ในปัจจุบัน เทคโนโลยีของเราก้าวหน้าไปมาก และหนึ่งในคุณประโยชน์ของมันคือช่วยยกระดับชีวิตของผู้พิการให้ดีขึ้น 

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่วันนี้เราจะเห็นกลุ่มผู้พิการอย่างคนตาบอดเล่นโซเชียลมีเดีย รับข่าวสารได้ไม่ต่างจากคนทั่วไป

แต่ในอดีต ทุกอย่างไม่ได้ง่ายอย่างนั้น ในประเทศทันสมัยอย่างญี่ปุ่น เคยมียุคหนึ่งที่แม้แต่วิทยุก็ยังไม่แพร่หลาย ผู้บกพร่องทางการมองเห็นในวันนั้นแทบจะถูกตัดขาดออกจากสังคม ไม่อาจรับรู้ข่าวสารที่สำคัญต่อชีวิต

ในวันนั้นเอง ที่งานออกแบบชิ้นหนึ่งถือกำเนิดขึ้นค่ะ

‘Braille Mainichi’ คือชื่อของหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ของญี่ปุ่นซึ่งมีหน้าตาต่างจากหนังสือพิมพ์ทั่วไป เพราะได้รับการออกแบบให้บอกเล่าข่าวสารด้วยอักษรเบรลล์ล้วน ๆ เพื่อเชื่อมผู้บกพร่องทางการมองเห็นกับสังคม

ด้านล่างนี้คือเรื่องราวของหนังสือพิมพ์อักษรเบรลล์หนึ่งเดียวของญี่ปุ่น ที่เดินทางมายาวนานถึงปีที่ 100 แล้ว

Braille Mainichi หนังสือพิมพ์อักษรเบรลล์ญี่ปุ่น สื่อการอ่านของคนตาบอดมาตลอด 100 ปี

หนังสือพิมพ์จากคนตาบอด เพื่อคนตาบอด

ก่อนหน้าที่ Braille Mainichi ก็ถือกำเนิดขึ้น กลุ่มผู้บกพร่องทางการมองเห็นในญี่ปุ่นเข้าถึงข่าวสารที่จำเป็นต่อชีวิตได้อย่างยากเย็น วิทยุยังไม่แพร่หลาย คนอ่านอักษรเบรลล์ออกก็ยังมีน้อย 

ทางเดียวที่พวกเขาจะรู้ความเป็นไปของสังคมได้คือ การมีคนตาดีช่วยอ่านหนังสือพิมพ์แบบออกเสียงให้ฟัง

แต่ระหว่างนั้นเอง เด็กชายชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งชื่อ Nakamura Kyotaro ก็ลืมตาดูโลก เขาตาบอดตั้งแต่อายุ 7 ขวบ แต่มีโอกาสเรียนหนังสือและกลายเป็นคนตาบอดคนแรกของญี่ปุ่นที่ได้ไปเรียนต่อยังประเทศอังกฤษ 

ที่ประเทศนั้น Nakamura ได้เห็นสวัสดิการสำหรับคนตาบอด หลังจากนั้น เขาก็ฝันอยากทำบางอย่างที่สำคัญให้ผู้บกพร่องทางการมองเห็นในบ้านเกิด 

เขาอยากจัดทำหนังสือพิมพ์อักษรเบรลล์ 

Braille Mainichi หนังสือพิมพ์อักษรเบรลล์ญี่ปุ่น สื่อการอ่านของคนตาบอดมาตลอด 100 ปี
Braille Mainichi หนังสือพิมพ์อักษรเบรลล์ญี่ปุ่น สื่อการอ่านของคนตาบอดมาตลอด 100 ปี

ไม่ยากเกินคาดเดา เมื่อไอเดียนี้ไปถึงหนังสือพิมพ์อย่าง Mainichi มันก็ได้รับการคัดค้านจากทั้งในและนอกองค์กร ญี่ปุ่นในตอนนั้นยังไม่ได้มีสวัสดิการที่ดีสำหรับคนตาบอด และอย่างที่บอกคือมีคนอ่านอักษรเบรลล์ได้น้อย ผู้คนต่างมองว่าหนังสือพิมพ์ที่ Nakamura อยากทำสร้างเม็ดเงินให้บริษัทไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์เช่นนั้น ก็มีคนสำคัญคนหนึ่งที่มองโลกต่างออกไปและยื่นมือมา

