เป็นระยะเวลาปีกว่าๆ แล้วที่ผมทำคอลัมน์ ‘อาคิเต็ก-เจอ’ ซึ่งเป็นคอลัมน์ที่พยายามพาทุกท่าน ย้อนสำรวจความน่าสนใจในการใช้พื้นที่แบบไทยๆ ที่ซ่อนอยู่รอบตัว ไม่นานมานี้ผมเพิ่งค้นพบความเชื่อมโยงในบทความของผมเอง ที่เกิดเป็นแพตเทิร์นซ้ำบ่อยๆ ในการเลือกประเด็นในการเขียน ก็คือเรื่อง ‘งานดีไซน์ทำมือ’ ที่ผมมักเรียกว่าสถาปัตยกรรมทำมือนั่นเอง ซึ่งคืองานออกแบบที่คนทั่วไปคิดและทำกันเอง ตั้งแต่งานดีไซน์เรือแสนแสบ ยันที่นั่งพักรอผู้โดยสารของพี่วินมอเตอร์ไซค์

กล่าวคือสิ่งทำมือเหล่านี้ที่เกิดขึ้นรอบตัวนั้น ผมเองก็เพิ่งได้ศัพท์จากอาจารย์ที่เคารพรักท่านหนึ่ง ท่านให้คำของปรากฏการณ์ทำมือที่เกิดขึ้นเหล่านี้ไว้ว่า ‘Urban Vernacular’ ซึ่งก็มีความหมายว่า ‘ความเป็นอยู่พื้นถิ่นที่เกิดขึ้นในเมือง’

แน่นอนว่าความพื้นถิ่นในภาพจำของหลายๆ คน ก็คืออะไรใดๆ ที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ อยู่กลางป่าไม้ และมีคนใส่เสื้อม่อฮ่อม แต่จริงๆ แล้วหัวใจของความหมายว่าพื้นถิ่นจริงๆ ก็คือ กระบวนการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ที่เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้านกันเอง เช่นประเทศไทยฝนตกหนัก บ้านก็เลยต้องมีหลังคาใหญ่ หรือว่าน้ำท่วมบ่อย บ้านจึงต้องยกใต้ถุนสูง เช่นเดียวกัน เมื่อวิธีคิดแบบนี้เกิดขึ้นในเมืองที่ปัจจัยที่เยอะขึ้น มีเรื่องทำมาหากินหรือเรื่องการเดินทางเข้ามาผนวก กระบวนการพื้นถิ่นจึงถูกแปรสภาพไปไกลกว่าแค่แก้ปัญหาแดดลมฝน ทำให้ Urban Vernacular เกิดขึ้นด้วยกลไกธรรมชาติจากคนที่อยู่อาศัยในเมือง โดยมักออกมาในรูปแบบผลงานดีไซน์สิ่งของข้างทาง ยานพาหนะ หรือการจัดการพื้นที่ต่างๆ ในลักษณะทำมือ จนผมเองอยากใช้คำของกระบวนการแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยคำว่า ‘ศาสตร์ทำมือ’

สำหรับตอนนี้ มันมีศาสตร์ทำมือเล็กๆ ศาสตร์หนึ่งที่มีความน่าสนใจมาก และเป็นอะไรที่น่าลองหยิบยกให้ทุกท่านเห็นถึงภูมิปัญญาแบบ Urban Vernacular ที่ปูมา 3 ย่อหน้าแรกได้ค่อนข้างชัดเจน ซึ่งเรื่องเล็กๆ เรื่องนั้นที่ผมอยากภูมิใจนำเสนอก็คือ  ‘ยุทธการลดความลำเค็ญ รถเข็นผักปากคลองตลาด’

ถ้าถามว่าทำไมเรื่องรถเข็นผักที่ปากคลองตลาดจึงน่าสนใจ ก็เนื่องด้วยไม่นานมานี้ ผมเดินผ่านตลาดนี้แล้วก็พบรถเข็นคันหนึ่งที่สามารถแบกลังบรรจุพืชพรรณจำนวนมหาศาลซ้อนกันจนท่วมหัว กำลังถูกลากให้เคลื่อนที่ไปอย่างสบายๆ มันดูค่อนข้างเซอร์เรียล และทำให้ผมประทับใจมาก จนเมื่อผมลองสังเกตมันด้วยมุมมองแบบ Urban Vernacular กับเหล่าอุปกรณ์ทุ่นความลำเค็ญที่กำลังถูกเข็นเหล่านี้ ก็ทำให้ผมพบความศาสตร์ทำมือซ่อนอยู่ และมีความน่าสนใจมากๆ จนน่าหยิบมาเล่าให้ฟังกัน

