ช่วงนี้ฝนตกบ่อย

ผมนั่งจิบกาแฟรอเพื่อนอยู่หน้าบ้านแล้วเหม่อมองสวนไปพลางๆ บรรยากาศหลังฝนหยุดหมาดๆ มีกลิ่นไอความชื้น มีละอองฝนเล็กๆ ที่โปรยมาสาย 

“ไม่ทันแล้วน้อง พวกเม็ดใหญ่ๆ เขาตกกันไปหมดแล้ว” 

“โธ่ พี่ ก็น้องตัวเบานี่ โดนลมเป่าทีก็ปลิวไปปลิวมา กว่าจะลงมาถึงพื้นได้” ละอองฝนแก้ตัว ก่อนจะลอยลงเกาะบนใบสีเขียวสดของดงสะระแหน่ที่แม่ปลูกคลุมดินหน้าบ้านไว้ราวกับสนามหญ้า 

จริงๆ มันไม่ใช่สะระแหน่หรอก แต่ใบมันเหมือนมาก ผมก็ไม่รู้แม่เอามาจากไหนเหมือนกัน รู้แต่เห็นมันมาตั้งแต่เด็กแล้ว บนพรมสะระแหน่มีเฟิร์นเตี้ยๆ ขึ้นแซมเป็นหย่อมๆ แม่ชอบสวนสไตล์นี้ที่มีความเป็นป่าหน่อย และชอบเฟิร์นมากกกกกกก ช่วงหลังๆ ผมเองก็บ้าปลูกต้นไม้ ทุกโอกาสพิเศษเช่นสงกรานต์หรือวันเกิด ผมก็จะเอาใจแม่ด้วยการหาเฟิร์นต้นใหญ่ๆ มาปลูกให้แม่ชื่นชมตรงสวนหน้าบ้านนี่แหละ ล่าสุด ได้ ‘อุ้งตีนหมี’ มาต้นหนึ่ง เป็นเฟิร์นที่มีลำต้นอวบใหญ่ ตั้งตรง ชูชัน สูงประมาณเท่าหัวผมได้ และปกคลุมด้วยขนดกดำรุงรังอันเป็นที่มาของชื่อ ผมนั่งมองขนสีดำของพี่หมีตัดกับใบสีเขียวสดของน้องสะระแหน่ แล้วรู้สึกสดชื่นสายตาดีแท้

แค่นี้การชมสวนก็ชิลล์มากแล้ว แต่บรรยากาศน่าสนใจขึ้นอีก ด้วยแมลงปีกสีดำขนาดประมาณแมลงปอตัวเล็กๆ จำนวนเยอะพอสมควร คอยบินวนไปวนมาช้าๆ ในระดับไล่เรี่ยยอดเฟิร์นและพรมสะระแหน่ เหมือนเติมความเคลื่อนไหวให้ภาพนิ่ง เปล่า มันไม่ใช่แมลงสาบ เพราะถ้าเป็นแบบนั้นผมคงไม่ชิลล์แล้ว พวกมันคือแมลงเม่า เหล่าความหวังของหมู่บ้านปลวกที่ส่งหนุ่มสาวรุ่นใหม่ออกมาโบยบินหาแฟนยามหลังฝนตก 

ปกติผมมักเห็นแมลงเม่าเฉพาะตอนกลางคืน เวลาพวกมันมาตอมไฟ ซึ่งมาทีเป็นกองทัพ แถมชอบลอดรูมุ้งลวดเข้ามาในบ้านอีก น่ารำคาญใช้ได้ แต่รอบนี้พอเห็นตอนกลางวัน แถมยังออกมาในปริมาณที่พอเหมาะ ผมว่าก็เป็นภาพที่สวยแปลกตาดีเหมือนกันนะ แอบชอบการกระพือปีกของมันที่เฟรมเรทต่ำเมื่อเทียบกับแมลงอื่น ถ้าเป็นผึ้ง แมลงวัน หรือแมลงปอ ตอนบินปีกมันจะขยับเร็วจนเบลอไปเลย แต่แมลงเม่านี่สายตาเรายังพอจับจังหวะการตีปีกได้ แถมปีกของมันยังบอบบางหลุดง่ายยิ่งกว่าปีกนางฟ้าวิคตอเรียซีเคร็ตเสียอีก ช่างเป็นแมลงตัวแทนของความอ่อนแอ อ้อยอิ่ง น่าเอาใจช่วยให้ปฏิบัติภารกิจสำเร็จยิ่งนัก แต่ขณะเดียวกัน โตมามันไม่น่ากินบ้านกูเลย

ต่อจากซีนแมลงเม่า ผมก็เริ่มสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวบางอย่างบนพื้นดิน เป็นความเคลื่อนไหวที่ไม่ใช่แบบดุ๊กดิ๊กๆ แต่เป็นแบบกระดึ๊บๆ และก็ไม่ใช่กระดึ๊บแบบต่อเนื่องเหมือนหนอนหรือหอยทาก แต่เป็นกระดึ๊บแบบว่องไวแล้วหยุด กระดึ๊บ แล้วหยุด กระดึ๊บ แล้วหยุด มันคือคางคกนั่นเอง 

น้องคางคกตัวเล็กๆ ค่อยๆ โดดโผล่ออกมาจากซอกมุมต่างๆ แล้วกระดึ๊บข้ามบริเวณโล่งของสวนซึ่งปูด้วยศิลาแลง เพื่อมุ่งหน้าไปแสวงบุญยังโซนพรมสะระแหน่ ตอนแรกๆ ผมเห็นแค่สองสามตัว ก็รู้สึกว่าน่ารักดี แต่สักพักเริ่มเห็นออกมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนผ่านไป 5 นาทีผมว่าน่าจะถึง 20 ตัวได้ แถมยังมีความหลากหลายด้านขนาด ตั้งแต่คกเล็กเท่าปลายนิ้วก้อย ไปจนถึงคกใหญ่เท่ากำปั้น ผมตะลึงว่าปกติไอ้พวกนี้มันนอนซ่อนกันอยู่ตรงไหนของบ้าน จะอย่างไรก็ตาม จากอารมณ์ชิลล์ๆ ตอนนี้เริ่มกลายเป็นตื่นเต้นแล้ว ดนตรีจูแรสสิกปาร์กเริ่มบรรเลงในหัว คางคกทุกเพศทุกวัยจากทุกสารทิศกรูต่างกันเข้าไปหาเหล่าแมลงเม่าตัวเป้งๆ ราวกับมีบุฟเฟต์เจ้าดังมาเปิดสาขาวันแรกแล้วประกาศให้กินฟรีแถวบ้าน 

