‘15 ไร่ กับ 6 กลุ่มผู้ใช้งาน’ คือโจทย์สุดท้าทายที่นักออกแบบจากสถาบันอาศรมศิลป์ ประกอบไปด้วย แอน-อิสริยา ปุณโณปถัมภ์, ปุ๊ก-นฤมล พลดงนอก สถาปนิกชุมชน และ เป้-รัฐพงศ์ ปิ่นแก้ว ภูมิสถาปนิก จะมาเล่าถึงโปรเจกต์การพัฒนาพื้นที่สาธารณะที่ ‘บางสะแก’ ให้พวกเราฟัง สำหรับคอลัมน์ Public Space ครั้งนี้

พื้นที่ 15 ไร่นี้มีการใช้งานฟังก์ชันหลายอย่าง เนื่องด้วยเป็นที่ตั้งของวัด ที่ทำการ อบต. โรงเรียน กศน. และสถานีอนามัย รวมอยู่ในไซต์เดียว ซึ่งการแบ่งขอบเขตที่ไม่ชัดเจนของแต่ละกลุ่มผู้ใช้งาน และการเปลี่ยนแปลงเส้นทางคมนาคมหลักจากทางน้ำมาเป็นทางบกตามยุคสมัย ทำให้การจัดการพื้นที่ของแต่ละส่วนเกิดความสับสน ใช้งานไม่สะดวก แล้วทางสัญจรก็มีการ ‘กลับหัวกลับหาง’ เกิดขึ้น

ภารกิจของเหล่าสถาปนิก คือการระดมสมองกับชาวบ้านเพื่อคลี่คลายปัญหา และที่สำคัญ ต้องออกแบบพื้นที่ที่สื่อสารความพิเศษเฉพาะตัวของตำบลบางสะแก เพื่อรองรับการทำกิจกรรมของชุมชน และส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างที่ชาวบ้านตั้งใจด้วย

ปรับพื้นที่ 15 ไร่ บางสะแก สมุทรสงคราม เป็นหน้าบ้านรับนักท่องเที่ยวที่ชุมชนก็ใช้งานได้

ที่มา สู่ ที่ไป

บางสะแกเป็นตำบลเล็ก ๆ ในอำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม ชาวบ้านยึดการทำสวนผลไม้เป็นอาชีพหลักกันมาแต่ไหนแต่ไร ซึ่ง ‘ส้มโอ’ และ ‘ลิ้นจี่’ เป็นของดีประจำถิ่นที่ทุกคนภูมิใจ ว่าหวาน หอม อร่อย

“เราคุยตั้งต้นว่าอยากทำโครงการพัฒนาพื้นที่สาธารณะในจังหวัดสมุทรสงคราม 2 พื้นที่” แอนเริ่มเล่าถึงที่มาที่ไป ซึ่งในที่สุดแล้ว บางสะแกก็ได้รับเลือกเป็น 1 ใน 2 พื้นที่นั้น

“เพิ่งรู้ว่าหน่วยงานท้องถิ่นไม่มีพื้นที่เป็นของตัวเอง ส่วนใหญ่จะอยู่ตามวัด” สถาปนิกสาวกล่าวถึงปัญหาของตำบลเล็ก ๆ แห่งนี้ “กำนันซึ่งเป็นแกนนำก็เลยสนใจอยากผลักดันให้บางสะแกได้มีพื้นที่สาธารณะสักแห่งหนึ่ง จากที่ไม่มีเลย”

ผู้สูงอายุ ผู้ใหญ่ วัยรุ่น และเด็ก ๆ ชาวบางสะแก ไม่รู้จะไปรวมตัวกันที่ไหน ได้แต่อาศัยพื้นที่เล็ก ๆ ตามจุดต่าง ๆ ในชุมชนทำกิจกรรม ไม่มีพื้นที่ที่ใช้ได้อย่างเป็นกิจจะลักษณะ อบต. จึงเสนอพื้นที่วัดบางสะแก ที่รายล้อมด้วยสวนส้มโอ-ลิ้นจี่ ริมคลองแควอ้อม ขนาด 15 ไร่ ให้อาศรมศิลป์พัฒนาต่อ ด้วยเหตุผลว่าที่นี่เหมาะเป็น ‘เซ็นเตอร์’ ของชุมชนมากที่สุด

ปรับพื้นที่ 15 ไร่ บางสะแก สมุทรสงคราม เป็นหน้าบ้านรับนักท่องเที่ยวที่ชุมชนก็ใช้งานได้

“ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นวัด แล้วก็มีส่วนของ อบต. แต่พอเข้าไปดูก็พบว่ามีโรงเรียน มี กศน. มีสถานีอนามัยด้วย” แอนเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น จะเรียกว่าเป็นพื้นที่วัดอย่างเดียวก็คงไม่ถูก อาจต้องพูดรวม ๆ ว่าเป็นศูนย์ราชการที่รวม 5 ฟังก์ชันไว้ด้วยกัน

“พื้นที่นี้ไม่ได้มีผังแม่บทสำหรับอนาคต อาคารในไซต์ก็อาศัยสร้างในตำแหน่งที่สร้างสะดวก”

เดิมทีการสัญจรทางน้ำเป็นเส้นทางคมนาคมหลัก วัดบางสะแกซึ่งสร้างตั้งแต่สมัยอยุธยา และโรงเรียนบางสะแกที่อยู่ข้างกันจึงอยู่ริมน้ำ และหันหน้าไปทางน้ำเพื่อรับคนที่เดินทางด้วยเรือ

วันเวลาผ่านไป เมื่อคลองลดบทบาทลง การสัญจรทางบกเข้ามาแทนที่ อบต. และสถานีอนามัยที่สร้างขึ้นมาใหม่ในพื้นที่เดียวกันจึงหันหน้าไปทางถนน