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

แต่ก็ต้องขอย้อนไปดูที่มาที่ไปของรถเข็นคร่าวๆ เหล่านี้เสียก่อน

กล่าวกันว่าปากคลองตลาดเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาจากการเป็นย่านชุมชน เพราะเป็นจุดที่มีคูคลองและแม่น้ำเข้ามาบรรจบกัน ทำให้เป็นจุดนัดพบของผู้คนที่สัญจรทางน้ำ การค้าขายแลกเปลี่ยนสิ่งของจึงเกิดขึ้น จนปัจจุบันกลายเป็นตลาดสินค้าเกษตรกรรมที่เน้นการค้าส่งผัก ผลไม้ และดอกไม้สด ติดอันดับ 4 ของโลก

กว่าที่ปากคลองตลาดจะเป็นแหล่งสินค้าขนาดใหญ่และมีประสิทธิภาพอย่างทุกวันได้ เหตุหนึ่งก็เกิดจากเหล่าลูกผู้ชายเข็นผักรับส่งสินค้าที่เดินขวักไขว่ไปมาภายในตลาด คล้ายเป็นกลไกฟันเฟืองเล็กๆ ที่ทำหน้าที่เป็น Lineman ผู้มีความคล่องตัวรวดเร็ว และเป็นการโลจิสติกส์มีประสิทธิภาพมากๆ ในพื้นที่ของตลาดเอง

รถเข็นผักจึงเป็นอุปกรณ์ดำรงชีพสำคัญที่ถูกใช้งานอย่างจริงจังในปากคลองตลาดตั้งแต่อดีตจนทุกวันนี้ จนมีการวิวัฒนาการที่ผนวกศาสตร์ทำมือลงไปในรถเข็น แม้ว่าเจ้ารถเข็นเหล่านี้จะดูหน้าตาธรรมดาๆ และดูคล้ายกันไปหมดทั่วทั้งตลาด แต่ถ้าเรายืนสังเกตดีๆ จะพบว่าจริงๆ แล้วรถเข็นแต่ละคันที่จอดทิ้งไว้ รวมทั้งที่กำลังล้อหมุนนั้น มีหน้าตาไม่เหมือนกันเสียทีเดียว และแต่ละคันต่างมีดีเทลทำมือที่น่าสนใจ รวมทั้งมีความสัมพันธ์ในแง่งานดีไซน์อีกด้วย ซึ่งจากการลงพื้นที่สำรวจอย่างจริงจังแล้ว ก็ทำให้ผมสามารถจำแนกความทำมือออกมาเป็นข้อๆ ได้ดังนี้

1. เรื่องขนาดและความสัมพันธ์ของรถเข็น ถ้าเราเอาตลับเมตรวัดรถเข็นผัก เพื่อถอดรหัสที่มาที่ไปของรถเข็นในตลาดทั้งหมด เราจะพบว่าจริงๆ แล้วรถเข็นที่เขาใช้งานกันจะมีอยู่ 2 ไซส์หลักๆ คือ รุ่นสองล้อ และรุ่นสี่ล้อ โดยรุ่นสองล้อจะค่อนข้างมีให้เห็นมากกว่า มีขนาดกว้าง 45 ซม. สูง 120 ซม. และมีลักษณะการวางเป็นตัวแอลตั้งฉาก ซึ่งนอกจากความกว้าง 45 ซม. จะเป็นระยะความกว้างของไหล่ที่เหมาะสมกับการยืนจับแฮนด์รถเข็นแล้ว ระยะความสูง 120 ซม. ยังเป็นระยะของระดับหน้าอกของผู้ชาย จึงสอดคล้องกับสรีระและท่าการดันรถเข็นไปข้างหน้า ในขณะที่สามารถลากจากข้างหลังก็ได้แล้วแต่ถนัด อีกทั้งความสูง 120 ซม. ยังเป็นขนาดมาตรฐานในการซ้อนกล่องลังพลาสติกที่มีความสูง 30 ซม. จำนวน 4 ชั้นแบบสวยๆ ได้อย่างพอดิบพอดี

