อเมริกันสแตนดาร์ด (American Standard) ชื่อนี้ทำให้มั่นใจได้ถึงมาตรฐานของสุขภัณฑ์ในห้องน้ำ

146 ปีของการเป็นผู้นำวงการสุขภัณฑ์

52 ปีที่ดำเนินกิจการมาในไทย

ริเริ่มคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ต้นแบบในห้องน้ำและพัฒนานวัตกรรมจนถึงปัจจุบันเรื่อยมา

ยึดจุดแตกต่างที่สุขอนามัยเป็นหลัก ตั้งแต่ก่อนการเข้ามาของโรคระบาด

ผสานทั้งเทคโนโลยี ดีไซน์สวยงาม และความยั่งยืน เข้าด้วยกัน

เป็นแบรนด์สุขภัณฑ์แบรนด์แรกในไทยที่เริ่มทำโฆษณาทางทีวี

และเป็นสุขภัณฑ์แบรนด์แรกในสมัยนี้ที่ทำแคมเปญใน TikTok 

แบรนด์ที่ขายสินค้าสุขภัณฑ์ครบวงจร อย่างอ่างล้างหน้า ก๊อกน้ำ ฝักบัว โถสุขภัณฑ์ อ่างอาบน้ำ รวมทั้ง อุปกรณ์ประกอบภายในห้องน้ำ

แต่ก่อนจะทำความรู้จักอเมริกันสแตนดาร์ดลึกลงไปกว่านี้ ต้องรู้จักลิกซิล (LIXIL) เสียก่อน เพราะแบรนด์นี้อยู่ภายใต้ลิกซิล โดยลิกซิลเป็นผู้บุกเบิกผลิตภัณฑ์เพื่อที่อยู่อาศัยและสุขภัณฑ์ที่ช่วยแก้ปัญหาความท้าทายที่ผู้ใช้งานต้องประสบในชีวิตประจำวัน และยังมุ่งเน้นที่จะเนรมิตบ้านที่ดีกว่าเดิมให้แก่ทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลกเพื่อให้ผู้คนได้ใช้ชีวิตที่ดี

และผู้ที่จะมาเล่าเรื่องอเมริกันสแตนดาร์ดให้เราฟังกันวันนี้คือ ออดรีย์ โหย่ว ลีดเดอร์ บริษัท ลิกซิล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีการใช้น้ำเอเชียแปซิฟิก (LWT APAC) นั่นเอง

สำนักงานใหญ่ของลิกซิลตั้งอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ลิกซิลเกิดจากการควบรวมกันของ 5 บริษัท ขายสินค้าสู่ 150 ประเทศ 5 ภูมิภาค ทั้งญี่ปุ่น เอเชียแปซิฟิก จีน อเมริกา และยุโรป โดยเอเชียแปซิฟิกเป็นภูมิภาคที่ถือว่ามีความหลากหลายทางพื้นที่และวัฒนธรรมมากที่สุด

ในประเทศไทยมีโรงงานลิกซิลอยู่ 5 แห่ง รองรับการผลิตสำหรับกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีเกี่ยวกับบ้านและกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีการใช้น้ำ เพื่อการจัดจำหน่ายทั้งตลาดในประเทศและส่งออกไปทั่วโลก

เมื่อพูดถึงสุขภัณฑ์ บางคนอาจฟังแล้วรู้สึกว่าเข้าใจยาก แต่หากบอกว่าสินค้าของลิกซิลแก้ปัญหาการใช้ชีวิตของผู้คนด้วยเทคโนโลยีการใช้น้ำ ด้วยหลักการออกแบบที่มุ่งสร้างสินค้าและไลฟ์สไตล์ที่สร้างมาตรฐานใหม่ภายในบ้าน คอลัมน์ Big Brand ในวันนี้อาจทำให้คุณสนใจเรื่องราวของแบรนด์สุขภัณฑ์เพิ่มมากขึ้นได้

12 เรื่องของ American Standard แบรนด์สุขภัณฑ์ 146 ปีที่บุกเบิกนวัตกรรมและทำแคมเปญ TikTok

1. ชื่อดั้งเดิมของอเมริกันสแตนดาร์ด คือ สแตนดาร์ด แมนูแฟคเจอริ่ง

140 กว่าปีที่แล้ว ในยุคที่สาธารณสุขเริ่มทวีความสำคัญ ผู้คนให้ความสนใจห้องน้ำแบบถูกสุขอนามัยในที่อยู่อาศัยมากขึ้น

ใน ค.ศ. 1875 บริษัท สแตนดาร์ด แมนูแฟคเจอริ่ง ก่อตั้งขึ้นโดย เจมส์ อาร์นอต (James Arnott) และ ฟรานซิส เจ ทอร์รันซ์ (Francis J. Torrance) โดยเริ่มจากการผลิตโถสุขภัณฑ์ อ่างล้างหน้า และอ่างอาบน้ำจากเหล็กหล่อ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น สแตนดาร์ด แซนิทอรี่ และควบรวมกับบริษัท อเมริกัน เรดิเอเตอร์ กลายเป็น ธุรกิจครบวงจรในนาม อเมริกัน สแตนดาร์ด

2. คิดค้นสุขภัณฑ์ต้นแบบที่ใช้กันทั่วโลก

ย้อนกลับไปเมื่อ 100 กว่าปีก่อน บริษัทค้นพบว่าอ่างอาบน้ำแบบเหล็กหล่อมีจุดอ่อนคือ ทำความสะอาดยากและแลดูไม่สวยงาม จึงแก้ปัญหาด้วยการฉาบเคลือบผิวแก้วแบบละเอียดลงบนเหล็กหล่อร้อน จึงเป็นจุดเริ่มต้นของอ่างอาบน้ำผิวขาว เรียบเนียน ทำความสะอาดง่าย แถมทนทานต่อการกัดกร่อนจากน้ำ การจับตัวของแบคทีเรีย ที่พัฒนาต่อยอดมาเรื่อยๆ จนถึงสมัยนี้ 

ก๊อกน้ำแบบดึงและกด อ่างอาบน้ำแบบมีกันลื่น วาล์วเซรามิกในก๊อกน้ำที่ใช้กันทุกวันนี้ เหล่านี้ได้ต้นแบบมาจากการคิดค้นของสแตนดาร์ด แมนูแฟคเจอริ่ง ในยุค 80 โดยเฉพาะวาล์วเซรามิกที่ช่วยแก้ปัญหาก๊อกน้ำรั่วซึม กลายเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ก้าวหน้าที่สุดในสมัยนั้น

