การท่องเที่ยวในมุมมองหลายคนน่าจะคู่กับการพักผ่อน

แต่สำหรับ บอล-นเรศร นันทสุทธิวารี เจ้าของเพจ ‘บอลพาเที่ยว Backpacker Ball’ กลับให้คำนิยามการท่องเที่ยวของตัวเองแตกต่างออกไป เขาเป็นนักเดินทางสายลำบากนิยมที่มีผู้ร่วมท่องเที่ยวไปด้วยในเพจถึงหลักล้าน ควบ ‘บักอึด’ มอเตอร์ไซค์คู่ใจขึ้นเหนือลงใต้เที่ยวทั่วไทย และถึงขั้นเคยขี่ไปไกลรอบอาเซียน แบ่งปันประสบการณ์ผ่านภาพนิ่งและวิดีโอให้กับลูกเพจอย่างสม่ำเสมอ

เรารีบต่อสายตรงถึงนักเดินทางเจ้าของเพจ เพราะรู้มาว่าตัวเขาเองแทบอยู่ไม่ติดบ้านเลยตั้งแต่เริ่มต้นเดินทางครั้งแรก ก่อนเสียงจากปลายสายจะบอกว่า เขาเพิ่งลงไป 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาก่อนหน้า มีแวะไปแถบตะวันออกครู่ประเดี๋ยว เข้ามาทำธุระกรุงเทพฯ เพียงวันเดียว แล้วจะเดินทางขึ้นเหนือต่อไปยังจังหวัดเชียงรายในวันรุ่งขึ้น

กระโดดขึ้นซ้อนท้ายเจ้าบักอึดให้ไว ติดสอยห้อยตามออกเดินทางไปพร้อมกัน บนถนนสายชีวิตของคนทำเพจบันทึกการท่องเที่ยวที่ไม่มีใครเหมือน ผู้เชื่อว่าความลำบากของการเดินทางมีความสุขรออยู่ปลายทาง

บอลพาเที่ยว บันทึกเดินทางที่มีคนตามนับล้านของแบ็กแพ็กเกอร์ผู้ฝันอยากขับมอไซค์รอบโลก
บอลพาเที่ยว บันทึกเดินทางที่มีคนตามนับล้านของแบ็กแพ็กเกอร์ผู้ฝันอยากขับมอไซค์รอบโลก

“ตอนแรกผมก็ไม่กล้าเดินทาง”

ย้อนความกลับไปบนถนนสายชีวิตของบอล หากเปรียบเป็นการเดินทาง เขาเจอทางขรุขระแต่เริ่ม ผ่านความล้มเหลวมานักต่อนัก ก่อนจะได้ใช้ชีวิตอย่างนักเดินทาง เป็นเจ้าของเพจท่องเที่ยวแบบทุกวันนี้ เขาจับสารพัดอาชีพเพื่อเลี้ยงตัว ด้วยความหวังใหญ่ในตอนนั้น คือความร่ำรวย

พนักงานเสิร์ฟ เด็กแจกใบปลิว พ่อค้าไก่ต้มน้ำปลา คนขายกุ้งอบวุ้นเส้น อะไรที่ทำให้ได้เงินเขาทำมาหมด แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ หนำซ้ำยังล้มเหลวไม่เป็นท่าแทบทุกอาชีพที่ทำ

แบ็กแพ็กเกอร์ขาลุยเล่าว่า จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ในตอนที่ได้เข้าไปทำงานบริษัททัวร์ เหตุหนึ่งเขาจบมาด้านการท่องเที่ยวโดยตรง เหตุสองเพราะอยากเห็นโลกกว้าง และเหตุสำคัญคือต้องทำงานหาเงินใช้หนี้ ที่นี่ทำให้จากคนไม่เคยไปเที่ยวก็ได้เที่ยว จากมีความกลัวก็จำเป็นต้องกล้า

บอลพาเที่ยว บันทึกเดินทางที่มีคนตามนับล้านของแบ็กแพ็กเกอร์ผู้ฝันอยากขับมอไซค์รอบโลก
บอลพาเที่ยว บันทึกเดินทางที่มีคนตามนับล้านของแบ็กแพ็กเกอร์ผู้ฝันอยากขับมอไซค์รอบโลก

“ตอนแรกผมก็ไม่กล้าเดินทาง อยู่ ๆ คนไม่เคยเดินทางมาแบ็กแพ็กแบบนี้มันก็ไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่ เพราะทุกคนก็ต้องมีความกลัว โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยไปไหนอย่างผม ตอนเราอยู่บริษัททัวร์ เห็นแค่โปรแกรมท่องเที่ยวผ่านแผ่นกระดาษ ไม่เคยได้ไปจริงหรอก

“จุดเปลี่ยนอยู่ตรงที่น้องในที่ทำงานเห็นว่าเรามีแต่ความฝัน มีแต่ความอยาก ไม่เห็นลงมือทำสักที น้องเลยจองตั๋วเครื่องบินให้ ตอนนั้นเราจำเป็นต้องไปเวียดนามครั้งแรก เงินก็ไม่มี แต่สุดท้ายก็ได้ไป” บอลพูดถึงความรู้สึกตอนกำลังจะได้เดินทางครั้งแรกในชีวิต แม้จะตื่นเต้นที่ได้ไปเที่ยว แต่ใจหนึ่งก็มีความกลัว ตอนนั้นเขาอาศัยความรู้จากกระทู้รีวิวประสบการณ์ท่องเที่ยวในเว็บไซต์พันทิปเป็นคัมภีร์เบิกทาง

“พอเที่ยวจบเรามีความสุข รู้สึกว่ามันไม่ได้ยาก ก็รู้สึกขอบคุณกระทู้ในพันทิป เลยไปเขียนรีวิวในพันทิปคืน ให้คนอื่นไปอ่านของเรา เพื่อเป็นแรงบันดาลใจ เผื่อจะตามรอยเรา ผมเขียนละเอียดมาก จบในกระทู้เดียว มีคนมาตามรอยแล้วทักมาขอบคุณ ก็รู้สึกดีใจ”

นับแต่ทริปเวียดนามครั้งนั้น เหมือนปลดล็อกความกลัวเรื่องการเดินทาง หลังจากกลับมาบอลเริ่มสนุกกับการท่องเที่ยวมากขึ้น แรงใจเริ่มมา สองขาอยากออกเดินทาง เขาซ้อมเที่ยวภายในประเทศแทบทุกวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ลองโบกรถไปบ้าง ขี่มอเตอร์ไซค์ไปเองบ้าง

