จากกรุงเทพฯ – อุทัยธานี รถยนต์คันใหญ่ขับแล่นมาตามป้ายบอกทาง ‘บ้านสวนจันทิตา’ 

เราเปิดประตูลงจากรถเพื่อเปิดประตูไม้บานใหญ่ เข้าไปยังโฮมสเตย์ท่ามกลางธรรมชาติที่เจ้าบ้านปลูกต้นไม้กว่า 30 ปีจนมีป่าเป็นสวนหลังบ้าน แถมใจดีแบ่งปันพื้นที่สีเขียวให้เพื่อนต่างถิ่นแวะหย่อนกายสบายใจ

บ้านสวนจันทิตา โฮมสเตย์ของครูวัยเกษียณที่ปลูกต้นไม้ไว้ตั้งแต่ 30 ปีก่อน

บ้านสวนตรงหน้าเป็นความคิดหลังเกษียณของหนุ่มนครสวรรค์และสาวกรุงเทพฯ ที่ปักหลักอยู่เมืองอุทัยฯ และอยากมีกิจการขนาดเล็กบรรเทาความหน่าย เป็นเวลา 5 ปี ที่บ้านกลางป่าแห่งนี้ต้อนรับแขกด้วยความอบอุ่นเหมือนครอบครัว ทว่ากว่าจะมาเป็นที่พักที่คนติดใจ มีเบื้องหลังสนุกและความบังเอิญน่ารักที่เราอยากให้คุณรู้จัก

ทำไมต้องตั้งชื่อว่า ‘บ้านสวนจันทิตา’ เราถามด้วยความสงสัย

“ผู้ชายเขาก็ตั้งชื่อเพื่อผู้หญิงกันทั้งนั้นแหละ” ชายวัยค่อน 70 ตอบพร้อมเขินม้วนเหมือนเจอรักครั้งแรก

เพียงสบตา

“ครูจันเป็นคนกรุงเทพฯ แกบรรจุหลังผมสองปี ตอนมีครูผู้หญิงมาใหม่ตื่นเต้นกันใหญ่ เผอิญมีคนโสดอยู่สองคน อีกคนอายุน้อยกว่าผม พอครูจันลงจากรถปุ๊บ เขาสละสิทธิ์เลย” เสียงหัวเราะและรอยยิ้มตาหยีระคนความสุขของ ลุงสาน-ไพศาล กุศลวัฒนะ บอกเราทันทีว่ารักแรกพบระหว่างเขากับ ป้าจัน-จันทิตา กุศลวัฒนะ มีจริง

บ้านสวนจันทิตา โฮมสเตย์ของครูวัยเกษียณที่ปลูกต้นไม้ไว้ตั้งแต่ 30 ปีก่อน

ลุงสานและป้าจันเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ประจำที่โรงเรียนบ้านหูช้าง จังหวัดอุทัยธานี จนกระทั่งเกษียณอายุราชการ ก็ตัดสินใจปักหลักอยู่อุทัยฯ ที่ผูกพัน ราว 30 กว่าปีก่อน เขาและเธอตัดสินใจซื้อที่ดินขนาด 3 ไร่ เพื่อปลูกต้นไม้และบ้านพักอยู่อาศัย ชายหนุ่มหว่านเมล็ดพันธุ์ที่รับแจกจากศูนย์เพาะชำกล้าไม้ เวลา 30 ปีให้หลัง ต้นไม้หลากพันธุ์สูงใหญ่ให้ร่มเงา อาทิ ประดู่ป่า ชิงชัน ยางนา เต่าร้าง เฟิร์น เสลา หมากแดง ฯลฯ

“ตรงนั้นต้นนนทรี เพราะครูจันเขาจบจาก ม.เกษตร” หนุ่มนครสวรรค์พูดพลางยิ้มเขิน 

“ผมเป็นพวกเพ้อเจ้อ โรแมนติก อยากปลูกป่าไว้หลังบ้าน ผมไม่มีประสบการณ์ปลูกต้นไม้นะ มีอย่างเดียวคือความชอบ ตอนเด็กผมชอบอ่าน ล่องไพร ของน้อย อินทนนท์ มาอยู่บ้านไร่ก็ชอบขึ้นเขา ตอนเด็กบ้านอยู่นครสวรรค์ เวลานั่งรถผ่านทุ่งนา ใจผมอยากจะกระโดดลงจากรถแล้วไปเลี้ยงควายในนา” ลุงสานเล่าอย่างอารมณ์ดี แถมเฉลยว่าป่าดงดิบเป็นป่าในฝันที่ชอบมากที่สุด ซึ่งสวนทางกลับป้าจัน สาวเมืองกรุงนิสัยเด็ดขาด ถ้าจะปลูกพืชต้องได้ผล

ครูวัยเกษียณสองคนทำสัญญาใจด้วยการแบ่งพื้นที่กันปลูก ด้านหลังปลูกป่าตามความต้องการของลุงสาน ด้านหน้าปลูกผักและผลไม้ตามความต้องการของป้าจัน อิจฉานกแถวนั้นที่มองลงมาเห็นสีเขียวสบายตาเต็มสามไร่

บ้านสวนจันทิตา โฮมสเตย์ของครูวัยเกษียณที่ปลูกต้นไม้ไว้ตั้งแต่ 30 ปีก่อน

ยินดีที่ได้รู้จัก

หลังเกษียณอายุ ครูจันคันไม้คันมืออยากหากิจการและกิจกรรมยามว่างบรรเทาความหน่าย จึงคิดอยากใช้พื้นที่ว่างกลางป่าส่วนตัวทำเป็นห้องพักรายเดือน แต่ลุงสานปะเหลาะให้เปลี่ยนความคิดมาทำโฮมสเตย์กันดีกว่า

สำเร็จ! ป้าจันตกลงใจเปลี่ยนพื้นที่บริเวณป่าหลังบ้านเป็นบ้านไม้แสนอบอุ่นจำนวน 4 หลัง

