื่อสร้างการเชื่อมโยงระหว่างภาคธุรกิจและภาคสังคม โดยแบ่งปันทรัพยากรทั้งที่เป็นเงินทุนและทรัพยากรอื่นๆ ที่ไม่ใช่ตัวเงินของภาคธุรกิจสู่ภาคสังคมเพื่อก่อให้เกิดผลลัพธ์ทางสังคม (Social Impact) ทั้งยังจัดกิจกรรมเพื่อสร้างความพร้อมขององค์กรภาคสังคมให้เข้าใจและสามารถทำงานสอดคล้องกับภาคธุรกิจได้

การพัฒนาศักยภาพการแข่งขันและการเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงด้านเดียว ไม่เพียงพอต่อการสร้างความมั่นคงและความแข็งแกร่งให้แก่ธุรกิจในระยะยาว จึงส่งเสริมการนำหลักการความยั่งยืนมาใช้กำหนดแผนงาน การทำงานต่างๆ รวมถึงคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มเป็นสำคัญ

เกศรา มัญชุศรี, SET, ตลาดหลักทรัพย์

เราสงสัยว่าการดำรงตำแหน่งผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในความฝันหรือจุดหมายของเส้นทางอาชีพนี้หรือเปล่า คุณเกศราก็ตอบในทันทีว่า “เราเป็นคนไม่ฝันนะ จริงๆ เราเป็นคนจริงจัง เราคิดว่าสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้เป็นโชคชะตา เพราะว่าเราทำมาหลายเรื่องเรื่อยๆ และสิ่งนั้นก็พาให้ชีวิตเรามาถึงจุดนี้”

ต่อให้สิ่งที่เป็นอยู่ไม่ได้เกิดจากการคิดฝัน เราก็ยังขอให้คุณเกศราเล่าถึงภาพองค์กรในฝันอยู่ดี

“เราเชื่อว่าองค์กรที่จะมีอายุยืนยาวต้องมีนวัตกรรม ซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนแปลงโดยคำนึงถึงการเติบโตอย่างยั่งยืน ยั่งยืนในที่นี้หมายถึง constantly growing เราเริ่มเห็นแล้วว่าตลาดหลักทรัพย์ฯ จะทันสมัยขึ้น คนทำงานจะมีความคล่องแคล่วและมองเห็นภาพรวมได้มากขึ้น ไม่ใช่แค่ทำในสิ่งที่ได้รับมอบหมาย แต่เป็นคนที่ตอบสนองความต้องการของทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถือว่าโชคดีที่เปลี่ยนผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่บ่อยๆ ทำให้องค์กรเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ”

ก่อนหน้านี้เราแอบทราบมาว่าคุณเกศรามีความฝันเล็กๆ อยากพาพนักงานตลาดหลักทรัพย์ฯ ไป outing แนว adventure และเมื่อได้ยินคำตอบ เราก็ไม่แปลกใจว่าทำไมจึงเห็นพนักงานตลาดหลักทรัพย์ฯ มีกิจกรรมวิ่งหรืองานกีฬาใช้แรงอยู่ตลอดเวลา

“ต้องบอกก่อนว่าคนที่นี่ทำงานหนักมาก ขยันจนหามรุ่งหามค่ำ ดังนั้นเพื่อที่จะทำให้ทุกคนสุขภาพดีและทลายกำแพงที่แบ่งกั้นแผนกต่างๆ เราก็คิดว่าถ้าจะรักกันต้องเสียเหงื่อ แต่หลายเสียงจากพนักงานบอกว่า ปีนี้ขอแบบเบาๆ นะ” คุณเกศราปิดท้ายด้วยเสียงหัวเราะ

เกศรา มัญชุศรี, SET, ตลาดหลักทรัพย์

ด้วยกระบวนการทำงานที่เต็มไปด้วยรายละเอียด คุณเกศราบอกเราว่า เธอเชื่อว่าขั้นตอนการระดมความคิดในช่วงเริ่มต้นเป็นสิ่งที่สำคัญ จะเริ่มทำอะไร ทำอย่างไร ทำเพื่ออะไร และต้องการความช่วยเหลือจากใครอย่างไร “ถ้าเริ่มขึ้นต้นมาไม่ถูกต่อไปก็จะแก้ยาก เพราะฉะนั้นเราจึงพยายามบอกให้ช่วยระดมความคิดเห็น ไม่จำเป็นจะต้องเป็นเราคนเดียว แต่คนรอบข้างคุณหรือแม้กระทั่งคนในวงการที่คุณทำงานด้วย ลองไปสอบถามหาข้อมูลมา นี่จึงเป็นขั้นตอนที่สนุกดี เพราะแต่ละคนได้มีส่วนร่วมในขั้นตอนนี้”

ถ้าคุณเคยทำงานกับคุณเกศราคุณจะรู้ว่าเธอเป็นคนชอบตั้งคำถาม และรอฟังความคิดเห็นจากทีมงานเสมอ “เราเองก็เคยมีเจ้านายเยอะแยะนะ ยุคก่อนเราจะเห็นนายที่เป็นแค่นายเฉยๆ เพราะว่าเขาอาจจะเคยทำเรื่องนี้มาก่อนหรือเป็นเพราะถึงวาระตามอายุงาน แต่ว่าวันนี้โลกมันเปลี่ยนไปและเขาก็อาจจะไม่ได้ปรับตัวตาม นายอาจจะไม่ค่อยอ่านหนังสือ ไม่ค่อยดูไม่ค่อยเล่นมือถือก็เป็นไปได้ เพราะฉะนั้น การแลกเปลี่ยนความคิด มุมมองกัน จึงสำคัญ ตอนนี้ไม่ใช่ยุคของ ‘ใช่ครับพี่ ดีครับท่าน’ แล้ว”