“คนจะไปวัด เด็กจะไปโรงเรียน ก็เลยต้องตัดเข้าไปใน อบต. กับอนามัยก่อน” ปุ๊กกล่าว เรียกได้ว่า Circulation (เส้นทางสัญจร) ยุ่งเหยิงขึ้น เพราะ ‘ยุคสมัย’ พาให้มีการเปลี่ยนทางเข้าของไซต์ไปโดยปริยาย”

ปรับพื้นที่ 15 ไร่ บางสะแก สมุทรสงคราม เป็นหน้าบ้านรับนักท่องเที่ยวที่ชุมชนก็ใช้งานได้

รับฟังเรื่องราว

จากนั้นช่วงเวลาของการจัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นก็มาถึง

ปุ๊กเล่าว่าบางสะแกมีการทำงานเป็นระบบ อาศรมศิลป์จะทำงานผ่านกำนัน ผู้ใหญ่บ้านก่อน แล้วผู้ใหญ่บ้านก็จะพาไปรู้จักว่า หมู่ของตัวเองมีบริบทอย่างไร ซึ่งเมื่อได้พูดคุยนักออกแบบ ก็ได้เห็นความพิเศษแตกต่างกันไป บางหมู่ก็มีความรู้เรื่องการทำขนมไทย บางหมู่เก่งเรื่องพืชสวน บางหมู่เก่งเรื่องทำสวนผสมผสาน

“ชาวบ้านกระตือรือร้นกันมาก” ปุ๊กเน้นเสียง จากปากคำของเธอ ชาวบางสะแกคือ ‘นัมเบอร์วัน’ ในการมีส่วนร่วม ต่างจากหลายครั้งที่เธอไปลงชุมชน แล้วเกิดปัญหาว่าชาวบ้านไม่กล้าแสดงความคิดเห็น

คนที่นี่อยากพัฒนาตำบลกันอยู่แล้ว พวกเขาอยากให้บางสะแกมีสภาพแวดล้อมที่ดี เศรษฐกิจรุ่งเรือง เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาซื้อส้มโอกันเยอะ ๆ ให้สมกับความอร่อยที่มี

“เขาพยายามผลักดันให้ชุมชนให้เป็นที่รู้จัก ก็เลยทดลองจัดงาน Pomelo Run งานวิ่งที่มีกิมมิกเป็นส้มโอ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้รู้จักบางสะแกให้มากขึ้น” และงานวิ่งนี้ก็จัดใช้ไซต์ 15 ไร่นี้เป็นที่จัดงานหลัก

“โชคดีงานนี้จัดในช่วงที่อาศรมศิลป์เริ่มเก็บข้อมูลพอดี นักออกแบบจึงมีโอกาสได้เห็นการใช้พื้นที่ในวันที่คนเยอะ และมองเห็นภาพว่า พื้นที่นี้จะส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจได้อย่างไร

“15 ไร่นี้ นอกจากต้องรองรับชาวบ้านกลุ่มต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมา ยังต้องรองรับนักท่องเที่ยวเมื่อมีงานด้วย รวมเป็น 6 กลุ่มผู้ใช้งาน”

‘หนึ่งพื้นที่ แต่ต้องรองรับผู้ใช้งานหลายกลุ่ม’ จึงเป็นประเด็นหลักในการเริ่มออกแบบ

ปรับพื้นที่ 15 ไร่ บางสะแก สมุทรสงคราม เป็นหน้าบ้านรับนักท่องเที่ยวที่ชุมชนก็ใช้งานได้
ปรับพื้นที่ 15 ไร่ บางสะแก สมุทรสงคราม เป็นหน้าบ้านรับนักท่องเที่ยวที่ชุมชนก็ใช้งานได้

“เด็กอยากได้สนามเด็กเล่นระหว่างรอผู้ปกครองมารับ ผู้ปกครองก็อยากได้ที่รอรับเด็ก ตอนนี้ต้องตากแดดรออยู่บนมอเตอร์ไซค์” ปุ๊กเล่าว่าในวันนั้น มีชาวบ้านมากมายเข้ามาให้ข้อมูล เด็ก ๆ ในโรงเรียนซึ่งเป็นผู้ใช้งานสำคัญของพื้นที่ก็มาด้วย

“อบต. ต้องการพื้นที่ Multi-function จันทร์ถึงศุกร์เป็นที่จอดรถให้คนมาทำงาน หรือคนมาติดต่อราชการ แต่วันเสาร์อาทิตย์ปรับเป็นพื้นที่ทำกิจกรรมได้

“ส่วนผู้สูงอายุก็อยากได้พื้นที่ออกกำลังกายใกล้ ๆ อนามัย เผื่อเป็นอะไรขึ้นมาจะได้อยู่ใกล้หมอ”

แล้วปัญหาเรื่องเส้นทางสัญจรที่เรากล่าวไปในตอนแรก ก็ตามมาด้วยปัญหา Zoning หรือการแบ่งพื้นที่ใช้งาน

ในอดีต ผู้ใช้งานทุกกลุ่มจะใช้พื้นที่นี้ร่วมกันทั้งหมด แต่เวลาต่อมา บริบทต่าง ๆ ของสังคมก็ทำให้พฤติกรรมการใช้พื้นที่เปลี่ยนไป โรงเรียนต้องการกำหนดพื้นที่เพื่อความปลอดภัยของนักเรียน วัดก็ต้องการกำหนดเขตสังฆาวาสให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ได้มีการ ‘ตกลง’ ขอบเขตให้ชัดเจนเสียทีเดียว ความสับสนในการใช้พื้นที่จึงเกิดขึ้นเป็นระยะ