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

ในขณะที่รุ่นสี่ล้อจะหาดูได้ยากในตลาด มีขนาดยาวกว่าด้วยขนาดกว้าง 45 ซม. และยาว 200 ซม. วางเทินเป็นสามเหลี่ยม คาดว่าวิธีคิดในการผลิตง่ายๆ คือเพื่อพยายามบรรจุให้ได้สองเท่าของแบบสองล้อ วิธีเข็นจะเปลี่ยนมาลากจากข้างหลังแทน เนื่องด้วยของที่หนักกว่า ทำให้ตัวรถเข็นมีระยะแฮนด์จับที่ล็อกความสูงลอยจากพื้นไว้ที่ 80 ซม. ซึ่งคือระยะของความยาวของแขนที่ทิ้งในแนวดิ่ง ทำให้เป็นระยะที่เหมาะสมกับท่าเดินลากของพอดีๆ

2. การโมดิฟายส่วนวางของให้มีพื้นที่มากขึ้น มีให้เห็นได้ตั้งแต่แบบจริงจังจนถึงแบบบ้านๆ ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นการติดข้อพับเหล็กเพิ่ม ให้สามารถพับขยายที่วางของให้กว้างขึ้น หรือแค่นำชิ้นส่วนเศษเหล็กหรือเศษไม้ มามัดรวบขัดไว้ที่ด้านท้ายเพื่อเพิ่มพื้นที่ หรือแม้กระทั่งต่อแผงเหล็กด้านข้างเพิ่ม การโมดิฟายพวกนี้มักจะมาต่อเติมทีหลังจากการใช้งานตอนเริ่มต้น ซึ่งสามารถสังเกตได้จากรอยเชื่อมเหล็กต่างๆ ที่เพิ่มจากเดิม ทำให้หน้าตารถเข็นทุกคันจะดูคราฟต์ๆ หน่อย เพราะมีลักษณะแตกต่างกัน ไม่ได้เหมือนกันเสียทีเดียว

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

3. เข่ง อุปกรณ์เสริมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่ง ทำหน้าที่เป็นตัวรวบสินค้าให้เป็นกระจุกเดียว ซึ่งถ้ามีรถเข็นแล้วแต่ไม่มีเข่งคู่กัน มันก็น่าจะรู้สึกขาดๆ อะไรไปสำหรับการเข็นของ อารมณ์คล้ายๆ ว่า ซื้อมือถือแล้วไม่ซื้อเคสกันกระแทก ในปัจจุบันนี้ เข่งที่มีอยู่ในปากคลองตลาดก็มีให้เราเห็นหลากหลายวัสดุ ตั้งแต่เข่งตะกร้าสานจากไม้ไผ่ เข่งพลาสติกสีเขียวๆ ยันเข่งที่ทำจากเหล็ก กระทั่งล่าสุด มีเข่งที่ทำจากอะลูมิเนียมแล้ว ซึ่งดูมีทีท่าว่าเข่งในปากคลองตลาดน่าจะถูกพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ จนไปถึงเข่งที่ทำไฟเบอร์กลาสก็เป็นได้

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

3.1 รู้หรือไม่ว่าไอ้เจ้าเข่งนี่แหละมีดีเทลทำมือที่ซ่อนอยู่เยอะมาก จนต้องแยกออกมาเป็น 3.1 ตอนที่เราไปยืนสำรวจไอ้เจ้าเข่งเหล่านี้ เราพบว่าเข่งส่วนมากที่เจอ บริเวณขอบจะมีซับกันของลื่นด้วยยางรถมอเตอร์ไซค์ และเมื่อไต่สวนกับพี่วินรถเข็นจึงค้นพบว่า ไอ้ซับยางกันลื่นตรงปากเข่งนี้ต้องใช้คู่กับแผ่นไม้กระดาน ซึ่งเราก็จะเห็นว่าเกือบทุกเข่งมีแผ่นไม้ติดมาด้วย วิธีการใช้งานคู่กันก็คือ เมื่อเข่งถูกใส่ของไปเยอะๆ จนเริ่มเต็ม การเอาแผ่นไม้นี้เข้าไปขัดวางลงบนปากเข่ง ไม้จะทำหน้าที่เหมือนคาน และทำให้สามารถซ้อนของขึ้นไปอีกจำนวนหนึ่งได้นั่นเอง

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

3.2 ความน่าสนใจอีกอย่างของการใช้แผ่นไม้คู่กับเข่งคือ สามารถทำเป็นที่นั่งคอยของพี่วินรถเข็น เพียงแค่วางไม้พาดไว้เฉยๆ แล้วก็นั่งเลย เหล่าพี่ๆ วินต่างบอกมาว่า ฟังก์ชันนี้สำคัญมากๆ เพราะว่าในตลาดไม่มีเก้าเอาไว้นั่งสำหรับทุกคน เมื่อต้องคอยรับงานขนของระหว่างวัน การทำเข่งเป็นเก้าอี้นี่แหละเวิร์กที่สุด!

