เป็นระยะเวลาปีกว่าๆ แล้วที่ผมทำคอลัมน์ ‘อาคิเต็ก-เจอ’ ซึ่งเป็นคอลัมน์ที่พยายามพาทุกท่าน ย้อนสำรวจความน่าสนใจในการใช้พื้นที่แบบไทยๆ ที่ซ่อนอยู่รอบตัว ไม่นานมานี้ผมเพิ่งค้นพบความเชื่อมโยงในบทความของผมเอง ที่เกิดเป็นแพตเทิร์นซ้ำบ่อยๆ ในการเลือกประเด็นในการเขียน ก็คือเรื่อง ‘งานดีไซน์ทำมือ’ ที่ผมมักเรียกว่าสถาปัตยกรรมทำมือนั่นเอง ซึ่งคืองานออกแบบที่คนทั่วไปคิดและทำกันเอง ตั้งแต่งานดีไซน์เรือแสนแสบ ยันที่นั่งพักรอผู้โดยสารของพี่วินมอเตอร์ไซค์

กล่าวคือสิ่งทำมือเหล่านี้ที่เกิดขึ้นรอบตัวนั้น ผมเองก็เพิ่งได้ศัพท์จากอาจารย์ที่เคารพรักท่านหนึ่ง ท่านให้คำของปรากฏการณ์ทำมือที่เกิดขึ้นเหล่านี้ไว้ว่า ‘Urban Vernacular’ ซึ่งก็มีความหมายว่า ‘ความเป็นอยู่พื้นถิ่นที่เกิดขึ้นในเมือง’

แน่นอนว่าความพื้นถิ่นในภาพจำของหลายๆ คน ก็คืออะไรใดๆ ที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ อยู่กลางป่าไม้ และมีคนใส่เสื้อม่อฮ่อม แต่จริงๆ แล้วหัวใจของความหมายว่าพื้นถิ่นจริงๆ ก็คือ กระบวนการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ที่เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้านกันเอง เช่นประเทศไทยฝนตกหนัก บ้านก็เลยต้องมีหลังคาใหญ่ หรือว่าน้ำท่วมบ่อย บ้านจึงต้องยกใต้ถุนสูง เช่นเดียวกัน เมื่อวิธีคิดแบบนี้เกิดขึ้นในเมืองที่ปัจจัยที่เยอะขึ้น มีเรื่องทำมาหากินหรือเรื่องการเดินทางเข้ามาผนวก กระบวนการพื้นถิ่นจึงถูกแปรสภาพไปไกลกว่าแค่แก้ปัญหาแดดลมฝน ทำให้ Urban Vernacular เกิดขึ้นด้วยกลไกธรรมชาติจากคนที่อยู่อาศัยในเมือง โดยมักออกมาในรูปแบบผลงานดีไซน์สิ่งของข้างทาง ยานพาหนะ หรือการจัดการพื้นที่ต่างๆ ในลักษณะทำมือ จนผมเองอยากใช้คำของกระบวนการแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยคำว่า ‘ศาสตร์ทำมือ’

สำหรับตอนนี้ มันมีศาสตร์ทำมือเล็กๆ ศาสตร์หนึ่งที่มีความน่าสนใจมาก และเป็นอะไรที่น่าลองหยิบยกให้ทุกท่านเห็นถึงภูมิปัญญาแบบ Urban Vernacular ที่ปูมา 3 ย่อหน้าแรกได้ค่อนข้างชัดเจน ซึ่งเรื่องเล็กๆ เรื่องนั้นที่ผมอยากภูมิใจนำเสนอก็คือ  ‘ยุทธการลดความลำเค็ญ รถเข็นผักปากคลองตลาด’

ถ้าถามว่าทำไมเรื่องรถเข็นผักที่ปากคลองตลาดจึงน่าสนใจ ก็เนื่องด้วยไม่นานมานี้ ผมเดินผ่านตลาดนี้แล้วก็พบรถเข็นคันหนึ่งที่สามารถแบกลังบรรจุพืชพรรณจำนวนมหาศาลซ้อนกันจนท่วมหัว กำลังถูกลากให้เคลื่อนที่ไปอย่างสบายๆ มันดูค่อนข้างเซอร์เรียล และทำให้ผมประทับใจมาก จนเมื่อผมลองสังเกตมันด้วยมุมมองแบบ Urban Vernacular กับเหล่าอุปกรณ์ทุ่นความลำเค็ญที่กำลังถูกเข็นเหล่านี้ ก็ทำให้ผมพบความศาสตร์ทำมือซ่อนอยู่ และมีความน่าสนใจมากๆ จนน่าหยิบมาเล่าให้ฟังกัน

