เคยมือเย็นกันไหมครับ

เช่นตอนที่เจอใครที่แอบชอบ เราใจสั่น หน้าแดง พูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ว่ามือกลับเย็นเฉียบสวนทางกับอุณหภูมิในร่างกายที่ร้อนกว่าอากาศเดือนเมษายน ทางวิทยาศาสตร์ได้ให้คำตอบอาการนี้ผ่าน Google เอาไว้ว่า เมื่อเราเขินใครคนนั้นแบบไม่ทันตั้งตัว สารอะดรีนาลีนจะถูกหลั่งออกมา ส่งผลให้อุณหภูมิร่างกายเปลี่ยนไป ทำให้มือของเราเย็น ถึงกระนั้นก็ตาม ความมือเย็นของชาวไทยหลายๆ คนกลับทำให้บ้านเมืองเราเย็นขึ้น

“บ้านหลังนี้เจ้าของมือเย็น” จะเป็นประโยคเบสิกที่เราจะได้ยินบ่อยๆ จากปากคำของชาวมือร้อน เวลาที่พวกเขา (เรา) เดินผ่านหน้าบ้านใครสักคน แล้วพบเจอกับความเขียวชอุ่มจากต้นไม้ที่เบ่งบานงอกเงยออกมาจากกระถางดินเผาลายมังกรที่มักเรียงรายสะเปะสะปะไม่ตรงแถว ผสมด้วยต้นไม้ในกระถางพลาสติกสีน้ำตาลสลับกับสีดำน้อยใหญ่ บ้างแซมด้วยตุ๊กตาดินเผาเด็กยิ้มที่ยืนหลบหลังเอาไว้ โดยทั้งหมดทั้งมวลนั้นมีความน่ารักอย่างบอกไม่ถูก แน่นอนครับ อาการมือเย็นที่เล่าขณะนี้ไม่ใช่เรื่องทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นเรื่องคำเปรียบเปรยถึงคนที่ชอบปลูกต้นไม้ ชอบใส่ใจกับการดูแลพืชพรรณ ปลูกอะไรก็งอกงาม กลายเป็น ‘สวนต้นไม้กระถางหน้าบ้าน’ ให้คนที่ผ่านไปมาให้ผู้คนได้รื่นรมย์

ทุกวันนี้ บ่อยครั้งเรามักให้ Pinterest ช่วยในการจินตนาการถึงพื้นที่ในแบบต่างๆ แต่จากการที่ผมได้ลองสำรวจไถ่ถามผู้คนหลากหลาย ทั้งมือร้อนและมือเย็น ทุกคนต่างก็เห็นตรงกันว่า สวนกระถางหน้าบ้านดังที่ผมได้เกริ่นมาตอนแรก เป็นสเปซในเชิงภูมิสถาปัตยกรรมไทยๆ ที่เราสามารถจินตนาการพื้นที่เหล่านี้ออกได้ทันทีเมื่อเอ่ยถึงโดยไม่ต้องใช้ Pinterest ช่วยเหลือใดๆ ทว่าสวนแบบนี้กลับไม่ค่อยถูกกล่าวถึงในโรงเรียนสถาปัตยกรรม และนี่ทำให้มือผมเหงื่อชุ่ม เพราะตื่นเต้นมากๆ ที่จะได้ลองศึกษาเรื่องนี้มาเล่าในคอลัมน์ ‘อาคิเต็ก-เจอ’ ตอนนี้ครับ

กระถางต้นไม้ ต้นไม้

ย้อนไปสมัยตอนที่ผมยังเป็นนักศึกษาสถาปัตย์ มีวิชาดีไซน์ตัวหนึ่งที่บังคับให้เราต้องลงสำรวจชุมชนเก่าในเมือง เพื่อตั้งโจทย์ในการพัฒนาชุมชนนั้นๆ ในลักษณะการวางผังและภูมิสถาปัตย์ ซึ่งก่อนที่เราจะลงไปในพื้นที่ตรงนั้น อาจารย์ที่ผมเคารพรักท่านหนึ่งเดินมากำชับไว้ว่า “คุณต้องหา DNA ของสเปซตรงนั้นให้เจอก่อนนะ” ซึ่งพอเจอประโยคนี้ฟาดหน้าเข้าไป เพื่อนๆ หลายคนรวมทั้งผมเองนี่มึนหนักไปสองสามวัน เพราะไม่รู้ว่าเจ้าคำว่า DNA ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์มันเกี่ยวอะไรตรงไหนกับสถาปัตยกรรม จนกระทั่งเมื่อผมได้เริ่มเอาเท้าลงไปเหยียบบนพื้นที่ในชุมชนจริงๆ และเดินผ่านทะลุตรอกซอกซอยเพื่อสำรวจพื้นที่อย่างเข้มข้นละเอียดถี่ถ้วน แล้วผมก็ค้นพบกับตัวว่า ผมไม่ได้เข้าใจสิ่งที่อาจารย์บอกให้หามากขึ้นแต่อย่างใดเลย (ซะงั้น)