การคิดค้นและพัฒนาสุขภัณฑ์และอุปกรณ์ต่างๆ ในห้องน้ำ แจ้งเกิดให้อเมริกันสแตนดาร์ดกลายเป็นผู้บุกเบิกด้านนวัตกรรมสุขภัณฑ์จนถึงทุกวันนี้ 

3. Classic TV AD ที่ทำให้อเมริกันสแตนดาร์ดครองใจคนรุ่นเก่า

หากถามคนไทยรุ่นก่อนว่าจดจำอเมริกันสแตนดาร์ดได้อย่างไร คงหนีไม่พ้นโฆษณาทีวีที่ทำให้จดจำได้ว่า มาตรฐานของสุขภัณฑ์ที่ดีต้องอเมริกันสแตนดาร์ด  

อเมริกันสแตนดาร์ดเป็นแบรนด์แรกที่เริ่มสร้างแบรนด์ด้วยการทำโฆษณาทีวีจนประสบความสำเร็จ หากย้อนกลับไปดูโฆษณาเหล่านั้นในสมัยนี้ จะพบความคลาสสิกพร้อม Tagline คมกริบโดยเอเจนซี่โฆษณาชั้นนำในยุค 80

โฆษณาตัวแรกในช่วงปลายยุค พ.ศ. 2520 พูดถึงความทนทานและคุณภาพของสุขภัณฑ์ในห้องน้ำ ต่อมายังออกโฆษณาต่อเนื่องอีกหลายตัว โดยสื่อสารเรื่องการดีไซน์ที่สวยงามมากขึ้นด้วย Tagline ที่จำติดหู ผ่านฉากรักคลาสสิกในโฆษณา ทั้งฉากกำลังอินเลิฟพาแฟนมาบ้านและอกหัก

“ถ้าเป็น American Standard ห้องที่สวยที่สุดในบ้านคุณอาจไม่ใช่ห้องรับแขกก็ได้”

“10 ปีแห่งความทรงจำล้างหมดจดด้วยน้ำเพียง 6 ลิตร” 

ไม่ใช่แค่โฆษณาประโยชน์การใช้งาน แต่พูดถึงดีไซน์ความงามของสุขภัณฑ์ในห้องน้ำ สร้างความน่าเชื่อถือให้ลูกค้าเชื่อใจในมาตรฐานของอเมริกันสแตนดาร์ด

4. สแตนดาร์ดของอเมริกันสแตนดาร์ดที่ปรับมาตรฐานให้สูงขึ้นเสมอ

โดยทั่วไป มาตรฐาน (น.) คือ สิ่งที่ถือเอาเป็นเกณฑ์รับรอง สำหรับอเมริกันสแตนดาร์ด นิยามของมาตรฐานนั้นไม่หยุดนิ่ง ต้องปรับปรุงระดับมาตรฐานให้ดีขึ้นอยู่เสมอ 

Always Set & Reset Standard

พันธกิจที่ใหญ่กว่าการขายสินค้าคือ การแก้ปัญหาให้ลูกค้าด้วยการคิดว่า สินค้าสุขภัณฑ์จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตในแต่ละวันของผู้คนได้อย่างไร และแบรนด์จะส่งมอบประสบการณ์การใช้ห้องน้ำที่ดีที่สุดได้อย่างไร 

วิธีคิดแบบนี้ทำให้คิดค้นนวัตกรรมและสินค้าใหม่ที่แตกต่างและตอบโจทย์ได้อย่างต่อเนื่อง จากยุคแรกที่สินค้าสุขภัณฑ์เน้นแค่ฟังก์ชันการใช้งาน ก็เพิ่มมาจนมี 4 ด้าน ทั้งดีไซน์สวย ประสิทธิภาพเหนือกว่า ทนทาน และตอบทุกความต้องการ

แม้จะมีประเภทสินค้าและราคาหลากหลาย แต่คุณภาพความทนทานนั้นเหมือนกัน ต่างแค่ประสิทธิภาพของเทคโนโลยีที่ใช้

12 เรื่องของ American Standard แบรนด์สุขภัณฑ์ 146 ปีที่บุกเบิกนวัตกรรมและทำแคมเปญ TikTok

5. แบรนด์ที่เชื่อว่าสุขอนามัยเป็นหัวใจของแบรนด์สุขภัณฑ์ 

ปัญหาของคนใช้ห้องน้ำคือ ผู้คนมักรู้สึกว่าการรีโนเวทห้องน้ำเป็น Messy Job ที่เลอะเทอะและยุ่งยากกว่าห้องอื่นในบ้าน การดูแลรักษาความสะอาดต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมง

สำหรับอเมริกันสแตนดาร์ด สุขอนามัยจึงเป็นหัวใจของสุขภัณฑ์ที่ช่วยแก้ปัญหาตรงนี้

เมื่อพูดถึงสุขอนามัยประกอบด้วย 2 ส่วน

หนึ่ง การบำรุงรักษา (Maintenance) หาวิธีที่ทำให้เสียเวลาทำความสะอาดห้องน้ำน้อยลง

สอง สุขภาพ (Health) ลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค

จาก 10 กว่าปีที่แล้ว อเมริกันสแตนดาร์ดเริ่มแนะนำ Family Health Technology ในสุขภัณฑ์ และเทคโนโลยี Super Low-Lead ในก๊อกน้ำ และพัฒนาต่อยอดจนมาเป็นเทคโนโลยี HygieneClean System ในปัจจุบันที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อยกระดับสุขอนามัยจากปัญหาสองข้อดังกล่าว 

เทคโนโลยี HygieneClean System เป็นเหมือนเครื่องทุ่นแรงที่ทำงานให้แบรนด์อเมริกันสแตนดาร์ด ทั้งระบบฟลัช Double Vortex ที่ชำระล้างได้สะอาดดั่งพายุหมุนด้วยการกดฟลัชเพียงครั้งเดียว มาพร้อมโถ Rimless แบบไร้ขอบ รูปแบบของสุขภัณฑ์ยุคใหม่ที่ลดการสะสมของคราบ ให้ทำความสะอาดได้ง่ายขึ้นแบบไม่เหนื่อย   

สารเคลือบอย่าง Aqua Ceramic ก็ทำให้คราบสกปรกและคราบน้ำหลุดออกไปได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีล้างห้องน้ำหรือออกแรงขัดถูอีกต่อไป  

