เราจ้องไปที่หน้าจอโทรศัพท์ ภาพของเด็กหญิงวัย 7 ขวบคนหนึ่งปรากฏขึ้น เธอนั่งอยู่หน้ากล้อง พร้อมแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงหวานใสและกังวานในรายการ ‘The Trainer ปั้นฝันสนั่นเวที ปี 5’ 

ต่อหน้าคณะกรรมการดีกรีนักร้อง-นักแสดงแห่งวงการบันเทิงไทย แววตาของเด็กน้อยผู้มาตามหาความฝันหลายคนปะปนไปด้วยความประหม่า แต่ไม่ใช่สำหรับ อ๊ะอาย-กรณิศ เล้าสุบินประเสริฐ ที่เข้าประกวด The Trainer เป็นเวทีแรก วันนั้นเธอโชว์พลังเสียงไปทั้งหมด 3 เพลง ทั้งยังเปลี่ยนชุดบนเวทีและออกท่าเต้นอย่างไม่เขินอาย จนได้ใจกรรมการและคนในห้องอัดไปครอง 

สำหรับใครหลายคน นั่นคือการเปิดตัวเข้าวงการที่น่าจดจำของอ๊ะอาย แต่เด็กสาวคนนี้ยังไม่หยุดความฝันไว้เพียงเท่านั้น ชื่อของเธอถูกพูดถึงมากขึ้นจากรายการ ‘We Kid Thailand เด็กร้องก้องโลก’ หลังขับร้องเพลง ความในใจ ของ สุเทพ วงศ์กำแหง ด้วยเสียงหวานละมุนตามสไตล์ของตัวเองในวัย 11 ปี ก่อนที่ปลาย พ.ศ. 2563 เธอจะทำตามความฝันขั้นแรกได้สำเร็จ โดยการเป็น 1 ใน 7 ไอดอลวงเกิร์ลกรุ๊ป ‘4EVE’ ในฐานะน้องเล็กสุดของวง

หลังจากหวนรำลึกถึงประวัติของอ๊ะอายไปพอประมาณ คนที่เรานึกถึงก็ก้าวผ่านประตูหมุนสีชมพูของร้าน The Cassette Coffee Bar เข้ามาด้วยท่าทางสดใส

เราชวนอ๊ะอายพูดคุยถึงตัวตนที่น้อยคนจะรู้ พร้อมแบ่งปันแรงบันดาลใจ และวิธีแบ่งเวลาชีวิตระหว่างการเรียน ร้อง เล่น เต้น นอน ฝัน รวมถึงภารกิจอีกล้านแปดที่ไอดอลวัย 16 ปีคนนี้ทำอยู่ทุกวันตลอดเวลาเกือบ 10 ปีในวงการ โดยชีวิตไม่พังและยังบาลานซ์อยู่

เรียน ร้อง เล่น ฝัน ชีวิตที่ทำมาทุกอย่างของ 'อ๊ะอาย กรณิศ' ไอดอลน้องเล็กวง 4EVE
เรียน ร้อง เล่น ฝัน ชีวิตที่ทำมาทุกอย่างของ 'อ๊ะอาย กรณิศ' ไอดอลน้องเล็กวง 4EVE

01
Aheye is on duty

ได้ยินว่าตารางงานของคุณแน่นมาก เดือนล่าสุดต้องทำงานกี่วัน และทำงานอะไรบ้าง

โห! ช่วงนี้มีเตรียมงานของวง 4EVE เตรียมเพลงใหม่ แล้วก็งานละคร ตอนนี้หนูมีกองละครอยู่ 4 กอง ถ้าเปิดตารางงานมาดูก็จะเจอชื่อเรียงกันเลยเป็น อ๊ะอาย อ๊ะอาย อ๊ะอาย ยาวไป 7 วัน (หัวเราะ) แต่กองเขาก็ไม่ได้เอาเวลาของเราไปทุกวันหรอกค่ะ เขาล็อกไว้ก่อน เราอาจจะไม่ได้พักทั้งวัน แต่ก็มีช่วงเวลาว่างระหว่างงาน แค่ได้เล่นโทรศัพท์ก็เหมือนได้พักแล้ว ส่วนวันนี้ไม่มีงานค่ะ หนูไปนวดมา เพราะเพิ่งเรียนพายเรือไปใช้ถ่ายละคร ตอนนี้ถ่ายละครเยอะที่สุด

คุณอยู่ในวงการบันเทิงมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ เป็นทั้งนักร้อง นักแสดง เคยเดินแบบ และพากย์เสียง ทำไมถึงทำงานมากมายและหลากหลายขนาดนี้

เราไม่รู้เลยจริง ๆ ค่ะ พอมีโอกาสเข้ามาเราก็ทำ อย่างเดินแบบ คุณแม่เป็นคนพาไป เพราะวันนั้นว่างพอดี เลยลองพาไปสมัครดู แต่เราก็สนุก แอบติดใจอยู่นะ เพราะอยู่ดี ๆ ก็ได้ไปเดินเฉิดฉายให้คนอื่นมอง

จากงานทั้งหมดที่ทำมา คุณชอบงานไหนมากที่สุด

ยากเลยค่ะ อันดับหนึ่งคงจะเป็นเกิร์ลกรุ๊ปก่อน สองคือนักแสดงละครเวที สามคือนักแสดงทั่วไป การแสดงทั้งสองอย่างมันคนละแนวกัน ถึงทักษะที่ใช้จะคล้ายกันบ้าง อย่างเรื่องการโปรเจกต์เสียง แต่ถ้าเป็นละครเวที เราได้ทำทั้งร้องและแสดงไปพร้อมกัน 

มีละครเวทีเรื่องไหนที่คุณอยากจะลองเล่นสักครั้งไหม

รักจับใจ เดอะโรแมนติกมิวสิคัล ที่ พี่บี้ (สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว) เล่นคู่กับ พี่หนูนา (หนึ่งธิดา โสภณ) เราเป็นแฟนคลับพี่หนูนา ก็เลยอยากลองเล่นเรื่องเดียวกับเขาค่ะ ชอบมานานแล้วตั้งแต่เพลง แค่หลับตา บ้านเราฟังเพลงวนอยู่แค่ 2 คน ไม่พี่หนูนาก็พี่บี้

เรียน ร้อง เล่น ฝัน ชีวิตที่ทำมาทุกอย่างของ 'อ๊ะอาย กรณิศ' ไอดอลน้องเล็กวง 4EVE

พูดถึงการทำงานในวงการตลอดเวลาเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา อะไรทำให้คุณมีงานเข้ามาไม่ขาด ศิลปินหลายคนยังไม่มีงานเข้าต่อเนื่องขนาดนี้

คงเป็นเพราะผู้ใหญ่ให้โอกาส พอเราไปงานหนึ่งก็ได้ทำความรู้จักกับผู้ใหญ่ เขามีคอนเนกชันส่งเราไปต่อเรื่อย ๆ ก็เลยได้วนเวียนอยู่ในวงการตลอดมา

จำได้ว่าครั้งแรกคือตอนไปประกวดรายการ The Voice kids Thailand แล้วคุณแม่ก็พาไปประกวดเดินแบบ เจ้าของห้องเสื้อเขาเลยชวนไปออดิชันละครเวที สี่แผ่นดิน ต่อ ซึ่งลูกของเขาเล่นเมื่อปีที่แล้ว พอเขาเห็นว่าเราเองก็ร้องเพลงได้จึงแนะนำ แต่อย่าง 4EVE ตอนนั้นคือเราสนใจเรื่องการเต้นและชอบไอดอลเกาหลีเลยลองไปสมัครดู เพราะเห็นว่าเป็นช่อง Workpoint ซึ่งเราเคยร่วมงานกับเขามาแล้วในรายการ We Kid Thailand 

หลังจากได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวง 4EVE ความเป็นน้องเล็กของทีมมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง

ดีตรงที่พี่ ๆ คอยดูแลตลอดเวลา เขาจะเอ็นดูเราว่าเป็นน้องเล็กตลอดกาลและตลอดไป บางทีซื้อของกินมารวม ๆ กัน ก็จะชวนเรามากเป็นพิเศษ กินอีกสิ กินอีกไหม แต่ข้อเสียคือ มีข้อจำกัดบางอย่างที่พี่ ๆ ทำได้แล้ว แต่เรายังทำไม่ได้ เช่น เข้าไปรายการครั้งแรก พี่ที่มีประสบการณ์ เขาจะมีเวลาในการซ้อมเต้นมาก่อนหน้านี้ แต่เราเพิ่งเข้ามา เรายังเด็ก ก็ต้องพัฒนาการเต้นให้เท่ากับพี่เขาให้ได้ ซึ่งสกิลล์ที่ยากที่สุดสำหรับเราคือการเต้น ไม่ถนัดเลย วงเรามีกัน 7 คน ยังถือเป็นจำนวนที่น้อยอยู่ พอต้องยืนเต้นรวมกัน มันจะต้องสามัคคีกันให้ได้ ต้องกลมกลืน

ตอนซ้อมรวมก็ยาก กลัวว่าจะเข้ากับพี่ ๆ ไม่ได้ แต่พอสุดท้ายได้ซ้อมด้วยกันเรื่อย ๆ ตอนนี้หนึ่งปีครึ่งแล้วก็ไม่รู้สึกว่ามีอะไรต้องกังวล พวกเราเชื่อมโยงกันด้วยกระแสจิตค่ะ (หัวเราะ) มันมีจริง ๆ ที่บางทีเราก็ทำท่าเหมือนกันโดยไม่ได้นัดหมาย

ฟังดูสนุกมาก แต่ถ้าตอนนั้นคุณไม่ได้สมัครรายการ 4EVE คุณจะกำลังทำอะไรอยู่

คงจะไล่ออดิชันตามค่ายเพลง เพราะช่วงนั้นเราอินกับเกาหลีมาก ตอนนี้อินกับวง NCT และ ENHYPEN แต่วงแรกที่ทำให้เราอยากเป็นศิลปินเกิร์ลกรุ๊ปคือ BLACKPINK ตอนแรกค่าย YG เคยติดต่อให้มาลองร่วมงานออดิชันที่จัดขึ้นในประเทศไทยดู เพราะช่วงนั้นมีโควิด-19 แล้ว ตอนที่เขาติดต่อมา เราไม่ได้รู้จัก K-POP เลย แต่เรารู้สึกตื่นเต้นและเห็นความแปลกใหม่เลยลองไปศึกษาดู กลายเป็นชื่นชอบ BLACKPINK ก่อนวงแรก

เวลาในวงการของคุณผ่านไปเกือบ 10 ปีแล้ว อะไรคือความสุขที่สุดที่คุณได้รับ

การเห็นคนดูมีความสุข ล่าสุดคือขึ้นเวทีไปแล้วเห็นคนมารอเราเยอะมาก ยกตัวอย่าง วันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมาเป็นงานเปิดตัววง ATLAS พวกเราขึ้นไปโชว์เป็นแขกรับเชิญ มีคนมาเชียร์และตะโกน 4EVE กันใหญ่ ด้วยความที่เราเปิดตัวมาในช่วงโควิด-19 เราจึงได้เจอคนดูไม่บ่อย แต่รอบนั้นคนดูเยอะมากจนเราตกใจ รู้สึกภูมิใจมาก

แล้วอะไรคือสิ่งที่คุณไม่ชอบที่สุดในชีวิตการทำงาน

เราไม่ชอบตอนที่ต้องเลือกงานใดงานหนึ่ง สมมติว่าเป็นงานที่ติดกัน มันรู้สึกเหมือนเราต้องทิ้งโอกาสใดโอกาสหนึ่งไป สำหรับเราโอกาสเป็นสิ่งสำคัญจึงอยากคว้าไว้ แต่ช่วงนี้เกิดขึ้นบ่อยเลยค่ะ (หัวเราะ) จริง ๆ มีหลายงานที่เลือกลำบาก ตั้งแต่ก่อนที่เข้ามาเป็น 4EVE มีค่ายเพลงติดต่อมาพร้อมกัน นั่นคือการเลือกครั้งใหญ่ แต่ก็ทำให้เราได้มายืนตรงนี้

คุณเจอคนในวงการบันเทิงมามากมาย มีใครที่คุณแอบ ‘ดูเทคนิค จดจำ และนำไปใช้’ บ้างไหม

คนแรกคือพี่หนูนาอีกแล้ว พี่เขาน่ารักมาก ร้องเพลงดี เล่นละครเวทีและแสดงได้ด้วย เป็นคนแรกที่เราจดจำและนำไปใช้ ยกตัวอย่าง ตอนเล่นละครเวที พี่หนูนาจะมีความนิ่ง แต่สื่อสารออกมาได้ด้วยสายตาและการมอง ตอนนั้นเลยได้รู้ว่า การสื่อสารแบบนิ่ง ๆ ก็กินใจคนดูได้เหมือนกัน

นอกจากนี้ก็มี จีซอง วง NCT ด้วยความที่เราเป็น NCTzen เลยตามไปดูประวัติเขาตั้งแต่เด็ก ๆ ก็ยิ่งชอบเข้าไปอีก เพราะเขาทำงานตั้งแต่ยังเด็กเหมือนกับเรา เขาเคยพูดในไลฟ์ประมาณว่า เขาเองก็ไม่ได้มีเพื่อนในโรงเรียนเยอะนัก ส่วนมากจะเป็นเพื่อนในวงการ เรารู้สึกว่า เหมือนเราเลย! เราไม่ค่อยได้ไปโรงเรียนเหมือนกัน เขาเก่งนะที่ประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้ บางวันที่เราท้อ พอคิดว่าเขาทำได้ เราก็ต้องทำได้เหมือนกัน

เรียน ร้อง เล่น ฝัน ชีวิตที่ทำมาทุกอย่างของ 'อ๊ะอาย กรณิศ' ไอดอลน้องเล็กวง 4EVE

02
Possible life balance

เห็นคุณมีงานเยอะขนาดนี้ หลายคนอยากจะรู้ว่าคุณบาลานซ์ชีวิตการเรียนและการทำงานอย่างไร

ตอนนี้เรียนออนไลน์เลยยังโชคดีค่ะ เพราะถ้าเรียนออนไซต์อาจจะต้องลาเลย แต่ถ้าเป็นออนไลน์ เราพกไอแพดไปออกกองได้ อย่างช่วงก่อนที่จะมีโควิด-19 เราเรียนในโรงเรียนโดยที่ต้องจัดตารางงานให้อยู่วันเสาร์-อาทิตย์ หรือช่วงเย็นเป็นต้นไปให้เรียนจบวันก่อน

เราพยายามทำให้การเรียนกับการทำงานไปด้วยกันให้ได้ ก็เหนื่อยอยู่นะคะ แต่มันเป็นสิ่งที่เราอยากทำเลยต้องทำให้ได้ ถึงอย่างนั้นเราก็ไม่เคยโดดงานไปเรียน และไม่เคยโดดเรียนไปทำงานเหมือนกันค่ะ เพราะก่อนจะโดดคือลามาแล้วเรียบร้อย (หัวเราะ)

คุณเอาเวลาช่วงไหนทำการบ้าน ไหนจะอ่านหนังสือสอบอีก

ถ้าเป็นช่วงที่เล่นละครเวที เราก็เอาหนังสือยัดใส่กระเป๋าไปนั่งอ่านระหว่างรอเข้าซีนเลย ใช้เวลาให้คุ้ม ระหว่างบทกับหนังสือที่อ่าน เราก็พยายามจะไม่สับสนกับมัน ถือว่าเวิร์กนะคะ จำได้อยู่ ถึงผลการเรียนที่ออกมาจะไม่ได้สูงเลิศเลอเหมือนคนอื่น แต่มันอยู่ในจุดที่พอใจและเรียนต่อได้