ท่ามกลางดงสีเขียวสดของสะระแหน่ อุ้งตีนดำของเฟิร์นพี่หมี และปีกเฟรมเรทต่ำที่จะหลุดมิหลุดแหล่ของเหล่าแมลงเม่า เหล่าคางคกเริงร่ากระโดดผลุบโผล่ ตรงนู้นที ตรงนี้ที คางคกเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ แมลงเม่าเริ่มลดลงเรื่อยๆ ผมนั่งมองฉากที่เกิดขึ้นตรงหน้าอย่างเพลิดเพลิน นี่มันซีนอะไรของมันวะเนี่ย 

โชคดีที่เพื่อนผมมาช้า ทำให้มีเวลาจินตนาการต่ออีก ผมนึกภาพในหัวว่า ถ้าเป็นฉากแบบนี้แต่เป็นยุคดึกดำบรรพ์จะเป็นยังไง หลายคนอาจจะเคยรู้อยู่แล้วว่าแมลงสมัยก่อนตัวใหญ่มาก ผมไม่รู้ว่าแมลงเม่าใหญ่สุดได้แค่ไหน แต่ถ้าเป็นกลุ่มแมลงปอ มีหลักฐานฟอสซิลบอกว่าชนิดใหญ่สุดกางปีกแล้วกว้าง 75 เซ็นติเมตร (ชื่อสปีชีส์ Meganeuropsis permiana) ส่วนลำตัวก็ให้นึกภาพประมาณตะบองจราจรที่เอาไว้ใช้โบกรถ ลองจินตนาการพวกนี้บินว่อนหลังฝนตก 

Meganeuropsis

ถ้าแมลงปอตัวใหญ่อีปิกขนาดนี้แล้ว คางคกที่จะมากินมันต้องตัวใหญ่อีปิกขนาดไหน ผมจำได้ว่าเคยอ่านข่าวเกี่ยวกับการค้นพบฟอสซิลกบที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ มันอาจไม่ใช่คางคก (สกุล Bufo) เสียทีเดียว แต่เอาเป็นว่าในบรรดาสัตว์ตระกูลกบ เขียด ปาด อึ่งอ่าง คางคก จงโคร่ง โจ๋งครึ่ม อะไรก็แล้วแต่ เจ้ากบดึกดำบรรพ์ตัวนี้แหละใหญ่ที่สุดตั้งแต่เคยพบมา มันมีความยาวจากหัวถึงรูตูดประมาณ 42 เซ็นติเมตร ยังไม่นับขา พูดง่ายๆ ก็คือตัวประมาณเท่าโถส้วมได้ ยิ่งคำบรรยายบอกปากมันกว้างมาก ยิ่งนึกภาพการเปิดปิดของฝาโถ เจ้ากบยักษ์นี้มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Beelzebufo ampinga สมญากบปีศาจ (Devil Frog) เคยมีชีวิตอยู่สมัยปลายยุคครีเตเชียส (65 ล้านปีก่อน) ช่วงที่ไดโนเสาร์กำลังใกล้จะสูญพันธุ์พอดี และนักวิทย์สันนิษฐานด้วยว่ามันอาจกินลูกไดโนเสาร์เป็นอาหาร โดยการงับกลืนคำเดียวทั้งตัว 

Beelzebufo ampinga สมญากบปีศาจ (Devil Frog
Beelzebufo ampinga สมญากบปีศาจ (Devil Frog

อย่างไรก็ตาม ถ้าเปรียบเทียบแล้วเจ้าแมลงปอยักษ์ของเราเป็นสัตว์จากยุคเปอร์เมียน (275 ล้านปีก่อน) ซึ่งโลกยังไม่ทันมีไดโนเสาร์ด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น ในความเป็นจริงแล้ว กบยักษ์กับแมลงปอยักษ์คงไม่มีโอกาสได้มาเจอกัน ฮือ แต่โชคดีที่สวนในจินตนาการผมไม่ต้องสมจริงขนาดนั้นก็ได้ เพราะฉะนั้น คิดต่อ เหลืออีกองค์ประกอบเดียวซีนอีปิกของผมก็จะสมบูรณ์แล้ว 

ผมอยากรู้ว่าทรีเฟิร์นแบบอุ้งตีนหมีในยุคดึกดำบรรพ์ใหญ่สุดได้ขนาดไหน ผลการหาข้อมูลทำให้แปลกใจพอสมควร เพราะต้นเฟิร์นที่สูงที่สุดกลับกลายเป็นเฟิร์นในปัจจุบันไม่ใช่เฟิร์นดึกดำบรรพ์ นั่นก็คือ Sphaeropteris excelsa เฟิร์นยักษ์สูง 20 เมตร ซึ่งขึ้นอยู่ที่เกาะนอร์ฟอล์ก ตรงประมาณกึ่งกลางระหว่างออสเตรเลียกับนิวซีแลนด์ (ผมรู้แล้วว่าของขวัญวันเกิดแม่ปีหน้าจะให้อะไร) 

