ทุกอย่างเริ่มต้นจากความอยากรู้อยากเห็นว่า “การรักษาช้างที่ดุมากทำร้ายคนเสียชีวิต!!” หรือ “การบุกป่าไป ‘รักษาช้าง’ ที่ยากลำบาก” เป็นอย่างไร จึงคลิกเข้าไปดูคลิปวิดีโอทั้งสองใน YouTube 

นั่นเป็นครั้งเเรกที่เราได้พบกับ หมอโบว์-สัตวแพทย์รัชดาภรณ์ ศรีสมุทร สัตวแพทย์หญิงรักษาช้าง เจ้าของช่อง ‘หมอเตี้ย’ 

คุณหมอหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส เตรียมเข็มฉีดยาให้ช้างอย่างคล่องแคล่ว และให้ยาช้างด้วยท่าทางทะมัดทะแมง สถานการณ์ที่ดูโหดหินสำหรับคนทั่วไป ไม่ได้ทำให้อารมณ์ขันของหมอคนนี้ลดลงแม้แต่น้อย เธอกลับทำให้การรักษาช้างดูสนุกน่าติดตาม หยอดเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับการรักษาช้างฉบับเข้าใจง่าย ทำให้เรารู้จักช้างมากกว่าเมื่อ 10 นาทีก่อนดูคลิปหลายเท่า 

ผู้หญิงคนนี้เท่จริง ๆ! หมอโบว์มีทัศนคติแบบไหนกัน แล้วอะไรในชีวิตที่พาเธอมาเจอกับช้าง ความอยากรู้อยากเห็นเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง 

เรื่องแบบนี้หาดูในคลิปวิดีโอไหนก็คงไม่สนุกเท่าชวนตัวจริงมานั่งคุย โชคดีที่หมอโบว์พอจะมีเวลาชั่วโมงกับอีกหน่อยของเย็นวันเสาร์ที่ไม่ได้อยู่กับคนไข้ไซส์จัมโบ้ เราจึงถือโอกาสให้เธอพาไปรู้จัก ด.ญ.รัชดาภรณ์ ศรีสมุทร ช้าง และบทบาทการเป็นหมอ 

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

เด็กหญิงโบว์

เราเห็นหมอโบว์ใช้ชีวิตแบบลุย ๆ มีเรื่องที่ต้องทำตลอดทั้งวัน เดี๋ยวก็ทำกับข้าว เดี๋ยวก็ทำแผลให้ช้าง แต่ก็ยังยิ้มแย้มแจ่มใสดูมีพลังงานเหลือเฟืออยู่ตลอด จึงสงสัยว่าเธอเป็นสายผจญภัยมาตั้งแต่ไหนแต่ไรเลยหรือเปล่า

แต่เมื่อถามถึงวัยเด็ก หมอโบว์กลับบอกว่าตนเองเป็นเด็กหญิงขี้อายและพูดน้อย

“ตอนเด็กโบว์ขี้อายมาก จนอาจารย์โทรไปปรึกษาผู้ปกครองเลยว่า ทำไมเด็กคนนี้ไม่พูดกับใครเลย เหมือนเด็กเข้าสังคมยาก”

เด็กหญิงโบว์เลี้ยงสัตว์แทบทุกชนิดที่ครอบครัวเกษตรกรครอบครัวหนึ่งจะเลี้ยงได้ ตั้งแต่นก ไก่ ยันหมาพิตบูล ด้วยความที่คุณพ่อเป็นคนชอบสัตว์อยู่แล้ว จนวันหนึ่งที่เธอเสียเจ้าหมาพิตบูลไป สัตวแพทย์ในตอนนั้นก็ช่วยไม่ได้ และเธอเองก็ไม่มีความรู้เกี่ยวกับวิธีดูแลที่ถูกต้อง นอกจากน้ำตาที่เสียไป เธอคิดในใจว่าถ้าตัวเองมีความรู้บ้างก็คงจะทำอะไรได้มากกว่านี้ เป็นเหตุที่ทำให้เธอกลายมาเป็นสัตวแพทย์

หลายคนอาจคิดว่าหมอโบว์ชอบช้างมาตั้งแต่ตอนเรียน ที่จริงแล้วสัตว์ใหญ่ตัวแรกที่เธอชอบคือม้าต่างหาก จากการได้ลองขี่ม้าในวิชาเรียน ปรากฏว่าทำได้ดีจนครูฝึกถึงกับชวนให้เป็นนักกีฬาขี่ม้าเลยทีเดียว เราเกือบจะได้รู้จัก ‘หมอโบว์รักษาม้า’ แทนช้างไปเสียแล้ว 

พอถามว่าถ้าตอนนี้เลือกเป็นหมอม้าได้ จะเป็นไหม หมอโบว์ตอบทันทีเลยว่า “ไม่เลือกค่ะ” พร้อมกับเสียงหัวเราะ

“คนไทยเลี้ยงช้างเหมือนเป็นคนในครอบครัว ถ้าช้างป่วยก็เหมือนพ่อแม่ของเขาป่วย เวลาเรารักษาหายเลยรู้สึกชื่นใจมาก” 

หมอโบว์รักษาช้าง

จุดเริ่มต้นของ ‘หมอโบว์รักษาช้าง’ คือตอนที่ได้ไปฝึกงานช่วงปีท้าย ๆ ของการเรียนสัตวแพทย์

การพบกันครั้งแรกระหว่างหมอโบว์และช้างไม่ได้โรแมนติกอย่างที่หลายคนคิด ตั้งแต่ครั้งแรกก็ถูกช้างใช้งาสะบัดกระเด็นขณะที่เข้าไปหยอดตาให้ ทำเอาอาจารย์หมอที่อยู่ในเหตุการณ์คิดว่า ศิษย์ตัวเองคงจะขยาดช้างแน่แล้ว แต่ผิดคาด หมอโบว์ยังกลับมารับเคสช้างต่อ 

เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่ได้ทำให้เธอกลัว เพราะช้างก็เพิ่งรู้จักหมอโบว์ ส่วนหมอโบว์ก็ไม่เคยเจอกับช้างมาก่อน จึงไม่รู้วิธีการเข้าหาช้างที่ถูกต้อง พอได้รักษาหลายเคสเข้า ก็เริ่มชอบเพื่อนไซส์ใหญ่ตัวนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ

“เอาจริง ๆ มันเป็นความชอบส่วนตัว ชอบช้าง ชอบลักษณะนิสัยของช้าง ถึงเขาจะเป็นสัตว์ใหญ่แต่เป็นสัตว์ที่อบอุ่น รักเจ้าของมาก แล้วก็อายุยืน อายุ 70 – 80 ก็ยังอยู่กับเรา” ซึ่งหมายความว่าถ้าเราเริ่มเลี้ยงช้าง 1 เชือก เขาก็จะอยู่คู่กับเราไปทั้งชีวิตของคนเลี้ยง “เราแก่ เขาก็แก่ตาม”​ 

เมื่อเรียนจบ ก็ใช่ว่าหมอโบว์จะได้เป็นหมอช้างทันทีอย่างใจหวัง เพราะตอนนั้นไม่มีตำแหน่งว่างอยู่เลย เธอจึงเก็บเกี่ยวประสบการณ์รักษาสัตว์เล็ก ระหว่างรองานที่อยากได้เปิดรับสมัคร กระทั่งวันหนึ่ง โรงพยาบาลช้างกระบี่ ซึ่งขณะนั้นเป็นโรงพยาบาลช้างแห่งแรกและแห่งเดียวในภาคใต้ มีช้างป่วยติดเตียงอาการหนักอยู่ 2 เชือก ต้องการหมอดูแลช้างเพิ่ม หมอโบว์จึงรีบสมัครทันที ทั้ง ๆ ที่ประสบการณ์การรักษาในขณะนั้นเป็นศูนย์! 

การดูแลช้างป่วยติดเตียงไม่ใช่เรื่องง่าย ปกติจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 3 เดือน ถ้าช้างเสียก็ต้องลาออก แต่ที่กล้าอาสารับเคสยากแม้ว่าประสบการณ์ยังน้อย ก็เพราะมีรุ่นพี่คอยดูแลให้คำแนะนำ รวมกับความอยากรักษาช้างมาก ได้งานรูปแบบไหนก็พร้อมเรียนรู้ภาคปฏิบัติจากเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างเต็มที่ 

คนไข้รายแรกของหมอโบว์จึงเป็นช้างป่วยติดเตียงที่ชื่อเจ้าบัวสวรรค์และเจ้าโซฟา ถึงแม้ตอนนี้เจ้าโซฟาจะไม่อยู่แล้ว แต่เจ้าบัวสวรรค์ก็ยังเป็นหนึ่งในคนไข้ไซส์จัมโบ้ที่เป็นเพื่อนรักของหมอโบว์จนถึงปัจจุบัน 

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

ตัวใหญ่ใจเสาะ

‘หมอเตี้ย’ คือชื่อเรียกที่หมอโบว์ตั้งให้ตัวเอง เพราะส่วนสูงคือสิ่งเดียวที่เธอคิดว่าแตกต่างจากหมอรักษาช้างคนอื่น

“โบว์อาจจะตัวเตี้ยกว่าหมอคนอื่น (หัวเราะ) คนมักคิดว่าหมอช้างต้องสูง เพราะช้างตัวใหญ่ แต่พอมาเจอหมอโบว์ ‘เอ้า! ทำไมเหลือตัวแค่นี้’ แล้วจะฉีดยาถึงเหรอ” 

แต่จริง ๆ แล้ว คนจะสูงเท่าไหร่ก็สูงไม่เท่าช้าง ไม่ว่าจะสูง 157 หรือ 170 เซนติเมตร ก็ต้องมีเก้าอี้เสริมเหมือนกันหมด ช้างบางเชือกสูงถึง 3 เมตร การเป็นคนตัวเล็กก็มีประโยชน์ในแบบคนตัวเล็ก ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการรักษาช้างแต่อย่างใด เพราะการทำแผลช้างบางครั้งก็ต้องการคนแขนเล็กเพื่อล้วงทำความสะอาดแผลได้สะดวกเหมือนกัน สัตวแพทย์ที่โรงพยาบาลช้างกระบี่ก็เป็นผู้หญิงทั้งหมด

แม้หมอที่ฝีมือดีและประสบการณ์มากกว่าเธอจะมีอีกเยอะ แต่หมอโบว์ก็เลือกแชร์ประสบการณ์ของตัวเองเพราะเห็นว่าช้างไม่ใช่สัตว์ที่ใครจะเจอได้ในชีวิตประจำวัน ถึงจังหวะนี้ เราเลยขอให้หมอโบว์เล่าชีวิตใน 1 วันของสัตวแพทย์ให้ฟังแบบคร่าว ๆ

“วันทำงานปกติที่ไม่ได้มีเคสหนัก เริ่มประมาณ 08.30 น. เลิก 16.30 น. ถ้ามีช้างป่วย นอนลุกไม่ขึ้น ก็ต้องเตรียมรถแบ็กโฮในการยกเพราะช้างหนักประมาณ 4 ตัน ช้างนอนนานไม่ได้ มันจะหายใจไม่ออกแล้วเสียชีวิต ถ้าต้องให้น้ำเกลือหรือให้ยาก็ต้องเฝ้า นอนกับช้างไปเลยทั้งคืน 

“ในกรณีที่เราปล่อยช้างไปพักผ่อนแล้วสุขภาพไม่แข็งแรง ต้องรอรับโทรศัพท์ในช่วงเช้า ตี 5 – 6 โมงเราก็ต้องไปดู ไปให้ยา ทุกวันจะมีช้างป่วยซึ่งเป็นเคสปกติที่ต้องทำแผลหรือให้ยามารอคิว” 

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

ช้างที่เข้ามาแต่ละตัวจะถูกจัดให้อยู่ในซอง เสมือนกับห้องพักผู้ป่วยที่มีหลังคาสูงและหลักมัดช้างเวลารักษา ถ้าช้างดุมากก็จะอยู่ซองที่ไกลเพื่อน หันหน้าออกจากตัวอื่น เพราะอาจจะทำร้ายคน ทำร้ายช้างด้วยกันเอง หรือทำร้ายหมอได้

