ดีโมครีตัส นักปราชญ์ชาวกรีก กล่าวว่า ทุกสิ่งทุกอย่างประกอบขึ้นมาจากอนุภาคที่เล็กมากๆ อยู่และรวมตัวกันด้วยวิธีการต่างๆ โดยที่อนุภาคนั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือแตกแยกเป็นชิ้นส่วนใดๆ ที่เล็กกว่านี้ได้อีก ดีโมครีตัสเรียกชื่อมันว่า อะตอม

ก่อนที่คุณจะสงสัยว่านี่ใช่ ‘วิกิพีเดีย’ หรือเปล่า เราขอให้ข้อมูลเรื่องทฤษฎีอะตอมอีกสักเรื่อง

ประโยชน์จากการรู้จักโครงสร้างอะตอม ทำให้เราสามารถศึกษากาแล็กซี ดวงดาว และดาวเคราะห์ต่างๆ โดยพิจารณาจากสเปกตรัมของดวงดาว

เหตุผลที่เรานัดหมายกับ อะตอม-ชนกันต์ รัตนอุดม ไม่ใช่เรื่องการค้นพบข้อทฤษฎีตำราทางวิทยาศาสตร์นี้ แต่ไม่รู้ว่าบังเอิญหรือจงใจ เพราะเพลงใหม่ที่เขาร่วมเป็น 1 ใน 8 ศิลปินที่มาร่วมในโปรเจกต์พิเศษ Mini Marathon Project ของพี่เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ นั้นเล่าถึงระยะทางอนันต์ในช่วงจักรวาลพอดิบพอดี

ก่อนจะใช้สิทธิ์หน้าที่ในทางมิชอบ แอบฟังเพลงหวานๆ นี้ก่อนใคร

การถ่ายทอดความรู้สึกของพี่เบิร์ด จากคำร้องและทำนองของนักร้องรุ่นน้องคนนี้ ทำให้เราเชื่ออย่างเต็มหัวใจว่าใครหลายคนจะได้รับพลังงานชั้นดีในแบบที่เขาทั้งคู่ถ่ายทอดและส่งต่อถึงแฟนเพลงเสมอมา

นอกจากเรื่องการทำงานกับพี่เบิร์ดในโปรเจกต์พิเศษ เราชวน อะตอม ชนกันต์ สนทนาถึงเส้นทางการตามหาความฝัน ตัวอย่างของคนที่ใช้พรสววรรค์ที่มีอย่างถูกทาง

พร้อมแล้ว ขอเชิญคุณเข้าห้องทดลองและสังเกตธรรมชาติ ปรากฏการณ์ที่อิเล็กตรอนในวงโคจรของอะตอมที่วิ่งมาชนกัน

อะตอม ชนกันต์

นักบินอวกาศฝึกหัด

ก่อนจะมาเป็นนักร้องหนุ่มในสไตล์แจ๊ส โซล อาร์แอนด์บี แบบนี้ อะตอมในวัยอนุบาลรักการร้องลูกทุ่งมาก่อน เพราะมีแม่ที่ชอบ พุ่มพวง ดวงจันทร์ มาก ก่อนจะเริ่มหัดเล่นกีตาร์ในสมัยประถม ลองแต่งเพลงจากความเจ้าบทเจ้ากลอนของตัวเองในสมัยมัธยมต้น ลองทำเดโม่และยื่นสมัครเข้าค่ายเพลงในช่วงมัธยมปลาย

แต่นี่คือชีวิตจริงไม่อิงละครช่องสถานีไหนๆ การยื่นเดโม่เทปครั้งที่ 1 ไม่ใช่จุดเริ่มต้นที่ให้ผลตามความคิดฝัน เส้นทางสายดนตรีของเขา เริ่มต้นและออกเดินทางเหมือนใครหลายคนที่หลงใหลในเสียงเพลง

ในขณะที่ทุกคนก็รู้ว่าอะตอมเป็นนักเรียนกฎหมายจากโรงเรียนกฎหมายมีชื่อของประเทศ ที่ตัดสินใจเดินตามเส้นทางของครอบครัว โชคดีที่อะตอมไม่ได้ตัดสินใจเป็นนักกฎหมาย ทนาย หรืออัยการ ไปเสียก่อน เราจึงได้ฟังเพลงภาษาสวยๆ เนื้อหากินใจ ในแนวเพลงแปลกใหม่ อย่างที่เป็นอยู่

แต่ก็อดสงสัยไม่ได้อยู่ดี ว่าการทำเพลงในแบบของอะตอมนั้น ใช้หลักการหรือแนวคิดทางนิติศาสตร์ที่เรียนมาอย่างไรบ้าง

“ช่วยเรื่องการเขียนเนื้อเพลงนะ” อะตอมรีบตอบคำถาม แน่ล่ะ เชื่อแล้วก็ได้ว่าเรียนมา

“เวลาสอบ ไม่ว่าจะเป็นวิชาอะไรก็ตามของกฎหมาย แน่นอนว่าไม่มีตัวเลือกคำตอบให้เขียนตอบสั้นๆ ในโจทย์ 5 ข้อนั้นกำหนดให้เขียนบรรยายคำตอบข้อละ 4 – 5 หน้า เขียนให้เหตุและผลสนับสนุนข้อกฎหมายนั้นๆ ผมจึงเชี่ยวชาญเรื่องเรียงความเหมือนนักศึกษากฎหมายทุกคน การเขียนและการใช้คำให้เหตุผลมากว่าศาสตร์สายอื่น ยิ่งผมเป็นคนชอบภาษา ชอบบทกลอน เมื่อประกอบกันจึงมีผลต่อการเขียนเพลง ลำดับความคิดให้เหตุผลและตรรกะของเพลง เน้นให้ประเด็นหลักของเนื้อเพลงชัดขึ้น” ได้ยินแบบนี้ เราก็ไม่แปลกใจว่าทำไมเพลงของนักร้องหนุ่มถึงออกมาตรงหัวใจเสมอ

ไม่ต้องถึงมือผู้พิพากษาก็ได้ แค่นี้ก็ยอมความแล้วทุกสิ่ง

อะตอม ชนกันต์ อะตอม ชนกันต์

สภาวะไร้น้ำหนัก

หลังจากส่งเดโม่เทปและเข้าสู่การเตรียมตัวเป็นศิลปิน บททดสอบแรกก็มาถึง

น้อยคนจะรู้ว่า กว่าที่เพลงแรกในชีวิตของเขาจะพาเขามาถึงทุกวันนี้ อะตอมต้องผ่านกระบวนการอดทนรอแบบที่ศิลปินฝึกหัดทุกคนล้วนต้องเจอ

เราถามอะตอมว่า เขามีวิธีบอกตัวเองอย่างไร ไม่ให้ถอดใจกลับไปเป็นทนายอาชีพเสียก่อน

“เรารอนานแค่ไหนก็ได้ มีจุดของการเปลี่ยนที่เราต้องการ จุดที่ถ้าผ่านจุดนี้แล้วไม่รอดเราจะยอมแพ้ ซึ่งก็คือ การที่เพลงของเราไปถึงคนฟังแล้วคนฟังไม่ชอบ ตอนนั้นแหละเราจะยอมถอดใจ แต่ช่วงเวลาที่รออยู่นั้นเพลงเรายังไม่ออกมาเลย เราก็เลยรู้สึกว่าถ้าไม่ลองให้รู้ตอนนี้เราคงเสียใจไปตลอดชีวิต” อะตอมบอกว่า เขาให้เครดิตความดื้อของตัวเอง