จนกระทั่ง (อีกรอบ) เมื่อผมได้พรีเซนต์ข้อมูลวิชานี้แก่เหล่าคณะอาจารย์ แน่นอนว่าโดนเชือดไปตามระเบียบ แต่สุดท้ายแล้วอาจารย์ก็ยอมใบ้เรื่อง DNA แบบลูบหลังไว้ว่า “ก็เหมือนลักษณะที่คนเอาราวแขวนเสื้อมาไว้ตากผ้าหน้าบ้าน เพราะในบ้านไม่มีที่ตากผ้านั่นแหละ” เมื่อสิ้นสุดคำใบ้นั้นก็บรรลุผล เพราะมันทำให้ผมได้ร้องอ๋อและเก็ตไอเดียของ DNA ที่ว่า ก็คือ ‘ลักษณะของสเปซที่เกิดขึ้นเองโดยกลไกธรรมชาติของเมืองหรือชุมชนนั้นๆ’ และสวนกระถางต้นไม้หน้าบ้านก็เป็นหนึ่งใน DNA ของสเปซแบบไทยๆ ที่เกิดขึ้นจากในรูปแบบคล้ายๆ กัน

ในมุมของภูมิสถาปัตยกรรม การปรากฏของสวนกระถางเหล่านี้ที่เราเห็นในปัจจุบันค่อนข้างสะท้อนวัฒนธรรมสวนแบบไทยตั้งแต่ในอดีตได้อย่างชัดเจนเลยทีเดียว เพราะรูปแบบสวนแบบนี้มีวิวัฒนาการจากการปลูกพรรณไม้ใส่กระถางไว้ที่ชานบ้านเรือนไทยในอดีต เหมือนที่เราเห็นในภพของละครออเจ้าอันเป็นฉากหลังของแม่การะเกด ซึ่งเราจะเห็นได้ตั้งแต่ไม้ดัด สวนไม้ดอก หรือไม้สวนครัวต่างๆ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการทำครัวเรือน แถมสวนกระถางยังสะท้อนให้เห็นถึงการจัดสวนในลักษณะภูมิประเทศที่มีน้ำท่วมถึง เพราะการปลูกต้นไม้ในกระถางบนเรือนทำได้สะดวกกว่าปลูกในดินบนพื้นที่ต่ำและจมน้ำ

จวบจนปัจจุบันค่านิยมการปลูกสวนลงในกระถางก็ยังมีสืบต่อกันมาให้เห็นอยู่ในเมืองที่พื้นที่อาศัยนั้นแคบลง ทั้งฟอร์มที่เกิดจากรูปทรงกระถางรวมถึงพรรณไม้ต่างๆ แม้ว่าจะคนเมืองในปัจจุบันอาจจะไม่ได้มีความรู้ในเชิงการปลูกสวนเท่าในอดีต แต่การเริ่มปลูกต้นไม้ใครหลายคนมักเกิดจากความต้องการที่อยากมีสวนเป็นของตัวเอง ทำให้เกิดการพยายามที่จะสร้างพื้นที่สีเขียวขนาดย่อมในขนาดที่ดูแลง่ายๆ ไว้ที่หน้าบ้านตนเอง ซึ่งสวนกระถางเหล่านี้เราจะมักพบเจอได้อย่างชัดเจนในซอยขนาดเล็กๆ ในชุมชนเก่า หรือริมข้างทางที่มีพื้นที่เพียงพอให้เกิดการวางกระถางได้