การรักษาช้างต้องทำงานเป็นทีม นอกจากหมอ ๆ ต้องแตะมือกันสลับเวร แต่ละคนยังต้องมีผู้ช่วยอีก 4 – 5 คน คอยดูแลความปลอดภัย ช่วยผสมยาและส่งอุปกรณ์ให้ ที่ขาดไม่ได้คือควาญหรือเจ้าของช้าง เพราะพวกเขาคือคนที่ช้างไว้ใจที่สุดประหนึ่งคนในครอบครัว ช้างอาจจะตื่นกลัวหมอเหมือนเด็กกลัวคนแปลกหน้า และทำทุกอย่างเพื่อป้องกันตัวเอง ควาญต้องมัดเชือกช้างกับเสา ไม่งั้นหมออาจจะโดนเตะได้ บางครั้งหมอโบว์ก็ต้องออกไปรักษานอกสถานที่ด้วยเหมือนกัน ต้องสแตนด์บายเตรียมยาใส่กระเป๋า เตรียมเสื้อเผื่อไปนอนค้างคืน

หมอโบว์ถึงกับหัวเราะเมื่อเราสงสัยว่า กระเป๋ายาช้างจะมีขนาด XL แต่เนื่องจากสถานการณ์ที่ต้องเจอคาดเดาไม่ได้ ความคล่องตัวจึงเป็นเรื่องสำคัญ​

“ที่จริงมียาฉุกเฉินที่ต้องเตรียมไว้อยู่แล้ว เราหิ้วไปได้เลยทั้งลังพร้อมกับยาเพิ่มเติมตามอาการของโรค สมมติว่าช้างท้องอืด ก็ต้องเตรียมยาท้องอืดขนใส่กระเป๋าไป แล้วเดินทางไปกับรถโรงพยาบาลพร้อมคนขับรถ ในกรณีที่ต้องเอาช้างกลับมารักษาต่อที่โรงพยาบาล เราให้น้ำเกลือช้างก่อนได้ แล้วค่อยเอาขึ้นรถกลับมา ติดตามอาการอย่างใกล้ชิดตั้งแต่บ้านเขาจนถึงที่โรงพยาบาล”

ยาสำหรับช้างไม่ได้พิสดารอย่างที่คิด หลัก ๆ ที่ใช้ ส่วนใหญ่ก็คือยาคน แค่ใช้ในปริมาณที่เยอะกว่า อย่างเช่นยาฆ่าเชื้อ Cephalexin ที่ต้องใช้ประมาณ 30 – 40 ขวดต่อครั้ง น้ำเกลือก็ต้องใช้มากกว่าคนประมาณร้อยเท่า ทำให้การรักษาใช้เวลานานจนอาจลากยาวถึงตี 2 เลยทีเดียว 

ไม่ใช่แค่เรื่องยา โรคที่คนเป็นช้างก็เป็นได้เหมือนกัน เช่น โรคท้องอืด ซึ่งฟังดูเหมือนเป็นโรคธรรมดา แต่ก็เป็นเรื่องใหญ่ได้ เพราะช้างเป็นสัตว์ตัวใหญ่แต่ใจเสาะ ท้องอืดนิดเดียวก็กระวนกระวายจนขาดใจตายได้เลย! 

การทำให้ช้างหายป่วยก็ต้องใช้เวลามากกว่าสัตว์ชนิดอื่น ๆ แผลธรรมดาต้องใช้เวลารักษาอย่างน้อย 1 เดือน แผลสาหัสก็อาจจะต้องรักษากันเป็นปีหรือหลายปีก็ได้ แต่ไม่ว่าจะอาการหนักหรือเบา อยู่โรงพยาบาลนานหรือสั้น ช้างทุกตัวที่มาหาหมอ ณ โรงพยาบาลช้างกระบี่จะได้รับการรักษาฟรี

“ถ้าถามว่าโบว์มีนิสัยส่วนไหนที่เข้ากับช้างได้บ้าง ก็อาจจะเป็นคนใจเย็นมั้ง ช้างต้องรักษาแบบเดิมทุกวันจนกว่าจะหาย ต้องพยายามอดทนมากในการรักษา โบว์เป็นคนใจเย็น เป็นคนรอได้ แล้วก็เป็นคนที่ชอบเห็นพัฒนาการของช้างดีขึ้นอย่างช้า ๆ”

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

ภารกิจคนตัวเล็ก

แม้ทีมสัตวแพทย์จะเป็นผู้จัดการปัญหาเร่งด่วนที่ช้างและเจ้าของจะต้องเผชิญในทุก ๆ วัน แต่การดูแลรักษาสิ่งใดก็ตามอย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมต้องใส่ใจการแก้ปัญหาทั้งในระยะสั้นและยาว เราจึงอยากรู้ว่าคนที่คลุกคลีกับช้างอย่างหมอโบว์ คิดว่าปัญหาเกี่ยวกับช้างในปัจจุบันมีอะไรบ้าง 

เธอบอกว่าความท้าทายหนึ่งที่สำคัญในการปฏิบัติงาน คือจำนวนงานวิจัยเกี่ยวกับการรักษาที่จำกัด ทำให้โรคบางโรคของช้างยังรักษาไม่ได้ 

“สมมติว่าหมาแมวท้องอืดเพราะกินอะไรเข้าไป เราผ่าท้องแล้วเอาของชิ้นนั้นออกมาได้เลย แต่ช้างยังไม่มีการผ่าตัดช่องท้อง เพราะช้างเป็นสัตว์ตัวใหญ่ หนังหนา เย็บแผลให้ติดไม่ได้ การผ่าช่องท้องจึงอันตรายกับช้างมาก รักษาได้เฉพาะพื้นฐานภายนอกเท่านั้น”

หมอโบว์ชวนเราถกประเด็นนี้ด้วยการคลี่ปัญหาที่ช้างเผชิญออกมาดูเพิ่มเติม เริ่มจากช่วงโควิดที่ผ่านมา ซึ่งทั้งช้างทั้งคนต่างได้รับผลกระทบ