“อย่างตรงนี้ ชุมชนอยากให้เป็นส่วนออกกำลังกาย เขาก็จะไปตั้งที่ออกกำลังกาย ทำลู่วิ่ง ในขณะที่พระท่านก็อยากให้ตรงนั้นเป็นสวนสัปปายะ” แอนพูดถึงสิ่งที่ชาวบ้านเล่าในเวที ประเด็นแบบนี้นี่เองที่นักออกแบบอย่างพวกเขาต้องออกโรงแก้ไข

ทิป-ชัชนิล ซัง อีกหนึ่งภูมิสถาปนิกของอาศรมศิลป์ที่ร่วมรับผิดชอบโปรเจกต์นี้เสริมขึ้นมาว่า เป้าหมายของการออกแบบ คือทำให้ภาพรวมหลอมเป็นเนื้อเดียวกัน แต่ยังใช้งานอย่างเป็นสัดเป็นส่วนได้ในขอบเขตของแต่ละคน แล้วก็มีพื้นที่กลางให้ทุกคนได้เชื่อมสัมพันธ์กัน

ปรับพื้นที่ 15 ไร่ บางสะแก สมุทรสงคราม เป็นหน้าบ้านรับนักท่องเที่ยวที่ชุมชนก็ใช้งานได้

ลองจัดระบบใหม่

เมื่อได้ยินเสียงสะท้อนแห่งความวุ่นวายจากกระบวนการมีส่วนร่วม อาศรมศิลป์จึงรวบรวมความต้องการของผู้ใช้งานกลุ่มต่าง ๆ แล้วนำมาจัดวางลงบนผังใหม่อย่างเป็นระบบ

“บางทีกิจกรรมของผู้สูงอายุก็ไปรวมอยู่กับพื้นที่เด็กได้” ตามที่ทิปได้กล่าวไป นอกเหนือจากการแบ่งแยกพื้นที่ แนวทางจัดผังใหม่นี้มีการรวมฟังก์ชันที่ใช้ร่วมกันได้ไว้ในพื้นที่เดียวกันหรือใกล้กันด้วย

“พื้นที่ลานปฏิบัติธรรม ก็ไปอยู่ใกล้ อบต. อนามัย พื้นที่ออกกำลังกาย ลู่วิ่ง ก็ไปอยู่ใกล้กับวัด แต่เป็นโซนที่ห่างจากเขตสังฆาวาส” เป้แจกแจงให้เราฟัง

สำหรับเส้นทางสัญจรที่ไม่ลงตัวในตอนแรก ก็ได้รับการคลี่คลายในขั้นตอนนี้

“ถนนหลักเดิมที่รถใช้วิ่ง จะตัดผ่าไปในวัด ระหว่างกุฏิ โบสถ์ และวิหาร ซึ่งการที่รถเข้ามาจอดตรงวิหารเยอะ ๆ ทำให้ความสง่างามของวิหารลดลงไป” เขาค่อย ๆ อธิบาย

“เราเลยทำถนนเส้นใหม่ ให้ผ่านทั้ง อบต. วัด และอนามัย ตรงเข้าไปรับคนที่วงเวียนรับส่ง แล้วก็วนกลับไปจอดที่ลานจอดรถริมถนน รถไม่ต้องเข้าไปยุ่งวุ่นวายถึงข้างในสุด” สำหรับเด็ก ๆ ที่มาโรงเรียนก็เดินต่อไปจากวงเวียนได้ในระยะใกล้ ๆ

“ส่วนถนนเส้นเดิมไม่ได้ยกเลิกนะ แต่ลดความสำคัญลง โดยการเปลี่ยนวัสดุผิวให้ดูเป็นเส้นทางคนเดิน แทนที่จะเป็นเส้นทางรถยนต์”

ปรับพื้นที่ 15 ไร่ บางสะแก สมุทรสงคราม เป็นหน้าบ้านรับนักท่องเที่ยวที่ชุมชนก็ใช้งานได้

แอนบอกว่าอีกหนึ่งแนวคิดที่กำหนดที่ทิศทางการทำงานของอาศรมศิลป์ คือ การเก็บของเก่าที่มีไว้ รวมถึงการส่งเสริมให้ของเก่าสวยสง่ายิ่ง ๆ ขึ้นไป ซึ่งของเก่าที่ว่าก็มีต้นสะดือริมน้ำอายุ 200 ปีที่ชาวบ้านถือเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ศาลาริมน้ำที่อยู่ไม่ไกลกัน และวิหารสมัยอยุธยา

วัดบางสะแกเป็นวัดเก่าตั้งแต่สมัยอยุธยา มีช่วงที่ร้างประมาณ 200 ปี จากนั้นก็กลับมาบูรณะใหม่ โดยมุมมองปัจจุบันนี้ ทำให้ผู้คนมองเห็นวิหารไม่ค่อยชัด ไม่สง่างามเท่าที่ควร เมื่อมีการปรับปรุง Zoning และ Circulation จึงได้ส่งเสริมให้ของเก่าทรงคุณค่าเหล่านี้ปรากฏให้ชัดเจนกว่าเดิม

“เราทำให้มุมมองสู่วิหารชัดเจนขึ้น และทำให้วิหารมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เกื้อกูลต่อการประพฤติปฏิบัติธรรมยิ่งขึ้น” แอนกล่าว ถนนเส้นใหม่พาให้รถวิ่งมาถึงวิหารได้ แต่ลานกว้างที่เว้นไว้ ก็ทำให้เกิดระยะก่อนจะเข้าสู่สถาปัตยกรรมโบราณ ไม่จอแจเหมือนที่เคย

ส่วนริมน้ำซึ่งเคยเป็นทางเข้าหลักในอดีตที่คนไม่ค่อยได้ใช้งานแล้ว ก็กลายเป็นพื้นที่บรรยากาศดี มีทางเดินเล่น เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ซึ่งทางสถาปนิกออกแบบให้คนได้สัมผัสและใกล้ชิดกับน้ำมากขึ้น แต่ไม่กระทบกับแนวคันเขื่อนเดิม ทั้งนี้ ยังมีทางเดินเท้าจากริมน้ำมุ่งไปสู่วิหารหลังงามด้วย