บั๊ม-ประกิจ กัณหา เจ้าของ Studiomiti เป็นสถาปนิกที่ออกแบบ ‘บ้านสวนจันทิตา’ ด้วยความสมัครใจ

“สมัยก่อนผมเล่นมัลติพลาย เอาไว้ลงภาพถ่าย คุณประกิจดันชอบภาพที่ผมถ่าย แกก็ส่งคำขอเป็นเพื่อนมา ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแกเป็นสถาปนิก ผมถ่ายอะไรแกชอบหมด จนผมลงภาพบ้านที่เพิ่งทำเสร็จ แกตอบกลับมาว่า ‘ผมอยากมีบ้านแบบนี้จัง’ สุดท้ายก็คุยกัน แกก็มาดูสถานที่และถ่ายภาพพื้นที่เอาไว้” เจ้าบ้านเล่าย้อนความหลัง

บ้านสวนจันทิตา โฮมสเตย์ของครูวัยเกษียณที่ปลูกต้นไม้ไว้ตั้งแต่ 30 ปีก่อน

บั๊มเขียนความคิดของที่พักท่ามกลางป่าที่ใช้เวลาปลูกด้วยความรักกว่า 30 ปีลงกระดาษ เขาเกริ่นกับเจ้าบ้านว่าจะทำบ้านสูง-ต่ำไม่เท่ากัน ทุกหลังเชื่อมกันด้วยลานกว้าง เขาจะรักษาต้นไม้รอบบ้านให้ได้มากที่สุดและบ้านจะต้องกลมกลืนกับธรรมชาติมากที่สุด เจ้าบ้านได้ฟังเพียงไอเดียก็ถูกใจและไม่คิดขัดคอ ให้บั๊มเป็นตัวเองเต็มที่

“ผมบอกคุณประกิจว่าเงินไม่ค่อยมีนะ กลุ้มใจว่าจะมีเงินสร้างให้สำเร็จมั้ย คิดไปคิดมาผมโทรยกเลิกเขาเลย สงสัยคงไม่ได้สร้างแล้ว แต่แกบอกว่าจะทำให้ได้ อยากทำมากเลย ผมเลยตกลง คิดว่าไปตายเอาดาบหน้า

“ตอนบ้านเสร็จเราชอบนะ คุณประกิจออกแบบไม่เหมือนใคร เหมือนแกหาสไตล์ของแกเจอและสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่อยู่ในใจแกมาตลอด เราเปิดโอกาสให้แกทำ จนกลายเป็นลายเซ็นของแกไปแล้ว” ลุงสานยิ้มยินดีกับลายเซ็นของสถาปนิกหนุ่มที่ตัวอยู่ไกลสุดขอบฟ้า ทว่ายังระลึกถึงเสมอผ่านสถาปัตยกรรมที่สวยงามเคียงคู่กับธรรมชาติ

ซ่อมได้

“จะเล่าถึงปัญหาที่มีผลต่อการออกแบบนะ” เจ้าบ้านบอกกับเราแบบนั้น 

ปัญหาแรก ช่างตีฝาบ้านแนวตั้งมีช่องห่าง ป้าจันเกรงว่าถ้าติดเครื่องปรับอากาศ ความเย็นจะทะลุช่องนั้นออกมาด้านนอก บั๊มซ่อมได้ เขาแก้ปัญหาด้วยการเอาแผ่นฝ้ายิปซั่มมาติดทับ กลายเป็นดีเสียอีก ภายในห้องพักดูเหมือนบ้านของคนญี่ปุ่นอย่างบังเอิญ, ปัญหาที่สอง เนื่องจากมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นตรงพื้นที่ที่จะวางเสา จากระยะห่างระหว่างเสาขนาด 3 เมตรตามสากล เขาปรับลงมานิดเหลือ 2.70 เมตร เพื่อรักษาต้นไม้ต้นนั้นเอาไว้ บั๊มซ่อมได้!

บ้านสวนจันทิตา โฮมสเตย์ของครูวัยเกษียณที่ปลูกต้นไม้ไว้ตั้งแต่ 30 ปีก่อน

หากสังเกตบ้านทุกหลังจะไร้ชายคา สาเหตุมาจากต้นไม้ที่เจ้าบ้านและสถาปนิกไม่อยากตัด แต่อาศัยการออกแบบที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน, ปัญหาที่สาม ฝนตกที่หน้าต่าง น้ำฝนไหลจากด้านนอกเข้าด้านใน เพราะไม่มีชายคา แต่นั้นไม่ใช่ปัญหา บั๊มซ่อมได้ เขาติดเหล็กชิ้นเล็กเหนือหน้าต่างเพื่อกันน้ำฝนไหลเข้าบ้าน

บ้านสวนจันทิตา โฮมสเตย์ของครูวัยเกษียณที่ปลูกต้นไม้ไว้ตั้งแต่ 30 ปีก่อน

ปัญหาที่สี่ ทัศนียภาพด้านล่างไม่สวยงาม เป็นปัญหาที่อยู่นอกแปลนและสถาปนิกหนุ่มไม่ทันฉุกคิด ลุงสานบอกว่าซ่อมได้ ยกมือขอช่างทำเพิ่มอีกชั้น กลายเป็นพื้นที่อเนกประสงค์ใต้ถุนบ้านที่ทุกคนใช้งานร่วมกัน

ส่วนข้อสงสัยที่หลายคนแคลงใจ ทำไมบ้าน 4 หลังขนาดสูง-ต่ำไม่เท่ากัน สถาปนิกบอกว่าเกี่ยวกับการระบายอากาศ ทว่าลุงสานคิดว่าเกี่ยวกับมุมมอง ถ้าบ้านทุกหลังเท่ากันหมด จะไม่มีบ้านหลังไหนรับบทพระเอก ถ้าถอยออกมาตรงสนามหญ้าหน้าบ้าน จะเห็นทันทีว่าบ้างหลังที่สามฉายแววความหล่อพุ่งออกมามากกว่าหลังอื่น