“นี่เป็นไอเดียที่ดี เรามาทำสิ่งนี้กันเถอะ ไม่สำคัญหรอกว่าจะกำไรหรือขาดทุน” Hikoichi Motoyama ประธานของ Osaka Mainichi Shimbun ในเวลานั้นกล่าว

ด้วยเหตุนี้ Braille Mainichi จึงได้ถือกำเนิดขึ้นบนโลก โดยมี Nakamura Kyotaro เป็นบรรณาธิการคนแรก

หนังสือพิมพ์ที่เป็นสะพานสู่สังคม

 Braille Mainichi ฉบับแรกได้รับการตีพิมพ์ในปี 1922 (ปีไทโชที่ 11)

ไม่ใช่หนังสือพิมพ์ Mainichi Shimbun เวอร์ชันอักษรเบรลล์ แต่รวบรวม เรียบเรียง และตีพิมพ์ข่าวในหลากหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้มีความบกพร่องทางการมองเห็น เช่น สวัสดิการ การศึกษา และวัฒนธรรม 

Braille Mainichi หนังสือพิมพ์อักษรเบรลล์ญี่ปุ่น สื่อการอ่านของคนตาบอดมาตลอด 100 ปี

ในแง่หนึ่ง คนตาบอดได้รับความรู้ ความกล้าหาญ และความสบายใจที่จะอยู่ในสังคมในฐานะพลเมืองอิสระคนหนึ่ง และในอีกแง่หนึ่ง สังคมที่เคยเพิกเฉยคนตาบอดก็ได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น – บทบรรณาธิการของ Nakamura เขียนไว้เช่นนั้น

แล้วจากวันแรก Braille Manichi ก็เริ่มต้นการเดินทางที่ยิ่งใหญ่และยาวนาน โดยมาพบปะผู้อ่านเป็นรายสัปดาห์อย่างสม่ำเสมอ แม้แต่ในช่วงเวลาเลวร้ายอย่างสงครามโลกครั้งที่ 2 และในสถานการณ์ภัยพิบัติมากมายของยุค Heisei (1989 – 2019) อีกทั้งเป็นที่รู้จักกว้างขวาง ระดับที่ เฮเลน เคลเลอร์ (Helen keller) เคยแวะเวียนมาเยี่ยมโรงพิมพ์

Braille Mainichi หนังสือพิมพ์อักษรเบรลล์หนึ่งเดียวของญี่ปุ่น เชื่อมผู้บกพร่องการมองเห็นกับสังคมมา 1 ศตวรรษ

ไม่ใช่แค่ทำให้งานออกแบบชิ้นนี้เกิดขึ้น Nakamura และทีมงานยังออกแบบกิจกรรมอื่นขึ้นมารายรอบเพื่อทำให้อักษรเบรลล์แพร่หลาย เช่น สัมมนาและการพิมพ์ตำราอักษรเบรลล์ส่งให้โรงเรียนคนตาบอด 

ไม่หมดเท่านั้น Braille Mainichi ได้ลงมือขับเคลื่อนให้ความสามารถ และความสำเร็จของผู้บกพร่องทางการมองเห็นเป็นที่ประจักษ์ เช่น ในปี 1928 หนังสือพิมพ์ก่อตั้งการประกวดสุนทรพจน์ระดับชาติสำหรับนักเรียนจากโรงเรียนสอนคนตาบอด และในปี 1964 ได้ก่อตั้งรางวัลวัฒนธรรม Braille Mainichi สำหรับคนที่ประสบความสำเร็จในด้านวัฒนธรรม การศึกษา และงานเพื่อสังคม

ตลอด 1 ศตวรรษ หนังสือพิมพ์เล็ก ๆ เล่มนี้จึงไม่ใช่แค่หนังสือพิมพ์ 

แต่คือสะพานที่ช่วยให้ผู้บกพร่องทางการมองเห็นและสังคมเดินมาพบกัน

หนังสือพิมพ์อายุร้อยปีที่ยังไม่หยุดเดิน

 ในปี 2020 Braille Mainichi ได้รับ Silver Award จากเวที International Design Awards ที่สนับสนุนโดย International Association for Universal Design (IAUD)