และการดีไซน์สวนกระถางแบบนี้ก็เป็นค่านิยมเซอร์ๆ แบบไทยๆ ที่ทำตามกันมาโดยไม่ต้องพึ่ง Pinterest ด้วยวิธีการหยิบจับอะไรได้หรือซื้ออะไรได้แล้วนำมาประกอบเป็นสวน เช่น ถังสีเหลือใช้ ถังพลาสติกที่ไม่ใช้แล้ว กระถางดินเผา กระถางลายมังกรยอดนิยม พร็อพตุ๊กตาต่างๆ หรือบางคนก็นำชุดโต๊ะหินอ่อนวงกลมที่มีตารางหมากรุกมาวาง จนกลายเป็นห้องนั่งเล่นหน้าบ้าน ผสมปนเปจนกลายสวนที่ดูไม่เป็นทางการ ไม่เป็นกิจจะลักษณะ เป็นสวนแบบ Informal แต่ก็มีความน่ารักน่าหยิก มีความขี้เล่น คล้ายกับการโดนคนน่ารักๆ มาหยอกแบบ Informal ด้วยวิธีง่ายๆ บ้านๆ แต่ก็ทำให้อมยิ้มได้

ต้นไม้หน้าบ้าน กระถางต้นไม้

ซึ่งความ Informal น่ารักๆ ของสวนหน้าบ้านที่เกิดขึ้นกันเองแบบนี้ก็เกิดจากความชอบของใครของมัน ตามความคุ้นชินส่วนตัว นั่นทำให้เวลาเราเดินออกจากซอยเพื่อไปขึ้นรถไฟฟ้าตอนเช้า ระหว่างทางนั้นถ้าเราสังเกตหน้าบ้านแต่ละหลังดีๆ แล้ว เราก็จะพบกับความวาไรตี้ของรูปแบบของสวนกระถางมากมาย คล้ายฉากที่ช่วยเพิ่มอรรถรสให้กับดนตรีในหูซึ่งฟังระหว่างไปทำงาน หรือแม้กระทั่งช่วยให้การนั่งวินมอเตอร์ไซค์จากหน้าหอมาปากซอยมีความสุนทรียะและมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น และนี่ยังเป็นอีกมิติงานดีไซน์พื้นที่ไทยๆ ที่น่าสนใจมากๆ เพราะว่าผู้คนต่างได้ใช้รสนิยมความชื่นชอบของตนเอง ช่วยกันสร้างพื้นที่สีเขียวที่เป็นมิตรต่อระบบนิเวศให้คนอื่นที่ผ่านได้ชื่นชม

ในขณะเดียวกัน สวนกระถางหน้าบ้านแบบนี้อาจจะไปเกะกะขวางทางผู้อื่น และการวางกระถางต้นไม้หรือเก้าอี้บนทางเท้าหน้าที่พักอาศัยนั้นผิดกฎหมายพื้นที่สาธารณะ ตามพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535 แต่ด้วยคาแรกเตอร์ความไม่เป็นทางการของสวนกระถางเอง รวมถึงความที่คาแรกเตอร์นิสัยของคนไทยเองมีความไม่เป็นทางการเช่นจึงทำให้สเปซที่มีความอะลุ่มอล่วยกันเองๆ แบบนี้กระจายตัวไปทั่ว

ถึงแม้ว่าอาจจะดูย้อนแย้งในรูปแบบของการเกิดขึ้น และอาจทำให้บางคนไม่ชอบ แต่ถ้าเราเป็นผู้อยู่อาศัยในชุมชนที่มีซอยลึกและเดินทางด้วยการเดินเท้า เราก็อาจจะสัมผัสได้ถึงประโยชน์ของมันโดยตรง และถ้าเราเป็นหนึ่งในเจ้าของสวนกระถาง เราก็จะเข้าใจได้ว่าการมีสวนแบบนี้ถือเป็นการสร้างพื้นที่สีเขียวเพื่อทดแทนสวนขนาดใหญ่ตามกลไกธรรมชาติของผู้คนเมือง โดยไม่ต้องรอภาครัฐมาสร้างสวนใหญ่ๆ ให้ รวมทั้งผมแอบมีความเชื่อว่าบ้านเราไม่ได้มีวัฒนธรรมการใช้สวนขนาดใหญ่ ดังนั้น การเกิดขึ้นของสวนกระถางขนาดเล็กๆ เหล่านี้ด้วยตัวมันเอง คือคำตอบของการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของบ้านเมืองเราในรูปแบบที่จิ๋วแต่แจ๋ว หากเราเข้าใจสมดุลของกลไกการออกแบบพื้นที่สาธารณะของคนไทยจริงๆ