ส่วนนวัตกรรมเซรามิกเคลือบ Comfort Clean™ ช่วยป้องกันและยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะ   อีโคไลจากสิ่งปฏิกูล ที่เป็นพาหะโรคท้องร่วงได้

ทั้งหมดเป็นเทคโนโลยีที่ออกแบบมาโดยยึดจากปัญหาของผู้ใช้เป็นหลัก (Human-Centric)  เพื่อให้สุขภัณฑ์คงความสะอาดได้อย่างยาวนาน

12 เรื่องของ American Standard แบรนด์สุขภัณฑ์ 146 ปีที่บุกเบิกนวัตกรรมและทำแคมเปญ TikTok

6. Bathroom For Good คิดถึงโลกในทุกครั้งที่กดฟลัช

เพราะสินค้าเป็น Water Solution เทคโนโลยีการใช้น้ำ แบรนด์จึงคำนึงถึงการรักษาน้ำให้โลกด้วย
ทุกครั้งที่กดฟลัช เปิดก๊อก ขอให้รู้ว่าสุขภัณฑ์ในห้องน้ำโดยอเมริกันสแตนดาร์ดกำลังช่วยประหยัดน้ำของคุณเพื่อให้โลกเราน่าอยู่

Double Vortex เป็นเทคโนโลยีระบบฟลัชที่พยายามลดการใช้น้ำลงแต่ยังคงประสิทธิภาพการชำระล้างไว้ กำหนดตำแหน่งของน้ำให้ออกมาแค่ 2 จุด ทำให้ในสุขภัณฑ์บางรุ่นใช้น้ำเพียง 2.6/4 ลิตร เรียกได้ว่า Minimum Water, Maximum Performance

นอกจากนี้ยังมีก๊อกน้ำบางรุ่นที่มี Click Technology สามารถปรับปริมาณน้ำได้ 2 ระดับตามจังหวะการเปิด ลดการสิ้นเปลืองน้ำจากการเปิดก๊อกให้สุดเพียงเพราะความเคยชิน

มาตรฐานของอเมริกันสแตนดาร์ดจึงไม่ใช่แค่ยกระดับคุณภาพสินค้าเท่านั้น แต่เป็นการยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนไปพร้อมๆ กัน

12 เรื่องของ American Standard แบรนด์สุขภัณฑ์ 146 ปีที่บุกเบิกนวัตกรรมและทำแคมเปญ TikTok

7. เส้น-สายอัตลักษณ์งานดีไซน์ของอเมริกันสแตนดาร์ด 

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ผู้คนใช้เวลาอยู่บ้านมากขึ้น ทำให้ใช้เวลาในห้องน้ำนานขึ้นตามไปด้วย ห้องน้ำไม่ได้เป็นเพียงที่ทำธุระอีกต่อไป แต่มีความสำคัญมากขึ้นเทียบเท่ากับห้องนั่งเล่น เป็นที่ส่วนตัวสำหรับผ่อนคลาย  สุขภัณฑ์เปรียบเป็นศิลปะที่สร้างสุนทรียภาพในห้องน้ำ

อเมริกันสแตนดาร์ดเชื่อว่าทุกฟังก์ชันควรมาพร้อมรูปแบบที่ออกแบบมาอย่างดี ผลิตภัณฑ์จึงถูกนำเสนอในสไตล์ที่ให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัว เข้าถึงได้ และน่าพึงพอใจ เป็นสไตล์ที่เข้ากับชีวิตของทุกคนอย่างสมบูรณ์แบบ

การออกแบบสุขภัณฑ์ของอเมริกันสแตนดาร์ดจึงมีอัตลักษณ์แห่งการดีไซน์ (Signature Element) แฝงอยู่ในผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นที่ทำให้จดจำรูปลักษณ์ที่สะท้อนความเป็นอเมริกันสแตนดาร์ดได้

Pillow รูปทรงโค้งมนที่ให้ความรู้สึกอ่อนโยนและเชื้อเชิญให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ หรือการสัมผัส

Line เส้นตรงที่ยืดหยุ่น ใช้ลงรายละเอียดผลิตภัณฑ์ ช่วยเน้นฟังก์ชั่นการใช้งานและช่วยเสริมรูปลักษณ์อันซับซ้อนในงานดีไซน์

Frame กรอบที่สื่อถึงการบุกเบิกนวัตกรรมล้ำสมัย

ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นล้วนมีเส้นสายที่เป็นเอกลักษณ์เหล่านี้ หลายตัวได้รับรางวัลด้านการออกแบบสินค้าระดับสากลอย่าง Good Design Award,  Red Dot Design Award หรือ iF Product Design Award เป็นต้น

12 เรื่องของ American Standard แบรนด์สุขภัณฑ์ 146 ปีที่บุกเบิกนวัตกรรมและทำแคมเปญ TikTok
12 เรื่องของ American Standard แบรนด์สุขภัณฑ์ 146 ปีที่บุกเบิกนวัตกรรมและทำแคมเปญ TikTok

8. สุขภัณฑ์รุ่นยอดนิยมโดยดีไซเนอร์ชาวไทย

กล่าวได้ว่าสุขภัณฑ์ของอเมริกันสแตนดาร์ดผสานทั้งศาสตร์เทคโนโลยีและศิลป์แห่งการออกแบบโดยคำนึงถึงความสวยงาม ตอบโจทย์ทั้งฟังก์ชันและสุนทรียภาพ เหมือนที่รุ่นยอดนิยมอย่าง Acacia Evolution ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น Best of Design and Technology

โดยสุขภัณฑ์ Acacia รุ่นแรกได้ถือกำเนิดขึ้นใน ค.ศ. 2004 หรือเมื่อ 17 ปี ที่ผ่านมา โดยทางด้านดีไซน์ รุ่นนี้ออกแบบโดย ขุมทอง เจนสุวรรณ์ ดีไซเนอร์ชาวไทย โดยคำนึงถึงรสนิยม ไลฟ์สไตล์ของคนไทย ผสานกับความโมเดิร์น มีรูปทรงและเส้นสายที่เรียบง่าย เหมาะกับการตั้งในห้องน้ำสไตล์โมเดิร์นของคนยุคใหม่ ด้านเทคโนโลยี นับว่าเป็นคอลเลกชันเปิดตัวเทคโนโลยี HygieneClean System รุ่นแรกเลยทีเดียว