และในที่สุดเขาก็พบคำตอบว่าเขารอเพื่ออะไร อะตอมบอกว่า เขารอเพื่อคุยกับตัวเองให้รู้เรื่อง รอเพื่อเจอคนที่เข้าใจ คนที่ใช่ จนได้เจอทีมโปรดิวเซอร์ (กันต์ รุจิณรงค์ และ กวิน อินทวงษ์) เจอคุณอาร์ม (รัฐการ น้อยประสิทธิ์) และนั่นก็ทำให้เขามีความพร้อมมากขึ้นกว่าแต่ก่อน

“จุดที่ใช่ จุดที่คลิกกัน คือจุดเหตุการณ์หรือความรู้สึกแบบไหน” เราถาม

“เหมือนเจอผู้หญิงเลย บอกไม่ถูกเหมือนกัน แต่มันคือเคมี มันคือความคุยกันรู้เรื่อง ความเข้าใจ ความไม่พยายามเปลี่ยนแปลงอีกฝ่ายหนึ่ง” อะตอมตอบ ก่อนเล่าความประทับใจช่วงที่ใช้เวลาอยู่ร่วมกับทีมงานทุกคนซึ่งล้วนทำงานเบื้องหลังให้กับ บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ และวง Groove Riders จึงทำให้อะตอมมีโอกาสร่วมทัวร์คอนเสิร์ตเก็บเกี่ยวประสบการณ์มากมาย

“ในเรื่องการทำงาน เราพบว่าเราชอบอะไรเหมือนๆ กัน เป็นเรื่องที่ทำให้คุยกันรู้เรื่อง เราชอบแนวดนตรีคล้ายกัน ชอบ Blues, Soul, Jazz ชอบดนตรีคนผิวสี อีกเรื่องคือประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่ทีมให้คำแนะนำกับผมเสมอ และที่สำคัญที่สุดคือ ความเชื่อในตัวเรา ไม่ว่าใครก็ตามล้วนต้องการอยู่กับคนที่เชื่อในตัวเราทั้งนั้น กับทีมนี้ผมได้ลองทำ ได้รับโอกาส มีงานเป็นชิ้นเป็นอัน ให้เวลาและพลังของเขาแก่เราอย่างเต็มที่เพื่อพัฒนาตัวเองขึ้นมาในฐานะศิลปิน” อะตอมตอบ และเป็นเราที่แอบยิ้มให้กับคำตอบเหล่านั้น ดีใจที่ใครบางคนเจอกับใครที่เหมาะและสมกัน และเราในฐานะคนฟังเพลงผู้ชื่นชอบดนตรีในแนว Blues, Soul, Jazz เหมือนกันจึงได้มีโอกาสฟังเพลงดีๆ จากศิลปินกลุ่มนี้

อะตอม ชนกันต์ เบิร์ด ธงไชย

สู่ความเวิ้งว้างอันไกลโพ้น

เรื่องหนึ่งที่ต้องขอสารภาพตอนนี้อย่างเสียไม่ได้คือ เพลงของอะตอมมักจะมีพระเอกมิวสิกวิดีโอที่เก่งกาจเรื่องการดึงความสนใจ โชคดีที่จิตใจเราแข็งแกร่งพอประมาณ ไม่เสียสมาธิ จึงสัมผัสเนื้อความอันชอกช้ำที่ซ่อนอยู่ในบทเพลงได้เต็มที่

อะไรทำให้เนื้อเพลงของอะตอมหม่นหมองอย่างแตกต่าง

ในกระบวนการคิดและเขียนเพลงที่ดี อะตอมเล่าสั้นๆ ว่า นักเขียนเพลงที่ดีจะเป็นคนที่ใส่ใจเรื่องภาษาเยอะๆ เพราะภาษาไทยละเอียดอ่อนมากเมื่อเทียบกับภาษาอังกฤษ มีวรรณยุกต์ สัมผัส และการให้ความหมายของคำ

“คำแนะนำแรกๆ ที่พอจะให้ได้คือเรื่องของภาษา ลำดับต่อมาคือการฟังเพลง สำคัญมากๆ เป็นครูที่เราสามารถหาได้ทุกที่ ยิ่งสมัยนี้ยิ่งสบาย ก็อยู่ที่เราว่าจะขวนขวายขนาดไหน แต่ถ้าถามลักษณะเฉพาะของนักแต่งเพลงที่ดีเลยจริงๆ ข้อนี้ไม่รู้เลย ผมก็ไม่แน่ใจว่าคนอื่นเป็นอย่างไรบ้าง เขาอาจจะเป็นคนที่ละเอียดอ่อนกว่าคนปกติประมาณหนึ่ง” อะตอมตอบ ก่อนจะเสริมว่าความอ่อนไหวก็เป็นเรื่องจำเป็น เพราะหากไม่มีความรู้สึกต่อสิ่งใดง่ายๆ ก็คงเขียนอะไรไม่ได้

หนึ่งในเรื่องตลกร้ายที่แสนจริงก็คือ เมื่อโตขึ้นความอ่อนไหวที่เคยมีจะยิ่งหายไป ดังนั้นจึงอย่าแปลกใจ หากช่วงนี้เราจะได้ฟังเพลงใหม่จากอะตอมรัวๆ

สิ่งสำคัญต่อมาก็คือทำนอง เมโลดี้แปลกหูที่ถูกใจคนฟังเพลงเกิดจากรสนิยมการเลือกใส่แนวเพลงเท่ๆ แบบที่อะตอมและทีมโปรดิวเซอร์คู่ใจชอบ ผสมลงไปในความเป็นเพลงป๊อปฟังง่าย ละลายกำแพงระหว่างดนตรีในกระแสและนอกกระแส

และถ้าคุณเป็นแฟนตัวจริงของอะตอม คุณจะพบพรสวรรค์ข้อนี้

เรื่องเล่าและการเล่าเรื่อง อะตอมบอกว่า เขารักและผูกพันกับทุกเพลงที่แต่ง เพราะเรื่องราวเหล่านั้นเกิดขึ้นจริงกับตัวเขา

“ทุกครั้งที่อ่านเนื้อเพลงหรือทุกครั้งที่ได้ยิน ภาพจริงที่เกิดขึ้นก็วนอยู่ในนั้น” คำตอบของเขาทำให้เราเลี่ยงที่จะสบตาตรงๆ

แม้เรื่องราวในเนื้อเพลงจะเคยเกิดขึ้นจริงกับอะตอม เป็นเรื่องส่วนตัวมากๆ แต่แปลกดีที่เพลงของเขาก็วิ่งเข้าไปหาใจของคนฟังอย่างเราๆ ด้วย

อะตอม ชนกันต์ เบิร์ด ธงไชย

“ผมคิดว่ามันจริงใจดีนะที่เราได้แบ่งปันเรื่องของเราเข้าไปในเพลงจริงๆ แล้วคนฟังก็ตอบรับกลับมาด้วย เป็นความสัมพันธ์อีกรูปแบบที่เราเพิ่งได้สัมผัสเมื่อเป็นนักร้อง เวลาไปร้องสดแล้วคนดูร้องกลับมา เช่น เสียงตะโกนร้องที่ฟังดูแค้นใครเมื่อเพลง อ้าว ดังขึ้น หรือเต็มไปด้วยเสียงความสะใจ ผมว่าคนจะอินเพลงนี้ก็ยังรักคนที่มาง้ออยู่แหละ เป็นประสบการณ์ที่ใครก็คงเคยเจอ ความรู้สึกของการทำให้เป็นของตาย แล้วเมื่อถึงจุดหนึ่งที่ทำใจได้แล้วเขาดันกลับมา” อะตอมเล่าความรู้สึกและบรรยากาศที่เขารอพบเจอทุกครั้งเมื่อแสดงสด