ต้นไม้หน้าบ้าน ต้นไม้หน้าบ้าน

เพราะถ้าเรามีสวนเล็กๆ เหล่านี้ที่มีเชื่อมต่อกันมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ระบบนิเวศของธรรมชาติก็จะสามารถให้กลับมาในระบบของซอย ขยายไปเป็นระบบของย่าน กระทั่งขยายไปในระบบเมือง อีกทั้งข้อดีจากความเขียวสดชื่นของสวนกระถางเหล่านี้สามารถทำหน้าที่เป็นเหมือนเพื่อนที่แสนดีที่คอยเชิญชวนทำให้คนอยากออกมานอกบ้านมากขึ้น ทำให้เกิดการพบปะพูดคุยของคนในชุมชน กลายเป็นพื้นที่ที่ผู้คนอยากออกมายืนเดินนั่งเล่น และแชร์เรื่องราวต่างๆ ให้แก่กัน เป็นการผ่าตัดรักษาชุมชนให้กลับมาอบอุ่นและมีชีวิตอีกครั้งได้ โดยทั้งหมดทั้งมวลนี้ตัวกระถางต้นไม้เองต้องไม่สร้างปัญหาให้ทางสัญจรจนเกินไป

ถ้าเพลง กระถางดอกไม้ให้คุณ ของคาราบาวมีความหมายว่าอยากโยนกระถางใส่ศิลปินเพราะร้องเพลงไม่เพราะ เพลงที่ไม่มีเสียงจากสวนกระถางเล็กๆ ที่คอยช่วยบรรเลงกล่อมแก่ผู้คนในเมืองรื่นรมย์ จึงอาจมีชื่อว่า ‘กระถางต้นไม้ให้คุณ’

ไม่ว่าคุณจะเป็นคนมือร้อน คนมือเย็น หรือเป็นคนที่กำลังแอบชอบใครสักคนข้างบ้านจนมือเหงื่อออก ถ้าหน้าบ้านเรายังมีพื้นที่ว่างและไม่เกะกะใคร การเดินออกไปและแชร์กระถางต้นไม้ของเราเพิ่มไว้อีกสักต้นที่หน้าบ้าน เพื่อให้ผู้คนที่ผ่านมาหรือคนข้างบ้านเห็นแล้วเกิดความรู้สึกสดชื่นขึ้นอีกนิดหนึ่งก็น่าจะเป็นอะไรที่น่ารักดี

ขอให้ทุกๆ ท่านมีความสุขกับการชื่นชมและรื่นรมย์สวนกระถางของเหล่าเพื่อนบ้านนะครับ

สวัสดีครับ

ต้นไม้ ต้นไม้

*สำหรับ อาคิเต็ก-เจอ ตอนนี้ได้รับเกียรติจาก พี่ยศพล บุญสม ภูมิสถาปนิกผู้ก่อตั้งบริษัทฉมา มาร่วมให้ลิสต์คำแนะนำพรรณไม้และวิธีการดูแลสวนกระถางหน้าบ้านของเราให้เหมาะสม ถือเป็นของขวัญในวันขึ้นปีใหม่ไทยนะครับ โดยมีคำแนะนำดังต่อไปนี้

 

พันธ์ไม้ที่เหมาะกับการปลูกหน้าบ้านได้แก่

  1. สมุนไพร ไม้กินได้ : สะระแหน่, กะเพรา, โหระพา, หญ้าหวาน  
  2. ไม้ดอกหอม : มะลิ, ราชาวดี, โมก, แก้ว  
  3. ไม้ดอกสีสัน : บานบุรี, พยับหมอก, ผกากรอง  
  4. ไม้เลื้อย : เล็บมือนาง, มะลิวัลย์, ลัดดาวัลย์  

 