มีวิชาที่ชอบเป็นพิเศษไหม

จริง ๆ ชอบวิชาภาษาไทย ชอบแต่งกลอน แต่พอขึ้นมัธยมปลายมาก็รู้สึกว่ายากแล้ว เลยเปลี่ยนไปชอบดนตรีแทน มันยากด้วยตัววรรณคดีที่เพิ่มขึ้นมา ชื่อจำยากจนรู้สึกว่าอะไรกันคะเนี่ย แต่ถึงจะชอบก็ไม่ได้อยากเป็นครูภาษาไทยนะคะ คิดว่าไม่น่ารอด

สนทนาค้นหาตัวตนกับ ‘อ๊ะอาย กรณิศ’ และชีวิตที่เก็บไว้ทั้งการงาน-การเรียน เพราะมีหลายอย่างที่อยากทำ

อะไรคือสิ่งที่คุณชอบทำเพื่อพักผ่อนยามว่าง

เราชอบฟังเพลง จะหาเพลงใหม่ฟังตลอด ไปถามคนอื่นด้วยว่ามีเพลงอะไรแนะนำไหม แล้วก็เปิดฟังไปเรื่อย ๆ สบาย ๆ

นอกจากบาลานซ์ชีวิตการเรียนและการทำงาน คุณบาลานซ์ชีวิตวัยรุ่นทั้งเรื่องเพื่อนและเรื่องเที่ยวอย่างไร

ถ้าเรื่องเพื่อน เราไม่ค่อยกังวลเท่าไหร่ อยู่ในวงการก็มีเพื่อนได้ แถมคิดว่าวงการทำให้เรามีเพื่อนเพิ่มขึ้นด้วย มีคนอยากเข้าหาเรามากขึ้น แต่ที่สนิทที่สุดก็คือ 4EVE เพราะเราใช้เวลาอยู่ด้วยกันตลอด ไปเที่ยว ทำงาน ถ่ายรายการ ซ้อมเต้น อยู่กับพี่ ๆ 4EVE มากกว่าคนในบ้านอีก เจอทุกวัน แต่ก็มีที่ตรงกันข้ามบ้างที่คนไม่กล้าเข้าหาเรา ส่วนเวลาไปโรงเรียนเพื่อนก็ไม่ได้กรี๊ดกร๊าดเราแบบจริงจัง จะออกแนวแซวมากกว่าว่า 4EVE มาโรงเรียนด้วย 

สำหรับเรา การได้อยู่กับเพื่อนมันดีมาก และน่าจะเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้เรานอนดึกที่สุด เพราะเราจะได้ไปเที่ยวด้วยกัน ใช้เวลาอยู่ด้วยกันให้มากที่สุด

ส่วนเรื่องเที่ยว เราก็อาศัยเที่ยวตามกองเอาค่ะ สมมติกองไปถ่ายที่ภูเก็ต เราก็ไปเที่ยวภูเก็ตพร้อมทำงานไปด้วย หรือเวลาไปเที่ยวคาเฟ่เหมือนวัยรุ่นทั่วไปเราก็มีนะคะ แต่ว่าค่อนข้างน้อยเลย พี่ ๆ ในวงก็บอกว่าเดี๋ยวจะเลี้ยงข้าวนะ แต่เราเองต้องไปหาเวลาว่างก่อน เราก็บอกได้ค่ะพี่

ถ้าต้องนัดเพื่อนมาเที่ยว คุณชอบนัดเจอเพื่อนที่ไหน

สยามนี่แหละค่ะ เพราะเป็นที่ที่ใครหลายคนมา ไม่ได้กลัวว่าแฟนคลับหรือใครจะเจอเราเดินอยู่ ถ้าเขาอยากเข้ามาทักก็ทักได้เลย ยินดีมาก ๆ ที่เข้ามาทักทายกัน

ถ้าเป็นต่างจังหวัด ตอนนี้อยากจะไปเที่ยวที่ไหนที่สุด

ชลบุรีค่ะ หนูชอบไปทะเลมากกว่าภูเขา ตอนนี้อยากไปสัมผัสหาดทราย

ตอนนี้คุณอาจจะยังไม่มีเวลาไปพักผ่อนบนหาดทราย รู้สึกเครียดกับชีวิตที่ตารางงานจัดเต็มตลอดบ้างไหม

ไม่เครียดเลยค่ะ เราอยู่กับมันได้

สนทนาค้นหาตัวตนกับ ‘อ๊ะอาย กรณิศ’ และชีวิตที่เก็บไว้ทั้งการงาน-การเรียน เพราะมีหลายอย่างที่อยากทำ
สนทนาค้นหาตัวตนกับ ‘อ๊ะอาย กรณิศ’ และชีวิตที่เก็บไว้ทั้งการงาน-การเรียน เพราะมีหลายอย่างที่อยากทำ

03
Insight Aheye

ถ้าพูดถึงตัวตนของคุณ อะไรคือความแตกต่างระหว่างคุณตัวจริง กับคุณที่เห็นเวลาสัมภาษณ์ในสื่อ

ถ้ากำลังให้สัมภาษณ์แล้วอยู่กับวง แฟนคลับหลายคนจะบอกว่าเราค่อนข้างคีพลุค ดูนิ่งเวลาออกหน้ากล้อง พูดน้อย เรียบร้อย พูดไม่ทันพี่ ๆ แต่พอมาอยู่ในไลฟ์คนเดียว เราจะคุยได้คล่องเลย ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ตัวจริงพูดคนเดียวเก่งนะ คิดว่าน่าจะเป็นความต่าง

การมีชื่อเสียงน่าจะทำให้คนรู้จักและอยากเข้ามาจีบคุณเยอะ เล่าเรื่องการจีบที่แปลกที่สุดให้ฟังหน่อย

คิดว่าเข้ามาจีบไม่มีนะคะ ส่วนมากเขาจะเข้ามาเป็นเพื่อน ถ้าจะแปลกคือ อยู่ดี ๆ มาเล่นบทเบียว ๆ แบบหมาป่าเดียวดายกับลูกแกะน้อยกับเรา สรุปเราก็งง เขาก็งง (หัวเราะ) แต่จริง ๆ แค่มาทักทายก็ประทับใจแล้วค่ะ

คุณน่าจะมีแฟนคลับที่ติดตามมาตั้งแต่เพิ่งเข้าวงการ มีความประทับใจอะไรเป็นพิเศษกับพวกเขาบ้างไหม

มีค่ะ มีคนทำกล่องดนตรีใส่เพลงให้ พอเปิดกล่องมาก็เจอรูปเรา ส่วนอีกคนให้สมุดเล่มเล็กที่ด้านในมีภาพโพราลอยด์ท้องฟ้าของทุก ๆ วันตลอด 1 เดือน ของทั้งหมดที่แฟนคลับให้หนูเก็บไว้ในห้องนอนเลยทุกชิ้น ถ้าเป็นกระดาษที่เขียนมาให้เรา เราก็จะมีแฟ้มเก็บเอาไว้ นี่คือจดหมายจากทุกคน

แฟนคลับหลายคนติดตามมาจาก We Kid ลากยาวมาเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบัน บางคนก็เพิ่งรู้จักจากวง 4EVE อายุเยอะที่สุดก็ประมาณ 60 ได้ค่ะ คุณยายมากับหลาน หลานบอกว่าคุณยายชอบเรามากเลย หลังจบรายการ We Kid เรากับเพื่อน ๆ ไปทำคอนเสิร์ตการกุศลกัน และก็ได้เจอคุณยายครั้งแรกที่นั่น 