โดยสรุปแล้ว นักร้องทุกคนล้วนมีคาแรกเตอร์ในการถ่ายทอดเพลงแตกต่างกันไป และสำหรับเขาที่อยู่ตรงหน้าเราตอนนี้ เขาบอกว่า เขาเป็นคนเล่าเรื่องและเรื่องก็เป็นของเขาอีก จึงเป็นธรรมดาที่จะรู้สึกอินไปใหญ่

“ผมรู้สึกว่าจุดร่วมของนักเขียนเพลงที่ดีเขาจะมีปมอะไรบางอย่าง ความเจ็บปวดหรืออะไรในชีวิต ความรู้สึกอ่อนไหวกับบางเรื่อง แล้วบรรยายมันออกมา แม้แต่เพลงรักก็ตาม ถ้าคุณจิตใจแข็งแรงไม่แคร์ใคร ใครจะมารักคุณ คุณก็ไม่สน มันก็คงเขียนเพลงรักออกมาไม่ได้”

เดาไม่ยาก ว่าเรื่องที่จะทำให้เขาอ่อนไหวที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่องความรัก

อะตอมหัวเราะรับแทนคำตอบ

“เรื่องความรักของผม จริงๆ มันก็ไม่ได้บ่อยกว่าคนรุ่นเดียวกันเท่าไหร่หรอก เพียงแค่รู้สึกว่ามันหนักและเราเองก็เป็นคนละเอียดอ่อนในการจับความรู้สึกเหล่านี้มาเขียนเป็นเพลง หรือการคิดถึงมันซ้ำๆ และถ่ายทอดมันออกมาเราค่อนข้างจะทำได้เยอะ เรื่องเรื่องเดียว โอเค มาเป็นถาด (หัวเราะ) มีเพลงอีกเยอะที่ก็ยังเก็บไว้เพราะคิดว่ายังดีไม่พอ อยู่ระหว่างพัฒนาให้เสร็จ แต่ 3 – 4 เพลงแรกที่ทุกคนได้ยินมันค่อนข้างจะสดมากๆ เขียนขึ้นมาในเวลาสั้นๆ อย่างเพลง PLEASE ผมใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง แล้วไม่แก้เนื้อร้องอีกเลย”

“ถ้างั้นเราก็ต้องอวยพรให้อะตอมผิดหวังในความรักอีกบ่อยๆ จะได้มีเพลงดีๆ ฟังอีก” ทีมงานที่อยู่ร่วมวงสนทนานี้ด้วยกันร้องสรุปสิ่งที่ฟังเมื่อสักครู่ ก่อนที่อะตอมจะทิ้งท้ายเรื่องความเศร้าและสวยงามในความสัมพันธ์ว่า

“ผมคิดว่าที่มันแย่และเจ็บปวดเพราะมันเคยมีช่วงเวลาที่ดีมากๆ ด้วยกัน แล้วมันก็ต้องหยุด ต้องแยกกันไป และเราก็ไปนึกถึงช่วงเวลาที่ดีนี่แหละ ไม่งั้นก็คงไม่เศร้าหรอก”

ฟังแล้วก็อยากลอยตัวไปให้ไกล สู่ความเวิ้งว้างแล้วเคว้งคว้างให้ไกลโพ้น

ใช่ ถ้าไม่มีความสุขมาก่อน มันก็คงไม่มีความเศร้าให้คิดถึง

กอบกู้จักรวาลและกาแล็กซี่

อะตอม ชนกันต์ เบิร์ด ธงไชย

ตั้งแต่จำความได้ เด็กชายอะตอมรู้จักและจดจำพี่เบิร์ดผ่านทุกสื่อบันเทิงในบ้านเรา โทรทัศน์ หนัง ละคร เทปเพลง

“แม่ยังเคยเล่าให้ฟังว่า ผมเต้นเพลง พริกขี้หนู ในงานโรงเรียนสมัยอนุบาล แม้จะจำเรื่องราวทั้งหมดไม่ได้ แต่รู้เสมอว่าเพลงพี่เบิร์ดอยู่กับเรามาตลอด เรารู้ว่าพี่เบิร์ดเป็น superstar แต่เราก็เด็กเกินไปที่จะเข้าใจความหมายของคำนี้ ไม่รู้ความยากลำบากหรือเรื่องการวางตัวสำหรับการเป็นขวัญใจมหาชนของคนทุกเพศทุกวัย”

ในช่วงที่โตขึ้นและมีโอกาสทำงานในสายดนตรี เมื่ออะตอมย้อนกลับไปฟังเนื้อหาของเพลงพี่เบิร์ดอีกที เขาก็รู้สึกทึ่งระคนกับความตื่นเต้นที่พี่เบิร์ดได้ร่วมงานกับนักแต่งเพลงเก่งๆ มาโดยตลอด และยิ่งเป็นพี่เบิร์ดที่ถ่ายทอดอารมณ์ผ่านคำร้องเหล่านั้นออกมา ทุกอย่างก็ลงตัวไปหมด

ไม่แปลกใจว่าทำไมใครต่อใครถึงรักเพลงพี่เบิร์ดและร้องตามได้เสมอไม่ว่าเวลาจะผ่านมาเท่าไหร่

“เรารู้สึกว่าคงไม่มีพี่เบิร์ดคนที่ 2 ไม่มีอีกแล้วยุคที่ใครจะขึ้นมาเป็น superstar แบบนี้ได้อีก ด้วยพลัง ด้วยความคิด และความตั้งใจ ของคนในยุคนั้น เด็กรุ่นใหม่อย่างเราไม่มีทางทำได้แบบนั้น ความทุ่มเท่ ยอมสละชีวิตส่วนตัว และความสะดวกสบายบางอย่าง เพื่ออยู่กับแฟนเพลง เพื่ออยู่ตรงนี้ เพื่อทำงานของตัวเองให้ดี แบบที่พี่เบิร์ดเป็น ถ้าถามเราว่า เรายอมแลกสิ่งที่ต้องเสียไปเหมือนพี่เบิร์ดได้ไหม ตอบได้เลยว่า ทำไม่ได้จริงๆ พี่เบิร์ดเป็นคนสุดท้ายในความทรงจำของเราที่จะขึ้นไปอยู่จุดนั้นได้” อะตอมตอบ ก่อนที่เราจะถามเขาถึงเพลงพี่เบิร์ดที่เขาชอบที่สุด

เบิร์ด ธงไชย

“ผมชอบเพลง ขอบใจจริงๆ ได้ยินมานานแล้ว แต่ตอนเด็กเราไม่เข้าใจว่าขอบใจจริงๆ ขอบใจอะไร”

เราไม่จำเป็นต้องถามว่า อะตอมชอบเพลงนี้มากแค่ไหน หรืออะตอมในวันนี้รู้แน่ชัดแล้วใช่ไหมว่าพี่เบิร์ดขอบใจอะไร แต่โปรดติดตามเพลงลำดับต่อไปจากเขา ที่หยิบเนื้อเพลง ขอบใจจริงๆ ในท่อน ‘ฉันเจ็บครั้งนี้ ฉันมีเธอเป็นดั่งครู’ มาเป็นแรงบันดาลใจ