วิธีการดูแลรักษาต้นไม้กระถาง  

  1. ควรตัดแต่งสม่ำเสมอเพื่อให้ดูสวยงามและยังคงออกดอก ช่วยไม่ให้ต้นโทรม  
  2. ควรใส่ปุ๋ยอย่างน้อยทุกๆ 3 เดือน เพื่อเพิ่มธาตุอาหารให้พืช ทำให้มีอายุนานขึ้น  
  3. เปลี่ยนวัสดุดินในการปลูก ควรทำทุกๆ 6 เดือน เนื่องจากสภาพดินปลูกในกระถางปริมาณแร่ธาตุจะน้อยลงเรื่อยๆจากการถูกน้ำชะล้าง  

 

*ขอขอบคุณข้อมูลทั้งในบทความและข้อแนะนำ – ยศพล บุญสม ภูมิสถาปนิก

Writer & Photographer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อาคิเต็ก-เจอ

ชวนคุยเรื่องสถาปัตยกรรมรอบตัว และตั้งข้อสังเกตวัฒนธรรมไทยที่สะท้อนในงานสถาปัตย์

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศโดยทั่วกันแล้วว่าประเทศไทยได้สิ้นสุดฤดูหนาวและได้เข้าสู่ฤดูร้อนแล้ว โดยที่หลายคนยังงงๆ ว่าฤดูหนาวผ่านมาตอนไหน

สำหรับประเทศในเขตร้อนชื้นที่ไม่ว่าจะอยู่ฤดูไหนก็รู้สึกเป็นฤดูร้อน ทุกๆ ครั้งเวลาก่อนออกจากบ้านเรามักจะมองแดดปนรู้สึกพ่ายแพ้และปลอบตัวเองเสมอๆ ว่า อย่างน้อยผ้าที่ตากไว้ก็คงจะแห้งไวขึ้น

ทำให้วันไหนที่เราเห็นว่าแดดดี เวลาออกไปนอกบ้านในวันนั้น เราก็มักจะพบชุดเสื้อผ้าหลากหลายสีสันที่แขวนตากริมข้างทางเต็มไปหมด ไม่ว่าจะชุดทำงาน ชุดอยู่บ้าน ชุดนอน ยันชุดชั้นใน ที่พร้อมเพียงกันแขวนโชว์อย่างไม่เคอะเขิน 

ราวตากผ้า ราวตากผ้า

แม้กระทั่งระเบียงของที่พักอาศัยในแนวตั้งหรือพวกคอนโดต่างๆ เราก็มักจะเห็นเสื้อผ้าที่ถูกตากแขวนไว้มากมายจนเต็มพื้นที่ระเบียงตามช่องหน้าต่างทั่วไปทั้งอาคาร จนหน้าตาของคอนโดที่ถูกออกแบบให้ดูเรียบหรู กลายเป็นแปลกตาไปจากภาพขายของโครงการ

ราวตากผ้า

ภาพ Pantip.com

ราวตากผ้า

ภาพ Prakard.com

ก็แหงล่ะ ในเมื่ออากาศชวนเหงื่อออกได้ง่ายแบบนี้ การซักเสื้อผ้าชะล้างสิ่งสกปรกออกไปก็เป็นกิจกรรมหลักๆ ที่เกิดขึ้นทุกวันกับบ้านทุกหลังในประเทศ ซักผ้าเช่นไรก็ต้องตากผ้าเช่นนั้น ทุกอย่างก็ดูเป็นเรื่องปกติดี ไม่มีอะไรใช่ไหมครับ

แต่ถ้าเราลองย้อนกลับไปที่ย่อหน้าที่ 3 อีกทีแล้วลองตั้งข้อสังเกตดู เราก็จะพบคำถามที่ว่า เหตุใดเราถึงสามารถเห็นพื้นที่ตากผ้าของคนอื่นได้ง่ายดายนัก ในขณะที่คนผ่านบ้านเราเอง เขาก็สามารถเห็นผ้าที่เราตากได้เช่นกัน 

ซึ่งหลังจากที่ผมเห็นพื้นที่แบบนี้ซ้ำๆ อยู่บ่อยครั้ง ก็พบว่าลักษณะการตากผ้าที่โชว์หมดเปลือกอย่างไม่เกรงคนมาเห็นที่หน้าบ้าน จนคล้ายเป็นดิสเพลย์ของร้านขายเสื้อผ้าที่ไม่ได้ขายจริงๆ จะมองเผินๆ เป็น Pop-up Store ก็เป็นได้แบบนี้ ค่อนข้างสะท้อนถึงรูปแบบลักษณะของวิธีแก้ปัญหาการใช้สอยเชิงพื้นที่ในเมืองเขตร้อนได้อย่างดี หรือเป็น Urban Vernacular ประเภทหนึ่งได้เช่นกัน อีกทั้งนี่ยังแสดงออกถึงเอกลักษณ์และลักษณะเฉพาะของเจ้าของพื้นที่ได้ด้วย นับเป็นศาสตร์และศิลป์ที่สร้างจากการตากผ้า จนผมตั้งชื่อพื้นที่แบบนี้ไว้ว่า ‘ตากศิลป์’ 