เอาล่ะ เกร็ดความรู้แค่นี้พอ สรุป เราเซ็ตฉากด้วยป่าเฟิร์นยักษ์ยามหลังฝนตก ทุกอย่างเขียวชอุ่ม จินตนาการว่าเราค่อยๆ เดินย่างเข้าไปแล้วหันมองรอบๆ แมลงปอยักษ์ออกโบยบินเป็นร้อยๆ ตัว เสียงกระพือปีกของพวกมันดังกระหึ่ม สักพัก เสียง โอบบบ… โอบบบ… ดังก้องมาจากไกลๆ แอ่งน้ำขังที่นองอยู่บนพื้นสั่นกระเพื่อมเป็นวงคลื่น กบยักษ์จำนวนหลายสิบตัวกระโดดเข้าฉาก พวกมันอ้าปากกว้างไล่งับกินแมลงปออย่างตะกละตะกลาม แมลงปอหลายตัวว่องไวใช่เล่น บินหลบไปเกาะบนพุ่มไม้บ้าง บนโขดหินบ้าง แต่ทันทีที่มันนอนใจ พุ่มไม้และโขดหินก็อ้าปากเผยให้เห็นลิ้นสีชมพู ที่แท้กบพวกนี้พรางตัวได้ แมลงปอจะบินหนีแต่สายไปเสียแล้ว กบยักษ์ตวัดลิ้นงับปากอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ สิ่งสุดท้ายที่แมลงปอได้สัมผัสคือความตายสีชมพู 

ทว่า ทันใดนั้นเอง ความเคลื่อนไหวสีส้มก็ปลุกผมตื่นจากภวังค์ กลับมาที่โลกแห่งความเป็นจริงหน้าบ้าน มีกิ้งก่าสีอมส้มตัวหนึ่งอยู่ดีๆ ก็โผล่มาจากไหนไม่รู้ ไต่ดุ๊กๆๆๆ ขึ้นไปบนลำต้นของอุ้งตีนหมี สีส้มของมันตัดกับสีดำของขนหมีอย่างดรามาติก จากนั้นมันก็ไปหยุดเกาะโพสต์ท่าสง่างามอยู่ตรงใกล้ๆ ยอด นับเป็นช็อตฟินาเล่ปิดฉากที่อีปิกมากๆ ถ้าเป็นในซีนสมมติของผมก็คงเป็นไดโนเสาร์หรือกิ้งก่ายักษ์สักตัวไต่ขึ้นเฟิร์นยักษ์ไป แล้วหันหน้าอ้าปากคำราม กล้องแพนลงมาเห็นวิวทั้งฉากจากมุมสูง (คิวเพลงจูแรสสิกปาร์ก) 

ทันใดนั้นเอง ความเคลื่อนไหวสีขาวดำก็ปลุกผมตื่นจากภวังค์ในภวังค์ 

“ไอ้อุน มาหน้าบ้านได้ไงฟะเนี่ย!” 

อุนจิคือหมาไซบีเรียนฮัสกี้ซึ่งปกติห้ามออกมาหน้าบ้านเด็ดขาด เพราะมันชอบทำลายต้นไม้ แถมเคยมีประวัติอมคางคก คงมีคนลืมปิดประตูกั้น ไอ้อุนโผล่หน้าออกมายืนโพสต์ท่าสง่าท่ามกลางเฟิร์นอุ้งตีน มวลหมู่แมลงเม่า และคางคกพุงกาง ผมต้องรีบลุกไปพามันกลับเข้าหลังบ้าน ความชิลล์ของวันนั้นจบลง (คิวเพลงจูแรสสิกปาร์ก)  

ไซบีเรียนฮัสกี้
ไซบีเรียนฮัสกี้

Writer

Avatar

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

เมฆนม

งานเขียนเบาๆ ว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตกับสรรพสิ่ง โดยแทนไท ประเสริฐกุล

หมายเหตุ – คอลัมน์เมฆนมหายไปนาน เพราะผู้เขียนมัวแต่ติดพันงานอื่นเยอะแยะมากมายก่ายกองสารพัดสารพันอิรุงตุงตุ้มมะรุมตุมนังไปหมด แม้กระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่มีเวลาและจังหวะสมาธิพอที่จะละเมียดเขียนตอนใหม่ ด้วยฉะนี้แล้วจึงขอหยิบยืมผลงานเก่าของตัวเองที่เคยตีพิมพ์ในเว็บ Open Online เมื่อปี 2007 มาเผยแพร่ใหม่อีกครั้งก็แล้วกัน หวังว่าสาธุชนจะยังได้รับสาระบันเทิงจากเรื่องนี้อยู่ และถ้าชอบ ขอแนะนำให้ไปฟังเรื่องไคเมร่าต่อได้ในรายการ WiTcast ep 10.2 นะขอรับ

เป็นไปได้มั้ยครับ ที่ใครคนสักคนหนึ่งจะเป็นพ่อของหลานตัวเอง? หรือเป็นป้าของลูกตัวเอง? (ตอนเขียนบทความนี้ ผมยังไม่เคยดู Game of Thrones)

แล้วลองนึกภาพดูสิครับ จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเกิดว่า ครึ่งหนึ่งของสเปิร์มในอัณฑะ (หรือไข่ในรังไข่) ของคุณ ไม่ได้เป็นของตัวคุณเอง แต่กลับเป็นของพี่ชายคุณหรือน้องสาวคุณเอามาฝากไว้?

ทั้งหลายที่ว่ามา ถ้าเป็นในคนก็คงจินตนาการได้ยากโขอยู่… แต่ถ้าเป็นในตัวมาร์โมเส็ทแล้วล่ะก็ ทั้งหมดนี้ถือได้ว่าเป็นเรื่องธรรมดามาก ๆ 

‘มาร์โมเส็ท’ (Marmoset) เป็นลิงตัวเล็ก ๆ ประเภทหนึ่ง ซึ่งอาศัยอยู่ในป่าเขตร้อนแถวอเมริกาใต้ (หรือแถวตลาดจตุจักรก็หาได้เหมือนกัน) ดูผิวเผินพวกมันก็หน้าตาเหมือนลิงธรรมดา ไม่ได้มีอะไรแปลกประหลาดมาก ทว่าเมื่อเจาะลึกลงไปถึงระดับเซลล์ มาร์โมเส็ทกลับแฝงไว้ซึ่งความพิศดารอันน่าอัศจรรย์ยิ่ง