โครงการจัดระเบียบการใช้งานหลากฟังก์ชันใน 1 ไซต์ให้ลงตัว และการดีไซน์ให้ ต.บางสะแก เป็น ‘หน้าบ้าน’ รับนักท่องเที่ยว
โครงการจัดระเบียบการใช้งานหลากฟังก์ชันใน 1 ไซต์ให้ลงตัว และการดีไซน์ให้ ต.บางสะแก เป็น ‘หน้าบ้าน’ รับนักท่องเที่ยว

ขอเพิ่มกิมมิก

หลังจากนั้น สถาปนิกอาศรมศิลป์ทั้งสามก็พาเราลงรายละเอียดของดีไซน์ในแต่ละพื้นที่ โปรเจกต์ปรับปรุงไซต์บางสะแกในครั้งนี้ นอกจากต้องแบ่งพื้นที่และเส้นทางเดินให้ลงตัวแล้ว เหล่านักออกแบบยังมีหน้าที่ ‘ดึงเอกลักษณ์’ ของพื้นที่ออกมาให้ชาวโลกเห็น ซึ่งเอกลักษณ์ที่ว่า ก็คือส้มโอแสนอร่อยนั่นเอง

“นี่คือลานบางสะแกครับ” เป้เริ่มพาเราลงรายละเอียดไปในแต่ละพื้นที่ โดยเริ่มจากส่วนแรกที่เรียกว่าเป็น Welcome Area ริมถนน บริเวณที่ตั้งของอาคาร อบต. “แนวคิดคือพื้นที่ยืดหยุ่น ทำกิจกรรมได้ด้วย จัดงานคนเยอะ ๆ ก็จอดรถได้ด้วย เราเลยดีไซน์ให้ต้นไม้ไม่ไปขวางที่จอดรถ แต่ก็ให้ร่มเงาได้”

ในส่วนของวัด จะมีการปรับปรุงให้เขตสังฆาวาสเป็นสัดเป็นส่วน มีบรรยากาศที่สงบมากขึ้น และมีพื้นที่เชื่อมระหว่างวัด อนามัย โรงเรียน ซึ่งทั้งพระ นักเรียน คนทั่วไป ก็มาใช้ตรงนี้เป็นพื้นที่ส่วนกลางได้ และยังมีพื้นที่ที่ปฏิบัติธรรม ซึ่งพัฒนามาจากส่วนที่เคยเป็นพื้นที่รกร้าง

โครงการจัดระเบียบการใช้งานหลากฟังก์ชันใน 1 ไซต์ให้ลงตัว และการดีไซน์ให้ ต.บางสะแก เป็น ‘หน้าบ้าน’ รับนักท่องเที่ยว

“พื้นที่ระหว่างอนามัยกับ อบต. ที่ปัจจุบันมีต้นส้มโออยู่ ปลูกเป็นร่องสวน เราไม่อยากไปเปลี่ยนแปลงลักษณะภูมิทัศน์เดิม เลยแทรกทางเดินและลานออกกำลังกายยกลอยไปตามต้นส้มโอ ส่วนข้างล่างก็ยังเป็นร่องสวนอยู่ ไม่ได้ถมพื้นที่” อย่างที่อาศรมศิลป์ได้บอกไว้ว่าต้อง ‘เก็บของเก่า’ ร่องสวนเองก็เป็นสิ่งที่อยู่ตรงนี้มาตั้งแต่แรก และอยู่คู่กับบางสะแกมานานจนเป็นเอกลักษณ์

“ลานกีฬาที่ อบต. ทำไว้ เราเข้าไปปรับปรุงด้วยการเพิ่มฟังก์ชัน อย่างลานแอโรบิก ลานแบดมินตันเข้าไปตามที่ชาวบ้านเสนอ โดยมีส้มโอเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ”

โรงเรียนเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญ และสนามเด็กเล่นก็เป็นสิ่งที่ชาวบ้านลงความเห็นว่า จำเป็นที่สุด และน่าจะเกิดประโยชน์ที่สุด เพราะตอนนี้ไม่มีพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับเด็ก ๆ เลย

โครงการจัดระเบียบการใช้งานหลากฟังก์ชันใน 1 ไซต์ให้ลงตัว และการดีไซน์ให้ ต.บางสะแก เป็น ‘หน้าบ้าน’ รับนักท่องเที่ยว

“เราได้ไอเดียมาจากตะกร้อสอยผลไม้ค่ะ” ปุ๊กเล่าถึงสนามเด็กเล่นใหม่หน้าอาคารอนุบาล ที่พวกเขาออกแบบด้วยการหยิบอุปกรณ์คู่ใจของชาวบางสะแกมาเป็นไอเดีย “เราดีไซน์ให้แบ่งช่วงเป็นแต่ละ Station เครื่องเล่นสำหรับเด็ก มีชิงช้า มีที่ปีน มีทางเดิน มีที่ห้อยโหนตัว ตามที่เราได้ไปปรึกษากับชุมชน”

  “ตอนก่อนสร้างมันเป็นช่วงโควิดพอดี เราเลยพยายามปรับ Station ให้มีระยะห่าง 2 – 3 เมตร จะได้เล่นอย่างปลอดภัยพอสมควร” แอนเสริมขึ้นมา

จากภาพ Perspective ที่ทีมงานให้เราดู จะเห็นได้ว่าสนามเด็กเล่นนี้ประกอบไปด้วยเชือกจำนวนมาก ซึ่งหน้าที่ถักเชือกนี้ ทางสถาปนิกบอกว่า ชาวชุมชน ครู และเด็กในโรงเรียนมาช่วยกันทำ ส่วนอะไรที่ต้องใช้แรงหน่อย พี่ ๆ ชาวบ้านบางคนและเจ้าหน้าที่ อบต. ก็จะอาสามาช่วยดูแล