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

แต่ก็ต้องขอย้อนไปดูที่มาที่ไปของรถเข็นคร่าวๆ เหล่านี้เสียก่อน

กล่าวกันว่าปากคลองตลาดเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาจากการเป็นย่านชุมชน เพราะเป็นจุดที่มีคูคลองและแม่น้ำเข้ามาบรรจบกัน ทำให้เป็นจุดนัดพบของผู้คนที่สัญจรทางน้ำ การค้าขายแลกเปลี่ยนสิ่งของจึงเกิดขึ้น จนปัจจุบันกลายเป็นตลาดสินค้าเกษตรกรรมที่เน้นการค้าส่งผัก ผลไม้ และดอกไม้สด ติดอันดับ 4 ของโลก

กว่าที่ปากคลองตลาดจะเป็นแหล่งสินค้าขนาดใหญ่และมีประสิทธิภาพอย่างทุกวันได้ เหตุหนึ่งก็เกิดจากเหล่าลูกผู้ชายเข็นผักรับส่งสินค้าที่เดินขวักไขว่ไปมาภายในตลาด คล้ายเป็นกลไกฟันเฟืองเล็กๆ ที่ทำหน้าที่เป็น Lineman ผู้มีความคล่องตัวรวดเร็ว และเป็นการโลจิสติกส์มีประสิทธิภาพมากๆ ในพื้นที่ของตลาดเอง

รถเข็นผักจึงเป็นอุปกรณ์ดำรงชีพสำคัญที่ถูกใช้งานอย่างจริงจังในปากคลองตลาดตั้งแต่อดีตจนทุกวันนี้ จนมีการวิวัฒนาการที่ผนวกศาสตร์ทำมือลงไปในรถเข็น แม้ว่าเจ้ารถเข็นเหล่านี้จะดูหน้าตาธรรมดาๆ และดูคล้ายกันไปหมดทั่วทั้งตลาด แต่ถ้าเรายืนสังเกตดีๆ จะพบว่าจริงๆ แล้วรถเข็นแต่ละคันที่จอดทิ้งไว้ รวมทั้งที่กำลังล้อหมุนนั้น มีหน้าตาไม่เหมือนกันเสียทีเดียว และแต่ละคันต่างมีดีเทลทำมือที่น่าสนใจ รวมทั้งมีความสัมพันธ์ในแง่งานดีไซน์อีกด้วย ซึ่งจากการลงพื้นที่สำรวจอย่างจริงจังแล้ว ก็ทำให้ผมสามารถจำแนกความทำมือออกมาเป็นข้อๆ ได้ดังนี้

1. เรื่องขนาดและความสัมพันธ์ของรถเข็น ถ้าเราเอาตลับเมตรวัดรถเข็นผัก เพื่อถอดรหัสที่มาที่ไปของรถเข็นในตลาดทั้งหมด เราจะพบว่าจริงๆ แล้วรถเข็นที่เขาใช้งานกันจะมีอยู่ 2 ไซส์หลักๆ คือ รุ่นสองล้อ และรุ่นสี่ล้อ โดยรุ่นสองล้อจะค่อนข้างมีให้เห็นมากกว่า มีขนาดกว้าง 45 ซม. สูง 120 ซม. และมีลักษณะการวางเป็นตัวแอลตั้งฉาก ซึ่งนอกจากความกว้าง 45 ซม. จะเป็นระยะความกว้างของไหล่ที่เหมาะสมกับการยืนจับแฮนด์รถเข็นแล้ว ระยะความสูง 120 ซม. ยังเป็นระยะของระดับหน้าอกของผู้ชาย จึงสอดคล้องกับสรีระและท่าการดันรถเข็นไปข้างหน้า ในขณะที่สามารถลากจากข้างหลังก็ได้แล้วแต่ถนัด อีกทั้งความสูง 120 ซม. ยังเป็นขนาดมาตรฐานในการซ้อนกล่องลังพลาสติกที่มีความสูง 30 ซม. จำนวน 4 ชั้นแบบสวยๆ ได้อย่างพอดิบพอดี