มาร์โมเส็ท กับพันธุกรรมไคเมร่า เมื่อลิงหนึ่งตัวมีหลายตัวตนในร่างเดียว

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมปกติทั่วไป เริ่มต้นชีวิตด้วยเซลล์เดียว จากนั้นจึงค่อย ๆ แบ่งตัวจาก 1 เป็น 2 เซลล์ จาก 2 เป็น 4 เซลล์ เป็น 16 เป็น 32 ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่ง สมมติว่าถ้าเป็นคน เมื่อโตเต็มที่ก็จะมีเซลล์รวมทั้งหมดถึงประมาณ 100,000,000,000,000 (100 ล้านล้าน) เซลล์ เป็นตัวเลขที่เยอะกว่าจำนวนดวงดาวทั้งหมดในกาแล็กซี่ของเราซะอีก! (กาแล็กซี่ทางช้างเผือกมีดาวประมาณ 2 แสนล้านดวง) แต่ไม่ว่าจะมีเซลล์เยอะแค่ไหนก็ตาม สุดท้ายแล้วบรรดาเซลล์พวกนี้ทุก ๆ เซลล์ก็จะยังมีรหัสดีเอ็นเอที่เหมือนกันทั้งหมด จะไม่ให้เหมือนได้ยังไงล่ะครับ ในเมื่อมันต่างก็ก็อปปี้ ๆ ต่อ ๆๆๆ กันมาจากเซลล์เริ่มต้นเซลล์เดียวกัน ซึ่งก็คือเจ้าเม็ดเซลล์ดั้งเดิมที่ได้มาจากการรวมตัวกัน ระหว่างไข่ของแม่กับสเปิร์มของพ่อนั่นเอง

เช่นนี้แล้วก็หมายความว่า หากคุณไปก่ออาชญากรรมที่ไหนสักแห่งแล้วเผลอทิ้งร่องรอยเอาไว้ มันไม่สำคัญหรอกว่าเซลล์ที่คุณได้ทำหล่นเอาไว้จะเป็นเซลล์ผิวหนัง เซลล์ลำไส้เล็ก เซลล์สมอง เซลล์หัวใจ เซลล์รากขนจมูก เซลล์เยื่อบุทวารหนัก หรือเซลล์ส้นเท้าอะไรก็แล้วแต่ ทุก ๆ เซลล์ล้วนมีรหัสดีเอ็นเอเหมือนกันทั้งหมด บรรจุรหัสพันธุกรรมฉบับเดียวกันเอาไว้ทั้งหมด ตำรวจนำเซลล์ชนิดไหนก็ได้ไปใช้ในการระบุตัวตนของคุณ หรือจะให้เว่อร์ยิ่งขึ้น ขอเพียงคุณฮัดชิ่วใส่กระดาษสักแผ่น หรือแค่เช็ดตูดด้วยทิชชูสักใบ (เอาแบบสาก ๆ นะ) นักวิทยาศาสตร์ก็เก็บเอาเศษเซลล์พวกนี้ไปโคลนนิ่งออกมาเป็นคุณคนใหม่ได้ทั้งคน โดยไม่ยากเย็นแต่อย่างใด (ในทางทฤษฎี)

สรุป เซลล์ทุกเซลล์มีรหัสดีเอ็นเอเหมือนกันหมด และรหัสดีเอ็นเอชุดนั้น ไม่ว่าจะมาจากเซลล์ไหน มันก็คือ ‘ตัวตน’ เพียงหนึ่งเดียวทางพันธุกรรมของคุณ สรุปให้ง่ายขึ้นอีก สมมติรหัสพันธุกรรมของคุณเขียนว่า ‘ฮุมบารีฮุนบุนบาเล’ คุณไปดูที่เซลล์ไหนในตัวคุณ มันก็จะเขียน ‘ฮุมบารีฮุนบุนบาเล’ เหมือนกันหมด ในขณะที่ถ้าคุณไปดูของคุณป้าสมจิตข้างบ้าน ของแกก็จะเขียนเหมือนกันหมดทุกเซลล์เช่นกัน แต่อาจจะเขียนต่างไปจากคุณ คือเป็น ‘ฮุมบารูฮันบันบารัม’ แทน โดยปกติในสัตว์ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นในคนหรือในชนิดไหน ๆ เรื่องราวก็จะเป็นประมาณนี้ทั้งสิ้น แต่ที่น่าสนใจก็คือ ปรากฏว่าในมาร์โมเส็ท มันไม่ใช่แฮะ

ในลิงมาร์โมเส็ท คุณแม่มักจะให้กำเนิดลูกแฝด 2 เสมอ แฝดในที่นี้ไม่ใช่แฝดแบบที่หน้าตาเหมือนกันเป๊ะ แต่เป็นแฝดแบบคนละไข่กัน ก็คือเป็นเสมือนพี่น้องที่แค่เกิดมาร่วมครรภ์ในเวลาเดียวกันเฉย ๆ เรื่องแปลกไม่ได้อยู่ตรงนี้หรอกครับ เพราะว่าขนาดในคน แฝดคู่ไม่เหมือน หรือ Unidentical Twins (เรียกอีกอย่างว่า Fraternal Twins) ก็มีให้เห็นอยู่ถมไป ทว่าในมาร์โมเส็ทนั้น มันจะมีปรากฏการณ์ที่พิเศษมาก ๆ อย่างหนึ่งเกิดขึ้น นั่นก็คือในวันที่ 18 – 20 หลังจากตัวอ่อนคู่แฝดทั้งสองได้รับการปฏิสนธิ รกของพวกมันจะค่อย ๆ เริ่มเติบโตมาผสานรวมกัน จนเกิดเป็นท่อที่เชื่อมโยงตัวอ่อนทั้งสอง ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเซลล์ระหว่างกันและกันได้ เซลล์จากแฝดพี่อาจโยกย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ฝั่งตัวอ่อนน้อง ขณะเดียวกัน เซลล์แฝดน้องก็อาจจะอพยพข้ามไปปะปนอยู่กับเซลล์ของตัวอ่อนพี่ได้! 