“สัตวแพทย์ไม่ค่อยเจอปัญหาเท่าไหร่ แต่ช้างกับเจ้าของช้างต้องเจอปัญหาเยอะ ช้างมีอาชีพเกี่ยวกับการท่องเที่ยว เช่น การแสดงช้าง การนั่งหลังช้าง ซึ่งต้องอาศัยนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการบางท่านถึงขั้นปิดปาง ต้องส่งช้างกลับบ้าน หรือไม่ก็ต้องพักงานช้าง พอไม่มีรายได้ก็ต้องลดจำนวนควาญช้างหรือคนดูแลลง เพราะฉะนั้น การดูแลมันจะไม่ทั่วถึง บางเชือกผอมลง บางเชือกป่วยเป็นโรค” 

สำหรับการใช้งานช้าง หมอโบว์ไม่เห็นด้วยที่ให้ช้างทำงานหนักเกินไปไม่ว่างานใดก็ตาม ในส่วนนี้ไม่ได้หมายถึงงานใช้กำลังเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงงานที่ทำให้ช้างได้รับอาหารไม่เหมาะสม เช่น การกินผลไม้ที่มีรสหวานมากเกินไปจนทำให้เกิดภาวะท้องอืดท้องเสียได้ การใช้ช้างทำงานควรอยู่ในระดับที่พอดี 

บางงานก็ให้ช้างทำได้ หากเจ้าของคอยดูแลว่าช้างมีอาหารและน้ำกินเพียงพอ ทำงานเหนื่อยไปหรือไม่ พักผ่อนพอหรือเปล่า สำหรับหมอโบว์ที่ใกล้ชิดกับทั้งควาญช้างและช้าง เธอเข้าใจดีว่าการที่ช้างเป็นสัตว์ใหญ่ ค่าดูแลย่อมสูงตามไปด้วย ควาญช้างทำงานคนเดียวอาจไม่พอ บางทีช้างก็ต้องทำงานเพื่อให้ทั้งตัวเองและเจ้าของพอมีพอกิน 

ปัจจุบันนี้ คนส่วนมากบนโลกขาดความสัมพันธ์กับธรรมชาติ ได้เห็นและรู้จักสัตว์ป่าน้อยลง เหมือนกับที่หมอโบว์พูดไว้ตั้งแต่ต้นว่า มีโอกาสน้อยนักในชีวิตประจำวันที่คนทั่วไปจะได้เจอกับช้าง 

พอรู้น้อย เห็นน้อย ก็ผูกพันน้อย ทำให้เกิดความเพิกเฉยต่อปัญหาที่ช้างกำลังเผชิญตามไปด้วย 

การที่คนตัวเล็ก ๆ หนึ่งคนจะแก้ปัญหาใหญ่ ๆ ได้ ส่วนหนึ่งคือการทำหน้าที่ของตนให้ดี และนำความถนัดของตัวเองมาใช้ให้เกิดประโยชน์ อย่างที่หมอโบว์บันทึกการรักษาแล้วนำมาแบ่งปันให้คนดูได้รู้จักช้างมากขึ้น ขณะเดียวกัน ความช่วยเหลือในระดับที่ใหญ่ขึ้นก็เป็นเรื่องจำเป็น สิ่งที่พอจะช่วยแก้ปัญหาระยะยาวได้ เห็นจะเป็นการให้ความรู้แก่คนเลี้ยงและคนทั่วไปเกี่ยวกับช้าง 

“บางคนซื้อช้างมาด้วยความที่เขามีตังค์ ก็เลยซื้อมาทั้ง ๆ ที่ไม่มีความรู้เรื่องการเลี้ยงช้าง หมอก็ต้องคอยบอกว่าช้างกินอะไรได้บ้างไม่ได้บ้าง สถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ฯ จึงมีการจัดงานประชุมช้างสำหรับคนเลี้ยงช้างหรือเจ้าของช้างเข้าร่วม เพื่อเรียนรู้วิธีการดูแลช้างอย่างถูกต้อง”

เราหวังว่าการนำประสบการณ์และแง่คิดของหมอโบว์มาเล่าต่อ จะเป็นอีกช่องทางที่ช่วยให้คนรู้จักช้างมากขึ้นอีกนิด และช่วยถ่ายทอดเสียงของทีมสัตวแพทย์ตัวเล็ก ซึ่งกำลังทำหน้าที่รักษาคนไข้ตัวใหญ่อยู่ทุกวัน เมื่อคนตัวเล็กกับสถาบันใหญ่ต่างทำหน้าที่ของตนเพื่อสิ่งเดียวกัน ก็ย่อมทำให้เป้าหมายนั้นสำเร็จ 

ภาพ : หมอโบว์-สัตวแพทย์รัชดาภรณ์ ศรีสมุทร

Writers

จันท์จุฑา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา

ตอนเป็นเด็กหญิงคิดว่าถ้ามีพลังวิเศษไม่ได้ก็ขอเขียน ถ้าเขียนไม่ได้ก็ขอร้องเพลง ปัจจุบันเป็นนางสาวนักฝึกฝนตนเองให้ไวต่อความจริงใจ เพราะดันไปแอบชอบพลังวิเศษชนิดนี้ในตัวคน

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ผมเจอ อาจารย์สมบัติ ไตรศรีศิลป์ ครั้งแรกในงานประชุมเสวนาเพื่อขับเคลื่อนเชียงใหม่สู่เมืองสุขภาพ วันนั้นอาจารย์คลุมสูททางการดำสนิท เรียบง่าย สุภาพ ทว่าทุกครั้งที่มีจังหวะเปิดฟลอร์ให้แลกเปลี่ยนความเห็น อาจารย์จะยกมือขอไมค์ แล้วคลี่ไอเดียการชูภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยเป็นจุดขาย สร้างจุดแข็ง เพื่อคว้าโอกาสจากตลาดคนรักสุขภาพอย่างหนักแน่นและร้อนแรง เช่นเดียวกับสีสันฉูดฉาดของเสื้อเชิ้ตตัวใน