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

ในขณะที่รุ่นสี่ล้อจะหาดูได้ยากในตลาด มีขนาดยาวกว่าด้วยขนาดกว้าง 45 ซม. และยาว 200 ซม. วางเทินเป็นสามเหลี่ยม คาดว่าวิธีคิดในการผลิตง่ายๆ คือเพื่อพยายามบรรจุให้ได้สองเท่าของแบบสองล้อ วิธีเข็นจะเปลี่ยนมาลากจากข้างหลังแทน เนื่องด้วยของที่หนักกว่า ทำให้ตัวรถเข็นมีระยะแฮนด์จับที่ล็อกความสูงลอยจากพื้นไว้ที่ 80 ซม. ซึ่งคือระยะของความยาวของแขนที่ทิ้งในแนวดิ่ง ทำให้เป็นระยะที่เหมาะสมกับท่าเดินลากของพอดีๆ

2. การโมดิฟายส่วนวางของให้มีพื้นที่มากขึ้น มีให้เห็นได้ตั้งแต่แบบจริงจังจนถึงแบบบ้านๆ ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นการติดข้อพับเหล็กเพิ่ม ให้สามารถพับขยายที่วางของให้กว้างขึ้น หรือแค่นำชิ้นส่วนเศษเหล็กหรือเศษไม้ มามัดรวบขัดไว้ที่ด้านท้ายเพื่อเพิ่มพื้นที่ หรือแม้กระทั่งต่อแผงเหล็กด้านข้างเพิ่ม การโมดิฟายพวกนี้มักจะมาต่อเติมทีหลังจากการใช้งานตอนเริ่มต้น ซึ่งสามารถสังเกตได้จากรอยเชื่อมเหล็กต่างๆ ที่เพิ่มจากเดิม ทำให้หน้าตารถเข็นทุกคันจะดูคราฟต์ๆ หน่อย เพราะมีลักษณะแตกต่างกัน ไม่ได้เหมือนกันเสียทีเดียว

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

3. เข่ง อุปกรณ์เสริมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่ง ทำหน้าที่เป็นตัวรวบสินค้าให้เป็นกระจุกเดียว ซึ่งถ้ามีรถเข็นแล้วแต่ไม่มีเข่งคู่กัน มันก็น่าจะรู้สึกขาดๆ อะไรไปสำหรับการเข็นของ อารมณ์คล้ายๆ ว่า ซื้อมือถือแล้วไม่ซื้อเคสกันกระแทก ในปัจจุบันนี้ เข่งที่มีอยู่ในปากคลองตลาดก็มีให้เราเห็นหลากหลายวัสดุ ตั้งแต่เข่งตะกร้าสานจากไม้ไผ่ เข่งพลาสติกสีเขียวๆ ยันเข่งที่ทำจากเหล็ก กระทั่งล่าสุด มีเข่งที่ทำจากอะลูมิเนียมแล้ว ซึ่งดูมีทีท่าว่าเข่งในปากคลองตลาดน่าจะถูกพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ จนไปถึงเข่งที่ทำไฟเบอร์กลาสก็เป็นได้

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

3.1 รู้หรือไม่ว่าไอ้เจ้าเข่งนี่แหละมีดีเทลทำมือที่ซ่อนอยู่เยอะมาก จนต้องแยกออกมาเป็น 3.1 ตอนที่เราไปยืนสำรวจไอ้เจ้าเข่งเหล่านี้ เราพบว่าเข่งส่วนมากที่เจอ บริเวณขอบจะมีซับกันของลื่นด้วยยางรถมอเตอร์ไซค์ และเมื่อไต่สวนกับพี่วินรถเข็นจึงค้นพบว่า ไอ้ซับยางกันลื่นตรงปากเข่งนี้ต้องใช้คู่กับแผ่นไม้กระดาน ซึ่งเราก็จะเห็นว่าเกือบทุกเข่งมีแผ่นไม้ติดมาด้วย วิธีการใช้งานคู่กันก็คือ เมื่อเข่งถูกใส่ของไปเยอะๆ จนเริ่มเต็ม การเอาแผ่นไม้นี้เข้าไปขัดวางลงบนปากเข่ง ไม้จะทำหน้าที่เหมือนคาน และทำให้สามารถซ้อนของขึ้นไปอีกจำนวนหนึ่งได้นั่นเอง