“ถ้าเช่นนั้นคุณมักจะทำอย่างไรเมื่อต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญขององค์กร” เราถาม

“เราเชื่อว่าทุกเรื่องเป็นวิทยาศาสตร์ที่เมื่อจะทำอะไรก็ตามต้องหาข้อมูลเสมอ เวลาต้องตัดสินใจสิ่งใด เราอยากให้เอาเหตุผลมาคุยกัน ซึ่งบางเรื่องอาจไม่มีเหตุผล ข้อมูลที่มีไม่เพียงพอ หรือไม่ใช่เวลาที่ต้องตัดสินใจ และถ้าจำเป็นต้องตัดสินใจแต่ยังตัดสินไม่ได้ เราจะใช้วิธีออกจากสิ่งแวดล้อมที่อยู่ ออกไปดูหนังสือแฟชั่นบ้าง ไปเดินดูสิ่งอื่นให้สมองไม่อยู่แค่ตรงนี้ บางทีเราก็ไปฟังสัมมนาดีๆ ที่มีมือหนึ่งของโลกในเรื่องนั้นๆ มาพูดซึ่งจะได้ไอเดียใหม่ๆ”

“ที่บอกว่าฟังสัมมนาดีๆ จากมือหนึ่งนั้นหมายถึงเรื่องเกี่ยวกับตลาดหุ้นหรือเรื่องอะไร” ช่างภาพของเราร้องถาม

“ไม่นะ เราฟังเรื่องเทคโนโลยี ฟังด้านที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิต อย่างตอนไปพูดที่งาน Global Summit of Women ที่ญี่ปุ่น เป็นงานที่เราไม่เคยเห็นผู้หญิงจำนวนกว่า 1,300 คนอยู่ในที่เดียวกันแบบนี้เลย ถึงกับมีคนบอกว่ากลิ่นน้ำหอมตีกันวุ่นวายมาก (หัวเราะ) ในงานเขาพูดเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงและสิ่งที่เขาพยายามทำในญี่ปุ่น เราก็ได้เรียนรู้อะไรมาหลายอย่าง พอกลับมาดูที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปรากฏว่าตลาดเราก็ทำไปแล้วเหมือนกันหลายเรื่องโดยไม่รู้”

เกศรา มัญชุศรี, SET, ตลาดหลักทรัพย์

สำหรับผู้บริหารที่ผ่านการทำงานมาหลากหลาย เราถามเธอถึงสิ่งที่ยังคงเหมือนและแตกต่างกันของการทำงานในช่วงอายุ 25 ปี 35 ปี และปัจจุบัน

“สิ่งหนึ่งที่ไม่แตกต่างก็คือยังต้องตื่นเช้าและทำงานถึงดึก แต่ที่แตกต่างอย่างชัดเจนก็คือประสบการณ์ที่มากขึ้นและหลากหลายมากขึ้น เราได้เรียนรู้อยู่ตลอดเวลาในเส้นทางการทำงานที่ผ่านมา และทุกอย่างกลับมาสร้างผลบวกที่ทำให้เราเข้าใจเรื่องหลายๆ เรื่อง สุขุมรอบคอบมากขึ้น”

คำแนะนำจากผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ ถึงคนที่เพิ่งเริ่มต้นทำงานและคนที่กำลังเบื่องานที่ทำ “สำหรับคนที่เริ่มต้นทำงาน หนึ่ง จงอยากรู้อยากเห็น อยากทำหลายๆ เรื่องโดยตั้งใจและไม่เกี่ยงงาน สอง อย่าเชื่อคนง่าย ต้องค้นคว้าอย่างจริงจังไปถึงรากถึงแก่น

“และสำหรับคนที่กำลังเบื่องาน เราบอกเสมอนะว่า ถ้าไม่สนุกให้เปลี่ยนงาน ตัวเราเปลี่ยนงานมาเยอะ เป็นข้าราชการอยู่ 3 ปี แล้วสอบได้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ทำงานอยู่ 3 ปี ก่อนจะไปเรียนต่อปริญญาโทและกลับมาเป็นนักวิเคราะห์ ดูและเรียนรู้หมดทุกบริษัทแล้ว เราเป็นพวกอยากรู้เรื่องใหม่ๆ และงานที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะกว้าง แม้จะอยู่ที่นี่มาถึง 15 ปี แต่เราได้เปลี่ยนขอบเขตของงานอยู่ตลอดเวลา ที่บอกทำงานเพราะสนุก ทำงานเพราะยังอยากรู้ แต่เมื่อไหร่ที่ไม่สนุก เบื่อ และแน่ใจว่าเบื่อ ก็ย้ายไปทำงานอื่น มันไม่มีทางแก้ได้ถ้าเราคิดเบื่อไปแล้ว”

ก่อนจะหมดเวลานัดหมายที่มี เราไม่ลืมที่จะถามถึงคำถามที่พบบ่อยที่สุดหลังจากได้รับตำแหน่งผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ

“ถ้าเป็นเพื่อนๆ เขาจะถามว่า หุ้นตัวไหนดี ขอสักตัวหนึ่ง (หัวเราะ)”

“ซึ่งหุ้นตัวนั้นคือ..” ถ้าคุณอยู่ในวงสนทนานั้นด้วยกัน คุณจะจับได้ว่าคำถามสุดท้ายของผู้เขียนฟังดูกระตือรือร้นกว่าคำถามข้อไหนๆ