ท่ามกลางเวทีที่ชวนมองนวัตกรรมและเทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่ ทัศนะอันเป็นเหตุเป็นผลผสมหลักการทางวิทยาศาสตร์ของท่าน ทำให้ทุกคนต้องพินิจฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ ขณะที่ผมเองก็นึกชื่นชมพลางสงสัยในความรอบรู้ ซึ่งดูตรงกันข้ามกับบุคลิกคุณลุงหมอพื้นบ้านทั่วไป จนกระทั่งถึงบางอ้อ เมื่อพบว่าชายท่านนี้มีชีวิต ความคิด และภารกิจที่น่าสนใจ

ประการแรก ตำแหน่ง ‘อาจารย์’ ที่หลายคนเรียกขาน มาจากภูมิหลังครั้งท่านเคยเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สอนอยู่ร่วม 10 ปี

ประการที่สอง ท่านถูกเชิญมาร่วมงานนี้ในฐานะประธานสมาพันธ์การแพทย์แผนไทยล้านนา มีเป้าหมายรวบรวมองค์ความรู้ภูมิปัญญาของหมอพื้นบ้าน และสืบสานการแพทย์แผนไทยใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน

‘ปัญญาไทคลินิกการแพทย์แผนไทย’ คลินิกพื้นบ้านล้านนาที่ผลักดันการรักษาสุขภาพก่อนป่วย

ประการสุดท้าย ท่านเป็นผู้ก่อตั้ง ‘ปัญญาไทคลินิกการแพทย์แผนไทย’ ให้บริการนวดแผนไทยเพื่อรักษา ผสานการใช้ตำรับยาสมุนไพรพื้นบ้านและทักษะแพทย์แผนไทยประยุกต์ รวมถึงก่อตั้ง ‘โรงเรียนพัฒนาปัญญาไท’ สอนหลักสูตรแพทย์แผนไทยสาขาเวชกรรม เภสัชกรรม ผดุงครรภ์ นวดแผนไทย ผู้ช่วยแพทย์แผนไทย พร้อมถ่ายทอดความรู้ในการดูแลรักษาสุขภาพด้วยตนเอง โดยใช้ภูมิปัญญาและทรัพยากรท้องถิ่นบนปณิธานที่อยากสร้างความเชื่อมั่น เพราะเชื่อว่าทุกอย่างตามหลักแพทย์แผนไทยตอบคำถามในเชิงวิทยาศาสตร์ได้ 

ท่านไม่เพียงผลักดันแพทย์แผนไทยด้วยวิธีการต่าง ๆ ข้างต้น แต่ยังผุดไอเดียคัดสรรตำรับยาสมุนไพรพื้นบ้าน ‘ยาห้าราก’ เข้าสู่กระบวนการวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมการผลิตรูปแบบสารสกัดสเปรย์ดราย (Spray Dry) รายแรกในไทย ซึ่งได้รับการรับรองผลิตภัณฑ์สมุนไพรตามมาตรฐานของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา อันเป็นประตูสู่การพลิกฟื้นคุณค่า เพิ่มมูลค่า ตลอดจนยกระดับศาสตร์แพทย์แผนไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

นวดบันดาลใจ

ธรรมดาของคนเป็นลูกที่เติบโตมาในครอบครัวไม่ได้มั่งมี แต่ไม่ถึงกับจนกรอบ การศึกษาเป็นความหวังที่ช่วยเปลี่ยนชีวิตความเป็นอยู่ ครั้งสมัยเป็นเด็กหนุ่ม อาจารย์สมบัติก็คิดเช่นนี้ และด้วยความเพียรพยายาม นักเรียนหัวกะทิจากลำพูนจึงได้รับทุนศึกษาต่อในภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คว้าปริญญาใบที่ 2 ด้วยทุนปริญญาโท ภาควิชาชีวสถิติ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ก่อนสบโอกาสกลับเชียงใหม่ เข้าบรรจุตำแหน่งอาจารย์มหาวิทยาลัยสอนอยู่ในคณะเดิม

อย่างไรก็ตาม ความมั่นคงยังไม่ใช่คำตอบ เนื่องจากรายได้ไม่เพียงพอดูแลครอบครัว เมื่อสอนครบ 10 ปี จึงตัดสินใจลาออกจากราชการ สรรหาทำสารพัดอาชีพ และไปได้ดีในงานตัวแทนขายประกัน กระทั่งวันหนึ่งใน พ.ศ. 2542 จู่ ๆ อาจารย์สมบัติก็มีอาการแขนขวาชาจนขยับไม่ได้ หมอวินิจฉัยว่าหมอนรองกระดูกคอทับเส้นประสาท มีทางเดียวคือต้องผ่าตัด ทว่าทางนั้นก็ไม่ใช่ทางที่ถูกเลือก

หลังปรึกษาแพทย์รุ่นน้อง อาจารย์ได้เข้ารับการรักษาด้วยวิธีกายภาพบำบัด เมื่ออาการเริ่มฟื้นจึงนึกบางอย่างได้และออกจากโรงพยาบาล เพื่อเดินทางกลับบ้านมาพบกับจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต

‘ปัญญาไทคลินิกการแพทย์แผนไทย’ คลินิกพื้นบ้านล้านนาที่ผลักดันการรักษาสุขภาพก่อนป่วย

“ตอนนั้นคุณแม่ของผมอายุ 78 ปี แต่ร่างกายแข็งแรงมาก ตรวจสุขภาพประจำปีก็ปกติดีทุกอย่าง ผมเลยลองเอาเรื่องโรคนี้ไปปรึกษา ท่านก็เรียกหมอนวดในชุมชนมานวดรักษาให้ นวดวันละ 2 ชั่วโมง ผ่านไปเกือบสัปดาห์ ปรากฏว่าอาการดีขึ้นตามลำดับ นับตั้งแต่นั้น ผมจึงตัดสินใจว่าจะรักษาด้วยการนวดแผนไทย” อาจารย์หัวเราะก่อนเล่าต่อว่า ณ วันนั้น หากมีใครบอกว่ารู้จักหมอนวดฝีมือดีที่ไหนก็ตามไปรักษา กระทั่งในระยะเวลา 3 ปีโดยประมาณ ท่านผ่านมือหมอนวดมาร่วมกว่า 300 ชีวิต นวดจนอาการหายปลิดทิ้ง และมีสิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามา นั่นคือแรงบันดาลใจ

