อเมริกันสแตนดาร์ด (American Standard) ชื่อนี้ทำให้มั่นใจได้ถึงมาตรฐานของสุขภัณฑ์ในห้องน้ำ

146 ปีของการเป็นผู้นำวงการสุขภัณฑ์

52 ปีที่ดำเนินกิจการมาในไทย

ริเริ่มคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ต้นแบบในห้องน้ำและพัฒนานวัตกรรมจนถึงปัจจุบันเรื่อยมา

ยึดจุดแตกต่างที่สุขอนามัยเป็นหลัก ตั้งแต่ก่อนการเข้ามาของโรคระบาด

ผสานทั้งเทคโนโลยี ดีไซน์สวยงาม และความยั่งยืน เข้าด้วยกัน

เป็นแบรนด์สุขภัณฑ์แบรนด์แรกในไทยที่เริ่มทำโฆษณาทางทีวี

และเป็นสุขภัณฑ์แบรนด์แรกในสมัยนี้ที่ทำแคมเปญใน TikTok 

แบรนด์ที่ขายสินค้าสุขภัณฑ์ครบวงจร อย่างอ่างล้างหน้า ก๊อกน้ำ ฝักบัว โถสุขภัณฑ์ อ่างอาบน้ำ รวมทั้ง อุปกรณ์ประกอบภายในห้องน้ำ

แต่ก่อนจะทำความรู้จักอเมริกันสแตนดาร์ดลึกลงไปกว่านี้ ต้องรู้จักลิกซิล (LIXIL) เสียก่อน เพราะแบรนด์นี้อยู่ภายใต้ลิกซิล โดยลิกซิลเป็นผู้บุกเบิกผลิตภัณฑ์เพื่อที่อยู่อาศัยและสุขภัณฑ์ที่ช่วยแก้ปัญหาความท้าทายที่ผู้ใช้งานต้องประสบในชีวิตประจำวัน และยังมุ่งเน้นที่จะเนรมิตบ้านที่ดีกว่าเดิมให้แก่ทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลกเพื่อให้ผู้คนได้ใช้ชีวิตที่ดี

และผู้ที่จะมาเล่าเรื่องอเมริกันสแตนดาร์ดให้เราฟังกันวันนี้คือ ออดรีย์ โหย่ว ลีดเดอร์ บริษัท ลิกซิล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีการใช้น้ำเอเชียแปซิฟิก (LWT APAC) นั่นเอง

สำนักงานใหญ่ของลิกซิลตั้งอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ลิกซิลเกิดจากการควบรวมกันของ 5 บริษัท ขายสินค้าสู่ 150 ประเทศ 5 ภูมิภาค ทั้งญี่ปุ่น เอเชียแปซิฟิก จีน อเมริกา และยุโรป โดยเอเชียแปซิฟิกเป็นภูมิภาคที่ถือว่ามีความหลากหลายทางพื้นที่และวัฒนธรรมมากที่สุด

ในประเทศไทยมีโรงงานลิกซิลอยู่ 5 แห่ง รองรับการผลิตสำหรับกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีเกี่ยวกับบ้านและกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีการใช้น้ำ เพื่อการจัดจำหน่ายทั้งตลาดในประเทศและส่งออกไปทั่วโลก

เมื่อพูดถึงสุขภัณฑ์ บางคนอาจฟังแล้วรู้สึกว่าเข้าใจยาก แต่หากบอกว่าสินค้าของลิกซิลแก้ปัญหาการใช้ชีวิตของผู้คนด้วยเทคโนโลยีการใช้น้ำ ด้วยหลักการออกแบบที่มุ่งสร้างสินค้าและไลฟ์สไตล์ที่สร้างมาตรฐานใหม่ภายในบ้าน คอลัมน์ Big Brand ในวันนี้อาจทำให้คุณสนใจเรื่องราวของแบรนด์สุขภัณฑ์เพิ่มมากขึ้นได้

12 เรื่องของ American Standard แบรนด์สุขภัณฑ์ 146 ปีที่บุกเบิกนวัตกรรมและทำแคมเปญ TikTok

1. ชื่อดั้งเดิมของอเมริกันสแตนดาร์ด คือ สแตนดาร์ด แมนูแฟคเจอริ่ง

140 กว่าปีที่แล้ว ในยุคที่สาธารณสุขเริ่มทวีความสำคัญ ผู้คนให้ความสนใจห้องน้ำแบบถูกสุขอนามัยในที่อยู่อาศัยมากขึ้น

ใน ค.ศ. 1875 บริษัท สแตนดาร์ด แมนูแฟคเจอริ่ง ก่อตั้งขึ้นโดย เจมส์ อาร์นอต (James Arnott) และ ฟรานซิส เจ ทอร์รันซ์ (Francis J. Torrance) โดยเริ่มจากการผลิตโถสุขภัณฑ์ อ่างล้างหน้า และอ่างอาบน้ำจากเหล็กหล่อ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น สแตนดาร์ด แซนิทอรี่ และควบรวมกับบริษัท อเมริกัน เรดิเอเตอร์ กลายเป็น ธุรกิจครบวงจรในนาม อเมริกัน สแตนดาร์ด

2. คิดค้นสุขภัณฑ์ต้นแบบที่ใช้กันทั่วโลก

ย้อนกลับไปเมื่อ 100 กว่าปีก่อน บริษัทค้นพบว่าอ่างอาบน้ำแบบเหล็กหล่อมีจุดอ่อนคือ ทำความสะอาดยากและแลดูไม่สวยงาม จึงแก้ปัญหาด้วยการฉาบเคลือบผิวแก้วแบบละเอียดลงบนเหล็กหล่อร้อน จึงเป็นจุดเริ่มต้นของอ่างอาบน้ำผิวขาว เรียบเนียน ทำความสะอาดง่าย แถมทนทานต่อการกัดกร่อนจากน้ำ การจับตัวของแบคทีเรีย ที่พัฒนาต่อยอดมาเรื่อยๆ จนถึงสมัยนี้ 

ก๊อกน้ำแบบดึงและกด อ่างอาบน้ำแบบมีกันลื่น วาล์วเซรามิกในก๊อกน้ำที่ใช้กันทุกวันนี้ เหล่านี้ได้ต้นแบบมาจากการคิดค้นของสแตนดาร์ด แมนูแฟคเจอริ่ง ในยุค 80 โดยเฉพาะวาล์วเซรามิกที่ช่วยแก้ปัญหาก๊อกน้ำรั่วซึม กลายเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ก้าวหน้าที่สุดในสมัยนั้น

การคิดค้นและพัฒนาสุขภัณฑ์และอุปกรณ์ต่างๆ ในห้องน้ำ แจ้งเกิดให้อเมริกันสแตนดาร์ดกลายเป็นผู้บุกเบิกด้านนวัตกรรมสุขภัณฑ์จนถึงทุกวันนี้ 