บอลพาเที่ยว บันทึกเดินทางที่มีคนตามนับล้านของแบ็กแพ็กเกอร์ผู้ฝันอยากขับมอไซค์รอบโลก

“ความลำบากมันได้ฝึกตัวเอง ทำให้เรามีความกล้ามากขึ้น มีความเข้าใจสถานการณ์มากขึ้น มีความยืดหยุ่นมากขึ้น บางสิ่งบางอย่างที่คนในสังคมบอกว่าทำอย่างนี้ มันอันตราย แต่จากประสบการณ์หลาย ๆ อย่าง ต้องบอกว่าเราเห็นโลกมากกว่าหลาย ๆ คน ได้เผชิญอะไรมากกว่าหลายคน ตรงนี้เป็นประสบการณ์ที่บอกว่ามันไม่น่ากลัว” เขาถอดบทเรียนให้ฟังหลังจากได้ท่องโลกที่กว้างขึ้น

เมื่อปีกเริ่มกล้า ขาเริ่มแข็ง ภูมิคุ้มกันเพิ่มมากขึ้น พร้อมกับหนี้หมดพอดี บอลจึงออกจากงานประจำมาใช้ชีวิตอิสระตามฝัน คิดการณ์ใหญ่ เดินทางไกลพร้อมกับรถมอเตอร์ไซค์และเงินก้อนสุดท้ายเพียง 30,000 บาท

ทริปนี้ผมตั้งใจไปทั่วประเทศ เงิน 30,000 เที่ยวทั่วไทย ไม่ครบไม่กลับบ้าน” วันนั้นเขาประกาศก้อง

“ผมเชื่อว่าเมื่อผ่านความลำบาก เราจะภูมิใจที่ก้าวข้ามผ่านมาได้”

บอลพาเที่ยว บันทึกเดินทางที่มีคนตามนับล้านของแบ็กแพ็กเกอร์ผู้ฝันอยากขับมอไซค์รอบโลก
บอลพาเที่ยว บันทึกเดินทางที่มีคนตามนับล้านของแบ็กแพ็กเกอร์ผู้ฝันอยากขับมอไซค์รอบโลก

เพจบอลพาเที่ยว เริ่มต้นขึ้นพร้อมกับออกการเดินทางครั้งแรกเมื่อ 6 ปีก่อน หลังจากชิมลางลองเขียนแบ่งปันประสบการณ์มาแล้วในเว็บไซต์พันทิป บอลมองว่าการเที่ยวในแบบของตนเอง น่าจะสร้างแรงบันดาลใจให้คนที่มาอ่านได้ไม่มากก็น้อย เฉกเช่นที่เขาเคยได้รับมาก่อนหน้า

“คิดว่าการเที่ยวของเราน่าจะมีประโยชน์ เราอยากให้แรงบันดาลใจให้คนอื่น เหมือนที่เราเคยได้รับ ให้เขาได้เห็นว่าโลกใบนี้มีอีกประตูหนึ่ง คุณไม่จำเป็นต้องเลือกว่าจะต้องมาตามแบบผม แต่คุณดีไซน์ชีวิตคุณเอง โดยอยากให้รู้ว่าชีวิตมันมีหลายประตู หลายทางออก ให้คุณได้เห็นหลากหลายไลฟ์สไตล์ในโลกใบนี้”

เมื่อเที่ยวทั่วไทยคือความฝัน หลายคนอาจคิดว่าเที่ยวครั้งใหญ่ขนาดนี้ จุดเริ่มต้นดีทำให้มีชัยไปกว่าครึ่ง ต้องวางแผนคิดหน้าคิดหลังให้ถ้วนถี่ และเตรียมตัวให้พร้อมที่สุด แต่สำหรับบอลเอง เขาเริ่มต้นทริปแรกด้วยโจทย์ง่าย ๆ คือถามตัวเองว่าอยากไปไหนมากที่สุด

“ตอนนั้นผมเดินทางวันที่ 1 พฤศจิกายน น้ำตกยังพอมีน้ำอยู่ และผมก็อยากไปน้ำตกห้วยแม่ขมิ้นนานแล้ว ก็เลยเลือกที่นั่นเป็นที่แรก ไม่ซับซ้อน” บอลเล่าถึงตอนปักหมุดหมายแรกที่จังหวัดกาญจนบุรี ก่อนจะเกิดเป็นมหากาพย์การเดินทางครั้งใหญ่ หลังจากนั้นเขามองหาจุดหมายต่อไป คือขี่มอเตอร์ไซค์ขึ้นไปรับอากาศหนาวที่ภาคเหนือ โดยใช้วิธีหยิบแผนที่มากางดูว่าต้องผ่านจังหวัดไหนบ้างเพื่อไปให้ถึงจังหวัดเชียงใหม่ ครั้งนั้นใช้เวลาทั้งหมด 312 วัน ค่าใช้จ่ายเกินงบที่วางไว้นิดหน่อย อาศัยขายโปสการ์ดหาเงินค่าน้ำมันเพิ่ม จนทำตามความฝันด่านแรกของตัวเองสำเร็จ

ซ้อนมอเตอร์ไซค์บักอึดไปกับ ‘บอลพาเที่ยว’ นักเดินทางสายโหด มัน ฮา ผู้เชื่อว่าวิถีลำบากนิยมมีความสุขรออยู่ปลายทาง

หากเป็นผู้ติดตามเพจ จะเห็นว่าทุกการเดินทางของบอลนั้นเรียบง่าย บอลในเสื้อสีสันสดใสขี่มอเตอร์ไซค์ไปพร้อมกับกล่องสัมภาระหลังรถ ที่ด้านในมีเพียงเต็นต์และเสื้อผ้า ฝ่าแดดลุยฝนท้าทายทุกสภาพอากาศ

สำหรับคอนเทนต์ที่ลงเพจ บอลคิดภารกิจ วางจุดหมายปลายทาง ตั้งกล้องถ่ายทำวิดีโอ และเขียนสคริปต์ด้วยตัวเองทุกอย่าง ทั้งหมดค่อย ๆ เรียนรู้เองเพิ่มเติมจากการเดินทางแต่ละครั้ง มีแค่เรื่องการตัดต่อวิดีโอเท่านั้นที่เขาไม่ได้ทำเอง