ราวตากผ้า ราวตากผ้า ราวตากผ้า

เหตุหนึ่งของการเกิดรูปแบบตากผ้าหน้าบ้านแบบนี้ คำตอบง่ายๆ ก็เพราะว่าพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านหรือคอนโดนั้นมีไม่เพียงพอสำหรับการตากผ้า รวมทั้งพื้นที่จะโดนแดดได้อย่างเหมาะสม 

แล้วถ้าถามว่าทำไมส่วนมากบ้านเราถึงไม่มีพื้นที่ตากผ้าล่ะ ให้เราลองเดินสำรวจแล้ววาดผังอาคารเดิมในบ้านมาคร่าวๆ แล้วลองมานั่งไล่จิ้มห้องดูว่าแต่ละฟังก์ชันมันคืออะไรบ้าง เราจะพบว่านอกจากห้องครัว ห้องน้ำ ห้องนอนแล้ว บ้านส่วนใหญ่มักไม่ได้ถูกวางแผนให้มีพื้นที่ตากเสื้อผ้าอยู่แต่แรก อย่างมากจะมีเพียงแค่ห้องซักล้าง ไม่ได้มีการกำหนดห้องตากผ้าไว้ชัดเจน จะเหลือพื้นที่ไว้ตากผ้าก็เพียงแค่ที่ระเบียงบ้านและดาดฟ้าให้โดนแดด ยิ่งโดยเฉพาะบ้านที่เป็นตึกแถวหรือชุมชนขนาดเล็กทั่วไป พื้นที่ในการตากผ้าในบ้านยิ่งไม่ต้องพูดถึง

เหตุที่ไม่ได้เผื่อพื้นที่ไว้ให้ตากผ้า ส่วนหนึ่งผมคิดว่าเกิดจากการที่เราไม่ได้มองเห็นความสำคัญของพื้นที่ตากผ้าให้เรียบร้อยตั้งแต่แรก เพราะเพียงคิดว่าแค่มีห้องน้ำหรือห้องนอนก็พอแล้ว

และก็ต้องยอมรับด้วยว่าแม้กระทั่งเหล่าสถาปนิกผู้ออกแบบอย่างผมเอง ก็ยังแอบหลงๆ ลืมๆ พื้นที่ตากผ้าระหว่างการออกแบบอยู่บ่อยครั้งเช่นกัน เพราะเรามักติดภาพบ้านสวยๆ จากในหนังสือแมกกาซีนหรือ Pinterest ซึ่งแน่นอนว่าภาพจากสื่อเหล่านี้ไม่ได้โชว์มุมตากผ้าให้เราได้เห็นแน่นอน อีกทั้งภาพตัวอย่างเหล่านี้มักมาจากฝั่งตะวันตกที่ไม่มีวัฒนธรรมตากผ้าและแดดดีเหมือนบ้านเรา นั่นทำให้ส่วนใหญ่ในตะวันตกนิยมใช้เครื่องอบผ้าแทนการตากผ้า

ซึ่งในเมื่อในบ้านไม่มีพื้นที่ตากแล้ว เราก็เอาผ้าออกมาตากที่หน้าบ้านซะเลย 

และนี่ก็เป็นวิธีการแก้ปัญหาเรื่องพื้นที่การตากผ้าได้ดีที่สุดวิธีหนึ่ง เพราะนอกจากจะเป็นตำแหน่งที่สามารถรับแสงแดดได้อย่างเต็มที่แล้ว การตากผ้านั้นเป็นกิจกรรมที่ใช้พื้นที่แค่ชั่วครั้งชั่วคราว ทำให้หน้าบ้านที่ไม่ได้มีกิจกรรมอะไรต้องใช้สอยตลอดเวลานั้นเกิดประโยชน์ กลายเป็นการสร้างพื้นที่ที่ไม่ตายตัวที่เรียกในเชิงสถาปัตยกรรมว่า ‘Adaptive Reuse’ บริเวณหน้าบ้านซะอย่างนั้น ซึ่งแม้กระทั่งบ้านที่มีดาดฟ้าไว้ตากผ้าอยู่แล้ว เราก็ยังเห็นเขานิยมเลือกที่จะตากผ้าที่หน้าบ้านเช่นกัน เนื่องด้วยระยะการเดินสะดวกกว่า