Acacia Evolution นับว่าเป็นรุ่นยอดนิยมที่ขายดีทั้งในเมืองไทยและทั่วเอเชีย ปัจจุบัน คอลเลกชันนี้ได้มีการปรับรูปโฉมใหม่ให้ทันสมัยมากขึ้น ในนามว่า Acacia SupaSleek

จากงานดีไซน์ยุคเริ่มต้นจนถึงเมื่อเร็วๆ นี้ที่คุณขุมทองเป็นผู้นำการออกแบบ จนกระทั่งมาถึงงานดีไซน์ในยุคปัจจุบันที่กุมบังเหียนโดย อองตวน เบสเซเร เดส ฮอท (Antoine Besseyre Des Horts) Leader LIXIL Global Design, Asia และทีมนักออกแบบนานาชาติที่ระดมสมองกันเพื่อหาแนวทางการสร้างสรรค์ผลงานในรูปแบบที่สดใหม่และน่าสนใจ พวกเขาทำงานร่วมกันภายใต้ปรัชญาการออกแบบของแบรนด์ ซึ่งประกอบด้วยจิตวิญญาณที่เปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจ ระเบียบวิธีคิดแบบสากล การให้คุณค่าการออกแบบอย่างจริงจัง ด้วยการสื่อความหมายออกมาเป็นอัตลักษณ์ของการออกแบบที่นักออกแบบทุกคนในทีมรับรู้ร่วมกัน

และด้วยวัตถุประสงค์ของแบรนด์ ‘การยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ของผู้คน ด้วยการส่งเสริมคุณภาพชีวิตทั้งด้านสุนทรียศาสตร์ และผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน” ทีมนักออกแบบจึงได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ไม่เพียงมอบความสวยงามเชิงสุนทรียศาสตร์ แต่ยังคำนึงถึงฟังก์ชันของผลิตภัณฑ์ที่ผู้ใช้งานจะได้รับเป็นสิ่งสำคัญ เห็นได้ชัดจากคอลเลกชันห้องน้ำยอดนิยม ได้แก่ Acacia SupaSleek, Kastello และ Signature

9. ความล้มเหลวคือหัวใจของการสร้างนวัตกรรม 

กว่าจะคิดค้นเทคโนโลยีและดีไซน์จนก้าวมาเป็นผู้นำในวงการสุขภัณฑ์มาตลอดกว่าศตวรรษแบบนี้ได้ เคล็ดลับที่ทำให้อเมริกันสแตนดาร์ดก้าวทันกระแสโลกคือ Experiment and Learn ทดลองและเรียนรู้อยู่เสมอ

สำหรับการออกแบบสินค้าโดยคำนึงถึงผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง (Human-Centric) ความล้มเหลวคือหัวใจของการสร้างนวัตกรรม หากยึดมั่นในอ่างอาบน้ำเหล็กหล่อตั้งแต่วันแรกที่หล่อสำเร็จว่าพอแล้ว คงไม่มีอ่างอาบน้ำรุ่นถัดมาที่ใช้กันในทุกวันนี้ 

ทุกวัน เป้าหมายของอเมริกันสแตนดาร์ดคือ หาวิธียกระดับคุณภาพชีวิตทั้งในและพื้นที่รอบๆ ห้องน้ำและห้องครัว บางครั้งก็ด้วยวิธีที่ชัดเจน บางครั้งก็ด้วยวิธีที่แยบยลขึ้น รวมทั้งตรวจสอบและพร้อมรับความท้าทายทุกอย่าง ไม่ว่าวันนี้ผลิตภัณฑ์จะดีแค่ไหน ทางแบรนด์รู้ว่าพรุ่งนี้จะทำได้ดีกว่าเสมอ

ไม่ใช่แค่ ‘มาตรฐานของแบรนด์’ แต่เป็น ‘มาตรฐาน’ สำหรับการใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดี มีความรับผิดชอบ และอย่างมีสุนทรียภาพในทุกที่ เป็นมาตรฐานที่อเมริกันสแตนดาร์ดกำหนดและปรับปรุงมาตั้งแต่ ค.ศ. 1875 เป็นมาตรฐานที่สะท้อนให้เห็นในผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นที่ทำ แสดงให้เห็นความปรารถนาสูงสุดและความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะส่งต่อคุณค่าสู่พนักงาน คู่ค้า ผู้เกี่ยวข้องในแวดวงสุขภัณฑ์และลูกค้าทั่วโลก

10. แค่โบกไม่ต้องกด การปรับตัวของสุขภัณฑ์ในยุคไร้สัมผัส

ช่วงก่อนโรคระบาด COVID-19 เวลาเห็น Smart Toilet อย่างโถสุขภัณฑ์อัจฉริยะ ฝารองนั่งอัตโนมัติ ก๊อกน้ำอัตโนมัติที่มีเซ็นเซอร์ในตัว ความรู้สึก คือ ‘เท่จัง’ ทำให้สะดวกสบายขึ้น แต่จุดประสงค์ที่แท้จริงของเทคโนโลยีนี้ไม่ได้แค่ทำให้ชีวิตสมาร์ตเท่านั้น สิ่งสำคัญคือ สุขอนามัย  

Contactless Smart Hygiene สร้าง New Norm ของการสั่งงานชักโครกด้วย Sensor Flush เพียงโบกมือ ไม่ต้องกด (Wave & Go) ก็ช่วยป้องกันการสัมผัสกับเชื้อโรคได้  

อเมริกันสแตนดาร์ดพัฒนาเทคโนโลยีนี้มานานแล้วตั้งแต่ก่อนช่วงโรคระบาด เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การเป็นผู้นำนวัตกรรมต้องคิดล่วงหน้า เตรียมพัฒนามาก่อนแล้ว เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมก็พร้อมนำมาใช้ทันที

12 เรื่องของ American Standard แบรนด์สุขภัณฑ์ 146 ปีที่บุกเบิกนวัตกรรมและทำแคมเปญ TikTok

11. การตลาด Cross-generational Marketing ที่เชื่อในพลังชักจูงของคนบ้านเดียวกัน

ด้วยภาพลักษณ์ของแบรนด์เก่าแก่ มีอายุยาวนาน มีแฟนคลับเป็นคนรุ่น 30+ ผู้คุ้นชินกับสินค้ารุ่นเก่า แต่อเมริกันสแตนดาร์ดต้องแนะนำนวัตกรรมสินค้ารุ่นใหม่ที่ยกระดับสุขอนามัยให้ผู้คนรู้จักอยู่เสมอ