เวลาคุณเสิร์ช Google เกี่ยวกับตัวเอง คุณเจออะไรบ้าง

เราก็จะพิมพ์ไปเลยว่า อ๊ะอาย กรณิศ แล้วเลื่อนดู ส่วนมากจะเป็นสกู๊ปข่าว อ๊ะอายเปิดตัวละครเรื่องใหม่ ก็เข้าไปอ่านเรื่อย ๆ

ย้อนกลับไปช่วงที่คุณเป็นไวรัลจากเพลง ความในใจ รายการ We Kid คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อเห็นคลิปตัวเองกระจายอยู่ในทุกสื่อ และนั่นคือการค้นพบว่าตัวเองมีชื่อเสียงแล้วหรือเปล่า

โห! ความรู้สึกแรกคือ ทำไมเราเจอคลิปตัวเองอีกแล้ว เราไม่ได้คิดว่ามันไวรัล ด้วยความที่เป็นเด็กอายุแค่ 11 ขวบ เราไม่รู้ว่าตอนนั้นมันดังมากขนาดไหน แต่ยังไม่รู้สึกว่าเรามีชื่อเสียงแล้วนะคะ เราแค่คิดว่าถ้าไปโรงเรียนเพื่อนน่าจะเห็นแล้วทักแน่ ๆ แต่ในความเป็นจริง เพื่อนไม่ทักค่ะ (หัวเราะ) คนที่เห็นน่าจะเป็นพ่อแม่เพื่อนมากกว่า

สนทนาค้นหาตัวตนกับ ‘อ๊ะอาย กรณิศ’ และชีวิตที่เก็บไว้ทั้งการงาน-การเรียน เพราะมีหลายอย่างที่อยากทำ

ในรายการ The Trainer ถ้าคุณได้เป็นเมนเทอร์ของตัวเองในวัย 7 ขวบ คุณจะบอกกับเด็กคนนั้นว่าอย่างไร

หนูแซ่บมากลูก หนูใส่เสื้อคลุมสีดำ เปลี่ยนชุดกลางเวที เต้นไก่กา แต่ก็พยายามต่อไปนะ หนูแซ่บแล้ว แค่ต้องยิ้มเยอะ ๆ เพราะหนูร้องเพลงหน้านิ่งมาก ตอนนั้นก็ถูกบอกให้ยิ้ม แต่บางทีเราก็ทำหน้าบึ้ง นึกได้ก็ยิ้มใหม่ แล้วก็นิ่ง แล้วก็ยิ้มอยู่แบบนั้น

ยังจำความฝันตอนอายุ 7 ขวบได้ไหม ตอนนี้คุณอยู่ในจุดที่ฝันไว้แล้วหรือยัง

ความฝันในตอนนั้นคืออยากร้องเพลงเฉย ๆ เลยค่ะ ยืนอยู่บนเวทีร้องเพลงให้ทุกคนฟัง เท่านั้นเลย ตอนนี้ก็อยู่ในจุดที่ฝันไว้แล้ว แต่ฝันของเราไม่ได้หยุดแค่นั้น ถ้าต่อยอดจากความฝันในการร้องเพลงทุกวัน เพราะอยากเป็นนักร้อง ตอนนี้เราอยากเป็นนักร้อง ร้องเพลง ยืนอยู่บนเวที และทำให้คนดูมีความสุขเพิ่มขึ้น ถ้าเป้าหมายสูงสุดในตอนนี้ก็คืออยากไปแสดงต่างประเทศ

ปัจจุบันคุณมีงานเข้ามาเยอะมากและคุณแม่เป็นคนช่วยจัดตารางงานให้หลายอย่าง ถ้าคุณแม่ลาพักร้อนสักหนึ่งอาทิตย์ ชีวิตของคุณจะเป็นอย่างไรบ้าง

ปกติจะเราจะอยู่กับครอบครัวเยอะมาก โดยเฉพาะช่วงนี้ คุณแม่ก็ไปกองละครด้วยกัน พักกองก็จะเจอคุณแม่ ถ้าคุณแม่ลาพักร้อน แล้วสมมติว่าไม่มีงาน หนูก็คงจะนอนดูอนิเมะอยู่ห้อง เพราะปกติจะเปิดดูช่วงกินข้าว เรื่องที่ชอบ เช่น My Hero Academia, Shaman King หรือไม่ก็ Demon Slayer: Kimetsu no Yaiba ส่วนมากจะเป็นญี่ปุ่น ถ้าเป็นของฝรั่งจะดูไม่ค่อยจบ 

ส่วนมังงะไม่ค่อยมีเวลาอ่านเลย พอดูอนิเมะแล้วก็จะนอนกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนเตียงทั้งอาทิตย์ ไหน ๆ ก็ไม่มีงานทั้งที แต่ถ้ามีงานเข้ามาใหม่ เราต้องรีบบอกพี่เออาร์ทางวงก่อน ไม่ใช่อะไรนะคะ ให้พี่เขาจองรถตู้ให้ เพราะไม่มีใครไปรับไปส่ง (หัวเราะ)

ต่อจากนี้อีก 10 ปีข้างหน้า คุณมองเห็นตัวเองอยู่ในจุดไหน

ปีนี้หนูจะอายุ 17 ปี อีก 10 ปี ก็อายุ 27 หนูอยากให้ตัวเองยังชอบร้องเพลงอยู่แบบนี้ไปเรื่อย ๆ หวังว่าจะเก่งขึ้นกว่าตอนนี้ ที่บอกแบบนั้นเพราะตอนนี้งานละครเข้ามาเยอะมาก แอบกลัวว่าจะลืมว่าเราเคยร้องเพลงได้ แต่ตอนนี้ยังไม่ได้มีปัญหาอะไรนะคะ เราแค่อยากทำอะไรได้หลายอย่าง อ้อ! และหนูก็หวังว่าอีก 10 ปีข้างหน้าจะแต่งเพลงเป็นแล้ว หนูอยากลองแต่งเพลงให้ทุกคนฟังแล้วรู้สึกทัชหัวใจบ้าง

พอเราอยู่วง 4EVE เราจะเจอโปรดิวเซอร์เก่ง ๆ เขาจะส่งเดโมมาให้เราฟัง เรารู้สึกว่าอันแรกที่ส่งมามันก็ดีแล้ว แต่ทำไมพอเขาแก้มาอีกแล้วมันดีขึ้นเรื่อย ๆ เราชอบความที่หนึ่งเพลงมันไปได้ไกลและหลากหลาย เราเลยอยากลองแต่งเพลงให้ได้เองบ้าง เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกถึงคนฟังและเราเองก็ได้ร้องเพลงของเรา

สนทนาค้นหาตัวตนกับ ‘อ๊ะอาย กรณิศ’ และชีวิตที่เก็บไว้ทั้งการงาน-การเรียน เพราะมีหลายอย่างที่อยากทำ

ขอบคุณสถานที่

ร้าน The Cassette Coffee Bar 

สยามสแควร์ ซอย 3 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

เปิดทุกวัน 10.00 – 20.00 น.