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

4. เส้นยางในรถมอเตอร์ไซค์เก่าที่ถูกดัดแปลงรีไซเคิลให้มีตะขอคล้ายเข็มขัด มักถูกพาดพันคล้องไปมาที่แฮนด์จับรถเข็นตลอดเวลา โดยที่จริงๆ แล้ว ยางในนี้มีหน้าที่ไว้มัดรวมสินค้าที่มีปริมาณมากจนเริ่มพูนไม่ให้หล่นกระจายจากรถเข็น ซึ่งนอกจากจะได้ทั้งความเหนียวและยืดหยุ่นสูงแล้ว ยังสามารถหาซื้อขายได้ง่ายภายในตลาด ในราคาเพียง 25 บาท ทำให้เข็มขัดยางในกลายเป็นอุปกรณ์ยอดนิยมในการขนของไปโดยปริยาย

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

5. การรวบเส้นยางรถมอเตอร์ไซค์แนบลงบนผิวแท่งโครงเหล็กรถเข็น เป็นการทำซับกันลังพลาสติกลื่นขณะเข็นรถ รวมทั้งกันรอยกระแทกในโอกาสต่างๆ ที่แลดูทำได้ง่ายมาก เพียงเอายางมาผ่าครึ่ง แล้วสวมกับเหล็กได้เลย ซึ่งดีเทลทำมือนี้น่าสนใจมากๆ เพราะมันทำให้เรานึกถึงวิธีการออกแบบซับในกันกระแทกของพวกบานประตูหรือเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ที่มักถูกสอนในวิชาอินทีเรีย ซึ่งการมีดีเทลแบบนี้ให้เห็นได้ ค่อนข้างแสดงออกถึงความเข้าใจปัญหาของผู้ใช้งานจริงๆ

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

6. การเคลือบผิวปิดทับบนแผงโครงเหล็กรถเข็นด้วยกระดาษลัง เนื่องด้วยสินค้าบางชนิดพันธุ์อาจมีเศษตกหล่นทะลุผ่านโครงไปได้ระหว่างการขนส่ง การมีผิวซ้อนรองรับไว้จะทำให้การขนส่งปลอดภัยขึ้น ซึ่งกล่องกระดาษลังที่เหลือใช้จากการบรรจุสินค้าในตลาดคือตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะนอกจากจะสามารถคลี่ออกมาได้กว้างแล้ว ยังสามารถเดินหาเอาได้เลยในพื้นที่ตลาด ซึ่งไอ้วิธีเคลือบผิวรถเข็นแบบนี้ยังกลายเป็นฟังก์ชันเสริม ที่สามารถปูให้กลายเป็นเตียงนอนชั่วคราวของพี่วินระหว่างวันได้อีกด้วย

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

7. ฟอนต์เหล็กดัดและรหัสลับ ความสนุกอย่างหนึ่งในการเดินดูรถเข็นผักในปากคลองก็คือ ตัวรถเข็นมักจะมีตัวหนังสือที่ทำจากเหล็กดัด เชื่อมติดไว้ตรงที่ว่างของแผงโครงเหล็กแทบทุกคัน และไม่ซ้ำกันเลย ตัวอักษรนั้นมักจะเป็นชื่อของใครสักคนและห้อยท้ายด้วยชุดตัวเลข อย่างเช่น ‘สิงห์99’ ‘หนุ่ม888’ ‘เจ้ติ๋ม381’ ซึ่งจริงๆ แล้วเจ้าพวกโค้ดเหล่านี้คือชื่อของเจ้าร้าน ผู้เป็นเจ้าของรถเข็นนั่นเอง ถ้าเกิดรถเข็นไปตกหล่นอยู่ตรงไหน ก็สามารถนำมาคืนได้ถูกร้าน ซึ่งโค้ดชื่อพวกนี้จะรู้แค่วงการคนในตลาดกันเองว่าใครเป็นเจ้าของและอยู่ส่วนไหนในตลาด แต่ถ้าหากรถเข็นคันไหนไม่มีฟอนต์เหล็กพวกนี้ ก็สามารถเดาได้เลยว่าเป็นรถเข็นที่ไม่ได้ขึ้นตรงกับสังกัดใดๆ เป็นรถเข็นผักปัจเจกชน ซึ่งเจ้าของรถเข็นส่วนมากต่างต้องดูแลรถเข็นกันเองอย่างหวงแหน ด้วยการจอดล็อกล่ามโซ่เอาไว้