ความท้าทายของแบรนด์คือ จะทำยังไงให้ลูกค้าเจเนอเรชันใหม่รู้จักแบรนด์ รวมถึงให้คนที่คุ้นเคยกับการใช้โถสุขภัณฑ์แบบใช้มือกดฟลัชหันมาลองใช้เซ็นเซอร์ฟลัชแบบโบกมือ

ทางออกคือ การลดช่องว่างระหว่างคนต่างเจเนอเรชั่น

ในบ้านหลังเดียวกันที่มีทั้งรุ่น Baby Boomer อย่างปู่ย่าตายาย พ่อแม่รุ่น Gen X พี่น้องวัยทำงานอย่าง Gen Y Gen Z ถือเป็นกลุ่มที่เป็น Trendsetter และ Early Adopter มากที่สุด เปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ นำเทรนด์และทันสมัย ทั้งยังมีสถิติการใช้โซเชียลมีเดียและช้อปปิ้งออนไลน์สูง พร้อมแนะนำและบอกต่อเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดให้สมาชิกในบ้าน

แบรนด์จึงตั้งใจปรับภาพลักษณ์ให้เด็กขึ้น ตั้งกลุ่มเป้าหมายไปที่ Gen Z โดยคาดว่าคนกลุ่มนี้มีอิทธิพลต่อความคิดและการตัดสินใจในครอบครัว อีกทั้งจะเติบโตเป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่ในอนาคต แม้ไม่ได้อยู่ในวัยที่สนใจเลือกซื้อสุขภัณฑ์ตอนนี้ก็ตาม

และนี่คือที่มาของการตลาดต่างวัยที่เรียกว่า Cross-Generational Marketing

12. Dance Challenge ใน TikTok ครั้งแรกของแบรนด์สุขภัณฑ์

เมื่อกลุ่มเป้าหมายคือ Gen Z ก็ต้องไปอยู่ในที่ที่กลุ่มวัยรุ่นอยู่ นั่นคือแอปพลิเคชัน TikTok นั่นเอง ซึ่งขึ้นชื่อว่า TikTok กิจกรรมสุดฮิตในแอปฯ ก็คือ การเต้น 

อเมริกันสแตนดาร์ดนำท่าโบกมือกับ Sensor Flush มาอยู่ใน Dance Challenge เพลง ‘สะอาดแน่ แค่ Wave & Go’ เพื่อสื่อสารว่า แค่โบกก็ช่วยลดเชื้อโรคได้ ไม่จำเป็นต้องกดฟลัชแบบเดิมๆ

ถือเป็นสุขภัณฑ์แบรนด์แรกในไทยที่ให้ความรู้ด้วยวิธีสนุกสนานอย่าง Edutainment ใช้ดนตรีมาประกอบการให้ความรู้ด้านเทคโนโลยีและสุขอนามัย ทำให้เกิดการพูดถึง Sensor Flush ในโลกออนไลน์โดยเหล่าผู้ร่วมแคมเปญและออนไลน์อินฟลูเอนเซอร์ ผ่านแฮชแท็ก #สะอาดแน่แค่WaveandGo

แน่นอนว่าที่แบรนด์กล้าบุกเบิกทำการตลาดที่แปลกใหม่ ไม่เคยมีใครทำมาก่อน เพราะนี่ก็คือส่วนหนึ่งของวิถีลิกซิล ที่เชื่อในการทดลองทำและเรียนรู้ในสิ่งใหม่ ๆ นั่นเอง

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

21 พฤศจิกายน 2565
878

อากาศเปลี่ยนนิดหน่อยผิวก็เริ่มลอกแห้ง ล้างหน้ากับน้ำที่ไม่คุ้นผื่นคันก็ถามหา หลายคนอาจไม่เชื่อว่าอาการผิวแค่นี้ก็กระทบชีวิตคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้จริง ๆ แถมไม่ได้กระทบเพียงเปลือกนอกอย่างร่างกาย แต่ทำลายความรู้สึกถึงภายใน

ใครไม่เชื่อ แต่ ‘Cetaphil’ เชื่อ เชื่อตั้งแต่ 75 ปีที่แล้วที่ผลิตภัณฑ์แรกอย่าง Cetaphil Gentle Skin Cleanser ถือกำเนิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้คนสมัยนั้น ทั้งยังเชื่อเสมอว่า ต้องคิดค้นผลิตภัณฑ์เพื่อให้คนผิวบอบ บางแพ้ง่าย ใช้ชีวิตตามปกติได้เช่นคนอื่น ๆ 

ไม่แปลกใจหากนี่จะเป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศแนะนำ แถมยังวางจำหน่ายกว่า 70 ประเทศทั่วโลกอีกด้วย แต่ตัวชี้วัดเหล่านี้ไม่ได้ทำให้แบรนด์หยุดพัฒนา ยังคงมุ่งมั่นเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังอยู่เสมอ 

เพราะแบบนี้เอง ในโอกาสครบรอบ 75 ปี บริษัทจึงปรับโฉมตัวเองครั้งใหญ่ ไม่ได้ปรับเพียงแค่สูตรผลิตภัณฑ์ตามเทรนด์ผิวและเป็นมิตรกับผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย เท่านั้น แต่ยังเป็นมิตรต่อโลก ทั้งในระดับใหญ่อย่างแพ็กเกจจิ้ง ไปจนถึงระดับอณูอย่างวัตถุดิบและกระบวนการผลิต

วันนี้เราได้มีโอกาสพบกับ หนุ่ม-ธวัชชัย บุญทวีกิจ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท กัลเดอร์มา (ประเทศไทย) จำกัด และ ตุ่ม-ทัศนีย์ บุญไกรลาส ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ เพื่อพาเราไปย้อนรอยแบรนด์เวชสำอางถึงอดีต เดินทางกลับมายังปัจจุบัน และพูดถึงเรื่องราวในอนาคตที่คาดหวัง

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

1. Cetaphil เกิดขึ้นพร้อมกับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรก

ถ้ามองจากรูปลักษณ์ภายนอก ทุกคนคิดว่า Cetaphil อายุเท่าคนรุ่นไหน 

เราขอเฉลยตรงนี้ว่า แม้จะมีภาพลักษณ์ทันสมัย แต่ความจริงแล้วแบรนด์นี้มีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่ปี 1947 หรือเมื่อ 75 ปีมาแล้ว 

เรื่องของเรื่องคือในสมัยนั้นยังไม่มีผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย เภสัชกรชาวอเมริกันในรัฐเท็กซัสคนหนึ่งเลยคิดค้นผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ช่วยให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ และกลับมาใช้ชีวิตแฮปปี้ได้แบบเดิม

ถ้าเทียบกับเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ของโลก Cetaphil ก็เกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟในการโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรกเลยทีเดียว!

