เราจ้องไปที่หน้าจอโทรศัพท์ ภาพของเด็กหญิงวัย 7 ขวบคนหนึ่งปรากฏขึ้น เธอนั่งอยู่หน้ากล้อง พร้อมแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงหวานใสและกังวานในรายการ ‘The Trainer ปั้นฝันสนั่นเวที ปี 5’ 

ต่อหน้าคณะกรรมการดีกรีนักร้อง-นักแสดงแห่งวงการบันเทิงไทย แววตาของเด็กน้อยผู้มาตามหาความฝันหลายคนปะปนไปด้วยความประหม่า แต่ไม่ใช่สำหรับ อ๊ะอาย-กรณิศ เล้าสุบินประเสริฐ ที่เข้าประกวด The Trainer เป็นเวทีแรก วันนั้นเธอโชว์พลังเสียงไปทั้งหมด 3 เพลง ทั้งยังเปลี่ยนชุดบนเวทีและออกท่าเต้นอย่างไม่เขินอาย จนได้ใจกรรมการและคนในห้องอัดไปครอง 

สำหรับใครหลายคน นั่นคือการเปิดตัวเข้าวงการที่น่าจดจำของอ๊ะอาย แต่เด็กสาวคนนี้ยังไม่หยุดความฝันไว้เพียงเท่านั้น ชื่อของเธอถูกพูดถึงมากขึ้นจากรายการ ‘We Kid Thailand เด็กร้องก้องโลก’ หลังขับร้องเพลง ความในใจ ของ สุเทพ วงศ์กำแหง ด้วยเสียงหวานละมุนตามสไตล์ของตัวเองในวัย 11 ปี ก่อนที่ปลาย พ.ศ. 2563 เธอจะทำตามความฝันขั้นแรกได้สำเร็จ โดยการเป็น 1 ใน 7 ไอดอลวงเกิร์ลกรุ๊ป ‘4EVE’ ในฐานะน้องเล็กสุดของวง

หลังจากหวนรำลึกถึงประวัติของอ๊ะอายไปพอประมาณ คนที่เรานึกถึงก็ก้าวผ่านประตูหมุนสีชมพูของร้าน The Cassette Coffee Bar เข้ามาด้วยท่าทางสดใส

เราชวนอ๊ะอายพูดคุยถึงตัวตนที่น้อยคนจะรู้ พร้อมแบ่งปันแรงบันดาลใจ และวิธีแบ่งเวลาชีวิตระหว่างการเรียน ร้อง เล่น เต้น นอน ฝัน รวมถึงภารกิจอีกล้านแปดที่ไอดอลวัย 16 ปีคนนี้ทำอยู่ทุกวันตลอดเวลาเกือบ 10 ปีในวงการ โดยชีวิตไม่พังและยังบาลานซ์อยู่

เรียน ร้อง เล่น ฝัน ชีวิตที่ทำมาทุกอย่างของ 'อ๊ะอาย กรณิศ' ไอดอลน้องเล็กวง 4EVE
เรียน ร้อง เล่น ฝัน ชีวิตที่ทำมาทุกอย่างของ 'อ๊ะอาย กรณิศ' ไอดอลน้องเล็กวง 4EVE

01
Aheye is on duty

ได้ยินว่าตารางงานของคุณแน่นมาก เดือนล่าสุดต้องทำงานกี่วัน และทำงานอะไรบ้าง

โห! ช่วงนี้มีเตรียมงานของวง 4EVE เตรียมเพลงใหม่ แล้วก็งานละคร ตอนนี้หนูมีกองละครอยู่ 4 กอง ถ้าเปิดตารางงานมาดูก็จะเจอชื่อเรียงกันเลยเป็น อ๊ะอาย อ๊ะอาย อ๊ะอาย ยาวไป 7 วัน (หัวเราะ) แต่กองเขาก็ไม่ได้เอาเวลาของเราไปทุกวันหรอกค่ะ เขาล็อกไว้ก่อน เราอาจจะไม่ได้พักทั้งวัน แต่ก็มีช่วงเวลาว่างระหว่างงาน แค่ได้เล่นโทรศัพท์ก็เหมือนได้พักแล้ว ส่วนวันนี้ไม่มีงานค่ะ หนูไปนวดมา เพราะเพิ่งเรียนพายเรือไปใช้ถ่ายละคร ตอนนี้ถ่ายละครเยอะที่สุด

คุณอยู่ในวงการบันเทิงมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ เป็นทั้งนักร้อง นักแสดง เคยเดินแบบ และพากย์เสียง ทำไมถึงทำงานมากมายและหลากหลายขนาดนี้

เราไม่รู้เลยจริง ๆ ค่ะ พอมีโอกาสเข้ามาเราก็ทำ อย่างเดินแบบ คุณแม่เป็นคนพาไป เพราะวันนั้นว่างพอดี เลยลองพาไปสมัครดู แต่เราก็สนุก แอบติดใจอยู่นะ เพราะอยู่ดี ๆ ก็ได้ไปเดินเฉิดฉายให้คนอื่นมอง

จากงานทั้งหมดที่ทำมา คุณชอบงานไหนมากที่สุด

ยากเลยค่ะ อันดับหนึ่งคงจะเป็นเกิร์ลกรุ๊ปก่อน สองคือนักแสดงละครเวที สามคือนักแสดงทั่วไป การแสดงทั้งสองอย่างมันคนละแนวกัน ถึงทักษะที่ใช้จะคล้ายกันบ้าง อย่างเรื่องการโปรเจกต์เสียง แต่ถ้าเป็นละครเวที เราได้ทำทั้งร้องและแสดงไปพร้อมกัน 

มีละครเวทีเรื่องไหนที่คุณอยากจะลองเล่นสักครั้งไหม

รักจับใจ เดอะโรแมนติกมิวสิคัล ที่ พี่บี้ (สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว) เล่นคู่กับ พี่หนูนา (หนึ่งธิดา โสภณ) เราเป็นแฟนคลับพี่หนูนา ก็เลยอยากลองเล่นเรื่องเดียวกับเขาค่ะ ชอบมานานแล้วตั้งแต่เพลง แค่หลับตา บ้านเราฟังเพลงวนอยู่แค่ 2 คน ไม่พี่หนูนาก็พี่บี้