“ก็บอกว่า ถ้าบอกไปก็ผิด เพราะว่าผู้จัดการห้ามเล่นหุ้นอยู่แล้ว และจริงๆ ผู้จัดการไม่รู้หรอกว่าหุ้นตัวไหนดี ถ้าบอกไปแล้วคุณเชื่อฉัน คุณก็เจ๊ง” คำตอบทิ้งท้ายคำตอบนี้ ทำให้เรานึกถึงคำแนะนำการทำงานสำหรับน้องใหม่ในวรรคตอนด้านบน ใช่แล้ว! ข้อที่บอกว่า จงอยากรู้อยากเห็นนั่นเอง

LEADERSHIP

  1. โดยปกติแล้ว คุณจะถึงโต๊ะทำงานที่ออฟฟิศประมาณกี่โมง: ไม่เกิน 08.30 น.
  2. สไตล์การบริหารงานของคุณ: เป็นแนวพูดคุยกันให้เสร็จก่อน แล้วค่อยส่งหนังสือสั่งงาน
  3. ลักษณะของคนประเภทไหนที่คุณอยากทำงานด้วยที่สุด: คนที่จริงใจ ตรงไปตรงมา โต้เถียงคุยกัน
  4. พอแล้วกับคำว่า ‘นวัตกรรม’ เรามาพูดเรื่อง: realistic กันดีกว่า
  5. ให้เลือกระหว่างเป็นการคนทำงานที่ ‘เป็นที่รัก’ หรือ ‘เป็นที่น่านับถือ’: เป็นที่นับถือ เพราะรักมันก็เรื่องส่วนบุคคล เป็นที่นับถือ น่าจะมีเหตุมีผลกว่า
  6. กิจกรรมนอกเวลางานที่ไม่ว่าคุณจะยุ่งแค่ไหน คุณก็จะหาเวลาไปทำให้ได้คือ: เดินช้อปปิ้ง ตอบอย่างนี้ฟังดูไม่ดีใช่ไหม เขาเรียกคลายเครียด ก็ซื้อแบรนด์ธรรมดาเลย Massimo Dutti, Zara, Max Mara
  7. ชมรมสมัยเรียนมหาวิทยาลัย: ไม่ได้เข้าเลย มีแต่ไปขึ้นเขาลงห้วยกันเองที่ต่างจังหวัด นัดไปเขื่อนทุกเขื่อนเลย
  8. เหตุการณ์เปลี่ยนชีวิตคุณ: (หยุดคิด) ไม่มีนะ ไม่ได้รู้สึกว่ามีเหตุการณ์อะไรที่ให้ชีวิตเราเปลี่ยนได้
  9. เรื่องล่าสุดที่คุณได้เรียนรู้: เรียนรู้ว่าความเหงาเริ่มเกิดขึ้นแล้ว โลกปัจจุบันเป็นโลกของ individualisim เยอะไป และลูกเริ่มโตและไม่อยู่บ้านเลย
  10. คุณไปแข่งรายการ แฟนพันธุ์แท้ ตอนไหนได้บ้าง: ข่าวการเมือง

 

COMPANY VISIT

settrade cafe

“เป็นร้านกาแฟของเราเอง ไปดูเมนูได้เลย สนุกมาก ใช้ชื่อสินค้าของตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นชื่อเมนูกาแฟด้วย”

ห้องสมุดมารวย

“ห้องสมุดเราเปิด 7 วัน ตั้งแต่ 08.30 – 21.00 น. น่าจะเป็นห้องสมุดแรกที่อนุญาตให้เอาเครื่องดื่มและขนมเข้าไปกินได้ วันเสาร์-อาทิตย์คนจะเยอะมาก เพราะแถวนี้มีคอนโดมิเนียมเยอะ”

INVESTORY

“พิพิธภัณฑ์สมัยใหม่ที่ชวนมาเรียนรู้เรื่องการลงทุน ผ่านมิติใหม่ในรูปแบบ Discovery Museum”

หอประชุมศุกรีย์ แก้วเจริญ

“มีที่มาของชื่อจากคุณศุกรีย์ แก้วเจริญ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ คนที่ 1 จึงใช้หอประชุมนี้จัดงานสำคัญๆ เช่น 1st Trading Day ของหุ้นที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นวันแรก หรือจัดงานเกี่ยวกับการเปิดตัวสินค้า บริการใดๆ ที่เป็นครั้งแรก”

TSD Counter Service

“ให้บริการโดยบริษัท Thailand Securities Depository (TSD) เป็นศูนย์ที่ให้บริการผู้ลงทุน ไม่ว่าจะเป็นคุณป้า คุณพี่ ที่ถือใบหุ้นมาตั้งแต่สมัยโบราณและต้องการตรวจเช็กว่าได้เงินปันผลไหม หรือใบหุ้นหาย มาที่นี่ได้”

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

คุณพราว-พราวพุธ ลิปตพัลลภ คือนักธุรกิจสาวผู้บริหารที่ดูแลการพัฒนาพื้นที่ของบริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน)

คุณพราวคือผู้บริหารหญิงแกร่ง ผู้อยู่เบื้องหลังการปลุกปั้นพัฒนาโครงการชื่อดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของหัวหิน อย่างสวนน้ำ วานา นาวา ไปจนถึงโครงการ InterContinental Residences Hua Hin ซึ่งนับว่าเป็นโครงการแห่งแรกในไทยที่สร้างขึ้นมาเพื่อเป็น Branded Residence สำหรับเครือโรงแรมระดับโลกอย่าง InterContinental Hotel Group

InterContinental Residences Hua Hin เกิดขึ้นในวันที่ยังไม่มีบริษัทอสังหาริมทรัพย์เจ้าไหนทำตลาด Chain Hotel สวนน้ำ วานา นาวา ก็เช่นกัน ตอกย้ำว่าผู้บริหารคนนี้เลือกทำสิ่งที่ไม่เคยมีใครกล้าทำมาก่อน