หากนักท่องเที่ยวได้แวะมาเยือนที่นี่ ก็จะได้พบกับพื้นที่แห่งความร่วมมือกันของชาวบ้านที่มีส้มโอเป็นเอกลักษณ์ ทั้งต้นส้มโอจริง ๆ ในร่องสวน รวมถึงการออกแบบที่มีส้มโอและ ‘ความเป็นสวน’ เป็นไอเดีย

โครงการจัดระเบียบการใช้งานหลากฟังก์ชันใน 1 ไซต์ให้ลงตัว และการดีไซน์ให้ ต.บางสะแก เป็น ‘หน้าบ้าน’ รับนักท่องเที่ยว

เป้าหมายในใจ

“ความพยายามของบางสะแก คือเขาอยากขายความเป็นพื้นที่ที่ส้มโอ ลิ้นจี่ อร่อยที่สุด คาดหวังไว้ว่า สักวันหนึ่ง นักท่องเที่ยวจะพากันมาเที่ยวที่สวนของเขา” แอนเผยเป้าหมายที่ชาวบ้านอยากไปให้ถึง พร้อมกับกระซิบบอกเราว่า สวนที่นี่เขาสวยจริงนะ

โดยทำเลแล้ว วัดบางสะแกอยู่ติดกับแม่น้ำ มีตลาดน้ำอยู่ใกล้ ๆ ถึง 2 แห่งด้วยกัน ชาวบ้านจึงหวังให้พื้นที่โครงการพัฒนาเป็นท่าเรือในอนาคต เป็นที่ที่คนมาเที่ยวตลาดน้ำต้องแวะ หรือถ้ามาทางรถก็เข้ามาเที่ยวได้ เป็นเหมือน ‘หน้าบ้าน’ สำหรับแนะนำชุมชนให้รู้จักก่อนไปที่อื่น

ปุ๊กรู้สึกประทับใจบางสะแก ที่แม้ว่าแต่ละปีจะได้งบประมาณในการพัฒนาชุมชนน้อยมาก แค่ทำถนนก็หมดเงินแล้ว แต่พวกเขายังดูแลกันเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ด้วยการดึงข้อดีของความเป็นชุมชนเกษตรมาเป็นจุดเด่นให้นักท่องเที่ยวสนใจ มีการจัดงาน Pomelo Run เพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม-เศรษฐกิจ เพื่อนำรายได้มาใช้พัฒนาชุมชนต่อ และเพื่อบอกให้ลูกหลานในพื้นที่รู้ว่า บางสะแกก็มีต้นทุนที่ดีกับเขาเหมือนกัน

“บางสะแกเป็นชุมชนชาวสวนแบบใหม่ พูดไม่ถูกเหมือนกัน เป็นชาวสวนที่ทันสมัย” ปุ๊กพยายามหาคำจำกัดความ “เขายังเก็บความเป็นวิถีชีวิตชาวสวน ทำเกษตรกรรม ภูมิใจกับส้มโอแสนอร่อยของเขา แต่เขาก็พยายามเอาตัวเองออกมาสู่โลกภายนอกด้วย”

ที่บ้านปุ๊กเองก็เป็นชาวสวนเช่นกัน แต่สิ่งที่ได้เห็นที่บางสะแก ไม่เหมือนวิถีชีวิตที่เธอเคยเจอมาในอดีต และต่างจากภาพที่คาดไว้ในตอนแรก

เราในฐานะผู้ที่ได้ฟังเรื่องราวของบางสะแก หวังว่าโปรเจกต์ในครั้งนี้จะเป็นไปด้วยดี ได้พื้นที่สุขภาวะที่เหมาะชุมชน มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยอะสมความตั้งใจของชาวบ้าน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะได้มีโอกาสไปเยือนเมืองส้มโออร่อยนี้ให้ได้ในสักวัน

โครงการจัดระเบียบการใช้งานหลากฟังก์ชันใน 1 ไซต์ให้ลงตัว และการดีไซน์ให้ ต.บางสะแก เป็น ‘หน้าบ้าน’ รับนักท่องเที่ยว

ภาพ : สถาบันอาศรมศิลป์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

1 กุมภาพันธ์ 2566
2 K

สวนลุมพินีคือสวนสาธารณะแห่งแรกของประเทศไทย เป็นสวนอเนกประสงค์ ผู้คนนิยมเข้ามาทำกิจกรรมอย่างออกกำลังกาย หรือบางครั้งก็เป็นสถานที่จัดงานเฉลิมฉลอง แต่มี 1 อาคารที่หลายคนเกือบหลงลืมไปจากความทรงจำ นั่นคือ ‘ลุมพินีสถาน’ 

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

อาคารหลังนี้ตั้งตระหง่านอยู่ในสวนลุมพินี สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นโรงลีลาศโดยเฉพาะ และถือเป็นโรงเต้นรำที่ทันสมัยที่สุดในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 

ทั้ง ๆ ที่เป็นอาคารที่มีความสำคัญมากในยุคหนึ่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป สภาพสังคมเปลี่ยน ลีลาศกลายเป็นความสนใจของคนเฉพาะกลุ่มมากขึ้น มีอาคารจัดงานที่ทันสมัยและใหญ่กว่าผุดขึ้นมาหลายที่ ลุมพินีสถานก็เงียบเหงาลงและปิดไม่ให้ใช้งานในที่สุด จนสภาพทรุดโทรมลงไปตามกาลเวลา