เรียน ร้อง เล่น ฝัน ชีวิตที่ทำมาทุกอย่างของ 'อ๊ะอาย กรณิศ' ไอดอลน้องเล็กวง 4EVE

พูดถึงการทำงานในวงการตลอดเวลาเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา อะไรทำให้คุณมีงานเข้ามาไม่ขาด ศิลปินหลายคนยังไม่มีงานเข้าต่อเนื่องขนาดนี้

คงเป็นเพราะผู้ใหญ่ให้โอกาส พอเราไปงานหนึ่งก็ได้ทำความรู้จักกับผู้ใหญ่ เขามีคอนเนกชันส่งเราไปต่อเรื่อย ๆ ก็เลยได้วนเวียนอยู่ในวงการตลอดมา

จำได้ว่าครั้งแรกคือตอนไปประกวดรายการ The Voice kids Thailand แล้วคุณแม่ก็พาไปประกวดเดินแบบ เจ้าของห้องเสื้อเขาเลยชวนไปออดิชันละครเวที สี่แผ่นดิน ต่อ ซึ่งลูกของเขาเล่นเมื่อปีที่แล้ว พอเขาเห็นว่าเราเองก็ร้องเพลงได้จึงแนะนำ แต่อย่าง 4EVE ตอนนั้นคือเราสนใจเรื่องการเต้นและชอบไอดอลเกาหลีเลยลองไปสมัครดู เพราะเห็นว่าเป็นช่อง Workpoint ซึ่งเราเคยร่วมงานกับเขามาแล้วในรายการ We Kid Thailand 

หลังจากได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวง 4EVE ความเป็นน้องเล็กของทีมมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง

ดีตรงที่พี่ ๆ คอยดูแลตลอดเวลา เขาจะเอ็นดูเราว่าเป็นน้องเล็กตลอดกาลและตลอดไป บางทีซื้อของกินมารวม ๆ กัน ก็จะชวนเรามากเป็นพิเศษ กินอีกสิ กินอีกไหม แต่ข้อเสียคือ มีข้อจำกัดบางอย่างที่พี่ ๆ ทำได้แล้ว แต่เรายังทำไม่ได้ เช่น เข้าไปรายการครั้งแรก พี่ที่มีประสบการณ์ เขาจะมีเวลาในการซ้อมเต้นมาก่อนหน้านี้ แต่เราเพิ่งเข้ามา เรายังเด็ก ก็ต้องพัฒนาการเต้นให้เท่ากับพี่เขาให้ได้ ซึ่งสกิลล์ที่ยากที่สุดสำหรับเราคือการเต้น ไม่ถนัดเลย วงเรามีกัน 7 คน ยังถือเป็นจำนวนที่น้อยอยู่ พอต้องยืนเต้นรวมกัน มันจะต้องสามัคคีกันให้ได้ ต้องกลมกลืน

ตอนซ้อมรวมก็ยาก กลัวว่าจะเข้ากับพี่ ๆ ไม่ได้ แต่พอสุดท้ายได้ซ้อมด้วยกันเรื่อย ๆ ตอนนี้หนึ่งปีครึ่งแล้วก็ไม่รู้สึกว่ามีอะไรต้องกังวล พวกเราเชื่อมโยงกันด้วยกระแสจิตค่ะ (หัวเราะ) มันมีจริง ๆ ที่บางทีเราก็ทำท่าเหมือนกันโดยไม่ได้นัดหมาย

ฟังดูสนุกมาก แต่ถ้าตอนนั้นคุณไม่ได้สมัครรายการ 4EVE คุณจะกำลังทำอะไรอยู่

คงจะไล่ออดิชันตามค่ายเพลง เพราะช่วงนั้นเราอินกับเกาหลีมาก ตอนนี้อินกับวง NCT และ ENHYPEN แต่วงแรกที่ทำให้เราอยากเป็นศิลปินเกิร์ลกรุ๊ปคือ BLACKPINK ตอนแรกค่าย YG เคยติดต่อให้มาลองร่วมงานออดิชันที่จัดขึ้นในประเทศไทยดู เพราะช่วงนั้นมีโควิด-19 แล้ว ตอนที่เขาติดต่อมา เราไม่ได้รู้จัก K-POP เลย แต่เรารู้สึกตื่นเต้นและเห็นความแปลกใหม่เลยลองไปศึกษาดู กลายเป็นชื่นชอบ BLACKPINK ก่อนวงแรก

เวลาในวงการของคุณผ่านไปเกือบ 10 ปีแล้ว อะไรคือความสุขที่สุดที่คุณได้รับ

การเห็นคนดูมีความสุข ล่าสุดคือขึ้นเวทีไปแล้วเห็นคนมารอเราเยอะมาก ยกตัวอย่าง วันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมาเป็นงานเปิดตัววง ATLAS พวกเราขึ้นไปโชว์เป็นแขกรับเชิญ มีคนมาเชียร์และตะโกน 4EVE กันใหญ่ ด้วยความที่เราเปิดตัวมาในช่วงโควิด-19 เราจึงได้เจอคนดูไม่บ่อย แต่รอบนั้นคนดูเยอะมากจนเราตกใจ รู้สึกภูมิใจมาก

แล้วอะไรคือสิ่งที่คุณไม่ชอบที่สุดในชีวิตการทำงาน

เราไม่ชอบตอนที่ต้องเลือกงานใดงานหนึ่ง สมมติว่าเป็นงานที่ติดกัน มันรู้สึกเหมือนเราต้องทิ้งโอกาสใดโอกาสหนึ่งไป สำหรับเราโอกาสเป็นสิ่งสำคัญจึงอยากคว้าไว้ แต่ช่วงนี้เกิดขึ้นบ่อยเลยค่ะ (หัวเราะ) จริง ๆ มีหลายงานที่เลือกลำบาก ตั้งแต่ก่อนที่เข้ามาเป็น 4EVE มีค่ายเพลงติดต่อมาพร้อมกัน นั่นคือการเลือกครั้งใหญ่ แต่ก็ทำให้เราได้มายืนตรงนี้