ย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว หลังเรียนจบจาก University of Oxford และ London Business School เธอเริ่มงานในบริษัทที่ปรึกษาระดับโลกอย่าง McKinsey & Company ก่อนที่จะกลับเข้ามาช่วยครอบครัวขยายธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์

นอกจากการปลุกปั้นสวนน้ำ วานา นาวา ขึ้นมา เธอยังจับมือกับ คุณธงชัย บุศราพันธ์ เพื่อปลุกปั้นโครงการที่เป็นตำนานของวงการอสังหาฯ อย่าง Park 24 และเปิดตัว บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) ในเวลาถัดมา

หลายคนอาจมองว่าเธอเป็นผู้บริหารหญิงแกร่ง แต่ถ้าหากวัดกันที่ผลงานแล้ว เธอกลับสวมหมวกถึง 2 ใบ นั่นคือ ‘นักธุรกิจ’ และ ‘นักพัฒนา’ ผู้เปลี่ยนมุมมองของผู้คนและทั้งวงการต่อการใช้ชีวิตในย่านนั้น ๆ เลยทีเดียว

พราวพุธ ลิปตพัลลภ Proud Real Estate ที่ไม่ได้ขายแค่อสังหาฯ แต่พัฒนาพื้นที่ย่านนั้นไปตลอดกาล

อะไรทำให้คุณตัดสินใจทิ้งงานประจำเงินเดือนหลายแสนมาเริ่มธุรกิจของตัวเอง

มันเป็นอาชีพที่ทำงานหนักมาก ทำอาทิตย์ละ 90 กว่าชั่วโมง และต้องเดินทางเยอะ ยังจำได้เลยว่าทำงานอาทิตย์แรกกลับถึงบ้าน 5 ทุ่มครึ่ง ตี 1 ทุกวัน คุณพ่อคุณแม่โทรตามว่าลาออกเถอะ ทำไมต้องทำงานหนักขนาดนั้น แต่พราวว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ได้เรียนรู้เยอะทุกวันจากคนที่เก่งมาก พราวเลยทำต่อ งานของเราคือการให้คำแนะนำลูกค้า มีการทำ Pilot project บ้าง แต่ส่วนใหญ่ทางลูกค้าเป็นคนนำไปปฏิบัติเอง เราไม่เคยมีโอกาสได้รับผิดชอบไปถึง Net profit ของธุรกิจ พอมีโอกาสให้เลือกระหว่างการไปเรียนในด้านบริหารต่อ หรือกลับมาทำอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันตั้งแต่ต้นจนจบ เลยเลือกกลับมาทำธุรกิจของที่บ้าน

จากคนทำสู่ผู้บริหาร ชีวิตเปลี่ยนแค่ไหน

เราโชคดีที่ได้พบว่าสิ่งนี้คือแพสชันของเราจริง ๆ การเข้ามาทำอสังหาริมทรัพย์เป็นโอกาสที่ทำให้เราได้โตทั้งในแง่การงานและชีวิตส่วนตัวในหลาย ๆ ด้าน เช่น จากเดิมที่เราเป็นลูกน้องคนอื่น วันนี้เรากลายมาเป็นนายคนอื่นแล้ว ณ วันนั้นเงินเดือนหลักแสนก็จริง แต่ ณ วันนี้กำลังจะข้ามมาดูโปรเจกต์หลักร้อยล้านพันล้าน

จากเดิมที่เราเป็นแค่คนที่เอาข้อมูลมาวิเคราะห์และให้คำแนะนำ ณ วันนี้เราคือคนที่รับผิดชอบทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบ การดำเนินงานในทุกภาคส่วนเป็นความรับผิดชอบของเราทั้งหมด

มันจึงทั้งตื่นเต้นและน่ากลัวในขณะเดียวกัน (ยิ้ม)

ความฝันในวัยเด็กของคุณคืออะไร

ด้วยความที่เป็นเด็กที่ชอบทุกอย่าง เคยอยากเป็นมาทุกอย่างตั้งแต่นักร้อง คุณหมอ คุณครู ซึ่ง ณ วันนี้มองกลับไป สิ่งที่อาจจะเพิ่งมารู้ตัวตอนได้มาทำอสังหาฯ จริง ๆ คืออยากทำอะไรที่มี Logical Thinking แต่ก็ยังมีพื้นที่สำหรับความคิดสร้างสรรค์ให้เราอยู่ 

คนส่วนใหญ่พอนึกถึงอสังหาฯ จะนึกถึงว่าเป็นเรื่องของอิฐ หิน ปูน ทราย เป็นเรื่องของงานก่อสร้าง เป็นเรื่องของฮาร์ดแวร์ แต่ว่าพอทำไปสักพักหนึ่ง ก็รู้สึกว่ามี Soft Element เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย จริง ๆ เหมือนเป็นงานศิลปะ สมมติเราซื้อที่ดินเปล่าหนึ่งผืน ก่อนคิดว่าจะเนรมิตอะไรขึ้นมาบนที่ดินผืนนั้น เราไม่ได้มองแค่ว่าอยากให้ออกมาเป็นตึกที่สวยงาม แต่คิดลึกซึ้งไปถึงการใช้ชีวิตในย่านนั้น หน้าตาเป็นมาอย่างไร คนที่มาอยู่ในย่านนี้จะมีการใช้ชีวิตอย่างไรบ้าง ความต้องการของคนที่จะมาอยู่ตรงนี้เป็นอย่างไร เช่น คนที่มาอยู่ย่านอารีย์คือคนที่อยากอยู่กลางเมืองแต่ยังชอบความสงบ คนที่ไปอยู่ทองหล่อคือชอบแสงสีเสียง ชอบเที่ยวกลางคืน แต่ละโซนมีคาแรกเตอร์ชัดเจน หรืออย่างหัวหินกับพัทยา ทะเลเหมือนกัน แต่คาแรกเตอร์คือคนละอย่าง