คอลัมน์ Public Space ครั้งนี้ พา ศาสตราจารย์ ดร.ชาตรี ประกิตนนทการ หัวหน้าโครงการลุมพินีสถานฯ มาพูดคุยเรื่องราวของตัวอาคารก่อนถูกทิ้งร้างนานกว่า 10 ปี และแนวคิด Learning from The Past to Create the Future ที่ทำให้เกิดงาน ‘ลุมพินีสถาน : วัฒนธรรมบันเทิงยุค 50s – 60s’ ที่จะปลุกให้ผู้คนได้ร่วมคิดต่อยอดการใช้งานอาคารให้เหมาะสมกับปัจจุบัน ในวันที่ 4 – 5 กุมภาพันธ์นี้ 

โรงเต้นรำ

ในอดีต ลุมพินีสถานเคยเป็นโรงลีลาศกลางพระนคร แต่แปลกที่ประวัติไม่มีการบันทึกไว้แน่ชัดว่าก่อสร้างเมื่อไหร่ “ส่วนตัวผมประเมินว่าอาคารหลังนี้เริ่มสร้างประมาณ พ.ศ. 2495 แล้วเสร็จ พ.ศ. 2498” อาจารย์ชาตรีเริ่มต้นเล่าประวัติให้เราฟัง อาคารหลังนี้ปูพื้นด้วยไม้ปาร์เกต์ ซึ่งว่ากันว่าเป็นไม้ที่เหมาะกับการเต้นลีลาศมากที่สุด 

ในช่วงรุ่งเรืองของอาคารหลังนี้ ที่นี่มีลีลาศทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละครั้ง เป็นการพบปะสังสรรค์ของหนุ่มสาว ในยุคนั้นลีลาศเป็นการเต้นที่นิยมมากที่สุด ซึ่งวงดนตรีที่คู่เคียงมากับลีลาศอย่าง ‘สุนทราภรณ์’ ก็แจ้งเกิดทั้งนักลีลาศและนักร้องหลายคน

“ไฮไลต์ที่สำคัญที่สุดคือเวทีกลม มันหมุนได้” อาจารย์ชาตรีนำเสนอ

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

สิ่งนี้สร้างเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักดนตรี และเพื่อไม่ให้ดนตรีขาดช่วงตอนเปลี่ยนวงดนตรี เมื่อวงแรกกำลังจะเล่นจบ วงที่ 2 ก็เตรียมตัวอยู่บนเวทีอีกด้านและบรรเลงเพลงไปพร้อมกับวงแรก จากนั้นเวทีก็หมุนพาวงที่ 2 มาอยู่ด้านหน้าแทน สิ่งนี้ทำให้เสียงดนตรีไม่ขาดช่วง และนักเต้นลีลาศก็จะเต้นต่อได้โดยไม่ต้องหยุด ไม่มีประวัติแน่ชัดว่าสถาปนิกหรือวิศวกรคนไหนเป็นผู้ออกแบบเวทีกลมนี้ 

แล้วเวทีนี้ยังหมุนได้ไหม – เราถาม

“หมุนไม่ได้แล้ว แต่ผมเชื่อว่าถ้าบูรณะ เครื่องจักรข้างล่างนี้อาจกลับมาหมุนได้อีกครั้ง” หลังจากเล่าเรื่องเวทีจบ อาจารย์พาเราเดินลงไปที่ห้องใต้ดินที่มีเครื่องจักรอยู่ด้านล่าง เมื่อได้เห็นเครื่องจักร เรารู้สึกประหลาดใจมากว่าในสมัยนั้นทำได้ขนาดนี้ ถือว่าทันสมัยจริงอย่างที่อาจารย์เล่า

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

“พ.ศ. 2499 Benny Goodman ราชาเพลงสวิงเดินทางมาเล่นคอนเสิร์ตที่ประเทศไทย แต่เขาไม่ได้มาทัวร์คอนเสิร์ตเหมือน BLACKPINK สมัยนี้นะ มันมีนัยทางการเมือง”

เขาเข้ามาโดยการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ ในยุคสงครามเย็น เพราะต้องการใช้ดนตรีเป็นสื่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และสื่อถึงความเป็น ‘โลกเสรี’ ด้วยดนตรีแจ๊สที่มีความลื่นไหล ไม่ต้องเล่นตามโน้ต และอิมโพรไวส์ได้ตามใจชอบ

ราวหลังทศวรรษ 2520 แม้จะยังเป็นที่เต้นลีลาศเรื่อยมา แต่ความนิยมก็ค่อย ๆ ลดน้อยลง จากนั้นบริเวณชั้นลอยของลุมพินีสถานก็ถูกเปลี่ยนเป็นนิทรรศการสัตว์สตัฟฟ์ และในช่วงหลังกลายเป็นห้องจัดงานเลี้ยง ฟังก์ชันเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามยุคสมัย จนมาถึงยุคที่มีกลุ่มชุมนุมทางการเมืองที่ใช้สวนลุมพินีเป็นพื้นที่หลัก รวมถึงเข้ามาใช้ลุมพินีสถานในการทำกิจกรรม จึงเกิดความเสียหายในหลาย ๆ จุด

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

ท้ายที่สุดใน พ.ศ. 2556 เมื่อมีการตรวจสอบโครงสร้างข้างใต้ พบว่าบางส่วนได้เสื่อมสภาพ สุดท้าย กทม. จึงตัดสินใจระงับการใช้ตึกนี้ใน พ.ศ. 2557 และถูกทิ้งร้างจนถึงปัจจุบัน เป็นการปิดตำนานลุมพินีสถาน สถานที่เข้าสังคมของหนุ่มสาวยุคก่อนไปอย่างน่าเสียดาย

อาคารสงครามเย็น 

ก่อนมาที่นี่ เราได้รู้มาว่าอาคารนี้เป็นสถาปัตยกรรมแบบทันสมัยยุคสงครามเย็น จึงถามอาจารย์ชาตรีว่าในยุคนั้นอาคารเป็นประมาณนี้หมดเลยไหม 