คุณเจอคนในวงการบันเทิงมามากมาย มีใครที่คุณแอบ ‘ดูเทคนิค จดจำ และนำไปใช้’ บ้างไหม

คนแรกคือพี่หนูนาอีกแล้ว พี่เขาน่ารักมาก ร้องเพลงดี เล่นละครเวทีและแสดงได้ด้วย เป็นคนแรกที่เราจดจำและนำไปใช้ ยกตัวอย่าง ตอนเล่นละครเวที พี่หนูนาจะมีความนิ่ง แต่สื่อสารออกมาได้ด้วยสายตาและการมอง ตอนนั้นเลยได้รู้ว่า การสื่อสารแบบนิ่ง ๆ ก็กินใจคนดูได้เหมือนกัน

นอกจากนี้ก็มี จีซอง วง NCT ด้วยความที่เราเป็น NCTzen เลยตามไปดูประวัติเขาตั้งแต่เด็ก ๆ ก็ยิ่งชอบเข้าไปอีก เพราะเขาทำงานตั้งแต่ยังเด็กเหมือนกับเรา เขาเคยพูดในไลฟ์ประมาณว่า เขาเองก็ไม่ได้มีเพื่อนในโรงเรียนเยอะนัก ส่วนมากจะเป็นเพื่อนในวงการ เรารู้สึกว่า เหมือนเราเลย! เราไม่ค่อยได้ไปโรงเรียนเหมือนกัน เขาเก่งนะที่ประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้ บางวันที่เราท้อ พอคิดว่าเขาทำได้ เราก็ต้องทำได้เหมือนกัน

เรียน ร้อง เล่น ฝัน ชีวิตที่ทำมาทุกอย่างของ 'อ๊ะอาย กรณิศ' ไอดอลน้องเล็กวง 4EVE

02
Possible life balance

เห็นคุณมีงานเยอะขนาดนี้ หลายคนอยากจะรู้ว่าคุณบาลานซ์ชีวิตการเรียนและการทำงานอย่างไร

ตอนนี้เรียนออนไลน์เลยยังโชคดีค่ะ เพราะถ้าเรียนออนไซต์อาจจะต้องลาเลย แต่ถ้าเป็นออนไลน์ เราพกไอแพดไปออกกองได้ อย่างช่วงก่อนที่จะมีโควิด-19 เราเรียนในโรงเรียนโดยที่ต้องจัดตารางงานให้อยู่วันเสาร์-อาทิตย์ หรือช่วงเย็นเป็นต้นไปให้เรียนจบวันก่อน

เราพยายามทำให้การเรียนกับการทำงานไปด้วยกันให้ได้ ก็เหนื่อยอยู่นะคะ แต่มันเป็นสิ่งที่เราอยากทำเลยต้องทำให้ได้ ถึงอย่างนั้นเราก็ไม่เคยโดดงานไปเรียน และไม่เคยโดดเรียนไปทำงานเหมือนกันค่ะ เพราะก่อนจะโดดคือลามาแล้วเรียบร้อย (หัวเราะ)

คุณเอาเวลาช่วงไหนทำการบ้าน ไหนจะอ่านหนังสือสอบอีก

ถ้าเป็นช่วงที่เล่นละครเวที เราก็เอาหนังสือยัดใส่กระเป๋าไปนั่งอ่านระหว่างรอเข้าซีนเลย ใช้เวลาให้คุ้ม ระหว่างบทกับหนังสือที่อ่าน เราก็พยายามจะไม่สับสนกับมัน ถือว่าเวิร์กนะคะ จำได้อยู่ ถึงผลการเรียนที่ออกมาจะไม่ได้สูงเลิศเลอเหมือนคนอื่น แต่มันอยู่ในจุดที่พอใจและเรียนต่อได้

มีวิชาที่ชอบเป็นพิเศษไหม

จริง ๆ ชอบวิชาภาษาไทย ชอบแต่งกลอน แต่พอขึ้นมัธยมปลายมาก็รู้สึกว่ายากแล้ว เลยเปลี่ยนไปชอบดนตรีแทน มันยากด้วยตัววรรณคดีที่เพิ่มขึ้นมา ชื่อจำยากจนรู้สึกว่าอะไรกันคะเนี่ย แต่ถึงจะชอบก็ไม่ได้อยากเป็นครูภาษาไทยนะคะ คิดว่าไม่น่ารอด

สนทนาค้นหาตัวตนกับ ‘อ๊ะอาย กรณิศ’ และชีวิตที่เก็บไว้ทั้งการงาน-การเรียน เพราะมีหลายอย่างที่อยากทำ

อะไรคือสิ่งที่คุณชอบทำเพื่อพักผ่อนยามว่าง

เราชอบฟังเพลง จะหาเพลงใหม่ฟังตลอด ไปถามคนอื่นด้วยว่ามีเพลงอะไรแนะนำไหม แล้วก็เปิดฟังไปเรื่อย ๆ สบาย ๆ

นอกจากบาลานซ์ชีวิตการเรียนและการทำงาน คุณบาลานซ์ชีวิตวัยรุ่นทั้งเรื่องเพื่อนและเรื่องเที่ยวอย่างไร

ถ้าเรื่องเพื่อน เราไม่ค่อยกังวลเท่าไหร่ อยู่ในวงการก็มีเพื่อนได้ แถมคิดว่าวงการทำให้เรามีเพื่อนเพิ่มขึ้นด้วย มีคนอยากเข้าหาเรามากขึ้น แต่ที่สนิทที่สุดก็คือ 4EVE เพราะเราใช้เวลาอยู่ด้วยกันตลอด ไปเที่ยว ทำงาน ถ่ายรายการ ซ้อมเต้น อยู่กับพี่ ๆ 4EVE มากกว่าคนในบ้านอีก เจอทุกวัน แต่ก็มีที่ตรงกันข้ามบ้างที่คนไม่กล้าเข้าหาเรา ส่วนเวลาไปโรงเรียนเพื่อนก็ไม่ได้กรี๊ดกร๊าดเราแบบจริงจัง จะออกแนวแซวมากกว่าว่า 4EVE มาโรงเรียนด้วย 