เพื่ออรรถรส เราจะเปิดเผยเนื้อความประมาณหนึ่งให้คุณได้เตรียมตัวก่อนใคร

จาก ‘ฉันเจ็บครั้งนี้ ฉันมีเธอเป็นดั่งครู’ สู่ถ้อยคำทักทายคุณครูในวันที่บังเอิญพบหน้า กับเนื้อหาประมาณว่า Good morning teacher. How are you today? และต่อด้วย I’m fine. I’m ok, better than yesterday แล้วนะ เป็นอย่างไรล่ะ ได้ยินแค่นั้นเราก็อยากให้เขาปล่อยเพลงนี้ออกมาในเร็ววัน

สำหรับโปรเจ็กต์นี้ อะตอมได้รับโจทย์ระยะทางวิ่งมาราธอนในช่วงแห่งการยืนยันที่จะไปต่อ แม้จะยากลำบาก ผ่านเพลงเนื้อหาน่ารักที่ชื่อว่า กว่าจักรวาล พูดถึงการยอมลำบากเพื่อคนที่รัก เพราะขอเพียงมีเธอรออยู่ ต่อให้ไกลแค่ไหนก็จะไปให้ถึง โดยมีแรงบันดาลใจจากเรื่องราวสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เป็นช่วงที่พ่อและแม่จะขับรถจากบ้านที่ศาลายา นครปฐม มาเยี่ยมที่หอพักใกล้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาเขตรังสิต ปทุมธานี ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ แม้อะตอมจะบอกให้ท่านทั้งสองไม่ต้องมาหาบ้างในบางสัปดาห์เพราะกลัวจะเหนื่อยเกินไป คำตอบจากพ่อและแม่ก็ทำให้เขาปฏิเสธไม่ลง คำที่บอกว่า เขาจะเข้าใจความรู้สึกนี้ในวันที่มีลูก ความไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยหรือลำบากในระยะทางหากเพียงได้มาเห็นหน้า

เหตุผลที่เพลงนี้มีเนื้อหาสดใสและเต็มไปด้วยความสุขสมหวังกว่าที่เคย นักร้องหนุ่มผู้สารภาพว่ารักใคร่ในเพลงที่มีเนื้อหาเจ็บปวด รีบเฉลยว่า เขาแต่งเพลงนี้พร้อมอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ได้จะร้องเองหรือคิดว่าจะให้ใครร้อง จนวันเข้าร่วมประชุมโปรเจ็กต์นี้ พี่เบิร์ด ทีมงาน และศิลปินท่านอื่นๆ ต่างก็เห็นตรงกันว่าเพลงนี้น่าจะเหมาะสม เพราะเนื้อหาค่อนข้าง positive

อะตอม ชนกันต์ เบิร์ด ธงไชย

ก่อนที่อะตอมจะเล่าอย่างติดตลกว่าเขาถ่ายทอดความคิดเชิงบวกเหล่านี้ไม่อยู่ เมื่อเทียบกับพี่เบิร์ดผู้ผ่านมาหมดแล้วทั้งเพลงเศร้า เพลงสดใส เพลงให้กำลังใจคน

“เราทึ่งในความสามารถของพี่เบิร์ด 8 ศิลปิน 8 สไตล์ พี่เบิร์ดเป็นได้ทุกอย่างจริงๆ จุดสำคัญที่ประทับใจมากๆ คือพี่เบิร์ดไม่มีกำแพง ไม่เคยตั้งกำแพงในการทำงานของตัวเองหรือเมื่อต้องร่วมงานกับใคร สัมผัสพลังเหลือล้นและความพร้อมที่จะเปิดใจลองทุกอย่าง ผมไม่เคยได้ยินคำว่าทำไม่ได้จากพี่เบิร์ดเลย ได้ยินแต่คำว่าลองดูๆ ซ้ำๆ แบบนั้น เป็นพลังที่ดีที่ทุกคนที่อยู่รอบตัวพี่เบิร์ดได้รับร่วมกัน” อะตอมเล่าความรู้สึกที่ได้รับจากการทำงานร่วมกับพี่เบิร์ดในโปรเจ็กต์นี้

จากเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่หมั่นจดตำราและทบทวนตัวเอง ผ่านการสังเกตพี่เบิร์ดอยู่ห่างๆ ในวันที่ได้รับโอกาสทำงานร่วมกัน ส่วนผสมที่ลงตัว ทั้งจากเนื้อเพลงที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและถ้อยคำกินใจในแบบอะตอม รวมกับพลังความสดใสของพี่เบิร์ดที่ดึงพลังที่ดีให้ออกมาจากเพลงแบบที่พี่เบิร์ดทำอยู่เสมอ ส่งให้เพลงนี้เข้าไปอยู่ในใจของทุกคนได้ไม่ยาก

ราวกับจะบอกว่า จักรวาลของคุณจะกว้างเท่าไหร่ไม่สำคัญ ในวันที่คุณตัดสินใจจะไปแล้ว ลองมองหาเหตุผลที่ทำให้เราอยู่ตรงนี้

ต่อให้นานเพียงไหน ต่อให้ไกลกว่านั้น ฉันจะไปให้ถึงสักวัน เมื่อรักที่เธอให้ฉันยิ่งใหญ่กว่าจักรวาล

อะตอม ชนกันต์

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

Mini Marathon Project

เส้นทางที่ เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ มาบรรจบกับ 8 ศิลปินรุ่นใหม่ในโปรเจกต์สุดพิเศษ

13 กุมภาพันธ์ 2561
10 K

เริ่มต้นใหม่’ เป็นคำที่ฟังดูทั้งมีความหวังและน่าหวั่นเกรง

ตลอดการสนทนากว่า 3 ชั่วโมงกับสมาชิกวง Big Ass ทั้ง 5 คน ผมได้ยินคำว่า ‘เริ่มต้นใหม่’ บ่อยครั้ง ได้ยินเป็นระยะ จนพอรู้ว่ามันมีนัยสำคัญกับวงวงนี้

เริ่มต้นเล่นดนตรี เริ่มต้นทำอัลบั้ม เริ่มต้นทำอัลบั้มอีกครั้ง เริ่มต้นทำอัลบั้มอีกครั้งเมื่อวงเปลี่ยนสมาชิก และเริ่มต้นพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง

จากการพูดคุยกับพวกเขาซึ่งประกอบด้วย อ๊อฟ-พูนศักดิ์ จตุระบุล มือกีตาร์, หมู-อภิชาติ พรมรักษา มือกีตาร์, กบ-ขจรเดช พรมรักษา มือกลอง, โอ๊ค-พงศ์พันธ์ พลสิทธิ์ มือเบส และ เจ๋ง-เดชา โคนาโล นักร้องนำคนใหม่ ทำให้ผมพบว่า ชีวิตไม่ได้เริ่มต้นครั้งเดียวตอนเกิด หรือสิ้นสุดตอนตาย หากแต่ในช่วงต่างๆ ของชีวิตคนเรา มีบางสิ่งสิ้นสุดลง และบางอย่างเริ่มต้นขึ้นสลับกันไป

นี่อาจเป็นสัจธรรมที่มนุษย์รู้กันดีอยู่แล้วแต่มักหลงลืม

สิ้นสุดคือจุดเริ่มต้น คือชื่อเพลงที่ กบ ขจรเดช เขียนให้นักร้องที่เป็นต้นแบบในวงการของพวกเขาอย่าง เบิร์ด ธงไชย ในโปรเจ็กต์ Mini Marathon