“เป็นลักษณะสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ Modern Architecture” เขาตอบ ในยุคสงครามเย็น วัฒนธรรมอเมริกันเข้ามามีอิทธิพลมากต่อวัฒนธรรมไทย ทั้งในแง่ดนตรี ภาพยนตร์ วัฒนธรรม การแต่งกาย และสถาปัตยกรรม ซึ่งการสร้างพื้นที่วัฒนธรรมบันเทิงก็เป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่วัฒนธรรมอเมริกันเช่นกัน

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

ลุมพินีสถานเป็นอาคาร 2 ชั้น รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า เป็นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก พื้นที่ใช้สอยประมาณ 5,500 ตารางเมตร พื้นที่บริเวณชั้น 1 สร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็นฟลอร์เต้นลีลาศและจัดกิจกรรมต่าง ๆ ส่วนบริเวณชั้น 2 มีลักษณะเป็นชั้นลอยรอบอาคาร กั้นห้องขนาดใหญ่ 6 ห้อง

“จะสังเกตว่าผมไม่ได้พูดถึงความสวยงามเลย เพราะอาคารนี้เน้นฟังก์ชันมากกว่า” ถึงไม่ได้เน้นความสวย แต่มี Ornament ที่สำคัญ คือเวทีหมุนและป้ายลุมพินีสถานที่มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษขนาบอยู่ทั้งสองข้าง เป็นฟอนต์ตามเอกลักษณ์ของยุคนั้น ซึ่งป้ายก็เป็นอีกสิ่งสำคัญที่ควรเก็บรักษา

ลุมพินีสถาน : วัฒนธรรมบันเทิงยุค 50s – 60s

“จริง ๆ เป้าหมายไม่ได้กำหนดอยู่ที่นี่” อาจารย์ชาตรีเล่าให้ฟังว่า เขาเริ่มทำวิจัย ‘ศิลปะกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยในทศวรรษ 2470 – 2520’ ตัวงานวิจัยจะเลือกผลงานศิลปะ โดยศิลปะในที่นี้อาจเป็น Art Objects สถาปัตยกรรม หรือดนตรีในยุคนี้ขึ้นมา 50 ชิ้น ไปจัดเป็นนิทรรศการว่าด้วยประวัติศาสตร์ สังคม วัตถุ และสิ่งของ แต่ความมุ่งมั่นของอาจารย์ที่ทำวิจัยเสนอว่า ในวัตถุที่เลือกมา 50 ชิ้น จะดึงมาสักอันที่เป็นงานสถาปัตยกรรมซึ่งอาจถูกทิ้งร้างหรือหลงลืมไปในสังคมไทย เพื่อนำมาจัดกิจกรรมสาธารณะที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะและผู้คนในสังคม

สุดท้ายแล้ว เขาตัดสินใจเลือกลุมพินีสถาน เพราะคิดว่าที่นี่มีศักยภาพและมีความสำคัญต่อสังคม ซึ่งงานนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความสนใจแรกเริ่มที่มีต่อลีลาศ แต่เป็นเพราะตัวตึกที่นำพามาสู่ลีลาศ งานที่เกิดขึ้นจึงมีความพิเศษ เหมือนได้ย้อนกลับไปในยุคที่วัฒนธรรมรุ่งเรืองผ่านตัวอาคารลุมพินีสถาน

“Jim Thompson Art Center ยินดีให้ผมนำชุดผ้าไหมของ Jim Thompson มาให้เราใช้งาน” จิม ทอมป์สัน (Jim Thompson) เป็นคนที่ทำให้ผ้าไหมไทยโด่งดังไปทั่วโลก และอาจารย์ก็ได้ประสานไปยังพี่เจี๊ยบ กฤติยา กาวีวงศ์ ผู้อำนวยการ Jim Thompson Art Center ซึ่งได้รับการช่วยเหลือเป็นอย่างดี จนสุดท้ายจึงได้เสื้อผ้าในคอลเลกชันยุคแรกที่เป็นชุดผ้าไหมในดีไซน์ยุค 50 – 60 มา และตัดสินใจให้วงสุนทราภรณ์ได้สวมใส่ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2566 พร้อมกับทีมงานบางคนที่คัดเลือกมา

นอกจากนี้ ภายในงานจะมีการสร้างบรรยากาศด้วยการนำรถคลาสสิกในยุคนั้นมาจอดโชว์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย

งานวันแรก วันที่ 4 กุมภาพันธ์ จะพูดถึงคุณค่า ความทรงจำ สิ่งที่ไม่ควรลืมของพื้นที่ส่วนนี้ กับกิจกรรม ‘Walking Tour’ มีการเล่าถึงอดีตและอนาคตของลุมพินีสถานผ่านแสงและมัลติมีเดีย ในกิจกรรม ‘A Walk Through Time’ รวมถึงรื้อฟื้นความทรงจำไปกับราชาลีลาศเมืองไทย ‘บุญเลิศลีลาศ’ และ สุนทราภรณ์ บนเวทีที่สร้างขึ้นใหม่เพื่องานนี้โดยเฉพาะ หน้าอาคารลุมพินีสถาน

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

ส่วนวันที่ 5 กุมภาพันธ์ จะเป็นการส่งต่ออนาคตของพื้นที่ เปิดเวทีระดมความเห็นว่าประชาชนอยากให้อาคารหลังนี้เป็นอย่างไร มีการแสดงดนตรีโดย ป๊อด โมเดิร์นด็อก ร่วมกับวงดนตรีบิ๊กแบนด์จากคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และปิดท้ายด้วยการเต้น Stumbling Swingout ที่มาพร้อมครูสอนเต้น (สำหรับใครที่ไม่เคยเต้นมาก่อน) จาก Jelly Roll Dance Club