สำหรับเรา การได้อยู่กับเพื่อนมันดีมาก และน่าจะเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้เรานอนดึกที่สุด เพราะเราจะได้ไปเที่ยวด้วยกัน ใช้เวลาอยู่ด้วยกันให้มากที่สุด

ส่วนเรื่องเที่ยว เราก็อาศัยเที่ยวตามกองเอาค่ะ สมมติกองไปถ่ายที่ภูเก็ต เราก็ไปเที่ยวภูเก็ตพร้อมทำงานไปด้วย หรือเวลาไปเที่ยวคาเฟ่เหมือนวัยรุ่นทั่วไปเราก็มีนะคะ แต่ว่าค่อนข้างน้อยเลย พี่ ๆ ในวงก็บอกว่าเดี๋ยวจะเลี้ยงข้าวนะ แต่เราเองต้องไปหาเวลาว่างก่อน เราก็บอกได้ค่ะพี่

ถ้าต้องนัดเพื่อนมาเที่ยว คุณชอบนัดเจอเพื่อนที่ไหน

สยามนี่แหละค่ะ เพราะเป็นที่ที่ใครหลายคนมา ไม่ได้กลัวว่าแฟนคลับหรือใครจะเจอเราเดินอยู่ ถ้าเขาอยากเข้ามาทักก็ทักได้เลย ยินดีมาก ๆ ที่เข้ามาทักทายกัน

ถ้าเป็นต่างจังหวัด ตอนนี้อยากจะไปเที่ยวที่ไหนที่สุด

ชลบุรีค่ะ หนูชอบไปทะเลมากกว่าภูเขา ตอนนี้อยากไปสัมผัสหาดทราย

ตอนนี้คุณอาจจะยังไม่มีเวลาไปพักผ่อนบนหาดทราย รู้สึกเครียดกับชีวิตที่ตารางงานจัดเต็มตลอดบ้างไหม

ไม่เครียดเลยค่ะ เราอยู่กับมันได้

สนทนาค้นหาตัวตนกับ ‘อ๊ะอาย กรณิศ’ และชีวิตที่เก็บไว้ทั้งการงาน-การเรียน เพราะมีหลายอย่างที่อยากทำ
สนทนาค้นหาตัวตนกับ ‘อ๊ะอาย กรณิศ’ และชีวิตที่เก็บไว้ทั้งการงาน-การเรียน เพราะมีหลายอย่างที่อยากทำ

03
Insight Aheye

ถ้าพูดถึงตัวตนของคุณ อะไรคือความแตกต่างระหว่างคุณตัวจริง กับคุณที่เห็นเวลาสัมภาษณ์ในสื่อ

ถ้ากำลังให้สัมภาษณ์แล้วอยู่กับวง แฟนคลับหลายคนจะบอกว่าเราค่อนข้างคีพลุค ดูนิ่งเวลาออกหน้ากล้อง พูดน้อย เรียบร้อย พูดไม่ทันพี่ ๆ แต่พอมาอยู่ในไลฟ์คนเดียว เราจะคุยได้คล่องเลย ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ตัวจริงพูดคนเดียวเก่งนะ คิดว่าน่าจะเป็นความต่าง

การมีชื่อเสียงน่าจะทำให้คนรู้จักและอยากเข้ามาจีบคุณเยอะ เล่าเรื่องการจีบที่แปลกที่สุดให้ฟังหน่อย

คิดว่าเข้ามาจีบไม่มีนะคะ ส่วนมากเขาจะเข้ามาเป็นเพื่อน ถ้าจะแปลกคือ อยู่ดี ๆ มาเล่นบทเบียว ๆ แบบหมาป่าเดียวดายกับลูกแกะน้อยกับเรา สรุปเราก็งง เขาก็งง (หัวเราะ) แต่จริง ๆ แค่มาทักทายก็ประทับใจแล้วค่ะ

คุณน่าจะมีแฟนคลับที่ติดตามมาตั้งแต่เพิ่งเข้าวงการ มีความประทับใจอะไรเป็นพิเศษกับพวกเขาบ้างไหม

มีค่ะ มีคนทำกล่องดนตรีใส่เพลงให้ พอเปิดกล่องมาก็เจอรูปเรา ส่วนอีกคนให้สมุดเล่มเล็กที่ด้านในมีภาพโพราลอยด์ท้องฟ้าของทุก ๆ วันตลอด 1 เดือน ของทั้งหมดที่แฟนคลับให้หนูเก็บไว้ในห้องนอนเลยทุกชิ้น ถ้าเป็นกระดาษที่เขียนมาให้เรา เราก็จะมีแฟ้มเก็บเอาไว้ นี่คือจดหมายจากทุกคน

แฟนคลับหลายคนติดตามมาจาก We Kid ลากยาวมาเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบัน บางคนก็เพิ่งรู้จักจากวง 4EVE อายุเยอะที่สุดก็ประมาณ 60 ได้ค่ะ คุณยายมากับหลาน หลานบอกว่าคุณยายชอบเรามากเลย หลังจบรายการ We Kid เรากับเพื่อน ๆ ไปทำคอนเสิร์ตการกุศลกัน และก็ได้เจอคุณยายครั้งแรกที่นั่น 

เวลาคุณเสิร์ช Google เกี่ยวกับตัวเอง คุณเจออะไรบ้าง

เราก็จะพิมพ์ไปเลยว่า อ๊ะอาย กรณิศ แล้วเลื่อนดู ส่วนมากจะเป็นสกู๊ปข่าว อ๊ะอายเปิดตัวละครเรื่องใหม่ ก็เข้าไปอ่านเรื่อย ๆ

ย้อนกลับไปช่วงที่คุณเป็นไวรัลจากเพลง ความในใจ รายการ We Kid คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อเห็นคลิปตัวเองกระจายอยู่ในทุกสื่อ และนั่นคือการค้นพบว่าตัวเองมีชื่อเสียงแล้วหรือเปล่า