หากไม่รู้จักพวกเขามาก่อน เพลงเพลงนี้ก็คงเป็นเพียงเพลงไพเราะธรรมดาเพลงหนึ่ง แต่หากได้นั่งลงฟังที่มาที่ไปของวงวงนี้ ได้เห็นก้อนกรวดบนเส้นทางที่เดินฝ่ามา คงรู้สึกเหมือนกันว่า เพลงเพลงนี้มาจากชีวิตของพวกเขา ซึ่งมันใช้ได้กับชีวิตของพวกเราด้วย

Big Ass

 

เริ่มต้นเล่นดนตรี

ผมนัดเจอกับพี่ๆ วงบิ๊กแอสที่บ้านของ อ๊อฟ หนึ่งในสมาชิกยุคก่อตั้งวง

บ้านหลังที่มีทั้งเสียงหัวเราะและร้องไห้ดังสลับกันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เป็นที่หลบเลียอาศัยยามชีวิตสิ้นหวังของวง ไม่ใช่เพียงเฉพาะผู้เป็นเจ้าของบ้าน

ตอนเริ่มต้นเล่นดนตรีเรานัดกันทุกวันศุกร์เพื่อเจอกันที่บ้านของอ๊อฟ” กบเล่าถึงช่วงเริ่มก่อร่างสร้างวงสมัยเรียนชั้นมัธยมต้น ซึ่งการนัดเจอที่บ้านของมือกีตาร์ของวงในวันวานยังเป็นกิจกรรมที่ทำกันมาต่อเนื่องจนปัจจุบัน รวมถึงวันที่เราพบกันด้วย

ถ้าถามว่ามีเป้าหมายอะไรในวันแรกที่เล่นดนตรีมันคือความสนุกอย่างเดียว ไม่มีการกอดคอกันฝันว่าสักวันจะเป็นนักดนตรีหรอก” อ๊อฟย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นในการเล่นดนตรี

ตอนบอกว่าซ้อมดนตรีอยู่ เรายังสงสัยว่าเล่นได้จริงหรอวะ” กบขยายความถึงวันที่ทักษะในการเล่นดนตรียังอยู่ในขั้นเริ่มต้น “คือถามว่าเป็นความฝันไหม มันเป็นมาตลอดแหละ แต่มันเป็นฝันที่ดูไม่มีทางเป็นความจริงเลย ถ้าพูดออกไปว่ากูจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ มันไม่ได้ใช้แค่ความกล้าอย่างเดียว คือถ้ามึงไม่บ้าก็ต้องเมา ผมว่าไม่มีทางที่เราจะกล้าคิดแบบนั้น”

เพราะอะไรถึงไม่กล้าคิดฝัน-ผมถามด้วยความสงสัยว่าพวกเขาอาจถ่อมตัว

ที่บ้านเราก็มีกระจกนะครับ” กบตอบ เรียกเสียงหัวเราะให้ดังก้องบ้าน ก่อนที่อ๊อฟจะเสริม “คือไปประกวดอะไรเราก็ตกรอบหมดเลย เรารู้แค่ว่าวันเสาร์ต้องออกไป ต้องมาเจอกัน ไปซ้อมกัน อยากเล่นเพลงที่อยากเล่น แค่นี้เอง มันไม่ได้มีอนาคตอะไรเลย”

เมื่อเหลียวมองพวกเขาในวันที่เติบใหญ่ กลายเป็นวงร็อกแถวหน้าของประเทศ เป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังจำนวนมาก ต้องยอมรับตามตรงว่าผมนึกภาพที่พวกเขาเล่าไม่ออก-เจ้าพวกเด็กที่เล่นดนตรีโดยไม่สนว่าใครจะรู้จักพวกเขาหรือไม่

เมื่อมองย้อนกลับไปในวันที่ไม่มีชื่อเสียง ไม่รู้ว่าเล่นผิดเล่นถูก ไม่รู้ว่าดีไม่ดี พวกคุณมองเห็นอะไร” ผมถามพวกเขา

ผมมองเห็นเด็กที่ไม่เก่ง หาจุดเด่นได้น้อยมาก แต่จุดสำคัญเดียวของพวกเราคือ เราเป็นเพื่อนกัน และความเป็นเพื่อนทำให้เราอดทน ทำให้เราคุยกันว่า ล้มก็ล้มด้วยกัน ขึ้นก็ขึ้นด้วยกัน แต่เราก็ไม่ได้คิดว่ามันจะขึ้นหรือลงหรอกนะ เราคิดแค่ว่าไปก็ไปด้วยกัน จะเกิดอะไรขึ้นเราก็ไปด้วยกัน ไม่มีอะไรที่ไม่เอา ไม่ทำ พวกเรามีแต่ไปลุย ไปทำ เราไม่เคยถอยหลังเลยมั้ง เราไม่เคยหยุดแล้วรอโอกาส ถ้าโอกาสประตูนี้ปิด เราก็จะหาโอกาสประตูอื่นอยู่เรื่อยๆ”

Big Ass

 

เริ่มต้นทำอัลบั้ม

การเริ่มต้นครั้งใหม่เกิดขึ้นเมื่อประตูบานแรกเปิดขึ้น ประตูบานนั้นชื่อ Music Bugs

ที่ค่ายเพลงแห่งนี้พวกเขาได้โอกาสทำอัลบั้มกันเอง แต่งเอง เล่นเอง ร้องเอง ซึ่งนี่ถือเป็นจุดเด่นของวงดนตรีวงนี้ในมุมมองของผมมาจนวันนี้

“ทำเองผิดถูกก็ยังด่ากันได้ 10 ปีผ่านไปก็ยังกลับมาด่าตัวเองได้ แต่ถ้าไม่ทำเอง 10 ปี ผ่านไปเรากลับไปด่าคนอื่นไม่ได้นะ” หมูบอกเมื่อผมชวนคุยถึงข้อดีของการที่พวกเขาทำเองกันทุกกระบวนการ

อัลบั้มแรกของพวกเขาชื่อว่า Not Bad ที่มีเพลงดังอย่าง ทางผ่าน อยู่ในอัลบั้ม พวกเขาเล่าว่า ก่อนที่เขาจะออกอัลบั้มแรกการขายเทปยังอยู่ในยุครุ่งเรือง ยอดขายล้านตลับเป็นเรื่องที่ยังเป็นไปได้ การขายได้ 300,000 ตลับถือเป็นเรื่องธรรมดา

“ของเราตั้งเป้ากันไว้แค่ 30,000 เพราะถ้าเกินนี้เราจะได้ตังค์ ตอนนั้นเราไม่ได้คิดอะไรเลยอ๊อฟบอกถึงความคาดหวังอันน้อยนิด

ว่าแต่ถึงตรงนี้ลองเดาดูเล่นๆ หน่อยไหมว่าอัลบั้มแรกของพวกเขาขายได้กี่ตลับ

อัลบั้มแรกกดกันไปเต็มๆ หมื่นม้วน” กบเล่าเรื่องตลกร้ายที่เกือบทำให้ชื่อของบิ๊กแอสจบลง “สมัยนี้ขายได้หมื่นม้วนคงเฮกันแล้ว แต่ตอนนั้นต้องเรียกว่ากริบ อัลบั้มแรกต้องบอกว่ามันเจ๊งนะ เคยไปเล่นแล้วมีคนเมาถือขวดเหล้าอยู่คนเดียวอยู่หน้าเวที ไม่รู้ว่าต้องขอบคุณอะไรดี”