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

3.2 ความน่าสนใจอีกอย่างของการใช้แผ่นไม้คู่กับเข่งคือ สามารถทำเป็นที่นั่งคอยของพี่วินรถเข็น เพียงแค่วางไม้พาดไว้เฉยๆ แล้วก็นั่งเลย เหล่าพี่ๆ วินต่างบอกมาว่า ฟังก์ชันนี้สำคัญมากๆ เพราะว่าในตลาดไม่มีเก้าเอาไว้นั่งสำหรับทุกคน เมื่อต้องคอยรับงานขนของระหว่างวัน การทำเข่งเป็นเก้าอี้นี่แหละเวิร์กที่สุด!

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

4. เส้นยางในรถมอเตอร์ไซค์เก่าที่ถูกดัดแปลงรีไซเคิลให้มีตะขอคล้ายเข็มขัด มักถูกพาดพันคล้องไปมาที่แฮนด์จับรถเข็นตลอดเวลา โดยที่จริงๆ แล้ว ยางในนี้มีหน้าที่ไว้มัดรวมสินค้าที่มีปริมาณมากจนเริ่มพูนไม่ให้หล่นกระจายจากรถเข็น ซึ่งนอกจากจะได้ทั้งความเหนียวและยืดหยุ่นสูงแล้ว ยังสามารถหาซื้อขายได้ง่ายภายในตลาด ในราคาเพียง 25 บาท ทำให้เข็มขัดยางในกลายเป็นอุปกรณ์ยอดนิยมในการขนของไปโดยปริยาย

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

5. การรวบเส้นยางรถมอเตอร์ไซค์แนบลงบนผิวแท่งโครงเหล็กรถเข็น เป็นการทำซับกันลังพลาสติกลื่นขณะเข็นรถ รวมทั้งกันรอยกระแทกในโอกาสต่างๆ ที่แลดูทำได้ง่ายมาก เพียงเอายางมาผ่าครึ่ง แล้วสวมกับเหล็กได้เลย ซึ่งดีเทลทำมือนี้น่าสนใจมากๆ เพราะมันทำให้เรานึกถึงวิธีการออกแบบซับในกันกระแทกของพวกบานประตูหรือเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ที่มักถูกสอนในวิชาอินทีเรีย ซึ่งการมีดีเทลแบบนี้ให้เห็นได้ ค่อนข้างแสดงออกถึงความเข้าใจปัญหาของผู้ใช้งานจริงๆ

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

6. การเคลือบผิวปิดทับบนแผงโครงเหล็กรถเข็นด้วยกระดาษลัง เนื่องด้วยสินค้าบางชนิดพันธุ์อาจมีเศษตกหล่นทะลุผ่านโครงไปได้ระหว่างการขนส่ง การมีผิวซ้อนรองรับไว้จะทำให้การขนส่งปลอดภัยขึ้น ซึ่งกล่องกระดาษลังที่เหลือใช้จากการบรรจุสินค้าในตลาดคือตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะนอกจากจะสามารถคลี่ออกมาได้กว้างแล้ว ยังสามารถเดินหาเอาได้เลยในพื้นที่ตลาด ซึ่งไอ้วิธีเคลือบผิวรถเข็นแบบนี้ยังกลายเป็นฟังก์ชันเสริม ที่สามารถปูให้กลายเป็นเตียงนอนชั่วคราวของพี่วินระหว่างวันได้อีกด้วย