โอวว นึกภาพอะไรดีล่ะครับ นึกถึงนาฬิกาทรายที่ตั้งเอาไว้แนวนอนก็แล้วกัน ในกระเปาะแก้วฝั่งหนึ่งมีทรายสีขาว ส่วนอีกฝั่งหนึ่งมีทรายสีดำอยู่ เทกลับไปกลับมาสัก 2 – 3 รอบ ฝั่งดำก็จะได้ทรายสีขาวไปปนอยู่ปริมาณหนึ่ง ส่วนฝั่งขาวก็จะได้ทรายสีดำเข้ามาแทรกด้วยเช่นเดียวกัน สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวอ่อนพี่น้องมาร์โมเส็ทก็เป็นประมาณนี้แหละครับ และหลังจากช่วงแลกเปลี่ยนเซลล์ผ่านไป ตัวอ่อนแต่ละตัวยังคงต้องแบ่งเซลล์ต่ออีกหลายรอบ คุณลองจินตนาการดูก็แล้วกันว่า พอโตขึ้นมา ตัวตนทางพันธุกรรมของพวกมันจะออกมาเป็นยังไง

ผลลัพธ์ที่ได้ หากคุณนำมาร์โมเส็ทโตเต็มที่มาสักตัวหนึ่ง เจาะเลือดหรือถอนขนมันออกมาตรวจดู คุณจะไม่ได้พบแค่เซลล์ที่บรรจุพันธุกรรมของตัวมันเองเพียงอย่างเดียว แต่จะพบเซลล์ที่บรรจุรหัสพันธุกรรมพี่น้องฝาแฝดของมันผสมผสานอยู่ด้วย! เท่ากับว่ามาร์โมเส็ทตัวนั้นเป็นทั้งตัวมันเองและทั้งพี่น้องของมันด้วยในเวลาเดียวกัน พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ มาร์โมเส็ทมีตัวตนในระดับพันธุกรรมถึง 2 ตัวตนในร่างเดียว! ในทางวิทยาศาสตร์ เราเรียกสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะพิเศษแบบนี้ว่า Genetic Chimera หรือ ไคเมร่าพันธุกรรม

ไคเมร่า มาจากชื่อสัตว์ประหลาดในตำนานกรีก ซึ่งมีลักษณะผสมผสานระหว่างสัตว์หลาย ๆ ชนิด มีหัว 3 หัว หัวหนึ่งเป็นสิงโต อีกหัวหนึ่งเป็นมังกร ส่วนอีกหัวหนึ่งเป็นแพะ ในทางพันธุกรรม ภายนอกสัตว์ที่เป็นไคเมร่าจะมีหน้าตาเหมือนสัตว์ปกติธรรมดาทั่วไปนี่แหละ มีแต่ในระดับเซลล์เท่านั้นที่เป็นส่วนผสมระหว่างสัตว์มากกว่า 1 ตัวเข้าด้วยกัน

มาร์โมเส็ท กับพันธุกรรมไคเมร่า เมื่อลิงหนึ่งตัวมีหลายตัวตนในร่างเดียว

ตั้งแต่เมื่อหลายสิบปีก่อน แวดวงวิทย์รู้มานานแล้วล่ะครับว่า มาร์โมเส็ทเป็นไคเมร่าในเลือด หมายถึงว่าเม็ดเลือดมันมีปนเปทั้งที่เป็นเซลล์ของตัวเองและเซลล์ที่ได้มาจากพี่น้องฝาแฝดด้วย แต่เมื่อปี 2007 เพิ่งมีการค้นพบว่า ระบบอื่น ๆ ในร่างกายของมันก็เป็นแบบนั้นด้วยเหมือนกัน ผลการวิจัยโดยทีมของ ดร. คอรินน่า รอสส์ (Corinna Ross) แห่งมหาวิทยาลัยเนบราสก้า สาขาลินคอล์น (University of Nebraska at Lincoln) ระบุว่า มาร์โมเส็ทเป็นไคเมร่าแทบจะทั้งตัวเลยก็ว่าได้ แต่จะเป็นมากเป็นน้อยนั้นแล้วแต่อวัยวะ ยกตัวอย่างเช่น ในม้ามหรือในตับ อาจจะประกอบไปด้วยเซลล์ที่มาจากฝาแฝดถึงประมาณ 30 – 40 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ถ้าเป็นอวัยวะอย่างผิวหนังหรือสมอง อาจจะพบเซลล์ของฝาแฝดปะปนอยู่แค่ไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น

ที่น่าสนใจที่สุดก็คือ ปรากฏการณ์ไคเมร่าในมาร์โมเส็ทที่พบนั้น ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ตับ ไต ไส้พุง ปอด ม้าม เลือด หัวใจ ผิวหนัง หรือสมองเท่านั้น แต่ยังแพร่ขยายเกินเลยไปจนถึงระดับเซลล์สืบพันธุ์ด้วย! นั่นหมายความว่าอย่างไรครับ ถ้าว่ากันตามนี้ก็คือ มาร์โมเส็ทตัวผู้ตัวหนึ่งที่คุณเห็นกำลังเดิน ๆ ชิลล์ ๆ อยู่บนต้นไม้เนี่ย ไม่เพียงแต่มีสเปิร์มของตัวเองอยู่ในอัณฑะของมันเท่านั้น แต่ยังคอยพกพาสเปิร์มของพี่ชาย (หรือน้องชาย) ของมันอีกจำนวนหนึ่งติดตัวไปไหนมาไหนด้วยตลอดเวลา!

เท่ากับว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่มาร์โมเส็ทหนุ่มตัวนี้ไปมีเมียมีลูก ลูกที่เกิดมาอาจจะมีอยู่อีกส่วนหนึ่ง (ตามผลวิจัยค้นพบว่าเป็นประมาณ 1 ใน 3) ที่จะได้รับสืบทอดพันธุกรรมของพี่น้องฝาแฝดของมันไปแทน พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ เด็ก ๆ อาจถือกำเนิดมาจากสเปิร์มของคุณลุง แทนที่จะเกิดมาจากสเปิร์มของพ่อแท้ ๆ ของตัวเอง ทั้ง ๆ ที่คุณแม่ก็ไม่ได้เคยไปมีชู้กับพี่ชายของสามีมาก่อน จากมุมมองของคุณพ่อ ลูกที่เกิดมาอาจจะไม่ใช่ลูก แต่อาจจะเป็นหลานของตัวเอง มาร์โมเส็ท 2 ตัว อาจจะเป็นทั้งพี่น้องกัน และเป็นลูกพี่ลูกน้องกันด้วยในเวลาเดียวกัน