เขาเผยว่าการเดินทางแต่ละหนใช้เงินไม่มาก ตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงทุกวันนี้ก็ยังคงคอนเซ็ปต์เดิมอยู่ คือใช้เงินให้น้อยที่สุด อยู่ง่ายกินง่าย ตุนน้ำพริกของแห้งไว้ อาศัยคลุกข้าวกิน ส่วนน้ำก็ขอกรอกตามสถานีตำรวจ โรงพยาบาล ส่วนที่หลับที่นอนก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เขาว่าความลำบากเหล่านี้จะช่วยให้จุดหมายปลายทางมีความพิเศษยิ่งขึ้น

“ตั้งแต่ผมเริ่มทำเพจเริ่มเดินทาง ผมก็วิ่งชนกับข้อจำกัดทุกอย่าง ฉะนั้นการทำเพจของผมก็แชร์ชีวิตตัวเองในลักษณะการใช้ชีวิตที่มีข้อจำกัด

“ผมเชื่อว่าเมื่อผ่านความลำบาก เราจะภูมิใจที่ก้าวข้ามผ่านมาได้ ผมหาความภูมิใจให้ชีวิตผ่านความลำบาก ความลำบากของการท่องเที่ยวผมมองว่าเป็นของขวัญ เพราะมันมีเรื่องราวรออยู่ มีแหล่งท่องเที่ยวสวย ๆ รออยู่ คุณแค่ดีไซน์ให้มันลำบาก ในความลำบากมันก็ทำให้ภูมิใจเมื่อคุณก้าวข้ามมาได้”

นอกเหนือจากเรื่องเที่ยว บอลเป็นคนชอบขีดชอบเขียน ตลอดการท่องเที่ยวเขาบันทึกการเดินทางแต่ละวันไว้อย่างละเอียด นอกจากบอกเล่าผ่านเพจแล้ว เมื่อเสร็จภารกิจก็รวบรวมเอามาทำเป็นหนังสือแบ่งประสบการณ์ที่ได้ประสบพบเจอมา 

บอลบอกว่าคราวเที่ยวทั่วไทย เขาจับพลัดจับผลูขายหนังสือได้เงินมาแสนกว่าบาท นำมาสู่การวางแผนขี่มอเตอร์ไซค์ไปเที่ยวทั่วอาเซียน ซึ่งรอบนี้บอลใช้เวลาทั้งหมด 382 วัน ตะลอนเที่ยวจนครบ 11 ประเทศ หอบเอาประสบการณ์มาเขียนเป็นหนังสืออีกครั้ง พร้อมวางแผนเดินทางครั้งใหม่และใหญ่กว่าทุกครั้งที่เคยทำมา

‘ขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวรอบโลก’

ซ้อนมอเตอร์ไซค์บักอึดไปกับ ‘บอลพาเที่ยว’ นักเดินทางสายโหด มัน ฮา ผู้เชื่อว่าวิถีลำบากนิยมมีความสุขรออยู่ปลายทาง
ซ้อนมอเตอร์ไซค์บักอึดไปกับ ‘บอลพาเที่ยว’ นักเดินทางสายโหด มัน ฮา ผู้เชื่อว่าวิถีลำบากนิยมมีความสุขรออยู่ปลายทาง

“เราเองก็ได้รับโอกาสจากหลายคนที่ช่วยสนับสนุนเหมือนกัน”

หากไม่ติดสถานการณ์โควิด-19 บอลคงตะบึงบักอึดท่องเที่ยวที่ไหนสักแห่งบนแผนที่โลก แต่โรคระบาดเจ้ากรรมทำเอาแผนตามฝันที่วางไว้หยุดชะงัก และต้องพับเก็บใส่ใต้เบาะรถไว้ก่อน

ที่ผ่านมาทั้งเที่ยวทั่วไทยและอาเซียน บอลใช้เงินส่วนตัวทั้งหมด อาศัยเก็บหอมรอมริบ กินอยู่อย่างเรียบง่าย และได้เงินช่วยสนับสนุนจากหนังสือบันทึกการเดินทางแต่ละทริปเป็นทุนในการออกเดินทางต่อ แต่เมื่อเที่ยวรอบโลกที่เป็นฝันสูงสุดต้องพักลงชั่วคราว ประกอบกับมีสปอนเซอร์เข้ามาช่วยสนับสนุนการเดินทาง เขาจึงเปลี่ยนจากการท่องเที่ยวตามใจตัวเองเป็นการท่องเที่ยวพร้อมทำงาน แล้วหยิบอีกฝันที่เก็บไว้ขึ้นมาทำให้สำเร็จก่อน คือทำลานกางเต็นต์ให้คนมาพักฟรี

“ความฝันนี้มาเปลี่ยนตอนโควิด เพราะไปต่างประเทศไม่ได้ เราก็หาแพสชันอื่นในชีวิต เราได้มาเยอะแล้ว เลยอยากทำลานกางเต็นท์ให้คนอื่นมาพักฟรีบ้าง ฉะนั้นก็ต้องไปทำงานหาเงิน จริง ๆ ฝันนี้มีอยู่นานแล้วล่ะ แต่เราแค่รอไว้ก่อน เป็นเรื่องที่ต้องทำงานหาเงิน เราก็เลยไปอิสระให้เต็มที่ก่อน เพราะยังมีฝันที่ทำได้อยู่ แต่พอมันทำไม่ได้ เลยหยิบเอาที่แขวนไว้อยู่มาทำ

“เราชอบแคมป์ปิ้งอยู่แล้ว ก็อยากให้เป็นคอมมูนิตี้เล็ก ๆ ให้คนมานั่งพูดคุยกัน ถามว่าทำไมต้องฟรี เพราะเราเองก็ได้รับโอกาสจากหลายคนที่ช่วยสนับสนุนเหมือนกัน” เขาเล่าที่มาของอีกความฝัน ซึ่งวันนี้ทำสำเร็จเรียบร้อยแล้ว

ซ้อนมอเตอร์ไซค์บักอึดไปกับ ‘บอลพาเที่ยว’ นักเดินทางสายโหด มัน ฮา ผู้เชื่อว่าวิถีลำบากนิยมมีความสุขรออยู่ปลายทาง

“จริง ๆ ตอนนี้ผมก็มาถึงจุดหมายปลายทางแล้ว”

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายของ ‘บ้าน’ ไว้ว่า ‘ที่อยู่หรือสิ่งปลูกสร้างเป็นที่อยู่อาศัย’ แต่สำหรับบอล คำว่าบ้านของเขาเป็นมากกว่านั้น