2. ก่อนปรับปรุงสูตรครบรอบ 75 ปี ผลิตภัณฑ์ตัวแรกยังคงสูตรเดิมมาตลอด 

สำหรับคนผิวแพ้ง่าย หลายคนอาจคิดว่ายิ่งต้องลงทุนกับเซรั่มหรือครีมเพื่อคงความชุ่มชื้นแบบเต็มแม็กซ์ แต่ Cetaphil ที่เริ่มต้นบริษัทด้วยผลิตภัณฑ์ล้างทำความสะอาดผิวหน้า และยังคงยืนหนึ่งเรื่องนี้เสมอมา บอกว่าเราอาจต้องกลับไปทำความเข้าใจการดูแลผิวใหม่ตั้งแต่ต้น

“สิ่งแรกที่เราควรให้ความสำคัญ คือการทำความสะอาดผิวหน้าให้คงความชุ่มชื้นอยู่เสมอ แล้วถึงจะไปเติมความชุ่มชื้นในสเต็ปถัดไป ไม่ใช่ว่าล้างหน้าเสร็จปุ๊บ ผิวก็เอี๊ยดปั๊บ ซึ่งอาจจะดีในคนบางกลุ่ม แต่สำหรับคนที่ผิวบอบบางมาก ๆ นี่คือการทำให้วงจรผิวยิ่งแย่ลง” ตุ่มอธิบาย

แม้ในปี 1947 ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าตัวแรกอย่าง ‘Cetaphil Cleasing Lotion’ หรือที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ ‘Cetaphil Gentle Skin Cleanser’ จะเปิดตัวได้ไม่นาน แต่ก็ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว เพราะปลอบประโลมผิวและฟื้นฟูผิวบอบบาง แพ้ง่าย ให้แข็งแรงขึ้นได้จริง เป็นผลิตภัณฑ์ที่หายากในท้องตลาดสมัยนั้น 

ความน่าสนใจและแสดงให้เห็นว่าสูตรตั้งต้นนั้นเจ๋งและแจ๋ว คือก่อนจะปรับปรุงวัตถุดิบตั้งต้นในรอบ 75 ปี Cetaphil Gentle Skin Cleanser ยังคงใช้สูตรดั้งเดิมที่คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย คนแรกของโลกได้ทดลองใช้ และสูตรที่ว่าก็ยังเป็นหนึ่งในสูตรที่ขายดีตลอดกาลอีกด้วย

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

3. ถ้าไม่มีวิทยาศาสตร์ ไม่ถือเป็น Cetaphil

แม้จะตั้งต้นจากเภสัชกรที่ห่วงใยคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ก็จริง แต่แกนหลักอีกแกนที่ทำให้แบรนด์อยู่ยั้งยืนยงจนปัจจุบันได้ขนาดนี้ คือการคิดค้น วิจัย และการอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ 

ถ้าใครสงสัยว่า Cetaphil เป็นแบรนด์สายวิทย์แค่ไหน? ตุ่มเล่าให้ฟังว่าตลอดระยะเวลาการวิจัยที่ผ่านมาของ Cetaphil ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังจะต้องศึกษาวิจัยมากกว่า 550 ครั้งกับอาสาสมัครมากกว่า 32,000 ราย อีกทั้งในแต่ละผลิตภัณฑ์ยังต้องเน้นการวิจัยเพื่อช่วยเรื่องผิวบอบบาง คนแพ้ง่ายใช้ได้จริง คงความชุ่มชื้น และไม่ทำลายโครงสร้างผิว

นอกจากนั้น วัตถุดิบที่คัดสรรก็ต้องมีใบรับรองและผ่านการทดสอบมาแล้วว่าไม่เป็นภัยกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย และแม้บางครั้งการใส่วัตถุดิบที่สุ่มเสี่ยงอาจทำให้เกิดผลลัพธ์กับลูกค้าแบบทันตาเห็น แต่แบรนด์ก็เลือกที่จะไม่ทำ

“เราไม่ได้ใส่ใจเรื่องการอ้างอิงงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์แค่เฉพาะในขั้นตอนการผลิต แต่กับการสื่อสารแบรนด์ออกไปยังตลาด เราก็ใส่ใจเรื่องวิทยาศาสตร์เหมือนกัน เช่น ถ้าเราจะพูดว่าผลิตภัณฑ์ของเราคงความชุ่มชื้นกี่เปอร์เซ็นต์ เราจะต้องอ้างอิงงานวิจัยเสมอ เพื่อให้ข้อมูลที่ออกไปถูกต้องและไม่เกินความจริงจนเกินไป” ตุ่มยืนยันถึงความเป็นวิทยาศาสตร์ที่ฝังรากลึกในทุกอณูของ Cetaphil

4. โจทย์หลักในการผลิตสินค้า คือการเป็นทางออกให้ผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย

เมื่อนึกถึง Cetaphil หลายคนคงนึกถึงผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เราเล่าไปแล้ว แต่รู้หรือเปล่าว่าที่จริงแล้วยังมีสินค้าอีกมากที่คิดค้นขึ้นเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกคน ทุกวัย ทุกสภาพผิว ไม่ว่าจะสินค้าสำหรับทารกแรกเกิด ไปจนกระทั่งสินค้าสำหรับกู้ผิวแพ้ง่าย ผิวหมองคล้ำ จุดด่างดำ สิว และผู้ที่เป็นผื่นแพ้ผิวหนัง แห้งคันอีกด้วย

แม้มีสินค้าหลากหลาย แต่แก่นแกนที่แท้จริงยังอยู่ นั่นคือการผลิตสินค้าเพื่อให้คนที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ 