เอาเถอะ ประเดี๋ยวไว้ค่อยมางงเรื่องครอบครัวมาร์โมเส็ทกันต่อละกันนะครับ ตอนนี้ขอเปลี่ยนเรื่องไปดูในคนมั่งดีกว่า ว่าหากเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาบ้าง มันจะเป็นยังไง

ปรากฏว่าในคนเราเนี่ย ก็มีปรากฏการณ์ไคเมร่าเกิดขึ้นบ้างเหมือนกันครับ แต่ว่า นานน้านนจะพบเป็นข่าวขึ้นมาสักที ไม่ได้เกิดเป็นอาจิณเหมือนอย่างในมาร์โมเส็ท

เรื่องแรก ลิเดีย แฟร์ชาลด์ (Lydia Fairchild) คุณแม่ลูก 3 ประสบปัญหาเศรษฐกิจฝืดเคือง ก็เลยไปสมัครขอความช่วยเหลือทางด้านการเงินจากหน่วยงานรัฐ ตามกฎคาดว่า ยิ่งมีบุตรธิดาจำนวนมากเท่าไหร่ ก็น่าจะยิ่งมีสิทธิในการขอรับเงินได้มากขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการป้องกันการโกง (เผื่อประเดี๋ยวไปเอาลูกใครไม่รู้มาอ้าง) เจ้าหน้าที่ก็จะต้องมีการขอตรวจดีเอ็นเอดูให้เรียบร้อยเสียก่อนว่าเป็นแม่กับลูกกันจริงหรือเปล่า ไม่อย่างงั้นก็จะอนุมัติให้ไม่ได้ ตรงจุดนี้ คุณลิเดียแกก็ไม่ได้ว่าอะไร ก็เข้ารับการตรวจไปตามเรื่อง แต่ปรากฏว่าผลตรวจที่ออกมามันช่างน่าเซอร์ไพรซ์นัก

ผลดีเอ็นเอระบุว่า เด็ก ๆ เหล่านั้นเป็นพี่น้องกันจริง และเป็นลูกของสามีคุณลิเดียจริง แต่กลับไม่ใช่ลูกที่แท้จริงของตัวแกเอง… คุณลิเดียแกก็เถียงบอก มันจะไม่ใช่ได้ยังไงฟะ ก็คลอดออกมาจากท้องตัวเองชัด ๆ แล้วจะให้เป็นลูกคนอื่นไปได้ยังไง!?

อย่างไรก็ตาม ทางการเขาก็ไม่สนล่ะครับ ถือว่าว่ากันตามผลดีเอ็นเอเป็นหลัก คุณลิเดียเลยโดนข้อหาต้องสงสัย ว่าไปลักพาตัวลูกคนอื่นมาแอบอ้าง ซึ่งในกรณีนี้รัฐมีสิทธิที่จะจัดการยึดตัวเด็ก ๆ ไปดูแลแทนได้ คุณลิเดียแกเจอแบบนี้เข้าก็ฉุนกึก รีบไปค้นหาหลักฐานรูปถ่ายตอนท้อง สูติบัตร ใบรับรองจากหมอสูติฯ ต่าง ๆ นานาเอามายืนยัน แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่มีใครยอมรับฟัง ขนาดทนายเองก็ไม่มีเจ้าไหนยอมรับทำคดีความ เพราะในชั้นศาลแล้ว หลักฐานดีเอ็นเอถือว่าเป็นเสมือนสิ่งศักสิทธิ์ จะไปเถียงยังไงก็ไม่มีทางชนะได้

ในที่สุด ด้วยความอับจนปัญญา ลิเดียจึงเริ่มคิดวางแผนจะพาลูกหนี แต่ทว่าพอดี๊พอดี เรื่องทั้งหมดกลับได้รับการคลี่คลายซะก่อนด้วยความฟลุ๊กแบบสุด ๆ คือในระหว่างช่วงที่ชุลมุนวุ่นวายอยู่นั้นเอง คุณลิเดียแกก็เกิดท้องขึ้นมาอีกรอบ (ยังอุตส่าห์มีอารมณ์อีกนะ) และในการตั้งครรภ์ครั้งนี้เอง ทางรัฐได้จ้างเจ้าหน้าที่ศาลให้มาติดตามบันทึกรายละเอียดทุกอย่าง คือถึงขั้นเข้าไปรอในห้องทำคลอดด้วย แล้วพอเด็กเด้งออกมาปุ๊บ ก็รีบเก็บตัวอย่างเซลล์นำไปตรวจดีเอ็นเอในทันที ผลการตรวจสอบออกมาปรากฏว่า ในทางพันธุกรรม เด็กคนนี้ก็ยังไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของลิเดียอยู่ดี! 

ฟังดูบ้าดีแท้ มันจะไม่ใช่ได้ยังไง ก็คลอดกันให้ดูเห็น ๆ! จากเหตุการณ์ที่เกิด ทำให้ทางศาลเริ่มฉุกคิดขึ้นมามากขึ้น อืมม ในเมื่อเป็นแบบนี้ ก็แสดงว่าที่ผ่านที่ผ่านมาเธออาจจะไม่ได้โกหก แต่ถ้าอย่างนั้นแล้ว มันจะอธิบายได้ว่ายังไงกันล่ะ หรือว่าคุณลิเดียแกอาจจะมีความผิดปกติทางพันธุกรรมอะไรบางอย่าง ที่ทำให้คลอดลูกออกมาเป็นลูกคนอื่นได้ ทั้งหมดนี้อาจเป็นเรื่องที่ยังไม่เคยมีใครคาดถึงมาก่อน

ความผิดปกติที่ว่าก็คือปรากฏการณ์ไคเมร่านั่นแหละครับ ต่อมา มีทนายใจดีและหัวไวคนหนึ่งรับคดีนี้ไปทำ แล้วก็ไปค้นจนเจอเรื่องไคเมร่าในคนเข้า ก็เลยได้พาลิเดียไปตรวจสอบ แล้วก็ยืนยันพบว่าเธอเป็นมนุษย์ไคเมร่าจริง ๆ อย่างที่สงสัย ศาลรับพิจารณาแล้วก็เลยตัดสินให้เรื่องทั้งหมดได้รับการยกฟ้องไปในที่สุด ถือได้ว่าจบลงแบบ Happy Ending นี่โชคยังดีที่ว่าลิเดียเป็นผู้หญิง เลยมีหลักฐานพิสูจน์ได้ชัดเจนว่าเด็กคลอดออกมาจากตัวเธอจริง ๆ 