บ้านสวนจันทิตา โฮมสเตย์ของครูวัยเกษียณที่ปลูกต้นไม้ไว้ตั้งแต่ 30 ปีก่อน

นอนได้แล้ว

เราสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอดและกดบันทึกเสียงนกตัวน้อยร้องเพลงเอาไว้เต็มสองหู ก่อนเจ้าบ้านผมแซมสีดอกเลาจะพาเดินสำรวจด้วยท่าทียังแข็งแรง ลุงสานบอกว่าหากมานอนพักจะแถมอาหารเช้าจากเจ้าอร่อยในท้องถิ่นและกระซิบว่าห้ามเปิดประตูห้องไว้เด็ดขาด ไม่เช่นนั้นสัตว์เลื้อยคลานเพื่อนยากจะมาหาถึงหน้าประตู

บ้านสวนจันทิตา โฮมสเตย์ของครูวัยเกษียณที่ปลูกต้นไม้ไว้ตั้งแต่ 30 ปีก่อน

ลุงสานเดินนำ ก่อนจะเปิดประตูห้องพักให้เข้าไปยลโฉมความน่ารัก ภายในมีเตียงนุ่มสำหรับแขก 2 คน (กดเพิ่มที่นอนเสริมได้นะ) มีโต๊ะไม้พร้อมเบาะสีอุ่นที่ขับให้ห้องนี้ดูเป็นบ้านฉบับญี่ปุ่นมากกว่าเดิม เราชอบความเรียบง่าย มีเพียงข้าวของจำเป็น ไม่หวือหวา เพราะเป้าหมายหลักคือการชวนแขกมาพักและดื่มด่ำกับธรรมชาติรอบตัว

บ้านสวนจันทิตา โฮมสเตย์ของครูวัยเกษียณที่ปลูกต้นไม้ไว้ตั้งแต่ 30 ปีก่อน
บ้านสวนจันทิตา โฮมสเตย์ของครูวัยเกษียณที่ปลูกต้นไม้ไว้ตั้งแต่ 30 ปีก่อน

รายละเอียดอีกจุดที่แสดงถึงความใส่ใจของสถาปนิกคือหน้าต่างกระจกรอบห้องพักที่อยู่ระดับสายตาพอดิบพอดี มองเห็นสีเขียวของต้นไม้นานาชนิด ช่างผ่อนคลายสบายตาเสียจริง น่าเอนกายหย่อนหลังเป็นที่สุด ลุงสานบอกว่าบางคนติดใจ ‘บ้านสวนจันทิตา’ มาก มาอยู่หลายวันไม่ยอมกลับก็มี ขอซื้อไว้เป็นของตัวเองสักหลังก็มี

“ผมว่าเขาอาจจะชอบธรรมชาติ บางคนบอกว่ามาเพราะต้นไม้ ผมว่าไม่น่าใช่ ถ้าไปพักบนภูเขาต้นไม้เยอะกว่าอีก ผมมองว่าคงเกี่ยวกับงานออกแบบและดีไซน์ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน เหมือนว่าคุณประกิจแกทำในสิ่งที่คนไม่กล้าทำ แล้วบ้านผมมีต้นไม้เยอะมากอยู่แล้ว ภาพที่ออกมาคนเลยตื่นตะลึง” เจ้าบ้านยิ้มด้วยความภูมิใจ

บ้านสวนจันทิตา โฮมสเตย์ของครูวัยเกษียณที่ปลูกต้นไม้ไว้ตั้งแต่ 30 ปีก่อน

คนมาพักส่วนใหญ่มากันแบบปากต่อปาก คณะแรกเป็นนักเขียน ตามด้วยสถาปนิก คนทำงานดีไซน์ หมอ (ลุงสานแซวว่าหมอมาแทบจะทุกโรงพยาบาลแล้ว) นอกจากความสวยงามระหว่างสมดุลธรรมชาติกับสิ่งก่อสร้างที่มัดใจให้นักนอนเที่ยวมาแล้วก็อยากมาอีก คงด้วยพื้นที่อุทัยฯ เข้าถึงง่าย เดินทางสะดวก ขับรถไม่ไกลจากกรุงเทพฯ 

“เข้ามาก็เป็นป่า ออกไปก็เป็นเมือง” ลุงสานอธิบายหมัดเด็ดด้วยใจความเพียงหนึ่งประโยค

บ้านสวนจันทิตา โฮมสเตย์ของครูวัยเกษียณที่ปลูกต้นไม้ไว้ตั้งแต่ 30 ปีก่อน

จันทิตา (ที่รัก)

ลุงสานชวนเราเดินมาตรงสนามหญ้าเนินหลังเต่า (อดีตสระน้ำ) เราถอยหลังออกมานิด จนสายตามองเห็นบ้านไม้หลังงามถูกโอบกอดด้วยป่าธรรมชาติจากน้ำพักน้ำแรงของชายที่ยืนถัดจากเรา สวยสะกดใจเหลือเกิน

เจ้าบ้านพูดขึ้นมาท่ามกลางสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยที่กำลังส่งเสียงบรรเลงอยู่สักมุมในพื้นที่สีเขียวกว้างใหญ่

“พูดถึงก็มีความสุขดีนะ เราจะเอาความสุขมากกว่านี้ไม่ได้” เขาระเบิดความสุขผ่านเสียงหัวเราะ “ความจริงครูจันเขาทำเพื่อลูกนะ เมื่อก่อนลูกสาวอยู่กรุงเทพฯ แกอยากให้ลูกกลับบ้าน ความรู้สึกของคนเป็นแม่ แกห่วงลูก”

ไม่ว่าจะคิด ทำ หรือพูด ชายคนนี้ยังคงเอ่ยถึงหญิงอันเป็นที่รักของเขาตั้งแต่ประโยคแรกจนประโยคสุดท้าย