รื้อทิ้งหรือรื้อฟื้น 

“ส่วนตัวผมอยากให้รีโนเวตแบบ Adaptive Reuse” เขาอยากให้มีฟังก์ชันเหมาะกับคนรุ่นใหม่ และมีพื้นที่ให้ผู้สูงวัยได้แสดงออก ด้วยความที่ลุมพินีสถานมีประวัติน้อย ทำให้หลายคนเชื่อว่าฐานรากของอาคารเป็นไม้ทั้งหมด ดังนั้นจินตนาการถึงอนาคตของตึกนี้จึงมีข้อจำกัดมากเพราะความเชื่อดังกล่าว แต่อาจารย์ชาตรีบอกว่า ถ้าดูจากรูปแบบของอาคารและหลักฐานแวดล้อมทางประวัติศาสตร์อื่น ๆ ประกอบ เขาเชื่อว่ามันไม่ได้เก่าขนาดนั้น และฐานรากไม่น่าจะเป็นไม้ แต่ถ้าไม่ได้ขุดสำรวจก็ไม่มีหลักฐานแน่ชัด

“ถ้าเป็นอย่างที่ผมคิดจริง ทางเลือกในการปรับปรุงอาคารจะเปิดกว้างมากขึ้น” อาจารย์บอกว่าสิ่งที่ควรให้ความสำคัญและควรเก็บ คือเวทีกลมและเครื่องจักรด้านล่าง เพราะเป็นสิ่งที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และความทรงจำ สะท้อนถึงความทันสมัยในอดีต หลายคนอาจมีความเห็นว่าอายุแค่ 60 ปีเอง ไม่เห็นเก่าเลย แต่สำหรับอาจารย์ชาตรีผู้รักตึกเก่า อีกไม่นานลุมพินีสถานจะครบ 100 ปี พอถึงเวลานั้น สิ่งนี้จะมีคุณค่ามากขนาดไหน

คืนชีพ 'ลุมพินีสถาน' อาคารเก่ายุค 50 ย้อนบรรยากาศวันวาน และเปิดพื้นที่ระดมความคิดให้คนมีส่วนร่วมในการพัฒนา

ช่วง 10 ปีที่อาคารถูกทิ้งร้าง ทำให้เกิดหลายความเห็นต่ออาคารหลังนี้ บางความเห็นอ้างรายงานการสำรวจความเสียหายที่ทำขึ้นใน พ.ศ. 2556 ว่าโครงสร้างเสื่อมโทรมแล้ว ควรรื้อทิ้งไปดีกว่า แล้วสร้างอาคารใหม่ขึ้นมาแทน หลายคนที่เชื่อว่ารากฐานเป็นไม้ ก็มีความเห็นว่ารื้อทิ้งแล้วสร้างใหม่ให้คล้ายเดิม แต่หากคิดว่าสถานที่นี้คือประวัติศาสตร์ “ผมว่ามันแข็งแรงกว่าที่คิด ควรเก็บอะไรได้มากกว่านั้น”

อาจารย์คิดอย่างไรกับเหล่าอาคารยุคโมเดิร์นที่ผู้คนถกเถียงกันว่าทุบหรือไม่ – เราถาม

“ผมเป็นหนึ่งในคนที่รณรงค์เรื่องตึกโมเดิร์นมานาน เพราะมันเป็นตึกกลางเก่ากลางใหม่ที่ถึงเวลาแล้วสำหรับการต้องเริ่มคิดเก็บรักษาเอาไว้” อาจารย์ตอบเราด้วยความมั่นใจและให้เหตุผลอีกว่า ตึกโมเดิร์นยุคนี้เป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ของโลกจากยุคโบราณสู่ยุคโมเดิร์น ซึ่งเราก็เห็นด้วย เพราะตึกยุคโมเดิร์นเป็นเหมือนสัญลักษณ์แห่งความเปลี่ยนแปลง

คืนชีพ 'ลุมพินีสถาน' อาคารเก่ายุค 50 ย้อนบรรยากาศวันวาน และเปิดพื้นที่ระดมความคิดให้คนมีส่วนร่วมในการพัฒนา

ที่ผ่านมา หลายคนที่วิ่งออกกำลังกายในสวนลุมอาจผ่านลุมพินีสถานไปโดยไม่ทันสังเกต ทั้งที่อาคารทิ้งร้างแห่งนี้มีประวัติ เหตุการณ์ รวมถึงคุณค่าทางสถาปัตยกรรมมากมายให้ได้เรียนรู้ เช่นเดียวกับเราที่จินตนาการถึงความรุ่งเรืองของอาคารนี้ในอดีตตลอดเวลาที่เข้าไปเดินชมอาคาร 

วันที่ 4 – 5 กุมภาพันธ์นี้ งาน ‘ลุมพินีสถาน : วัฒนธรรมบันเทิงยุค 50s – 60s’ จึงเป็นโอกาสดีที่ทุกคนจะได้ปลุกความทรงจำในอดีตขึ้นมาอีกครั้ง รวมทั้งคิดถึงอนาคตของอาคารแห่งนี้ร่วมกันด้วย

ภาพ : foto_momo

Writers

ธนพร ท้าวลา

ธนพร ท้าวลา

นิสิตปรัชญาปี 4 กำลังค้นหาตัวตนด้วยการเขียน หลงรักฤดูฝนในวันที่ไม่ต้องไปไหน ไม่ถูกกับอากาศหนาว งานอดิเรกเต้นยับ เป็นอาร์มี่หัวใจสีม่วง

พู่กัน เรืองเวส

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

Avatar

วีระพล สิงห์น้อย

ช่างภาพสถาปัตยกรรม และเจ้าของเพจภาพถ่ายอาคารเปี่ยมเสน่ห์ชื่อ FOTO_MOMO

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load