“สำหรับผม บ้านคือที่ไหนก็ได้ที่อยู่แล้วสบายใจ” บอลตอบทันทีเมื่อเราถามถึงความหมายของคำว่าบ้าน

นับแต่ตัดสินใจออกเดินทาง เต็นท์ที่พักชั่วคราวของใครหลายคน แปรความหมายเป็นสิ่งที่บอลเรียกว่าบ้าน มีห้องเช่าเล็ก ๆ ในจังหวัดนนทบุรีไว้ใช้เพียงเก็บของ และเป็นแค่รังนอนชั่วคราวยามกลับจากท่องเที่ยว พักไม่กี่คืนก่อนเริ่มเดินทางใหม่

ยิ่งหลังจากมีลานกางเต็นต์ที่เมืองกาญจน์ เจอใครก็หัวเราะเพราะเขามีบ้านพักตากอากาศ ก่อนจะมีบ้านจริงเป็นหลักเป็นแหล่งเสียอีก

ซ้อนมอเตอร์ไซค์บักอึดไปกับ ‘บอลพาเที่ยว’ นักเดินทางสายโหด มัน ฮา ผู้เชื่อว่าวิถีลำบากนิยมมีความสุขรออยู่ปลายทาง
ซ้อนมอเตอร์ไซค์บักอึดไปกับ ‘บอลพาเที่ยว’ นักเดินทางสายโหด มัน ฮา ผู้เชื่อว่าวิถีลำบากนิยมมีความสุขรออยู่ปลายทาง

ลูกเพจบอลพาเที่ยวเป็นอันรู้กันดีว่า ด้วยสไตล์การท่องเที่ยวแบบค่ำไหนนอนนั่น ถึงไหนถึงกัน บ้านของบอลเลยไม่เคยตั้งอยู่ซ้ำที่เดิม หลายคราวที่บ้านคือสถานีตำรวจ คือวัด บางครั้งบ้านของเขาอยู่ชิดติดริมทะเล คลื่นซัดซ่าแตะหน้าประตูบ้าน บางครั้งบ้านของเขาอยู่กลางป่าชื้นรับไอดินกลิ่นน้ำตกที่ไหนสักแห่ง และหลายครั้งที่เขาตื่นเช้าในบ้านหลังเล็กบนดอยสูงจนอดอิจฉาไม่ได้

“ผมเป็นนักเดินทาง ผมนอนตรงไหนก็ได้ บ้านก็คือเต็นต์ อยากมีบ้านที่มีวิวน้ำตกก็ไปนอนคลองลาน กางเต็นต์แล้วเดินไปไม่กี่ก้าวก็ถึงน้ำตก อยากมีบ้านริมทะเลก็ไปหาดวนกร หรือหาดอื่น ๆ ก็ได้ มีทั้งที่อาบน้ำและที่ชาร์จไฟให้ด้วย ถ้าอยากได้บ้านบนภูเขา ก็มีดอยสารพัด ผาตั้งที่เชียงใหม่ก็ได้ นี่คือนิยามคำว่าบ้านของผม” บอลพูดเสริม

ด้วยการเดินทางแบบทรหด ทำภารกิจท้าทายขีดจำกัด ในวันที่อายุขึ้นเลข 4 เริ่มมีสัญญาณเตือนจากร่างกายทั้งความเมื่อยล้าสะสมและความเจ็บป่วยจากการขี่มอเตอร์ไซค์ทางไกลนาน ๆ จึงอดถามไม่ได้ว่า เมื่อไหร่กันที่เขาคิดว่าควรต้องพัก

บอลเผยว่า เมื่อสานฝันภารกิจสุดท้าย คือการขับรถเที่ยวรอบโลกสำเร็จ นั่นน่าจะเป็นเวลาที่เหมาะแก่การพักวิถีการเดินทางบ้าระห่ำอย่างที่เคย

“คนหนึ่งที่เที่ยวทั่วไทย เที่ยวรอบโลกได้ คือมันสุดแล้วไง ด้วยอายุด้วย การเดินทางหลังจากนั้นก็จะชิลล์ ๆ แล้วเข้าสู่โหมดครอบครัว” เขามองถึงแผนการในอนาคตที่จะเกิดขึ้นในวันที่โรคระบาดบรรเทาลง

สุดท้ายนี้ ถ้าชีวิตของเราทุกคนคือการเดินทาง แล้วชีวิตของแบ็กแพ็กเกอร์คนนี้มีปลายทางที่วางไว้คืออะไรกัน

“จริง ๆ ตอนนี้ผมก็มาถึงจุดหมายปลายทางแล้วนะครับ แค่ได้ใช้ชีวิตอิสระตามใจที่ตัวเองอยากทำ” บอลพูดถึงจุดหมายของการเดินทางของชีวิต

ซ้อนมอเตอร์ไซค์บักอึดไปกับ ‘บอลพาเที่ยว’ นักเดินทางสายโหด มัน ฮา ผู้เชื่อว่าวิถีลำบากนิยมมีความสุขรออยู่ปลายทาง

วันนี้ บอลมีที่ดินริมแม่น้ำแควที่จังหวัดกาญจนบุรีเพื่อเตรียมไว้ทำลานกางเต็นต์สมความตั้งใจ ส่วนในเพจก็มีผู้ติดตามกว่า 1 ล้านคน ขี่รถท่องเที่ยวไปถึงไหนก็มีแฟนคลับโบกมือทักทาย และเป็นแรงบันดาลใจให้หลายคนกล้าลุกขึ้นมาเที่ยวตามวิถีของตัวเองบ้าง หากมองย้อนไปเมื่อจุดเริ่มต้น ใครจะคิดว่าการท่องเที่ยวด้วยสาเหตุเพราะอยากใช้ชีวิต ทำเพจแค่อยากแบ่งปันบันทึกการท่องเที่ยวส่วนตัว จะนำพาจุดหมายปลายทางเกินฝันให้กับเขาได้ขนาดนี้

“เราแค่ใช้ชีวิตของเราเอง แต่กลายเป็นว่าชีวิตของเรามันไปเติมเต็มชีวิตของบางคนในสังคมให้มีความสุข คือบางคนไม่ใช่ทุกคน ไม่ใช่ส่วนเยอะด้วยซ้ำ เขาเห็นเราใช้ชีวิตแล้วก็เอามาปรับใช้ในชีวิตของเขาบ้าง แล้วเขาก็สะท้อนกลับมาเป็นคำขอบคุณสำหรับแรงบันดาลใจ เห็นบอลเที่ยว ผมเลยได้กล้าเที่ยว ได้ออกไปเที่ยวบ้าง เราเลยรู้สึกว่ามีคุณค่าในชีวิต เราก็รู้สึกมีความสุขที่เขาเอาไปปรับใช้ชีวิตในมุมเขาแล้วมีความสุข