บ้านสวนจันทิตา โฮมสเตย์ของครูวัยเกษียณที่ปลูกต้นไม้ไว้ตั้งแต่ 30 ปีก่อน

บ้านสวนจันทิตา

ที่อยู่ : 32/9 หมู่ 5 ตำบลสะแกกรัง อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี  (แผนที่)

เบอร์โทรศัพท์ : 08 1114 1988

เฟซบุ๊ก : บ้านสวนจันทิตา

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Have a Nice Stay

รวมที่พักแนวคิดดีที่น่าไปนอนทำความรู้จัก

4 มิถุนายน 2565
27.53 K

แม้ทางเราจะอยู่ในช่วง Soft Launch ที่อาจจะมีบางอย่างที่ยังต้องรอให้พร้อมเต็มที่ แต่ส่วนที่พร้อม 100% แล้วคือ ความตั้งใจของพนักงานทุกคน สมาชิก Sela ทุกคนจะทำให้มั่นใจว่า คุณทรงกลด และผู้ร่วมเดินทางครั้งนี้จะได้รับประสบการณ์ที่ดี และเป็นที่จดจำครับ – นิติวัฒน์ Director

Sela (เสล) โรงแรม และบ้านของคู่รักที่อยากอยู่ในตึกโคโลเนียลกลางธรรมชาติที่เชียงใหม่
Sela (เสล) โรงแรม และบ้านของคู่รักที่อยากอยู่ในตึกโคโลเนียลกลางธรรมชาติที่เชียงใหม่

ถัดจาก Welcome Drink, โรงแรม Sela หรือ เสล (อ่านว่า เส-ละ) แปลว่า ภูเขาหิน ก็ต้อนรับผมด้วยการ์ดที่เขียนด้วยลายมือเจ้าของโรงแรม ทิ้งท้ายด้วยเบอร์โทรศัพท์ส่วนตัว วางรออยู่บนโต๊ะในห้องพัก

ที่นี่คือโรงแรม 3 ชั้น 14 ห้อง ในจังหวัดเชียงใหม่ ที่ผมมาพักแล้ว ‘รู้สึก’ เหมือนไปเที่ยวยุโรปแล้วได้นอนค้างในอพาร์ตเมนต์เพื่อน – ขอเพิ่มเป็นเพื่อนกันตรงนี้เลย

ที่นี่คือโรงแรม แต่พื้นที่เกือบครึ่งคือบ้าน เป็นอาคารสร้างใหม่ในอำเภอหางดง แต่ให้ความรู้สึกแบบอาคารเก่าในยุโรปที่เจ้าของบ้านไปใช้ชีวิตมาสิบกว่าปี พอกลับมาเมืองไทย พวกเขาอยากให้ที่นี่เป็นชีวิต คือเป็นบ้านและที่ทำงาน เลยตัดสินใจเปิดเป็นโรงแรม

แต่จะบอกว่าเป็นโรงแรมก็ไม่ถูกนัก มันดูคล้ายโฮมสเตย์ หรือ Airbnb ที่มีเจ้าของบ้านมารอต้อนรับมากกว่า

ดังนั้น ถ้าอยากรู้จักที่นี่ ต้องเริ่มจากการทำความรู้จักเจ้าของบ้านก่อน

บ้าน

เหมือนผมได้อัปเกรดสถานะจาก ‘แขก’ กลายเป็น ‘เพื่อน’ เมื่อ นัต-นิติวัฒน์ สัตยาประเสริฐ เจ้าของบ้านวัย 43 ปี เปิดประตูบ้านของเขาให้ผมเข้าไปเยี่ยม

Sela (เสล) โรงแรม และบ้านของคู่รักที่อยากอยู่ในตึกโคโลเนียลกลางธรรมชาติที่เชียงใหม่

เขาอาศัยอยู่ในปีกด้านหนึ่งของโรงแรม เป็นห้องแบบ Duplex ที่เชื่อมระหว่างชั้น 2 และ 3 มองจากด้านนอกไม่เห็นความแตกต่างใด ๆ กับห้องอื่น แต่พอก้าวเท้าเข้าไป เดินผ่านแมวตัวอ้วนที่ตามกันมาจากยุโรป ผมก็พบว่าสัดส่วนของห้อง ผนัง พื้น เฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงแสง ช่างดูคล้ายอพาร์ตเมนต์เก่าในยุโรปที่อบอุ่นมาก นัตบอกว่านี่คือฝีมือการตกแต่งของ มิ้น-มนสิชา วงศ์มณี ภรรยาวัย 39 ปี ของเขา

Sela (เสล) โรงแรม และบ้านของคู่รักที่อยากอยู่ในตึกโคโลเนียลกลางธรรมชาติที่เชียงใหม่

นัตเรียนจบจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วไปเรียนต่อปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์ที่ฝรั่งเศส จากนั้นก็ทำงานเป็นนักวิชาการในองค์การสหประชาชาติที่เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ส่วนมิ้นเป็นคนเชียงใหม่ เรียนจบด้านวรรณคดีฝรั่งเศสจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แล้วไปเรียนต่อโทด้านละครเวทีที่ฝรั่งเศส มิ้นสนใจเรื่องการตกแต่งภายใน ชอบศิลปะ ภาพวาดบนผนังโรงแรม บนตู้ไม้ในห้องพักแขก บนเฟรมผ้าใบในบ้านของพวกเขา และบนชุดน้ำชาในตู้ เป็นฝีมือของมิ้น พวกเขาเจอกันที่ฝรั่งเศส แต่งงานกัน และติดตามกันไปที่สวิตเซอร์แลนด์

Sela (เสล) โรงแรม และบ้านของคู่รักที่อยากอยู่ในตึกโคโลเนียลกลางธรรมชาติที่เชียงใหม่