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

ทั้งหมดทั้งมวลนั้นเราก็จะสังเกตเห็นว่าเพียงแค่รถเข็นผักธรรมดาๆ คันเดียว เมื่อผ่านกระบวนการของ Urban Vernacular ที่มีโจทย์ตั้งต้นคือ จะทำยังไงให้ขนของด้วยรถเข็นได้มากที่สุด ในบริบทของปากคลองตลาด เราได้เห็นกระบวนที่คนในพื้นที่นั้นพยายามหาทางแก้ปัญหาด้วยวิธีต่างๆ แบบง่ายๆ ด้วยการหยิบจับของรอบตัว หรือดัดเเปลงอะไรนิดๆ หน่อยๆ รวมทั้งพยายามเพิ่มประสิทธิภาพกันเอง ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาจึงทำให้เราได้เห็นรูปแบบศาสตร์ทำมือในดีเทลต่างๆ ตามแต่ละข้อที่ผมไปสำรวจมา

ซึ่งแน่นอนว่า ศาสตร์ทำมือที่เกิดขึ้นด้วยกระบวนการ Urban Vernacular เหล่านี้ไม่ได้มีแค่ในปากคลองตลาด แต่ยังมีอยู่รายล้อมรอบตัวเราอีกเพียบ โดยมีความเฉพาะของรูปแบบอีกมากมายในบริบทที่แตกต่างกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็คือสิ่งที่คอลัมน์นี้กำลังสนใจและพยายามค้นหาต่อไปอย่างต่อเนื่อง ในมุมมองแบบสถาปัตยกรรม

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการเดินเที่ยวชื่นชมพืชพรรณดอกไม้ในปากคลองตลาด และเดินหลบรถเข็นดัดแปลงทำมือที่สวนไปมาอย่างทันท่วงที

สำหรับตอนนี้ สวัสดีครับ

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

Writer & Photographer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อาคิเต็ก-เจอ

ชวนคุยเรื่องสถาปัตยกรรมรอบตัว และตั้งข้อสังเกตวัฒนธรรมไทยที่สะท้อนในงานสถาปัตย์

ในกรณีที่ต้องกันแสงแดด เรามักจะคิดถึงกันอะไรกันครับ

สำหรับบางคน กรณีกันแสงอาจจะนึกถึงเพลงดนตรีเสียงขลุ่ยเศร้าสร้อย (นั่นมัน ธรณีกรรแสง!) แต่ซึ่งถ้าถามผมที่เป็นสถาปนิก ก็จะต้องตอบว่านึกถึงแผงหลังคาที่ถูกออกแบบมาอย่างแข็งแรง ใช้วัสดุกระเบื้องที่เลือกสรรมาอย่างดี จึงจะกันแสงแดดอันร้อนแรงของเมืองไทยได้เป็นอย่างดี

ในทางกลับกัน กรณีกันแสงกันความร้อนของคนทั่วไปที่ผมเห็นบ่อยๆ บ่อยมากจนต้องหยิบมาเล่าให้ฟังในคอลัมน์อาคิเต็ก-เจอตอนนี้คือ ‘กันสาดผ้าใบ’ ครับ

ตั้งแต่ตอนเช้าเวลาเดินไปตลาดหาข้าวกิน หรือตอนสายเวลาเดินผ่านตึกแถวไปทำงาน แม้กระทั่งนั่งวินมอเตอร์ไซค์ทะลุซอยกลับบ้าน ผืนผ้าใบสีฟ้าเข้มที่มาพร้อมกับตัวอักษรพ่นสีขาวที่แขวนยื่นเป็นหลังคาหน้าอาคาร หรือในบางทีที่มาในรูปแบบผ้าใบโฆษณา มักจะเป็นภาพที่คุ้นชินมากๆ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในประเทศเราก็มักจะเห็นภาพนี้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นร้านข้าวราดแกงที่ปากซอย ร้านขายของชำต่างๆ ยันรถเข็นริมทางก็ยังมีหลังคาผ้าใบเล็กๆ ยื่นออกมา จนเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆ ว่าทำไมกรณีกันแสงด้วยผ้าใบกันสาดนี้ถึงเป็นที่นิยมและถูกใช้กันทั่วกัน  
กันสาดผ้าใบ กันสาดผ้าใบ กันสาดผ้าใบ กันสาดผ้าใบ