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

7. ฟอนต์เหล็กดัดและรหัสลับ ความสนุกอย่างหนึ่งในการเดินดูรถเข็นผักในปากคลองก็คือ ตัวรถเข็นมักจะมีตัวหนังสือที่ทำจากเหล็กดัด เชื่อมติดไว้ตรงที่ว่างของแผงโครงเหล็กแทบทุกคัน และไม่ซ้ำกันเลย ตัวอักษรนั้นมักจะเป็นชื่อของใครสักคนและห้อยท้ายด้วยชุดตัวเลข อย่างเช่น ‘สิงห์99’ ‘หนุ่ม888’ ‘เจ้ติ๋ม381’ ซึ่งจริงๆ แล้วเจ้าพวกโค้ดเหล่านี้คือชื่อของเจ้าร้าน ผู้เป็นเจ้าของรถเข็นนั่นเอง ถ้าเกิดรถเข็นไปตกหล่นอยู่ตรงไหน ก็สามารถนำมาคืนได้ถูกร้าน ซึ่งโค้ดชื่อพวกนี้จะรู้แค่วงการคนในตลาดกันเองว่าใครเป็นเจ้าของและอยู่ส่วนไหนในตลาด แต่ถ้าหากรถเข็นคันไหนไม่มีฟอนต์เหล็กพวกนี้ ก็สามารถเดาได้เลยว่าเป็นรถเข็นที่ไม่ได้ขึ้นตรงกับสังกัดใดๆ เป็นรถเข็นผักปัจเจกชน ซึ่งเจ้าของรถเข็นส่วนมากต่างต้องดูแลรถเข็นกันเองอย่างหวงแหน ด้วยการจอดล็อกล่ามโซ่เอาไว้

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

ทั้งหมดทั้งมวลนั้นเราก็จะสังเกตเห็นว่าเพียงแค่รถเข็นผักธรรมดาๆ คันเดียว เมื่อผ่านกระบวนการของ Urban Vernacular ที่มีโจทย์ตั้งต้นคือ จะทำยังไงให้ขนของด้วยรถเข็นได้มากที่สุด ในบริบทของปากคลองตลาด เราได้เห็นกระบวนที่คนในพื้นที่นั้นพยายามหาทางแก้ปัญหาด้วยวิธีต่างๆ แบบง่ายๆ ด้วยการหยิบจับของรอบตัว หรือดัดเเปลงอะไรนิดๆ หน่อยๆ รวมทั้งพยายามเพิ่มประสิทธิภาพกันเอง ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาจึงทำให้เราได้เห็นรูปแบบศาสตร์ทำมือในดีเทลต่างๆ ตามแต่ละข้อที่ผมไปสำรวจมา

ซึ่งแน่นอนว่า ศาสตร์ทำมือที่เกิดขึ้นด้วยกระบวนการ Urban Vernacular เหล่านี้ไม่ได้มีแค่ในปากคลองตลาด แต่ยังมีอยู่รายล้อมรอบตัวเราอีกเพียบ โดยมีความเฉพาะของรูปแบบอีกมากมายในบริบทที่แตกต่างกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็คือสิ่งที่คอลัมน์นี้กำลังสนใจและพยายามค้นหาต่อไปอย่างต่อเนื่อง ในมุมมองแบบสถาปัตยกรรม

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการเดินเที่ยวชื่นชมพืชพรรณดอกไม้ในปากคลองตลาด และเดินหลบรถเข็นดัดแปลงทำมือที่สวนไปมาอย่างทันท่วงที

สำหรับตอนนี้ สวัสดีครับ

รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign รถเข็นผัก, ปากคลองตลาด, Redesign

Writer & Photographer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อาคิเต็ก-เจอ

ชวนคุยเรื่องสถาปัตยกรรมรอบตัว และตั้งข้อสังเกตวัฒนธรรมไทยที่สะท้อนในงานสถาปัตย์

“คุณโยทกา! คุณจะหนีไปจากผมหรือ ไหนคุณสัญญากับผมว่าคุณจะยืนข้างผมตลอดไปไม่ไปไหน”

“คุณชัชรัณคะ ไม่มีอะไรที่คนเราอยากได้ แล้วจะได้ทุกอย่างหรอกนะคะ”

“ไม่คุณโยทกา ผมรักคุณจริงๆ ผมอยากจะแต่งงานกับคุณนะ”

“ไม่ได้หรอกค่ะคุณชัชรัณคุณทำไม่ได้หรอก ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้!”