“พอได้พิสูจน์กับตัวเองว่านวดแล้วดี เราก็เริ่มสนใจ ประกอบกับความสงสัยถึงความแตกต่างในการนวด เลยหาตำรามาศึกษาหลายเล่ม จนได้เจอกับตำราของ ศ.นพ.อวย เกตุสิงห์ แพทย์แผนปัจจุบันที่หันมาศึกษาด้านแพทย์แผนไทยหลังเกษียณ และเป็นผู้ก่อตั้ง ‘อายุรเวทวิทยาลัย (ชีวกโกมารภัจจ์)’ โรงเรียนสอนหลักสูตรแพทย์แผนไทยประยุกต์แห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งองค์ความรู้จากท่านนี่แหละ จุดประกายให้เราอยากเรียนแพทย์แผนไทย”

อาจารย์สมบัติสมัครเรียนแพทย์แผนไทยกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ในสาขาเวชกรรมและเภสัชกรรม เมื่อได้รับใบประกอบวิชาชีพ จึงริเริ่มเปิดคลินิกการแพทย์แผนไทย ในยุคสมัยที่คนยังเรียกติดปากกันว่าแพทย์แผนโบราณ และไม่ค่อยมีใครคิดทำเป็นเรื่องเป็นราว

‘ปัญญาไทคลินิกการแพทย์แผนไทย’ คลินิกพื้นบ้านล้านนาที่ผลักดันการรักษาสุขภาพก่อนป่วย

หมอเก่งสุดคือตัวเรา

เดิมชื่อ ‘ช่างหล่อคลินิกการแพทย์แผนไทย’ ตั้งตามทำเลบนถนนช่างหล่อ ริมคูเมืองฝั่งนอก ไม่ไกลจากตลาดประตูเชียงใหม่ ก่อนเปลี่ยนมาใช้ ‘ปัญญาไทคลินิกการแพทย์แผนไทย’ ชื่อใหม่ไฉไลกว่า แถมสะท้อนภาพลักษณ์ทั้ง ‘ปัญญา’ อันหมายถึงความเชื่อมั่นในภูมิปัญญาไทย และ ‘ไท’ อิสระในวิธีการดูแลรักษา เพื่ออิสรภาพของผู้คนที่จะได้พบความสุขสบาย หายเจ็บป่วย

แม้เน้นย้ำด้านการรักษาด้วยศาสตร์แพทย์แผนไทยคล้ายคลินิกประเภทเดียวกันทั่วไป แต่จุดเด่นของปัญญาไทคลินิก คือการนำทักษะแพทย์แผนไทยประยุกต์เข้ามาผสมผสาน โดยอาจารย์สมบัติขยายความว่า เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเคยผ่านกระบวนการรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันมาก่อน ดังนั้น ที่นี่จึงมีทีมแพทย์แผนไทยประยุกต์ที่วิฉัยโรคจากผลแล็บต่าง ๆ ได้ อำนวยให้การรักษาแบบแพทย์แผนไทยมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้กระบวนการรักษาด้วยแพทย์แผนไทยของที่นี่ไม่ได้มีเพียงการนวด ประคบ หรืออบสมุนไพร ทว่ายังรวมถึงการให้ความรู้ควบคู่ใช้ยาสมุนไพรพื้นบ้าน

“ณ วันนี้นะครับ คนส่วนมากที่มาหาเราเป็นผู้มีปัญหาปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ข้อต่อ และกระดูกเป็นหลัก เพราะคนมักสรุปเอาว่าแพทย์แผนไทยคือการนวด แผนกแพทย์แผนไทยในโรงพยาบาลชุมชนแทบทุกแห่งก็มีแค่นวดอย่างเดียว คนเลยมองคลินิกแพทย์แผนไทยไปในแนวทางนั้น และไม่ค่อยรู้จักยาสมุนไพร

‘ปัญญาไทคลินิกการแพทย์แผนไทย’ คลินิกพื้นบ้านล้านนาที่ผลักดันการรักษาสุขภาพก่อนป่วย
‘ปัญญาไทคลินิกการแพทย์แผนไทย’ คลินิกพื้นบ้านล้านนาที่ผลักดันการรักษาสุขภาพก่อนป่วย

“แต่เราได้ความรู้ว่า คนที่มีปัญหาปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นมักมีโรคอื่นร่วม เช่น นอนไม่หลับ ขับถ่ายยาก ทำให้หลายคนนวดเสร็จแล้วกลับไปใช้ชีวิตปกติ 2 – 3 เดือนก็ปวดอีก เพราะการขับถ่ายของเสียไม่ดี ฉะนั้น เราจึงนำตำรับยาแพทย์แผนไทยเข้ามารักษาแบบผสมผสาน นวดแล้วให้ยาไปกินเพื่อดีท็อกซ์ พร้อมสอนเรื่องการกิน การดื่มน้ำ และการนอนหลับพักผ่อนอย่างเหมาะสม บางโรคไม่จำเป็นต้องนวดก็หาย เราจะให้ความรู้ในการใช้สมุนไพรพื้นบ้านดูแลรักษาอาการง่าย ๆ ด้วยตัวเอง”

กล่าวโดยสรุป อาจารย์บอกว่าโรคที่รักษาด้วยการนวดมีเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ รักษาด้วยยามี 30 เปอร์เซ็นต์ แต่กว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของโรคต้องรักษาควบคู่ทั้งการนวดและกินยา

“เพราะการนวดทำให้ระบบเลือดไหลเวียนไปฟื้นฟูอวัยวะ หากเรากินแค่ยาแล้วไม่ได้นวด ก็คงเหมือนปลูกต้นไม้ใส่ปุ๋ย รดน้ำ แต่ขาดการพรวนดิน”