3. Classic TV AD ที่ทำให้อเมริกันสแตนดาร์ดครองใจคนรุ่นเก่า

หากถามคนไทยรุ่นก่อนว่าจดจำอเมริกันสแตนดาร์ดได้อย่างไร คงหนีไม่พ้นโฆษณาทีวีที่ทำให้จดจำได้ว่า มาตรฐานของสุขภัณฑ์ที่ดีต้องอเมริกันสแตนดาร์ด  

อเมริกันสแตนดาร์ดเป็นแบรนด์แรกที่เริ่มสร้างแบรนด์ด้วยการทำโฆษณาทีวีจนประสบความสำเร็จ หากย้อนกลับไปดูโฆษณาเหล่านั้นในสมัยนี้ จะพบความคลาสสิกพร้อม Tagline คมกริบโดยเอเจนซี่โฆษณาชั้นนำในยุค 80

โฆษณาตัวแรกในช่วงปลายยุค พ.ศ. 2520 พูดถึงความทนทานและคุณภาพของสุขภัณฑ์ในห้องน้ำ ต่อมายังออกโฆษณาต่อเนื่องอีกหลายตัว โดยสื่อสารเรื่องการดีไซน์ที่สวยงามมากขึ้นด้วย Tagline ที่จำติดหู ผ่านฉากรักคลาสสิกในโฆษณา ทั้งฉากกำลังอินเลิฟพาแฟนมาบ้านและอกหัก

“ถ้าเป็น American Standard ห้องที่สวยที่สุดในบ้านคุณอาจไม่ใช่ห้องรับแขกก็ได้”

“10 ปีแห่งความทรงจำล้างหมดจดด้วยน้ำเพียง 6 ลิตร” 

ไม่ใช่แค่โฆษณาประโยชน์การใช้งาน แต่พูดถึงดีไซน์ความงามของสุขภัณฑ์ในห้องน้ำ สร้างความน่าเชื่อถือให้ลูกค้าเชื่อใจในมาตรฐานของอเมริกันสแตนดาร์ด

4. สแตนดาร์ดของอเมริกันสแตนดาร์ดที่ปรับมาตรฐานให้สูงขึ้นเสมอ

โดยทั่วไป มาตรฐาน (น.) คือ สิ่งที่ถือเอาเป็นเกณฑ์รับรอง สำหรับอเมริกันสแตนดาร์ด นิยามของมาตรฐานนั้นไม่หยุดนิ่ง ต้องปรับปรุงระดับมาตรฐานให้ดีขึ้นอยู่เสมอ 

Always Set & Reset Standard

พันธกิจที่ใหญ่กว่าการขายสินค้าคือ การแก้ปัญหาให้ลูกค้าด้วยการคิดว่า สินค้าสุขภัณฑ์จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตในแต่ละวันของผู้คนได้อย่างไร และแบรนด์จะส่งมอบประสบการณ์การใช้ห้องน้ำที่ดีที่สุดได้อย่างไร 

วิธีคิดแบบนี้ทำให้คิดค้นนวัตกรรมและสินค้าใหม่ที่แตกต่างและตอบโจทย์ได้อย่างต่อเนื่อง จากยุคแรกที่สินค้าสุขภัณฑ์เน้นแค่ฟังก์ชันการใช้งาน ก็เพิ่มมาจนมี 4 ด้าน ทั้งดีไซน์สวย ประสิทธิภาพเหนือกว่า ทนทาน และตอบทุกความต้องการ

แม้จะมีประเภทสินค้าและราคาหลากหลาย แต่คุณภาพความทนทานนั้นเหมือนกัน ต่างแค่ประสิทธิภาพของเทคโนโลยีที่ใช้

12 เรื่องของ American Standard แบรนด์สุขภัณฑ์ 146 ปีที่บุกเบิกนวัตกรรมและทำแคมเปญ TikTok

5. แบรนด์ที่เชื่อว่าสุขอนามัยเป็นหัวใจของแบรนด์สุขภัณฑ์ 

ปัญหาของคนใช้ห้องน้ำคือ ผู้คนมักรู้สึกว่าการรีโนเวทห้องน้ำเป็น Messy Job ที่เลอะเทอะและยุ่งยากกว่าห้องอื่นในบ้าน การดูแลรักษาความสะอาดต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมง

สำหรับอเมริกันสแตนดาร์ด สุขอนามัยจึงเป็นหัวใจของสุขภัณฑ์ที่ช่วยแก้ปัญหาตรงนี้

เมื่อพูดถึงสุขอนามัยประกอบด้วย 2 ส่วน

หนึ่ง การบำรุงรักษา (Maintenance) หาวิธีที่ทำให้เสียเวลาทำความสะอาดห้องน้ำน้อยลง

สอง สุขภาพ (Health) ลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค

จาก 10 กว่าปีที่แล้ว อเมริกันสแตนดาร์ดเริ่มแนะนำ Family Health Technology ในสุขภัณฑ์ และเทคโนโลยี Super Low-Lead ในก๊อกน้ำ และพัฒนาต่อยอดจนมาเป็นเทคโนโลยี HygieneClean System ในปัจจุบันที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อยกระดับสุขอนามัยจากปัญหาสองข้อดังกล่าว 

เทคโนโลยี HygieneClean System เป็นเหมือนเครื่องทุ่นแรงที่ทำงานให้แบรนด์อเมริกันสแตนดาร์ด ทั้งระบบฟลัช Double Vortex ที่ชำระล้างได้สะอาดดั่งพายุหมุนด้วยการกดฟลัชเพียงครั้งเดียว มาพร้อมโถ Rimless แบบไร้ขอบ รูปแบบของสุขภัณฑ์ยุคใหม่ที่ลดการสะสมของคราบ ให้ทำความสะอาดได้ง่ายขึ้นแบบไม่เหนื่อย   

สารเคลือบอย่าง Aqua Ceramic ก็ทำให้คราบสกปรกและคราบน้ำหลุดออกไปได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีล้างห้องน้ำหรือออกแรงขัดถูอีกต่อไป  

ส่วนนวัตกรรมเซรามิกเคลือบ Comfort Clean™ ช่วยป้องกันและยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะ   อีโคไลจากสิ่งปฏิกูล ที่เป็นพาหะโรคท้องร่วงได้

ทั้งหมดเป็นเทคโนโลยีที่ออกแบบมาโดยยึดจากปัญหาของผู้ใช้เป็นหลัก (Human-Centric)  เพื่อให้สุขภัณฑ์คงความสะอาดได้อย่างยาวนาน

12 เรื่องของ American Standard แบรนด์สุขภัณฑ์ 146 ปีที่บุกเบิกนวัตกรรมและทำแคมเปญ TikTok