“ลูกค้าจำนวนมากมีผิวบอบบาง แพ้ง่าย แต่ก็อยากได้ผิวกระจ่างใสด้วย พอสินค้าในตลาดส่วนใหญ่โฟกัสแค่เรื่องความกระจ่างใสอย่างเดียว ลูกค้ากลุ่มนี้ใช้ก็แพ้ทันที ต่างจาก Cetaphil ที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือคนที่มีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เวลาจะผลิตสินค้าชิ้นใหม่ เราจึงต้องเอาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เป็นที่ตั้ง แล้วค่อยโยงออกไปว่าลูกค้าต้องการให้ช่วยแก้ไขปัญหาผิวอะไรอีกบ้าง” หนุ่มอาสาตอบ ก่อนที่ตุ่มจะเสริมถึงแก่นสำคัญ 

“อีกหัวใจสำคัญคือ ลูกค้าต้องใช้สินค้าของเราได้ในระยะยาว โดยไม่ก่อให้เกิดสารตกค้างหรืออันตรายกับผิว เราจะไม่ทำสินค้าที่ทาแล้วขาวเดี๋ยวนี้ แต่เราจะทำสินค้าที่ทำให้ผิวค่อย ๆ กระจ่างใสขึ้น และค่อย ๆ ดีขึ้นในองค์รวม ไม่อย่างนั้นเราคงไม่สามารถอยู่กับคนแพ้ง่ายมาได้นานถึง 75 ปี” 

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

5. เพราะเทรนด์ผิวที่เปลี่ยนไป ถึงเวลาปรับ 3 ส่วนผสมใหม่ให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้กว่าเดิม

ถ้าเทียบกับคน อายุอานาม 75 ปีก็เป็นรุ่นยายรุ่นทวดได้แล้ว แต่แบรนด์สัญชาติอเมริกันนี้ก็ไม่ได้หยุดพัฒนาตัวเองแม้แต่น้อย Cetaphil ยังคงเป็นวัยรุ่นที่พัฒนาตัวเองและตามเทรนด์ตลอดเวลา หลังจากผลิตภัณฑ์แรกเดินทางด้วยสูตรดั้งเดิมมานาน ฉลองครบรอบ 75 ปีครั้งนี้ จึงหยิบจับเอาเทรนด์ผิวในปัจจุบันมาปรับปรุงสูตรให้ทันสมัยกว่าเดิม 

“เรามั่นใจว่าสูตรที่ผ่านมาของเราดี แต่สภาพแวดล้อมในปัจจุบันมันเปลี่ยนไป มลภาวะทางอากาศซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผิวแพ้ง่ายก็มีมากขึ้น ที่เห็นได้ชัด ๆ คือ ถ้าวันไหนค่าฝุ่น PM 2.5 สูง แค่จับหน้าก็รู้แล้วว่าหน้าเราไม่ปกติ” ตุ่มเกริ่นถึงสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง

เพราะแบบนี้เอง หลังจากเก็บข้อมูลได้ว่าคนในปัจจุบันมีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย มากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ Cetaphil จึงสรุปออกมาเป็น 5 สัญญาณผิวแพ้ง่ายที่ให้ชาวเราหมั่นสังเกต ไม่ว่าจะผิวแห้งกร้าน ผิวระคายเคืองง่าย ผิวไม่เรียบเนียน ผิวแน่นตึง และเกราะป้องกันผิวอ่อนแอ จากนั้นจึงนำสัญญาณผิวเหล่านี้ไปคิดค้นและพัฒนา จนได้สูตรปรับปรุงใหม่ของ 4 ผลิตภัณฑ์ขายดีตลอดกาล ทั้ง Cetaphil Gentle Skin Cleanser, Cetaphil Oily Skin Cleanser, Cetaphil Moisturising Lotion และ Cetaphil Moisturising Cream 

สูตรปรับปรุงใหม่ที่ว่าเน้นการปรับปรุงต้นทางของวัตถุดิบและการคัดสรร Skin Power Solution หรือ 3 วัตถุดิบสำคัญให้ดียิ่งขึ้น นั่นคือวิตามินบี 3 (Niacinamide) โปรวิตามินบี 5 (Panthenol) และกลีเซอรีน (Glycerin) ซึ่งช่วยคงความชุ่มชื้น ปลอบประโลมผิว ช่วยให้ผิวกลับมาแข็งแรง และทำให้ผิวมีสุขภาพดี 

“หลายคนอาจบอกว่าวัตถุดิบเหล่านี้ก็มีมานานแล้วนี่ แต่มันไม่ใช่แบบนั้น การคิดค้นสูตรไม่ได้ผลลัพธ์แบบ 1 + 1 เท่ากับ 2 แต่ต้องดูว่าสารตัวไหนมารวมกับสารตัวไหนแล้วจะทำหน้าที่ได้ดีกว่า เช่น ตัว Oily Skin Cleanser ต้องมีสารลดความมันมากกว่าตัวอื่น แต่นักวิจัยจะทำยังไงให้ลดความมันได้แต่ต้องไม่ระคายเคืองผิวด้วย” ตุ่มอธิบาย

6. 75 ปีทั้งที Cetaphil ยังปรับแพ็กเกจจิ้งใหม่ให้ใส่ใจโลกมากกว่าเดิม

เพราะเชื่อว่าสภาพผิวของผู้คนสะท้อนสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ได้ Cetaphil จึงมีอีกขาสำคัญอย่าง Clear Skies ที่พยายามใส่ใจโลกมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือการปรับเปลี่ยนแพ็กเกจจิ้งใหม่เป็น Smart Packaging ที่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนลุคธรรมดา ๆ แต่เป็นการเปลี่ยนเพื่อโลก 

อย่างที่หลายคนรู้ว่าวัสดุบางชิ้นรีไซเคิลไม่ได้ เพราะวัสดุนั้น ๆ ประกอบขึ้นจากวัสดุหลายประเภท แบรนด์จึงหันมาเลือกใช้หีบห่อและวัสดุปิดที่ทำจากวัสดุประเภทเดียวกัน ทั้งยังแยกชิ้นส่วนได้ เพื่อส่งเสริมการแยกขยะ และเพื่อให้วัสดุเหล่านี้ส่งไปรีไซเคิลที่โรงงานรีไซเคิลทั่วไปได้ ไม่ต้องปวดหัว ความน่ารักอีกข้อคือ บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากกระดาษก็ผลิตขึ้นจากวัสดุหมุนเวียน ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติด้วยนะ 