คณะกรรมการชื่นชมหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ ในฐานะหลักฐานของคำมั่นสัญญาที่ยาวนานหลายสิบปีกับสังคมผู้บกพร่องทางการมองเห็นของญี่ปุ่น 

แม้ผู้บกพร่องทางการมองเห็นอาจพึ่งพาหนังสือพิมพ์กระดาษน้อยลง Braille Mainichi ที่ตีพิมพ์มาแล้วมากกว่า 5,000 ฉบับก็ยังคงเดินทางต่อไป โดยปัจจุบันได้มีการเพิ่มรูปแบบที่ตอบรับกับยุคสมัย เช่น หนังสือเสียงและหนังสือพิมพ์ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ 

Braille Mainichi หนังสือพิมพ์อักษรเบรลล์หนึ่งเดียวของญี่ปุ่น เชื่อมผู้บกพร่องการมองเห็นกับสังคมมา 1 ศตวรรษ
Braille Mainichi หนังสือพิมพ์อักษรเบรลล์หนึ่งเดียวของญี่ปุ่น เชื่อมผู้บกพร่องการมองเห็นกับสังคมมา 1 ศตวรรษ

ที่ออฟฟิศของ Braille Mainichi บรรณาธิการและเหล่ากองบรรณาธิการยังคงตั้งอกตั้งใจคัดสรรข่าวสารสำคัญเพื่อส่งถึงผู้บกพร่องทางการมองเห็นทุกสัปดาห์ 

จากปี 1922 สู่ปี 2022 และยังคงไม่หยุดเดิน 

ข้อมูลอ้างอิง :

mainichi.jp/english/articles/20201218/p2a/00m/0na/016000c

www.mainichi.co.jp/co-act/tenji.html

mainichi.jp/english/articles/20170511/p2a/00m/0na/006000c?fbclid=IwAR32PGA_DaEIEEMX68Xf4aio6oul9t9LC2k1_dh_1G0InNlySxXW9vXd11I

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Design Challenges

งานออกแบบที่มุ่งมั่นท้าทายปัญหาใหญ่ในสังคมและสร้างผลอันทรงพลัง

ในคอลัมน์ Design Challenges ตอนนี้ ฉันอยากชวนคุณมาดูงานศิลปะค่ะ

แต่งานศิลปะชุดนี้ไม่ได้อยู่ในแกลเลอรี่ มันตั้งอยู่ในพื้นที่สาธารณะ และหลายครั้งก็อยู่ริมทางที่คุณอาจเดินหรือขับรถผ่าน 

ที่สำคัญ งานศิลปะเหล่านี้ ‘กินได้’ เพราะมันไม่ใช่ภาพวาด แต่คือไม้ผลที่ออกลูกมาให้ผู้ชมเก็บกินกันจริง ๆ

และนี่คือ Fallen Fruit โปรเจกต์ศิลปะซึ่งออกแบบโดยกลุ่มศิลปินร่วมสมัยสัญชาติอเมริกัน

พวกเขาชวนคนมาลงมือปลูกและเก็บกินผลไม้กันกลางเมือง เพื่อปลูกความหมายใหม่ของเมืองและสังคมในใจประชาชน

Fallen Fruit เกิดขึ้นได้อย่างไร สร้างสรรค์ผลงานสนุกและสื่อสารเอาไว้ขนาดไหน

มาสัมผัสพลังของงานศิลปะกินได้ไปด้วยกันค่ะ

Fallen Fruit งานศิลปะสร้าง ‘เมืองกินได้’ ด้วยการชวนคนปลูกและเก็บกินผลไม้ในเมือง

งานศิลปะที่ได้แรงบันดาลใจจากกฎหมาย

คุณอาจเคยได้ยินเรื่องกฎหมายของบางประเทศที่อนุญาตให้ให้คนเก็บกินพืชพรรณในพื้นที่สาธารณะมาบ้าง