อย่างไรก็ดี อาจารย์ยืนยันว่าการนวดและกินยาเป็นเพียงพระรอง ส่วนพระเอกคือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน นอน และขับถ่าย อันเป็นการดูแลรักษาและแก้ปัญหาสุขภาพอย่างตรงจุด ตามความเชื่อว่า ‘หมอที่เก่งที่สุดในโลกคือตัวเราเอง’ กระนั้นยาสมุนไพรพื้นบ้านของที่นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย คงต้องขอพูดถึงเสียหน่อย

‘ปัญญาไทคลินิกการแพทย์แผนไทย’ คลินิกพื้นบ้านล้านนาที่ผลักดันการรักษาสุขภาพก่อนป่วย

ตำรับยาพื้นบ้าน

“แล้วยาสมุนไพรของปัญญาไทคืออะไรเหรอครับ” ที่ต้องถามเช่นนี้เพราะหลงเข้าใจไปว่าคงหมายถึงยาผง ยาเม็ด จำพวกฟ้าทะลายโจร รางจืด ขมิ้นชัน กระชาย ทั้งหลายแหล่ ซึ่งอาจารย์ค้านว่า “ไม่ใช่” 

“ยาสมุนไพรในความหมายของปัญญาไท คือยาตำรับสมุนไพรจากภูมิปัญญาของหมอพื้นบ้านล้านนา และต้องไม่ใช่ยาสมุนไพรเดี่ยว” อาจารย์สมบัติตอบ “ยาฟ้าทะลายโจร กระชาย หรือขมิ้นชัน เป็นยาเดี่ยวทั้งนั้นเลย ซึ่งในตำราบอกว่า ไม่ควรกินสมุนไพรเดี่ยวเป็นยา แต่ควรใส่เป็นส่วนประกอบในอาหารกินดีกว่า เนื่องจากมีผลข้างเคียงต่อสุขภาพ ตรงกันข้ามหากเป็นยาในลักษณะของตำรับ มันมีตัวยาหลัก ตัวยารอง ตัวยาช่วยลดพิษหรือช่วยเสริมฤทธิ์ ซึ่งปลอดภัยและดีต่อร่างกายมากกว่า”

ปัจจุบันปัญญาไทคลินิกมีตำรับยาสมุนไพรพื้นบ้านกว่า 50 ตำรับ คัดสรรมาจากชุมชนต่าง ๆ ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนเป็นหลัก โดยทั้งหมดผ่านการตรวจสอบการปนเปื้อนของโลหะหนัก จุลินทรีย์เกินขนาด และสารสเตียรอยด์ จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ก่อนนำมาให้บริการ ยกตัวอย่างเช่น ‘ยาถ่ายกระษัย’ จากสมอไทย ยาดำสำหรับผู้มีอาการขับถ่ายยากและปวดเมื่อยตามร่างกาย ‘ยาหอมแดงนพเก้า’ จากดอกมะลิ ดอกพิกุล ดอกบุนนาค เกสรบัวหลวง สำหรับผู้มีปัญหาปวดเมื่อยนอนไม่หลับ หรือ ‘ยาห้าราก’ ตำรับยาสมุนไพรตัวชูโรงของปัญญาไท

‘ปัญญาไทคลินิกการแพทย์แผนไทย’ คลินิกพื้นบ้านล้านนาที่ผลักดันการรักษาสุขภาพก่อนป่วย
‘ปัญญาไทคลินิกการแพทย์แผนไทย’ คลินิกพื้นบ้านล้านนาที่ผลักดันการรักษาสุขภาพก่อนป่วย

“ยาห้าราก หรือ เบญจโลกวิเชียร เป็นตำรับยาที่ได้มาจากการค้นคว้าคัมภีร์ตักศิลา ซึ่งเราพยายามปรุงแล้วนำมาใช้ตั้งแต่ช่วงโรคไข้หวัดนกระบาด พอสำเร็จก็แนะนำชาวบ้านให้ลองทำเอง ต้มเอง แจกจ่ายกัน ปรากฏว่าไม่มีใครเป็นไข้หวัดนกเลย”

ต่อมายุคโรคซาร์ส อาจารย์สังเกตว่าบางคนไม่มีเวลาทำยาต้ม เลยลองนำมาบดผงบรรจุแคปซูล ก็ช่วยป้องกันได้ดี จนเรื่องนี้รู้ถึง แพทย์หญิงวิลาวัณย์ จึงประเสริฐ อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกในขณะนั้น พอท่านมาเชียงใหม่จึงมอบให้ท่าน แล้วตอนหลังท่านก็ส่งคนกลับมาอุดหนุนอีก

แม้ยาห้ารากจะเป็นตำรับยาสร้างชื่อให้คนรู้จักปัญญาไทคลินิกมากขึ้น แต่แพทย์แผนไทยยังคงเป็นศาสตร์การรักษาที่มีอุปสรรคในการเข้าถึง ด้วยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติไม่รองรับ และคนไม่มีความเชื่อมั่นในแพทย์แผนไทย อาจารย์สมบัติจึงเลือกเนรมิตชั้นบนของคลินิก เปิดเป็นโรงเรียนพัฒนาปัญญาไท

“อาจารย์มองว่าการขาดความรู้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนไม่กล้าใช้บริการแพทย์แผนไทย ทั้งที่บ้านเรามียาดีมากมายไม่แพ้ต่างชาติ เลยตัดสินใจเปิดโรงเรียนเพื่อให้ความรู้ควบคู่ไปด้วย ทำไปสักพักเราสังเกตว่าคนที่มาเรียนส่วนมากมีโรคประจำตัว เขามาเรียนเพื่อรักษาตัวเองและนำความรู้ไปดูแลครอบครัว ก็เลยทำคอร์สอบรมฟื้นฟูสุขภาพด้วย”

สอดคล้องกับเป้าหมายแต่แรกเริ่ม อาจารย์ตั้งใจเปิดคลินิกแห่งนี้ให้เป็นพื้นที่ของการรักษาเยียวยา พร้อมบ่มเพาะความเข้าใจในศาสตร์การแพทย์แผนไทย เพื่อส่งเสริมให้ทุกคนหันมาดูแลสุขภาพ ป้องกันโรคก่อนเจ็บป่วย และเป็นแพทย์แผนไทยเพื่อการพึ่งพาตนเอง ดังแนวคิดการทำงานที่ยึดถือ ‘หมอเก่งรักษาโรคมีมาก แต่ที่หายากคือหมอรักษาคนไม่ให้ป่วย’