“อย่าลืมว่าผมก็ได้รับแรงบันดาลใจจากคนอื่นเหมือนกัน” บอลว่า

ซ้อนมอเตอร์ไซค์บักอึดไปกับ ‘บอลพาเที่ยว’ นักเดินทางสายโหด มัน ฮา ผู้เชื่อว่าวิถีลำบากนิยมมีความสุขรออยู่ปลายทาง

Writer

พณิช ตั้งวิชิตฤกษ์

นักลองฝึกพิสูจน์อักษร ผู้แสร้งเป็นนักลองฝึกเขียน อดีตเป็นนักเรียนภาษา ผู้สนใจเป็นนักเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ รักในมวลรอบข้างที่ดี กาแฟ ชาเขียว และแมวเหมียว

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

20 มิถุนายน 2561
11 K

1.

ชายหนุ่มตรงหน้าบอกผมว่าในรอบปีที่ผ่านมาเขาเขียนบทความลงเพจทุกวัน

มีเพียง 1 วันที่ไม่ได้เขียน

หากมองที่ความถี่นี่นับว่าเป็นวินัยที่น่าทึ่งของคนทำเพจ โดยเฉพาะกับคนที่งานประจำแทบจะกินเวลาไปเกินครึ่งชีวิตอยู่แล้ว

“เป็นวิธีปลดปล่อยวิญญาณ”

วิศรุต สินพงศพร พิมพ์ประโยคนี้มาในกล่องแชทเฟซบุ๊กตอนที่เรานัดหมายกันเพื่อพูดคุยถึงเบื้องหลังการทำเพจของเขา-เพจที่ชื่อ ‘วิเคราะห์บอลจริงจัง’

แม้เขาไม่ได้ส่งอีโมติคอนตามมา แต่ผมเดาว่าเบื้องหลังประโยคนั้น เขาคงพิมพ์มันด้วยรอยยิ้ม

'วิเคราะห์บอลจริงจัง' เพจที่เล่าเรื่องฟุตบอลอย่างลึก+ซึ้ง จนคนไม่ดูบอลแชร์สนั่นโลกออนไลน์

2.

ย้อนหลังกลับไปช่วงเดือนเมษายน

ผมเห็นบทความหนึ่งจากเพจ ‘วิเคราะห์บอลจริงจัง’ บนไทม์ไลน์เฟซบุ๊ก ผ่านการแชร์ของหญิงสาวที่ปกติเธอไม่ได้สนใจกีฬาฟุตบอลแต่อย่างใด บทความนั้นชื่อ ‘ทำไมเวนเกอร์ไม่มีวันโดนไล่ออก’ ซึ่งผู้เขียนเขียนตอนที่ยอดกุนซืออย่าง อาร์แซน เวนเกอร์ ประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมอาร์เซนอลหลังจากคุมทีมมาอย่างยาวนาน

'วิเคราะห์บอลจริงจัง' เพจที่เล่าเรื่องฟุตบอลอย่างลึก+ซึ้ง จนคนไม่ดูบอลแชร์สนั่นโลกออนไลน์

นาทีนั้นผมรู้สึกประหลาดใจปนทึ่งที่เพจเพจหนึ่งสามารถเขียนเรื่องฟุตบอลให้คนที่โดยเนื้อแท้ไม่ได้สนใจฟุตบอลกดแชร์ กดไลก์ และบางคนถึงขั้นกดรัก

ย้ำตรงนี้ว่าบทความในเพจมีความยาวเฉลี่ย 4 – 5 หน้า A4 ไม่ใช่บทความสั้นๆ ไม่กี่บรรทัดจบแบบที่ผู้คนนิยมกัน เพจของเขาล้มล้างความเชื่อที่ว่า ‘ยาวไปคนไม่อ่าน’ ด้วยยอดไลก์หลักพันเป็นเรื่องปกติ ยอดไลก์หลักหมื่นเป็นเรื่องชินตา และในช่องคอมเมนต์เต็มไปด้วยคำชื่นชมและขอบคุณ นั่นเป็นเหตุผลที่ผมนัดพบเจอเขาในบ่ายวันหนึ่งที่ออฟฟิศของเขาย่านรามอินทรา

เมื่อได้นั่งพูดคุยกันจึงรู้ว่าเพจนี้เขาทำเพียงลำพัง เป็นงานอดิเรกที่จริงจังไม่แพ้งานประจำที่ทำอยู่

เขาหาข้อมูลเอง เขียนเอง ทำกราฟิกเองเท่าที่ฝีมืออันจำกัดจะอำนวย แต่ความสวยงามของรูปประกอบไม่ใช่ปัญหาอยู่แล้ว บทความของเขาเอาคนอ่านอยู่หมัดด้วยตัวอักษร

แต่ใครจะรู้ว่ากว่าที่งานเขียนเขาจะได้รับการยอมรับอย่างวันนี้ เขาต้องเฝ้ารอมานานกว่า 12 ปี

3.

หลักไมล์ในชีวิตของวิศรุตคล้ายถูกปักหมุดไว้ที่ฟุตบอลโลกแต่ละหน

ฟุตบอลโลกปี 1994 ที่สหรัฐอเมริกา เขาเริ่มดูฟุตบอลครั้งแรกตามผู้เป็นพ่อ

ฟุตบอลโลกปี 1998 ที่ฝรั่งเศส เขาเริ่มมีความฝันอยากเป็นนักข่าวกีฬา

“ตอนฟุตบอลโลกปี 1998 ตอนนั้นเราอยู่ ม.3 เราอ่านหนังสือพิมพ์ สตาร์ซอคเก้อร์ แล้วเห็นคนที่เขาไปทำข่าวที่ฝรั่งเศสและเขียนคอลัมน์กลับมาให้คนไทยอ่าน เราคิดว่ามันมีพลังมาก แล้วอีกเหตุการณ์ที่สำคัญคือตอนเอเชียนเกมส์ปีเดียวกันที่จัดที่กรุงเทพฯ ครั้งนั้นทีมชาติไทยเข้ารอบรองชนะเลิศ