ดังนั้น หนึ่ง เราต้องวิเคราะห์ทำเลนั้น ๆ ก่อน สอง เราต้องเข้าใจลึกซึ้งจริง ๆ ว่าคนที่จะมาอยู่เป็นอย่างไร ชีวิตที่เราจะสร้างให้กับเขาเมื่อเขามาอยู่ที่นี่ เราต้องจินตนาการถึงในทุก ๆ มุมมอง ทุกมิติของชีวิตเขาว่าเป็นอย่างไรบ้าง แล้วค่อยตีกลับออกมาจากความต้องการของเขา หรือสิ่งที่เราคิดว่าเขาจะอยากได้ 

พราวพุธ ลิปตพัลลภ Proud Real Estate ที่ไม่ได้ขายแค่อสังหาฯ แต่พัฒนาพื้นที่ย่านนั้นไปตลอดกาล

โครงการแรกที่ลงมือเองคืออะไร

ตอนที่ตัดสินใจออกจากงานประจำ โปรเจกต์ใหญ่อันแรกที่เราดูคือโครงการบลูพอร์ต เป็นการร่วมทุนระหว่างทางฝั่งครอบครัวเรากับเดอะมอลล์กรุ๊ป เป็นที่ดินฝั่งตรงข้ามโรงแรม โครงการ InterContinental Hua Hin Resort มูลค่าการลงทุนอยู่ที่ประมาณ 5,500 ล้านบาท ข้างโครงการบลูพอร์ตมีโรงแรม InterContinental Hua Hin Resort ส่วนต่อขยาย มูลค่าน่าจะประมาณสัก 400 ล้าน ซึ่งถือว่าไม่เล็กแต่ก็ไม่ได้ใหญ่มากสำหรับโรงแรม

โครงการนั้นเรียกได้ว่าเป็นโอกาสที่ทำให้ได้ทำงานใกล้ชิดกับ คุณศุภลักษณ์ อัมพุช ซึ่งเป็นผู้หญิงที่น่าชื่นชมมาก พอทำตรงนั้นเสร็จ เราก็เริ่มมีไอเดีย เรามองว่าหัวหินเป็นจุดหมายปลายทางที่คนไทยชอบ นักท่องเที่ยว 70 – 80% เป็นคนไทย ถ้าไปถามคนไทย อย่างไรก็หัวหิน ในขณะเดียวกัน ถ้าไปดูกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ มาถึงปุ๊บ คุณนึกถึงภูเก็ต พัทยา สมุย เราจึงเริ่มคิดขึ้นมาเลยว่า ทำไมหัวหินจะ International Destination เหมือนที่อื่นไม่ได้ ทั้งที่สำหรับคนไทยเอง หัวหินต้องเรียกว่าเป็น Luxury Destination แต่ในขณะเดียวกัน กลุ่มชาวต่างชาติที่มากลับมองว่าหัวหินเป็นตลาดเกรดบี  

ณ วันนั้น โจทย์จึงมีอยู่ 2 อย่างคือ หนึ่ง ทำอย่างไรให้หัวหินกลายเป็น Luxury สอง มีอะไรที่เราเพิ่มเติมเข้าไปได้ เพื่อให้ความเป็นเมืองท่องเที่ยวของหัวหินสมบูรณ์ขึ้นไปอีก นอกเหนือจากห้างสรรพสินค้าแล้ว เลยเป็นที่มาของการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นสวนน้ำ วานา นาวา หัวหิน

ย้อนกลับไปตอนเริ่มโปรเจกต์เมื่อประมาณสิบปีที่แล้ว สวนน้ำในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นสวนน้ำลอยฟ้า เต็มที่ก็เก็บค่าเข้า 50 – 100 บาท บางทีซื้อของในห้างเข้าฟรี เราจำได้ว่าวันนั้นคุยกับทางธนาคารไทยพาณิชย์ บอกว่าอยากทำสวนน้ำ ขอกู้เงินหน่อย เขาก็ตอบว่า โอเค จะกู้เท่าไหร่ ตอนนั้นเราบอกไปประมาณ 1,200 ล้าน เขาอึ้งไปนิดหนึ่งแล้วถามว่าค่าตั๋วเท่าไหร่ เราก็ตอบว่าจะเก็บค่าตั๋ว 1,000 บาท

เขาช็อกเลย เพราะไม่เคยมีสวนน้ำระดับโลกแบบนี้จริง ๆ แล้วก็คงไม่น่าจะมีใครกล้าทำ จริง ๆ ก็ไม่น่าจะมีใครกล้าให้เงินกู้ด้วย (หัวเราะ) เพราะจากเดิมที่เคยมีเขาคิดคุณคิด 100 บาท อยู่ดี ๆ คุณขอเก็บราคาตั๋วที่ 1,000 แต่วันนั้นจำได้เลย เปิดสวนน้ำวันแรก ถล่มทลาย ขายตั๋วไม่ทัน เว็บล่ม มีคนมาจากตั้งแต่ภูเก็ต เชียงใหม่ สวนน้ำเปิด 10 โมง บางคนมายืนรอกันตั้งแต่ 7 โมงเพื่อที่จะซื้อตั๋ว 