ตอนนั้นคิดว่า 30,000 ม้วนคงสบายๆ” ผมถาม

แน่นอน ก็ทุกคนเขาได้หมด เป็นมาตรฐาน” หมูตอบทันที มีบิ๊กแอสนี่แหละที่ผิดปกติ สร้างประวัติศาสตร์” อ๊อฟพูดติดตลก “แต่เราก็ไม่เลิก ที่ถามว่ามองเห็นอะไรในเด็กกลุ่มนั้น มองกลับไปก็รู้สึกดีใจแทนตัวเองที่เราเลือกเล่นดนตรี เพราะถ้าเขาก้าวเดินต่อมาจนถึงจุดที่ดีได้เขาจะมีความสุขมากในชีวิต โมเมนต์ที่เราชอบดนตรีแล้วเราได้ใช้ชีวิตร่วมกับมัน ได้มีประสบการณ์ค่อนชีวิตกับดนตรี มันสุดยอดแล้ว”

Big Ass เบิร์ด ธงไชย

Big Ass

 

เริ่มต้นอีกครั้ง

สิ่งที่ต่อลมหายใจให้บิ๊กแอส และทำให้วงที่อยู่ในช่วงมืดมิดได้มองเห็นแสงสว่าง คือการคว้ารางวัลศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยมบนเวทีสีสัน อะวอร์ดส์

แม้อัลบั้มจะไม่เข้าหูคนฟัง แต่โชคดีที่มันยังไปเข้าตาคณะกรรมการ

ตอนนั้นเราก็ไม่รู้จะไปทำอะไร เรียนก็น้อย เล่นดนตรีก็ไม่ได้เก่ง ผมเรียนแค่ ปวช. ม.6” กบย้อนเล่าถึงชีวิตช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ก่อนที่อ๊อฟจะเล่าต่อ “คือเราไม่ได้คิดเรื่องอนาคตกันเท่าไหร่ ไม่ได้คิดว่าจะสู้ต่อไป ไม่ได้คิดอะไรเลย มันไม่ได้มีโมเมนต์ที่จะได้ทำชุดสอง เพราะค่ายเขาไม่ให้”

แต่พอได้รางวัลกลับมาที่ออฟฟิศ ผมถือรางวัลเหมือนเรามีตัวประกัน เหมือนเอามีดจ่อคออยู่ พี่ต้องให้ผมทำชุดหน้าแล้วนะ คือพูดติดตลกน่ะ แต่เรารู้ว่ามีคนมองเห็นเรา ถึงแม้ว่าคนทั้งประเทศไม่รู้จักเรา แต่คนฟังที่เป็นนักวิจารณ์ เขาได้ยินเรา ถึงจะดูเหลิง ดูเข้าข้างตัวเองไปหน่อย แต่อย่างน้อยก็มีคนได้ยินเพลงเรา สิ่งนั้นก็เลยทำให้เรามีชุดสอง ผมบอกน้าทิวา (ทิวา สาระจูฑะ) ตลอดว่า ถ้าผมไม่ได้รางวัลวันนั้นพวกผมไม่มีเหตุผลที่ได้ออกชุดถัดมา” มือกลองของวงเล่าถึงสิ่งที่ทำให้วงยังอยู่มาจนวันนี้

แม้อัลบั้มที่ 2 จะขายได้เพียง 22,000 ตลับ แต่อัลบั้มที่ชื่อ XL นี้ก็ทำให้พวกเขาค้นพบสิ่งที่ส่งผลอันยิ่งใหญ่สมชื่ออัลบั้ม

เราโชคดีที่ได้เจอเพลง ก่อนตาย เพลงนี้นอกจากมันจะประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว มันยังกำหนดความเป็นวงบิ๊กแอส แล้วเราก็เอาก่อนตายมาทำเป็นอัลบั้มชุดสาม เหมือนเราได้เจอแล้วว่าบิ๊กแอสคืออะไร” อ๊อฟซึ่งเป็นผู้เขียนเพลงเพลงนี้พูดถึงสิ่งที่ค้นพบ

ต้องขยายความก่อนว่า ก่อนตาย คือเพลงหนักที่มีเมโลดี้ที่เพราะ นี่คือคำจำกัดความของเพลงนี้ มันเลยเป็นคำจำกัดความของชุดต่อมา ว่าเราจะยึดตรงนี้แหละ” มือกลองของวงช่วยอธิบายให้ผมเข้าใจ

ส่วนผลลัพธ์ของอัลบั้มถัดๆ มาหลังการค้นพบที่ว่าเป็นอย่างไร ถึงวันนี้พวกเราคงเห็นผลกันอยู่แล้ว

อัลบั้มที่ 4 ที่ชื่อ Seven ซึ่งพวกเขาย้ายมาอยู่ค่ายที่ใหญ่ขึ้นอย่าง genie records พาให้พวกเขาขึ้นสู่จุดสูงสุดของอาชีพ ในอัลบั้มเต็มไปด้วยเพลงฮิตติดชาร์ต ฟังดูเหมือนชีวิตของพวกเขากำลังจะดีใช่ไหม

ชีวิตถ้าง่ายดายเช่นนั้นคงดี

Big Ass เบิร์ด

 

เริ่มต้นหลงระเริง

เพลงสุดท้ายหน้า B ก็ขึ้นอันดับหนึ่งตามคลื่นวิทยุ-อ๊อฟบอกเมื่อผมถามว่าอัลบั้ม Seven นั้นประสบความสำเร็จแค่ไหน

ผมมีวิธีการสังเกตคนที่เขาประสบความสำเร็จง่ายๆ คือ เพลงที่ไม่ได้คิดจะเป็นเพลงโปรโมตปล่อยมาก็ยังดัง นั่นแสดงว่ามันติดลมบน ทำอะไรคนก็เฮ ทำอะไรคนก็เอาหมด ไปเล่นคอนเสิร์ตก็เดือด ตอนนั้นจำได้ว่าเราเป็นวงแรกๆ ที่ไปเล่นคอนเสิร์ตกาชาดต่างจังหวัดที่ทำลายทุกสถิติ เหมือนกับว่าคนเคยมา 10,000 เราไปเขาก็มา 20,000 แทบจะทุกที่เลยตอนนั้น จำได้ว่าราบเป็นหน้ากลองเลย”

และเป็นช่วงนั้นเองที่พวกเขาบอกว่าคล้ายตัวเองตกอยู่ในทางสามแพร่งตลอดเวลา

ตอนนั้นลูกโป่งแห่งความสำเร็จได้โดนอัดฉีดเข้าไปจนลอยสูงสุด พร้อมที่จะแตก มันลอยขึ้นสูงที่สุดเลย แล้วสุดท้ายมันก็แตกจริงๆ เพราะพวกเราหลงระเริง” กบเล่าด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม “ตอนนั้นชีวิตเราเหมือนรถซิ่ง พุ่งไปข้างหน้าอย่างเดียว พุ่งด้วยความเร็วและแรงมาก พอเจอก้อนหินนิดเดียวก็ทำให้เราพลิกไปเลย ผมเลยเข้าใจน้องๆ ทุกวันนี้ที่ขึ้นมาแรงๆ แล้วเราเห็นท่าทางเขา เหมือนพวกกูตอนนั้นเลย อยากบอกว่า เดี๋ยวก่อนน้อง ใจเย็นน้อง เดี๋ยวลง เดี๋ยวก็สะดุดหินเหมือนกู คือเราผ่านมาแล้ว

สุดท้ายมันก็เป็นอย่างที่เห็น” อ๊อฟพูดถึงเหตุการณ์ในวันวานที่อดีตเพื่อนร่วมวงขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ด้วยข่าวที่สังคมพากันกระหน่ำโจมตีพวกเขาจนแทบไม่เหลือที่ยืนในวงการดนตรี