“นัดที่ชนะเกาหลีใต้ผมก็ไปรอซื้อตั๋วด้วย แล้วตอนนั้นเราต้องต่อแถวยาวมาก แต่มันมีช่อง Press ที่เขาไม่ต้องรอซื้อตั๋วเหมือนเรา เขาเข้าได้เลย เราก็เลยคิดว่าทำไมนักข่าวพวกนี้มีอภิสิทธิ์จัง ทำไมเขาได้รับการปฏิบัติดีกว่าแฟนบอลทั่วไป เราก็เลยคิดว่าถ้าเกิดเราไปอยู่จุดนั้นได้ทางใดทางหนึ่งคงดี ก็เลยเป็นแรงกระตุ้น”

นับตั้งแต่นั้น ความฝันที่เขามีเพียงอย่างเดียวคือการเป็นผู้สื่อข่าวกีฬา

และขณะที่เขาเรียนอยู่ชั้นปี 4 ฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมนีก็เวียนมาบรรจบ ช่วงนั้นมีการจัดประกวดเขียนบทความจากทั่วประเทศโดยสื่อยักษ์ใหญ่อย่าง สยามกีฬา และ TOT เพื่อคัดเลือกเพียง 3 ชีวิตที่จะได้รับสิทธิ์บินไปเป็นเกาะติดขอบสนามที่เยอรมนีเพื่อเขียนบทความมาเล่าในฐานะคอลัมนิสต์เฉพาะกิจ

ท่ามกลางผู้คนหลักพันที่ส่งบทความเข้าร่วมคัดเลือก วิศรุตคือหนึ่งในนั้น

เขาสามารถฝ่าฟันจนเข้ารอบ 12 คนสุดท้าย

“ผมยังจำได้เลยว่าตอนเขียนรอบชิงชนะเลิศผมก็เขียนแบบนี้แหละ เขียนแบบที่เขียนเพจในวันนี้” ว่าถึงตรงนี้ชายหนุ่มเว้นวรรคก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“แต่เขาไม่เลือกผม”

'วิเคราะห์บอลจริงจัง' เพจที่เล่าเรื่องฟุตบอลอย่างลึก+ซึ้ง จนคนไม่ดูบอลแชร์สนั่นโลกออนไลน์ 'วิเคราะห์บอลจริงจัง' เพจที่เล่าเรื่องฟุตบอลอย่างลึก+ซึ้ง จนคนไม่ดูบอลแชร์สนั่นโลกออนไลน์

4.

ความผิดหวังในวันนั้นทำให้เขาทั้งมั่นใจในบางสิ่งและไม่มั่นใจในบางอย่าง

เขามั่นใจว่าตัวเองมีดีพอที่จะเป็นนักข่าวกีฬาได้ เพราะสุดท้ายเขาก็สามารถคว้าที่ 6 มาครองจากผู้เข้าแข่งขันหลักพัน แต่ในอีกมุมเขาก็ไม่มั่นใจว่าวิธีการเขียนแบบที่ตัวเองอยากอ่านมีคนอยากอ่านกับเขาหรือเปล่า

หลังจากความผิดหวังนั้นผ่านพ้น เขาเลือกเดินเข้าสู่เส้นทางสื่อมวลชนตามที่ฝัน โดยเริ่มเป็นเจ้าหน้าที่พิสูจน์อักษรที่หนังสือพิมพ์ คิกออฟ ก่อนจะขยับขึ้นมาเป็นตำแหน่งนักข่าวตามที่เขาเคยฝันไว้ในวัยเด็ก จนกระทั่งปัจจุบันเขาย้ายมาเป็นผู้สื่อข่าวออนไลน์ที่ สยามกีฬา

“ผมรู้สึกสนุกทุกวันเลย คือการเป็นนักข่าวฟุตบอลต่างประเทศต้องอยู่ดึกเพราะฟุตบอลเตะตอนกลางคืน ตอนนั้นเราเข้างานสองสามทุ่มออกตีห้า เงินเดือนก็ไม่มาก แต่เราไม่เคยบ่นเรื่องเงินเลย เรามีความสุขที่ได้ดูบอล ได้เขียนเกี่ยวกับบอล แค่แปลข่าวก็สนุกแล้ว ตอนนั้นกว่าที่คุณจะมีคอลัมน์ของตัวเองได้คุณต้องโชว์ผลงาน ต้องแปลข่าวอย่างเดิมย้ำๆ เป็นปี กว่าจะได้เขียนคอลัมน์สักคอลัมน์ มันก็เป็นความท้าทายของวัยนั้น”

ระหว่างสนทนา วิศรุตเล่าว่า ครั้งหนึ่งสมัยทำงานอยู่ที่หนังสือพิมพ์ คิกออฟ เขาเคยได้รับความไว้วางใจให้บินไปเป็นผู้สื่อข่าวประจำเกาะอังกฤษอยู่ 1 ปี และเมื่อชีวิตได้คลุกคลีกับบ้านเมืองที่หายใจเข้าออกเป็นฟุตบอลยิ่งทำให้มุมมองของเขากว้างขวางขึ้น

ไม่เฉพาะมุมมองที่มีต่อฟุตบอล แต่ยังรวมถึงมุมมองที่มีต่อชีวิต

“ผมชอบอย่างหนึ่งตอนที่อยู่อังกฤษ คือตอนเด็กๆ เราซื้อหนังสือพิมพ์ก็จะมีแต่ สตาร์ซอคเก้อร์ มันเป็นทางเลือกเดียวของเรา แต่ว่าพอไปอยู่ที่นั่น สื่อของบ้านเขาที่เขียนได้ดีในระดับเดียวกันมีเยอะมาก ทั้ง Daily Mail, The Sun, Daily Mirror แทบทุกสื่อเขียนดีหมด คุณภาพสูงมาก เขาแข่งขันกันแบบไม่มีใครยอมใคร ผมเลยเข้าใจว่าทำไมคนบ้านเขาถึงมีความรู้ในเชิงฟุตบอลเยอะมาก เพราะว่าเขามีตัวเลือกในการเสพเยอะ”

“แล้วการไปอยู่ที่อังกฤษทำให้คุณมองอาชีพสื่อเปลี่ยนไปไหม” ผมชวนเขาทบทวนเหตุการณ์ในครั้งก่อน