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ระยะหลังๆ มานี้-อย่างน้อยๆ ก็หกเจ็ดปี เราเห็นชื่อของ บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ ในแวดวงธุรกิจการลงทุนมากขึ้นจนอาจจะทำให้ใครบางคนจดจำว่าเขาคือผู้บริหารแทนภาพเดิมอย่างศิลปินไปแล้ว

สำหรับแฟนเพลงที่ไม่ได้ติดตามข่าวอาจไม่รู้ว่า ช่วงที่อดีตนักร้องนำวง Groove Riders ผู้นี้ห่างหายไปจากวงการดนตรีกว่า 7 ปี หลังจากอัลบั้มเดี่ยวล่าสุดที่ชื่อ Gran Turismo เขาไปนั่งในตำแหน่งซีอีโอบริษัทตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ และเป็นผู้บริหารคอมมูนิตี้มอลล์ ที่ชื่อว่า The Grove

คล้ายชีวิตเปลี่ยนสนามจากห้องอัดและเวทีคอนเสิร์ตมาเป็นห้องทำงานและห้องประชุม

แฟนเพลงบางคนอาจแอบถอดใจว่าเขาคงวางไมค์ไปแล้ว

ล่าสุดเมื่อได้ยินว่าเขากลับมาซุ่มทำอัลบั้มใหม่กับค่าย Muzik Move Records โดยมีซิงเกิลแรกชื่อ Spotlight เราจึงนัดพบเพื่อพูดคุยกันในวันที่เขาถ่ายมิวสิกวิดีโอซิงเกิลแรกในอัลบั้ม

ความพิเศษของอัลบั้มนี้คือเขาได้ศิลปินระดับโลกมาช่วยทั้งในส่วนของดนตรีและอาร์ตไดเรกชัน ไม่ว่าจะเป็น Nathan East มือเบสที่เคยร่วมงานกับศิลปินชื่อดังมาแล้วมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Eric Clapton, Michael Jackson, George Harrison, Phil Collins, Stevie Wonder หรือ Daft Punk ในส่วนของอาร์ตไดเรกชัน อัลบั้มนี้ได้ Frank Nitty ที่เคยทำงานออกแบบให้แบรนด์ดังอย่าง Gucci มาช่วยออกแบบปกและกราฟิกที่จะปรากฏในมิวสิกวิดีโอ

เมื่อได้นั่งคุยกัน เขาบอกว่า ด้วยวัยที่เพิ่มขึ้นทำให้มุมมองในการทำเพลงของตัวเองปลี่ยนไป ซึ่งที่ผ่านมาเวลาเราได้ยินศิลปินคนใดบอกว่า “อัลบั้มใหม่โตขึ้น” บางทีมันอาจไม่ใช่เพียงคำตอบสูตรๆ ที่ใช้ตอบนักข่าว หากแต่ความจริงมันเป็นเช่นนั้น

เมื่อวันเปลี่ยนวัยเปลี่ยน ความคิดและผลงานย่อมเปลี่ยน เป็นสัจธรรม

บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์

คุณห่างหายจากการทำอัลบั้มไป 7 ปี การได้กลับมาทำเพลง Spotlight มีความหมายกับคุณยังไงบ้าง

เพลงนี้ถูกสร้างมาเพื่อจุดนี้เลย เพราะที่ผมหายไปผมคิดถึงมาก ผมอยากจะกลับมา ทำเพลงนี้ออกมาเพื่อให้เราจะได้มีความสุขร่วมกัน อยากจะสร้างเพลงบางเพลงที่ทำให้คนมาร้องด้วยกัน มันจะมีท่อนหนึ่ง ท่อนฮุกมันสร้างขึ้นมาเพื่อให้คนร้องตามเลย มันร้องง่ายๆ ครับ ‘ฮะฮาฮะฮ่า ฮุฮูฮุฮู่’ คือคุณฟังทีเดียวคุณร้องได้เลย

ช่วงที่คุณหายจากเวทีคอนเสิร์ต จากห้องอัด ไปเป็นนักธุรกิจอยู่ในห้องประชุม คุณฝืนไหม

ไม่ฝืนเลยนะ เพราะว่าจริงๆ มันก็เป็นภาระหน้าที่ เป็นงาน ที่เราชอบเหมือนกัน   ผมเรียนธุรกิจมาตลอดชีวิต ทั้งปริญญาตรี ปริญญาโท เรื่องการตลาด การจัดการ นอกจากร้องเพลงผมก็ทำงานบริหารควบคู่มาตลอด ชีวิตก็จะเเบ่งเฟสว่าช่วงนี้ออกอัลบั้ม ก็จะไปโฟกัสที่อัลบั้มมากกว่า ส่วนช่วงไหนที่ไม่ได้โฟกัสเรื่องเพลงก็จะกลับมาโฟกัสเรื่องธุรกิจอย่างเต็มที่

ความสุข ความทุกข์ ของการเป็นศิลปินกับนักธุรกิจเเตกต่างกันไหม

ความสุขมาจากสิ่งที่เเตกต่างกัน แต่ความสุขนั้นมาจากความสำเร็จเหมือนกัน ผมคิดว่าความสุขจากคอนเสิร์ตอาจจะมาเร็ว คือสมมุติว่าเราทำคอนเสิร์ตสักครั้งหนึ่ง เสียงกรี๊ดมา เห็นคนมา ความสุขนั้นจะพุ่งกลับมาทันที เเต่ความสุขนั้นจะอยู่กับเราวันเดียว มันจะสั้น เพราะมันเป็นความสุขที่มาเเรง มาเร็ว เเต่ความสุขจากการทำธุรกิจ เราปั้นโปรเจกต์หนึ่งมา เราตามมันมาเรื่อยๆ จนวันหนึ่งมันสำเร็จ เราจะมีความสุขมาก เห็นงานมันเริ่มเดินหน้าไปได้ รายได้เริ่มเข้ามา มีกลุ่มลูกค้ามากขึ้น

เเล้วความทุกข์ล่ะ

ดนตรีไม่มีความทุกข์เลย หรือมีก็น้อยมาก เพราะอย่างเราทำอัลบั้มขึ้นมาอัลบั้มหนึ่ง มันเป็นศิลปะที่ออกมาจากตัวเราร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วอาจจะด้วยระยะเวลาที่เราทำมามันนาน อย่างอัลบั้มนี้ผมทำมา 5 ปีเต็มๆ พอทำเสร็จเราก็มีความสุขที่เราได้ฟังเพลงที่เราทำขึ้นมาด้วยความพิถีพิถัน

แล้วเวลาตั้งใจทำดนตรีแต่ซีดีขายได้น้อย ก็ไม่เป็นความทุกข์เหรอ

มันไม่เรียกว่าความทุกข์สำหรับผม  เพราะว่าผมผ่านจุดนั้นมานานแล้ว ผมเองออกเทปในยุคที่เทปกำลังจะตาย เทปกำลังจะไม่มีเเล้ว เป็นศิลปินที่มีเทปรุ่นท้ายๆ ตอนนั้นยอดขายเทปกับซีดีก็ไม่เหมือนยุคก่อนเเล้ว ไม่เหมือนยุค 80 และ 90 ที่ขายได้เป็นล้านตลับ มันไม่เป็นอย่างนั้นอีกเเล้ว จนมาถึงยุคเทปผีซีดีเถื่อน ยุคดิจิทัล

รายได้จากการขายเพลงของผมไม่ได้เยอะตั้งแต่เเรกอยู่เเล้ว ฉะนั้น ผมไม่เคยคิดว่าผมต้องได้ตังค์จากการทำศิลปะ ไม่ได้คิดว่าทำมาเเล้วต้องขายได้เยอะๆ การทำเพลงของผมคือทำเพื่อในอีกสิบยี่สิบปีข้างหน้าผมกลับมามองมันเเล้วผมมีความสุข นั่นคือโกลของผม เพราะว่าผมทำศิลปะด้วยใจรักไม่ได้ทำเพื่อการค้า

การเป็นศิลปินมาก่อน พอมาทำธุรกิจมันช่วยให้เรามีเเต้มต่อไหม

มันก็มีข้อดี แต่ข้อเสียก็มีเยอะเหมือนกัน

บุรินทร์ บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์

มีข้อเสียด้วย

มีครับ ในเเง่การทำงานคนเขาจะมองว่าเป็นศิลปินทำธุรกิจเป็นหรือเปล่า เเต่ระยะเวลาประสบการณ์มันสั่งสม มันสร้างให้คนรู้เเล้วว่าผมมีแบ็กกราวนด์ด้านการธุรกิจมาตลอดชีวิต ครอบครัวผมทำธุรกิจมาตลอด ตัวผมเองก็ศึกษาธุรกิจมาตลอด สุดท้ายเวลาและประสบการณ์ทำให้คนรู้ว่า สิ่งที่เราทำมันเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่สิ่งที่เราฝันเฉยๆ