6. Bathroom For Good คิดถึงโลกในทุกครั้งที่กดฟลัช

เพราะสินค้าเป็น Water Solution เทคโนโลยีการใช้น้ำ แบรนด์จึงคำนึงถึงการรักษาน้ำให้โลกด้วย
ทุกครั้งที่กดฟลัช เปิดก๊อก ขอให้รู้ว่าสุขภัณฑ์ในห้องน้ำโดยอเมริกันสแตนดาร์ดกำลังช่วยประหยัดน้ำของคุณเพื่อให้โลกเราน่าอยู่

Double Vortex เป็นเทคโนโลยีระบบฟลัชที่พยายามลดการใช้น้ำลงแต่ยังคงประสิทธิภาพการชำระล้างไว้ กำหนดตำแหน่งของน้ำให้ออกมาแค่ 2 จุด ทำให้ในสุขภัณฑ์บางรุ่นใช้น้ำเพียง 2.6/4 ลิตร เรียกได้ว่า Minimum Water, Maximum Performance

นอกจากนี้ยังมีก๊อกน้ำบางรุ่นที่มี Click Technology สามารถปรับปริมาณน้ำได้ 2 ระดับตามจังหวะการเปิด ลดการสิ้นเปลืองน้ำจากการเปิดก๊อกให้สุดเพียงเพราะความเคยชิน

มาตรฐานของอเมริกันสแตนดาร์ดจึงไม่ใช่แค่ยกระดับคุณภาพสินค้าเท่านั้น แต่เป็นการยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนไปพร้อมๆ กัน

12 เรื่องของ American Standard แบรนด์สุขภัณฑ์ 146 ปีที่บุกเบิกนวัตกรรมและทำแคมเปญ TikTok

7. เส้น-สายอัตลักษณ์งานดีไซน์ของอเมริกันสแตนดาร์ด 

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ผู้คนใช้เวลาอยู่บ้านมากขึ้น ทำให้ใช้เวลาในห้องน้ำนานขึ้นตามไปด้วย ห้องน้ำไม่ได้เป็นเพียงที่ทำธุระอีกต่อไป แต่มีความสำคัญมากขึ้นเทียบเท่ากับห้องนั่งเล่น เป็นที่ส่วนตัวสำหรับผ่อนคลาย  สุขภัณฑ์เปรียบเป็นศิลปะที่สร้างสุนทรียภาพในห้องน้ำ

อเมริกันสแตนดาร์ดเชื่อว่าทุกฟังก์ชันควรมาพร้อมรูปแบบที่ออกแบบมาอย่างดี ผลิตภัณฑ์จึงถูกนำเสนอในสไตล์ที่ให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัว เข้าถึงได้ และน่าพึงพอใจ เป็นสไตล์ที่เข้ากับชีวิตของทุกคนอย่างสมบูรณ์แบบ

การออกแบบสุขภัณฑ์ของอเมริกันสแตนดาร์ดจึงมีอัตลักษณ์แห่งการดีไซน์ (Signature Element) แฝงอยู่ในผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นที่ทำให้จดจำรูปลักษณ์ที่สะท้อนความเป็นอเมริกันสแตนดาร์ดได้

Pillow รูปทรงโค้งมนที่ให้ความรู้สึกอ่อนโยนและเชื้อเชิญให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ หรือการสัมผัส

Line เส้นตรงที่ยืดหยุ่น ใช้ลงรายละเอียดผลิตภัณฑ์ ช่วยเน้นฟังก์ชั่นการใช้งานและช่วยเสริมรูปลักษณ์อันซับซ้อนในงานดีไซน์

Frame กรอบที่สื่อถึงการบุกเบิกนวัตกรรมล้ำสมัย

ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นล้วนมีเส้นสายที่เป็นเอกลักษณ์เหล่านี้ หลายตัวได้รับรางวัลด้านการออกแบบสินค้าระดับสากลอย่าง Good Design Award,  Red Dot Design Award หรือ iF Product Design Award เป็นต้น

12 เรื่องของ American Standard แบรนด์สุขภัณฑ์ 146 ปีที่บุกเบิกนวัตกรรมและทำแคมเปญ TikTok
12 เรื่องของ American Standard แบรนด์สุขภัณฑ์ 146 ปีที่บุกเบิกนวัตกรรมและทำแคมเปญ TikTok

8. สุขภัณฑ์รุ่นยอดนิยมโดยดีไซเนอร์ชาวไทย

กล่าวได้ว่าสุขภัณฑ์ของอเมริกันสแตนดาร์ดผสานทั้งศาสตร์เทคโนโลยีและศิลป์แห่งการออกแบบโดยคำนึงถึงความสวยงาม ตอบโจทย์ทั้งฟังก์ชันและสุนทรียภาพ เหมือนที่รุ่นยอดนิยมอย่าง Acacia Evolution ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น Best of Design and Technology

โดยสุขภัณฑ์ Acacia รุ่นแรกได้ถือกำเนิดขึ้นใน ค.ศ. 2004 หรือเมื่อ 17 ปี ที่ผ่านมา โดยทางด้านดีไซน์ รุ่นนี้ออกแบบโดย ขุมทอง เจนสุวรรณ์ ดีไซเนอร์ชาวไทย โดยคำนึงถึงรสนิยม ไลฟ์สไตล์ของคนไทย ผสานกับความโมเดิร์น มีรูปทรงและเส้นสายที่เรียบง่าย เหมาะกับการตั้งในห้องน้ำสไตล์โมเดิร์นของคนยุคใหม่ ด้านเทคโนโลยี นับว่าเป็นคอลเลกชันเปิดตัวเทคโนโลยี HygieneClean System รุ่นแรกเลยทีเดียว

Acacia Evolution นับว่าเป็นรุ่นยอดนิยมที่ขายดีทั้งในเมืองไทยและทั่วเอเชีย ปัจจุบัน คอลเลกชันนี้ได้มีการปรับรูปโฉมใหม่ให้ทันสมัยมากขึ้น ในนามว่า Acacia SupaSleek

จากงานดีไซน์ยุคเริ่มต้นจนถึงเมื่อเร็วๆ นี้ที่คุณขุมทองเป็นผู้นำการออกแบบ จนกระทั่งมาถึงงานดีไซน์ในยุคปัจจุบันที่กุมบังเหียนโดย อองตวน เบสเซเร เดส ฮอท (Antoine Besseyre Des Horts) Leader LIXIL Global Design, Asia และทีมนักออกแบบนานาชาติที่ระดมสมองกันเพื่อหาแนวทางการสร้างสรรค์ผลงานในรูปแบบที่สดใหม่และน่าสนใจ พวกเขาทำงานร่วมกันภายใต้ปรัชญาการออกแบบของแบรนด์ ซึ่งประกอบด้วยจิตวิญญาณที่เปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจ ระเบียบวิธีคิดแบบสากล การให้คุณค่าการออกแบบอย่างจริงจัง ด้วยการสื่อความหมายออกมาเป็นอัตลักษณ์ของการออกแบบที่นักออกแบบทุกคนในทีมรับรู้ร่วมกัน