Fallen Fruit เกิดขึ้นในปี 2004 ด้วยแรงบันดาลใจจากกฎหมายรูปแบบเดียวกันนี้

เรื่องมีอยู่ว่า ผู้ก่อตั้งที่ประกอบด้วย David Burns, Austin Young และMatias Viegener (ในปัจจุบันเหลือแค่ 2 คนแรก) กำลังจะสร้างสรรค์ผลงาน และไปรู้มาว่ากฎหมายของเมืองลอสแอนเจลิสอนุญาตให้ประชาชนเก็บกินผลไม้ริมทางและในพื้นที่สาธารณะได้ 

Fallen Fruit งานศิลปะสร้าง ‘เมืองกินได้’ ด้วยการชวนคนปลูกและเก็บกินผลไม้ในเมือง

พวกเขาเลยคิดสร้างงานศิลปะชั่วคราว โดยทำแผนที่ระบุตำแหน่งไม้ผลในพื้นที่สาธารณะของแคลิฟอร์เนียตอนใต้ ให้คนในพื้นที่และคนไร้บ้าน 

แผนที่นี้ถูกเรียกว่า Fallen Fruit มาจากท่อนหนึ่งของคัมภีร์ไบเบิลที่กล่าวไว้ว่า เราควรปล่อยผลไม้ที่ร่วงหล่นอยู่ในพื้นที่ของเราไว้ให้กับคนแปลกหน้า คนยากจน และคนที่ผ่านทางมา 

“คนในลอสแอนเจลิสแปลกแยกต่อกันมาก เราคิดว่างานนี้จะช่วยสานสายสัมพันธ์ในสังคม เราอยากให้คุณลงจากรถ ปิดมือถือ แล้วไปพบปะเพื่อนบ้าน เรายังตระหนักด้วยว่า เราทำให้พื้นที่สาธารณะกลายเป็นพื้นที่แบ่งปันทรัพยากรได้ เหมือนต้นไม้ที่ให้ผล”

Fallen Fruit เริ่มต้นจากการออกแบบแผนที่ 1 แผ่นซึ่งเปี่ยมด้วยความหมาย อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างไม่ได้จบลงแค่นั้น

ผลไม้ลูกนี้เติบโต ขยับขยายกลายเป็นงานศิลปะขับเคลื่อนสังคมอีกหลากหลายรูปแบบ ที่ชวนผู้คนมามีส่วนร่วมสร้างสรรค์ไปด้วยกัน

Fallen Fruit งานศิลปะสร้าง ‘เมืองกินได้’ ด้วยการชวนคนปลูกและเก็บกินผลไม้ในเมือง
 โปรเจกต์จากศิลปินอเมริกันที่ออกแบบงานศิลปะกินได้ เพื่อชวนคนคิดถึงความหมายของเมือง พลเมือง และชุมชน
 โปรเจกต์จากศิลปินอเมริกันที่ออกแบบงานศิลปะกินได้ เพื่อชวนคนคิดถึงความหมายของเมือง พลเมือง และชุมชน

งานศิลปะที่อยากชวนคนแปลงร่างเมืองเป็น Fruitful Place 

Fallen Fruit สร้างพื้นที่หาคำตอบเรื่องเมืองและสังคมผ่านงานศิลปะ ที่แน่นอนว่าเต็มไปด้วยผลไม้สดใสน่ากิน นอกจากแผนที่ พวกเขาริเริ่มจัดทริป Fruit Foraging ชวนคนไปร่วมเก็บกินผลไม้

มากกว่านั้น ยังมีงานสนุกอย่าง Public Fruit Jams ชวนคนเมืองนำผลไม้ที่ปลูกหรือเก็บมาจากริมทางมาทำแยมด้วยกัน แล้วก็ยังมีกิจกรรมรับอุปการะไม้ผล ชวนคนรับไม้ผลไปปลูกโดยอยากให้ต้นไม้เหล่านี้งอกงามในพื้นที่ส่วนตัว แต่เปิดให้คนที่ผ่านมาเก็บกินได้ 

และไม่ใช่แค่สารพัดกิจกรรม ศิลปะของ Fallen Fruit ยังมีเป็นชิ้นผลงานอย่าง Monument of Sharing ที่หยิบไม้ผลมาทำเป็นงานศิลปะสาธารณะ ให้คนเดินมาชื่นชมแถมเก็บกินได้ รวมถึงยังมี Public Fruit Park หรือสวนผลไม้กลางเมืองที่ชวนคนมาปลูกไม้ผล และแน่นอน รอเก็บผลไม้กินกันต่อไป