ช่วงที่อยู่ยุโรปนัตชอบเขียนบันทึกคุยกับตัวเอง พอ ๆ กับชวนมิ้นคุยเรื่องต่าง ๆ สะท้อนความคิดกันไปมา เรื่องหนึ่งที่พวกเขาคุยกันบ่อย ๆ คือ ‘อนาคต’

“ผมจะหมดสัญญากับที่ทำงานตอนอายุ 34 ปี ถ้าต่อสัญญาก็ต้องอยู่อีก 4 – 5 ปี จะกลับมาเริ่มอะไรตอนนั้นก็ลำบาก ตามประสาคน Gen X ที่ไม่ได้กล้าแบบคนรุ่นใหม่ ถ้าต่อสัญญาก็ต้องอยู่ยาวเลย ถึงจะชอบชีวิตทางนั้น แต่มันไม่ใช่รากของเรา ถ้าจะกลับก็ต้องกลับตอนที่ยังมีแรงพอจะทำอะไรใหม่ได้ เลยคิดว่ากลับเมืองไทยดีกว่า” นัตเล่าถึงการสิ้นสุดชีวิต 12 ปี ในยุโรปของเขาเมื่อปี 2013

Sela (เสล) โรงแรม และบ้านของคู่รักที่อยากอยู่ในตึกโคโลเนียลกลางธรรมชาติที่เชียงใหม่
Sela (เสล) โรงแรม และบ้านของคู่รักที่อยากอยู่ในตึกโคโลเนียลกลางธรรมชาติที่เชียงใหม่

มิ้นชอบชีวิตที่เงียบสงบของเจนีวา ซึ่งเกิดจากความห่างไกลผู้คน ใกล้ชิดธรรมชาติ และความรู้สึกที่มาจากบรรยากาศในบ้าน แล้วทั้งคู่ก็ยังชอบไปพักตามโรงแรมที่เป็นบ้านเก่าในป่า พวกเขาคิดว่า ถ้ากลับเมืองไทย ก็อยากอยู่ในบ้านที่ให้ความรู้สึกแบบนี้ เมื่อคิดต่อว่า แล้วจะหาเลี้ยงชีพอย่างไร ความคิดในการทำโรงแรมจึงเริ่มต้นขึ้น

ช่วง 3 – 4 ปีแรกที่กลับเมืองไทย นัตเลือกทำงานด้านเศรษฐศาสตร์ในกรุงเทพฯ ก่อน เพื่อยืนยันกับตัวเองให้ชัดว่า อยากใช้ชีวิตแบบที่ฝันไว้จริงหรือ ระหว่างนั้นพวกเขาก็ขับรถตระเวนหาที่ดินในฝันทั่วเชียงใหม่ทุกสุดสัปดาห์ จนมาได้พื้นที่ขนาด 6 ไร่ ซึ่งไม่ไกลจากตัวเมือง แต่ใกล้ธรรมชาติ อยู่ติดอุทยานแห่งชาติออบขาน มีพื้นที่รอบ ๆ เป็นเขตอุทยานแห่งชาติ เป็นบริเวณที่คนต่างชาติมาอยู่เยอะ

พอนัตเล่าความคิดเรื่องทำโรงแรมให้ครอบครัวและเพื่อนฟัง หลายคนก็ขอร่วมลงทุนด้วย บ้านของพวกเขาก็เลยใหญ่กว่าที่ตั้งใจไว้ในตอนแรก

โรงแรม

คู่สามีภรรยาเจ้าของบ้านพาผมมานั่งคุยที่ห้องสมุดของโรงแรมเพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น

การทำธุรกิจโรงแรมในเชียงใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่อดีตนักเศรษฐศาสตร์ขององค์การสหประชาชาติมองว่า รอดได้แน่ ถ้า 

หนึ่ง ใช้เงินเย็น ไม่คิดแบบไร้เหตุผลจนเกินไป และไม่ใช้เงินเกินตัว 

สอง เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนให้ได้ 

สาม ถ้าธุรกิจหลักลงตัวแล้ว ก็จัดการเรื่องร้านอาหารให้ดี เพราะการทำโรงแรมต้องอาศัยรายได้จาก 3 ทาง คือ ห้องพัก ร้านอาหาร และอีเวนต์ ทั้งสามอย่างนี้ต้องมีกลยุทธ์ที่สอดรับกันทั้งช่วงท่องเที่ยวและช่วงเงียบเหงา

โรงแรมเน้นนักท่องเที่ยวจากต่างเมือง ร้านอาหารเน้นคนเชียงใหม่ ทำยังไงก็ได้ให้คนเชียงใหม่นึกถึงร้านเขาเป็นชื่อแรก ๆ ส่วนอีเวนต์ก็มีทั้งงานแต่งไปจนถึงเวิร์กชอปเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ

Sela (เสล) โรงแรม และบ้านของคู่รักที่อยากอยู่ในตึกโคโลเนียลกลางธรรมชาติที่เชียงใหม่
Sela (เสล) โรงแรม และบ้านของคู่รักที่อยากอยู่ในตึกโคโลเนียลกลางธรรมชาติที่เชียงใหม่

ตึกเก่า

“ในเชียงใหม่มีโรงแรมสองสามพันแห่ง มีทุกรูปแบบ ผมไม่ได้อยากวิเคราะห์ว่าตลาดต้องการอะไรแล้วทำ เราใช้ประสบการณ์ของเราตอนอยู่ยุโรป มีโรงแรมหลายแห่งเป็นบ้านเก่าที่เจ้าของทำอย่างที่เขาอยากทำ ไม่ได้ตามตลาด ทำโมเดลไหนก็ได้ อยู่ไกลแค่ไหนเราก็อยากไป เราก็เลยทำแบบนั้น ไม่ได้คิดว่ากลุ่มเป้าหมายจะเป็นใคร ถ้ามีรสนิยมต้องกับเราก็มาแล้วกัน ซึ่งผมเชื่อว่ามันมีความสากลอยู่ประมาณหนึ่ง” นักเศรษฐศาสตร์เล่าถึงการตัดสินใจที่ใช้สมองทั้งสองฝั่ง