หลังจากบทสนทนาน้ำดีนี้ แม่นางเอกก็ปรากฏตัวเข้ามาดึงตัวนางเอกจากพระเอก ทำให้พระเอกถึงกับเข่าทรุดเล่นใหญ่รัชดาลัย ร้องอ้อนวอนขอความรักเคล้าน้ำตา ต่อนางเอกอย่างสุดสำเนียง เป็นเหตุให้ตัวละครแทบทุกตัวในเรื่องต่างวิ่งกรูออกมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของฉากสำคัญฉากนี้

เหตุการณ์ในละครฉากนี้เกิดขึ้นโดยมีแบ็กกราวนด์เป็นหน้าบ้านหลังใหญ่โต (หรือคฤหาสน์นั่นแหละ) ตกแต่งสไตล์ยุโรป โดดเด่นด้วยเสาโรมันเซาะร่องสีขาวต้นใหญ่ สมฐานะตระกูลของพระเอก

ฉากนี้ดำเนินไปโดยมีพ่อแม่ของเรานั่งจ้องอยู่หน้าจอโทรทัศน์อย่างไม่ละสายตา ส่วนเราก็นั่งกินข้าวเย็นด้วยความครุ่นคิดว่า บ้านเสาโรมันแบบในละครนี่เป็นรูปแบบบ้านพิมพ์นิยมของคนไทยในยุคหนึ่งนี่นา น่าจะถ้าเอามาเล่าเป็นตอนปฐมฤกษ์ของคอลัมน์ อาคิเต็ก-เจอ ที่เราชวนพูดคุยและตั้งคำถามเกี่ยวเรื่องสถาปัตย์แบบไทยๆ ที่อยู่ใกล้ตัว

บ้านเป็นของเรา ทำไมเสาเป็นของ (โร) มัน

www.infinitydesign.in.th

ย้อนกลับไปสมัยเรายังเป็นนักศึกษาสถาปัตย์หน้าใส ในความทรงจำอันเบาบางหลังคาบเรียนวิชาสถาปัตยกรรมไทย เพื่อนเราคนหนึ่งได้เอ่ยขึ้นมาว่า “บ้านคนไทยนี่โคตรแปลกเลย หน้าบ้านมีเสาโรมัน หลังคาเป็นจั่วทรงไทย แล้วก็เอารูปปั้นสิงห์จีนมาตั้งอีกต่างหาก” ถึงตอนนั้นเราไม่ได้คิดอะไรมากนัก แต่ก็นึกภาพบ้านที่เพื่อนเล่าได้อย่างดี บ้านหรือตึกที่มีเสาโรมันนี้กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ แม้กระทั่งสถานบันเทิงเริงราตรี จนเหมือนเป็นเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมไทยยุคหนึ่งไปแล้ว

บ้านหรืออาคารรูปแบบนี้คงได้อิทธิพลมาจากศิลปะ ‘ยุคนีโอคลาสสิก’ ซึ่งถูกบิดมาตามยุคสมัย คำว่า ‘Neoclassic’ มาจาก ‘Neo’ ที่แปลว่า ‘ใหม่’ ผสมคำว่า ‘Classic’ กลายเป็น ‘คลาสสิกแบบใหม่’ เราระบุสถาปัตยกรรมยุคนี้ได้ง่ายๆ ด้วยการดูเสาโรมัน หลังคาจั่วสามเหลี่ยม (หรือโดม) เป็นอาคารสมมาตร ดูเรียบๆ คลีนๆ และปูนปั้นประดับตกแต่งไม่รกตานัก ถ้าเริ่มเห็นว่าสถาปัตยกรรมดูเวิ่นเว้อแล้ว น่าจะเป็นศิลปะยุคอื่น

ศิลปะยุคนีโอคลาสสิกในประเทศไทยนั้นไม่ตรงกับยุคของสากล เพราะศิลปะนีโอคลาสสิกเดินทางมาเมืองไทยพร้อมกับช่างชาวตะวันตกที่นั่งเรือมาแสวงโชคในสยาม ช่วงรอยต่อระหว่างรัชกาลที่ 3 และ นั้นเป็นยุคล่าอาณานิคม สถาปัตยกรรมรูปแบบนีโอคลาสสิกจึงเกิดขึ้นในไทยและประเทศเพื่อนบ้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