ที่สำคัญ ในปี 2017 Fallen Fruit ได้ขยับขยายพื้นที่จากระดับเมืองไปสู่ระดับโลก ด้วย The Endless Orchard โปรเจกต์แผนที่ออนไลน์ ชวนคนทั่วโลกมาร่วมสร้างงานศิลปะสาธารณะใหญ่ที่สุดในโลก หรือพูดอีกอย่างคือสวนผลไม้ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยการลงมือปลูกและปักหมุดตำแหน่งไม้ผล

ปลูกไม้ผลที่หน้าบ้าน หน้าออฟฟิศ หน้าโรงเรียน หรือหน้าศูนย์ชุมชนของคุณ ดูแลแล้วแบ่งปันมันผ่านการปักหมุดบนแผนที่ใน endlessorchard.com ตามคำอธิบาย The Endless Orchard บอกไว้ 

ทีละนิดแบบ One fruit tree at a time การออกแบบและสร้างงานศิลปะของ Fallen Fruit ช่วยให้ผู้คนพบเจอความหมายใหม่ ๆ ของพื้นที่สาธารณะ รู้ว่าตัวเองมีส่วนร่วมสร้างเมืองได้ และได้สัมผัสความเป็นชุมชนในสังคมร่วมสมัยที่เราเริ่มห่างไกลกันทุกที

แล้วจากแผนที่ 1 แผ่นในปี 2004 โปรเจกต์ที่ทั้งสนุกและสร้างสรรค์นี้ก็อยู่ยาวมาจนถึงปี 2022 แล้ว

Fallen Fruit งานศิลปะสร้าง ‘เมืองกินได้’ ด้วยการชวนคนปลูกและเก็บกินผลไม้ในเมือง
 โปรเจกต์จากศิลปินอเมริกันที่ออกแบบงานศิลปะกินได้ เพื่อชวนคนคิดถึงความหมายของเมือง พลเมือง และชุมชน

งานศิลปะที่ยังคงให้ผลงดงาม

ถ้ามีโอกาสแวะเวียนเข้าไปในเว็บไซต์ของ Fallen Fruit จะเห็นได้ว่าโปรเจกต์นี้ยังคงมุ่งมั่นสร้างผลงานศิลปะทั้งออนไลน์และออฟไลน์

ตัวอย่างเช่น ในปี 2018 ชาว Fallen Fruit เขียนลงบล็อกไว้ว่า จากความร่วมมือของทุกคน เราปลูกไม้ผลไปได้มากกว่า 400 ต้น รวมถึงสร้าง Public Fruit Park ได้ 6 แห่ง 

วาร์ปข้ามมาในปี 2022 พวกเขาสร้าง Public Fruit Park อีกแห่งในแคลิฟอร์เนีย แถมยังมีสร้าง NFT ที่มีไม้ผลซึ่งปลูกไว้แล้วจริงๆ แถมให้คนซื้อด้วย

การปลูกต้นไม้ 1 ต้นอาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่ Fallen Fruit คือสิ่งที่พิสูจน์ว่า เมื่อปลูกต่อไปเรื่อย ๆ ปลูกกันคนละไม้คนละมือ จากไม้ผล 1 ต้นก็กลายเป็น Endless Orchard ของจริงได้

และเพราะการปลูกต้นไม้ 1 ต้นไม่ได้ยากเกินไป คงดีไม่น้อย ถ้าสวนผลไม้ที่ทั้งสนุก สร้างสรรค์ และกินได้จริงนี้ขยายพื้นที่ต่อไป

สู่เมืองอื่น ๆ ในโลก เกาะกลางถนนของกรุงเทพฯ หรือแม้กระทั่งหน้าบ้านคุณ

 โปรเจกต์จากศิลปินอเมริกันที่ออกแบบงานศิลปะกินได้ เพื่อชวนคนคิดถึงความหมายของเมือง พลเมือง และชุมชน

ข้อมูลอ้างอิง 

fallenfruit.org

endlessorchard.com

currystonefoundation.org

www.huffpost.com

www.sustainablepractice.org

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load