สมบัติ ไตรศรีศิลป์ ผู้ก่อตั้ง ‘ปัญญาไทคลินิกการแพทย์แผนไทย’ การยกระดับยาห้าราก และฝันอยากเห็นกระทรวงการแพทย์แผนไทย
สมบัติ ไตรศรีศิลป์ ผู้ก่อตั้ง ‘ปัญญาไทคลินิกการแพทย์แผนไทย’ การยกระดับยาห้าราก และฝันอยากเห็นกระทรวงการแพทย์แผนไทย

สู่การวิจัยเพื่อพัฒนา

อาจารย์สมบัติมุ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับแพทย์แผนไทย ด้วยการหยิบงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์เข้ามาสนับสนุนควบคู่กับการปลูกความรู้ 

“ทุกครั้งที่ไปนำเสนอเรื่องยาแพทย์แผนไทย จะมีคนถามว่ามีงานวิจัยรองรับรึเปล่า ฉะนั้น จุดอ่อนของยาไทยคือขาดการวิจัย”

อาจารย์สมบัติเผยที่มาของไอเดียการนำยาแพทย์แผนไทยเข้าสู่กระบวนการวิจัย ประจวบเหมาะกับในช่วงที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยแม่โจ้สนใจการวิจัยเกี่ยวกับยารักษาโรคโควิด-19 ท่านจึงยินดีร่วมมือ พลันเสนอตำรับยาห้ารากเป็นตัวเลือก

“ในคัมภีร์ตักศิลาเขียนไว้ว่า ยาห้ารากนั้นแก้ไข้พิษไข้กาฬ โดยลักษณะอาการจะคล้ายไข้หวัดนกและโรคซาร์ส ซึ่งล้วนเกิดจากไวรัส เช่นเดียวกับโรคโควิด-19 พอทางมหาวิทยาลัยแม่โจ้นำยาไปเข้าห้องแล็บทดลองในระดับเซลล์ ปรากฏว่าผลออกมาดีมาก จึงนำไปวิจัยในมนุษย์ต่อกับทางคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อบ่งชี้รายละเอียดสรรพคุณ การตอบสนองต่อการรักษาโรค และประเมินผลข้างเคียงที่ชัดเจน”

เมื่อการวิจัยเสร็จสรรพ ผลออกมาน่าประทับใจ อาจารย์ก็เดินหน้าต่อยอดพัฒนายาห้ารากจากยาต้ม ยาผง แปลงโฉมสู่สารสกัดสเปรย์ดราย (Spray Dry) รายแรกในไทย ที่ใช้นวัตกรรมการผลิตที่มีประสิทธิภาพด้านการควบคุมปริมาณสารสำคัญ คงคุณภาพความเข้มข้น และช่วยยืดอายุการเก็บรักษายาวนานถึง 5 ปี ต่างจากการบดผงบรรจุแคปซูลที่มีอายุสูงสุดประมาณ 1 ปี อาจารย์มองว่าข้อดีต่าง ๆ เหล่านี้ รวมถึงการได้รับการรับรองผลิตภัณฑ์สมุนไพรตามมาตรฐานจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จะช่วยสร้างการยอมรับแพทย์แผนไทยในประเทศ และขยายโอกาสในการพายาไทยออกไปให้ทั่วโลกรับรู้

นอกเหนือจากผลักดันการวิจัยตำรับยาแพทย์แผนไทย อาจารย์สมบัติยังจับมือทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อวิจัยเรื่องการทำกายภาพบำบัดด้วยศาสตร์ภูมิปัญญาไทย

สมบัติ ไตรศรีศิลป์ ผู้ก่อตั้ง ‘ปัญญาไทคลินิกการแพทย์แผนไทย’ การยกระดับยาห้าราก และฝันอยากเห็นกระทรวงการแพทย์แผนไทย

“ทุกวันนี้การทำกายภาพบำบัดโดยคณะเทคนิคการแพทย์เป็นการรับเอาแบบแผนมาจากแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งเครื่องมือแต่ละอย่างราคาค่อนข้างสูง ทำให้ชาวบ้านเข้าถึงการรักษายาก แถมบางอย่างใช้เองไม่ได้ ต้องพึ่งหมอเป็นหลัก เกิดปัญหาคนไข้ล้นโรงพยาบาล เราจึงออกแบบวิธีทำกายภาพบำบัดโดยใช้กระบอง ผ้าขาวม้า และไม้ยืนยืดเส้น ซึ่งช่วยป้องกันโรคกระดูกเสื่อม โรคอัลไซเมอร์ รวมทั้งโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท”

อาจารย์สมบัติเปรยความตั้งใจของงานวิจัยที่อยู่ระหว่างกระบวนการศึกษาประสิทธิผล ก่อนเผยว่าท่านกำลังขับเคลื่อนโปรเจกต์สำคัญ คือนำเสนอสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เรื่องแนวคิดการก่อตั้ง ‘กระทรวงการแพทย์แผนไทย’ บนภาพฝันว่าอยากเห็นศาสตร์การแพทย์แผนไทยเติบโต ประชาชนคนไทยไม่เจ็บป่วยด้วยการพึ่งพาภูมิปัญญา พร้อมส่งเสริมการวิจัยพัฒนาตำรับยาสมุนไพรไทยให้ได้คุณภาพมาตรฐานระดับสากล เพื่อต่อยอดสู่อุตสาหกรรมส่งออกที่จะช่วยดึงเม็ดเงินเข้าประเทศและกระจายรายได้สู่เกษตรกรท้องถิ่น

สมบัติ ไตรศรีศิลป์ ผู้ก่อตั้ง ‘ปัญญาไทคลินิกการแพทย์แผนไทย’ การยกระดับยาห้าราก และฝันอยากเห็นกระทรวงการแพทย์แผนไทย

Writer

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

ศรีภูมิ สาส่งเสริม

ช่างภาพเชียงใหม่ ชอบอยู่ในป่า มีเพื่อนเป็นช้าง และชาวเขาชาวดอย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load