งานนีโอคลาสสิกแรกของประเทศไทยคือ พระอภิเนาว์นิเวศน์ หรือ เรือนหลวง ซึ่งรัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างในพระบรมมหาราชวัง สถาปัตยกรรมในไทยจึงเริ่มมีเสาเซาะร่องแบบตะวันตก จนกลายเป็นรูปแบบสถาปัตย์ราชนิยมที่ส่งต่อกันมา กลายเป็นพระที่นั่งอนันตสมาคมในสมัยรัชกาลที่ 5 และพระราชวังพญาไทในสมัยรัชกาลที่ 6 รวมถึงอาคารทั้งอีกหลายแห่ง สถาปัตยกรรมราชนิยมเหล่านี้ไม่ได้ทำตามต้นฉบับเป๊ะ แต่มิกซ์แอนด์แมตช์ความเป็นแขกและจีนลงไปด้วยตามกลุ่มคนที่เข้ามาในสยาม จนกลายเป็นเสน่ห์และเอกลักษณ์ของพระราชวังแบบไทยๆ

ต่อมากระแสสถาปัตยกรรมยุคโพสต์โมเดิร์นในโลกสากลได้เข้ามาตอกย้ำสไตล์ความเป็นเสาโรมันในประเทศไทยเพิ่มขึ้นไปอีกระดับ เพราะสถาปัตยกรรมโพสต์โมเดิร์นคือการนำศิลปะยุคนีโอคลาสสิคมาประยุกต์ใช้กับอาคารที่มีการใช้งานที่ทันสมัยขึ้น เช่น ตึกสูงและอาคารสำนักงานทั่วไป โดยเฉพาะศูนย์การค้าอัมรินทร์พลาซ่า (ห้างโซโก้) อันแสนหรูหราซึ่งสร้างในปี 2527 เมื่อตึกหน้าตานีโอคลาสสิกที่ออกแบบโดยอาจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ แห่งนี้ขายโครงการได้หมดเกลี้ยง เหล่าอาเฮียอาซ้อเลยหยิบเอาเสาโรมันมาเป็นองค์ประกอบของตึกแถวที่ขายกันในช่วงเวลานั้น

บ้านเป็นของเรา ทำไมเสาเป็นของ (โร) มัน

เมื่อวันเวลาผ่านมาจนถึงยุคปัจจุบัน การที่บ้านสักหลังจะขอมีเสาโรมันแบบในละครจึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด ออกจะเป็นความภูมิใจด้วยซ้ำที่เราจะได้โชว์รสนิยมแบบนีโอคลาสสิกให้เพื่อนบ้านได้เห็น แน่นอนว่าความภูมิใจเหล่านี้ก็คงได้รับอิทธิพลจากคฤหาสน์ในละครไทยหลายเรื่อง หากเราสังเกตให้ลึกลงไปอีกจะพบว่าบ้านเสาโรมันหลังใหญ่ที่ใช้ถ่ายละครนั้นมีบ้านยอดฮิตที่นิยมใช้ถ่ายละครอยู่ ชาวพันทิพเคยให้ข้อมูลไว้ว่า บ้านของคาวี (กรี๊ด) จากเรื่อง สวรรค์เบี่ยง เป็นบ้านหลังเดียวกับในละครอีกหลายเรื่อง อันได้แก่ ทะเลริษยา, เปลือกเสน่หา, อาทิตย์ชิงดวง และ เจ้าหญิงลำซิ่ง ซึ่งละครเหล่านี้ฮิตตราตึงใจผู้คนมากมาย จนทำให้หลายท่านที่มีกำลังทรัพย์ในการสร้างบ้านหลังใหญ่ติดภาพบ้านเสาโรมันแบบนี้อยู่ในหัวไม่มากก็น้อย

ตะขาบของนีโอคลาสสิกที่ถูกคายกลายเป็นมรดกเสาโรมันในเมืองไทยซึ่งเรายังเห็นได้ชัดเจนก็คือ โครงการบ้านจัดสรร หากเรานั่งรถออกไปชานเมือง มักจะเห็นป้ายโฆษณาบ้านทรงคล้ายในละครติดแฮชแท็กไว้ว่า ‘ขายบ้านหรูสไตล์โรมัน 2 ชั้น หมู่บ้านxxx ตกแต่งสไตล์คลาสสิก เฟอร์นิเจอร์บิลท์อินทั้งหลัง’ รวมถึงทางเข้าหมู่บ้านจัดสรรหลายแห่งก็มีเสาโรมันและน้ำพุอลังการ แข่งกันดึงดูดให้เราเผลอขับรถวนเข้าไปดูบ้านตัวอย่าง