ณ วันนั้น ทำอย่างไรให้คนเชื่อมั่นในตัวเรา

อย่างแรกเลย ถามว่าทำไมกล้าทำถึงขนาดนั้น หนึ่ง เราต้องการทำให้หัวหินดีขึ้นกว่าเดิม เราต้องการให้หัวหินเป็น Well-known Destination จึงตีโจทย์ว่าต้องทำอะไรที่ยังไม่มีใครทำในหัวหิน เพราะถ้าทำเหมือนคนอื่น หัวหินมันก็เหมือนเดิม สอง การรีเสิร์ชสำคัญมาก ปีนั้นก่อนที่จะไปขอเงินกู้ธนาคาร เราน่าจะไปสวนน้ำประมาณเกือบ 20 ที่ ภายในประมาณ 3 ถึง 4 เดือน

  รวมไปถึงการรีเสิร์ชพาร์ตเนอร์ ต้องยอมรับว่าถ้าอยู่ดี ๆ ลุกขึ้นมาบอกว่าจะออกแบบเครื่องเล่นสไลเดอร์ขึ้นมาเอง เราคงไม่กล้าทำ เราไม่ใช่วิศวกร เราเลยใช้ซัพพลายเออร์ที่ดีที่สุดที่มี ถ้าเทียบเป็นรถยนต์ก็คือรถเบนซ์ของสไลเดอร์ ตอนที่ไปคุยกับธนาคาร มันเลยเป็นข้อมูลที่เราใช้หนุนหลัง สิ่งที่เราพูดเมืองไทยมีแค่ 100 บาทก็จริง แต่พอไปเทียบกับประเทศอื่นที่มีสวนน้ำในมูลค่าที่เทียบเคียงกัน ราคาตั๋วของประเทศอื่น ๆ เขาคิดกัน 2,000 ที่ดูไบมี 2,500 ด้วยซ้ำ ดังนั้น ที่เรากำลังจะคุยกันว่าค่าตั๋ว 1,000 กว่าบาท เรากำลังคิดถูกกว่าที่อื่น ในขณะที่ประเทศอื่นมีตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในประเทศน้อยกว่าไทยด้วยซ้ำ

เบื้องหลังของการพัฒนาที่ดินที่หัวหินมาเป็นโครงการ InterContinental Residences Hua Hin คืออะไร

ตอนนั้นบริษัทซื้อที่ดินไว้หนึ่งผืน ทุกคนบอกว่าคุณต้องทำเป็น Luxury Residence เพราะด้วยโลเคชันกลางเมืองติดทะเลผืนสุดท้ายของหัวหิน ถามว่าราคาเท่าไหร่ ทุกคนบอกว่าประมาณ 170,000 บาท/ตร.ม. เราบอกว่าเราไม่อยากทำ 170,000 บาท เพราะเราเชื่อจริง ๆ ว่าหัวหินจะกลายเป็น Luxury Residence อันหนึ่งของไทยได้ ถ้าไปดูกลุ่มคนกรุงเทพฯ ที่ไปซื้อบ้านที่หัวหิน นามสกุลทุกคนดัง ๆ ทั้งนั้น กับแค่ตารางเมตร  170,000 บาท เทียบกับในกรุงเทพฯ ซึ่งขายกันตารางเมตรละ 350,000 บาท พราวเชื่อว่าศักยภาพของหัวหินไปได้เยอะกว่านั้น

หลังจากนั้นเราก็คุยกันในทีมด้วยว่า จุดอ่อนของคอนโดที่หัวหินคือการซื้อเก็บ แล้วพอถึงเวลาจริง ๆ ไม่ได้เข้าไปอยู่ เวลาไปหัวหินก็ไปนอนโรงแรม เพราะขี้เกียจมานั่งทำความสะอาด กว่าจะทำความสะอาด ปัดฝุ่น ไปซื้อของ เปลี่ยนผ้าปูที่นอนอะไรต่าง ๆ ก็หมดเวลาแล้ว เลยเป็นจุดเริ่มต้นขึ้นมาว่า ถ้าเราเอาประสบการณ์การเข้าพักอาศัยในโรงแรมที่มีการบริการครบครัน ความสะดวกสบายทุกอย่าง มาผสมกับความเป็นส่วนตัวของคอนโด เกิดเป็นคอนเซ็ปต์ Branded Residence แห่งแรกของหัวหิน ร่วมกับ IHG พาร์ตเนอร์ที่ทำโรงแรมมาด้วยถึง 3 ที่

พราวพุธ ลิปตพัลลภ Proud Real Estate ที่ไม่ได้ขายแค่อสังหาฯ แต่พัฒนาพื้นที่ย่านนั้นไปตลอดกาล
พราวพุธ ลิปตพัลลภ Proud Real Estate ที่ไม่ได้ขายแค่อสังหาฯ แต่พัฒนาพื้นที่ย่านนั้นไปตลอดกาล

ในโครงการมีอุปสรรคอะไรบ้าง

เราเปิดตัวโครงการวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ปี 2020 เตรียมงานกันตั้งแต่ธันวาคม ถึงเวลา 31 มกราคม เกิดผู้ติดเชื้อโควิด-19 เคสแรกในประเทศไทย ต้องเรียกว่าเศรษฐกิจประเทศไทยทั้งประเทศเกือบหยุดชะงักไปเฉย ๆ เราก็ไม่น่าจะขายได้ดี แต่กลับกลายเป็นเรื่องที่โชคดีมากสำหรับเรา เพราะพอกรุงเทพฯ ล็อกดาวน์ คนไปอยู่หัวหินกันเยอะมาก 2 ปีที่เราเผชิญกับโควิดมา เรากวาดยอดขายไป 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ ราคาเฉลี่ยก็ใช้คำว่าเกินเป้า ไม่ได้น้อยหน้าคอนโดในกรุงเทพฯ เลย 