Sela (เสล) โรงแรม และบ้านของคู่รักที่อยากอยู่ในตึกโคโลเนียลกลางธรรมชาติที่เชียงใหม่

พวกเขาเลือกทำแค่ 14 ห้อง เพราะไม่ต้องการความวุ่นวาย เน้นตลาดบนที่มีคู่แข่งน้อย และไม่ต้องปวดหัวกับบริษัททัวร์และการแข่งราคา ไม่สร้างกระจายเป็นหลัง ๆ แต่รวบทุกห้องมาอยู่ในตึกเดียว และไม่ได้อยากให้แขกมาใช้บริการแค่ 8 – 10 ชั่วโมงเหมือนโรงแรมอื่น แต่อยากให้แขกอยู่ที่นี่ 16 ชั่วโมง 18 ชั่วโมง ไปจนถึง 24 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งมีแขกที่อยู่ที่นี่ทั้งวันทั้งคืน ไม่ออกไปไหนจริง ๆ

“เราเป็นโรงแรมสร้างใหม่ แต่อยากเป็นโรงแรมประเภทที่อยู่ในอาคารประวัติศาสตร์ ในเชียงใหม่มีโรงแรมที่อยู่ในอาคารโคโลเนียลไม่กี่แห่งเท่านั้น” มิ้นเสริมจุดขายของโรงแรมที่ทำให้เหลือคู่แข่งไม่มาก

การสร้างอาคารใหม่ด้วยสไตล์เก่านั้นไม่ง่าย ถ้าทำไม่ถึงก็อาจกลายเป็นแค่ฉากถ่ายรูป

Sela (เสล) โรงแรม และบ้านของคู่รักที่อยากอยู่ในตึกโคโลเนียลกลางธรรมชาติที่เชียงใหม่

ทั้งคู่มีภาพในหัวชัดมากว่าอยากได้อาคารแบบโคโลเนียลที่มีส่วนผสมของล้านนา แต่พอบรีฟโจทย์ให้บริษัทสถาปนิกชื่อดัง ก็พบว่าวิธีการทำงานแบบออกแบบมาแล้วแก้ได้ 3 ครั้ง ไม่น่าจะเหมาะ เพราะเขาต้องการคนที่จะมาขลุกอยู่ด้วยกันยาว ๆ ค่อย ๆ ลงรายละเอียดไปด้วยกัน สุดท้ายก็เลยใช้บริการของบริษัทสถาปนิกในเชียงใหม่อย่าง นิวัตร อาร์คิเทค ซึ่งมี อาร์ต-ปวรรธน์ ตันตยานุสรณ์ เป็นหัวเรือใหญ่

คงเป็นโชคชะตา เพราะในบริษัทนี้มี อาเธอร์ แวร์ญ (Arthur Vergne) สถาปนิกชาวฝรั่งเศส เจ้าของร้านหนังสือเด็กบากะ-นก อยู่ด้วย อาเธอร์เลยเข้ามาช่วยอาร์ตทำงานนี้ พวกเขาไปทำการบ้านอย่างหนักหน่วง จนค้นพบว่าสิ่งที่ให้ความรู้สึกว่าเหมือนอาคารเก่าในยุโรปคือ ‘สัดส่วน’ ของทุกอย่าง โดยเฉพาะประตูหน้าต่างในห้อง

Sela เสล (เส-ละ) โรงแรมในตึกโคโลเนียลล้านนาที่อำเภอหางดง ของคู่รักที่ตัดสินใจทิ้งชีวิตจากเจนีวามาอยู่ที่นี่
Sela เสล (เส-ละ) โรงแรมในตึกโคโลเนียลล้านนาที่อำเภอหางดง ของคู่รักที่ตัดสินใจทิ้งชีวิตจากเจนีวามาอยู่ที่นี่

“โจทย์ของเราคือ ข้างนอกเป็นกล่องสี่เหลี่ยมธรรมดา ๆ มีรายละเอียดนิดหน่อย แต่ข้างในอยากให้เลย์เอาต์มีลูกเล่น เซอร์ไพรส์ การเอาตึกเก่ามาทำโรงแรมจะมีข้อจำกัดต่าง ๆ ทำให้มีเลย์เอาต์แบบเข้าห้องไปแล้วต้องเฉียงบ้าง มีทางเดินยาว ๆ บ้าง เราเป็นตึกสร้างใหม่ แต่เลย์เอาต์ข้างในอยากให้รู้สึกเหมือนห้องเหล่านี้ดัดแปลงมา ไม่ได้เป็นบล็อก ๆ” นัตเล่าโจทย์

“หลายโรงแรมออกแบบโดยเอาห้องพักเป็นตัวตั้ง คือ หน้าต่างกว้าง มีระเบียงใหญ่ ๆ แต่เราคิดสลับทาง ทำให้เหมือนเป็นบ้านมาก่อน แล้วโรงแรมมาทีหลัง ความยากก็คือ ทำผังแต่ละห้องให้ไม่เหมือนกันแล้ว ต้องแบ่งช่องหน้าต่างด้านนอกให้เท่ากัน และขนาดทางเดินที่เป็นข้อจำกัดของโรงแรมยังต้องได้ด้วย” มิ้นเสริมความยากที่ทำให้อาร์ตและอาเธอร์ต้องใช้เวลาหนึ่งปีเต็ม ๆ กว่าจะวางเลย์เอาต์เสร็จ

โถง

“โจทย์ในการออกแบบที่เราให้อาเธอร์อีกอย่างคือ หนึ่ง เข้ามาแล้วไม่อยากให้จำเลย์เอาต์ได้ทันทีว่าไปทางไหน อยู่ 2 วันจะได้ไม่เบื่อ” นัตชวนผมเดินไปดูโถงกลางโรงแรมที่เป็นช่องแสงขนาดใหญ่