และเมื่อเรามีโจทย์ที่ต้องสร้างพื้นที่การตากผ้าขึ้นมาแล้ว สำหรับหน้าบ้านบางหลังก็อาจจะง่ายดายมากๆ เพียงแค่ซื้อราวโครงเหล็กแขวนผ้ามาตั้งเฉยๆ  

แต่สำหรับในกรณีของบางพื้นที่นั้นค่อนข้างจะต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์สูงหน่อย เพราะว่าในบางพื้นที่ไม่ได้มีพื้นที่เพียงพอ ทำให้ไม่สามารถใช้โครงเหล็กแบบมาตรฐานได้ จึงทำให้เกิดวิธีการดีไซน์อุปกรณ์บางอย่างสำหรับการตากผ้าเฉพาะพื้นที่ขึ้นมา 

ราวตากผ้า ราวตากผ้า

เช่นนำท่อนไม้ไผ่หรือท่อพีวีซียาวๆ มาผูกที่ปลายสองฝั่งแล้วแขวนไว้กับกำแพงหน้าบ้านให้เป็นราวตากผ้า หรือการสร้างสรรค์ด้วยการแขวนเสื้อผ้าไว้กับโครงเหล็กของผ้าใบกันสาดหน้าบ้าน และแม้กระทั่งการแขวนผ้าไว้ตามรั้วหล็กดัดหรือราวเหล็กหน้าบ้าน เพียงสร้างสรรค์แค่นี้เราก็จะได้พื้นที่ในการตากผ้าได้สมใจ

ถ้าเรามองการออกแบบพื้นที่ตากผ้าแต่ละรูปแบบ เราก็จะเห็นถึงวิธีการคิดในการจัดพื้นที่ด้วยชุดความคิด ‘เกี่ยวแขวน’ ที่ผมเคยเขียนถึงไว้ก่อนหน้าในคอลัมน์นี้ ซึ่งแน่นอนว่าการใช้ชุดความคิดออกแบบนี้ค่อนข้างมีประสิทธิภาพและสามารถปรับลงได้กับทุกพื้นที่ได้ ทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน อีกทั้งยังสามารถสร้าง Maximum ความจุในการแขวนเสื้อผ้าที่อาจคาดไม่ถึงได้อีกด้วย 

ราวตากผ้า ราวตากผ้า ราวตากผ้า

ซึ่งนอกจาก ‘ตากศิลป์’ จะช่วยแก้ปัญหาในเชิงพื้นที่แล้ว พื้นที่แบบนี้ยังสะท้อนถึงเอกลักษณ์และลักษณะของเจ้าของพื้นที่ตากผ้าได้อย่างที่ผมเกริ่นไว้ช่วงแรกด้วยนะ

ไม่ว่าเขาประกอบอาชีพอะไร มีจำนวนคนในครอบครัวกี่คน มีเด็กกี่คน เป็นเด็กผู้ชายหรือเด็กผู้หญิง เราก็จะสามารถรับรู้ได้ทันทีผ่านการสังเกตเสื้อผ้าที่ถูกแขวนเอาไว้ เช่น ถ้ามีเสื้อเชิ้ตเรียบร้อยพร้อมเสื้อสูทแขวนอยู่ เราก็จะรู้ว่าคนบ้านหลังนี้อาจจะทำงานเป็นนายธนาคารก็ได้นะ หรือถ้ามีเสื้อเด็กแขวนไว้ก็แสดงว่าบ้านนี้มีเด็กอยู่ด้วย หรือแม้กระทั่งรสนิยมความชอบสี เราสามารถสังเกตได้จากความถี่ของสีที่ซ้ำอยู่ในการตากผ้าตรงนั้นได้เช่นกัน