อุปสรรคอาจจะเป็นเรื่องรายละเอียดของการก่อสร้างมากกว่า ในแคมป์ก็เจอเคสที่ติดอยู่แล้ว ณ วันนั้นยังไม่มีวัคซีน ยังไม่มียารักษา การก่อสร้างก็ชะงักไปบางช่วง แม้เขาอาจจะไม่ใช่พนักงานของเราโดยตรง แต่ก็ถือว่าเป็นคนที่มาทำงานให้เรา จังหวะที่แคมป์คนงานติดโควิด เราจะดูแลเขาอย่างไรบ้าง โรงพยาบาลเตียงก็ไม่พอ แต่เราอยากดูแลทุกคนที่เข้ามาทำงานกับเรา ไม่ใช่แค่เฉพาะลูกค้าหรือพนักงาน แต่รวมไปถึงพาร์ตเนอร์ เราก็เลยสร้างโรงพยาบาลสนามขึ้นมาเฉพาะกิจ เพราะว่านอกเหนือจากผลกำไร เราอยากมีส่วนสร้างอิมแพคกับชีวิตคน

นักธุรกิจอสังหาฯ จะพัฒนาชีวิตคนได้อย่างไร

มี 2 อย่าง อย่างแรก เราไม่ได้มองว่าตัวเองขายบ้าน แต่ขายไลฟ์สไตล์ด้วย เราเป็นส่วนสำคัญในวิถีชีวิตของคนที่จะมาซื้อ ดังนั้น โจทย์คือมองว่าทำอย่างไรให้การใช้ชีวิตของคุณเป็นชีวิตที่มากกว่า มากกว่าในที่นี้คือทั้งคุณค่าที่เพิ่มขึ้น มีพื้นที่ให้คุณใช้บ้านได้เต็มที่ ทำในทุก ๆ สิ่งที่อยากทำ เราไม่ได้มองบ้านเป็นแค่ปัจจัย 4 แต่มองมากกว่านั้น 

สอง เป็นเรื่องความสัมพันธ์ระยะยาว เราไม่ได้มองว่าเรากับลูกค้าจะมองหน้ากันแค่ตอนทำสัญญา ระหว่างผ่อน โอน แล้วก็จบ สิ่งที่เราทำอยู่คือการยืมเงินของลูกค้า ในที่นี้คือเมื่อลูกค้าซื้อบ้านหรือคอนโดก็ตาม อายุอย่างน้อยก็ต้องมี 10 20 หรือ 30 ปี หรือเผลอ ๆ อยู่ไปตลอดชีวิตของเขาเลยด้วยซ้ำ ดังนั้น เขาจ่ายเงินให้เรามาก่อน แต่เขาใช้ของอีก 10 ปี 20 ปี ความรับผิดชอบรวมไปถึงคุณภาพตั้งแต่การออกแบบ ทำอย่างไรให้ใช้งานได้อย่างเต็มที่ ทำอย่างไรให้อยู่ไปแล้วไม่มีปัญหาต่าง ๆ 

หลายโครงการผ่านไป 5 ปี 10 ปี ส่วนกลางทรุดโทรมไปเยอะ มูลค่าจาก ณ วันที่เขาซื้อไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่ลดลง ซึ่งบ้านหรือคอนโดก็ถือเป็นการลงทุน ความรับผิดชอบที่เรามีกับลูกค้าคือ อย่างน้อยเราต้องมั่นใจว่าทุกอย่างถูกต้อง ดูแลอย่างดี และเป็นการลงทุนที่ดีสำหรับเขา ไม่ได้มองว่าเขาแฮปปี้เฉพาะวันโอน ณ วันที่เขาจะขายแล้วโอนให้คนอื่น เขาก็ควรจะแฮปปี้ด้วย

พราวพุธ ลิปตพัลลภ Proud Real Estate ที่ไม่ได้ขายแค่อสังหาฯ แต่พัฒนาพื้นที่ย่านนั้นไปตลอดกาล
พราวพุธ ลิปตพัลลภ Proud Real Estate ที่ไม่ได้ขายแค่อสังหาฯ แต่พัฒนาพื้นที่ย่านนั้นไปตลอดกาล

 Proud Real Estate ต่างจากบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่อื่นอย่างไร

วันนี้โจทย์ที่เราพยายามตีให้แตกคือ จะสร้างความแตกต่างให้กับชีวิตของคนที่มาซื้ออย่างไร ถ้าไปดูจริง ๆ ทุกโครงการจะเคลมว่าโครงการนี้แตกต่างและดีกว่า แต่คำถามคือมันจะดีกว่าจริง ๆ ไหม ลูกค้าสัมผัสได้ไหมว่าดีกว่า ซึ่งเราคิดว่าบางอย่างเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเช่น ในโครงการเวหาเอง คนไทยไม่ชอบแดด แต่ในขณะเดียวกันคนไทยก็บอกว่าอยากได้ระเบียง

ถ้าสมมติว่ามีระเบียงสักประมาณ 2 ตร.ม. สุดท้ายไม่ได้ใช้งาน เพราะถึงเวลาแค่ไปชะโงกหน้า ทำอะไรไม่ได้เลย ในขณะเดียวกันถ้าเป็นระเบียงใหญ่ก็เปลืองพื้นที่ คนไทยไม่ชอบอยู่แล้ว ยิ่งเป็น 10 ตร.ม. ถึงเวลาก็เป็นที่ให้นกมาทำรัง ที่เวหาเราก็เลยเป็นคอนเซ็ปต์ขึ้นมาว่า เราจะทำเป็น Flexible Corridor คือใส่ระเบียงเข้าไป 2 ชั้น ระเบียงปิดเป็นฟังก์ชันของห้องได้ ทำเป็นห้องกินข้าวซึ่งเปิดแอร์ได้ หรือว่าในเวลาที่คุณอยากเปิดรับลมทะเล ก็ใช้ตรงนี้เป็น Relaxation Area ได้เหมือนกัน มันเป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราพยายามแสดงให้เห็นว่าเราเข้าใจ Pain Point ของผู้อยู่อาศัยจริง ๆ