และด้วยวัตถุประสงค์ของแบรนด์ ‘การยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ของผู้คน ด้วยการส่งเสริมคุณภาพชีวิตทั้งด้านสุนทรียศาสตร์ และผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน” ทีมนักออกแบบจึงได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ไม่เพียงมอบความสวยงามเชิงสุนทรียศาสตร์ แต่ยังคำนึงถึงฟังก์ชันของผลิตภัณฑ์ที่ผู้ใช้งานจะได้รับเป็นสิ่งสำคัญ เห็นได้ชัดจากคอลเลกชันห้องน้ำยอดนิยม ได้แก่ Acacia SupaSleek, Kastello และ Signature

9. ความล้มเหลวคือหัวใจของการสร้างนวัตกรรม 

กว่าจะคิดค้นเทคโนโลยีและดีไซน์จนก้าวมาเป็นผู้นำในวงการสุขภัณฑ์มาตลอดกว่าศตวรรษแบบนี้ได้ เคล็ดลับที่ทำให้อเมริกันสแตนดาร์ดก้าวทันกระแสโลกคือ Experiment and Learn ทดลองและเรียนรู้อยู่เสมอ

สำหรับการออกแบบสินค้าโดยคำนึงถึงผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง (Human-Centric) ความล้มเหลวคือหัวใจของการสร้างนวัตกรรม หากยึดมั่นในอ่างอาบน้ำเหล็กหล่อตั้งแต่วันแรกที่หล่อสำเร็จว่าพอแล้ว คงไม่มีอ่างอาบน้ำรุ่นถัดมาที่ใช้กันในทุกวันนี้ 

ทุกวัน เป้าหมายของอเมริกันสแตนดาร์ดคือ หาวิธียกระดับคุณภาพชีวิตทั้งในและพื้นที่รอบๆ ห้องน้ำและห้องครัว บางครั้งก็ด้วยวิธีที่ชัดเจน บางครั้งก็ด้วยวิธีที่แยบยลขึ้น รวมทั้งตรวจสอบและพร้อมรับความท้าทายทุกอย่าง ไม่ว่าวันนี้ผลิตภัณฑ์จะดีแค่ไหน ทางแบรนด์รู้ว่าพรุ่งนี้จะทำได้ดีกว่าเสมอ

ไม่ใช่แค่ ‘มาตรฐานของแบรนด์’ แต่เป็น ‘มาตรฐาน’ สำหรับการใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดี มีความรับผิดชอบ และอย่างมีสุนทรียภาพในทุกที่ เป็นมาตรฐานที่อเมริกันสแตนดาร์ดกำหนดและปรับปรุงมาตั้งแต่ ค.ศ. 1875 เป็นมาตรฐานที่สะท้อนให้เห็นในผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นที่ทำ แสดงให้เห็นความปรารถนาสูงสุดและความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะส่งต่อคุณค่าสู่พนักงาน คู่ค้า ผู้เกี่ยวข้องในแวดวงสุขภัณฑ์และลูกค้าทั่วโลก

10. แค่โบกไม่ต้องกด การปรับตัวของสุขภัณฑ์ในยุคไร้สัมผัส

ช่วงก่อนโรคระบาด COVID-19 เวลาเห็น Smart Toilet อย่างโถสุขภัณฑ์อัจฉริยะ ฝารองนั่งอัตโนมัติ ก๊อกน้ำอัตโนมัติที่มีเซ็นเซอร์ในตัว ความรู้สึก คือ ‘เท่จัง’ ทำให้สะดวกสบายขึ้น แต่จุดประสงค์ที่แท้จริงของเทคโนโลยีนี้ไม่ได้แค่ทำให้ชีวิตสมาร์ตเท่านั้น สิ่งสำคัญคือ สุขอนามัย  

Contactless Smart Hygiene สร้าง New Norm ของการสั่งงานชักโครกด้วย Sensor Flush เพียงโบกมือ ไม่ต้องกด (Wave & Go) ก็ช่วยป้องกันการสัมผัสกับเชื้อโรคได้  

อเมริกันสแตนดาร์ดพัฒนาเทคโนโลยีนี้มานานแล้วตั้งแต่ก่อนช่วงโรคระบาด เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การเป็นผู้นำนวัตกรรมต้องคิดล่วงหน้า เตรียมพัฒนามาก่อนแล้ว เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมก็พร้อมนำมาใช้ทันที

12 เรื่องของ American Standard แบรนด์สุขภัณฑ์ 146 ปีที่บุกเบิกนวัตกรรมและทำแคมเปญ TikTok

11. การตลาด Cross-generational Marketing ที่เชื่อในพลังชักจูงของคนบ้านเดียวกัน

ด้วยภาพลักษณ์ของแบรนด์เก่าแก่ มีอายุยาวนาน มีแฟนคลับเป็นคนรุ่น 30+ ผู้คุ้นชินกับสินค้ารุ่นเก่า แต่อเมริกันสแตนดาร์ดต้องแนะนำนวัตกรรมสินค้ารุ่นใหม่ที่ยกระดับสุขอนามัยให้ผู้คนรู้จักอยู่เสมอ

ความท้าทายของแบรนด์คือ จะทำยังไงให้ลูกค้าเจเนอเรชันใหม่รู้จักแบรนด์ รวมถึงให้คนที่คุ้นเคยกับการใช้โถสุขภัณฑ์แบบใช้มือกดฟลัชหันมาลองใช้เซ็นเซอร์ฟลัชแบบโบกมือ

ทางออกคือ การลดช่องว่างระหว่างคนต่างเจเนอเรชั่น

ในบ้านหลังเดียวกันที่มีทั้งรุ่น Baby Boomer อย่างปู่ย่าตายาย พ่อแม่รุ่น Gen X พี่น้องวัยทำงานอย่าง Gen Y Gen Z ถือเป็นกลุ่มที่เป็น Trendsetter และ Early Adopter มากที่สุด เปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ นำเทรนด์และทันสมัย ทั้งยังมีสถิติการใช้โซเชียลมีเดียและช้อปปิ้งออนไลน์สูง พร้อมแนะนำและบอกต่อเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดให้สมาชิกในบ้าน

แบรนด์จึงตั้งใจปรับภาพลักษณ์ให้เด็กขึ้น ตั้งกลุ่มเป้าหมายไปที่ Gen Z โดยคาดว่าคนกลุ่มนี้มีอิทธิพลต่อความคิดและการตัดสินใจในครอบครัว อีกทั้งจะเติบโตเป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่ในอนาคต แม้ไม่ได้อยู่ในวัยที่สนใจเลือกซื้อสุขภัณฑ์ตอนนี้ก็ตาม