จากเทรนด์โคตรฮิตในการสร้างตึกสูงด้วยเสาโรมัน นำมาสู่ ตะขาบตัวที่สอง คือ อาคารตึกแถวพาณิชย์ซึ่งมักมีเสาโรมันปรากฏเป็นแนวค้ำกันสาดของอาคาร และทำหน้าที่เสมือนแบ่งแนวคูหาไปในตัว ในกรุงเทพฯ เราจะพบตึกพวกนี้ได้ในซอยสุขุมวิทต่างๆ ต่างจังหวัดก็มีสายรายงานว่าขอนแก่นก็มีอาคารตึกแถวแนวๆ นี้ค่อนข้างมากเลยทีเดียว ส่วนตึกสูงสไตล์นีโอคลาสสิกฝีมือการออกแบบของอาจารย์รังสรรค์ ก็ยังคงต่อเนื่องมาจนถึงตึกสเตททาวเวอร์ ย่านบางรัก ซึ่งเป็นตะขาบตัวใหญ่ 63 ชั้น ที่เราเห็นและสามารถชื่นชมสถาปัตยกรรมเสาโรมันได้เป็นอย่างดี รวมถึงตึกยูนิคทาวเวอร์ ย่านสาธร ซึ่งตอนนี้มีสถานะเป็นตึกร้างที่สูงที่สุดในประเทศ

 

บ้านเป็นของเรา ทำไมเสาเป็นของ (โร) มัน

ตะขาบเสาโรมันตัวสุดท้ายที่เราพอนึกออก คือเสาโรมันและกระถางโรมันที่ใช้จัดสวนแนวฝรั่ง สวนแบบนี้มีให้เห็นตามรายการทีวีอยู่บ้าง และเห็นในร้านขายเสาโรมันเพื่อเอาไว้จัดสวนตามข้างทาง เคยได้ยินว่าบางร้านพัฒนามาจากร้านขายโอ่งเครื่องปั้นดินเผา ยุคที่สวนโรมันมาแรงเลยหยิบมงกุฎใบมะกอกมาใส่ แล้วขายเสากับกระถางเหล่านี้ด้วย ความเป็นโรมันเหล่านี้เป็นแนวอุปกรณ์ตกแต่งสวน เนื่องด้วยแนวคิดในการจัดสวนแบบฝรั่งมักจะอิงจากตำนานกรีก-โรมัน จึงประดับไปด้วยรูปปั้นเทพีต่างๆ แต่สำหรับสวนฝรั่งของคนไทยที่มีความเชื่อแบบคนจีน ก็อาจจะมีสัตว์มงคลประจำปีเกิดไปตั้งแทนเหล่าทวยเทพกรีก (ซะงั้น)

ในขณะที่โลกหมุนเร็วขึ้นทุกวัน เทรนด์งานสถาปัตยกรรมก็หมุนเร็วขึ้นเช่นกัน สำหรับเมืองไทย ยุคหนึ่งเสาโรมันอาจจะมาแรงพอๆ กับละครหลังข่าว ในปัจจุบันก็ยังมีให้เห็นอยู่บ้าง บางคนอาจมองว่าเราไปติดภาพสถาปัตย์ต่างประเทศแล้วไปลอกเขามา แต่จริงๆ เราอาจจะแค่ยืมมาใช้ เหมือนได้แรงบันดาลใจมา เหมือนที่ต่างประเทศก็ยังยืมแนวคิดบางอย่างของสถาปัตยกรรมไทยไปใช้ อย่างเช่น การยกใต้ถุนสูง หรือเอาวัสดุธรรมชาติมามุงหลังคา

เราชอบมองงานสถาปัตย์ที่เกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อมแบบไทยๆ  โดยไม่ได้มองผ่านแว่นของสถาปนิก เพราะเราเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มีเอกลักษณ์ สะท้อนสภาพสังคมและวิธีคิดแบบคนไทยได้เป็นอย่างนี้ เสน่ห์แบบนี้เองที่มักแฝงไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่ซุกซ่อนอยู่ ซึ่งเราจะมาพูดคุยกันต่อในตอนถัดไป

สำหรับตอนแรก สวัสดีครับ

บ้านเป็นของเรา ทำไมเสาเป็นของ (โร) มัน

*ขอบคุณบทจากละคร เหมือนคนละฟากฟ้า

Writer & Photographer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load