ที่คุณห่างหายจากการทำอัลบั้มไปนานถึง 7 ปี มันเป็นเพราะคุณหมดไฟหรือเปล่า

ถ้าอย่างนั้นผมขอถามกลับไปครับว่าทำไมต้องออกทุกปี เพื่ออะไร ต้องการเงินหรือเปล่า อันนี้ผมไม่รู้ ผมแค่คิดว่าไม่ดีจะออกทำไม ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนจริงจะออกอัลบั้มใหม่ทำไม อันนี้เป็นความคิดของผมมากกว่าว่า เฮ้ย ทำไมต้องออกทุกปีหรือทุกสองปี เเต่จริงๆ เเล้วเหตุผลลึกๆ ผมอาจจะเป็นคนทำงานช้าก็ได้ (หัวเราะ) ผมคิดอย่างนั้นนะครับ ถ้าไม่ดีจริงก็ไม่อยากออก ผมอยากจะมีเเต่เพลงที่ดีไว้ฟัง ไม่ใช่มีเพลงดีอยู่ 3 เพลง อีก 7 เพลงใส่เข้าไปให้เต็มอัลบั้ม มันทำอย่างนั้นไม่ได้ ผมเลยต้องค่อยๆ ทำ อยากจะได้มือเบสคนนี้ มือกลองคนนี้ ต้องค่อยๆ หา ตามตัวเขาให้ได้ ไม่มีตังค์ก็เก็บตังค์ไปจ้างเขาให้ได้

ที่ว่าอยากทำเพลงที่ดี เพลงที่ดีในความหมายของคุณเป็นยังไง

มันมีหลายๆ อย่าง หลายๆ องค์ประกอบนะครับ เพลงที่ดีมันพูดยากนะ สำหรับผมมันต้องมีคุณภาพ คุณภาพหมายถึงอะไรบ้าง ต้องเล่นดนตรีออกมาได้ดี ได้กลมกล่อม เขียนเนื้อออกมาได้ดี เรียบเรียงออกมาได้ดี เเละเพลงที่ดีต้องฟังได้นาน เพลงที่เพราะอาจจะฟังได้เเค่ 1 – 2 เดือน ผ่านไป 5 เดือนกลับมาฟังก็เฉยๆ เเล้วว่ะ เเต่เพลงที่ดี 5 ปีกลับมาฟังก็ยังรู้สึกดีอยู่ว่ะ ผมคิดว่านั่นคือเพลงที่ดี

แต่มันก็มีอีกอย่างหนึ่งนะ เพลงที่ดีมันไม่ได้ดีสำหรับทุกคน มันอยู่ที่ความต้องการ อยู่ที่คุณภาพของคนฟังคนนั้นด้วย มันอยู่ที่คุณภาพในการฟังว่าคุณต้องการเเค่ไหน  บางคนบอกว่าเพลงเเจ๊สดีมาก อีกคนมาฟังเเล้วไม่เห็นชอบเลย ก็เเสดงว่าเพลงเเจ๊สอาจจะไม่ดีสำหรับเขา

แล้วถ้าคนฟังส่วนใหญ่ในบ้านเราไม่ได้เรียกร้องคุณภาพอะไรขนาดนั้น ทำไมคุณถึงยังเชื่อในการทำให้ดี

ถ้าทำไม่ดีทำออกมามันก็จะไม่ประสบความสำเร็จหรือเปล่าครับ แล้วพอไม่ประสบความสำเร็จทำออกมาก็เศร้าใจ ทำออกมาก็ไม่มีโชว์ ไม่มีคนฟัง ฟังได้แป๊บเดียว โห ไม่เจ๋งเลย แล้วจะทำออกมาให้เสียใจทำไม ทำทั้งทีทำให้ตัวเองมีความสุขน่าจะดีที่สุด

อย่างอัลบั้มนี้ผมได้นักดนตรีเป็นคนดำประมาณ 4 คนที่มาอัดให้ เเละเป็นอัลบั้มที่ไปอัดต่างประเทศในหลายๆ เมือง มิกซ์ที่ New Haven เครื่องดนตรีบางอย่างอัดที่ Los Angeles และ New York มีนักดนตรีระดับโลกหลายคนที่เคยเล่นให้นักดนตรีที่ดีๆ มาอัดให้ อย่างเช่น Nathan East ที่เป็นมือเบสที่เก่งมากๆ เคยเล่นให้ Michael Jackson และ Eric Clapton ส่วนมือกลองก็เป็นคนที่ตีดีมากๆ เราดีไซน์กลองด้วยกันในวันที่เราเข้าห้องอัด มีวิธีการทำงานเเปลกๆ อย่างเช่นเอาหมอนทั้งไซส์เล็กไซส์ใหญ่ ทั้งหมอนของคนหมอนของหมา มาใช้เพื่อให้ซาวนด์กลองมันเป็นอย่างที่เราต้องการ

ชุดนี้มันเป็นการดีไซน์อะไรแปลกๆ เยอะมากพอสมควร ผมอยากให้ซาวนด์กลับไปอิงในยุค 80 ซึ่งเป็นยุคที่ผมยังทำงานด้วยน้อยอยู่ ทั้งที่จริงๆ แล้วมันเป็นยุคที่อยู่ในตัวผม เพียงเเต่ผมไม่รู้ตัว เราเป็นวัยรุ่นในยุค 90 มันใหม่สำหรับเราในยุคนั้น เราก็เลยมองข้ามยุค 80 ไป แต่จริงๆ เเล้ว 80 เป็นยุคที่มีของหนักมาก ของดีมาก เเล้วก็มินิมอลมากๆ ซึ่งพอโตขึ้นมาตอนนี้ปรัชญาการทำงานของผมคือ less is more บางทีสิ่งที่น้อยมันกลมกล่อมมากกว่า อยู่ได้นานมากกว่า

บุรินทร์

วัยที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวไหม ที่ทำให้ปรัชญาการทำงานกลายเป็น less is more

เกี่ยวเเน่นอนครับ ตอนเด็กๆ จะชอบอะไรเยอะๆ ยอมรับว่าตัวเองเคยเยอะ (หัวเราะ) เมื่อก่อนมองว่า more is more เเต่ชุดนี้ less is more เพราะว่าทำงานมา 17 ปี ถ้าเรายังทำอะไรเดิมๆ ชีวิตมันไม่มีคุณค่า ชีวิตมันไม่มีความสุข เพราะว่ามันซ้ำเเล้ว ทุกอย่างไปเรื่อยๆ กลายเป็นรูทีน ออกมาร้องเพลงรู้แล้วท่อนนี้คนนี้จะเป็นอย่างนี้ พอถึงท่อนนี้ทุกคนต้องยกมือขึ้น มันเห็นภาพทุกอย่างหมดแล้ว เราต้องปรับปรุง เปลี่ยนแปลง พัฒนาไปเรื่อยๆ ถ้าไม่เสี่ยงก็ไม่สนุก

ชุดที่เเล้วก็โคตรเสี่ยงเลย ผมเคยเสี่ยงมากๆ (หัวเราะ) ทำทุกอย่างที่ตัวเองชอบ ผมชอบฟังเพลงที่เป็นยุคที่คนดำปลดเเอกจากการกดขี่ของอเมริกาเเละทั่วโลก เป็นยุคก่อนเป็นฮิปฮอปอีกครับ ยุคที่คนดำใส่หมวกดำ เริ่มออกมาประท้วง Martin Luther King Jr. โดนยิง นักดนตรีเลยเริ่มระเบิดออกมา เริ่มรุนเเรง ซึ่งชุดที่เเล้ว Gran Turismo เราอยากทำอย่างนั้น แต่ไม่มีใครเข้าใจเลย (หัวเราะ) เพลงที่ไม่ชอบที่สุดในอัลบั้มคือเพลง เกือบ เเต่กลายเป็นเพลงที่ดังที่สุด ไปร้องที่ไหนคนร้องตามไม่เเพ้เพลง หยุด เลย พอถึงท่อนฮุก ‘เกือบลืมไปเเล้ว ว่าฉันเคยรักเธอมาก่อน’ ทุกคนต้องยกมือขวาขึ้นมา แต่ผมไม่อยากเป็นอย่างนั้น