และนี่คือที่มาของการตลาดต่างวัยที่เรียกว่า Cross-Generational Marketing

12. Dance Challenge ใน TikTok ครั้งแรกของแบรนด์สุขภัณฑ์

เมื่อกลุ่มเป้าหมายคือ Gen Z ก็ต้องไปอยู่ในที่ที่กลุ่มวัยรุ่นอยู่ นั่นคือแอปพลิเคชัน TikTok นั่นเอง ซึ่งขึ้นชื่อว่า TikTok กิจกรรมสุดฮิตในแอปฯ ก็คือ การเต้น 

อเมริกันสแตนดาร์ดนำท่าโบกมือกับ Sensor Flush มาอยู่ใน Dance Challenge เพลง ‘สะอาดแน่ แค่ Wave & Go’ เพื่อสื่อสารว่า แค่โบกก็ช่วยลดเชื้อโรคได้ ไม่จำเป็นต้องกดฟลัชแบบเดิมๆ

ถือเป็นสุขภัณฑ์แบรนด์แรกในไทยที่ให้ความรู้ด้วยวิธีสนุกสนานอย่าง Edutainment ใช้ดนตรีมาประกอบการให้ความรู้ด้านเทคโนโลยีและสุขอนามัย ทำให้เกิดการพูดถึง Sensor Flush ในโลกออนไลน์โดยเหล่าผู้ร่วมแคมเปญและออนไลน์อินฟลูเอนเซอร์ ผ่านแฮชแท็ก #สะอาดแน่แค่WaveandGo

แน่นอนว่าที่แบรนด์กล้าบุกเบิกทำการตลาดที่แปลกใหม่ ไม่เคยมีใครทำมาก่อน เพราะนี่ก็คือส่วนหนึ่งของวิถีลิกซิล ที่เชื่อในการทดลองทำและเรียนรู้ในสิ่งใหม่ ๆ นั่นเอง

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

30 พฤศจิกายน 2564

โทรศัพท์มือถือ เครื่องซักผ้า ตู้เย็น เตาอบ เครื่องปรับอากาศ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้ารอบตัวที่เราเห็นกันเป็นประจำทุกวัน และเมื่อพูดถึงสินค้าเหล่านี้ เชื่อว่าหนึ่งในแบรนด์ที่ทุกคนน่าจะนึกขึ้นมาในหัวเป็นอันดับแรกก็คงหนีไม่พ้น Samsung

Samsung หรือ ซัมซุง เป็นชื่อภาษาเกาหลี 

삼 (sam) แปลว่า สาม และยังหมายถึง ใหญ่ แข็งแรง นับเป็นเลขที่คนเกาหลีชื่นชอบ 

성 (sung) แปลว่า ดวงดาว และยังหมายถึง แสงสว่าง อยู่สูง และระยิบระยับแวววาว

เมื่อสองคำนี้ถูกนำมาประกอบกัน จึงออกมาเป็นคำว่า Samsung แฝงความหมายถึงความหวังในการประสบความสำเร็จ ตามวิสัยทัศน์ของคุณ อี บยอง ชอล (Lee Byung-chull) ที่อยากให้บริษัทของเขากลายมาเป็นบริษัทที่ทรงพลังและยั่งยืนเฉกเช่นดวงดาวในค่ำคืน

เป็นเวลากว่า 80 ปีที่ Samsung ยังคงยึดมั่นในวิสัยทัศน์นั้น พร้อมสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ต่างๆ และนวัตกรรมที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเราออกมามากมาย เพื่อเป็นบริษัทที่ดีทั้งสำหรับผู้คนและโลกใบนี้

นิยามความสำเร็จของแบรนด์คือการที่ได้ดูแลคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า พนักงาน พาร์ตเนอร์ หรือสังคมอย่างดีที่สุด นั่นคือสิ่งที่ทำให้ Samsung โดดเด่นและก้าวขึ้นมาเป็นแบรนด์ระดับแนวหน้าของโลกได้ จนในวันนี้ แม้กระทั่งนิตยสาร Forbes ก็ยังยกให้เป็น ‘นายจ้าง’ ที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2021

เล่ามาถึงตรงนี้ The Cloud มีนัดกับ คุณจักรกฤษณ์ ศรีเงินยวง รองประธานบริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด (โรงงานศรีราชา) เพื่อค้นหาเบื้องหลังการเติบโตของยักษ์ใหญ่ในวงการเทคโนโลยีที่อยู่คู่คนไทย และกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ชีวิตประจำวันของเราสะดวกสบายขึ้นมาอย่างยาวนาน

เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด

1. ณ วันแรกที่ไม่ได้เริ่มต้นจากสินค้าเทคโนโลยี

เมื่อพูดถึง Samsung หลายคนคงนึกถึงสินค้าเทคโนโลยีหลากหลายชนิด ทว่าในวันที่บริษัทก่อตั้ง แบรนด์นี้ไม่ได้เริ่มต้นจากเทคโนโลยี 

บริษัทก่อตั้งขึ้นในวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 1938 โดยประธาน อี บยอง ชอล ณ เมืองแทกู ประเทศเกาหลีใต้ ด้วยเงินเพียง 30,000 วอน เริ่มจากการเป็นร้านขายของชำที่เน้นการส่งออกสินค้า เช่น ปลาแห้งเกาหลี ผัก และผลไม้ แต่เส้นทางก็ไม่ได้ราบรื่นเสียทีเดียว เขาล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายปีก่อนย้ายมาตั้งบริษัทอีกครั้งในเมืองซูวอนเมื่อ ค.ศ. 1951 โดยดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับสิ่งทอ จนได้มาเป็นโรงงานสิ่งทอที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้

เมื่อถึง ค.ศ. 1969 ซึ่งเป็นปีที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมของโลกรุดหน้าอย่างก้าวกระโดด Samsung จึงก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เต็มตัว 

เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด
เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด

2. เป้าหมายของ Samsung คือทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปได้

Samsung ก่อตั้งขึ้นเพื่อช่วยผู้คนให้บรรลุในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ หรือเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Do What You Can’t ซึ่งแม้จะผ่านไปนานกว่าครึ่งศตวรรษ ก็ยังคงทุ่มเทคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อท้าทายขีดจำกัดของตัวเอง

ไม่ว่าจะเป็นการคิดค้นเทคโนโลยี Code Division Multiple Access (CDMA) ที่ใช้ในโทรศัพท์มือถือมาจนถึงทุกวันนี้ การคิดค้นโทรทัศน์ดิจิทัล นาฬิกาอัจฉริยะ ไปจนถึงโทรศัพท์ MP3 ในช่วง ค.ศ. 1996 – 1999 เป็นบริษัทแรกของโลก ซึ่งทำให้หลายสิ่งที่เคยเป็นไปไม่ได้ กลายมาเป็นสิ่งที่เราใช้กันอย่างคุ้นชินในชีวิตประจำวัน ดังปณิธานของบริษัทเสมอมา 

หัวใจในการสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีของแบรนด์ คือ การสร้างอนาคตโดยมีผู้คนเป็นแรงบันดาลใจ (Inspired by Humans, Creating the Future) ด้วยเหตุนี้ ผลิตภัณฑ์จึงไม่ใช่แค่สินค้า แต่เป็นช่องทางที่บริษัทใช้สื่อสารเรื่องราว ปรัชญา วัฒนธรรม และเทคโนโลยี โดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพื่อสร้างคุณค่าและความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับชีวิตของผู้คน

อย่างเช่นในโทรศัพท์ Samsung Galaxy S10 ออกแบบโดยคำนึงตั้งแต่ขอบของโทรศัพท์ให้มีความโค้งมน ผู้ใช้จะได้ถือง่ายและสบายที่สุด ไปจนถึงศึกษาการเคลื่อนไหวของนิ้วมือ เพื่อให้มั่นใจว่าฟังก์ชันต่างๆ ของโทรศัพท์จะถูกใช้งานอย่างสะดวกที่สุด

เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด

3. คนและเทคโนโลยีคือหัวใจของการทำธุรกิจ

คนและเทคโนโลยี คือ 2 สิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นปรัชญาในการทำธุรกิจของ Samsung แบรนด์ให้ความสำคัญกับ 2 สิ่งนี้เป็นหลัก เพื่อที่จะทุ่มเทความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยี สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการที่เหนือกว่า อีกทั้งสร้างสังคมที่จะทำให้โลกดีขึ้นได้ในที่สุด 

เพื่อจะไปให้ถึงเป้าหมายนั้น สิ่งที่ Samsung ยึดถือในการดำเนินธุรกิจมีอยู่ 5 อย่างคือ คน ความเป็นเลิศ การเปลี่ยนแปลง ความซื่อสัตย์ และการเติบโตร่วมกัน 

เพราะบริษัทสร้างขึ้นจากคน ดังนั้นจึงทุ่มเทการพัฒนาคน และใช้แพสชันในการสร้างความเป็นเลิศ เพื่อตอบรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นปกติในโลกอุตสาหกรรม และปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของตลาด ในขณะที่ยังคงดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรม มีความเคารพและโปร่งใส ตลอดจนรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด

4. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนในทุกระดับ ตั้งแต่ผู้บริหารจนถึงพนักงานโรงงาน

การพัฒนาคนคือหัวใจสำหรับ Samsung และเป็นสิ่งที่ทำให้บริษัทเติบโตขึ้นได้ตลอดเวลา

“เราไม่เคยหยุดพัฒนาเรื่องคน เช่น เรื่องการฝึกอบรม เรามองว่าการพัฒนาศักยภาพและประสิทธิภาพของคนคือการแลกเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการฝึกอบรมในประเทศหรือต่างประเทศ การส่งคนไปทำงานในบริษัทแม่ที่เกาหลี หรือการที่บริษัทแม่ส่งคนมาทำงานกับเรานั้น มีการแลกเปลี่ยนอยู่เสมอ เพื่อที่จะเรียนรู้ซึ่งกันและกัน แล้วก็ถ่ายทอดการทำงานในสิ่งที่เราไม่รู้ รวมถึงวัฒนธรรมในการทำงาน วัฒนธรรมองค์กร วัฒนธรรมของประเทศด้วย”

อย่างบริษัทไทยซัมซุง ได้ตั้งงบประมาณกว่า 10 ล้านบาทในแต่ละปีเพื่อพัฒนาบุคลากร โดยสนับสนุนคอร์สเรียน ตั้งแต่คอร์สเฉพาะทางไปจนถึงคอร์สสำหรับการบริหาร ด้วยเหตุนี้ พนักงานจึงมีทักษะและความคล่องตัวสูง สามารถออกแบบและประยุกต์นวัตกรรมได้อย่างรวดเร็ว จึงรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงและวิกฤตต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

และโรงงานผลิตในประเทศไทย ยังมีระบบออโตเมชันที่ออกแบบโดยพนักงานไทย (ตั้งแต่ระดับ ปวส. ถึงระดับวิศวกร) ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ และมีระบบมอนิเตอร์การทำงานของเครื่องจักรและหุ่นยนต์ที่ออกแบบโดยคนไทย

เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด

5. โรงงานของ Samsung ไม่เคยเหมือนเดิม

ระหว่างบทสนทนา มีสิ่งหนึ่งน่าสนใจที่ผู้บริหารท่านนี้บอกเรา 

“เอาง่ายๆ ถ้าไม่ได้มาโรงงานสักเดือนหนึ่ง ท่านจะเห็นความแตกต่าง” แม้แต่ในโรงงาน Samsung ก็ยังยึดมั่นความตั้งใจที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีให้ดีขึ้นอย่างสม่ำเสมอ “เราจะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตลอด เพราะเราไม่ได้ถือว่าสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบันดีที่สุด ถ้าน้องๆ ในพื้นที่ทำงานจริง เขาคิดว่าเขาทำอะไรให้เกิดความสะดวกสบาย หรือทำงานได้ดีกว่าเดิม มีประสิทธิภาพดีกว่า มีคุณภาพดีกว่า เขาก็จะเอาไอเดียตรงนี้มาเพื่อปรึกษากับทีมงาน แล้วทุกๆ ส่วนจะเข้าไปร่วมกันแก้ไขปัญหา เพื่อสร้างสรรค์กระบวนการใหม่ๆ วิธีการใหม่ๆ ขึ้นมา ทำให้เกิดการพัฒนาต่อเนื่องอยู่จนถึงปัจจุบัน”

บริษัทมีการจัดการแข่งขันนวัตกรรมระหว่าง 5 โรงงานที่ผลิตสินค้าแต่ละชนิด ได้แก่ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เตาอบ และเครื่องปรับอากาศ ในทุกๆ สัปดาห์ โดยในสายการผลิตของแต่ละโรงงานมีทั้งส่วนที่เหมือนและแตกต่าง ส่วนที่แตกต่างกันก็นำมาเปรียบเทียบกระบวนการกันได้ 

“เพราะฉะนั้น ในกิจกรรมนวัตกรรมประจำสัปดาห์ที่เราทำ เราจะได้เรียนรู้และแบ่งปันข้อมูล มีการพัฒนาต่อยอดไปเรื่อยๆ เหมือนที่ทุกวันนี้เขาพูดว่าขิงกันไปเรื่อยๆ ผมเลยการันตีได้ว่า หนึ่งเดือนที่ไม่ได้เข้ามาดูโรงงาน จะมีการเปลี่ยนแปลงแน่นอน” 

ในกรณีที่สร้างสรรค์นวัตกรรมที่ดีขึ้นมาได้ ก็จะแบ่งปันข้อมูลกับโรงงานในเครืออื่นๆ ในอีก 28 ประเทศทั่วโลก เพื่อที่บริษัทจะได้ไอเดียจากหลากหลายประเทศมาปรับปรุงกระบวนการ ในขณะที่โรงงานอื่นๆ ก็ได้ไอเดียจากบริษัทไทยซัมซุงเช่นเดียวกัน 