ซึ่งถ้าให้ผมมวิเคราะห์ลงลึกไปกว่านี้ ผมคิดว่าผู้อ่านหลายๆ ท่านอาจจะแจ้งตำรวจให้มาจับในข้อหาโรคจิต! (ผมยังปกติดีอยู่ครับ)

แต่นี่เป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับมุมสถาปัตยกรรมมากๆ ว่าเพียงแค่พื้นที่ตากผ้าเล็กๆ นี้ก็สามารถแสดงออกถึงลักษณะผู้อยู่อาศัยได้เฉยเลย ซึ่งรูปของพื้นที่ในเชิงการตากผ้าแบบที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนั้นจริงๆ แล้วมันไม่ได้เป็นเรื่องใหม่สำหรับวงการสถาปัตย์นัก 

ไม่ได้มีเพียงประเทศเราประเทศเดียวที่มีการตากผ้านอกบ้านแบบนี้ แต่หลายๆ ในประเทศแถบเอเชีย โดยเฉพาะโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราจะเห็นการใช้พื้นที่การตากผ้าคล้ายๆ กัน เช่น ประเทศเพื่อนบ้านของเราอย่าง ‘สิงคโปร์’ ก็มีวิธีตากผ้าที่กระเด็นออกมาจากอาคารเหมือนกัน

โดยใช้วิธีตากเสื้อผ้าด้วยการนำเสื้อผ้ามาเสียบกับแท่งไม้ไผ่หรือท่อพีวีซี แล้วแทงยื่นออกจากระเบียงไปในอากาศ และยึดไว้กับช่วงระเบียง ซึ่งรูปแบบการตากผ้าแบบนี้จะพบมากในโครงการการเคหะของรัฐ ที่เรียกว่า HDB (Housing & Development Board) ของประเทศสิงคโปร์

ราวตากผ้า

ภาพ flickr.com

คาดว่าการตากผ้าแบบนี้มีมาตั้งแต่ราวปี 1900 เนื่องด้วยการใช้พื้นที่ที่จำกัดเลยต้องพยายามเพิ่มพื้นที่ตากผ้าเข้าไปในอากาศซึ่งมันก็ค่อนข้างเวิร์กมาก และก็มีการลองผิดลองถูกในการใช้งานของคนทั่วไปเรื่อยมา จนการตากผ้าแบบนี้ได้เคยกลายเป็นวาระแห่งชาติในปี 1995 และนั่นทำให้มีการพัฒนาจากไม้ไผ่มาเป็นรูปแบบวัสดุเหล็กอย่างในปัจจุบัน ซึ่งมันเวิร์กมากๆ จนหลายคนในประเทศยอมเรียกวิธีการตากผ้าแบบนี้ว่า เป็นนวัตกรรมของการอยู่อาศัยกันเลยทีเดียว

ย้อนกลับมาที่บ้านเรา เราจะพบว่าจริงๆ แล้วพื้นที่การตากผ้าในบ้านเราก็มีเป็นนวัตกรรมไม่แพ้สิงคโปร์เลย ถ้าเราตั้งใจมองลงไปในไอเดียของเหตุการเกิดขึ้นของพื้นที่ที่มีความเฉพาะแบบนี้ แล้วลองนำมาคิดต่อยอดพัฒนาให้เกิดประโยชน์ รวมทั้งไม่ลืมคำนึงในดีเทลกิมมิกแบบไทยๆ เล็กๆ น้อยๆ 

ผมเชื่อว่าพื้นที่ ‘ตากศิลป์’ นั้นสามารถนำมาต่อยอดพลิกแพลงให้กลายเป็นพื้นที่ไทยๆ ที่มีมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งมีความยั่งยืนเหมาะสมกับการอยู่อาศัยของคนเมืองในอนาคตได้ และอาจมีชื่อการออกแบบเต็มๆ ว่า ‘ตากศิลป์ มหาชน’ ก็เป็นได้นะครับ

ขอให้มีความสุขกับการได้เก็บผ้าในวันที่มีแดดดี และได้ชื่นชมกับกลิ่นแดดที่ติดอยู่บนเสื้อนะครับ

สำหรับตอนนี้ สวัสดีครับ

ราวตากผ้า

บรรณานุกรม

www.matichon.co.th/entertainment/arts-culture/news_199951

Writer & Photographer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load