จุดจุดนั้นผมว่าความดังมันไม่เกี่ยว ผมอยากฟังเพลงที่ได้มาตรฐานตัวเอง ตรงกับคุณภาพที่ตัวเองต้องการ แต่วันนี้ก็เริ่มเข้าใจมากขึ้นว่าถ้าอยากจะเป็นอย่างที่ตัวเองต้องการทุกอย่างต้องเก็บไว้ฟังเอง หรือเก็บไว้ฟังกับคนกลุ่มเล็กๆ ที่ชอบเหมือนกัน เพราะว่าคนเราชอบอะไรไม่เหมือนกันทุกคนเเน่นอน เเต่มันจะมีจุด comfort zone ตรงกลางที่ทุกคนสามารถเข้าใจได้ มันก็เป็นที่มาของการทำอัลบั้มชุดนี้ ผมทำให้มันง่ายเเต่ตรงกับคุณภาพที่ผมต้องการให้ได้

พูดถึงคนดำ อัลบั้มนี้คุณก็มีนักดนตรีที่เป็นคนดำมาร่วมหลายคน คุณสนใจอะไรในคนดำ

คนที่เล่นดนตรีเก่งที่สุดในโลกเป็นคนดำ ดนตรีส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นมาในโลกนี้ส่วนใหญ่คนดำเป็นคนคิด  ผมหมายถึงดนตรีปัจจุบันนะครับ ไม่นับดนตรีคลาสสิก ซึ่งดนตรีของคนขาวเป็นดนตรีที่ฟังเล้วไม่รู้สึกเท่าคนดำ มันไม่ให้ความรู้สึกกดดัน หรือฟังเเล้วบีบหัวใจเท่า อาจจะเป็นเพราะคนดำเขาโดนกดขี่ โดนพรากพ่อ พรากเเม่ พรากลูก ข้ามทะเลมาเป็นทาสในยุโรปใช่ไหม เพราะฉะนั้น ฟีลมันต่างกันเเน่นอน เขาโดนกดขี่ข่มเหงมามากกว่า วิธีการที่เขาผลิตดนตรีถึงแตกต่างออกไป เริ่มมาเป็นบลูส์มา เป็นเเจ๊ส เเล้วระเบิดออกเป็นแนวต่างๆ มากมาย เป็นโซลเป็นอะไรต่ออะไรเต็มไปหมด เป็นร็อก เป็นฮิปฮอป เเล้วคนขาวก็เริ่มพัฒนามาเรื่อยๆ คือดนตรีที่คนดำเป็นคนคิดผมว่าไม่มีใครเล่นเก่งไปกว่าเขาเเล้ว

อารมณ์เหมือนนักฟุตบอลต้องบราซิล

ใช่ เหมือนนักบาสก็ต้องคนดำ เขาถูกสร้างมาเพื่อสิ่งนี้ เพราะฉะนั้น ดนตรีโซลเป็นดนตรีของคนดำ ถ้าไม่ใช่คนดำเล่นคงไม่สุด ผมก็เลยคิดว่าต้องใช้คนดำในการบันทึกเสียง

แล้วคุณทำยังไงให้ศิลปินระดับโลกยอมมาร่วมงานด้วย

ผมให้เขาฟังเพลงผม ส่งโปร์ไฟล์ให้ดู ส่งเพลงให้ฟัง เเล้วผมคิดว่าดนตรีที่ผมทำตลอด 17 ปีที่ผ่านมาคุณภาพไม่เเพ้ประเทศใด เพราะว่าเเนวเพลงที่เราทำก็ไม่ใช่เเนวเพลงตามกระเเสที่เราต้องไปสู้กับใคร มันเป็นนอกกระเเสที่บ้านเขาเองก็มีกลุ่มเล็กๆ ของเขาอยู่ ความจริงผมเคยทำงานกับนักดนตรีระดับโลกมาหลายคนนะ ในทุกๆ ชุดเลย อย่างชุดที่เเล้วได้ทำงานกับ Benny Golson เป็นนักดนตรีเเจ๊สระดับโลกที่ยังไม่ตาย อายุเกือบจะ 90 แล้ว ได้เขามาอัดเครื่องเป่าให้

บางทีมันเป็นการบอกต่อของเพื่อนของเพื่อน บางทีเค้ารู้จักกับคนเล่นดนตรีเเจ๊สที่ไทย เขาก็แนะนำผมเข้าไปว่าคนนี้เคยทำอะไรยังไงบ้าง ปากต่อปาก เขาก็รู้สึกว่าเขาทำงานกับเราก็ไม่ได้รู้สึกจักจี้หรือรู้สึกเสียฟอร์มที่ต้องมาเล่นดนตรีให้ ซึ่งพอเขามาเขาก็บอกว่า เขาอยากเล่นด้วย

บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ บุรินทร์

คุณเรียนรู้อะไรจากการทำงานกับนักดนตรีระดับโลกบ้าง

ความเป็นมืออาชีพครับ หนึ่งคือ ตรงต่อเวลา ไม่ทำให้ทุกคนเสียเวลา ทำการบ้านมาดี มีพรสวรรค์ที่ดี มีไดรฟ์ในการทำงานที่ดี เป็นมืออาชีพ หมายถึงว่าไปทำงานที่ไหนคนก็ด่าเขาไม่ได้

สิ่งที่กดดันที่สุดในชีวิตผมคือผมเข้าไปอัดพร้อม Benny Golson เพราะเขาก็คือตำนานคนหนึ่ง หายใจไม่ต้องมีเครื่องเป่ายังเพราะเลย เเค่นี้ผมก็ประหม่ามากเเล้ว ตอนเข้าไปอัดกับเขาผมสั่นเลยนะ เพราะผมกลัวว่าถ้าทำไม่ได้เเล้วจะกลายเป็นเด็กไป เเต่ปรากฏเทกเดียวผ่านเลย จำได้ว่าเสียงสั่นเลย กลายเป็นมีลูกคอไปในตัว (หัวเราะ)

ตอนนี้คุณอายุ 41 แล้ว คุณพอจะเข้าใจประโยคที่ว่า “ชีวิตเริ่มต้นเมื่ออายุ 40” บ้างไหม

เข้าใจครับ แล้วมันจริง ผมคิดว่าประสบการณ์ตั้งเเต่เด็ก ฝีไม้ลายมือมันถูกกล่อมเกลา มันถูกขัดเกลามา คุณจะมีประสบการณ์มาก เพราะทำงานมาเกือบ 20 ปีใช่มั้ย ซึ่งผมคิดว่าวัย 40 เป็นวัยที่คุณจะเก่งคุณต้องเก่งเเล้ว ถ้าไม่เก่งคือไม่เก่งเเล้ว เป็นจุดวัดกันเลย มันถึงมีคำว่า Midlife crisis ขึ้นมา คือถ้าคุณมีความรับผิดชอบคุณต้องมีเต็มตัวเเล้ว ถ้าคุณไม่มีคุณก็จะดึงตัวเองกลับมายากแล้วผมว่า