การเติบโตและดูแลคนรอบข้างของ Samsung แบรนด์ระดับโลกที่มีเป้าหมายอยากมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับทุกคน

6. ใครๆ ก็สร้างนวัตกรรมได้

ไม่ว่าจะเป็นพนักงานโรงงานหรือผู้บริหาร ทุกคนสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมขึ้นมาได้ทั้งสิ้น ซึ่ง Samsung เริ่มต้นปลูกฝังค่านิยมนี้ให้แก่พนักงานโดยการจัดกิจกรรมขึ้นมา 

“เมื่อก่อนเรามีกิจกรรมเสนอแนะ เพื่อรับข้อเสนอแนะจากพนักงานทุกระดับ โดยโปรโมตว่า หนึ่งข้อเสนอแนะฉันให้ยี่สิบบาท เช่น ถ้าคุณรู้สึกว่าคุณทำงานไม่ปลอดภัย คุณไปเขียนมา แล้วเสนอมาว่าถ้าจะทำงานให้ปลอดภัยมากขึ้น ต้องทำยังไง ปรับปรุงอะไร แล้วทีมต่างๆ ก็จะเข้าไปดูแลในส่วนที่เขารับผิดชอบ ก็เลยเกิดการสร้างนวัตกรรม มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ซึ่งทำให้เกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กร” 

สิ่งเหล่านี้ช่วยปลูกฝังให้พนักงานทุกส่วนกล้าเสนอ เพื่อปรับปรุงทุกสิ่งให้ดีขึ้น และสร้างนวัตกรรมใหม่อย่างไม่หยุดยั้ง 

จนในทุกวันนี้กิจกรรมนั้นไม่จำเป็นอีกต่อไป เพราะการสร้างนวัตกรรมได้ซึมซาบเข้าไปสู่สายเลือดของพนักงานเป็นที่เรียบร้อย 

การเติบโตและดูแลคนรอบข้างของ Samsung แบรนด์ระดับโลกที่มีเป้าหมายอยากมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับทุกคน

7. Samsung มีโอลิมปิกเป็นของตัวเอง

หากคุณกางรายการเทรนนิ่งของไทยซัมซุงทุกรายการออกมาบนกระดาษ คุณจะพบกับรายการมากกว่า 200 รายการ ยาวรวมกันกว่า 4 เมตร โดยมีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะให้กับบุคลากร และเมื่อพัฒนาทักษะเป็นที่เรียบร้อยแล้ว Samsung ก็มีการจัดงานโอลิมปิกวิชาการของบริษัทเองในทุกๆ ไตรมาส โดยแบ่งเป็น 2 สายคือ หนึ่ง สำหรับพนักงานระดับปฏิบัติงานในสายการผลิต มีการแข่งขันทักษะ เช่น การยิงสกรู และสอง สำหรับพนักงานซัพพอร์ต เช่นการแข่งขันลงโปรแกรม ซ่อมเครื่องจักร

“เรามีการแข่งขันในทุกๆ เดือน เพื่อหาคนเก่งในเดือนนั้น แล้วมาทำเป็นไตรมาสว่าใครเจ๋งที่สุด หลังจากนั้นเราก็ส่งไปแข่งโอลิมปิกเรื่องทักษะในต่างประเทศ เราเป็นเจ้าภาพบ้าง จีนเป็นเจ้าภาพบ้าง แล้วแต่ว่าปีไหนใครจะเป็นเจ้าภาพ แวะเวียนส่งน้องๆ ที่มีทักษะเพื่อไปเพิ่มความภาคภูมิใจของเขา และบุคคลเหล่านี้ก็จะกลายเป็นไอดอลในโรงงาน”

8. สำหรับ Samsung การดูแลพาร์ตเนอร์ก็คือส่วนหนึ่งของความสำเร็จ

สำหรับ Samsung พาร์ตเนอร์หรือคู่ค้านั้น เรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งซึ่งขาดไม่ได้ ที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จ เพราะถ้าหากขาดคู่ค้าไป บริษัทก็จะไม่สามารถผลิตสินค้าเพราะขาดวัตถุดิบ แต่สิ่งที่มากไปกว่านั้นคือ คู่ค้าไม่ใช่แค่คู่ค้า แต่เป็นส่วนหนึ่งของบริษัท 

พวกเขาดูแลพาร์ตเนอร์และพนักงานของพาร์ตเนอร์ด้วยมาตรฐานเดียวกันกับพนักงานของตัวเอง เริ่มตั้งแต่การแนะนำแนวปฏิบัติ จัดการอบรม สนับสนุนทรัพยากร ไปจนถึงวางระบบปฏิบัติให้ 

“เรื่องของจริยธรรมในการทำงานร่วมกับคู่ค้า เราต้องไปด้วยกัน ถ้าเรามีเทคโนโลยีสูงกว่าเยอะๆ แน่นอนว่าเขาตามเราไม่ทัน เพราะฉะนั้น สิ่งที่ต้องทำคือ ต้องไปพยายามทำยังไงก็ได้ให้เขาอยู่ในระดับเดียวกับเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคน เทคโนโลยี การผลิต ความปลอดภัย หรือสิ่งแวดล้อม สิ่งต่างๆ เหล่านี้ที่พูดไปไม่ได้แค่ว่าเราพูดเฉยๆ แต่เรามีขบวนการ วิธีการ กลุ่มคน แล้วก็ระบบในการจัดการเรื่องนี้ทั้งหมด”

9. ดูแลคนแบบครอบครัว แต่ทำงานแบบมืออาชีพ

ความปลอดภัยในการทำงาน คือจุดเริ่มต้นของการดูแลพนักงานแบบครอบครัว Samsung ในขณะที่ยังคงวิธีการทำงานแบบมืออาชีพเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 

การดูแลแบบครอบครัวนี้เริ่มตั้งแต่ปัจจัย 4 ของมนุษย์ เพื่อให้พนักงานโรงงานทุกคนได้กินอาหารที่ดีมีประโยชน์ บริษัทสนับสนุนข้าวเช้าในราคาเพียง 10 บาท และให้ข้าวกลางวันฟรี โดยมีทั้งเครื่องปรับอากาศและโทรทัศน์ในโรงอาหาร เพื่อสร้างความผ่อนคลายให้แก่พนักงาน มีการเอาใจใส่สภาพแวดล้อมในการทำงาน โดยการวัดค่าแสง การสั่นสะเทือน ฝุ่น เสียง ความร้อน และกลิ่น เพื่อป้องกันไม่ให้พนักงานเสียสุขภาพอยู่ตลอด รวมถึงพนักงานที่ตั้งครรภ์ ก็มีการเตรียมพื้นที่ให้นั่งทำงานได้ตลอดอายุครรภ์ โดยโต๊ะทำงานถูกออกแบบมาพิเศษเป็นดีไซน์โค้งหลบท้อง เพื่อสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงานและลูกน้อย