ถ้าเรามาลองกลับมาดูนิยามของคำว่า ‘กันสาด’ ในเชิงสถาปัตยกรรมแล้ว กันสาดหมายถึงชายคาอันแรกของอาคารที่มีไว้เพื่อป้องกันฝนและแดดสาดใส่ โดยจะมีหน้าตาเป็นหลังคามีความลาดเอียงเฉียงๆ ที่ยื่นออกมาจากอาคารหลัก ซึ่งการออกแบบกันสาดในสถาปัตยกรรมของประเทศไทยนั้น ก็จะมีให้เห็นได้ตั้งแต่เรือนไทยทั้งแบบเรือนประเพณีและเรือนพื้นถิ่นโบราณ ซึ่งกันสาดเป็นองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่นิยมมากๆ ในประเทศแถบร้อนชื้นที่มีทั้งแดดและฝนตกชุก โดยพื้นที่ถูกใช้งานอยู่ใต้กันสาด เราก็จะเรียกในศัพท์สถาปัตยกรรมว่า พื้นที่ ‘พาไล’ หรือ ‘พะไล’

แต่รูปแบบของหลังคากันสาดผ้าใบที่เราเห็นเต็มบ้านเต็มเมืองในปัจจุบันนั้น ถ้าเราไปยืนดูดีเทลรูปแบบการติดตั้งตัวของกันสาดดีๆ เราก็เห็นว่ามีลักษณะวิธีคิดและวิธีการออกแบบไม่เหมือนบ้านไทยในอดีตซะทีเดียว กันสาดผ้าใบส่วนมากพวกนี้นั้นมักจะอยู่ในรูปแบบของการต่อเติมแบบง่ายๆ ออกมาจากอาคารเดิม แสดงให้เห็นถึงการออกแบบที่ไม่ได้ถูกคิดมาด้วยกันตั้งแต่เริ่มสร้างไม่เหมือนบ้านในอดีตเท่าไหร่นัก

แน่นอนว่าการต่อเติมนั้นก็มักจะเกิดขึ้นด้วยเหตุที่ว่าฟังก์ชันของพื้นที่หน้าบ้านเดิมตรงนั้นไม่เวิร์กกับการใช้งานจริงหน้างาน เหมือนว่าบ้านที่เราอาศัยอยู่จะดูโอเคทุกอย่างในแรกเริ่ม แต่ต่อมาแล้วกลับกลายเป็นว่าเรามีฟังก์ชันความต้องการใหม่ๆ ขึ้นมาเสีย เช่น พออยู่ๆ ไปแดดก็อาจจะสาดเข้าหน้าบ้านจนน่ารำคาญ หรือเมื่ออยู่ๆ ไปแล้วแม่เราอยากจะเปิดหน้าบ้านเป็นร้านขายของ หรือแม้กระทั่งอยู่ๆ ไปแล้วเราดันไปถอยรถใหม่มาจอดหน้าบ้าน

กลายเป็นว่ากันสาดผ้าใบมักเป็นองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่ถูกเลือกหยิบมาใช้ในการสอดรับฟังก์ชันที่งอกออกมาแบบนี้อยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบค้ำยันยื่นออกมากันฝน หรือเป็นแผงผ้าใบที่ทิ้งดิ่งลงเพื่อกันแดด ซึ่งเป็นการสร้างพื้นที่ ‘พาไล’ ในรูปแบบใหม่โดยเราไม่รู้ตัวนั่นเอง
กันสาดผ้าใบ กันสาดผ้าใบ กันสาดผ้าใบ