7. ไม่ได้ใส่ใจแค่แพ็กเกจจิ้ง แต่เป็นมิตรกับโลกระดับอณู

ในโปรเจกต์ Clear Skies ที่ทำ แบรนด์ยังมองลงไปถึงระดับอณูว่า นักวิจัยในมือจะทำยังไงให้วัตถุดิบทั้งหลายเป็นมิตรกับโลกด้วย พร้อมหันมาเลือกใช้วัตถุดิบที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติมากขึ้น ไร้พาราเบน ซัลเฟต และส่วนผสมจากสัตว์มากวนใจ 

ความปังคือในฟากการผลิต ธุรกิจยังลดการใช้น้ำได้ถึง 33 เปอร์เซ็นต์ต่อการผลิตสินค้า 1 ตัน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานเฉลี่ยทั้งปีได้มากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ เพราะใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน 95 เปอร์เซ็นต์ และลดการสร้างขยะฝังกลบจนเหลือศูนย์ 

“เราคือบริษัทที่มีเป้าหมายช่วยให้คนมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้นก็จริง แต่สมัยนี้ก็มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะช่วยให้สภาวะโลกร้อนดีขึ้น ในเมื่อทำได้ ก็ต้องมาดูว่าจะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับผลิตภัณฑ์ของเรายังไง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของเราไปด้วยกันกับโลก” หนุ่มอธิบายถึงปณิธานของ Cetaphil และบริษัท Galderma

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

8. เป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดสอบผลิตภัณฑ์กับสัตว์

เห็นข้อนี้แล้วอดตื่นเต้นไม่ได้ 

นอกจากจะเป็นมิตรกับโลก Cetaphil ยังเป็นมิตรกับเพื่อนร่วมโลกอย่างเจ้าสัตว์ทดลอง เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าหลายปีมานี้ ประเด็นการทดลองสารพัดของอุปโภคบริโภคกับสัตว์กำลังเป็นที่ถกเถียง ถึงขนาดที่แบรนด์ใหญ่ ๆ หลายแบรนด์ต้องหันมาปรับเปลี่ยนตัวเองกันยกใหญ่ แต่ Cetaphil ถือเป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดลองผลิตภัณฑ์กับสัตว์ ก่อนที่หลายประเทศจะออกกฎหมายข้อนี้อีกนะ ยกเว้นก็แต่ในบางประเทศที่มีกฎหมายกำชับว่า ยังไงก็ตาม สินค้าที่นำมาขายต้องทดลองกับสัตว์ด้วย แต่ก็ต้องอ้างอิงตามกฎหมายของแต่ละประเทศกันไป เพื่อให้ถูกต้องตามกฎของแต่ละที่

9. การตลาดแบบไม่ได้อยู่แค่วันนี้

“บอกตามตรงว่า ตลาดบ้านเราเป็นตลาดที่ไม่ง่าย” ตุ่มเกริ่น 

ที่ว่าไม่ง่าย ตุ่มขยายความว่า โดยธรรมชาติของคนเอเชียนั้นรักสวยรักงามมากกว่าคนทวีปอื่น ๆ นอกจากนั้น ตลาดเมืองไทยยังวิ่งเร็ว มีตัวเลือกให้ลูกค้าหลากหลายแบบ ทั้งในเชิงวัตถุดิบและราคา ที่สำคัญ คนไทยถือเป็นลูกค้าที่มีองค์ความรู้เยอะและทำการบ้านก่อนซื้อของเสมอ แต่ถึงจะยากยังไง ตุ่มก็ยืนยันว่า พวกเขาจะไม่ยอมทำการตลาดแบบหวือหวา

“เราพยายามทำการตลาดแบบยั่งยืน และพยายามทำการตลาดที่ไม่ได้อยู่แค่วันนี้ เพราะเราอยากเป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าได้ ราคาสมเหตุสมผล และลูกค้าไม่ต้องคิดเยอะ”

ตุ่มยกตัวอย่างให้ฟังว่า ในการโฆษณาของ Cetaphil จะไม่มีคำว่าขาวอย่างรวดเร็วสักครั้งเดียว เพราะพวกเขาเชื่อในความกระจ่างใสของสีผิว ผิวสุขภาพดีตามธรรมชาติ และความเร็วระดับกลางที่ปลอดภัยกับผิวมากกว่า

10. มากกว่ายอดขาย คือผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้กลับมาใช้ชีวิต 

ปัจจุบัน Cetaphil เป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศทั่วโลกแนะนำ วางจำหน่ายใน 70 ประเทศทั่วโลก ทั้งยังเป็นแบรนด์ที่ทำงานร่วมกับหมอทั้งในโรงพยาบาลและคลินิกมายาวนาน เรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จหนึ่งของแบรนด์ที่น่าภาคภูมิใจ

แต่ยอดขายไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียวที่แบรนด์อยากได้ มากกว่าเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่บริษัท เสียงตอบรับจากลูกค้าต่างหากที่ทำให้มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีกว่าเดิม

“ผมเคยเจอคนที่ผิวแพ้แบบรุนแรงมาก เขาดูไม่มีความมั่นใจเลย และเขาก็มองโลกด้วยความสิ้นหวัง เวลาจะพูด จะเดิน หรือจะทำอะไร มันดูหดหู่ไปหมด แต่เมื่อเขาได้ใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา มุมมองที่เขามีต่อโลกก็สดใสขึ้น เห็นมั้ยว่าไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ทางกายอย่างเดียวนะ แต่มันคือผลลัพธ์ทางใจด้วย

“ในฐานะของแบรนด์ที่มุ่งเน้นเรื่องสุขภาพผิว เรารู้สึกดีว่ามากกว่ารายได้คือเราทำให้เขากลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งก็ตรงกับเป้าหมายหลักของทั้งบริษัท Galderma และ Cetaphil ว่าไม่ว่ายังไง เราขอเป็นหนึ่งในคนที่ช่วยให้ผู้บริโภคมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้น” หนุ่มเล่าประสบการณ์ที่เขาเจอกับตัวเอง

“เหมือนกับสโลแกนใหม่ของเราว่า We do skin, you do skin ที่เราตั้งใจอยากบอกผู้ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ว่าคุณไม่ต้องกลัวนะ ถ้าเป็นเรื่องผิว เราจะช่วยให้คุณกลับไปใช้ชีวิตที่คุณต้องการให้ได้” ตุ่มทิ้งท้ายความตั้งใจ

เพราะผิวแพ้ง่ายบอบบางมีอยู่จริง สนทนากับ Cetaphil ประเทศไทย ถึง 75 ปีที่ผ่านมาและการเปลี่ยนแปลงนับจากนี้ต่อไป

Writer

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load