กบบอกว่า ตอนนั้นพวกเขาคล้ายโดนคำสาปแห่งความสำเร็จเล่นงาน “สุดท้ายเราตั้งสติกันอยู่พอสมควรนะว่าจะเอายังไงดี ตอนนั้นผมคิดในใจแล้วว่า ใครจะฟังเพลงเราวะ เพราะเราโดนด่าทั้งเช้าทั้งเย็นเลยตามสื่อต่างๆ เขียนเพลงอะไรออกไปก็คงโดนด่า เอายังไงกันดี พวกเราถึงขั้นจะยุบวงเลยนะ ผมก็เลยโทรหาพี่ป้าง (นครินทร์ กิ่งศักดิ์) พี่ป้างเป็นที่ปรึกษาของผม พอผมบอกว่าจะยุบวง เขาก็บอกว่า มึงรู้ไหมว่ายังมีคนที่รอฟังเพลงมึงจากเหตุการณ์นี้อยู่ ผมก็เริ่มตั้งสติได้ เราจะทำยังไงกันดี หมูก็บอกว่า ระหว่างนี้ทำห้องซ้อมดีกว่า เราเลยสร้างห้องซ้อมด้วยมือของเราเอง หมูก็ออกแบบ เราก็ทาสีกันเอง แล้วก็จะมาดูข่าวช่อง 3 ด้วยกันทุกวัน ดูเขาด่าเรา

มันคือหินก้อนที่สำคัญมาก โชคดีที่เรายังเกาะกันไว้ด้วยดนตรี เราจะไม่ทิ้งดนตรีไปไหน เราเชื่อคำพูดพี่ป้าง เราก็แปลงคำพูดเหล่านั้นให้เป็นเพลง มันก็กลายมาเป็นเพลง ปลุกใจเสือป่า ในอัลบั้ม begins และเหตุการณ์นั้นก็กลายเป็นเพลง ข้าน้อยสมควรตาย คือเอาวะ กูผิดก็ได้วะ เราก็เอามาทำเป็นเพลง สังเกตว่าอัลบั้มนั้นเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด เต็มไปด้วยการระบาย แต่ระบายอย่างมีเหตุผลและทำให้มันเป็นพลัง แล้วเราก็กลับมาได้ด้วยอัลบั้ม begins

“ชื่ออัลบั้ม begins มีนัยอะไรไหม”

มันคือเรื่องนี้เลย คือการเริ่มต้นใหม่ของพวกเรา เริ่มต้นใหม่ในวิญญาณเดิม” กบตอบก่อนที่โอ๊คจะเล่าต่อ “ถ้าไปดูอาร์ตเวิร์กหน้าปกมันจะมีผีเสื้อ ดักแด้ จากตอนแรกเราเป็นหนอนมา กลายเป็นดักแด้ แล้วจึงเป็นผีเสื้อ เราสื่อสารในอัลบั้มนี้ทั้งในอาร์ตเวิร์กและทุกอย่างเลย คือกูจะเริ่มใหม่ ไม่ยอมแพ้”

ฟังดูฮึกเหิมดีใช่ไหม แต่นั่นเป็นเพียงบททดสอบแรก ก่อนที่เขาจะเจอบททดสอบอีกบทซึ่งเล่นเอาพวกเขาบอบช้ำยิ่งกว่าเดิม

บิ๊กแอส เบิร์ด เจ๋ง บิ๊กแอส

 

เริ่มต้นอีกครั้งและอีกครั้ง

หลังจากอัลบั้ม begins พวกเขามีผลงานอีกหนึ่งอัลบั้มชื่อ LOVE ก่อนที่วงจะเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อพวกเขาตัดสินพักงานและแยกทางกับนักร้องนำซึ่งเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เริ่มต้นทำวง และแน่นอน นี่เป็นเรื่องเจ็บปวด เป็นบาดแผลของวงมาจนทุกวันนี้

แต่เราก็ต้องเดินต่อไป-อ๊อฟย้ำประโยคนี้ผ่านสื่อเสมอ

หมูร้องไห้ตรงโต๊ะนี้ทุกวัน” โต๊ะนี้ที่อ๊อฟว่าคือโต๊ะที่เรากำลังนั่งคุยกัน

เรานั่งแชร์เรื่องที่เราไม่ค่อยมีโอกาสได้คุยกัน แชร์ความผิดพลาด แชร์สิ่งต่างๆ พอนั่งคุยกันไปก็เริ่มร้องไห้” หมูเล่าถึงช่วงที่พักงาน ก่อนที่โอ๊คจะเล่าต่อ “ตอนนั้นเราสูญเสียไฟในการเป็นนักดนตรี ก่อนที่จะมีเจ๋ง เราคิดว่าเราไม่อยากไปเล่นดนตรี เราคิดว่าเราเล่นไปวันๆ ไม่มีความตื่นเต้น ไม่อยากออกจากบ้านไปเล่น มันทำลายสิ่งที่เราเคยเป็นมาค่อนข้างเยอะ เราไม่เคยคิดว่าเราจะเป็นขนาดนี้ได้” ช่วงเวลาที่วงกำลังสูญเสียศรัทธาในสิ่งที่เคยใฝ่ฝันอย่างดนตรีนั่นเองที่ เจ๋ง เริ่มมาคลุกคลีใช้ชีวิตกับวง

เหมือนเจ๋งมากระชากซากศพทั้งสี่คนให้ลุกขึ้นมา ด้วยคำพูดประโยคหนึ่ง” กบเริ่มเล่าถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของวง “เราเจอกันตอนนั้นเจ๋งเล่นกลางคืนอยู่ ได้เงินเดือนทั้งเดือนรวมแล้ว 20,000 บาท เราก็ตั้งไว้แล้วว่ามาอยู่กับเรา 3 เดือน เราให้เงินเดือนเจ๋งเท่าเดิม เราก็ควักส่วนตัวกันทุกเดือนคนละ 5,000 เพื่อเอามาเป็นเงินเดือนเจ๋ง แล้วตอนเราไปซ้อมกันครั้งแรก เราก็ซ้อมไป จ้องเจ๋งไป ขอให้ใช่เถอะ เพราะกูผ่านมา 2 – 3 คนแล้วมันไม่ใช่ ขอให้เป็นมึงได้ไหมวะ เราซ้อมตอนบ่าย 2 แล้วเจ๋งเพิ่งตื่นตอน 11 โมง พอร้องไปมันไม่ใช่ ทำไมมันไม่เหมือนที่กูไปดูมึงที่โคราชเลยวะ ทำไมมันเป็นแบบนี้

“เราก็คิดว่าฉิบหายแล้ว พังแล้ว พอพวกเราซ้อมเสร็จอ๊อฟก็ถามเจ๋งว่า พวกเราเป็นยังไงกันบ้าง เจ๋งก็ตอบว่า พวกพี่ก็เป็นบิ๊กแอส แต่พวกพี่มันได้มากกว่านี้ เราก็สบถในใจ มองหน้ากัน แล้วก็รู้สึกว่า เราต่างหากที่ไม่ใช่สำหรับเจ๋ง ผิดที่เราเองเลย เราทำอะไรกันอยู่วะ วันนั้นคือวันที่ผมวางเครื่องดนตรีทั้งหมด คำพูดเจ๋งถูกต้อง เราต้องกลับมารักษาหัวใจกันก่อน เราก็เลยต้องมาหลอมรวมกัน เพราะประโยคนั้นของเจ๋งประโยคเดียวเลยที่กระชากไอ้ 4 คนนี้ขึ้นมา