โห! ความรู้สึกแรกคือ ทำไมเราเจอคลิปตัวเองอีกแล้ว เราไม่ได้คิดว่ามันไวรัล ด้วยความที่เป็นเด็กอายุแค่ 11 ขวบ เราไม่รู้ว่าตอนนั้นมันดังมากขนาดไหน แต่ยังไม่รู้สึกว่าเรามีชื่อเสียงแล้วนะคะ เราแค่คิดว่าถ้าไปโรงเรียนเพื่อนน่าจะเห็นแล้วทักแน่ ๆ แต่ในความเป็นจริง เพื่อนไม่ทักค่ะ (หัวเราะ) คนที่เห็นน่าจะเป็นพ่อแม่เพื่อนมากกว่า

สนทนาค้นหาตัวตนกับ ‘อ๊ะอาย กรณิศ’ และชีวิตที่เก็บไว้ทั้งการงาน-การเรียน เพราะมีหลายอย่างที่อยากทำ

ในรายการ The Trainer ถ้าคุณได้เป็นเมนเทอร์ของตัวเองในวัย 7 ขวบ คุณจะบอกกับเด็กคนนั้นว่าอย่างไร

หนูแซ่บมากลูก หนูใส่เสื้อคลุมสีดำ เปลี่ยนชุดกลางเวที เต้นไก่กา แต่ก็พยายามต่อไปนะ หนูแซ่บแล้ว แค่ต้องยิ้มเยอะ ๆ เพราะหนูร้องเพลงหน้านิ่งมาก ตอนนั้นก็ถูกบอกให้ยิ้ม แต่บางทีเราก็ทำหน้าบึ้ง นึกได้ก็ยิ้มใหม่ แล้วก็นิ่ง แล้วก็ยิ้มอยู่แบบนั้น

ยังจำความฝันตอนอายุ 7 ขวบได้ไหม ตอนนี้คุณอยู่ในจุดที่ฝันไว้แล้วหรือยัง

ความฝันในตอนนั้นคืออยากร้องเพลงเฉย ๆ เลยค่ะ ยืนอยู่บนเวทีร้องเพลงให้ทุกคนฟัง เท่านั้นเลย ตอนนี้ก็อยู่ในจุดที่ฝันไว้แล้ว แต่ฝันของเราไม่ได้หยุดแค่นั้น ถ้าต่อยอดจากความฝันในการร้องเพลงทุกวัน เพราะอยากเป็นนักร้อง ตอนนี้เราอยากเป็นนักร้อง ร้องเพลง ยืนอยู่บนเวที และทำให้คนดูมีความสุขเพิ่มขึ้น ถ้าเป้าหมายสูงสุดในตอนนี้ก็คืออยากไปแสดงต่างประเทศ

ปัจจุบันคุณมีงานเข้ามาเยอะมากและคุณแม่เป็นคนช่วยจัดตารางงานให้หลายอย่าง ถ้าคุณแม่ลาพักร้อนสักหนึ่งอาทิตย์ ชีวิตของคุณจะเป็นอย่างไรบ้าง

ปกติจะเราจะอยู่กับครอบครัวเยอะมาก โดยเฉพาะช่วงนี้ คุณแม่ก็ไปกองละครด้วยกัน พักกองก็จะเจอคุณแม่ ถ้าคุณแม่ลาพักร้อน แล้วสมมติว่าไม่มีงาน หนูก็คงจะนอนดูอนิเมะอยู่ห้อง เพราะปกติจะเปิดดูช่วงกินข้าว เรื่องที่ชอบ เช่น My Hero Academia, Shaman King หรือไม่ก็ Demon Slayer: Kimetsu no Yaiba ส่วนมากจะเป็นญี่ปุ่น ถ้าเป็นของฝรั่งจะดูไม่ค่อยจบ 

ส่วนมังงะไม่ค่อยมีเวลาอ่านเลย พอดูอนิเมะแล้วก็จะนอนกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนเตียงทั้งอาทิตย์ ไหน ๆ ก็ไม่มีงานทั้งที แต่ถ้ามีงานเข้ามาใหม่ เราต้องรีบบอกพี่เออาร์ทางวงก่อน ไม่ใช่อะไรนะคะ ให้พี่เขาจองรถตู้ให้ เพราะไม่มีใครไปรับไปส่ง (หัวเราะ)

ต่อจากนี้อีก 10 ปีข้างหน้า คุณมองเห็นตัวเองอยู่ในจุดไหน

ปีนี้หนูจะอายุ 17 ปี อีก 10 ปี ก็อายุ 27 หนูอยากให้ตัวเองยังชอบร้องเพลงอยู่แบบนี้ไปเรื่อย ๆ หวังว่าจะเก่งขึ้นกว่าตอนนี้ ที่บอกแบบนั้นเพราะตอนนี้งานละครเข้ามาเยอะมาก แอบกลัวว่าจะลืมว่าเราเคยร้องเพลงได้ แต่ตอนนี้ยังไม่ได้มีปัญหาอะไรนะคะ เราแค่อยากทำอะไรได้หลายอย่าง อ้อ! และหนูก็หวังว่าอีก 10 ปีข้างหน้าจะแต่งเพลงเป็นแล้ว หนูอยากลองแต่งเพลงให้ทุกคนฟังแล้วรู้สึกทัชหัวใจบ้าง

พอเราอยู่วง 4EVE เราจะเจอโปรดิวเซอร์เก่ง ๆ เขาจะส่งเดโมมาให้เราฟัง เรารู้สึกว่าอันแรกที่ส่งมามันก็ดีแล้ว แต่ทำไมพอเขาแก้มาอีกแล้วมันดีขึ้นเรื่อย ๆ เราชอบความที่หนึ่งเพลงมันไปได้ไกลและหลากหลาย เราเลยอยากลองแต่งเพลงให้ได้เองบ้าง เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกถึงคนฟังและเราเองก็ได้ร้องเพลงของเรา

สนทนาค้นหาตัวตนกับ ‘อ๊ะอาย กรณิศ’ และชีวิตที่เก็บไว้ทั้งการงาน-การเรียน เพราะมีหลายอย่างที่อยากทำ

ขอบคุณสถานที่

ร้าน The Cassette Coffee Bar 

สยามสแควร์ ซอย 3 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

เปิดทุกวัน 10.00 – 20.00 น.