และด้วยการติดตั้งที่ง่ายดายของกันสาดผ้าใบ ที่เพียงเรียกช่างไม่กี่คนมาตั้งดามขาเหล็กยื่นจากผนังหน้าบ้านให้เป็นสามเหลี่ยม ขึงผ้าใบกางออกมาและยิงน็อตสกรูไม่กี่ตัวลงบนผนังเสา แค่นี้เราก็จะได้กันสาดผ้าใบที่เข้าไปใช้งานข้างใต้ได้แล้ว ซึ่งสะดวกทั้งการขนย้ายและนำอุปกรณ์มาติดตั้ง บวกกับราคาที่ค่อนข้างประหยัดกว่ากันสาดจากวัสดุอื่นๆ ที่จริงจัง สิ่งเหล่านี้อาจนับเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้กลายเป็นที่นิยมและทำตามๆ กันมาเรื่อยๆ จนคล้ายเป็น City Element หรือองค์ประกอบของสถาปัตยกรรมเมืองของบ้านเราในปัจจุบัน

ซึ่งเมื่อหลายๆ คนหรือหลายๆ ร้านค้าที่ต้องใช้พื้นที่ใต้กันสาดทำกิจการธุรกิจใดๆ ก็ตาม เราก็จะพบว่าข้อดีของกันสาดผ้าใบอีกเรื่องหนึ่งนั้นก็คือ วัสดุผ้าใบนั้นยืดหยุ่นในการใช้งานมากๆ เราสามารถตัดปะต่อเติมความกว้างใหญ่ของผืนผ้าใบได้หลากหลายวิธี ถ้าแดดหมุนมาสาดเข้าหน้าบ้านฝั่งขวาในตอนเช้า เราก็แค่ทำกันสาดต่อเพิ่มจากเดิมออกมาทางขวา หรือฝนที่ตกกระเด็นสะท้อนลอดจากใต้กันสาดเข้ามาได้ เราก็แค่เพิ่มม้วนผ้าใบทิ้งดิ่งติดพื้นต่อจากกันสาดเดิม แค่นี้ก็จะสามารถป้องกันสิ่งต่างๆ เพิ่มจากเดิมได้เเล้ว นับเป็นการปรับแต่งการใช้งานตาม UX ของเราได้อย่างอิสระ

และด้วยลักษณะความยืดหยุ่นของวัสดุผ้าใบที่สามารถม้วนหดและพับกางได้นั้น ก็ทำให้เราได้เห็นรูปแบบของกันสาดผ้าใบในหลากหลายนิสัยขึ้น ทั้งในรูปแบบการพับเก็บเป็นจีบที่สามารถหดกลับหาผนังได้ หรือการม้วนขึ้นลงเพื่อลดความเกะกะเมื่อเวลาไม่ใช้งาน หรือแม้กระทั่งการพับสวิงลงด้านล่างเพื่อคลุมป้องกันพื้นที่หน้าร้านหรือหน้าบ้าน ซึ่งรูปแบบการพับเก็บในวิธีต่างๆ เหล่านี้ก็ค่อนข้างสอดคล้องและเหมาะกับนิสัยการใช้พื้นที่ของเมืองไทยที่ค่อนข้างมีอย่างจำกัด
กันสาดผ้าใบ กันสาดผ้าใบ กันสาดผ้าใบ

ตัวอย่างการใช้สถาปัตยกรรมผ้าใบกันสาดที่สามารถพับและกางได้ในเมืองไทยที่น่าสนใจมากๆ ก็คือ ‘ตลาดร่มหุบ ริมทางรถไฟสายแม่กลอง’ ซึ่งเป็นตลาดที่ตั้งอยู่บนทางรถไฟ สามารถพับหลังคากันสาดเก็บได้เมื่อรถไฟวิ่งตัดผ่านตรงกลาง และการพับเก็บหลังคาของตลาดนี้ก็กลายเป็น Unseen in Thailand ที่คนทั่วโลกต้องแห่กันเดินทางไปดูเวลาชาวบ้านทำขั้นตอนการพับหลังคาตลาด ซึ่งเหตุผลสำคัญข้อหนึ่งที่คนทั่วโลกให้ความสนใจความมหัศจรรย์การใช้งานพื้นที่ของตลาดนี้ก็คือ นิสัยและวิธีการใช้กันสาดผ้าใบที่ผ่านการใช้ UX แบบยืดหยุ่นๆ ตามที่ผมเล่ามาตั้งแต่ต้นนี่แหละ