Sela เสล (เส-ละ) โรงแรมในตึกโคโลเนียลล้านนาที่อำเภอหางดง ของคู่รักที่ตัดสินใจทิ้งชีวิตจากเจนีวามาอยู่ที่นี่
Sela เสล (เส-ละ) โรงแรมในตึกโคโลเนียลล้านนาที่อำเภอหางดง ของคู่รักที่ตัดสินใจทิ้งชีวิตจากเจนีวามาอยู่ที่นี่

“สอง อยากให้มีเลเยอร์ เข้ามาที่ล็อบบี้จะเจอแค่ห้องเล็ก ๆ มีประตูกั้น เพื่อไม่ให้คนเห็นทุกอย่างแล้วจบ ไม่มีอะไรให้ค้นหา เปิดประตูเข้ามาเจอโถง ข้างหลังก็ยังมีอีก ออกไปข้างนอกก็ยังมีสวน หลักนี้ใช้กับการออกแบบห้องด้วย เข้ามาในห้องจะเจอทางเดิน แล้วเจอห้องที่ใหญ่ขึ้น

Sela เสล (เส-ละ) โรงแรมในตึกโคโลเนียลล้านนาที่อำเภอหางดง ของคู่รักที่ตัดสินใจทิ้งชีวิตจากเจนีวามาอยู่ที่นี่

“สาม ด้านหลังสวยกว่าด้านหน้า เราอยากเก็บวิวนี้ไว้ให้เป็นพิเศษกับแขกของเรา ผมเอาไอเดียนี้มาจากยุโรป เขาชอบหันหลังอาคารติดถนน ดูแล้วไม่รู้เลยว่าอะไร พอเข้ามาแล้วถึงเห็นด้านหน้าตึก เห็นสวน” นัตเล่าต่อว่า สวนด้านหลังเพิ่งลงต้นกล้าพันธุ์ไม้ท้องถิ่นไว้รอบสนาม เพื่อสร้างป่าของตัวเอง คนที่คัดสรรพันธุ์ไม้ให้ก็คือ อาจารย์จุลพร นันทพานิช สถาปนิกนักปลูกป่าชื่อดังนั่นเอง

ตกแต่งภายใน

นัตบอกว่า เขาเห็นฝีไม้ลายมือของมิ้นในการตกแต่งอพาร์ตเมนต์ที่เจนีวา และรีโนเวตคอนโดเก่าย่านอารีย์ ก็รู้ว่า โรงแรมนี้เธอทำเองได้สบาย ๆ โดยมีมัณฑนากรช่วยเป็นมือไม้เปลี่ยนจินตนาการให้เป็นภาพที่นำไปทำงานต่อได้

เฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดเรียกว่าสไตล์ อินโดไชน่า เป็นยุคเดียวกับตึกโคโลเนียล ยุคนั้นบ้านเจ้านายหรือบ้านฝรั่งใช้สถาปนิกฝรั่งทำ ส่วนของตกแต่งก็มาจากอินเดีย พม่า จีน และไทย ปนกันไป มิ้นเลือกของเก่าจากยุคนี้ บางชิ้นก็เลือกที่มีสไตล์ล้านนาผสม มีทั้งของเก่าและของที่เธอสั่งทำขึ้นมาใหม่

Sela เสล (เส-ละ) โรงแรมในตึกโคโลเนียลล้านนาที่อำเภอหางดง ของคู่รักที่ตัดสินใจทิ้งชีวิตจากเจนีวามาอยู่ที่นี่
Sela เสล (เส-ละ) โรงแรมในตึกโคโลเนียลล้านนาที่อำเภอหางดง ของคู่รักที่ตัดสินใจทิ้งชีวิตจากเจนีวามาอยู่ที่นี่

“เราอาจจะทำอะไรไม่คล่องหรือรวดเร็วแบบคนที่ทำอาชีพนี้โดยตรง เลยใช้เวลาเยอะ เราต้องทำห้องให้เสร็จทุกอย่าง ทาสีให้เสร็จ แล้วจินตนาการว่าอยากได้แบบไหน ถึงจะไปหาของมาวาง เหมือนทำบ้านเสร็จแล้วซื้อของเข้าบ้าน แตกต่างจากการออกแบบที่เน้นทำเฟอร์นิเจอร์บิลด์อินเป็นหลัก” มิ้นเล่าถึงวิธีการทำงานของเธอ

ร้านอาหาร

เราย้ายไปคุยกันต่อในร้านอาหาร Windows Cafe and Restuarant ด้านหน้าโรงแรม 

นัตเล่าว่า ร้านนี้ดูแลโดย เชฟพิ้งค์-โชษิตา วงศ์มณี น้องสาวของมิ้น เธอเคยทำงานเป็นเชฟในอิตาลี ออสเตรเลีย เคยอยู่โฟร์ซีซั่น แล้วก็มาเปิดร้าน Le Brunch (เลอ บรันช์) ของตัวเองที่เชียงใหม่ เป็นร้านเล็ก ๆ ที่เปิดมาแล้ว 5 ปี อยู่ใต้คอนโด ขายแค่อาหารเช้าและเที่ยง ขายดีมากเพราะมีลูกค้าประจำเป็นคนในตึก เนื่องจากอาหารเช้าเป็นมื้อที่เรากินซ้ำ ๆ ได้ ร้านจึงเต็มทุกวันโดยไม่ต้องโปรโมต และไม่ต้องขายคนข้างนอกเลย 

เมื่อพี่สาวเปิดโรงแรม พิ้งค์ก็ตัดสินใจย้ายมาเปิดร้านอาหารที่นี่ด้วยวิธีคิดชุดเดิม

Sela เสล (เส-ละ) โรงแรมในตึกโคโลเนียลล้านนาที่อำเภอหางดง ของคู่รักที่ตัดสินใจทิ้งชีวิตจากเจนีวามาอยู่ที่นี่