“ถ้าอยู่เป็นครอบครัว เราก็ต้องการให้เขามีความปลอดภัยทั้งสุขภาพร่างกายจิตใจ เข้ามาในรั้วบริษัท ในโรงงาน คุณมีความปลอดภัยสูงเฉกเช่นเดียวกับอยู่ในบ้านของคุณเอง และเราไม่แบ่งชั้นในเรื่องของความสนิท อย่างผมก็จะเรียกตัวเองว่าพี่อย่างนี้ตลอด และพนักงานก็จะไม่บอกว่า ไปพบรองประธานฯ เขาก็จะบอกว่าไปพบพี่กฤษณ์หน่อย แต่ว่าในเรื่องประสิทธิภาพทำงาน ไม่ใช่หยวนๆ กันไป ลักษณะครอบครัวที่เราว่าคือการดูแลสารทุกข์สุขดิบ เพื่อให้เขาทำงานออกมาได้ดีอย่างมืออาชีพ”

การเติบโตและดูแลคนรอบข้างของ Samsung แบรนด์ระดับโลกที่มีเป้าหมายอยากมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับทุกคน

10. คนของชุมชน คือคนของ Samsung 

บริษัทเชื่อว่าชุมชนและอุตสาหกรรมต้องดูแลซึ่งกันและกัน เพราะเมื่อคนในชุมชนเข้ามาทำงานกับบริษัทแล้ว การดูแลคนของบริษัทก็เหมือนดูแลคนในชุมชน 

“เราจะต้องทำให้สภาพแวดล้อมหรือสิ่งแวดล้อมในชุมชนดีขึ้นด้วย ถ้าสังคมข้างๆ ไม่แข็งแรง แล้วเราไม่ดูแลเขา ก็จะมีผลกระทบกับเรา เพราะ ณ ปัจจุบัน คนในชุมชนเขามาพึ่งพิงอยู่กับเรา เราก็พึ่งพิงเขาเหมือนกัน ถ้าเราไม่บอกชุมชนข้างๆ ให้ดี ไม่ให้ข้อมูลกับเขาว่าเราทำอะไรอยู่ เรามีสภาพแวดล้อมในโรงงานเป็นยังไง มีการจัดการระบบการทำงานยังไงที่จะไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อม และไม่กระทบกับสุขภาพของคนในชุมชน เราก็ไม่สามารถอยู่ได้ อันนี้เป็นเป็นแกนหลักเลย ว่าทำไมเราต้องช่วยดูแล หรือแม้กระทั่งพัฒนาชุมชน”

บริษัทมีการจัด Open House ปีละครั้งสำหรับคนในชุมชนใกล้เคียง ให้เข้ามาเห็นกระบวนการทำงานในโรงงานและการจัดการของเสีย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้แก่คนในชุมชน รวมทั้งยังมีการนำพนักงานของโรงงานไปให้ความรู้แก่ผู้คนในชุมชนอีกด้วย 

นอกจากนี้ ในวันครบรอบของบริษัทที่ผ่านมา บริษัทได้ส่งของและจดหมายขอบคุณ พร้อมลายเซ็นจากประธานบริษัทฯ ไปยังครอบครัวของพนักงานทุกคน เพื่อขอบคุณที่พวกเขามอบคนในครอบครัวให้มาเป็นส่วนหนึ่งของ Samsung อีกด้วย

11. การดูแลสิ่งแวดล้อมสำหรับ Samsung ต้องเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำและต้องดีขึ้นเสมอ

“สิ่งที่ทำให้สิ่งแวดล้อมเสีย ไม่ได้อยู่ในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง มันอยู่ในทุกๆ อย่างเลย ตั้งแต่ต้นน้ำ พูดง่ายๆ คือตั้งแต่วัตถุดิบ”

นี่คือสาเหตุที่ทำให้ไทยซัมซุงให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การดีไซน์และการเลือกใช้วัตถุดิบ 

“เรามองเห็นว่า สินค้าไม่ว่าจะเป็นทีวี โทรศัพท์มือถือ ตู้เย็น หรือสิ่งของในชีวิตประจำวันของผู้คน ส่งผลต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในอนาคตได้ หลังจากที่ผลิตภัณฑ์ของเราหมดอายุไปแล้ว เราคำนึงเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนนั้น ผลิตภัณฑ์ของเราจึงต้องไม่มีสารต้องห้ามที่เป็นอันตรายกับผู้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นสารปรอท สารตะกั่ว สารแมงกานีส หรือสารที่ก่อมะเร็ง เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ ค.ศ. 2004”

การเติบโตและดูแลคนรอบข้างของ Samsung แบรนด์ระดับโลกที่มีเป้าหมายอยากมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับทุกคน

แม้แต่ในขั้นตอนการผลิต ก็มีการลด ละ เลิก ในส่วนการใช้สารเคมีที่เป็นอันตราย รวมไปถึงการใช้พลังงาน หรือแม้แต่เสียง แสง ฝุ่น และความร้อนในโรงงาน

อย่างไรก็ตาม การผลิตย่อมต้องมีของเสียเกิดขึ้น และ Samsung ก็ตระหนักถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดี แม้ว่าจะอยู่ในเขตอุตสาหกรรมของเครือสหพัฒน์ ซึ่งมีโรงบำบัดน้ำเสียของส่วนกลางอยู่แล้ว แต่เพราะให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม บริษัทจึงตัดสินใจสร้างโรงบำบัดน้ำเสียของตนเองเพิ่มขึ้นอีกโรงหนึ่ง เพื่อบำบัดของเสียก่อนจะส่งไปบำบัดอีกรอบ จึงมั่นใจได้ว่าจะมีของเสียออกจากโรงงานน้อยที่สุด 

คำว่าหยุดพัฒนาไม่เคยมีอยู่ในพจนานุกรมของ Samsung บริษัทตั้งเป้าว่าภายใน ค.ศ. 2025 บรรจุภัณฑ์สมาร์ทโฟนจะไม่มีการใช้พลาสติกเลย และจะลดการจัดการกากของเสียด้วยวิธีฝังกลบให้เป็นศูนย์อีกด้วย

“ถ้าเราหยุด เราก็ไม่ใช่บริษัทแนวหน้าในการสร้างเทคโนโลยีใหม่ เราต้องก้าวต่อไป ทำยังไงที่จะพัฒนาตัวเองไปในทางที่เอาลูกค้าเป็นจุดศูนย์กลาง เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าให้มากที่สุด เราเปรียบตัวเองเหมือนร้านสะดวกซื้อ อยากได้อะไรก็แวะมา ถ้าเป็นเรา คุณอยากได้เทคโนโลยีอะไร พอท่านพูด เราก็คิด เราก็ทำ”

ภาพ :  Samsung Thailand

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load