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

อติล่าเป็นชื่อของกษัตริย์นักรบผู้ครองจักรวรรดิฮัน ผู้แผ่การปกครองจากเอเชียไปสู่ยุโรป

ชื่อที่ยิ่งใหญ่นี้กลายเป็นชื่อแรกของ อติล่า-อาร์เธอร์ อภิชาติ กานโยซ์ ชายหนุ่มลูกครึ่งไทย-สวิสวัย 25 ปี ผู้จากยุโรปมาตามเส้นทางวงการบันเทิงบนแผ่นดินของแม่อยู่หลายปี ก่อนจะโด่งดังเป็นพลุแตกจากการประกวดและเข้ารอบสุดท้ายของ The Face Men Thailand ซีซั่นแรก

นายแบบหนุ่มผิวขาว ตัวสูงใหญ่ นอกจากผมสีเข้ม แทบไม่มีเค้าโครงเอเชียอยู่ในรูปร่างหน้าตา ความโดดเด่นทำให้เขาดูแปลกหน้า แต่เมื่อนั่งลงสนทนากันเพียง 5 นาทีแรก ฉันรู้ทันทีว่าเขามีความเป็นตะวันตกที่น่าค้นหา และมีความเป็นตะวันออกที่เราคุ้นเคยอยู่ในคนคนเดียว

เราพบกันที่หน้าโรงเรียนสอนกังฟู ประตูสู่โลกอีกใบของเขาเปิดออก ให้เราได้มองเห็นชีวิตนอกแสงไฟเจิดจ้าบนรันเวย์

มันไม่สวยหรูงดงาม แต่จริงใจและลึกซึ้ง เหมือนแววตาของเขานั่นแหละ

อติลา-อาร์เธอร์ อภิชาติ กานโยซ์

แมวโดดเดี่ยว

“ผมไม่ได้บ้าแมวนะ”

เจ้าของฉายา ‘แมวยักษ์’ ยืนยันแข็งขัน แต่แววตาเป็นประกายเมื่อพูดถึงสัตว์เลี้ยงขนฟูขาว

“ผมมีแมวตัวหนึ่งชื่อหมิวหมิว มันเป็นแมวที่ไม่ต้อนรับแขก นิสัยไม่ดีเอาซะเลย มันไม่ต้องการใคร ทั้งที่เราให้อาหารมัน พอมันกินอิ่มก็จะเดินหนีไปไม่สนใจ แต่พอหิวก็จะเข้ามาแม้วๆ (ทำเสียงเลียนแบบแมว) มันน่าจะสะท้อนตัวเรา ผมเป็นคน independent ตั้งแต่ไหนแต่ไร ใช้ชีวิตคนเดียว ดูแลตัวเองตั้งแต่อายุ 14 ผมทำอาหารให้ตัวเอง ไปโรงเรียนเอง เงินค่าเลี้ยงดูก็ต้องบริหารเองหลังจากจ่ายค่าเช่าบ้าน

“พ่อกับแม่ทะเลาะกันแล้วแยกกันอยู่ ในความรู้สึกของผม ที่นี่สะท้อนชีวิตคู่ที่เขาเคยอยู่ด้วยกัน แม่มีความสุขมากกว่าเมื่อไปทำงานอยู่ร้านอาหารไทยกับเพื่อนๆ คนไทย และจะกลับมาแค่อาทิตย์ละครั้ง ผมเลยอยู่ที่บ้านนั้นกับแฟนสมัยเรียนจนอายุ 18”

เด็กหนุ่มลูกครึ่งพยายามดูแลตัวเองอย่างผู้ใหญ่ เขาเรียนหนังสือเก่ง ได้เกรดดีมาตลอด แต่เก็บซ่อนความน้อยใจ โกรธเกรี้ยว กังวลกับการใช้ชีวิตด้วยตัวเองไว้ข้างใน ทุกอย่างระเบิดออกมาหลังการสอบเลข ม.ปลาย ได้คะแนนน้อยเพียงครั้งเดียว

“ผมร้องไห้ออกไปจากห้องเรียนแล้วไม่ยอมกลับไป คนโทรตามก็ไม่รับ หายไปเลย มันทำให้เรารู้ว่าชีวิตไม่โอเค ผมไม่มีความสุข”

หลังจากนั้นหลายปี ความทุกข์จากการอยู่โดดเดี่ยวยังคงตามติดตัวเขา “ตอนนี้โตขึ้น ผมเข้าใจแม่แล้วว่าเขาให้เราทุกอย่างเท่าที่ทำได้ แต่ตอนนั้นเป็นเด็ก เด็กมันไม่เข้าใจหรอก”

เมื่อย้ายออกจากบ้านหลังเรียนจบ ความกดดันที่จะทำงานหาเลี้ยงตัวเองและเรียนมหาวิทยาลัยไปด้วยพร้อมกันเป็นเรื่องหนักเกินรับไหวสำหรับวัยรุ่นคนหนึ่ง ในที่สุดอติล่าตัดสินใจจากสวิตเซอร์แลนด์มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่อีกฟากหนึ่งของโลก เมื่อมีคนแนะนำให้เขาไปลองทำงานที่เมืองไทย

“ไปเป็นดารามั้ย”

อติลา-อาร์เธอร์ อภิชาติ กานโยซ์ อติลา-อาร์เธอร์ อภิชาติ กานโยซ์

นายแบบไทย

“ดาราคืออะไร ผมอยู่ที่นั่นก็เป็นคนธรรมดา ไม่ใช่คนพิเศษอะไร แต่มีคนบอกว่าทำได้นะ ผมถูกส่งมาอยู่โมเดลลิง ตอนนั้นผมเกลียดกล้องมากๆ ไม่เป็นเหมือนที่เห็นทุกวันนี้ ผมเห็นกล้องแล้วตัวแข็ง ถ้าดูรูปช่วงแรกๆ จะเห็นว่าสายตาผมเป็นศูนย์ ไม่มีอารมณ์อยู่ในนั้นเลย”

นายแบบหนุ่มพูดตรงๆ ว่าในอดีตเขาไม่ได้ตั้งใจกับงานเดินแบบเท่าไหร่นัก ไปสายบ้าง ไม่ดูแลตัวเองเท่าที่ควรบ้าง การทำงานจำเป็นสำหรับการเอาตัวรอด แต่ไม่ได้หล่อเลี้ยงไฟฝันหรือจิตวิญญาณ