Windows Cafe and Restuarant เป็นร้านอาหารยุโรปที่มีอาหารฝรั่งเศส มีพาสต้า รับประทานได้ทั้งวัน แล้วก็มีบาร์ด้วย ลูกค้า 80 เปอร์เซ็นต์คือชาวต่างชาติที่อยู่ละแวกนี้ เปรียบได้กับร้านอาหารหน้าปากซอยของคนต่างชาติ

“ทำไมร้านอาหารหน้าปากซอยถึงไม่เจ๊ง เพราะเขาขายคนในหมู่บ้าน ร้านอาหารที่จะอยู่รอดได้ต้องเป็นแบบนั้น อาหารต้องกินง่าย ราคาเข้าถึงได้ และมีเสน่ห์อะไรบางอย่าง” นัตอธิบายแบบเห็นภาพ

“ร้านศิลปินกับเชฟเทเบิ้ลมีเยอะ แต่เราเห็นว่าร้านที่ขายอาหารง่าย ๆ แต่พิถีพิถัน ดูเป็นทางเลือกที่เหมาะกับเรามากกว่า เราอยากเป็นร้าน Corner Restaurant ที่คนกินทุกวัน ทำอาหารง่าย ๆ อย่างสเต๊กให้คุณภาพดี ใส่ใจในรายละเอียดเล็ก ๆ กับอาหารทั่ว ๆ ไป” มิ้นเล่าเสร็จแล้วก็กางเมนูอธิบายรายละเอียดแต่ละจานให้ฟัง

Sela เสล (เส-ละ) โรงแรมในตึกโคโลเนียลล้านนาที่อำเภอหางดง ของคู่รักที่ตัดสินใจทิ้งชีวิตจากเจนีวามาอยู่ที่นี่

เขียน

นัตกับมิ้นอยู่ในบ้านหลังนี้มาแล้วครึ่งปี และเปิดโรงแรมได้เดือนกว่า ๆ

ชีวิตของพวกเขายังไม่เข้าที่เข้าทางนัก ยังเหลืออะไรให้ต้องจัดการอีกมากมาย แต่ก็ยังได้ออกไปใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติที่อุทยานแห่งชาติออบขาน ถ้าขับรถไปก็ 15 นาที ถ้าเดินตามทางชาวบ้านจากหลังโรงแรมก็ไปถึงได้เช่นกัน แต่ใช้เวลาหลายชั่วโมงหน่อย

พวกเขามีชาวบ้านละแวกนั้นเป็นเพื่อนบ้าน พนักงานโรงแรมส่วนใหญ่เป็นคนท้องถิ่น เป็นชีวิตที่ดูจะใกล้กับที่ฝันไว้เข้าไปเรื่อย ๆ

Sela เสล (เส-ละ) โรงแรมในตึกโคโลเนียลล้านนาที่อำเภอหางดง ของคู่รักที่ตัดสินใจทิ้งชีวิตจากเจนีวามาอยู่ที่นี่

ระหว่างรออาหาร ผมถามคำถามสุดท้ายว่า อยากให้แขกที่มาพักได้อะไรกลับไป

คำตอบของพวกเขาทั้งคู่เหนือความคาดหมาย เหมือนเป็นคำตอบของนักเดินทางตัวยงที่วันหนึ่งตัดสินใจเปิดบ้านตัวเองให้เพื่อนใหม่แวะมาพัก มากกว่าจะเป็นคำตอบจากผู้ประกอบการโรงแรม

“มิ้นจะดีใจมากถ้าคนที่มาพักประทับใจกับอะไรบางอย่างจนอยากเขียนอะไรสักอย่าง เขียนอะไรก็ได้ เขียนถึงใครก็ได้ เขียนจดหมายถึงเพื่อน เขียนโปสการ์ดถึงใครสักคน หรือเขียนหนังสือได้สักเล่มจากการมาพักที่นี่ เราอยากให้แขกได้ค้นพบอะไรบางอย่างภายในจากการพักที่นี่” มิ้นตอบพร้อมรอยยิ้ม

“ผมยังคุยกับมิ้นเลยว่า ตอนแรกเราไม่แน่ใจว่าจะทำให้ที่นี่เป็น Museum Hotel, Artist Hotel หรือ Traveler Hotel พอทำเสร็จแล้วเราจะมีความสุขมากถ้าที่นี่จะเป็น Writer Hotel มิ้นมีไอเดียว่าอยากให้คนมาแล้วเขียนโปสการ์ดถึงใครสักคน ทุกห้องก็เลยมีโต๊ะเขียนหนังสือ ดินสอ ปากกา กระดาษเขียนจดหมาย กระดาษวาดรูป ซองจดหมาย โปสการ์ด แสตมป์ พร้อม”

Sela เสล (เส-ละ) โรงแรมในตึกโคโลเนียลล้านนาที่อำเภอหางดง ของคู่รักที่ตัดสินใจทิ้งชีวิตจากเจนีวามาอยู่ที่นี่

นัตบอกว่า ผมคือนักเขียนคนแรกที่มาเยือน Writer Hotel แห่งนี้ พวกเขาจะดีใจมากถ้าผม ‘รู้สึก’ อะไรบางอย่างกับที่นี่จนอยากเขียนเรื่องราวออกมาสักเรื่อง

ดูจากขนาดของกระดาษที่เขาเตรียมไว้ คงไม่พอจะบรรจุความประทับใจ

ผมเลยขอพิมพ์บันทึกนี้ไว้บนก้อนเมฆแทนก็แล้วกัน

Sela เสล (เส-ละ) โรงแรมในตึกโคโลเนียลล้านนาที่อำเภอหางดง ของคู่รักที่ตัดสินใจทิ้งชีวิตจากเจนีวามาอยู่ที่นี่

Sela

ที่ตั้ง : 519 ตำบลน้ำแพร่ อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ (แผนที่)

โทรศัพท์ : 053 111 831

Facebook : Sela

Instagram : selachiangmai

www.selachiangmai.com

Writer & Photographer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load