ถ้าเกิดสมติว่ากลับกัน ลูกตรวจดีเอ็นเอออกมาแล้วไม่ตรงกับฝ่ายชายขึ้นมาล่ะก็ เรื่องคงวุ่นวายกว่านี้เยอะ ฝ่ายคุณพ่อคงสงสัยทันทีว่าเมียตัวเองต้องไปมีชู้มาแน่ ๆ กว่าจะสืบสาวให้รู้เรื่องได้ว่าสามีเป็นมนุษย์ไคเมร่า มีหวังคงได้หย่าร้างกันไปเรียบร้อยแล้ว (แต่ในคดีฆ่าข่มขืน ไม่แน่ผู้ชายที่เป็นไคเมร่าอาจจะได้รับประโยชน์ เพราะรหัสดีเอ็นเอในสเปิร์มจากที่เกิดเหตุอาจจะสืบมาไม่ถึงตัวฆาตกรตัวจริง)

ไคเมร่าในคนเกิดขึ้นได้ยังไงครับ? สันนิษฐานกันว่า อย่างกรณีของลิเดียนี่ จริง ๆ แล้วตอนอยู่ในท้องแม่ เธออาจจะเคยมีฝาแฝดที่เป็นน้องสาวอยู่อีกคนหนึ่ง (แฝดคนละไข่ เหมือนอย่างในมาร์โมเส็ท) แต่จากนั้นตัวอ่อนของทั้ง 2 คน เกิดการผสมผสานรวมตัวกันกลายเป็นคนคนเดียว ซึ่งก็คือลิเดีย ส่วนน้องสาวของเธอถูกดูดกลืนหายเข้าไปเหลือแค่เป็นเซลล์กระจัดกระจายอยู่ในตัวลิเดียอีกทีหนึ่ง เซลล์ไข่ในรังไข่ของลิเดีย ที่ได้รับการปฏิสนธิจนให้กำเนิดเป็นลูกของเธอออกมา 4 คนนั้น จริง ๆ แล้ว ก็อาจจะมาจากเซลล์ของน้องสาวฝาแฝดเธอที่ไม่มีโอกาสลืมตามาดูโลกผู้นั้นนั่นเอง

ไคเมร่าเป็นปรากฏการณ์ที่พบได้ค่อนข้างน้อยในมนุษย์ แต่ก็ไม่แน่นะครับ จริง ๆ แล้วมันอาจจะเกิดบ่อยกว่าที่มีรายงานกันก็เป็นได้ เพราะคนเราอยู่ดี ๆ นั่งอยู่เฉย ๆ จะไปรู้ได้ยังไงว่าตัวเองเป็นไคเมร่า ก็มีแต่ต้องเกิดเรื่องเกิดราวขึ้นมาก่อนเหมือนคุณลิเดียนั่นแหละ ถึงจะมีโอกาสได้รู้ 

อย่างไรก็ตาม ไคเมร่าที่แสดงออกในลักษณะภายนอก ก็มีอยู่บ้างเหมือนกันนะ อย่างเช่นบางคน ตาสองข้างสีไม่เหมือนกัน พอไปตรวจถึงได้รู้ว่าเป็นไคเมร่า ผู้ชายอีกรายหนึ่ง ตอนแรกคิดว่าตัวเองเป็นทองแดง (มีไข่ข้างเดียว) พอไปให้หมอตรวจดู ปรากฏพบว่าข้างในท้องอีกข้างหนึ่งมีรังไข่ของผู้หญิงซ่อนอยู่ สันนิษฐานว่าเจริญมาจากเซลล์ของน้องสาวฝาแฝดที่เคยอยู่ด้วยกันในท้องแม่ แต่ไม่มีโอกาสได้เกิด (ฟังดูหลอนพิลึก)

ผู้หญิงอีกคนชื่อ คุณแม็คเคย์ ไปตรวจเลือดเพื่อจะบริจาคแล้วบังเอิญเจอว่าตัวเองเป็นคนมีเลือด 2 กรุ๊ป คือทั้ง A และ O ปนกัน หมอที่มีความรู้เรื่องไคเมร่าจึงถามคุณแม็คเคย์ว่ามีฝาแฝดหรือเปล่า คุณแม็คเคย์ตกใจมาก และตอบกลับไปว่า เคยมีน้องชายแฝด แต่เขาตายไปแล้วตั้งแต่ตอนอายุ 3 เดือน 

ไม่แน่นะครับ บางทีตัวคุณเอง ก็อาจจะเป็นไคเมร่าด้วยก็ได้ ต่อให้ตอนนี้คุณไม่มีพี่น้องฝาแฝด แต่ใครจะไปรู้ ไม่แน่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายคุณอาจจะประกอบขึ้นมาจากเซลล์ของเขาก็เป็นได้… ไม่แน่ ฝาแฝดที่ไม่มีตัวตน อาจจะแฝงเร้นอยู่ในตัวคุณเอง 

เอาล่ะ สุดท้ายนี้กลับมาว่าเรื่องมาร์โมเส็ทกันต่ออีกสักนิดเถอะครับ

มาร์โมเส็ท จริง ๆ แล้วไม่ได้ขึ้นชื่อแค่เรื่องไคเมร่าเพียงอย่างเดียวนะครับ แต่ยังได้รับการกล่าวขวัญถึงในฐานะสัตว์สังคมที่มีความรักใคร่ปรองดองกันดีมาก ๆ อีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกตัวผู้นี่ ถือได้ว่านิสัยดีมาก ๆ เมื่อเทียบกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น ๆ สามีมาร์โมเส็ทจะช่วยเมียตัวเองเลี้ยงลูกอย่างใกล้ชิด คอยอุ้มดูแลให้ลูกขี่หลังตลอด ผิดกับพ่อหมา พ่อแมว หรือแม้แต่พ่อลิงอื่น ๆ ซึ่งพอฟันเสร็จแล้วก็มักจะชิ่งอย่างเดียว แล้วไม่ใช่เพียงแค่พ่อเท่านั้น แม้แต่บรรดาญาติ ๆ ป้า ๆ น้า ๆ อา ๆ ลุง ๆ ปู่ย่าตายายมาร์โมเส็ททั้งหลาย พอมีใครมีลูกมีหลานที ก็มักจะมาช่วยกันเลี้ยงช่วยกันอุ้มตลอด เรียกได้ว่าเป็นระบบเครือญาติแบบแน่นแฟ้นมาก ๆ