กันสาดผ้าใบCredit : chillnaid.com
กันสาดผ้าใบ
Credit : chillnaid.com

และอีกตัวอย่างของการใช้ผ้าใบที่มีความน่าสนใจมากๆ ก็คือ การใช้ผืนผ้าใบขนาดใหญ่กางเป็นเต็นท์ในสวนลุมพินี กรุงเทพฯ ซึ่งถ้าใครที่เป็นนักวิ่งที่สวนลุมฯ แล้ว ผมเชื่อว่าทุกคนก็คงมักจะเห็นหลังคาเต็นท์ผ้าใบย่อมๆ กระจายอยู่ในพื้นที่สวน สิ่งที่น่าสนใจของการใช้ผ้าใบมากันแสงกันฝนในกรณีนี้ก็คือ หลังคาผ้าใบเหล่านี้ใช้โครงสร้างเสาค้ำเพียงนิดเดียว ที่เหลือของการติดตั้งจะถูกหิ้วลอยด้วยเชือกมาจากต้นไม้แทน ซึ่งถ้าเราไปยืนดูดีๆ เราก็จะเห็นความซูเปอร์ยืดหยุ่นของการใช้ผ้าใบกันแดดมากๆ ซึ่งผ้าใบในที่นี้สามารถจับจีบที่ปลายมุมและดึงปรับในทิศทางอิสระเพื่อหลบต้นไม้ในสวน อีกทั้งการติดตั้งทั้งหมดนี้ไม่ได้ทำด้วยช่างมืออาชีพแต่เป็น Handmade สถาปัตยกรรมของคนที่อาศัยในสวนลุมฯ ด้วยนั่นเอง
กันสาดผ้าใบ

โดยที่จริงๆ แล้วการใช้ผ้าใบไม่ได้มีไว้เพียงแค่เป็นหลังคาคลุมกันแดดเพียงเท่านั้นนะครับ ถ้าเราเดินไปเข้าไปในพื้นที่อินทีเรียภายใต้หลังคาผ้าใบ บ่อยครั้งเราก็จะพบว่าผ้าใบนั้นสามารถนำมาหุ้มโต๊ะหรือทำเป็นม่านคลุมพื้นที่เล็กๆ ต่างๆ เพื่อป้องกันความสกปรกหรือความเปียกจากน้ำที่ไม่ใช่ฝนได้เช่นกัน รวมทั้งเรื่องการรีไซเคิลผ้าใบโฆษณาต่างๆ ที่เคยเป็นกันสาดม้วนกันแดด นำมาใช้ในรูปแบบใหม่ๆ เช่น กั้นห้อง และปะซ่อมสิ่งต่างๆ ได้ด้วย โดยอยู่ในพื้นฐานการขึงและห่อหุ้ม
กันสาดผ้าใบ กันสาดผ้าใบ

ทั้งหมดทั้งมวลที่ผมยกตัวอย่างกรณีกันแสงด้วยกันสาดผ้าใบในรูปแบบต่างๆ มานั้น เราก็จะเห็นได้ว่าจริงๆ แล้ววิธีคิดในการสร้างพื้นที่กันแดดกันฝนในทางสถาปัตยกรรมนั้น ถือเป็นสกิลล์หนึ่งที่คนไทยมีติดตัวและมีความเข้าใจในการออกแบบกันเองโดยไม่ต้องถามดีไซเนอร์ใดๆ มาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เหตุหนึ่งอาจเพราะว่าสภาพแวดล้อมและอากาศเราบ้านเรานั้นเป็นปัจจัยที่ทำให้เราต้องเรียนรู้และต้องปรับตัวอยู่เสมอตลอดเวลามาตั้งแต่อดีต

ซึ่งการเลือกใช้กันสาดผ้าใบมาเป็นองค์ประกอบสถาปัตยกรรมที่เป็นที่นิยมในทุกวันนี้ ก็นับว่าเป็นกระบวนการคิดและแก้ปัญหาแบบพื้นถิ่นที่เกิดขึ้นในการใช้ชีวิตโดยที่คนทั่วไปไม่รู้ตัว เป็น Urban Vernacular อย่างที่ผมพยายามศึกษาและสังเกตอยู่อย่างเป็นประจำนั่นเอง

ขอให้ทุกท่านมีพื้นที่ใต้ร่มผ้าใบให้ได้หลบร้อนจากแสงแดดกันในทุกกรณีนะครับ

สำหรับตอนนี้ สวัสดีครับ


กันสาดผ้าใบ กันสาดผ้าใบ กันสาดผ้าใบ

บรรณานุกรม

  1. https://www.silpa-mag.com/history/article_5280

Writer & Photographer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load