คุณนิยามตัวเองว่าเป็นผู้บริหารแบบไหน

อยากเป็นคนที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่น ที่ผ่านมาเราพยายามทำให้เกิดความแตกต่าง แต่สุดท้ายทุกคนในองค์กรต้องคิดเหมือนกัน อย่างที่บอก คำว่าดีที่สุด จริง ๆ เป็นแค่มาตรฐาน ณ วันนี้เราจะทำให้ดีกว่าสิ่งที่ดีที่สุดอยู่ในตลาดได้อย่างไร สมมติคุณทำวิธีเดิม ๆ มา 5 ปี 10 ปี ปลายทางก็จะเหมือนเดิม ไม่ได้เกิดผลอะไร เราจะ Influence คนได้ ก็ต้องลองทำอะไรที่แตกต่าง อาจจะดีขึ้นหรือแย่ลง แต่อย่างน้อยได้ลองแล้ว ได้เรียนรู้จากมันแล้ว

พราวพุธ ลิปตพัลลภ Proud Real Estate ที่ไม่ได้ขายแค่อสังหาฯ แต่พัฒนาพื้นที่ย่านนั้นไปตลอดกาล

Questions answered by the Founder of Proud Real Estate

1. ชอบอยู่บ้านหรือคอนโดมากกว่ากัน

ทุกวันนี้อยู่บ้าน แต่อยู่ในพื้นที่ที่น้อยมาก ใช้พื้นที่จริง ๆ อาจจะแค่ประมาณ 10% ของบ้าน เลยมองว่าจริง ๆ ถ้าไปอยู่คอนโดก็ไม่ได้ติดขัด

2. มุมไหนของบ้าน/คอนโดที่ชอบที่สุด

อาจจะฟังดูไม่ค่อยดี แต่เป็นคนใช้เวลาอยู่ในห้องนอนค่อนข้างเยอะ ต้องใช้คำว่าบนเตียงเลยดีกว่า (หัวเราะ) Work from Home จริง ๆ ก็คือเอาแล็ปท็อปมานั่งคุยบนเตียง เพราะรู้สึกว่ามันผ่อนคลายขึ้น เเล้วการพักผ่อนระหว่างวัน เราก็อยู่ในห้องนอนแหละ ดูทีวี ออกกำลังกายอยู่ในห้องเป็นหลักเลย

3. ของที่ขาดไม่ได้ในห้องของคุณคือ

แสงและลม การที่ห้องมีแสงธรรมชาติเข้าถึงทำให้ทุกอย่างดีขึ้น

4. ซื้อบ้าน/คอนโดครั้งล่าสุดเมื่อไหร่

เพิ่งซื้อคอนโดไปเมื่อปีที่แล้ว ไม่นับโครงการตัวเองเนอะ (หัวเราะ) 

5. อะไรคือเรื่องที่คุณพราว Proud มากที่สุด

ค่อนข้างภูมิใจกับการทำสิ่งที่ Never been done before อย่างสวนน้ำ วานา นาวา จากค่าตั๋ว 100 บาทเป็น 1,000 บาท หรือ InterContinental Residences Hua Hin ที่ราคาขายกลายเป็น New High ของหัวหิน

6. ถ้าแนะนำหนังสือได้ 1 เล่ม จะแนะนำหนังสือเล่มไหน

Thinking Fast and Slow โดย Daniel Kahneman

7. ถ้าเลือกจิบกาแฟกับคนดังคนไหนก็ได้ 1 คนจะเลือกใคร

อยากมีโอกาสคุยกับ Magaret Thatcher อาจเป็นเพราะเราไปเรียนที่อังกฤษมาด้วย และได้ยินเรื่องราวของเขาที่เป็นหญิงเหล็กคนหนึ่ง ในวันที่เขาเป็นนายกรัฐมนตรี มีคนเกลียดเยอะเพราะเขาไปยุบสหภาพแรงงาน แต่สิ่งที่เขาทำไปเป็นรากฐานการโตของเศรษฐกิจอังกฤษในอีก 20 ปีให้หลัง

8. บทเรียนจากอังกฤษที่ประทับใจที่สุด

ที่ชอบมากคือ Game Theory เป็นทฤษฎีของทางเศรษฐศาสตร์ที่ต้องคาดเดาว่าอีกคนหนึ่งกำลังคิดอะไรอยู่ และ Next move ของคนนั้นจะเป็นอะไร

9. อยู่บ้านหรือที่ทำงานมากกว่ากัน

จริง ๆ ต้องใช้คำว่าอยู่บนรถค่อนข้างเยอะ (หัวเราะ) อย่างวันนี้นั่งประชุมออนไลน์บนรถตั้งแต่ 9 โมงครึ่งเพื่อไปประชุมที่หัวหิน แล้วก็นั่งรถกลับมา ทุกวันนี้รถเป็นออฟฟิศ

10. ได้นอนวันละกี่ชั่วโมง

นอนเยอะอยู่ค่ะ ประมาณสัก 7 ชั่วโมง การนอนคือการเติมพลังที่ดีที่สุด

ติดตามโครงการต่าง ๆ ของ Proud Real Estate ได้ที่

www.proudrealestate.co.th

vehha-huahin.com

www.intercontinentalresidenceshuahin.com

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load