เเล้วคุณเองเจอ Midlife crisis หรือยัง

โชคดียังไม่เจอครับ ไม่อยากเจอด้วย ผมคิดว่าเราคงต้องทำอะไรที่เรารัก พอทำอะไรที่เรารักมันจะตั้งใจ มันจะพัฒนา มันจะไม่ปล่อยให้สิ่งๆ นั้นมันตายไปจากคุณ เเต่ต้องรักจริงๆ นะ ต้องรักมากด้วย ต้องคลั่งเลยล่ะ คือรักอะไรต้องรักให้จริง อย่าไปรักปลอมๆ คือถ้ารักปลอมเเล้วทำตัวเหมือนว่ารัก เสเเสร้ง นั่นไม่ใช่รักจริง

เราต้องรัก ต้องชอบ ขวนขวาย เรียนรู้ พัฒนาไปเรื่อยๆ เพราะถ้าชอบเเล้วมันจะไม่หยุด ทำไปเรื่อยๆ มันจะสู้ไปเรื่อยๆ ให้มันประสบความสำเร็จให้ได้ ถ้าเราไม่ชอบแล้วทำไปวันๆ ซังกะตายไปเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่งถึงรู้ว่า เฮ้ย มันไม่ใช่ตัวเรา ถึงตอนนั้นมันก็สายไปเเล้วใช่มั้ย

มีอะไรที่คุณเพิ่งมาเรียนรู้ในวัยขึ้นต้นด้วยเลข 4 บ้างไหม

สิ่งที่เพิ่งเรียนรู้นี่ไม่รู้นะ ผมคิดว่ามันถูกสร้างขึ้นมาเรื่อยๆ มากกว่า ความมุ่งมั่น ความมั่นใจ ประสบการณ์ คุณค่าของสิ่งต่างๆ

อายุมีผลต่ออาชีพศิลปินไหม

มีครับ ในเมืองไทยมีมากเลย ผมมองว่าศิลปินเเขนงต่างๆ เมืองนอกอายุ 70 ยังเป็นพระเอกได้อยู่เลย หรือ Stevie Wonder กับ Paul Mccartney ยังมีคนดู ยังเเสดงเวิลด์ทัวร์อยู่เลย แล้วทำไมสุเทพ วงศ์กำแหง เวิลด์ทัวร์ไม่ได้ ต้องได้สิ เจ๋งจะตาย เจ๋งไม่เเพ้กัน (หัวเราะ)

ผมว่าจริงๆ ยิ่งเเก่ต้องยิ่งเก๋าสิใช่มั้ยครับประสบการณ์ก็เยอะกว่า ถ้าเสียงยังไม่พังไปก่อนนะ ประสบการณ์เยอะกว่าเยอะ ต้องร้องได้เพราะกว่า เเต่ส่วนใหญ่เราก็มักไปชอบศิลปินในยุคที่เราเป็นวัยรุ่น เราโตมากับเขา เด็กรุ่นใหม่ก็จะไปชอบดนตรีตามกระเเสก่อน ซึ่งผมคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องผิด นั่นคือกฎของธรรมชาติ

บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ บุรินทร์

แล้วคุณเป็นศิลปินไทย คุณกลัวความแก่ไหม

มันเป็นเรื่องธรรมชาติไงครับ ใช่ไหม คนเราก็ต้องเกิด เเก่ เจ็บ ตาย ทุกคน

ความแก่ทำให้เรามองโลกเปลี่ยนไปไหม

สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เราเคยมองว่าใหญ่ตอนนี้เราไม่มองว่าใหญ่เลย เรื่องใหญ่จริงๆ ตอนนี้มันมีเยอะมากๆ เลย ครอบครัว ความรัก จุดมุ่งหมายในชีวิต ธุรกิจที่เราดูเเล บางทีเวลาปัญหาต่างๆ ที่มันเข้ามาเราไม่จำเป็นต้องไปเครียดกับมัน มองมันดีๆ ว่ามันสำคัญกับชีวิตคุณหรือเปล่า เเล้วค่อยกับมาคิดว่าควรจะเครียดหรือเปล่า

ถ้าให้ย้อนมอง คุณคิดว่าที่จริงแล้วตัวเองเกิดมาเพื่อเป็นศิลปินหรือนักธุรกิจกันเเน่

เป็น 2 อย่างเลย (หัวเราะ) จริงๆ ผมยังกำหนดไม่ได้ด้วยว่าชีวิตผมเกิดมาเพื่อเป็นอะไร เพราะว่ายังมีอีกหลายอย่างที่ผมอยากทำเเล้วยังไม่ได้ทำ แต่ยังคิดไม่ออก แล้วก็มีอีกหลายอย่างที่ตอนเด็กเคยฝันเอาไว้แลัวยังไม่ได้ทำ ผมไม่เคยตีกรอบตัวเองทั้งชีวิตนะว่าโตขึ้นฉันจะต้องเป็นอย่างนี้เท่านั้น ห้ามเป็นอย่างอื่น เกิดมาในชีวิตผมไม่เคยคิดว่าผมจะเป็นศิลปินนะ ผมแค่ชอบฟังเพลงมาก ผมวิจัยการฟังเพลง พัฒนาการฟังเพลงของผม ผมหาความรู้ด้านการฟังเพลงมาตลอดชีวิต ค้นคว้าด้วยการซื้อซีดี รายได้ทั้งหมดตอนเด็กเก็บไว้ซื้อเทป จนมาเป็นซีดีตอนนั้น 450 บาท ผมก็เก็บเงินซื้อ ตอนผมเป็นนักร้องใหม่ๆ แม่ยังบอกว่า ดีเหมือนกันลูก จะได้หาเงินมาคืนค่าซื้อซีดีของลูก (หัวเราะ) เพราะว่าผมซื้อซีดีเยอะ ผมมีซีดีสี่ถึงห้าหมื่นแผ่น แล้วตอนนี้ผมฟังแผ่นเสียง ก็เริ่มมีเยอะมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผมบอกที่บ้านเลยว่าหยุดซื้อไม่ได้ ผมจะต้องซื้อไปเรื่อยๆ สำหรับผมมันไม่ใช่เเค่แพสชัน แต่มันเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ต้องมี  ต้องฟัง

ใช้คำว่าขาดไม่ได้เลยเหรอ

ใช่ ไม่มีเพลงฟังชีวิตผมแย่เลย ต้องฟังตลอด

ไม่มีเพลงฟังชีวิตแย่ยังไง

เเย่ มันจะเครียด ไม่มีชีวิตชีวา ดนตรีมันช่วยส่งเสริมให้เรามีความสุขมากขึ้นและมีความทุกข์มากขึ้น

บางทีคนเราอาจจะไม่รู้ สมมติคุณไปเดินในห้างหรือไปนั่งในร้านอาหาร อยู่ๆ คุณรู้สึกมีความสุขจังเลย เปรียบเทียบกับช่วงคริสต์มาสที่ผ่านมาก็ได้ มันเป็นช่วงที่คนมีความสุขมากที่สุดโดยที่ตัวเองไม่รู้ตัว  มันเป็นเพราะหนึ่งคือ การประดับประดาสิ่งสวยงามต่างๆ อย่างเช่นพวกต้นคริสต์มาส และอีกอย่างคือ เพลงคริสต์มาส เราเดินไปไหนมีแต่เพลงฟัง ช่วงอื่นจะไม่มีเพลงเยอะเท่าคริสต์มาส เพลงมันสะกดจิตคุณอยู่ คุณไปเดินที่ไหนเเล้วมีเพลงฟังคุณจะมีความสุขมากขึ้น

ส่วนที่บอกว่าดนตรีทำให้เรามีความทุกข์มากขึ้น หมายความว่าเวลาเราเครียด บางเพลงพอฟังเข้าไปมันยิ่งเครียดเข้าไปอีก เหมือนเพลงบลูส์ เพลงบลูส์ฟังแล้วเศร้า ฟังเแล้วหม่น ฟังแล้วหมอง แต่ฟังไปเรื่อยๆ คุณจะมีความสุข เพราะความเศร้ามันจะถูกปลดปล่อยไปกับเพลง

บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load