คุณคอรินน่า รอสส์ เชื่อว่าเอกลักษณ์เรื่องระบบครอบครัวใหญ่ ซึ่งมีสมาชิกคอยช่วยกันเลี้ยงดูเด็กแบบในมาร์โมเส็ทนั้น ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลมาจากความเป็นไคเมร่าของพวกมันนั่นแหละ สาเหตุเนื่องมาจาก พอเป็นไคเมร่าปุ๊บ ก็เท่ากับว่าแต่ละตัวล้วนมีความเกี่ยวโยงสัมพันธ์กันมากกว่าปกติ อย่างพี่น้องกัน ธรรมดาแชร์ยีนร่วมกันแค่ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ แต่พอเป็นไคเมร่า เซลล์ของฉันส่วนหนึ่งก็เป็นของเธอ เซลล์ของเธอส่วนหนึ่งก็เป็นของฉัน มันทำให้ยิ่งกลายเป็นญาติสนิทกันเข้าไปใหญ่ เลยระดับพี่น้องปกติไปอีก แถมถ้าเกิดพี่มีลูก ลูกที่เกิดมาก็อาจจะเป็นลูกของน้องก็ได้ ส่วนลูกที่เกิดกับน้องก็อาจจะเป็นลูกทางพันธุกรรมของพี่ก็ได้เหมือนกัน กลายเป็นว่าใครก็ตามมีลูก ก็ยิ่งช่วย ๆ กันเลี้ยงนั่นแหละดีที่สุด สังคมมันก็เลยออกมาในสภาพแบบว่า ไม่ค่อยมีการแบ่งแยกครอบครัวกันเท่าไหร่ ใครมีอะไรก็ช่วยเหลือกันไปนั่นแหละ จะยังไงก็ญาติ ๆ กันทั้งนั้น เพราะเนื่องมาจากปรากฏการณ์ไคเมร่านั่นเอง

อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจครับ บางครั้งการถ่ายเทเซลล์ระหว่างคู่ฝาแฝดที่เกิดขึ้นในท้องแม่ อาจเกิดแค่ในทิศทางเดียว ยกตัวอย่างเช่น เซลล์จากตัวอ่อนมาร์โมเส็ท A อาจจะอพยพข้ามไปปนกับตัวอ่อนมาร์โมเส็ท B แต่ในทางกลับกัน เซลล์จากตัวอ่อนมาร์โมเส็ท B ไม่ได้อพยพข้ามมาปนกับตัวอ่อนของมาร์โมเส็ท A เมื่อการถ่ายเทเกิดขึ้นด้านเดียวแบบนี้ ก็จะก่อให้เกิดสถานการณ์ที่ลูกมาร์โมเส็ทตัวหนึ่งเติบโตขึ้นมาเป็นไคเมร่า ในขณะที่พี่น้องฝาแฝดของมันอีกตัวหนึ่ง เติบโตขึ้นมาเป็นสัตว์ที่ทุกเซลล์ล้วนมีพันธุกรรมฉบับเดียวเหมือนกันหมดตามปกติ 

ทีมวิจัยทีมเดิมใช้โอกาสนี้ตั้งคำถามว่า จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อลูกตัวหนึ่งเป็นไคเมร่า แต่อีกตัวหนึ่งไม่ได้เป็น พ่อของมันจะแยกแยะความแตกต่างได้หรือไม่ และจะรักตัวใดตัวหนึ่งมากกว่าอีกตัวหรือไม่

ผลการทดลองออกมาปรากฏว่า โดยเฉลี่ยแล้ว พ่อมาร์โมเส็ทให้เวลากับการอุ้มลูกที่เป็นไคเมร่า มากกว่าลูกที่มีพันธุกรรมปกติถึง 2 เท่า! ทำไมคุณพ่อถึงลำเอียง รักลูกที่เป็นไคเมร่ามากกว่า? คุณคอรินน่า อธิบายบอกว่า ในสัตว์พวกลิง มีหลักฐานว่าพ่อแม่สามารถจดจำลูกของตัวเอง โดยอาศัยแยกแยะจากกลิ่น ไม่แน่ ทารกมาร์โมเส็ทที่เป็นไคเมร่าอาจจะได้เปรียบตรงที่เซลล์ผิวหนังของมันประกอบขึ้นมาจากทั้งเซลล์ของมันเอง และเซลล์ของน้อง (หรือพี่) พอพ่อมาดมเข้า ก็เลยอาจจะได้ความรู้สึกเหมือนกับว่า เป็นลูก 2 ตัว ทั้งตัวพี่และก็ตัวน้องอยู่ในตัวเดียวกัน เปรียบเสมือนเป็นลูกยกกำลังสอง ซึ่งมีกลิ่นยวนใจชวนให้พ่อรักมากกว่าปกติ ทำนองนั้น ก็อาจจะเป็นไปได้

เคยได้ยินคำกล่าวว่า การค้นพบที่น่าสนใจ บางครั้งก็นำมาซึ่งคำถามเสียมากกว่าคำตอบซะอีก ผมว่ากรณีไคเมร่าในมาร์โมเส็ทนี่เข้าข่ายนั้นเป๊ะ ๆ เลยครับ มันช่างชวนให้ขบคิดซะเหลือเกิน ว่าในโลกของมาร์โมเส็ทนี่ คำว่า ‘ตัวตน’ คืออะไรกันแน่ การเป็นพ่อแม่ลูก เป็นลุงป้าน้าอาหลานเหลนโหลนกันนี่ ตกลงหมายถึงอะไร? และแม้กระทั่ง

แท้จริงแล้ว ความรักคืออะไร

Writer

Avatar

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load