มีเรื่องหนึ่งก็คือ สื่อที่ผมเจอที่นั่นเขาไม่มีความพยายามที่จะผลักดันตัวเองไปอยู่สื่อหัวใหญ่ๆ เลย อย่างที่ไทย ถ้าคุณจะทำข่าวกีฬาเมื่อก่อนคุณก็ต้องไปอยู่ สยามกีฬา ใช่ไหม หรือถ้าเกิดคุณเป็นนักข่าวคุณก็อยากจะไปอยู่ไทยรัฐ ช่อง 3 ช่อง 7 แต่อย่างผมมีเพื่อนที่เป็นนักข่าวที่อังกฤษ หรือตอนไปฟุตบอลโลกที่บราซิลก็มีเพื่อนเป็นนักข่าวที่อยู่บราซิล พวกเขาภูมิใจในสื่อตัวเองแม้ว่าจะเป็นสื่อเล็กๆ ก็ตาม แม้จะเป็นสื่อท้องถิ่นเขาก็อยากจะนำเสนอมุมมองของเขาผ่านสื่อให้ดีให้ได้

ในประเทศไทยผมยังนึกไม่ออก ถ้าเป็นนักข่าวคนหนึ่งก็อาจจะไม่อยากอยู่สื่อท้องถิ่นไปตลอด อาจจะอยากผลักดันตัวเองให้ไปอยู่แถวหน้าของวงการ หรืออาจจะอยากได้รับการยอมรับมากขึ้น แต่เหมือนนักข่าวที่นั่นเขาดูมีความสุขดีแล้ว อย่างเพื่อนนักข่าวที่มาจากบราซิล เขาบอกว่าเคยได้รับข้อเสนอจากสื่อใหญ่แต่ว่าสุดท้ายเขาก็อยู่ประจำเมืองของเขาต่อ เขาอยากจะพัฒนาที่นั่นให้ดีที่สุด มันเลยจุดประกายเรานิดหนึ่ง

“ตอนเด็กๆ เราจะคิดว่าเราต้องผลักดันตัวเอง แต่พอเราได้เห็นแนวทางของบางคนแล้วเราเลยคิดว่า ความสำเร็จอาจจะไม่ได้อยู่ที่ว่าเราอยู่จุดไหน แต่อยู่ที่ว่าเราได้ทำอะไรมากกว่า”

'วิเคราะห์บอลจริงจัง' เพจที่เล่าเรื่องฟุตบอลอย่างลึก+ซึ้ง จนคนไม่ดูบอลแชร์สนั่นโลกออนไลน์

5.

อาจจะเป็นอย่างที่เขาว่า ความสำเร็จอาจจะไม่ได้อยู่ที่ว่าเราอยู่จุดไหน แต่อยู่ที่ว่าเราได้ทำอะไรมากกว่า

แม้ด้วยงานหลัก วิศรุตจะเป็นผู้สื่อข่าวออนไลน์ในสื่อหัวใหญ่อย่าง สยามกีฬา อยู่แล้ว แต่เขาก็ยังตัดสินใจลุกขึ้นมาเปิดเพจเล็กๆ ที่ชื่อ ‘วิเคราะห์บอลจริงจัง’ เมื่อกว่า 2 ปีก่อน

“ช่วงแรกที่เริ่มต้นผมเขียนเดือนหนึ่งแค่ 3 – 4 ครั้ง เขียนตามอารมณ์เลย มีคนไลก์ไม่กี่คน ทีนี้มันมีจุดเปลี่ยนคือตอนนั้นมีนักเตะลิเวอร์พูลคนนึงชื่อ ริคกี้ แลมเบิร์ต (Rickie Lambert) เขาแขวนสตั๊ด ผมก็เลยเขียนเรื่องของเขา คือใครๆ ก็บอกว่าถ้าแลมเบิร์ตอยู่เซาแธมป์ตันทีมเดิมต่อ เขาคงจะเป็นตำนานของทีม แต่เขาก็เลือกย้ายมาอยู่ลิเวอร์พูลทั้งๆ ที่รู้ว่าอาจจะไม่ได้ลงสนาม แต่สุดท้ายแลมเบิร์ตก็ไม่เสียใจ เพราะลิเวอร์พูลเป็นทีมในฝันของเขาตั้งแต่เด็กๆ

“ผมก็เลือกเล่าเรื่องความฝันวัยเด็กของแลมเบิร์ต แล้วก็โยงไปประเด็นเรื่องความรัก คือคนบางคนก็อยากจะลองดู ขอแค่มีความสุขแค่สั้นๆ ก็พอ คือตอนนั้นเพิ่งดู แฟนเดย์ฯ มา (หัวเราะ) ที่ตอนจบเต๋อได้คบกับมิวแค่วันเดียว ผมก็คิดว่า เฮ้ย คนแบบนี้ก็มี อยากมีความรักสักวัน แลมเบิร์ตก็คงอยากจะอยู่กับทีมที่เขารักสักครั้งหนึ่ง ต่อให้อนาคตไม่ประสบความสำเร็จก็ไม่เป็นไร ซึ่งพอเขียนเรื่องนี้มาแล้วคนไลก์เป็นพันเลย ทีนี้ก็เลยคิดว่า คนเราชอบอะไรแบบนี้เหรอ แล้วทำไมสื่อหลักเขาไม่เขียนกัน เพราะอะไร เราก็เลยเขียนแบบนี้มาเรื่อยๆ”

หลังจากนั้นเขาจึงเขียนโดยการเชื่อมโยงฟุตบอลกับเรื่องที่ใหญ่กว่าผลการแข่งขัน อย่างเช่นเรื่องความสัมพันธ์หรือความรัก

งานเขียนหลายๆ ชิ้นของเขาทำให้เรารู้ว่าบทความกีฬาก็ทำให้คนอ่านมีน้ำตาได้

จากยอดไลก์เพจ 2,000 เมื่อกันยายนปีที่แล้ว วันนี้เพจของเขามียอดคนติดตามกว่า 90,000 คน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คล้ายเป็นการตอกย้ำความเชื่อของเขา

“คนชอบคิดว่ากีฬามีแต่ผลการแข่งขัน ทีมเอทีมบีเจอกันแล้วใครชนะ แต่จริงๆ แล้วกีฬามันลุ่มลึกกว่านั้น มันมีเรื่องราวมากกว่านั้น มันมีเรื่องราวของประวัติศาสตร์ มีเรื่องราวความรู้สึก มีความสัมพันธ์ของคนสองคน มีสิ่งที่ครอบมันอยู่เยอะมาก ในเมื่อมันไม่มีคนเล่าเราก็อยากเป็นคนเล่าให้ฟัง

“ผมอยากให้การเชียร์ของคนมีความหมายขึ้น” เขาเน้นที่ประโยคนี้คล้ายว่ามันมีความสำคัญ

'วิเคราะห์บอลจริงจัง' เพจที่เล่าเรื่องฟุตบอลอย่างลึก+ซึ้ง จนคนไม่ดูบอลแชร์สนั่นโลกออนไลน์

6.