เบิร์ด ธงไชย Mini Marathon Project

เราก็มาอยู่บ้านหลังนี้แหละครับ มาเจอกันทุกวัน กิจวัตรทุกวันคือเล่นฟิตเนส ทำอาหารเย็นกินกัน คือมาแชร์ชีวิตด้วยกันก่อน วงดนตรีวงหนึ่งมันไม่ใช่แค่มาเล่นดนตรีด้วยกัน แต่มันต้องมาใช้ชีวิตด้วยกัน ก็เลยใช้วิธีนี้ เรื่องเพลงเราคุยกันน้อยมาก แต่เราจะคุยกันว่าแต่ละวันเป็นยังไง ให้เขาเรียนรู้และเปิดไพ่กันให้หมดว่าเรามีอะไรกันบ้าง เราเป็นใครอะไรยังไง ส่วนผมก็ไปเที่ยวทะเลกับเขาเลย เพื่อที่จะได้ดูว่าเขาเป็นยังไง มีคอนเสิร์ตเมืองนอกมาเราก็เฮโลกันไป ให้เขาได้เรียนรู้ด้วยกันว่าวงนี้จะเป็นยังไง แล้ววันหนึ่งจุดเปลี่ยนก็คือ อยู่ดีๆ เราเริ่มเบื่อการทำอาหารกันแล้ว อ๊อฟก็ไปจับกีตาร์ ก็เล่นๆ แจมๆ กันดู แล้วมันก็เป็นเพลงที่เป็นทำนองของเพลง แดนเนรมิต แต่ยังไม่สมบูรณ์นะครับ แล้วมันเหมือนเราดมกลิ่นอะไรบางอย่างแล้วมันสนุก

“ไม่นานเดโม่ทั้ง 5 เพลงก็เสร็จหมดเลย พอเสร็จแล้วทำยังไงต่อล่ะ เป็นรูปเป็นร่างแล้ว ก็เลยเอาไปคุยกับพี่นิค (วิเชียร ฤกษ์ไพศาล) บอกว่าเราจะทำอัลบั้มนี้ แล้วทุกคนก็ทุ่มทุกอย่างให้งานของเรา มันเหมือนการตายแล้วเกิดใหม่ มันเหมือนจะเป็นโอกาสเดียวที่เราจะได้พิสูจน์ว่าเราจะรอดหรือไม่รอดในวงการนี้ ซึ่งสำหรับเจ๋งเขาคงไม่รู้ว่ามันยิ่งใหญ่ขนาดไหนสำหรับคนที่เคยตายมาแล้ว 4 คนนี้”

ฟังจากที่พวกเขาเล่า ผมไม่แปลกใจที่อัลบั้ม THE LION ซึ่งเป็นอัลบั้มแรกหลังจากเปลี่ยนนักร้องนำ จึงมีความหมายยิ่งใหญ่กับพวกเขา

อัลบั้มนี้จะมีความหมายทุกครั้งหลังผ่านการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก ถ้าเรากลับไปเห็นหมูนั่งร้องไห้อยู่ตรงนี้ หรือที่เราทะเลาะเบาะแว้งอะไรกัน อัลบั้มนี้มันจะเปล่งออร่าออกมาเลย แล้วมันก็เป็นหลักไมล์ในชีวิตที่ไม่น่าเชื่อว่าเราจะมาถึงวันนี้ได้ ถ้านับจากวันที่หลงระเริงกันสุดๆ อัลบั้มนี้มันก็ช่วยเซ็ตระบบอะไรใหม่ในชีวิตพวกเราพอสมควร ค่อนข้างเป็นอัลบั้มตั้งไข่ของบิ๊กแอสในยุคนี้จริงๆ” อ๊อฟพูดด้วยรอยยิ้ม

มันคือจุดเริ่มต้นอย่างแท้จริง” กบเสริมเพื่อนที่ฝ่าฟันร่วมกันมา

Big Ass

 

เริ่มต้นหลังจากสิ้นสุด

สิ้นสุดคือจุดเริ่มต้น คือชื่อเพลงที่กบเขียนให้นักร้องที่เป็นต้นแบบในวงการของพวกเขาอย่าง เบิร์ด ธงไชย ในโปรเจ็กต์ Mini Marathon

ชื่อเพลงนั้นนอกจากคล้ายเป็นบทสรุปชีวิตของวงบิ๊กแอสแล้ว กบยังบอกว่า เขาแต่งมาจากชีวิตของตัวเองที่ครั้งหนึ่งเคยตัดสินใจสิ้นสุดชีวิตเดิม เพื่อเริ่มชีวิตใหม่

ตอนได้รับโจทย์ว่าต้องแต่งเพลงให้พี่เบิร์ดผมก็มานั่งคิดว่าจะเอายังไงกับไอเดียนี้ดี ก็เลยกลับไปนั่งนึกถึงเพลงเพลงหนึ่งของพี่เบิร์ดที่ทำให้ผมรอดชีวิตมาได้ นั่นคือเพลง เธอผู้ไม่แพ้ อยู่ในชุด ธ.ธง ออกมาเมื่อปี 37 เท่าที่จำได้คร่าวๆ พระเอกเอ็มวีคือพี่เบิร์ดใส่ชุดออฟฟิศ ผูกเน็กไท เหมือนกำลังจะล่มสลายทางการงานอะไรสักอย่าง

ชีวิตผมตอนนั้นทำงานประจำเป็นพนักงานไปรษณีย์ ใส่ชุดเหมือนพี่เบิร์ดเป๊ะเลย อาการที่พี่เบิร์ดกำลังแสดงออกนั่นแหละคืออาการที่ผมกำลังเป็นในชั่วโมงนั้น คือผมเกลียดงานที่ผมทำอยู่มาก ผมอยากเป็นนักดนตรี แต่ผมต้องทำงานนั้นเพื่อหาเลี้ยงชีพ วินาทีที่ผมลาออกจากงานไปรษณีย์มาเพื่อเล่นดนตรี เพลงนี้มันดังก้องอยู่ในช่วงนั้นพอดี

ตอนนั้นผมกลัวอดตาย เพราะงานไปรษณีย์เป็นงานที่มั่นคง แล้วออกมาผมไม่มีอะไรเลย ไม่มีเงินสักบาท ผมก็ใช้เพลง เธอผู้ไม่แพ้ ในการบอกตัวเองว่า เอาวะ กูจะไม่แพ้ ถึงได้บอกว่าเพลงมันสามารถไปแตะหัวใจของคนที่กำลังเผชิญชีวิต เหมือนที่ผมเคยเจอ มันอาจจะช่วยชีวิตใครไม่ได้ แต่ผมเชื่อว่ามันเตือนสติได้ ผมก็เลยเขียนเพลงนี้ออกมาให้ดีที่สุด พอผมเจอคำว่า ‘หัวใจของเธอแค่ผลัดใบ’ ผมรู้สึกว่าเพลงนี้มันรอดแล้ว ผมรู้สึกจริงๆ ว่าหัวใจคนเรามันแค่ผลัดใบแค่นั้นเอง ใบไม้ที่ปลิวหล่นจากกิ่งมันก็แค่จุดสิ้นสุดหนึ่ง วันหนึ่งมันจะงอกขึ้นมาใหม่

นี่คือจุดสิ้นสุดและจุดเริ่มต้นในจุดเดียวกัน” กบเล่าทิ้งท้ายคล้ายเขาเห็นความงามของการเริ่มต้นใหม่ไม่ใช่ความกลัวอย่างที่ผมเข้าใจ

Big Ass

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load