“มาถึงเมืองไทยแล้วผมก็ยังดื้อเหมือนเดิม ผมยังไม่ปล่อยวาง ไม่เข้าใจชีวิต ทำไมเราต้องดูแลตัวเองเร็วขนาดนี้ ทำไมชีวิตมันไม่ง่าย ผมคิดว่ามาเมืองนอกแล้วจะหนีปัญหา ได้เริ่มต้นใหม่ แต่มันไม่อยู่ที่สถานที่ มันอยู่ที่ตัวเราเอง ต่อให้ย้ายไปอีกฝั่งหนึ่งของโลก ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม คนที่ต้องเปลี่ยนคือเรา”

อติล่าชี้ที่หัวใจ เด็กหนุ่มที่โกรธชีวิตคนนั้นได้เติบโตและมุ่งมั่นกับเส้นทางนายแบบขนาดไหน คุณมองเห็นได้จากความพยายามของเขาใน The Face Men Thailand จากวันแรกถึง Final Walk

อติลา-อาร์เธอร์ อภิชาติ กานโยซ์

นักบวชวัดป่า

ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว อติล่าเลิกกับแฟนสาว คอนโดหมดสัญญาเช่า หลังจากใช้ชีวิตเป็นนายแบบอยู่ 3 ปีเต็มในกรุงเทพฯ ชีวิตเขากลับมาไม่มีใครและไม่มีบ้านอีกครั้ง

ความว่างเปล่าที่ถาโถมทำให้ชายหนุ่มเดินทางออกจากเมืองหลวง ไปเรียนรู้และค้นหาตัวเองที่วัดป่าสุวรรณโณ จังหวัดชัยภูมิ ตามที่ญาติทางแม่แนะนำมา

“ก่อนผมมาเมืองไทยผมได้อ่านเรื่องพระพุทธเจ้า แล้วศึกษาธรรมะตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ผมอยากรู้จัก เข้าใจ ศาสตร์นี้มากขึ้น อยากบวชมาตลอด มันเป็นจังหวะพอดี ตอนนั้นใกล้เบญจเพส และต้องหาที่อยู่ใหม่ก็เลยเอาวะ ลองดู”

อีกเรื่องที่ทำให้หนุ่มลูกครึ่งตัดสินใจเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์คือเหตุผลทางไสยศาสตร์ อติล่าสนใจเรื่องการถอดจิต เขาเล่าให้ฟังว่าถูกผีอำและเห็นภาพหลอนที่ไม่น่าเชื่อหลายครั้ง

“ผมแพนิกมาก กลัวมาก เป็นปรากฏการณ์ที่เด็กฝรั่งไม่เข้าใจ ทุกคนไม่เข้าใจ เราหลงไปกับมันมาก จนเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องของจิต พอปิดหน้าต่างไม่สนิท เห็นเงาดำตลอด แล้วก็กลัว รู้สึกว่าต้องไปศึกษาเรื่องนี้แล้วต้องควบคุมมันให้ได้

“การบวชเหมือนมาเรียนบทที่สอง มันสมเหตุสมผลไปหมด ผมใส่ชุดขาวเป็นนาคประมาณเดือนครึ่ง แล้วบวชประมาณสี่เดือนครึ่ง ระหว่างอยู่ชัยภูมิผมก็แสวงหาคำตอบ ยังอยู่ไม่สุข เลยไปหาหลวงพ่อที่อุดรฯ อีกเดือนครึ่ง ที่นั่นเป็นวัดป่าที่ป่ากว่าชัยภูมิอีก บิณฑบาตรได้แต่ข้าวเหนียวกับแกงหน่อไม้ โมเมนต์นี้ทำให้ผมชอบหน่อไม้มาก (หัวเราะ) กินหน่อไม้ทุกอย่าง และส้มตำทุกวัน เป็นช่วงเวลาที่ดี ผมชอบมาก ได้อยู่กับตัวเองเยอะ”

เมื่อเดินออกจากการเป็นนักบวช สิ่งที่ได้รับจากโรงเรียนพุทธคือคำตอบว่าเขาทำสิ่งที่ทำอยู่เพื่ออะไร

“ผมไม่ชอบวงการมายา เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ผมเคยไม่ค่อยตั้งใจกับงานนายแบบ ผมไม่เข้าใจ ไม่ชอบ ไม่ใช่เรา ไม่อยากทำ หลังจากบวชแล้วผมถึงเข้าใจว่าผมโชคดี มีคนอยากให้เราไปถ่ายแบบแล้วพรีเซนต์สินค้าให้เขา ทำไมเราไม่หยิบโอกาสตรงนี้มาเอาไปช่วยคนที่ไม่มีโอกาส ทำไมไม่สร้างอะไรสักอย่างให้คนที่เขาต้องการ ผมอยากใช้โอกาสนี้ช่วยเหลือคนให้มากที่สุด มันไม่ยากเลย อย่างน้อยแค่พูดคุย ขอบคุณ ชมกัน กอดกัน มันเป็นเรื่องเล็กน้อยที่เราทำได้ ข้างหลังความยิ้มแย้มแจ่มใสของเรามีคนที่ทุกข์อยู่ แย่กว่าเราอยู่เสมอ”

อติลา-อาร์เธอร์ อภิชาติ กานโยซ์

นักสู้กังฟู

บทบาทล่าสุดของ อติล่า-อาร์เธอร์ อภิชาติ กานโยซ์ ไม่ใช่แค่นายแบบ แต่เป็นนักสู้กังฟูรุ่นที่ 5 ต่อจาก Patrick Gee อาจารย์สอนกังฟูที่เปิดโรงเรียนสอนศิลปะป้องกันตัว FMMA Bangkok ในซอยสุขุมวิท 61 นายแบบหนุ่มเดินนำฉันเข้าไปในห้องเรียนเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยสาวๆ ผู้ศึกษาศาสตร์ที่มีต้นกำเนิดจากแม่ชีวัดเส้าหลิน อติล่าอุทิศช่วงเวลาตอนเย็นและค่ำให้กับการสอนมวยหย่งชุนผสมไทเก๊ก กีฬาที่ดึงพลังในร่างกายมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ

“หลังจากบวช ผมคิดว่าตัวเองปลงแล้ว แต่ยังคิดมาก กังวลกับอนาคต ความกังวลทำให้เราไม่เคลื่อนไหว ไม่ไปข้างหน้า แล้วก็มาเจออาจารย์ตัวเล็กๆ ที่ซัดผมปลิวเลย

“ตอนแรกผมไม่รู้จักกังฟู เคยดูแต่ในหนังยิปมัน พอได้เรียนถึงพบว่ามันทำให้เราได้อยู่กับตัวเองเยอะ เหมือนการวิปัสนากรรมฐานที่เราไม่ต้องนั่งนิ่งๆ พุทโธๆ สำหรับบางคน การได้เคลื่อนไหวทำให้เราสบายใจขึ้น เจอสมาธิในการฝึกศิลปะป้องกันตัวอย่างสม่ำเสมอ ผมได้ใช้มันในชีวิตประจำวันเมื่อเจอปัญหา แล้วผมก็รู้สึกว่ายังมีคนอื่นที่เป็นแบบผม เจอปัญหาเล็กๆ น้อยๆ แล้วเครียดมากๆ เลยปัดมันออก ไม่เผชิญกับมัน ปัญหาก็ยังตามเรามาอยู่ จนถึงวันที่เราเครียดจนร้องไห้ ระเบิดใส่คนอื่น ทั้งที่เขาไม่ได้ทำอะไรเลย แต่เราลากปัญหามาเยอะมากเพราะเราไม่เคยเคลียร์กับมัน”

อติลา-อาร์เธอร์ อภิชาติ กานโยซ์

“กังฟูสอนให้ผมมองปัญหาให้ชัดเจนเหมือนธรรมะ มองในสิ่งที่มันเป็น ปัญหาแก้ไขได้มั้ย ทางแก้ปัญหาไหนดีที่สุด ลองทำดู แก้ไขได้จบเรื่อง แก้ไม่ได้ ลองเปลี่ยนวิธี ปัญหาก็จบ ใจก็ว่างลง ในศิลปะป้องกันตัวมันมีแค่นี้ คนต่อยมา มันมีวิธีตั้งรับไม่กี่วิธี 1,2,3 จบ อันไหนเวิร์กกับเราก็เลือกอันนั้น ทุกวันนี้ผมดีลกับสิ่งที่เข้ามาในชีวิต อยู่กับมันได้เพราะผมแยกแยะว่ามันอยู่ตรงไหน ผมมาถึงตรงนี้แล้ว สเต็ปหน้าคืออะไร ต้องติดต่อใคร เราทำทุกอย่างไปพร้อมกันได้เพราะมองเห็นภาพรวม

“ความมุ่งมั่นที่ผมมีในรายการ The Face Men Thailand ผมได้จากกังฟูหมด มาถึงแคมเปญนี้แล้วผมต้องพัฒนาอะไร ทำเลย ไม่ขัดแย้ง กังฟูสอนผมว่าอย่าต่อต้านสถานการณ์ ไหลไปตามน้ำ เวลาเจอคำถามที่ไม่ชอบ ผมจะย้อนกลับไปคิดว่าทำไมไม่ชอบคำถามนั้น ผมยังไม่พร้อมจะยอมรับอะไรในตัวเอง ที่เราอึดอัดเพราะเราตีความเองแทนเขารึเปล่า”

อติลา-อาร์เธอร์ อภิชาติ กานโยซ์

อติลา-อาร์เธอร์ อภิชาติ กานโยซ์

ในห้องเรียนศิลปะป้องกันตัว ความเป็นนายแบบถูกทิ้งไว้ด้านนอก เหลือเพียงผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังเรียนรู้การเป็นครู

“ผมอยากแชร์ประสบการณ์ที่ผมได้จากกังฟูให้คนอื่น ทั้งสมาธิและการเผชิญหน้า มันสอนความมุ่งมั่นและวินัย ผมเคยเป็นคนที่ทำอะไรสำเร็จจริงๆ ในชีวิตน้อยมาก เอาแต่วิ่งหนีปัญหา ท้อ และโทษคนอื่น แต่ความสำเร็จมากับคนที่ทำวันละเล็กละน้อยโดยไม่หยุด ผมได้เปิดคลาสนี้แล้วภูมิใจมากๆ กับการสอน”

อติล่าจับข้อมือฉันแน่น บทเรียนแรกของการฝึกกังฟูคือการสะบัดให้หลุดจากการจับกุม

“พลิกมือมาจับข้อมือผม แล้วทิ้งน้ำหนักแขนไปข้างหลังพร้อมๆ กับก้าวถอยหลัง”

ฉันทำตามที่บอกอย่างสิ้นหวัง ตามประสาคนเล่นกีฬาไม่เป็น ความพยายามไร้ผล เขาพยายามอธิบายอีกครั้งอย่างใจเย็น

“คุณต้องเข้าใจการทำงานของร่างกาย เมื่อคุณพลิกข้อมือแบบนี้ แขนผมจะถูกบิดจนล็อก จากนั้นค่อยดึงตัวไปข้างหลังโดยไม่ขยับข้อศอก”

ฉันลองอีกครั้ง น่าประหลาดใจที่คราวนี้เขาเสียการทรงตัวจนต้องปล่อยมือ ครูฝึกกังฟูยิ้มกว้าง

“ผมมีนักเรียนที่สูงแค่ 150 – 160 เซนติเมตร แต่ทำผมล้มได้ ฝึกการวางตัว ทิ้งน้ำหนักให้เกิดประโยชน์ เราพยายามสอนทีละก้าวให้เหมาะกับร่างกายเขา ยิ่งฝึกก็ยิ่งพัฒนา ใครอยากลดน้ำหนักแนะนำให้มาอย่างน้อย 3 ครั้งต่ออาทิตย์ ส่วนคนผอมก็แนะนำให้กินข้าวมันไก่เยอะๆ จะได้มีแรง”

อติล่าหัวเราะ วินาทีนั้นฉันคิดว่าตัวตนที่น่ารู้จักที่สุดของเขาอยู่ที่นี่

อติลา-อาร์เธอร์ อภิชาติ กานโยซ์

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load