เขาไม่ได้แค่เอาความรักเข้ามาอยู่ในงานเขียน แต่เขายังเขียนงานด้วยความรัก

ชายหนุ่มบอกผมว่า การทำเพจคล้ายสถานที่ปลดปล่อยวิญญาณของเขา

“ในชีวิตผมเพจที่ทำมันเหมือนโอเอซิสเวลาเราเดินอยู่กลางทะเลทราย เพจเป็นที่เดียวที่ไม่มีใครแตะต้องมันได้ ไม่ว่าจะเขียนอะไรหรือไม่เขียนอะไร เราตัดสินใจได้เด็ดขาด เราสามารถตอบสนองสิ่งที่เราอยากจะทำได้ทั้งหมด ไม่ว่าใครจะคิดยังไง คนจะชอบหรือไม่ชอบ ไม่ใช่เรื่องของเรา หมายถึงว่าเราก็พยายามทำให้ดีที่สุด ถ้าเขาไม่ชอบก็แค่นั้น เราก็ทำได้เท่านั้น

“อย่างเวลาเราเขียนเราเขียนยาวใช่ไหม ถ้าเกิดเอาเทกซ์ไปแปะใส่กระดาษ A4 ต้องมี 4 – 5 หน้า แล้วก็มีคนเขียนมาบอกเราว่า ‘ยาวไปใครจะอ่าน’ แต่ว่าผมทำให้สั้นลงไม่ได้ เพราะเรื่องที่ผมเขียนผมทำให้มันกระชับที่สุดแล้วแต่มันก็ยังยาว จนสุดท้ายคนก็อ่าน

“ผมคิดว่าที่คนบอกว่ายาวไปไม่อ่าน เป็นเพราะพอคนอ่านอ่านยาวๆ แล้วเขาผิดหวัง คือเด็กยุคนี้มีอะไรให้ทำเยอะใช่ไหม เขาอุตส่าห์เสียเวลา 10 นาทีในการอ่านบทความของเรา แล้วสมมติสุดท้ายมันเป็นบทความที่ห่วย มันน่าผิดหวังสำหรับเขา เขาก็จะคิดว่ามันไม่คุ้มค่ากับการอ่าน เพราะฉะนั้น ทุกชิ้นที่ผมเขียนผมเลยคิดว่าต่อให้ยาว เขาต้องรู้สึกคุ้มค่ากับการอ่าน เขาต้องได้อะไรสักอย่างกลับไป”

ในทุกค่ำคืน เขาจะสละช่วงเวลาที่ทุกคนกำลังหลับฝันหวานไปกับการหาข้อมูลและลงมือเขียนบทความลงเพจ

“ชีวิตต้องสละอะไรไปเยอะเหมือนกันนะ” เขาพูดด้วยรอยยิ้ม “ผมทำงานประจำเลิก 5 ทุ่ม กลับบ้านไปมีเวลาอยู่กับภรรยาสักชั่วโมงสองชั่วโมง พอตีหนึ่งก็ต้องเริ่มเขียนงาน จนถึงประมาณ 6 โมงเช้า

“ก่อนจะเริ่มเขียนทุกชิ้นผมจะหาข้อมูลก่อน สมมติว่างานชิ้นหนึ่งใช้เวลาสัก 5 ชั่วโมง ผมก็จะใช้เวลาหาข้อมูลสัก 3 ชั่วโมง แล้วเอาวัตถุดิบทั้งหมดมาวางไว้บนโต๊ะ เหมือนเอาเนื้อหมู เอาไข่ไก่ มาวางบนโต๊ะ พอเราคิดว่าวัตถุดิบมากพอจึงจะเริ่มปรุง เริ่มหยิบจับมาทีละอย่าง ปะติดปะต่อให้มันเป็นเรื่อง ซึ่งถือเป็นส่วนที่ยาก เพราะว่าบางเรื่องเราอาจจะมีข้อมูลก็จริงแต่ไม่รู้ว่าจะร้อยเรื่องยังไง เราก็ต้องใช้ความพยายามเหมือนกัน”

แล้วทำไมต้องเขียนทุกวัน ทั้งที่วันใดหยุดไปก็คงไม่มีใครว่าเขาได้-ผมแอบสงสัย

“ผมเคยอ่านประวัตินักเขียนของอเมริกันคนหนึ่ง เขาจะตื่นเช้าทุกวัน กินกาแฟแก้วหนึ่ง แล้วพอ 6 โมงเช้าไม่ว่าเขาจะคิดอะไร เขาจะต้องเขียน ไม่ว่าวันนี้เขาจะหัวไม่ไบรท์หรือคิดว่าตัวเองเขียนไม่ได้ เขาก็จะนั่งบนโต๊ะแล้วก็จะเริ่มพิมพ์ ผมก็เป็นอย่างนั้น คือเราไม่รู้หรอกว่าเราจะเขียนอะไรได้หรือเปล่าถ้าเราไม่นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ผมว่าความสม่ำเสมอเป็นเรื่องสำคัญนะในการทำเพจ ผมเลยคิดว่าจะเขียนให้ได้ทุกวัน”

อย่างที่ว่าไว้ตั้งแต่ย่อหน้าแรก, ชายหนุ่มตรงหน้าบอกผมว่าในรอบปีที่ผ่านมาเขาเขียนบทความลงเพจทุกวัน

มีเพียง 1 วันที่ไม่ได้เขียน

“จนถึงวันนี้ก็เขียนได้วันละชิ้น ยกเว้นวันแต่งงานที่ไม่ได้เขียน” ชายหนุ่มหัวเราะเสียงดังหลังบอกเล่าความจริงข้อนี้

ส่วนผมได้แต่นั่งยิ้ม เหมือนเวลาอ่านบทความของเขา

'วิเคราะห์บอลจริงจัง' เพจที่เล่าเรื่องฟุตบอลอย่างลึก+ซึ้ง จนคนไม่ดูบอลแชร์สนั่นโลกออนไลน์

ขอขอบคุณ: นัทธมน แก้วแป้นผา

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load